วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกงป้องกันได้ด้วยวัคซีน

30 กรกฎาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7569 วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2560)

สถานการณ์ล่าสุดในฮ่องกง :
            สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ระบาดในฮ่องกงเสียชีวิตกว่า 200 รายแล้ว (26 ก.ค.) ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย สถานพยาบาลในฮ่องกงรับมือเต็มที่ โรงพยาบาลบางแห่งรับผู้ป่วยมากจนเต็มจำนวนเตียงผู้ป่วยทั้งหมด ผู้ป่วยบางรายต้องรอหลายชั่วโมงกว่าจะได้เตียงนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล รายที่อาการไม่หนักจะต้องรอหลายชั่วโมงกว่าจะมีแพทย์มาตรวจ ขณะนี้รัฐบาลกำลังหารือกับโรงพยาบาลเอกชนเพื่อช่วยรับผู้ป่วยโดยรัฐจะออกค่าใช้จ่ายบางส่วนเพื่อช่วยแบกรับค่ารักษาของผู้ป่วย สมาคมแพทย์ร้องขอให้แพทย์โรงพยาบาลเอกชนกับแพทย์ที่เกษียณแล้วสละเวลาบางส่วนมาช่วยดูแล
            โดยปกติการระบาดไม่ใช่เรื่องร้ายแรงหากระบาดไม่มาก ปีนี้พิเศษกว่าปกติเพราะการระบาดมาเร็วและแรง ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในช่วงกลางพฤษภาคมพบติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ร้อยละ 13.5 และเพิ่มเป็น 40.6 ในสัปดาห์ที่ 2 ของกรกฎาคม ชี้ให้เห็นการระบาดเพิ่มขึ้นมาก
เฉพาะผู้ป่วยหนักนับจากพฤษภาคมมีกว่า 300 รายแล้ว เสียชีวิตกว่า 200 คน เป็นตัวเลขที่สูงกว่าปีก่อนอย่างชัดเจน

เชื้อที่พบในปีนี้ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 35) เป็นสายพันธุ์ A(H3N2) เป็นสายพันธุ์เก่าที่มีวัคซีนป้องกัน อีกทั้งหลายคนมีภูมิต้านทานไวรัสสายพันธุ์นี้อยู่แล้ว
ชื่อเต็มของสายพันธุ์นี้คือ A/Hong Kong/1/68(H3N2)

มีข้อมูลว่าที่ฮ่องกงเชื้อได้กลายพันธุ์เล็กน้อย แต่วัคซีนยังคงใช้ได้ผล
            ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นหลากหลาย บางคนเห็นว่าที่ระบาดหนักเพราะคุณภาพวัคซีนที่ให้เมื่อพฤศจิกายนไม่เต็มร้อย บางคนเห็นว่าปีที่แล้วไม่มีปัญหาไข้หวัดใหญ่ ภูมิคุ้มกันในหลายคนจึงต่ำ เป็นต้นเหตุติดเชื้อแล้วมีอาการหนักในปีนี้ บางคนเห็นว่าเหตุเพราะเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A(H3N2) กลายพันธุ์ทำให้วัคซีนที่ผลิตเมื่อ 2 ปีก่อนไม่ค่อยได้ผล

            เชื้อไข้หวัดใหญ่มี 3 สายพันธุ์หลัก (type) สายพันธุ์หลักที่สร้างปัญหาเรื่องการระบาดคือ A กับ B แต่ละสายพันธุ์หลักจะมีสายพันธุ์ย่อย (subtype) ได้อีก
            วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine) ที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีลักษณะพันธุกรรมตรงกับที่เชื้อที่กำลังระบาด ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO) จะกำหนดว่าวัคซีนควรจะครอบคลุมเชื้อสายพันธุ์ใด ที่ผ่านมาจะเป็นสายพันธุ์ A 2 ชนิดกับสายพันธุ์ B 1 ชนิด หรือเป็นสายพันธุ์ A กับ B อย่างละ 2 ชนิด และจะอัพเดทข้อมูลสายพันธุ์ทุก 2 ปี

ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ :
            คนฮ่องกงอ่อนไหวเป็นพิเศษกับข่าวไข้หวัดใหญ่ระบาด เพราะมักระบาดอยู่เสมอและเคยมีประสบการณ์สูญเสียครั้งใหญ่ เช่น เมื่อ 1968 (Hong Kong flu of 1968/Hong Kong flu pandemic of 1968) การระบาดเริ่มจากจีนมาฮ่องกงแล้วแพร่กระจายทั่วโลก ระบาดนาน 2-3 ปี เป็นการระบาดใหญ่ครั้งที่ 3 ของศตวรรษที่ 20 ผู้เสียชีวิตทั้งโลกราว 1-4 ล้านคน
            การระบาดเมื่อ 1968 เริ่มจากสายพันธุ์ A(H3N2) (สายพันธุ์ที่กำลังเป็นข่าวในขณะนี้) ในสมัยนั้นถือเป็นสายพันธุ์ที่พบใหม่ เชื้อไข้หวัดใหญ่ระบาดอย่างรวดเร็ว ในเวลา 2 สัปดาห์มีผู้ติดเชื้อถึง 500,000 ราย

            หลายคนมองโรคระบาดว่าเป็นเรื่องของสาธารณสุขล้วนๆ แม้กระทั่งรัฐบาลหลายประเทศก็คิดเช่นนั้น จึงจัดการปัญหาในกรอบสาธารณสุข ยิ่งมีองค์การอนามัยโลกคอยบริการจัดการ การจัดการโรคระบาดจึงมักอยู่ในกรอบนี้
            แต่บริบทโลกเปลี่ยนแปลง มีการคิดค้นอาวุธเชื้อโรค สารพิษต่างๆ เพื่อมุ่งเล่นงานพลเรือนหรือแบบไม่เลือกหน้า ฝ่ายความมั่นคงจึงเข้ามาเกี่ยวข้องทันที ทุกวันนี้ยังมีบางประเทศที่มีเทคโนโลยีและเก็บเชื้อโรคเพื่อใช้เป็นอาวุธ (biological weapons) มีการศึกษาเพื่อพัฒนาเชื้อโรคให้มีฤทธิ์ร้ายแรงกว่าเดิม ติดต่อแพร่กระจายง่าย ยุคปัจจุบันที่ก่อการร้ายเป็นประเด็นร้ายแรง หน่วยงานความมั่นคงกังวลว่าผู้ก่อการร้ายอาจใช้เชื้อโรคเป็นอาวุธ หรือที่เรียกว่า Bioterrorism

            ถ้าใช้มุมมองแบบรัฐศาสตร์ ฝ่ายความมั่นคงจะมองว่าโรคระบาดหากระบาดหนักจะเป็น “ภัยคุกคามรูปแบบใหม่” (non traditional security หรือ NTS) เป็นเรื่องร้ายแรงกระทบความมั่นคงของรัฐ
ในอดีตเราอาจคุ้นกับภัยคุกคามความมั่นคงจากคอมมิวนิสต์ สงครามรบพุ่งกัน ปัจจุบันบริบทโลกเปลี่ยนเกิดภัยคุกคามชนิดใหม่ เรียกรวมๆ ว่า “ภัยคุกคามรูปแบบใหม่” ยกตัวอย่างเช่น การก่อการร้าย ภาวะโลกร้อน การขาดแคลนน้ำ การลักลอบค้ายาเสพติด การอพยพย้ายถิ่นของคนจำนวนมาก รวมถึงโรคระบาดร้ายแรงอย่างไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก ฯลฯ

โลกเคยรณรงค์ต้านเอดส์ เชื้อ HIV เคยสร้างความตื่นตระหนกแก่โลกมาแล้ว บั่นทอนหลายประเทศในแอฟริกาอย่างรุนแรง ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจสังคมที่อ่อนแออยู่แล้วให้อ่อนแอกว่าเดิมอีก เชื้อโรคเพียงชนิดเดียวสามารถสร้างหายนะแก่ประเทศ

ภัยคุกคามรูปแบบใหม่มีลักษณะสำคัญคือ เริ่มต้นจากประเทศหนึ่งแล้วส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น (ไม่รู้จะห้ามนกบินข้ามพรมแดนได้อย่างไร) ลำพังประเทศเดียวไม่อาจต่อต้านป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ จำต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นความรับผิดชอบของนานาชาติ ไม่ใช่เรื่องของประชาชนจำนวนหนึ่งที่ล้มป่วยหรือเกิดเหตุร้ายในประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น

หันกลับมาพิจารณาในกรอบรัฐ โรคระบาดประเภทนี้ลำพังประชาชนไม่อาจแก้ไขจัดการได้ทั้งหมด บทบาทภาครัฐจึงสำคัญยิ่ง ตั้งแต่เริ่มเฝ้าระวัง เตรียมพร้อมรับมือ ป้องกันไม่เชื้อโรคระบาดเข้าประเทศ ร่วมมือกับนานาชาติ องค์กรระหว่างประเทศ จนถึงให้ความรู้ประชาชน ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ
คำถามสำคัญยิ่งคือ รัฐให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากัน คุณภาพชีวิตของประชาชนคือเรื่องสำคัญที่สุดหรือไม่ อะไรเรียกว่าความมั่นคงของมนุษย์ อย่างไรเรียกว่าประชาชนมีคุณภาพชีวิตมากกว่ากัน สิทธิของปัจเจกสำคัญหรือส่วนรวมสำคัญกว่า จุดสมดุลอยู่ที่ใด
เป็นคำถามที่ท้าทายของผู้บริหารประเทศ

ตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตระหนัก :
            ในยุคปัจจุบัน น้อยคนจะตายด้วยสงคราม (อาวุธสงคราม) มนุษย์นับล้านแต่ละปีพ่ายแพ้ต่อสงครามเชื้อโรค (การรักษาโรคติดเชื้อ) ในแง่ความมั่นคงของมนุษย์ (Human security) สงครามเชื้อโรคจึงเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นภัยร้ายแรงยิ่งกว่าสงครามด้วยอาวุธ และกำลังคุกคามรุนแรงยิ่งขึ้น เชื้อดื้อยา (antibiotic resistant bacteria) กำลังเป็นปัญหาระดับโลก

            มีโรคติดเชื้ออีกหลายอย่างที่คร่าชีวิตผู้คนมากกว่าไข้หวัดใหญ่ องค์การอนามัยโลกรายงานว่าปี 2015 โรคเอดส์คร่าชีวิตมนุษย์ 1.1 ล้านคน ก่อนหน้านี้บางปีคร่าชีวิต 3-4ล้านคน ในขณะที่ผู้ป่วยเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่จะตกปีละ 250,000-500,000 คน
แต่ปัญหาของไข้หวัดใหญ่มีมากกว่าคนป่วย คนตาย เพราะส่งผลต่อจิตวิทยาสังคม เนื่องจากติดต่อง่าย บางสายพันธุ์สามารถแพร่เชื้อจากสัตว์ปีกสู่คน เช่น H7N9 กับ H5N1 หรือที่นิยมเรียกว่าไข้หวัดนก (Avian flu) ในช่วงที่ระบาดคนไทยกลัวจนไม่กล้ากินไก่ ถ้าจะกินเนื้อไก่หรือไข่ต้องปรุงสุกเท่านั้น มีช่วงเวลาที่หลายคนแห่กันไปซื้อเจลฆ่าเชื้อโรค ซื้อผ้าปิดจมูก (หน้ากากอนามัย)
ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเสียชีวิตได้ง่าย ผู้ป่วยไม่กี่คนอาจเป็นข่าวร้ายที่โหมกระพือ ทำให้สังคมตื่นตระหนก ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติ โดยเฉพาะประเทศที่ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

            ตลอดประวัติศาสตร์โลกเผชิญปัญหาโรคระบาดเรื่อยมา แต่ที่สุดแล้วทุกอย่างผ่านไป สถานการณ์กลับคืนสู่ปกติ นอกจากนี้ เมื่อเอ่ยถึงโรคระบาดต้องเข้าใจว่าการระบาดแต่ละครั้งมีความรุนแรงมากน้อยต่างกัน และมักเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกงปีนี้ระบาดหนักกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังควบคุมได้
            ทางการรายงานว่าการไปฮ่องกงในขณะนี้ยังปลอดภัย ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องกว่าคือควรระวังคนฮ่องกงที่เดินทางออกนอกประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว คนต่างชาติเดินทางเข้าออกจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ระบบการเฝ้าระวังสาธารณสุขเรียนรู้มากขึ้น ปรับปรุงดีขึ้น เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่ทางการฮ่องกงเตรียมรับมือทันที
            การป้องกันไว้ก่อน การรับมือแต่เนิ่นๆ คือแนวทางที่ดีที่สุด

            นอกจากนี้ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกงสายพันธุ์ที่ระบาดหนักในขณะนี้สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ผู้สูงวัย เด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ ผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS ผู้ป่วยหอบหืด เป็นโรคหัวใจหรือปอดเรื้อรัง และผู้สุ่มเสี่ยงติดเชื้อ ควรพิจารณารับการฉีดวัคซีนเป็นพิเศษ
            องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าการฉีดวัคซีนคือวิธีการป้องกันที่ดีที่สุด
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
การแพร่ระบาดของไข้หวัดนก H7N9 เป็นมากกว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาด แต่เป็นหนึ่งในภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่จะอยู่กับมนุษย์ไปอีกนาน จำต้องเข้าใจเพื่อรับมืออย่างถูกต้อง


บรรณานุกรม:
1. Hong Kong struggles with long, deadly flu outbreak. (2017, July 26). Straits Times. Retrieved from http://www.straitstimes.com/asia/east-asia/hong-kong-struggles-with-long-deadly-flu-outbreak
2. How worried should you be about Hong Kong’s unusual flu outbreak? (2017, July 25). South China Morning Post. Retrieved from http://www.scmp.com/news/hong-kong/health-environment/article/2103878/how-worried-should-you-be-about-hong-kongs-unusual
3. Maras, Marie Helen. (2015). Transnational Security. USA: CRC Press.
4. Rogers, Kara. (n.a). Hong Kong flu of 1968. Encyclopædia Britannica. Retrieved from https://www.britannica.com/event/Hong-Kong-flu-of-1968
5. WHO. (2016, November). Influenza (Seasonal): Fact sheet. Retrieved from http://www.who.int/mediacentre/factsheets/fs211/en/
6. WHO. (2017). Number of deaths due to HIV/AIDS. Retrieved from http://www.who.int/gho/hiv/epidemic_status/deaths_text/en/
7. Williams, Paul D. (Ed.). (2008). Security Studies: An Introduction. Oxon: Routledge.
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

“หญิงบำเรอ” เรื่องที่จบแล้วแต่ยังไม่จบ

23 กรกฎาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7562 วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2560)

            Kang Kyung-wha รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้เห็นว่าจำต้องทบทวนข้อตกลงเรื่องหญิงบำเรอที่ทำไว้กับญี่ปุ่น แม้เป็นข้อตกลงที่ระบุว่า “เป็นข้อตกลงสุดท้ายและแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว” ทางการเกาหลีใต้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อตกลงดังกล่าว
ข้อตกลง “comfort women accord” ลงนามเมื่อเดือนธันวาคม 2015 ในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดี ปาร์ค กึน-เฮ (Park Geun-hye)
รัฐมนตรี Kang กล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ปกป้องสิทธิมนุษยชนของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอย่างแท้จริง จึงเห็นว่าอาจต้องขอเจรจาทั้งนี้ขึ้นกับผลการตรวจสอบของคณะกรรมการ
            ย้อนหลังตั้งแต่ช่วงหาเสียง มุน แจ-อิน (Moon Jae-in) ประกาศว่าจะทบทวนข้อตกลงใหม่ เห็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นไม่พยายามมากพอ หากญี่ปุ่นตั้งใจกว่านี้สัมพันธ์ 2 ประเทศย่อมจะดีขึ้น ไม่นานหลังรับตำแหน่ง ประธานาธิบดีมุนแสดงท่าทีว่าต้องการทบทวนข้อตกลงเรื่องหญิงบำเรอ และอยากเจรจาอีก ทั้งยังตั้งข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาลชุดก่อนจึงรีบด่วนทำข้อตกลง ทำไมต้องเป็นข้อตกลงสุดท้ายและแก้ไขไม่ได้อีก

อะไรคือหญิงบำเรอ :
หญิงบำเรอ (comfort women) หรือที่รู้จักในภาษาญี่ปุ่น “Jugun Ianfu(หญิงบำเรอกองทัพ -“military comfort women”) ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาล เดิมคือหญิงญี่ปุ่นที่มาด้วยความสมัครใจ แต่เมื่อสงครามขยายตัว ทหารมากขึ้น ความต้องการหญิงบำเรอเพิ่มขึ้น หันไปหาสาวต่างชาติด้วยวิธีการต่างๆ หลายคนไม่ได้มาด้วยสมัครใจ ถูกล่อลวง เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930-1940 ขณะญี่ปุ่นเป็นเจ้าอาณานิคมหลายแห่งและช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หญิงเหล่านี้มาจากหลายประเทศ ส่วนใหญ่เป็นคนเกาหลีกับจีน
            ไม่มีผู้ใดทราบจำนวนหญิงบำเรอที่แท้จริง นักประวัติศาสตร์บางคนประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ 100,000-200,000 คน แต่ฝ่ายญี่ปุ่นเห็นว่าอาจมีเพียง 20,000 คน

ทั้งๆ ที่มีหญิงบำเรอไม่น้อย เรื่องราวของหญิงบำเรอไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง บางคนพยายามปกปิดเรื่องราวของตนเอง ส่วนใหญ่อายจนไม่อยากเล่าความจริง ครอบครัวไม่เอ่ยถึง ร้อยละ 90 อยู่ในสภาพไม่สามารถมีบุตรอีกต่อไป เกิดบาดแผลทางจิตใจ ต้องทนใช้ชีวิตที่เหลืออย่างอับอาย สังคมไม่ยอมรับ โดยเฉพาะสาวเกาหลีเมื่อกลับถึงบ้านเกิดตัวเองจะต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว อดสู การเป็นหญิงบำเรอได้ทำลายชีวิตเธอทั้งชีวิต

ในปี 1990 ขบวนการสิทธิสตรีต่างๆ ในเกาหลีใต้เคลื่อนไหวอย่างจริงจัง Yun Chung Ok (หรือ Yoo Jong Ok) อาจารย์จาก Ehwa Women’s University ร่วมกับกลุ่มคริสเตียนสังกัด Korean Church Women’s Alliance เป็นแกนนำต่อสู้เพื่อหญิงบำเรอ
            ประธานาธิบดี Roh Tae-woo คือผู้นำเกาหลีใต้คนแรกที่หยิบยกประเด็นนี้หารือกับรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อพฤษภาคม 1990 ในช่วงแรกรัฐบาลญี่ปุ่นปฏิเสธว่ากองทัพไม่ได้เกี่ยวข้องจัดหาหญิงบำเรอโดยตรง แต่แล้วหนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun ฉบับวันที่ 11 มกราคม 1992 ของญี่ปุ่นตีแผ่หลักฐานว่ากองทัพญี่ปุ่นมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดหาและให้บริการหญิงบำเรอ ข้อมูลเหล่านี้มาจากการศึกษาของ Yoshimi Yoshiaki นักประวัติศาสตร์ชาวญี่ปุ่น จนรัฐบาลต้องยอมรับว่ากองทัพมีส่วนเกี่ยวข้อง

            การเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมในตอนแรกให้ความสำคัญกับการแสวงหาความจริง ต่อมาเปลี่ยนเป็นเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ญี่ปุ่นขอโทษและจ่ายค่าชดเชย และกลายเป็นนโยบายของรัฐบาลเกาหลีใต้จนถึงปัจจุบัน พร้อมกับขยายการหาหลักฐานจากหญิงบำเรอประเทศอื่นๆ
ประเด็นหญิงบำเรอแม้ผ่านมาแล้วหลายทศวรรษยังคงตอกย้ำอย่างต่อเนื่องจากเกาหลีใต้กับจีน โยงถึงพฤติกรรมของรัฐบาลทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คอยย้ำเตือนว่าญี่ปุ่นเป็นพวกที่ชอบรุกรานเพื่อนบ้านเอเชียด้วยกัน เป็นพวกจักรวรรดินิยมไม่ต่างจากจักรวรรดินิยมอื่นๆ

ทุกรัฐบาลหวังใช้ “หญิงบำเรอ” เพื่อคะแนนนิยม :
            ในช่วงหาเสียง ปาร์ค กึน-เฮ (Park Geun-hye) ชูประเด็นหญิงบำเรอ พยายามชี้ว่าผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามไม่จริงใจแก้ปัญหา อาจด้วยเหตุผลที่เป็นผู้หญิงด้วย จึงได้ความนิยมจากประเด็นหญิงบำเรอไม่น้อย
เมื่อชนะเลือกตั้ง ประธานาธิบดีปาร์คแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อรัฐบาลอาเบะ ถึงขนาดไม่ยอมนั่งร่วมโต๊ะกับผู้นำญี่ปุ่น ในสมัยนั้นภาพความระหองระแหงระหว่างผู้นำ 2 ประเทศปรากฎชัดเจน จนประธานาธิบดีบารัก โอบามาร้อนตัว หวังให้ 2 ฝ่ายเข้าหากัน อย่างน้อยต้องมีมิตรภาพมากพอเพื่อช่วยกันต้านจีน ประธานาธิบดีโอบามาออกโรงด้วยตัวเองดึงผู้นำเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นมานั่งบนโต๊ะเดียวกัน โดยมีโอบามาคั่นกลาง
ในสายตาของนักต่อสู้เพื่อหญิงบำเรอย่อมพอใจกับภาพดังกล่าว

ในที่สุด จะด้วยความพยายามของรัฐบาลสหรัฐหรืออะไรก็แล้วแต่ 2 ฝ่ายร่วมเจรจา แต่ ภาคประชาสังคมที่เคยสนับสนุนกลับกลายเป็นแรงต้าน ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลง หญิงที่เคยเป็น “หญิงบำเรอ” ที่ยังมีชีวิตราว 40 คนรวมตัวกันต่อต้าน ประท้วงรัฐบาลปาร์คที่ดื้อดึงไม่ฟังเสียงท้วงติง ด้านรัฐบาลปาร์คยืนยันว่าเป็นข้อตกลงที่ดีที่สุดแล้ว
            กลายเป็นว่าฝ่ายต่อสู้เพื่อหญิงบำเรอหันมาต่อต้านรัฐบาลปาร์ค จนในที่สุดประธานาธิบดีปาร์คติดคดีคอร์รัปชันและพ้นจากตำแหน่ง

            หากย้อนวิเคราะห์ตั้งแต่ต้นจนจบ ให้ข้อคิดสำคัญว่า ปาร์ค กึน-เฮ เริ่มต้นด้วยการแสดงตัวว่าตนเองจริงจังและจริงใจต่อหญิงบำเรอมากที่สุด และชนะการเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีหญิงที่แสดงท่าทีรังเกียจผู้นำญี่ปุ่น แต่ที่สุดแล้วกลับไปลงนามข้อตกลงที่ฝ่ายหญิงบำเรอไม่เห็นด้วย คำถามสำคัญคือ ก่อนลงนามทำไมรัฐบาลปาร์คไม่ฟังเสียงคัดค้านทั้งที่แสดงท่าทีอยู่ฝ่ายหญิงบำเรอเรื่อยมา

ผลสำรวจจาก Gallup Korea เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2017 ชาวเกาหลีร้อยละ 70 เห็นว่าควรเจรจาใหม่ ร้อยละ 20 เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย ตัวเลขผู้เห็นควรเจรจาใหม่รอบนี้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับผลสำรวจเมื่อกันยายน 2016 ที่ร้อยละ 63 เห็นว่าควรเจรจาใหม่
            ถ้ายึดความต้องการของประชาชน ผลสำรวจย่อมเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลชุดปัจจุบันของ มุน แจ-อิน ต้องเปิดเจรจาใหม่
            รัฐบาลมุนเริ่มกระบวนทบทวนข้อตกลงหญิงบำเรอ รับฟังความคิด ข้อท้วงติงต่างๆ เห็นว่าข้อตกลงที่ทำสมัยรัฐบาลปาร์คไม่ดีพอ สิ่งนี้ย่อมได้รับคำสรรเสริญจากฝ่ายหญิงบำเรอ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายจะเป็นเหมือนรัฐบาลชุดก่อนหรือไม่ เรื่องนี้ต้องติดตามต่อไปเหมือนที่ติดตามปาร์ค กึน-เฮ

แรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ :
นักวิชาการบางคนคิดว่าข้อตกลงเกิดจากแรงผลักดันของรัฐบาลโอบามา เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) รัฐบาลอาเบะพยายามผลักดันเช่นกัน ส่วนหนึ่งเพื่อเอาใจรัฐบาลโอบามา แสดงตัวว่าญี่ปุ่นมีบทบาทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
แอชตัน คาร์เตอร์ (Ashton Carter) รัฐมนตรีกลาโหมสมัยโอบามากล่าวว่าเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นจะต้องปรับความสัมพันธ์ เพื่อเกิดความร่วมมือ 3 เส้ากับสหรัฐ ต้านภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ “สหรัฐอเมริกาตระหนักถึงประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ในความสัมพันธ์นี้ แต่เชื่อในผลดีที่ได้จากความร่วมมือ โอกาสที่มีต่อ 2 ประเทศพันธมิตรและต่อภูมิภาคทั้งหมด” ผลดีที่ได้นั้นมีน้ำหนักมากกว่าความตึงเครียดในอดีตและการเมืองปัจจุบัน

            การปรับแก้ข้อตกลงจะส่งผลต่อความสัมพันธ์เกาหลีใต้-ญี่ปุ่นหรือไม่เป็นเรื่องน่าติดตาม เช่นเดียวกับที่ต้องติดตามท่าทีรัฐบาลทรัมป์ต่อสถานการณ์ดังกล่าว และประเด็นการต้านจีนที่ ณ ช่วงนี้ยังรัฐบาลทรัมป์แสดงท่าทีเป็นมิตร

ความสามารถของ NGOs :
            เหตุการณ์หญิงบำเรอเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือกว่า 70-80 ปีมาแล้ว แต่สังคมเริ่มสนใจเมื่อทศวรรษ 1990 จากการเคลื่อนไหวขององค์การภาคประชาชน (NGOs) กลายเป็นประเด็นระดับประเทศ กลายเป็นหัวข้อที่นักการเมืองต้องเอ่ยถึง มีนโยบายสนับสนุน จนในที่สุดเกิดการเจรจาระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
            แม้การเจรจาจะยืดเยื้อยาวนาน ทุกวันนี้บางคนเห็นว่าญี่ปุ่นยังไม่ชดใช้มากพอ แต่อย่างน้อยประเด็นหญิงบำเรอกลายเป็นเรื่องที่สังคมเอ่ยถึง ให้แรงใจ แสดงความเสียใจ และให้ความช่วยเหลือแก่หญิงเหล่านี้มาแล้วหลายรอบ
            จึงต้องยอมรับว่าองค์การภาคเอกชนที่เคลื่อนไหวช่วยเหลือหญิงบำเรอมีฝีมือ เป็นอีกกรณีตัวอย่างว่าตัวแสดง (actor) NGOs สามารถมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เฉกเช่นกลุ่มอื่นๆ อย่างสภากาชาด (Red Cross) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) กรีนพีซ (Greenpeace)

 “หญิงบำเรอ” เรื่องที่จบแล้วแต่ยังไม่จบ :
            ฝ่ายญี่ปุ่นมักพูดว่าหญิงบำเรอเป็นเรื่องเก่า รัฐบาลญี่ปุ่นในอดีตเคยขอโทษ แสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ เมื่อบรรลุข้อตกลงรัฐบาลอาเบะจึงถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ไม่ต้องขอโทษอีกแล้ว ต่อจากนี้ควรเอ่ยถึงเรื่องที่ 2 ฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกัน คิดถึงอนาคตมากกว่ายึดติดอดีต
            การปรับแก้ครั้งนี้หากเกิดขึ้นจริงจะเป็นการปรับแก้เพียงครั้งเดียวแล้วได้ข้อยุติหรือไม่ สามารถตรวจสอบจากท่าทีของฝ่ายหญิงบำเรอ หรือจะกลายเป็นประเด็นเจรจายืดยาวแบบไม่รู้จบ หรือจนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ ฯลฯ “หญิงบำเรอ เรื่องที่จบแล้วแต่ยังไม่จบ” จึงเป็นเช่นนี้
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
รัฐบาลอาเบะกับรัฐบาลปาร์คบรรลุร่างข้อตกลงแก้ไขข้อพิพาทเรื่อง หญิงบำเรอแนวโน้มความสัมพันธ์ทวิภาคีจะดีขึ้น เกิดคำถามว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะกระทำเช่นนี้กับประเทศอื่นๆ ที่มีปัญหาหญิงบำเรอหรือไม่ นำสู่การวิเคราะห์ว่าอะไรคือเหตุผลเบื้องหลังของข้อตกลง เพื่อต้านจีนใช่หรือไม่ นักการเมืองญี่ปุ่นยังเป็นพวกทหารนิยมใช่หรือไม่ คำตอบเหล่านี้จะนำสู่การคาดการณ์การเผชิญหน้าระหว่างจีนกับขั้วสหรัฐในอนาคตอันใกล้นี้

หญิงบำเรอคือสตรีหลายประเทศที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารญี่ปุ่น เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องราวของหญิงบำเรอถูกนำมาตีแผ่จากฝ่ายเกาหลีใต้ จีน กลายเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลฝ่ายขวาญี่ปุ่น เชื่อมโยงกับนโยบายความมั่นคงที่ญี่ปุ่นต้องการมีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาค เชื่อมโยงกับความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2


บรรณานุกรม:
1. 70 percent of people call for renegotiation of Seoul-Tokyo deal on 'comfort women': survey. (2017, February 17). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/national/2017/02/17/0301000000AEN20170217006000315.html
2. Ahn, Christine. (2014, June 26). Seeking truth for 'comfort women'. Asia Times. Retrieved from http://www.atimes.com/atimes/Korea/KOR-02-260614.html
3. Imai, Takashi. (2015, April 8). Carter: U.S. rebalance in Asia to enter next phase. The Japan News. Retrieved http://the-japan-news.com/news/article/0002064436
4. Kim, Mikyoung. (2015, January 12). The US the big winner in ‘comfort women’ agreement. East Asia Forum. Retrieved from http://www.eastasiaforum.org/2016/01/07/the-us-is-the-big-winner-in-comfort-women-agreement/
5. Manyin, Mark E., Nikitin, Mary Beth D., Chanlett-Avery, Emma., Cooper, William H., & Rinehart, Ian E. (2014, June 24). U.S.-South Korea Relations. Congressional Research Service. Retrieved from https://www.fas.org/sgp/crs/row/R41481.pdf
6. Sandler, Stanley (Ed.). (2001). Comfort Women. In World War II in the Pacific: An Encyclopedia. (pp. 259-263). New York : Garland Publishing, Inc.
7. Seoul to give 'comfort women' deal a second look. (2017, June 24). Nikkei Asian Review. Retrieved from http://asia.nikkei.com/Politics-Economy/International-Relations/Seoul-to-give-comfort-women-deal-a-second-look
8. Seybolt, Peter J. (2009). Anti-Japanese War, 1937–1945. In Encyclopedia of Modern China (4 volume set, pp.36-40). USA: Charles Scribner’s Sons.)
9. South Korean paper says special government panel will review 2015 ‘comfort women’ pact with Japan. (2017, July 19). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2017/07/19/national/politics-diplomacy/south-korean-paper-says-special-government-panel-will-review-2015-comfort-women-pact-japan/#.WW_6mhV97IU
10. S. Korea-U.S. alliance stands at 'critical juncture' amid threats from N.K.. (2017, July 20). The Korea Times. Retrieved from http://www.koreatimes.co.kr/www/nation/2017/07/356_233255.html
11. Yoshida, Reiji. (2015, March 18). Japanese historians seek revision of U.S. textbook over ‘comfort women’ depiction. The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2015/03/18/national/history/japanese-historians-seek-revision-of-u-s-textbook-over-comfort-women-depiction/#.VQlmj9KUfmA
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

จิบูตี ฐานทัพต่างแดนแห่งแรกของจีนกับยุทธศาสตร์ OBOR

16 กรกฎาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7555 วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2560)

รู้จักจุดยุทธศาสตร์จิบูตี :
สาธารณรัฐจิบูตี (The Republic of Djibouti) ตั้งอยู่ในแอฟริกาตะวันออก ติดอ่าวเอเดน (Gulf of Aden) เป็นประเทศเล็กมีพื้นที่ 23,200 ตร.กม. (ประเทศไทยใหญ่กว่าถึง 22 เท่า) เพิ่งได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อปี 1977 ปัจจุบัน (2016) มีประชากรราว 850,000 คน เกือบทั้งหมดเป็นมุสลิม เป็นรัฐอิสลาม เข้าร่วมกลุ่มสันนิบาตอาหรับ (Arab League) องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) สภาพการเมืองมั่นคงแต่เศรษฐกิจอ่อนแอ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายหรือกึ่งทะเลทราย อัตราว่างงานสูงถึงร้อยละ 60 (2014) ประชากรครึ่งหนึ่งมีอายุไม่ถึง 25 ปี อาหารร้อยละ 80 ต้องนำเข้า ยังต้องพัฒนาอีกมาก รัฐบาลมีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมมากขึ้น
จิบูตีกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์เมื่อคลองสุเอซ (Suez Canal) เริ่มเปิดใช้งานเมื่อปี 1869 เชื่อมระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง เป็นเส้นทางเดินเรือเชื่อมยุโรปกับเอเชีย จิบูตีตั้งอยู่ตรงปากทางทะเลแดง ในอดีตเจ้าอาณานิคมทั้งฝรั่งเศส อังกฤษ ต่างพึ่งเส้นทางเดินเรือนี้เพื่อส่งกองเรือยึดอาณานิคมเอเชียและเพื่อการค้า พื้นที่แถบนี้จึงถูกยึดเป็นอาณานิคมเพื่อสร้างเป็นจุดพักเรือ เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสถึงกับลงทุนสร้างทางรถไฟยาว 300 กิโลเมตรเชื่อมต่อกับลึกเข้าไปในทวีป เป็นเส้นทางขนส่งสินค้ามาที่ท่าเรือ
            พลเอก Thomas Waldhauser ผู้บัญชาทหารสหรัฐในแอฟริกาอธิบายว่าตำแหน่งของจิบูตีเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก เป็นเส้นทางผ่านของเรืออีกเส้นที่สำคัญที่สุดในโลก
จิบูตีเหมือนสิงคโปร์ที่เรือส่วนใหญ่ในย่านจะแล่นผ่าน ช่องแคบที่ผ่านจิบูตีมีความกว้างเพียง 18 ไมล์เท่านั้น หากควบคุมได้เท่ากับควบคุมการผ่านของเรือทั้งหมด ในยามปกติคือป้องกันโจรสลัดแต่หากเกิดสงครามระหว่างประเทศจะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ทันที

เป้าหมายของจีน :
เมื่อ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา จิบูตีกลายเป็นที่ตั้งฐานทัพต่างแดนแห่งแรกของจีน ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคี ทางการจีนประกาศชัดว่าฐานทัพเรือดังกล่าวจะสนับสนุนความร่วมมือทางทหาร การซ้อมรบร่วม การอพยพและปกป้องชาวจีนในต่างแดน ช่วยเหลือเหตุภัยพิบัติต่างๆ และช่วยคุ้มกันเส้นทางเดินเรือร่วมกับนานาชาติ
สื่อ Global Times ของจีนรายงานว่าเพื่อเป็นจุดแวะพักของทหารภายใต้ฐานทัพของจีน เป็นจุดเติมเสบียง ซึ่งจำเป็นต่อปฏิบัติการที่อยู่ไกลแผ่นดินแม่ แตกต่างจากฐานทัพสหรัฐที่มักมีทหารประจำการจำนวนมาก เช่น ฐานทัพสหรัฐที่จิบูตีมีทหารประจำการถึง 4,000 นาย พร้อมเครื่องบินรบหลายชนิด เช่น P-3C กับ F-16 ทั้งยังเป็นฐานปล่อยเครื่องบินไร้พลขับ (drone) หน่วยปฏิบัติการพิเศษหลายหน่วยประจำการที่นี่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ซีไอเอ ปัจจุบันสหรัฐใช้ฐานดังกล่าวเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลข่าวกรอง เพื่อสนับสนุนซาอุฯ ที่กำลังทำสงครามกับกองกำลังฮูตี (Houthi) ในเยเมน เห็นชัดว่ามีเพื่อการแผ่ขยายอำนาจ
ฐานทัพของจีนจะช่วยเติมกำลังบำรุงกองเรือที่ทำหน้าที่คุ้มกันหมู่เรือสินค้า ป้องกันโจรสลัดในย่านนี้ รวมถึงการอพยพเคลื่อนย้ายประชาชน ยืนยันว่าไม่ได้มีเพื่อแทรกแซงกิจภายในของประเทศแถบนี้ ไม่คิดแข่งขันกับมหาอำนาจอื่น จีนยังมุ่งให้ความสำคัญกับพื้นที่อธิปไตยของตน เช่น ไต้หวันกับทะเลจีนใต้เป็นหลัก
รวมความแล้ว ทางการจีนประกาศว่าเป้าหมายคือเพื่อป้องกันผลประโยชน์ของประเทศ มิได้ต้องการเป็นผู้นำโลก

ทำไมต้องมีฐานทัพต่างแดน :
            เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่าการเดินเรือในย่านนี้เป็นอีกพื้นที่ๆ อันตรายมากที่สุด โจรสลัดโซมาเลียยึดเรือสินค้าและเรียกค่าไถ่จนกลายเป็นปัญหานานาชาติ หลายประเทศร่วมกันส่งเรือรบเข้ามาคุ้มครองเส้นทางเดินเรือ (ไทยส่งเรือเข้าร่วมเช่นกัน)
จีนลงทุนกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งขยายท่าเรือ พร้อมกับการค้าระหว่างกันที่สูงถึง 1,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2014 เห็นถึงการสร้างสัมพันธ์ระยะยาว คนจีนกับชาวจิบูตีกำลังสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น
            ในอีกด้านหนึ่ง ปัจจุบันจีนมีทหารรักษาสันติภาพในประเทศซูดานใต้ (South Sudan) กับมาลี (Mali) หลายปีที่ผ่านมาจีนลงทุนในแอฟริกามหาศาล ชาวจีนจำนวนไม่น้อยเดินทางมาแอฟริกาเพื่อหน้าที่การงาน ฐานทัพจิบูตีจึงเป็นประโยชน์เป็นจุดพักของทหารที่มาปฏิบัติการในแถบนี้ เช่นเดียวกับพลเรือนจะได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว มีข้อมูลว่ารัฐบาลจีนต้องอพยพแรงงานจีน 35,680 คนออกจากลิเบียเมื่อเกิดอาหรับสปริง และอีกหลายร้อยละคนเมื่อกองทัพซาอุฯ บุกเข้าเยเมน
            เป็นไปได้ว่าในอนาคตจีนจะเพิ่มบทบาทการรักษาสันติภาพในแอฟริกามากขึ้น พร้อมกับคนจีนจะเดินทางมาทำงานที่นี่มากขึ้นด้วย

ฝ่ายสหรัฐมองว่าก้าวย่างของจีนครั้งนี้คือการแผ่พลังอำนาจอ่อน (soft power) ส่วนทางการจีนพยายามชี้แจงว่าไม่หวังการแผ่อิทธิพล พร้อมกับเปรียบเทียบว่าแตกต่างจากสหรัฐมาก ฐานทัพต่างแดนของจีนมีเพื่อปฏิบัติการ “เชิงรับ” ไม่ใช่ “เชิงรุก” เมื่อวิเคราะห์พบว่าการจะเป็นแบบใดย่อมปรับเปลี่ยนได้ ขึ้นกับบริบท ในช่วงนี้ความเข้มแข็งของกองทัพจีนยังห่างชั้นจากสหรัฐ ยิ่งเป็นปฏิบัติในพื้นที่ห่างไกลแผ่นดินแม่ สิ่งที่จีนควรทำและทำได้คือเพื่อเป้าหมาย “เชิงรับ” แต่ในอนาคตเมื่อแข็งแกร่งขึ้นย่อมสามารถเปลี่ยนเป็น “เชิงรุก” ได้โดยปริยาย

ประเด็นที่น่าสนใจคือรัฐบาลจีนเอ่ยถึงการปกป้องชาวจีนในต่างแดน แนวทางนี้เหมือนรัฐบาลสหรัฐที่มีนโยบายปกป้องพลเมืองและผลประโยชน์ของตนในต่างแดน ซึ่งหมายความว่าจีนจะเข้าพัวพัน (engage) ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกอย่างใกล้ชิด ส่วนจะเหมือนสหรัฐมากน้อยเพียงใดคงจะได้เห็นในอนาคต

ความสัมพันธ์กับยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม :
ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม (Silk Road Strategy) หรือ “One Belt, One Road” (OBOR – ภาษาจีนอ่านว่า อี้ต้าย อี้ลู่ บางครั้งใช้คำว่า Belt and Road) ประกอบด้วย แนวเขตเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม” (Silk Road Economic Belt) กับ เส้นทางสายไหมทางทะเล” (Maritime Silk Road) ที่เชื่อมต่อจากมหาสมุทรแปซิฟิกจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติก เชื่อมทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา รัฐบาลจีนเห็นว่า ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมคือการนำสันติภาพและการพัฒนาสู่ชาวโลก เป็นการประสานประโยชน์ร่วมกับบรรดาประเทศและประชาชาติตลอดแนวเส้นทาง

ถ้าวิเคราะห์โดยยึดยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม (OBOR) เป็นแกน ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม คือ “ทางแก้” การปิดล้อมจีนอย่างหนึ่ง ในขณะที่ฝ่ายสหรัฐพยายามปิดล้อม จีนดำเนินนโยบายเปิดกว้าง ติดต่อเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ อย่างลึกซึ้ง เป็นรูปธรรม ยุทธศาสตร์ OBOR เชื่อมต่อจีนกับประเทศต่างๆ กว่าครึ่งค่อนโลก ความก้าวหน้าของยุทธศาสตร์นี้จะเป็นเครื่องบ่งชี้อีกตัวว่านโยบายปิดล้อมของสหรัฐได้ผลหรือไม่ มากน้อยเพียงไร

            หลายคนใช้ชีวิตอย่างปกติสุข เช้าไปทำงาน เย็นกลับบ้านอยู่กับครอบครัว วิถีชีวิตประจำวันราบรื่น พื้นที่ขัดแย้งที่ปรากฏในข่าวอยู่อีกซีกหนึ่งของโลกที่ห่างไกล ความจริงแล้วทั่วทั้งโลกมีความตึงเครียด มีการแก่งแย่งแข่งขันอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ประชาชนของประเทศนั้นๆ ไม่รู้รับความจริงเหล่านั้น บางประเทศรัฐบาลให้รับรู้มาก บางประเทศให้รับรู้เพียงเล็กน้อย

            การค้าระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจเท่านั้น ยังสัมพันธ์กับมิติการเมืองระหว่างประเทศ  ความมั่นคงทางทหาร ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนไม่สามารถหลีกเลี่ยงความจริงเหล่านี้ ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจการค้าการลงทุนเท่านั้น ในอีกมุมหนึ่งคือการแผ่ขยายอิทธิพลในทุกมิติ การปะทะกับอำนาจต่างชาติ ต้องมีกองทัพคอยสนับสนุนทั้งเชิงรุกเชิงรับ
            จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเห็นกองทัพจีนใหญ่ขึ้นมีศักยภาพมากขึ้น จะเห็นทหารจีนปรากฏในประเทศต่างๆ มากขึ้น ร่วมกับการขยายตัวตามยุทธศาสตร์

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
นับจากมีคลองสุเอซเป็นต้นมา จิบูตีกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์เส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เชื่อมเอเชียกับยุโรป ชาติมหาอำนาจแต่ละยุคสมัยต่างพยายามมีฐานทัพในพื้นที่นี้ จีนคือประเทศน้องใหม่ล่าสุด เพราะนอกจากจีนแล้วยังมีฐานทัพของสหรัฐ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ฐานทัพจีนตั้งใกล้ฐานทัพ Lemonnier ของสหรัฐ ห่างกันเพียง 4 ไมล์ เหมือนเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน
            นอกจากนี้ ซาอุดิอาระเบียกำลังสร้างฐานทัพของตนในจิบูตีเช่นกัน กรณีซาอุฯ เป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะแม้อยู่คนละทวีปแต่โดยระยะทางแล้วซาอุฯ อยู่ไม่ไกลจากจิบูตี ปัจจัยเรื่องระยะทางจึงไม่ใช่เหตุผลแม้แต่น้อย มีผู้ให้อธิบายว่าเพื่อต่อต้านการแผ่อิทธิพลของอิหร่านในประเทศนี้
การที่จีนสามารถตั้งฐานทัพยังต่างแดนห่างไกล นอกจากแสดงถึงเป้าหมายแล้วยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกองเรือจีนที่ไม่ใช่กองเรือยามฝั่งอีกต่อไป เป็นตามยุทธศาสตร์ขยายขีดความสามารถของกองทัพจีน ให้สามารถปฏิบัติการในพื้นที่ห่างไกล ไม่เฉพาะเพื่อป้องกันภายในบริเวณอาณาเขตจีนเท่านั้น
            ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคงได้เห็นกองเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงหรือเรือบรรทุกเครื่องบินน้องใหม่ที่กำลังต่ออีกลำแล่นมาเทียบท่าจิบูตี สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นควบคู่กับการพัฒนาตามยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม
-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
สถานการณ์ตึงเครียดในทะเลจีนใต้จำต้องมองกรอบที่กว้างกว่าอาเซียน เกี่ยวข้องกับท่าทีของสหรัฐกับญี่ปุ่น ที่รัฐบาลอาเบะเพิ่งประกาศต้องการแสดงภาวะผู้นำเหนือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จีนคงต้องการเตือนอาเซียนว่าอาเซียนควรร่วมมือกับจีน อยู่ร่วมกับจีนอย่างฉันท์มิตรมากกว่าที่จะเข้าพวกกับสหรัฐ ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในแนวทางต่อต้านยุทธศาสตร์ Pivot to Asia

บรรณานุกรม:
1. สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน. (2558, พฤศจิกายน 27). เอกสารประกอบสัมมนา เส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21 ข้อเสนอแนะแห่งสันติภาพและการพัฒนา. กรุงเทพฯ
2. Braude, Joseph., Jiang, Tyler. (2017, July 12). Why China and Saudi Arabia Are Building Bases in Djibouti. The Huffington Post. Retrieved from http://www.huffingtonpost.com/joseph-braude/why-china-and-saudi-arabi_b_12194702.html
3. Central Intelligence Agency. (2016). Djibouti. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/dj.html
4. China sets up base in Djibouti. (2017, July 11). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2017-07/11/c_136435716.htm
5. Dubois, Colette. (2005). Djibouti: Nineteenth Century to the Present: Survey. In Encyclopedia of African History (pp. 359-362). New York: Fitzroy Dearborn.
6. Gao, Charlotte. (2017, July 12). China Officially Sets Up Its First Overseas Base in Djibouti. The Diplomat. Retrieved from http://thediplomat.com/2017/07/china-officially-sets-up-its-first-overseas-base-in-djibouti/
7. Lendon, Brad., George, Steve. (2017, July 12). China sends troops to Djibouti, establishes first overseas military base. CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2017/07/12/asia/china-djibouti-military-base/index.html
8. Page, Willie F. (Editor). (2005). Djibouti. In Encyclopedia Of African History And Culture (5 Vol. Set). New York: Facts On File.
9. PLA Djibouti base must be viewed objectively. (2017, July 13). Global Times. Retrieved from http://www.globaltimes.cn/content/1056127.shtml
10. Sisk, Richard. (2017, July 12). China Opens First Overseas Military Base -- Next Door to US Camp. Military.com. Retrieved from http://www.military.com/daily-news/2017/07/12/china-opens-first-overseas-military-base-next-door-to-us-camp.html
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

มุมมองที่แตกต่างระหว่างซาอุฯ กับกาตาร์

9 กรกฎาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7548 วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2560)

            รัฐบาลซาอุดิอาระเบียกับกาตาร์ต่างเห็นว่าสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังทำคือการคุกคามความมั่นคงแห่งชาติของตน ฝ่ายหนึ่งชี้ว่ากำลังบ่อนทำลายประเทศ อีกฝ่ายโต้ว่าถูกละเมิดอธิปไตย การตัดความสัมพันธ์กาตาร์ที่เริ่มต้นเมื่อต้นเดือนที่แล้วกำลังเข้าสู่หมวดยืดเยื้อ

มุมมองซาอุฯ :
ขั้วซาอุฯ ยื่นคำขาดให้กาตาร์ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง 13 ข้อ เช่น ลดความสัมพันธ์กับอิหร่าน ยุติความร่วมมือทางทหารกับตุรกี รวมทั้งปิดฐานทัพตุรกีในกาตาร์ ปิดสื่อ Al Jazeera เลิกสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ชื่อที่เอ่ยถึงได้แก่ กลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) ฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) Fateh Al-Sham (Nusra Front) อัลกออิดะห์ IS/ISIL/ISIS ไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติอาหรับ ดำเนินโยบายแนวเดียวกับชาติอาหรับอื่นๆ ทั้งด้านการทหาร การเมือง สังคม เศรษฐกิจ จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียชีวิตและผู้สูญเสียทางการเงินจากนโยบายกาตาร์เมื่อหลายปีที่ผ่านมา
แม้ 2 ประเทศมีความร่วมมือหลายอย่าง ในอีกด้านหนึ่งมีความขัดแย้งเช่นกัน เคยตัดสัมพันธ์เมื่อปี 2014 ด้วยเหตุผลกาตาร์สนับสนุนกลุ่มภราดรภาพมุสลิมในอียิปต์ ครั้งนี้การสนับสนุนกลุ่มสุดโต่งยังคงอยู่ พร้อมกับรายชื่อใหม่ๆ อย่าง IS กับ Fateh Al-Sham

            กาตาร์ตอบเป็นเอกสารแก่ขั้วซาอุฯ (เนื้อหาไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ) รวมความแล้วปฏิเสธข้อเรียกร้อง 13 ข้อ ขั้วซาอุฯ จึงออกแถลงการณ์อีกฉบับ ยืนยันให้กาตาร์ยุติส่งเสริมลัทธิสุดโต่งและการก่อการร้าย การแทรกแซงกิจการภายในของชาติอาหรับ ขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่เห็นด้วยกับการให้กาตาร์ยุติส่งเสริมความสุดโต่งกับการก่อการร้ายโดยทันที
            จุดยืนของแถลงการณ์นี้ไม่ต่างจากจุดยืนที่ประกาศตั้งแต่ต้นเมื่อขั้วซาอุฯ ตัดสัมพันธ์การทูตกาตาร์

เมื่อซาอุฯ “ยิ่งใหญ่ขึ้น” กาตาร์จะ “ยิ่งเล็กลง” :
เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่ารัฐบาลซาอุฯ พยายามจัดระเบียบภูมิภาคตะวันออกลาง โลกมุสลิม เพื่อเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาคกับโลกมุสลิม
ผลจากอาหรับสปริงคือการจากไปของผู้นำหลายประเทศที่มีปากมีเสียง เช่น มูบารักแห่งอียิปต์ กัดดาฟีแห่งลิเบีย (ซัดดัม ไปนานแล้วอาจไม่เกี่ยวกับอาหรับสปริง) อัสซาดยังต้องลุ้นต่อไป จะเห็นได้ว่าผู้นำคนสำคัญเหล่านี้จากไป พร้อมกับที่ประเทศอิรักกับลิเบียกลายเป็นรัฐล้มเหลว ซีเรียยังไม่จบแต่เหลือเพียงซากปรักหักพัง อียิปต์อยู่ได้เพราะพึ่งเงินช่วยเหลือจาก GCC และองค์กรระหว่างประเทศ
กลุ่มประเทศที่ยังอยู่ดีมั่นคงคือกลุ่ม GCC มีซาอุฯ เป็นแกนนำ ส่งเสริมภาวะผู้นำของซาอุฯ โดยปริยาย
ถ้าพิจารณาเฉพาะในกรอบ GCC จะเห็นว่าซาอุฯ เมื่อ “ยิ่งใหญ่ขึ้น” กาตาร์จะ “ยิ่งเล็กลง”

รัฐบาลซาอุฯ อ้างว่ากาตาร์แทรกแซงกิจการภายในเพื่อนบ้าน แต่การที่ซาอุฯ ตั้งเงื่อนไขว่ากาตาร์ต้องดำเนินนโยบายหลายเรื่องตามแนวทางของชาติอาหรับนั้น ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของกาตาร์หรือไม่ ทำไมรัฐอธิปไตยกาตาร์จำต้องทำตาม

แต่ถ้ามองจากมุมศาสนา มุสลิมทั่วโลกเป็นพี่น้องกัน พี่ใหญ่ย่อมต้องตักเตือนเมื่อน้องเล็กออกนอกลู่นอกทาง
หรืออาจอธิบายว่าการดื้อดึงของกาตาร์ที่เป็นชาติอาหรับเหมือนกัน มีพรมแดนติดกัน อยู่ในกลุ่ม GCC เดียวกัน เป็นอะไรที่รัฐบาลซาอุฯ ทนไม่ได้ ยอมไม่ได้ที่จะให้ประเทศใกล้ชิดขนาดนี้ตีตัวออกห่าง

ถ้ามองในเชิงรุก หากยอมให้กาตาร์คิดเห็นอิสระ แล้วประเทศมุสลิมอีก 50 กว่าประเทศจะเดินตามซาอุฯ หรือไม่ นี่คือผลประโยชน์ข้อสำคัญที่สุด ถ้ามองในเชิงตั้งรับ หากกาตาร์สามารถเป็นตัวของตัวเอง ชาติอาหรับอื่นจะเลียนแบบ นักวิชาการบางคนขยายความว่าเป็นแผนที่ต้องการแบ่งอาหรับ สนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในบาห์เรนกับซาอุฯ ให้ตะวันออกกลางเป็นอีกแบบ
ไม่ว่าจะเป็นแผนเล็กหรือแผนใหญ่ ถ้าวิเคราะห์โดยยึดผลซาอุฯ เป็นที่ตั้ง ผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือซาอุฯ ดังนั้นจึงต้องจัดการอย่างเด็ดขาด ก่อนจะลุกลามบานปลายกว่านี้

มุมของกาตาร์ :
ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์เมื่อปี 2013 Sheikh Tamim bin Hamad Al Thani ประมุขกาตาร์ดำเนินนโยบายที่เป็นอิสระ ใช้แนวทางที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้นและอาจสวนทางจากชาติอาหรับอื่นๆ
            เมื่อขั้วซาอุฯ เพิ่มแรงกดดัน Sheikh Mohammed bin Abdulrahman Al Thani รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศประกาศว่ากาตาร์จะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากเพื่อนบ้านอาหรับ จะไม่ยอมสูญเสียอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
            ถ้ามองในมุมศาสนา ดูเหมือนว่ารัฐบาลกาตาร์จะไม่ค่อยนับถือซาอุฯ ในฐานะพี่น้องมุสลิมเท่าไรนัก

ล่าสุด รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่ากาตาร์ไม่ได้บ่อนทำลายประเทศใด การเป็นมิตรกับอิหร่านเพราะเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ทั้งยังแบ่งปันแหล่งน้ำมันด้วยกัน ส่วนการที่มีฐานทัพตุรกีในประเทศก็ไม่ได้รบกวนใคร ตุรกีเป็นสมาชิกนาโตไม่ได้เป็นศัตรูอาหรับ ความขัดแย้งรอบนี้มาจากรัฐบาลซาอุฯ กับ UAE เป็นหัวโจกเล่นงานกาตาร์ หวังให้สูญเสียอธิปไตย บางคนไม่ชอบ Al Jazeera เพราะเป็นสื่ออิสระ ไม่สังกัดฝ่าย พวกที่ควบคุมสื่อจึงไม่พอใจ พร้อมกับเอ่ยถึงสหรัฐว่า “กาตาร์มีสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐอย่างแนบแน่น”

Al Jazeera เครื่องมือของรัฐบาลกาตาร์ :
ในช่วงอาหรับสปริง Al Jazeera สื่อที่รัฐบาลกาตาร์ให้งบประมาณสนับสนุนเสนอข่าวการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่อง หลายรายการถกประเด็นการชุมนุมอย่างกว้างขวาง เป็นสื่อที่ชาวอาหรับแทบทุกคนต้องดูและติดตาม
รายการของ Al Jazeera มักสนับสนุนการประท้วงล้มรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลกัดดาฟีแห่งลิเบียตรงกับนโยบายของชาติอาหรับอื่นๆ แต่ชาติอาหรับที่นำโดยซาอุฯ นั้นไม่ได้สนับสนุนการล้มรัฐบาลบางประเทศ เช่น เยเมน แต่ Al Jazeera กลับสนับสนุนให้ล้มประธานาธิบดี อาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ (Ali Abdullah Saleh) เป็นกรณีที่สวนทางกับรัฐบาลซาอุฯ
            ในการต่อสู้ระหว่างฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) กับอิสราเอลเมื่อปี 2006 และฮามาส (Hamas) กับอิสราเอลเมื่อปี 2008 Al Jazeera เห็นอกเห็นใจฮิซบอลเลาะห์กับฮามาสที่ต้องสู้กับเครื่องบินรถถังของอิสราเอล ชาวอาหรับซึ่งต่อต้านอิสราเอลเป็นทุนอยู่แล้วจึงนิยมชมชอบ เห็นว่าเป็นสื่อของคนอาหรับ Al Jazeera จึงมีอิทธิพลต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ส่งผ่านแนวคิดต่างๆ ต่อชาวอาหรับทั้งมวล

            ไม่เฉพาะต่อชาวอาหรับเท่านั้น Al Jazeera มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของคนทั่วโลก โดยเฉพาะชาวตะวันตกต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง บรรยายความโหดร้ายของรัฐบาลกัดดาฟี ทำให้เห็นว่านาโตควรแทรกแซงลิเบีย กำจัดกัดดาฟี ให้ความชอบธรรมแก่นาโตที่เข้ามาแทรกแซงเพื่อปลดปล่อยพลเรือน
            ด้านรัฐบาลซาอุฯ เห็นความสำคัญของสื่อเช่นกัน ในทศวรรษ 1990 เริ่มมีหนังสือพิมพ์ภาษาอาราบิก จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม MBC หวังดึงดูดผู้ชมจำนวนมาก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่เป็นที่นิยมอย่าง Al Jazeera
            ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ Al Jazeera มีผลต่อความมั่นคงของชาติอาหรับไม่มากก็น้อย มีผลงานเป็นที่ประจักษ์

วิเคราะห์องค์รวม :
บางคนคิดว่าที่สุดแล้วต้องลงเอยด้วยความเด็ดขาด เช่น ต้องปิด Al Jazeera ต้องจับแกนนำภราดรภาพมุสลิมเข้าคุก ความจริงแล้วมีทางออกอื่นๆ เช่น ลดเสนอข่าวที่ซาอุฯ ไม่ชอบ ให้นักเคลื่อนไหวลดกิจกรรม
ส่วนการใช้กำลังทหารต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐ เพราะกาตาร์มีข้อตกลงทางทหารกับสหรัฐ
            แนวนโยบายของซาอุฯ ไม่ต่างจากมหาอำนาจอื่นๆ หลักคิดคือความมั่นคงแห่งชาติของตนสำคัญสุด เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ต้องมีอิทธิพลต่อประเทศอื่น อำนาจอิทธิพลที่ลดลงลดทอนความมั่นคง
            แต่การครอบงำที่รุนแรงจนรับไม่ได้ อาจเป็นเหตุให้ประเทศที่อยู่ใต้ตีตัวออกห่าง เพราะคิดว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ยิ่งในบริบทที่โลกมีหลายขั้ว และประเทศต่างๆ ใกล้ชิดกันมากขึ้น (ผ่านการแผ่อิทธิพล ความสัมพันธ์ต่อกัน)
            สิ่งที่กาตาร์ต้องการไม่ใช่การถอนตัวออกจาก GCC และไม่เป็นผลดีถ้าทำเช่นนั้น แต่ต้องการอิสระมากกว่านี้ ไม่ใช่รัฐในอาณัติของใครหรือมีฐานะเป็นเพียงจังหวัดหนึ่งของประเทศใด ดังที่กษัตริย์ซาอุฯ เมื่อปี 1935 แจ้งต่อประมุขกาตาร์ว่ากาตาร์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐซาอุฯ

            ในกรณีซาอุฯ ต้องยอมรับว่าสมาชิกบางประเทศในอยู่สถานะใกล้เคียงกับกาตาร์ และกำลังจับตาดูว่าพี่ใหญ่จะทำอย่างไร การใช้ไม้อ่อนเกินไปอาจทำให้ชาติอื่นเลียนแบบกาตาร์ ส่วนการใช้ไม้แข็งที่รุนแรงเกินเหตุอาจทำให้ซาอุฯ ต้องจัดการประเทศอื่นๆ อีก เป็นคำถามว่ารัฐบาลซาอุฯ พร้อมรับมือสถานการณ์เช่นนั้นหรือไม่
            จึงต้องนำเรื่องสู่โต๊ะเจรจา ไม่เฉพาะกับกาตาร์ แต่หมายถึงทุกประเทศในกลุ่ม GCC ทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ถ้าคิดในแง่บวก การปฏิเสธข้อตกลงของกาตาร์เป็นขั้นตอนแรกสู่การเจรจาต่อรอง เพื่อให้ถอยคนละก้าว บ่งชี้ว่าความขัดแย้งจะไม่บานปลายถึงขั้นใช้กำลังทหาร

            บางคนอาจคิดว่าพวกเขาคือพี่น้องมุสลิม เป็นชาวอาหรับเหมือนกัน มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน ปัจจุบันอยู่ร่วมกันในกลุ่ม GCC เรื่องเหล่านี้เป็นความจริง แต่ในมุมมองของประมุข ราชวงศ์ของแต่ละรัฐนั้น รัฐเล็กๆ กังวลความเป็นจ้าวของซาอุฯ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายปฏิบัติต่อตนในฐานะพี่น้องมุสลิมอย่างถูกต้อง
            สิ่งที่รัฐเล็กอย่างกาตาร์ต้องการคือร่วมมือกับซาอุฯ บรรดาชาติอาหรับเพื่อต้านภัยคุกคามภายนอก เช่น อิสราเอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสูญเสียอธิปไตย ความเป็นตัวของตัวเองให้แก่ใคร
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
ขั้วซาอุฯ ไม่สนใจคำชี้แจงจากกาตาร์ ยืนยันว่าเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย แทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน บั่นทอนความมั่นคงภูมิภาค ราวกับว่ากาตาร์เป็น “อิหร่าน 2” พร้อมออกมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจ แต่การคว่ำบาตรกระทบต่อเอกชนนานาชาติ บรรยากาศการค้าการลงทุนทั่วภูมิภาค อีกประเด็นที่ต้องเอ่ยถึงคือการใช้กำลังซึ่งควรคำนึงผลกระทบที่จะตามมา จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยใช้กำลังอีกหรือไม่

บรรณานุกรม:
1. Arab states issue list of demands to end Qatar crisis. (2017, June 23). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/06/arab-states-issue-list-demands-qatar-crisis-170623022133024.html
2. Deal with Qatar once and for all - analysts. (2017, June 4). Gulf News. Retrieved from http://gulfnews.com/news/gulf/qatar/deal-with-qatar-once-and-for-all-analysts-1.2038192
3. Eakin, Hugh. (2017, June 15). The Strange Power of Qatar. The New York Review of Books. Retrieved from http://www.nybooks.com/articles/2011/10/27/strange-power-qatar/
4. Erickson, Amanda. (2017, June 23). Why Saudi Arabia hates Al Jazeera so much. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/news/worldviews/wp/2017/06/23/why-saudi-arabia-hates-al-jazeera-so-much/
5. Lynch, Marc. (2012). The Arab Uprising: The Unfinished Revolutions of the New Middle East. NY: Publicaffairs.
6. Qatar 'not prepared to change its foreign policy'. (2017, June 9). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/06/qatar-fm-ready-surrender-170608142453812.html
7. READ: Full joint statement of boycotting countries on Qatar crisis. (2017, July 5). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2017/07/05/READ-Full-joint-statement-of-boycotting-countries-on-Qatar-crisis.html
8. Saudi-led group: Qatar not serious about demands. (2017, July 5). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/07/saudi-led-group-qatar-demands-170705144209453.html
9. Saudi, allies trying to undermine Qatar's sovereignty: FM. (2017, July 6). Gulf Times. Retrieved from http://www.gulf-times.com/story/555653/Saudi-allies-trying-to-undermine-Qatar-s-sovereign
10. Ulrichsen, Kristian Coates. (2014). Qatar and the Arab Spring. New York: Oxford University Press.
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ภาพลักษณ์ของทรัมป์กับสหรัฐในสายตาโลก

2 กรกฎาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7541 วันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2560)

Pew Research Center สำรวจความคิดเห็นต่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จำนวน 40,447 ตัวอย่างจาก 37 ประเทศ เป็นข้อมูลจนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2017 เมื่อเทียบกับประธานาธิบดี บารัก โอบามา (Barack Obama) พบว่าโอบามาได้ความนิยมถึงร้อยละ 64 (ใช้ข้อมูลปีสุดท้ายขณะดำรงตำแหน่ง) ส่วนทรัมป์ได้เพียง 22 เพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ มีเพียงรัสเซียกับอิสราเอลเท่านั้นที่ทรัมป์มีคะแนนนำ
เมื่อเปรียบเทียบ 2 ประธานาธิบดี10 ประเทศแรกที่คะแนนความชอบพอแตกต่างกันมากที่สุด ได้แก่ สวีเดน เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส สเปน แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น บ่งชี้ว่าผู้นำ 2 ท่านแตกต่างกันมาก มองทรัมป์ในแง่ลบ ประเทศเหล่านี้อยู่ในกลุ่มพัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่มีประชาธิปไตยเข้มแข็ง น่าคิดว่าประชาชนในกลุ่มพันธมิตรยุโรปตะวันตกกับเอเชียตะวันออกต่อต้านรัฐบาลทรัมป์ การมีระบอบปกครองเหมือนกันไม่จำต้องเห็นพ้องกับนโยบายสหรัฐที่พยายามอ้างว่าเป็นผู้นำโลกเสรี

            งานศึกษาชิ้นนี้ให้ข้อมูลว่าคนทั่วไปเห็นว่าประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ดี แต่ไม่ได้หมายถึงประชาธิปไตยแบบอเมริกา ร้อยละ 43 เท่านั้นที่ชื่นชอบประชาธิปไตยแบบอเมริกา  (U.S.-style democracy) ในขณะที่ร้อยละ 46 ไม่ชอบ ประเทศที่ชื่นชอบส่วนใหญ่คือประเทศในแอฟริกากับเอเชียแปซิกฟิก
            บางคนคิดว่าประชาธิปไตยที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน ความจริงแล้วคำว่าประชาธิปไตยมีความหมายหลายอย่าง ในเชิงอุดมการณ์หมายถึงการปกครองที่ให้ความสำคัญกับประชาชน ประโยชน์ต้องตกแก่ประชาชน และเป็นประโยชน์ที่ยั่งยืน ส่วนจะเป็นรูปแบบใดนั้นแต่ละประเทศมีพัฒนาการของตนเอง รูปแบบประชาธิปไตยสหรัฐจึงแตกต่างจากอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฯลฯ
            การสรุปเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาธิปไตยแบบอเมริกาไม่ดี แต่หมายถึง “ความเหมาะสม” แต่ละประเทศมีบริบทแตกต่างกัน ทั้งวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทุกประเทศจะต้องเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด ดังที่นำเสนอแล้วว่ารูปแบบการปกครองประชาธิปไตยของสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฯลฯ ล้วนแตกต่างกัน

เฉพาะกรอบสหรัฐ สังคมอเมริกาถกเถียงเรื่อยมาว่าอะไรคือประชาธิปไตยที่ดีเหมาะสมกับตน รูปแบบที่ดีเป็นอย่างไร ดังที่เคยนำเสนอในบทความก่อนว่า ในช่วงหาเสียงผลสำรวจจาก Pew Research Center เมื่อกันยายน 2016 ชี้ว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งร้อยละ 55 รู้สึกสับสน (frustrated) ต่อทรัมป์ ร้อยละ 53 ต่อฮิลลารี ร้อยละ 53 รังเกียจ (disgusted) ทรัมป์ และร้อยละ 48 รังเกียจฮิลลารี
เมื่อทรัมป์ชนะเลือกตั้ง คนอเมริกันจำนวนมากมองแง่ลบต่อว่าที่ประธานาธิบดีกับคณะรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำงาน แต่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตั้งแต่ช่วงหาเสียงก็เป็นการเลือกตั้งในแบบที่เรียกว่าเลือก “คนที่แย่น้อยกว่า” (The lesser of the two evils) คนถูกผลักดันให้ออกไปใช้สิทธิ์ ไม่ใช่เพื่อเลือกคนที่ใช่ นโยบายที่ชอบ แต่เลือกคนที่แย่น้อยกว่า หวังสกัดไม่ให้คนที่แย่ที่สุดชนะ
            ปรากฏการณ์เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งล่าสุด คืออีกหลักฐานที่บ่งชี้ว่าระบอบประชาธิปไตยอเมริกามีปัญหา พูดให้ถูกต้องกว่าคือมีปัญหานานแล้วและยังไม่ได้รับการแก้ไข

ผู้นำไม่ได้รับความนิยม บั่นทอนพลังอำนาจอ่อน :
นโยบายต่างประเทศที่บั่นทอนคะแนนนิยมทรัมป์ เช่น การสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโก ไม่สนับสนุนการค้าเสรี ยกเลิกข้อตกลงปารีสเรื่องภาวะโลกร้อน ห้ามมุสลิม 6 สัญชาติเข้าประเทศ
บุคลิกภาพส่วนตัวเป็นอีกเหตุผลที่คนไม่ชอบ เห็นว่าเป็นคนโอหังเย่อหยิ่ง (arrogant) ขาดความอดทน (intolerant) และอันตราย (dangerous) มีข้อดีเรื่องภาวะผู้นำ เป็นผู้นำเข้มแข็ง
ด้วยนโยบายและบุคลิกภาพ ผู้ตอบแบบสอบถามราว 1 ใน 3 เห็นว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐจะแย่ลง ขณะที่ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 41) เห็นว่าไม่ต่างจากเดิม ตีความว่ามีแต่เท่าเดิมหรือไม่ก็แย่กว่าเดิม

มุมมองต่างชาติต่อผู้นำมีผลต่อพลังอำนาจอ่อน (soft power-หมายถึงอิทธิพลชักจูงให้ประเทศอื่นๆ คล้อยตาม ตรงข้ามกับการใช้กำลัง ทำสงครามด้วยอาวุธ) ประธานาธิบดีทรัมป์กับนโยบายของท่านกลายเป็นจุดอ่อนของอำนาจนี้ รัฐบาลยุโรปตะวันตกแสดงตัว “ถอยห่าง” จากทรัมป์ (ไม่ว่าจะจริงแท้เพียงไร แต่แสดงออกต่อสาธารณะเช่นนั้น) อิทธิพลของสหรัฐในระดับโลกลดลง
นโยบายของทรัมป์ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนตีความว่ารัฐบาลสหรัฐถอยห่างจากประชาธิปไตย จากลัทธิการค้าเสรี การปกป้องสิ่งแวดล้อมโลก พยายามแก้ไขปัญหาประเทศตัวเองด้วยวิสัยทัศน์คับแคบ ไม่สนใจความเป็นของโลก เหล่านี้ทำลายภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำโลกที่รัฐบาลสหรัฐพยายามเชิดชู

ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลทรัมป์: นโยบายของทรัมป์ไม่ว่าจะต่างประเทศหรือในประเทศ มุ่งให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ ปากท้องชาวบ้าน ถึงขั้นคิดที่จะละเมิดข้อตกลงต่างๆ (โดยเลี่ยงใช้คำว่าขอเจรจาใหม่) ทำลายหลักการค้าเสรีตามกติกาการค้าโลก กีดกันแรงงานต่างด้าวผิดวิธี ไม่ร่วมมือแก้ภาวะโลกร้อน นโยบายเหล่านี้อาจแก้ปัญหาบางด้าน แต่ละเลยหลายปัญหา เช่น ครอบครัวหย่าร้างแตกแยก ยาเสพติด อาชญากรรม
แน่นอนว่ารัฐบาลทรัมป์บริหารจัดการด้านอื่นๆ ด้วย แต่การมุ่งเอ่ยถึงแต่เศรษฐกิจเป็นการบ่งบอกว่าให้ความสำคัญเรื่องนี้มากกว่า สังคมเกิดค่านิยมว่าเรื่องปากท้องสำคัญที่สุด
เรื่องสำคัญที่รัฐบาลสหรัฐควรทำอย่างยิ่งคือ “การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน” ประชาชนไม่ใช้จ่ายเกินตัว เป็นคนเรียนรู้ตลอดชีวิต ขยันขันแข็ง ไม่มัวเมาในกามรมณ์ มีคู่ครองในเวลาสมควร รับผิดชอบครอบครัว ไม่ติดเหล้ายาเสพติดสารพัดชนิด ใช้ชีวิตอย่างมีวิสัยทัศน์ มีคุณค่าทั้งต่อตัวเองและสังคม
เรื่องเหล่านี้ไม่ต้องใช้เครื่องบิน รถถัง เรือรบเลย
ผู้นำเช่นนี้คือ “ผู้นำครบมิติ” ดูแลพัฒนาคนภายใต้ครบทุกมิติทุกด้าน ไม่คิดว่าชีวิตคนต้องการเพียงแค่อิ่มท้องเท่านั้น ในระดับรัฐจะทำให้รัฐเข้มแข็งจากภายใน ในระดับโลกจะเสริมสร้างพลังอำนาจอ่อน ความเจริญยั่งยืนจะผุดขึ้นมาเอง

ภาพรวมต่อบรรดาผู้นำ :
            ในภาพรวม ร้อยละ 64 เห็นด้วยกับนโยบายโอบามา ส่วนทรัมป์ได้คะแนนร้อยละ 49 เท่านั้น กลุ่มประเทศยุโรปมักมองแง่ลบ ในขณะที่ประเทศแถบเอเชียแปซิกฟิกให้คะแนนสูง เช่น เวียดนามให้ถึง 84 ฟิลิปปินส์ 78 เกาหลีใต้ 75 ญี่ปุ่น 57 (ไม่มีข้อมูลของไทย)
ไม่เพียงแต่ผู้นำอเมริกา วลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้คะแนนนิยมเพียงร้อยละ 28 สีจิ้นผิง (Xi Jinping) ได้ร้อยละ 27 คะแนนนิยมของผู้นำโลกทั้ง 3 จึงอยู่ในสภาพย่ำแย่เหมือนกัน ส่วนอังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) ได้คะแนนร้อยละ 42 เฉพาะกลุ่มยุโรปให้คะแนนถึง 60
            จะเห็นว่าไม่ใช่ทรัมป์เท่านั้นจะที่ได้คะแนนต่ำ ผู้นำมหาอำนาจท่านอื่นได้คะแนนต่ำเช่นกัน และควรพูดว่าในอนาคตเมื่อสหรัฐได้ผู้นำใหม่หรือทรัมป์ปรับเปลี่ยนนโยบายบาย คะแนนผู้นำอเมริกามีโอกาสสูงกว่าผู้นำคนอื่นๆ ดังเช่นสมัยโอบามา ผู้นำสหรัฐยังคงเป็นผู้นำที่มีโอกาสได้ความนิยมสูง
            อนึ่ง งานศึกษาชิ้นนี้ใช้ข้อมูลจาก 37 ประเทศเท่านั้น ประเทศที่สัมพันธ์ดีจะให้คะแนนสูง ประเทศที่ความสัมพันธ์ย่ำแย่ให้คะแนนต่ำ ดังนั้นแม้สำรวจจากคนกว่า 4 หมื่นคน แต่มาจาก 37 ประเทศเท่านั้น อาจไม่ได้ข้อสรุปที่ครบถ้วน

ภาพรวมต่อสหรัฐ :
            งานศึกษาชิ้นนี้พูดถึงบางประเด็นที่ไม่สัมพันธ์กับตัวผู้นำมากนัก เช่น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการรับอุดมการณ์ วัฒนธรรมอเมริกัน ไม่ชอบประชาธิปไตยแบบสหรัฐ ที่น่าคิดคือประเทศที่ต่อต้านมากที่สุดคือประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น ชาวเนเธอร์แลนด์เพียงร้อยละ 32 เท่านั้นที่นิยมชมชอบความเป็นอเมริกัน สเปนร้อยละ 31 เยอรมันต่ำสุดเพียงร้อยละ 26
            ประเทศในแถบลาตินอเมริกาไม่ชอบความเป็นอเมริกาเช่นกัน ส่วนประเทศที่นิยมชมชอบได้แก่ เวียดนามสูงถึงร้อยละ 71 รองมาคือ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้
แม้ไม่ชอบประชาธิปไตยแบบอเมริกา คนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 54) ยังเห็นว่าพลเมืองอเมริกันมีเสรีภาพสูง ทั้งนี้เพราะบางประเทศไม่เห็นด้วยกับหลักเสรีภาพตะวันตก เช่น จีน รัสเซีย บางประเทศใช้วิธีเปรียบเทียบเสรีภาพในประเทศตนกับสหรัฐ
ความคิดแง่ลบมีต่อผู้นำอเมริกาเท่านั้น ผู้ตอบแบบสอบถาม 37 ประเทศยังนิยมชมชอบชาวอเมริกันถึงร้อยละ 58 กลุ่มยุโรปกับเอเชียยังนิยมชมชอบคนอเมริกัน ยกเว้น 3 ประเทศคือตุรกี จอร์แดนและเลบานอน
มุมมองต่อผู้นำกับคนอเมริกันจึงไม่จำต้องไปด้วยกัน ต้องแยกระหว่างรัฐบาลกับประชาชน

            งานศึกษาของ Pew Research Center ให้ความสำคัญกับพลังอำนาจอ่อน (soft power) ชี้ว่าอิทธิพลอำนาจของสหรัฐกำลังถดถอย บทความนี้เสนอว่าพลังอำนาจอ่อนมาจาก 2 ทาง ทางแรกคือความเข้มแข็งจากภายใน อีกทางที่งานศึกษาเอ่ยถึงคือจากการยอมรับของประชาชนต่างชาติ
ที่น่าคิดคือกลุ่มประเทศที่ต่อต้านความเป็นอเมริกามากที่สุดคือพวกยุโรปตะวันตก เป็นประเทศพัฒนาแล้วและมีประชาธิปไตยเข้มแข็ง สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐใช้เสริมสร้างพลังอำนาจอ่อนถูกปฏิเสธจากชาติประชาธิปไตยด้วยกันเอง แนวทางนี้กำลังล้มเหลวใช่หรือไม่
สหรัฐก้าวหน้ามากกว่าหลายประเทศ มีสิ่งดีงามมากมาย เช่น ไม่ปิดกั้นเสรีภาพ ส่งเสริมให้ปัจเจกพัฒนาสู่ความดีเลิศ มีความคิดสร้างสรรค์ หากสามารถปรับแก้เรื่องที่เป็นจุดอ่อน อเมริกาจะก้าวไกลยั่งยืนสืบไป
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง  
เนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งด้วย popular vote ต่ำกว่าฮิลลารี คลินตัน ความคิดเปลี่ยนวิธีเลือกตั้งประธานาธิบดีจึงดังขึ้นอีกรอบ แต่การแก้ไขหมายถึงการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายทั้งในเชิงกฎหมายกับการเมือง ผลดีจากการปรากฎตัวของทรัมป์คือเกิดกระแสปฏิรูปการเมือง เป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องอาศัยคนมีส่วนร่วมจำนวนมาก การศึกษาอย่างเป็นระบบ สะท้อนสภาพสังคมการเมืองอเมริกา

ในการเลือกตั้งบางครั้ง ไม่มีผู้สมัครคนใดที่ดีพอ คู่ควรกับตำแหน่ง แต่ด้วยระบอบกับระบบพยายามให้ประชาชนออกไปเลือกตั้ง หลายคนจึงใช้วิธีเลือกคนที่แย่น้อยกว่า เพื่อสกัดไม่ให้คนที่แย่ที่สุดได้ถืออำนาจบริหารประเทศ แต่แนวคิดเช่นนี้ไม่ช่วยให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองยั่งยืน เป็นเพียงการซื้อเวลา จึงต้องคิดหาระบบเลือกตั้ง/สรรหาให้ได้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยไม่ยึดกรอบว่าต้องเป็นการเลือก/สรรหาช่วงเวลาหาเสียงเท่านั้น

บรรณานุกรม:
1. Bardes, Barbara A., Shelley, Mack C., & Schmidt, Steffen W. (2012). American Government and Politics Today: Essentials (2011 - 2012 Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
2. Bessette, Joseph M., Pitney, John J. Jr. (2011). American Government and Politics: Deliberation, Democracy and Citizenship. USA: Wadsworth.
3. Pew Research Center. (2017, January 10). Negative Views of Trump’s Transition, Amid Concerns About Conflicts, Tax Returns. Retrieved from http://www.people-press.org/2017/01/10/negative-views-of-trumps-transition-amid-concerns-about-conflicts-tax-returns/
4. Poll: Most US voters 'disgusted' with presidential race. (2016, September 22). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2016/09/poll-voters-digusted-presidential-race-160921124354232.html
5. Wike, Richard., Stokes, Bruce., Poushter, Jacob., & Fetterolf, Janell. (2017, June 26). U.S. Image Suffers as Publics Around World Question Trump’s Leadership. Pew Research Center. Retrieved from http://www.pewglobal.org/2017/06/26/u-s-image-suffers-as-publics-around-world-question-trumps-leadership/
-----------------------------