ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 จะผลิกผันเพราะเหตุมุสลิมลุกฮือประท้วงหรือไม่

21 กันยายน 2012
ชาญชัย
ทันทีที่เกิดเหตุมุสลิมประท้วงสหรัฐฯ เผากงสุลสหรัฐฯ ประจำเมืองเบงกาซี นายมิตต์ รอมนีย์ออกมากล่าวโจมตีประธานาธิบดีบารัค โอบามาว่าเป็นผู้นำประเทศที่อ่อนแอทันที (AP)
ไม่น่าจะผิดถ้าจะคิดว่าในยามที่นายรอมนีย์ยังไม่สามารถหักปธน.โอบามาด้วยประเด็นด้านเศรษฐกิจ ประเด็นภายในประเทศ จึงฉวยเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีแทน
คิดอีกแบบที่เรียบง่ายกว่าคือนายรอมนีย์ย่อมต้องใช้ทุกโอกาสที่มีเพื่อบั่นทอนคะแนนเสียงของปธน.โอบามา เรื่องก็ตรงไปตรงมาอย่างนี้
ยุทธศาสตร์ที่นายรอมนีย์ใช้คือ กระตุ้นเลือดรักชาติของคนอเมริกันซึ่งใช้ได้ผลเสมอไม่ว่าจะที่ประเทศสหรัฐฯ หรืออีกหลายประเทศทั่วโลก (มีให้เห็นในข่าวอยู่เสมอ)
เบื้องหลังของการกล่าวโจมตีรัฐบาลโอบามาว่าใช้นโยบายที่อ่อนแอ คือการโยงทางความคิดว่าปธน.โอบามากำลังทำให้ประเทศอ่อนแอด้วย วิธีนี้จะสร้างความไม่พอใจแก่คนอเมริกันจำนวนมากที่ภูมิใจประเทศของตนว่ายิ่งใหญ่

            ปธน.โอบามาโต้กลับทันควัน “ดูเหมือนว่า [นายรอมนีย์] มีแนวโน้มที่จะยิงก่อนเล็งทีหลัง” (AP)
            อดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตันกล่าวสำทับ “พวกเขาต้องการใช้นโยบายเดิมๆ ที่เคยพาพวกเราไปเจอความยากลำบากมาแล้ว”
การโต้กลับของทั้งปธน.โอบามากับอดีตปธน.คลินตัน เป็นการพูดพาดพิงถึงเรื่องในอดีตเรื่องเดียวกันคือสมัยที่ปธน.จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช บุกโจมตีอิรักโค่นล้มอดีตปธน.ซัดดัม ฮุสเซน ด้วยข้อกล่าวว่าสร้างสมอาวุธอำนาจทำลายร้ายแรง แต่สุดท้ายพบว่าเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้น
            นายรอมนีย์ไม่ถอยโต้กลับตอกย้ำความอ่อนแอของปธน.โอบามาว่า ถ้าเป็นเรื่องการปกป้องคนอเมริกัน ปกป้องค่านิยมของชาติ การประณามศัตรูไม่มีคำว่าเร็วเกินไป (The National)
การปะทะคารมทางการเมืองภายในอเมริกาคือเรื่องหนึ่ง ส่วนอีกเรื่องคือมุสลิมยังประท้วงต่อเนื่อง และบางประเทศส่อเค้าความรุนแรงมากขึ้น ล่าสุดกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เตือนชาวอเมริกันไม่ให้เดินทางไปประเทศปากีสถานโดยไม่จำเป็น เพราะการชุมนุมต่อต้านภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนากำลังขยายตัวและส่อเค้ารุนแรงยิ่งขึ้น (Reuters)
ในขณะที่รัฐบาลโอบามายังพยายามใช้วิธีระงับความร้อนแรงของการประท้วง แต่วิธีนี้จะไม่ได้ผลกับมุสลิมบางกลุ่มที่ต้องการตอบโต้อเมริกาอยู่แล้ว (อ่านบทวิเคราะห์ มุสลิมลุกฮือประท้วงสหรัฐฯ เรื่องซับซ้อนกว่าที่คิด http://www.chanchaivision.com/2012/09/blog-post.html) ผลคือ รัฐบาลโอบามาจะตอบโต้แบบจำกัดขอบเขต ในขณะที่กลุ่มก่อการจะพยายามสร้างเรื่องปลุกเร้ามวลชนมุสลิมให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น
ถ้าการประท้วงยืดเยื้อ ทุกครั้งที่มีการประท้วงจะเป็นโอกาสของนายมิตต์ รอมนีย์ที่จะกล่าวโจมตีปธน.โอบามา
ยิ่งถ้าเกิดเหตุรุนแรง ยิ่งเอื้อให้นายรอมนีย์สามารถกดดันโอบามาได้แรงขึ้น ปธน.โอบามาเสี่ยงทำผิดพลาดมากขึ้น
โพลล์ล่าสุดของ NBC News/Wall Street Journal สำรวจเมื่อวันที่ 12-16 กันยายน ชี้ว่าก่อนเกิดเหตุมุสลิมประท้วงสหรัฐฯ ชาวอเมริกันร้อยละ 54 เห็นชอบกับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของปธน.โอบามา แต่หลังเกิดเหตุคะแนนลดลงเหลือร้อยละ 49 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 46 (The Ticket)
ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นปธน.โอบามา นายรอมนีย์ หรือกลุ่มมุสลิมที่หวังก่อความรุนแรง ต่างกำลังคำนวณเกมนี้ด้วยกันทิ้งสิ้น ทุกคนกำลังรอทิ้งไพ่ของตัวเอง หาโอกาสของตัวเอง รอจังหวะพลาดของอีกฝ่าย
งานนี้ต่างฝ่ายต่างวางเดิมพันสูง
ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ความผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงการช่วยให้อีกฝ่ายวิ่งเข้าเส้นชัยในโค้งสุดท้าย
ณ จุดนี้ยากจะคาดเดาว่าเรื่องราวจะดำเนินต่อไปแบบเรียบง่ายหรือซับซ้อน (ขึ้นกับว่าใครจะเลือกแนวทางวิเคราะห์แบบไหน) วิธีง่ายๆ คือติดตามสถานการณ์โลกต่อไป เพราะเรื่องยังไม่จบ
---------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

สงครามการค้าสหรัฐกับจีน ความจริงกับภาพลวงตา

รัฐบาลทรัมป์ชี้ว่าต้องแก้ปัญหาขาดดุลด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจีนและกำลังไปด้วยดี แต่นักวิชาการ องค์การระหว่างประเทศหลายแห่งให้มุมมองตรงข้าม ท่ามกลางผู้คนจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในวังวนภาพลวงตา

ความขัดแย้งทางการค้าหรือที่บางคนเรียกว่าสงครามการค้าระหว่างประเทศมีอยู่จริง โดยเฉพาะในกรณีสหรัฐกับจีน อย่างไรก็ตามการนำเสนอให้เป็นเรื่องใหญ่โต เบี่ยงเบนลดทอนความสำคัญของประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้การขาดดุลการค้า
เหตุผลทำไมเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น : ประการแรก ไม่แก้ขาดดุลได้จริง จุดเริ่มต้นสงครามการค้าที่พูดกันคือเมื่อรัฐบาลทรัมป์ขึ้นภาษีร้อยละ 10-25 ต่อกลุ่มสินค้าจีน 34,000 ล้านดอลลาร์ ฝ่ายจีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีในมูลค่าสินค้าเท่ากัน จากนั้นมีการขึ้นภาษีสินค้าเพิ่มเติม รวมความแล้ว ณ ขณะนี้สหรัฐขึ้นภาษีสินค้าจีนทั้งหมดมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ จากการวิเคราะห์พบว่าการขึ้นภาษีสินค้าจีนอาจลดการซื้อสินค้าบางรายการ แต่ไม่น่าจะหยุดการซื้อสินค้าทั้งหมด โดยเฉพาะสินค้าที่ภาษีเพิ่มเพียงร้อยละ 10 ราคาที่สูงขึ้นผู้ขายน่าจะผลักภาระให้กับผู้บริโภค การที่ผู้บริโภคอเมริกันต้องเป็นผู้แบกรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น เป็นประเด็นที…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…