วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

กองทัพตุรกีในดินแดนซีเรีย


28 สิงหาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7234 วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2559)

            เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมากองทัพตุรกีพร้อมรถถังและกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย Free Syrian Army (FSA) ราว 1,500 นายเข้าทำสงครามในดินแดนซีเรีย ภายใต้ปฏิบัติการชื่อ “Operation Euphrates Shield” ประธานาธิบดีเรเจพ ทายยิพ แอร์โดกาน (Recep Tayyip Erdogan) กล่าวว่าเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้ายทั้ง IS/ISIL/ISIS กับเคิร์ดซีเรีย (รัฐบาลตุรกีถือว่าเคิร์ดซีเรีย YPG เป็นผู้ก่อการร้าย)
            รัฐบาลโอบามาเห็นชอบด้วย ให้ความคุ้มครองทางอากาศ มีส่วนในการโจมตี IS
            รัฐบาลซีเรียประณามตุรกีละเมิดอธิปไตย ย้ำว่าปฏิบัติการทางทหารในดินแดนซีเรียต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลซีเรียก่อน
            เพียง 2 วันกองกำลังตุรกีสามารถยึดเมือง Jarablus (อยู่ใกล้พรมแดนและติดฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติส) และพื้นที่โดยรอบ ไม่มีข่าวปะทะรุนแรงไม่ว่ากับ IS หรือเคิร์ด

ผลประโยชน์และเหตุผลของตุรกี :
รัฐบาลตุรกีประกาศจุดประสงค์ชัดตั้งแต่ต้นว่าเป้าหมายคือให้กองกำลัง YPG (เคิร์ดซีเรีย) ถอยห่างออกจากแม่น้ำยูเฟรติส นายกฯ Binali Yildirim กล่าวว่า “ข้อตกลงที่ทำกับสหรัฐคือพวกเคิร์ดที่เมือง Manbij และพื้นที่โดยรอบจะต้องถอนตัวออกไปทางตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส” ชี้ว่าเป็นผลดีต่ออธิปไตยซีเรียด้วย
          ประการแรก สกัดกั้นพวกเคิร์ดเพื่อความมั่นคงภายใน
เป้าหมายของตุรกีไม่ใช่เพื่อปราบปรามเคิร์ดซีเรียให้สิ้นซาก เพราะรัฐบาลสหรัฐไม่ยินยอม ต้องการเพียงแยกเคิร์ดซีเรียที่ขยายอิทธิพลตามแนวพรมแดนไม่ให้ติดต่อกันเป็นแนวเดียวกัน จึงเข้าควบคุมพื้นที่ใจกลางบริเวณแม่น้ำยูเฟรติส เกิดเขตพื้นที่ๆ ตุรกีควบคุม
            สงครามกลางเมืองซีเรียทำให้พวกเคิร์ดยึดพื้นที่ภาคเหนืออ้างว่าเพื่อความปลอดภัยจาก IS แต่อีกนัยหนึ่งคือฉวยโอกาสจัดตั้งเขตปกครองตนเอง ชาวเคิร์ดมีความคิดเช่นนี้มาโดยตลอด บางคนอ้างความฝันตั้งประเทศเคอร์ดิสถาน (Kurdistan) ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 เจ้าอาณานิคมอังกฤษสัญญาว่าจะมอบดินแดนส่วนหนึ่งให้เคิร์ดปกครองตนเอง แต่รัฐบาลอังกฤษไม่รักษาสัญญา
            ครบศตวรรษแล้วที่เคิร์ดไม่ว่าจะในอิรัก ตุรกี ซีเรียพยายามดิ้นรนเพื่อความฝันดังกล่าว สูญเสียชีวิตทรัพย์สินจำนวนมาก เมื่อไม่นานนี้มีกำลังใจมากขึ้นเมื่อเห็นตัวอย่างจากเคิร์ดอิรักที่บัดนี้กลายเป็นเขตปกครองตนเอง มีอำนาจต่อรองรัฐบาลแบกแดด และอาจกลายเป็นรัฐอธิปไตยในอนาคต

            รัฐบาลตุรกีต่อต้านการปกครองตนเองของเคิร์ดซีเรียเรื่อยมา มิถุนายน 2015 ประธานาธิบดีแอร์โดกานกล่าวว่าจะไม่ยอมให้เกิดรัฐเคิร์ดทางตอนเหนือของซีเรียหรือตอนใต้ของตุรกี “เราจะไม่ยอมให้เกิดรัฐ (เคิร์ด) ไม่ว่าจะทางตอนเหนือหรือตอนใต้ เราจะสู้ไม่ว่าต้องจ่ายมากราคาเพียงใด” “พวกเขาต้องการเปลี่ยนโครงสร้างภูมิศาสตร์ภูมิภาคนี้ เราไม่สามารถทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น”
            ความกังวลของตุรกีคือหากเคิร์ดสามารถรวมตัวกันสร้างเขตปกครองตนเองในอิรัก ซีเรีย จะลามเข้ามาในตุรกีด้วย เพราะเคิร์ดซีเรียเชื่อมโยงกับเคิร์ดในประเทศ ตุรกีเป็นดินแดนที่ชาวเคิร์ดอาศัยอยู่มากที่สุด (รองลงมาคืออิรัก อิหร่าน และซีเรีย)
Selim Sazak จาก The Century Foundation เห็นว่าจากสถานการณ์ล่าสุดเท่ากับรัฐบาลตุรกียอมรับแล้วว่าไม่อาจโค่นล้มระบอบอัสซาด พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศจะกลายเป็นเขตอิทธิพลของพวกเคิร์ด แผนใหม่จึงมุ่งเป้าสกัดการสร้างเขตปกครองตนเอง
            จากการวิเคราะห์พบว่ารัฐบาลตุรกีไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทุกอย่างที่ต้องการ เหตุเพราะไม่อาจต้านแรงกดดันจากต่างชาติที่สนับสนุนเคิร์ด แม้เคิร์ดซีเรียยังไม่ประกาศเขตปกครองตนเอง แต่ในเชิงรูปธรรมมีพื้นที่ปกครองตนเองแล้ว ได้แต่ส่งคำเตือนว่าไม่ยอมให้เคิร์ดซีเรียประกาศเขตปกครองตนเองอย่างเป็นทางการ
Operation Euphrates Shield” จึงเป็นคำเตือนว่าจะไม่ยอมให้ความฝันของเคิร์ดคุกคามอนาคตของตุรกี

          ประการที่ 2 ชูบทบาทของประเทศในภูมิภาค
            นับจากสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน ตามด้วยอาหรับสปริงส์ ผู้มีปากเสียงในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือนับวันจะเหลือน้อยลง ประเทศที่กลายเป็นสมรภูมิยาวนานและยังไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อไหร่อย่างอิรัก เยเมน ซีเรีย ลิเบีย แม้มีรัฐบาลแต่กลายเป็นประเทศอ่อนแอเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านที่ไม่เกิดสงครามกลางเมือง เสริมให้ประเทศที่ยังอยู่ดีมีอิทธิพลสูงขึ้นในเชิงเปรียบเทียบ ระบบระเบียบตะวันออกกลางจึงเอื้อประโยชน์แก่ประเทศเหล่านี้
            ในแง่ของตุรกี รัฐบาลแอร์โดกานเพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาอันน่าระทึกจากเหตุกบฏเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา (ถ้าคิดให้ไกลคือรอดพ้นอาหรับสปริงส์ตุรกี) มีข้อมูลว่าเครื่องบินรบลำหนึ่งของฝ่ายกบฏเกือบเข้าถึงเครื่องบินที่ประธานาธิบดีแอร์โดกานโดยสารอยู่ ดีที่เครื่องบินรบลำนั้นน้ำมันหมดเสียก่อน
            ไม่ว่ารัฐบาลตะวันตกสนับสนุนการกบฏหรือไม่ บัดนี้รัฐบาลแอร์โดกานยังติดต่อกับตะวันตก รัฐบาลยังเดินหน้าต่อไป ชีวิตต้องดำเนินต่อไป
โดยรวมแล้ว ผู้มีปากเสียงในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือในขณะนี้เหลือแต่กลุ่ม GCC ที่มีซาอุฯ เป็นแกนนำกับรัฐบาลแอร์โดกานเท่านั้น
การส่งกองทัพเข้าซีเรียส่งเสริมบทบาทตุรกีในภูมิภาค อย่างน้อยได้ส่วนแบ่งชิ้นหนึ่งบนความสูญเสียของซีเรีย ไม่ว่าใครจะพอใจหรือไม่พอใจอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
นี่คือสถานการณ์โลกแห่งความจริงและกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

แผนบุกซีเรียเดิมกับแผนใหม่ :
ประเด็นที่ควรเข้าใจคือความคิดบุกเข้าซีเรียไม่ใช่เรื่องใหม่นัก กลางเดือนตุลาคม 2014 นายเมฟเลิต ชาวูโชลู  (Mevlut Cavusoglu) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศตุรกีอธิบายแนวคิดส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน ชี้ว่าการโจมตี IS ทางอากาศไม่ค่อยได้ผล ตุรกีจึงคิดปฏิบัติการภาคพื้นดิน แผนปราบ IS ต้องเป็นแผนที่ครอบคลุม จัดการภัยคุกคามทั้งหมด เป็นไปได้ว่าส่วนหนึ่งของแผนคือเข้าล้มระบอบอัสซาด อันเป็นเหตุความไร้เสถียรภาพ (ตามมุมมองของตุรกี) แต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรก่อน
1 ปีต่อมารัฐสภาตุรกีลงมติอนุญาตให้ส่งทหารเข้าอิรักกับซีเรีย และให้ทหารต่างชาติมาประจำการในประเทศ มติรัฐสภาคือหลักฐานสำคัญอีกชิ้นต่อเรื่องส่งกองทัพเข้าซีเรีย
            ที่ต่างจากแผนเดิมคือ เดิมประเทศที่เข้าร่วมรบภาคพื้นดินจะประกอบด้วยตุรกีกับสมาชิกนาโตบางประเทศ ปฏิบัติการครั้งนี้รัฐบาลแอร์โดกานไม่รอประเทศอื่นอีกแล้ว 

            ความแตกต่างสำคัญอีกข้อคือ รัฐบาลแอร์โดกานต้องการยึดพื้นที่บางส่วนเท่านั้น ไม่ถึงกับโค่นล้มระบอบอัสซาด เพราะยากจะเป็นไปได้เมื่อรัสเซียตั้งฐานทัพของตนในซีเรีย ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดใส่พวกผู้ก่อการร้ายเป็นประจำ ทั้งยังเชื่อว่าก่อนเริ่มปฏิบัติการน่าจะรับได้ความร่วมมือจากรัสเซีย เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน สัมพันธ์ทวิภาคีก็ดีขึ้นมาก นับจากเหตุกบฏโค่นล้มรัฐบาลแอร์โดกาน
ด้านรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน เรียกร้องให้เคิร์ดซีเรียถอนตัวกลับไปฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส เตือนว่าหากดื้อดึงสหรัฐจะไม่สนับสนุนอีกต่อไป เป็นอีกเหตุผลว่าการยึดพื้นที่จะดำเนินด้วยความเรียบร้อย เป็นปฏิบัติการจำกัดขอบเขตที่ทุกผ่านความเห็นชอบจากทุกฝ่าย
ผลที่ได้คือเกิดเขตปลอดภัย (หรือชื่อใดๆ) ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลตุรกี ประเด็นสำคัญที่ควรติดตามคือพัฒนาการของเขตดังกล่าวในอนาคต กองกำลังตุรกีจะประจำการในพื้นที่อีกนานเพียงใด

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ประเด็นหนึ่งที่เอ่ยถึงอยู่เสมอคือซีเรียในอนาคตจะแยกเป็นกี่ส่วน ที่เห็นชัดคือ ส่วนของรัฐบาลอัสซาด ฝ่ายต่อต้านสายกลาง เคิร์ดซีเรีย ผู้ก่อการร้าย IS (รวมกับกลุ่มอื่นๆ) และบัดนี้เพิ่มอีกหนึ่งคือชาวซีเรียที่รัฐบาลตุรกีสนับสนุนโดยตรง ดังนั้นสามารถแยกออกเป็น 5 ส่วนใหญ่ๆ
            เป็นเรื่องที่ชาวซีเรียคงไม่เคยนึกฝันมาก่อน

            ประเด็นที่ควรติดตามคือ กองทัพตุรกีจะปะทะกับผู้ก่อการร้าย IS จริงจังมากเพียงใด ประธานาธิบดีอัสซาดเคยกล่าวว่า “ตุรกีให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายทุกอย่าง ให้การสนับสนุนทุกกลุ่ม” ทั้ง al-Nusra Front ซึ่งหมายถึงอัลกออิดะห์กับ IS โดยให้การสนับสนุนทั้งการระดมคน เงิน การขนส่ง อาวุธ การข่าว ข้อมูล เงินสนับสนุนจากที่ต่างๆ ล้วนผ่านทางตุรกี น้ำมันที่ IS ขายก็ผ่านทางตุรกี 

รัฐบาลตุรกีพยายามชี้ว่าประชาชนซีเรียที่ต่อต้านรัฐบาลอัสซาดคือผู้ยึดพื้นที่ เป็นเรื่องของสงครามกลางเมืองซีเรีย แน่นอนว่ารัฐบาลตุรกีไม่ปฏิเสธบทบาทของตนเอง แต่พยายามยกความดีความชอบแก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียกลุ่มนี้ อาศัยกลุ่มดังกล่าวเป็นตัวชูโรงยึดครองพื้นที่
            จากบทบาททั้งหมดของรัฐบาลตุรกี ทั้งต่อพวกเคิร์ดกับ IS เกิดคำถามว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเพียงสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS กับเพื่อป้องปรามพวกเคิร์ดหรือ เป็นสงครามกลางเมืองระหว่างกองกำลังฝ่ายต่อต้านกับรัฐบาลอัสซาด หรือสงครามระหว่างประเทศตุรกีกับประเทศซีเรีย เป็นคำถามเดิมๆ ที่ต้องถามกลุ่มประเทศต่างๆ ที่ให้อาวุธ ทุ่มเทงบประมาณมหาศาลแก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอัสซาด จนสงครามกลางเมืองยืดเยื้อยาวนานถึงเพียงนี้และไม่รู้ว่าจะจบเมื่อใด
            คำตอบนั้นซับซ้อนและต้องอธิบายอีกยาว

            ข้อคิดที่ต้องระลึกถึงเสมอคือ เมื่อความขัดแย้งซีเรียบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง ต่างชาติเข้าแทรกแซง อนาคตซีเรียไม่ได้อยู่ในมือของชาวซีเรียอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือต่อต้านรัฐบาล แต่ยังขึ้นกับความต้องการ ผลประโยชน์ของประเทศที่เกี่ยวข้อง ตุรกีส่งกองทัพเข้าดินแดนซีเรียเป็นหลักฐานล่าสุด
            เป็นเรื่องน่าเศร้าแต่ต้องยอมรับความจริง โอกาสที่ซีเรียจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแทบไม่มีอีกแล้ว ซีเรียจะเหมือนอิรักที่ประเทศจะไม่เป็นหนึ่งเดียวอีกต่อไป คำถามสำคัญกว่าคือทำอย่างไรบ้านเมืองจะกลับมาสงบสุขอีกครั้ง เป็นอุทาหรณ์แก่ประเทศอื่นๆ นโยบายที่ดีที่สุดคือป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายตั้งแต่ต้น เพราะเมื่อเกิดแล้วใครจะควบคุมได้
--------------------------



สังคมซีเรียไม่ต่างจากสังคมประเทศอื่นๆ ที่มีทั้งฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล พลเมืองซีเรียท้องถิ่นที่ต่อต้านรัฐบาลคือฝ่ายต่อต้านสายกลาง แต่มีอีกหลายกลุ่มที่รัฐบาลสหรัฐกับพันธมิตรถือว่าเป็นฝ่ายต่อต้านสายกลาง เช่น ชาวซีเรียที่ย้ายถิ่นอาศัยต่างประเทศ รัฐบาลโอบามากับพันธมิตรวางบทบาทคนเหล่านี้เป็นว่าที่รัฐบาลซีเรียในอนาคต กลายเป็นพวกหุ่นเชิด ชาวเคิร์ดซีเรียเป็นอีกกลุ่มที่เป็นฝ่ายต่อต้านสายกลาง แต่ถูกวางบทบาทให้กลายเป็นเขตปกครองตนเอง ซีเรียถูกแบ่งแยก

บรรณานุกรม:

1. Biden orders Syrian Kurds to pull back; Assad govt slams Turkish incursion. (2016, August 24). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/974651/middle-east
2. Erdogan Strikes Back: What’s Behind Turkish Military Operation in Syria. (2016, August 24). Sputnik. Retrieved from http://sputniknews.com/middleeast/20160824/1044603365/turkey-syria-operation.html
3. McDowall, David. (2004). A Modern History of the Kurds, (3rd ed.). New York: I.B. Tauris.
4. President al-Assad to French magazine Valeurs Actuelles. (2015, November 19). SANA. Retrieved from http://sana.sy/en/?p=61879
5. Rozen, Laura. (2015, December 2). Turkey makes progress on sealing Syria border, but is it enough? Al Monitor. Retrieved from http://www.al-monitor.com/pulse/originals/2015/12/turkey-cooperation-us-frustration-syria-border.html
6. Syria condemns Turkey’s breach of Syria’s sovereignty in Jarablos. (2016, August 24). SANA. Retrieved from http://sana.sy/en/?p=86277
7. Turkey deploys more tanks in Syria, warns Kurdish YPG. (2016, August 26). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2016/08/turkey-deploys-tanks-syria-warns-kurdish-ypg-160825131652728.html
8. Turkey rolls on with Syria operation as US confirms retreat of Syrian Kurds. (2016, August 25). Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/turkey-rolls-on-with-syria-operation-as-us-confirms-retreat-of-syrian-kurds/a-19501608
9. Turkey's Erdogan says will 'never allow' Kurdish state: media. (2015, June 27). Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/2015/06/27/us-mideast-crisis-turkey-kurds-idUSKBN0P70QB20150627
10. Turkey's Syria offensive aimed at Kurdish YPG. (2016, August 24). Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/turkeys-syria-offensive-aimed-at-kurdish-ypg/a-19497653
11. Turkish Parliament approves motion on Syria, Iraq amidst opposition fury at interim gov’t. (2015, September 3). Today’s Zaman. Retrieved from http://www.todayszaman.com/national_turkish-parliament-approves-motion-on-syria-iraq-amidst-opposition-fury-at-interim-govt_398207.html
12. Turkish tanks enter Syria, Ankara vows to fight ISIS, PYD. (2016, August 24). Al Arabiya/AP. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2016/08/24/Turkish-military-US-led-coalition-launch-operation-in-northern-Syria.html
13. Ünal, Ali. (2014, October 12). TURKISH FM: WEST UNDERSTANDS TURKISH FOREIGN POLICY’S CONSISTENCY IN SYRIA AND IRAQ. Daily Sabah. Retrieved from http://www.dailysabah.com/politics/2014/10/12/turkish-fm-west-understands-turkish-foreign-policys-consistency-in-syria-and-iraq
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

จุดอ่อนของฮันติงตันใน The Clash of Civilizations (3)



21 สิงหาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7227 วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2559)

The Clash of Civilizations ระบุว่าโลกในอนาคตจะไม่แบ่งแยกด้วยอุดมการณ์การเมืองเศรษฐกิจ แต่จะแบ่งแยกด้วยวัฒนธรรม (culture) ซึ่งมุ่งให้ความสำคัญความเชื่อศาสนา (วัฒนธรรมประกอบด้วยหลายอย่างแต่ศาสนาเท่านั้นที่มีอิทธิพลสูงสุด ศาสนาเป็นตัวแบ่งแยกอารยธรรม) ความความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
            อย่างไรก็ตาม ประเทศที่นับถือศาสนาเดียวกันกับประเทศต่างศาสนาแต่มีผลประโยชน์ร่วมจะจับขั้วต่อต้านขั้วตรงข้าม ตัวอย่างที่พูดถึงคือขั้วจีน-อิสลาม (Sino-Islamic) กับขั้วยิว-คริสเตียนตะวันตก (Judeo-Christian West)
            ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับศาสนามีอยู่จริง บางคนอาจสรุปว่าชาวฝรั่งเศสส่วนใหญ่สัมพันธ์กับนิกายคาทอลิก ชาวอเมริกันสัมพันธ์กับโปรเตสแตนท์ อาหรับเป็นซุนนี อิหร่านเป็นชีอะห์ แม้กระทั่งมุสลิมยุโรปจำนวนมากยังมองว่าตัวเองเป็นมุสลิมมากกว่าพลเมืองสัญชาติยุโรป

ความผิดพลาดร้ายแรงที่สุดของฮันติงตันคือความคิดที่ว่าความแตกต่างทางความเชื่อศาสนา/อารยธรรมจะนำสู่การเป็นปรปักษ์อย่างรุนแรง ถึงขั้นทำสงคราม สงครามใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะอุบัติด้วยสาเหตุนี้
            ถ้าจะตอบแบบสรุปง่ายๆ ตามแวดวงวิชาการกระแสหลัก Kenneth Schultz สำรวจงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าความแตกต่างทางอารยธรรม ก่อให้เกิดการแยกระหว่าง “พวกเขา” กับ “พวกเรา” แต่ที่สุดแล้วรัฐบาลกับปัจเจกจะตัดสินใจร่วมมือหรือไม่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วม
            ไม่มีกฎบังคับว่าถ้าต่างอารยธรรมต้องต่อสู้กัน ฮันติงตันก็ยอมรับว่าบางศาสนาจะร่วมมือกัน แนวคิดเช่นนี้เป็นพวกสวนกระแส

ชาวตะวันตกยึดมั่นศาสนาหรือ :
หลักคิดของฮันติงตันคืออารยธรรมจะขัดแย้งด้วยความแตกต่างทางศาสนา คำถามที่ควรนึกถึงอีกข้อคือ ชาวตะวันตกชาวอเมริกันปัจจุบันยึดถือศาสนาคริสต์จริงจังเพียงไร  
            ถ้ามองประวัติศาสตร์อเมริกานับจากก่อตั้งประเทศเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน มีคำถามว่าคนอเมริกันจะออกไปทำสงครามเพื่อปกป้องหรือขยายศาสนาหรือ ข้อมูลที่ปรากฏคือตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อิทธิพลจากความเชื่อศาสนานับวันจะลดน้อยลง (โดยเฉพาะศาสนาคริสต์) สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทำนองเดียวกับยุโรปโดยเฉพาะยุโรปตะวันตก
            ถ้าศาสนาคริสต์ไม่เป็นตัวแทนของสหรัฐๆ ก็ไม่น่าจะออกไปทำสงครามใหญ่ด้วยเหตุผลความขัดแย้งทางศาสนา 

            ฮันติงตันพยายามดึงศาสนาให้กลับมามีความสำคัญสูงสุดเหนืออุดมการณ์การเมือง ระบอบเศรษฐกิจ อำนาจชนชั้นปกครอง ทั้งๆ ที่เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าโลกตะวันตกพัฒนาฝ่ายวัตถุเป็นหลัก ความเชื่อเรื่องศาสนาสำหรับหลายคนเป็นเรื่องล้าสมัย 

พอจะอธิบายได้ว่าเมื่อตะวันตกเข้าสู่ศตวรรษที่ 17 หรือเข้าสู่ยุค Enlightenment (ยุคเรืองปัญญา/ยุคแห่งภูมิธรรม/ยุคแห่งการรู้แจ้ง) มนุษย์ให้ความสำคัญกับการถกกันด้วยเหตุผล เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งเชิงวัตถุ ความคิด นักวิชาการบางคนเรียกยุคนี้ว่า “Age of Reason” น่าจะเป็นเพราะต้องการแยกตัวออกจากศาสนาที่ไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เห็นว่าด้วยการใช้เหตุผลมนุษย์สามารถบรรลุชีวิตที่เปี่ยมสุขด้วยไม่ต้องอาศัยศาสนา
เกิดการแยกอย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายศาสนากับสิ่งที่เป็นฝ่ายโลก (secularism)
            ในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายอย่าง อดัม สมิทธ (Adam Smith) นำเสนอเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ เกิดการปฏิวัติในสหรัฐและฝรั่งเศส ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญที่จะเป็นกรอบกฎหมาย มนุษย์มีสิทธิเท่าเทียม

ที่ไม่ควรละเลยคือ ในยุคนี้ยังพูดถึงลักษณะของมนุษย์ที่เป็นผู้ไม่ยึดเหตุผล แต่ยึดความใคร่รัก (passions) ความปรารถนา (desires) สัมผัสรู้สึกต่างๆ (sensations) ยอมรับว่ามนุษย์มีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล แต่ในอีกมุมหนึ่งมนุษย์ไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วยเหตุผลตลอดเวลา แต่อยู่กับอารมณ์ความรู้สึก ความต้องการเชิงอารมณ์ บ่อยครั้งมนุษย์จึงกระทำสิ่งที่ไร้เหตุผล ขัดกับเหตุผล สะท้อนออกมาผ่านศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม บ่งบอกอารมณ์ของปัจเจก
            อธิบายได้ว่าการละเลยศาสนาทำให้มนุษย์สนใจตัวเอง หรือในทางกลับกันคือมนุษย์สนใจตัวเองจึงละเลยศาสนา สิ่งนี้เอื้อให้ปัจเจกปลดปล่อยตัณหา ประพฤติตามอารมณ์ความรู้สึก ไม่ยึดเหตุผล กฎเกณฑ์ศาสนา สิ่งที่เรียกกว่ายุค Enlightenment จึงไม่ได้หมายถึงความเป็นผู้รู้ ผู้เข้าใจ ผู้มีปัญญาเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงยุคที่มนุษย์ปล่อยตัวตามความต้องการของตัณหา ไม่ยอมอยู่ใต้การบังคับของความเชื่อศาสนา ถือศาสนาเพียงบางส่วนตามที่ใจชอบ
             แนวคิดทุนนิยม ปัจเจกนิยมลดทอนความสำคัญของศาสนา พูดให้ชัดคือเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับทุกศาสนา

ถ้าพิจารณาเฉพาะในกรอบชาติตะวันตก ลองคิดว่าดูปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยึดถือศาสนาอย่างจริงจังมากเพียงใด แท้จริงแล้วคนจำนวนมากเป็นพวกไม่มีศาสนาหรือนับถือแต่ผิวเผิน ฮันติงตันยังยอมรับว่าศีลธรรมสหรัฐเสื่อมโทรม (moral decline) มีปัญหายาเสพติด อาชญากรรม นิยมความรุนแรง ครอบครัวแตกแยก คู่แต่งงานหย่าร้างมากขึ้น ตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน

            Catherine L Albanese ชี้ว่านับตั้งแต่การกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ความเชื่อศาสนาคริสต์ของสหรัฐปะปนกับค่านิยมทางโลกมาขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่ยังระบุว่านับถือคริสต์ แต่ยิ่งนับวันวิถีชีวิตจะห่างไกลจากความเชื่อ เมื่อเข้าสู่ต้นศตวรรษที่ 21 บางส่วนพยายามหันกลับไปแสวงหาหลักความเชื่อศาสนาดั้งเดิม บางส่วนหันไปนับถือลัทธิศาสนาอื่นๆ
ดังนั้น พลังศาสนาจึงยากจะขับเคลื่อนสังคมทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบถวายหัว เป็นเรื่องแปลกและขัดแย้งกันเองเมื่อฮันติงตันยังอ้างสังคมอเมริกันกับตะวันตกว่าเป็นสังคมที่จะขับเคลื่อนจากอิทธิพลของศาสนา นักวิชาการจำนวนมากไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้

            การถอยห่างจากศาสนาเกิดกับศาสนาอื่นเช่นกัน มุสลิมบางคนไม่แตกต่างจากศาสนิกชนศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ได้ยึดถือศาสนาอย่างเคร่งครัด บางคนอาจละหมาดครบวันละ 5 ครั้ง บางคนไม่ครบ ลำพังการปฏิบัติศาสนกิจบางอย่างอาจไม่สามารถระบุตัวตนที่ถูกต้อง เป็นที่มาของการฟื้นฟูหลักการบริสุทธิ์ของอิสลามครั้งแล้วครั้งเล่า
ส่วนกรณีจีนไม่มีข้อบ่งชี้ใดเลยว่าอิทธิพลความเชื่อแบบขงจื๊อจะผลักดันให้ปะทะกับอารยธรรมตะวันตก ยิ่งกว่านั้นต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่าคนจีนส่วนใหญ่นับถือความเชื่อศาสนาใด

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
บางครั้งการวิเคราะห์โดยตั้งอยู่บนศาสนาสร้างความสับสนไม่น้อย ด้วยความเคารพต่อทุกศาสนา ต่อทั้งชายกับหญิง ขอยกตัวอย่างว่า ชายพุทธคนหนึ่งข่มขืนแล้วฆ่าหญิงชาวพุทธ หลังออกจากคุกด้วยคดีข่มขืนไม่ถึงเดือน อย่างนี้เป็นประเด็นศาสนาหรือไม่ อเมริกาคือประเทศที่มีเหตุข่มขืนสตรีถี่มาก จะอธิบายว่าพวกคริสต์มักข่มขืนพวกคริสต์ด้วยกันเองหรือไม่

สมัยสงครามเย็นตอนต้น รัฐบาลคอมมิวนิสต์รัสเซียส่งกองทัพเข้าควบคุมหลายประเทศในยุโรปตะวันออก ทำลายสถาบันศาสนาทุกศาสนา จะเรียกว่าศาสนา “คอมมิวนิสต์” ทำลายศาสนาคริสต์ อิสลาม ยิว ฯลฯ หรือไม่ (รวมทั้งที่เกิดกับประเทศอื่น เช่น เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา)
จริงหรือที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุชส่งกองทัพโค่นล้มซัดดัมเพราะกำลังทำสงครามครูเสด ถ้าคิดว่าเป็นเช่นนั้น การที่รัฐบาลสหรัฐปิดล้อมบ่อนทำลายโซเวียต สนับสนุนโค่นล้มรัฐบาลอื่นๆ ในหลายประเทศ เช่นนี้เป็นครูเสดหรือสงครามศาสนาไม่

นักการเมืองสหรัฐบางคนต้องการกีดกันคนตะวันออกกลางอพยพเข้าประเทศ ถูกตีความเป็นเรื่องศาสนา รัฐบาลสหรัฐได้สร้างกำแพงกั้นชายแดนประเทศกับเม็กซิโกยาวกว่าพันกิโลเมตร หวังป้องกันคนเม็กซิโก คนลาตินอเมริกันเข้าประเทศ อย่างนี้ไม่ถูกตีความว่าเป็นเรื่องศาสนา
เกิดคำถามว่าควรมองเรื่องรับคนต่างชาติเข้าเมืองอย่างไร ต้องเป็นเรื่องศาสนาเท่านั้นหรือไม่ อะไรคือเหตุผลหลักของการรับไม่รับคนต่างชาติเข้าเมือง

ดูเหมือนว่าบางคนมักตีความว่าถ้าเป็นเรื่องมุสลิมกับคนต่างศาสนา จะเป็นเรื่องศาสนา เป็นสงครามศาสนา การปะทะระหว่างอารยธรรม
กลับไปที่ตัวอย่างชายบ้ากาม ควรอธิบายอย่างนี้หรือไม่ว่า ถ้าชายบ้ากามคนนี้ข่มขืนหญิงศาสนาเดียวกันก็เพราะ “ความบ้ากาม” แต่ถ้าข่มขืนหญิงต่างศาสนาจะกลายเป็น “การปะทะระหว่างอารยธรรม”

ถ้ามองแบบวิชาการกระแสหลัก แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐต้องการครอบงำทั้งโลก ต้องการตักตวงผลประโยชน์จากทุกประเทศทั่วโลกอยู่แล้ว จึงไม่ได้กระทำเฉพาะต่อมุสลิมหรือบางศาสนาความเชื่อเท่านั้น
จะอธิบายพฤติกรรมของรัฐบาลสหรัฐว่ากำลังทำสงครามศาสนากับทุกประเทศทั่วโลกหรือไม่ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศในอเมริกาใต้กับลาตินอเมริกาที่พลเมืองส่วนใหญ่นับถือคริสต์
ในบางกรณีความแตกต่างทางศาสนามีส่วน แต่ไม่ใช่แนวทางที่จะใช้อธิบายทุกอย่าง ไม่สามารถให้คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป และอาจทำให้หลงประเด็น

สังคมตะวันตกทุกวันนี้มัวเมาด้วยกิเลสตัณหา ชายหญิงมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ลุ่มหลงสุรานารี ลัทธิวัตถุนิยมระบาด ศาสนาคริสต์ (กับทุกศาสนา) ไม่ได้สอนให้ประพฤติเช่นนั้นแน่นอน ความเป็นไปของสังคมตะวันตกจะอธิบายว่าเพราะรัฐบาลพวกเขาพยายามชักจูงให้ประชาชนออกห่างจากศาสนา หรือเป็นเพราะเหตุผลอื่นๆ เช่น เรื่องที่คนลุ่มหลงกิเลสตัณหา เรื่องที่ธุรกิจหากินกับสิ่งเหล่านี้ หรือด้วยเหตุผลหลายอย่างรวมกัน
แน่นอนว่ารัฐบาลตะวันตกต้องการให้มุสลิมออกห่างจากศาสนา แต่ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลตะวันตกคือตัวแทนศาสนาคริสต์ที่จะทำลายอิสลาม เพราะพวกเขาทำลายการนับถือคริสต์ในประเทศของเขาอยู่แล้ว
เช่นนี้ จะเรียกว่าปัจจุบันมีสงครามครูเสดหรือไม่ หรือควรจะอธิบายอย่างไร เรื่องนี้ควรไตร่ตรองอย่างรอบด้านและรอบคอบ หาคำตอบที่ชัดเจนไม่คลุมเครือ
----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง
ความเชื่อศาสนาคริสต์ไม่ใช่ตัวแทนของอารยธรรมตะวันตก เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ระบบการค้าอิงหลักคุณธรรมไม่ใช่ความโลภ ความมั่งคั่งมีเพื่อช่วยเหลือส่วนรวม ปัจเจกมีเสรีภาพแต่เป็นเสรีภาพภายใต้หลักศาสนา ส่วนอิสลามเน้นรักสันติ ไม่สุดโต่ง มุสลิมทั่วโลกส่วนใหญ่เป็นผู้รักสันติ ไม่ใช่พวกสุดโต่งหัวรุนแรง ต่อต้าน IS อัลกออิดะห์ แต่ฮันติงตันยังพยายามชักนำให้เกิดสงครามศาสนา

บรรณานุกรม:

1. Albanese, Catherine L. (2005). CHRISTIANITY: CHRISTIANITY IN NORTH AMERICA. In Encyclopedia of Religion (2nd Ed., pp.1708-1717). USA: Thomson Gale.
2. El Fadl, Khaled Abou. (2005).The Great Theft: Wrestling Islam from the Extremists. Australia: HarperCollins Publishers.
3. Gonzalez, Juan. (2011). Harvest of Empire: A History of Latinos in America (Revised Ed.). London: Penguin Books.
4. Griffiths, Martin., Roach, Steven C., & Solomon, M. Scott., (2009). Fifty Key Thinkers in International Relations (2nd Ed.). Oxon: Routledge.
5. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
6. Köchler, Hans. (2014). Civilization as Instrument of World Order? In Dallmayr, Fred., Kayapınar, M. Akif., & Yaylacı, Ismail. (Eds.), Civilizations and World Order: Geopolitics and Cultural Difference (pp.19-34). UK: Lexington Books.
7. Reill, Peter Hanns. (2004). Introduction. In Encyclopedia Of The Enlightenment (Revised Ed., pp.ix-xi). New York: Book Builders Incorporated.
8. Schultz, Kenneth, (2013). Domestic Politics and International Relations. In Handbook of International Relations (2nd Ed., pp.478-502). London: SAGE Publications.
9. Tyerman, Christopher. (2009). The Crusades: A Brief Insight. New York: Sterling Publishing.
10. Varon, Ari. (2013). Islamic Identity Politics and European Polity. In International Relations and Islam: Diverse Perspectives (pp.111-138). UK: Cambridge Scholars Publishing.
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

จุดอ่อนของฮันติงตันใน The Clash of Civilizations (2)

14 สิงหาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7220 วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2559)

            แม้เนื้อหาใน The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order มีจุดที่ถูกวิพากษ์มากมาย นักวิชาการจำนวนไม่น้อยยังเห็นว่าสถานการณ์โลกปัจจุบัน โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างมุสลิมกับตะวันตกเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับงานเขียนของฮันติงตัน
            ข่าวก่อการร้าย ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางค่อนไปทางสอดคล้องแนวคิดการปะทะทางอารยธรรมของฮันติงตันไม่มากก็น้อย
ข้อโต้แย้งคือ “อารยธรรมตะวันตกเป็นตัวแทนของความเชื่อศาสนาคริสต์หรือ” ย้อนหลังตั้งแต่แรกก่อตั้งประเทศ ผู้ก่อตั้งต้องการให้ประเทศเป็นอย่างไร จากนั้นได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร
ถ้ายกตัวอย่างสหรัฐ ชาวอเมริกันในศตวรรษที่ 18 บอกว่าตัวเองนับถือคริสต์ แต่นิยมระบอบประชาธิปไตย ลัทธิเสรีนิยม เหล่านี้ขัดแย้งกับหลักศาสนาอย่างสิ้นเชิง
ที่ถูกต้องคือ รากฐานของสหรัฐตั้งแต่แรกเริ่มประกอบด้วยหลากหลายแนวคิด ตั้งแต่อารยธรรมกรีกโบราณ ประชาธิปไตยแบบเอเธนส์ และอื่นๆ ตามที่ปรากฏในตำรา ศาสนาคริสต์มีส่วนด้วย แต่ได้ประยุกต์ดัดแปลงจนหลายอย่างผิดเพี้ยนจากหลักศาสนาแล้ว
เพียงเท่านี้ก็สรุปได้แล้วว่าไม่ใช่การปะทะระหว่างคริสต์กับอิสลาม

อารยธรรมตะวันตกไม่ใช่ตัวแทนศาสนาคริสต์ :
            The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order พยายามเชื่อมโยงว่าวัฒนธรรมตะวันตก ระบอบประชาธิปไตย ทุนนิยมเสรี ศาสนาคริสต์เป็นระบอบเดียวกัน การเชื่อมโยงเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับเรื่องศาสนาอย่างร้ายแรงหลายประการ
            ประการแรก การรวมนิกายคาทอลิกกับโปรเตสแตนท์เข้าด้วยกัน
ตำราทั่วไปสอนว่า 2 นิกายอยู่ในศาสนาเดียวกัน แต่แตกต่างกัน ปัจจุบันศาสนิกของ 2 นิกายอยู่ร่วมกันโดยสันติ ต่างเผยแพร่และดำเนินชีวิตตามหลักคำสอนที่ตนยึดถือ คาทอลิกไม่ใช่โปรเตสแตนท์ โปรเตสแตนท์ไม่คาทอลิก คำสอนและการตัดสินใจของพระสันตะปาปาแห่งศาสนจักรโรมันคาทอลิกไม่มีผลบังคับใช้ต่อพวกโปรเตสแตนท์ ทั้งยังมีกลุ่มหรือนิกายแยกย่อยอีกมาก
            นอกจากนี้ คาทอลิกไม่ใช่นิกายโบราณที่เอื่อยเฉื่อยถูกแทนที่ด้วยโปรแตสแตนท์ที่มีชีวิตชีวาตามที่ฮันติงตันกล่าวอ้าง ต่างมีการปฏิรูปฟื้นฟูตัวเองเป็นระยะๆ

ประการที่ 2 รัฐบาลตะวันตกจะยอมให้ศาสนามีอิทธิพลเหนือรัฐหรือ
ถ้าพลเมืองกับรัฐบาลให้ความสำคัญต่อศาสนามากที่สุด จะเกิดคำถามว่ารัฐบาลตะวันตกจะยอมให้ศาสนามีอิทธิพลเหนือรัฐหรือไม่ สันตะปาปาจะเป็นประมุขประเทศหรือไม่ แล้วใครจะเป็นผู้นำพวกโปรเตสแตนท์
ถ้าความเชื่อศาสนามีอิทธิพลต่อพลเมืองเหนือสิ่งอื่น น่าเชื่อว่าผู้นำศาสนาจะมีอำนาจปกครองประเทศ ถ้าเช่นนั้นหากโลกคิดจะทำสงครามทำลายล้างด้วยเหตุผลทางศาสนาก็ต้องถามบรรดาผู้นำศาสนาก่อน
            ดูเหมือนว่าฮันติงตันพยายามสร้างระบบรัฐใหม่ที่ให้อำนาจศาสนาเป็นตัวนำ แต่อำนาจนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ปกครองฝ่ายโลก
ความน่ากลัวของแนวคิดฮันติงตันคือผู้นำประเทศฝ่ายโลกเป็นผู้นำศาสนาอีกตำแหน่ง (หมายถึงฆราวาสผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ไม่ใช่พระหรือนักบวช) หรือไม่มีตำแหน่งทางศาสนาแต่มีบทบาทเป็นผู้นำศาสนา (เช่น เป็นประธานาธิบดีแต่สามารถบังคับบัญชาทุกคน รวมถึงจุดยืนท่าทีของสถาบันศาสนา) แล้วชักนำให้เกิดสงครามระหว่างศาสนา
            การที่ฮันติงตันหวังรวมกลุ่มชาติตะวันตก 2 ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก โดยอิงว่าเป็นคริสต์เหมือนกัน หรือแม้กระทั่งการรวมภายในยุโรปว่าเป็นพวกเดียวกันจึงไม่ถูกต้อง ไม่สามารถเกิดขึ้นจริง
            สังคมตะวันตกเป็นพหุสังคม ไม่อาจเชื่อมสัมพันธ์ด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว

          ประการที่ 3 บิดเบือนหลักศาสนาคริสต์
ฮันติงตันเห็นว่าด้วยความที่ชาวตะวันตก (เน้นที่สหรัฐ) มักเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีเป้าหมาย จึงมักส่งผ่านหลักการที่ตนเห็นว่าดีแก่อารยธรรมอื่นๆ เห็นว่าหลักการของตะวันตกคือหลักสากลนิยม (universalism) เช่น ประชาธิปไตย ตลาดเสรี รัฐบาลมีอำนาจจำกัด สิทธิมนุษยชน ปัจเจกนิยม หลักนิติธรรม ซึ่งอารยธรรมอื่นๆ มักตีความว่าคือการเข้ามาครอบงำของตะวันตก คือลัทธิจักรวรรดินิยม (imperialism)
            ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร เรื่องสำคัญคือรัฐบาลตะวันตกจะปกป้องผลประโยชน์ของตนโดยยึดการมองผลประโยชน์ที่ได้จากระดับโลก จึงต้องพยายามดำเนินการต่างๆ เช่น ให้ทุกประเทศเข้าไปอยู่ในระบบการค้าโลกภายใต้ระบบระเบียบที่ตะวันตกสร้างไว้

            การที่ฮันติงตันพยายามชี้นำว่าอารยธรรมตะวันตกหรือพูดให้ตรงคือศาสนาคริสต์เป็น “หลักสากลนิยม” ตามที่เอ่ยถึงเป็นการเข้าใจหลักศาสนาหรือบิดเบือนศาสนาอย่างร้ายแรง
            แท้ที่จริงแล้วหลักศาสนาคริสต์เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การปกครองที่ดีที่สุดคือธรรมาธิปไตย ระบบการค้าอิงหลักคุณธรรมไม่ใช่ตอบสนองความโลภของพ่อค้าผู้ผลิต ความมั่งคั่งมีเพื่อช่วยเหลือคนด้อยโอกาส ทำประโยชน์แก่สังคม รัฐบาลธรรมาธิปไตยใช้อำนาจอย่างเต็มที่ ยึดหลักธรรมไม่ใช่เสียงข้างมาก เห็นด้วยกับสิทธิมนุษยชนบางข้อแต่ขัดแย้งบางข้อ เช่น รักร่วมเพศ การทำแท้งเสรี ปัจเจกมีเสรีภาพแต่เป็นเสรีภาพภายใต้หลักศาสนาไม่ใช่ทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ
            ศาสนาคริสต์ตามที่ฮันติงตันบรรยายไม่ใช่ความเป็นคริสต์ที่ถูกต้อง เป็นการบิดเบือนศาสนา

ความเข้าใจผิดเรื่องศาสนาอิสลาม :
            ตลอดหนังสือของฮันติงตันพยายามชี้ว่าในอนาคตอิสลามกับคริสต์จะเป็นศัตรูที่ต้องฆ่าล้างทำลาย
          ประการแรก ความคิดแบบเหมารวม
            ฮันติงตันพยายามทำให้เข้าใจว่ามุสลิมทุกคนเหมือนกันหมด ทุกนิกายคิดเห็นตรงกันหมด และลงเอยด้วยการสรุปว่าที่สุดแล้วมุสลิมทุกคนทุกนิกายจะเป็นอิสลามหัวรุนแรง
            ไม่แยกระหว่างซุนนี ชีอะห์ นิกายปลีกย่อย แต่พูดรวมๆ ว่าคืออิสลาม คืออารยธรรมอิสลามที่เป็นศัตรูกับอารยธรรมตะวันตก

          ประการที่ 2 คำสอนเห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง
            ฮันติงตันอ้างว่าคำสอนปัจจุบันส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง คำสอนที่ให้อยู่อย่างสันตินับวันจะหายไป เป็นเหตุหนึ่งที่ส่งเสริมการใช้ความรุนแรง
แท้จริงแล้วหลักคำสอนของคัมภีร์อัลกุรอานเป็นแนวทางสายกลาง ตลอดชีวิตของศาสดามุฮัมมัดเมื่อพบประเด็นสุดโต่ง 2 ด้านจะเลือกทางสายกลางเสมอ
มุสลิมปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพวกสายกลาง แม้หลายคนจะไม่ชอบตะวันตก แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะตอบโต้ด้วยการใช้ความรุนแรงถึงขั้นฆ่าฟันทำลายล้าง
นายกฯ นาจิบ ราซัค (Najib Razak) แห่งมาเลเซียประกาศยึดแนวทางมุสลิมสายกลางหรือหลักวะสะฏียะฮ์ (wasatiyyah) จากอัลกุรอาน “เราได้ให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติสายกลาง” หลักการนี้ให้ความสำคัญกับความสมดุลและความพอดี ยึดทางสายกลาง ไม่สุดโต่ง ตั้งอยู่บนความยุติธรรม ความสมดุลระหว่างความศรัทธาในศาสนากับความต้องการวัตถุ
หลักวะสะฏียะฮ์สามารถใช้ในทุกด้านไม่เพียงศาสนาเท่านั้น ใช้ได้ทั่วไปในระดับสังคมกับปัจเจก เป็นประชาธิปไตยสายกลาง ไม่ล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลที่ถือหลักศรัทธาแตกต่าง เปิดโอกาสให้ทุกคนปฏิบัติภารกิจศาสนาที่ตนเลื่อมใสและศรัทธา ยอมรับความหลากหลายเพราะเป็นรากฐานแห่งภราดรภาพที่ประเสริฐยิ่ง

พวกสุดโต่งหัวรุนแรงจึงจำกัดอยู่ในบางกลุ่มเท่านั้น ที่รู้จักดีเช่น กลุ่มตาลีบัน (Taliban) อัลกออิดะห์ (Al Qaeda) ล่าสุดคือ กลุ่ม “รัฐอิสลาม” (Islamic State: IS)
กลุ่มเหล่านี้ไม่ใช่พวกสายกลางและขัดแย้งกับพวกสายกลาง

            ภายใต้การก่อเหตุวุ่นวายจากพวก IS องค์กรมุสลิม Muslim Public Affairs Council (MPAC) ออกแถลงการณ์ว่า “การแพร่ขยายของแนวคิดพวกสุดโต่ง กองกำลังติดอาวุธและลัทธิก่อการร้ายบ่อนทำลายโลก ทำลายอารยธรรมมนุษย์ ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นอิสลาม แต่เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของอิสลาม และมุสลิมเป็นเหยื่อรายแรกของพวกมัน
องค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation: OIC) แสดงความชื่นชมต่อแถลงการณ์ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่จะร่วมกันต่อต้านอุดมการณ์ของ IS อัลกออิดะห์ และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ยืนยันว่าแนวทางของกลุ่มก่อการร้ายอย่าง IS ไม่มีส่วนใดที่เข้ากับอิสลาม หรือหลักการใดๆ ที่เข้ากับความยุติธรรม ความเท่าเทียม ความเมตตา เสรีภาพแห่งความเชื่อและการอยู่ร่วมกัน และขอประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มเหล่านี้ ยืนยันหลักการอิสลามที่ให้รักสันติ อดกลั้น ก่อการร้ายทุกรูปแบบเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
            บทสรุปของผู้นำ องค์กรศาสนาอิสลามกระแสหลักต่างสรุปว่าพวกสุดโต่งประพฤติผิดศาสนา อิสลามไม่ได้สอนให้ทำเช่นนั้น มุสลิมแท้คือพวกที่ยึดทางสายกลาง มุสลิมส่วนใหญ่ไม่ใช่พวกหัวรุนแรงตามที่ฮันติงตันกล่าวอ้าง

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            เนื่องจากแนวทางของฮันติงตันเป็นประเด็นศาสนาโดยตรง การจะวิพากษ์จึงต้องเข้าใจหลักการของแต่ละความเชื่อศาสนาก่อน นักวิชาการตะวันตกมักจะอธิบายส่วนหนึ่งของรากฐานอายธรรมตะวันตกมาจากความเชื่อแบบคริสต์ ความเข้าใจเช่นนี้ไม่ผิดเสียทีเดียว ควรพูดลงรายละเอียดว่า ระบอบการปกครอง ระบอบเศรษฐกิจและแนวคิดสังคมของตะวันตกในปัจจุบันเป็นผลจากแนวคิดอันหลากหลาย ผิดเพี้ยนจากความเชื่อศาสนาคริสต์อย่างมาก ไม่สามารถเรียกว่าเป็นตัวแทนของความเชื่อคริสต์ ส่วนเรื่องอิสลามนั้นฮันติงตันพยายามชี้ว่าที่สุดแล้วมุสลิมทุกคนทุกนิกายจะเป็นอิสลามหัวรุนแรง เป็นเรื่องผิดเพี้ยนจากความจริงเช่นกัน
            เมื่อความเชื่อศาสนาคริสต์ไม่เป็นตัวแทนของอารยธรรมตะวันตก (อารยธรรมตะวันตกไม่ใช่ศาสนาคริสต์) และมุสลิมทั่วโลกส่วนใหญ่เป็นผู้รักสันติ ไม่ใช่พวกสุดโต่งหัวรุนแรง (ถ้าพูดให้หนักกว่านี้คือ พวกสุดโต่งไม่ได้ปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลาม พฤติกรรมเช่นนั้นไม่เกี่ยวข้องกับอิสลาม) การที่ฮันติงตันชี้ว่าจะเกิดการปะทะระหว่างศาสนาอิสลามกับคริสต์จึงเป็นเรื่องแปลกและไม่ถูกต้อง
------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
The Clash of Civilizations ของฮันติงตันระบุว่าโลกในอนาคตจะไม่แบ่งแยกด้วยอุดมการณ์การเมืองเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่จะแบ่งแยกด้วยความเชื่อศาสนา มนุษย์จะฆ่าฟันทำลายล้างกันด้วยเหตุนี้ แต่ข้อเท็จจริงคือทุกวันนี้อำนาจรัฐระวังการครอบงำจากศาสนา แนวคิดของฮันติงตันอาจถูกตีความว่าต้องการให้ศาสนามีอิทธิพลเหนืออำนาจรัฐฝ่ายโลก หรือไม่ก็หวังใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือแบ่งแยกโลก แบ่งความเป็นมิตรกับศัตรูแบบเหมารวม เป็นอีกครั้งที่อำนาจรัฐแสวงหาประโยชน์จากศาสนา

บรรณานุกรม:
1. Demant, Peter R. (2006). Islam vs. Islamism: The Dilemma of the Muslim World. USA: Praeger Publishers.
2. El Fadl, Khaled Abou. (2005).The Great Theft: Wrestling Islam from the Extremists. Australia: HarperCollins Publishers.
3. Frazer, Gregg L. (2012). The Religious Beliefs of America's Founders: Reason, Revelation, and Revolution. USA: University Press of Kansas.
4. Griffiths, Martin., O'Callaghan, Terry., & Roach, Steven C. (2008). International Relations: The Key Concepts (2nd Ed.). New York: Routledge.
5. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
6. Institut Terjemahan & Buku Malaysia. (2012). การเคลื่อนไหวของการต่อต้านความรุนแรงระดับโลก. GLOBAL MOVEMENT OF MODERATES FOUNDATION. Retrieved from http://www.gmomf.org/wp-content/uploads/media/1228.pdf
7. Organization of Islamic Cooperation. (2014, September 25). OIC welcomes President Obama’s call to confront extremist ideology. Retrieved from http://www.oic-oci.org/oicv2/topic/?t_id=9363&t_ref=3737&lan=en
8. Organization of Islamic Cooperation. (2016, June 13). The OIC Calls for Caution before Passing Judgment over the Incident in Florida or Associating it with Political Agendas. Retrieved from http://www.oic-oci.org/oicv3/topic/?t_id=11295&t_ref=4439&lan=en
9. Washington's Blog. (2014, August 24). Muslim Leaders Worldwide Condemn ISIS.Global Research.  Retrieved from http://www.globalresearch.ca/muslim-leaders-worldwide-condemn-isis/5397364
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559

จุดอ่อนของฮันติงตันใน The Clash of Civilizations (1)

    7 สิงหาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7213 วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2559)

ในแวดวงวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ น้อยคนที่ไม่รู้จักหนังสือ “การปะทะกันระหว่างอารยธรรมและการจัดระเบียบโลกใหม่” (The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order) ของเซมวล พี. ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) 
            ในช่วงนั้นมีคำถามสำคัญว่าระเบียบโลกหลังสิ้นสุดสงครามเย็นจะเป็นอย่างไร สหรัฐควรอย่างตัวอย่างไร ฮันติงตันชี้ว่าโลกในอนาคตจะขัดแย้งรุนแรงด้วยเหตุผลความแตกต่างทางอารยธรรม เสนอว่ารัฐบาลสหรัฐควรมีบทความสำคัญต่อระเบียบโลกใหม่
ฮันติงตันเริ่มปะติดปะต่อร่างแนวคิดและนำเสนอครั้งแรกในการสอน Bradley Lecture ที่ American Enterprise Institute เมื่อตุลาคม 1992 ต่อมาตีพิมพ์เป็นบทความใน Foreign Affairs ฉบับ Summer 1993 ปรากฏว่ากลายเป็นประเด็นวิพากษ์อย่างกว้างขวางมากที่สุดของวารสาร Foreign Affairs นับตั้งแต่วารสารเริ่มตีพิมพ์เมื่อทศวรรษ 1940
หลังการเผยแพร่ดังกล่าว ฮันติงตันต้องรับมือกับการวิพากษ์ทั้งสนับสนุนและไม่เห็นด้วย จึงใช้เวลาอีกราว 3 ปีเพื่อแต่งเป็นหนังสือ ประกอบด้วยข้อมูลที่ค้นคว้าเพิ่มเติม ข้อมูลจากการสัมมนาจนแล้วเสร็จเป็นหนังสือเมื่อปี 1996 หนังสือดังกล่าวได้รับตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง แปลหลายภาษา
            บทความนี้จะวิพากษ์จุดอ่อนของ The Clash of Civilizations หลังฮันติงตันได้นำเสนอเมื่อราว 20 ปีที่แล้ว

สรุปแนวคิดของ The Clash of Civilizations :
The Clash of Civilizations ระบุว่าโลกในอนาคตจะไม่แบ่งแยกด้วยอุดมการณ์การเมืองเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่จะแบ่งแยกด้วยวัฒนธรรม (culture) ซึ่งหมายถึงความเชื่อศาสนา (ไม่ใช่วัฒนธรรมในความหมายแบบกว้าง) การสิ้นสุดยุคสงครามเย็นไม่ได้ยุติความขัดแย้งโลก แต่เปลี่ยนมาเป็นความความขัดแย้งทางศาสนา และจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มนุษย์จะฆ่าฟันทำลายล้างกันด้วยเหตุนี้
            อธิบายว่าอัตลักษณ์วัฒนธรรมเป็นเครื่องบ่งบอกตัวตน เป็นปัจจัยผลักดันให้ประเทศรวมกลุ่มหรือต่อต้านกลุ่มอื่น มนุษย์จะสัมพันธ์บนพื้นฐานของความเชื่อศาสนา การจับขั้ว การรวมกลุ่มความร่วมมือเศรษฐกิจจะตั้งอยู่บนศาสนาเดียวกันหรือศาสนาที่เป็นมิตรต่อกัน เพราะความร่วมมือต้องตั้งอยู่บนความเชื่อใจ ความศรัทธาต่อศาสนาเดียวกันคือเครื่องมือสร้างความเชื่อใจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างต่างอารยธรรมจะยังคงอยู่ แต่หากเป็นอารยธรรมเดียวกันจะมีความร่วมมือมากที่สุด ผู้คนจะร่วมมือทำธุรกิจด้วยเหตุผลทางศาสนา

            ในบรรดาอารยธรรม 7-8 แห่งที่แบ่งไว้นั้น ชี้ว่าอนาคตจะเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างอารยธรรมตะวันตกกับอิสลาม ทั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาจาก “การนำเอาหลักการอิสลามมาปฏิบัติใช้อย่างถูกต้อง” (Islamic fundamentalism) หรือ “พวกยึดมั่นในหลักการอิสลาม” เท่านั้น แต่คือการมีปัญหากับอิสลาม (หมายถึงอิสลามในความหมายครอบคลุม) เหตุเพราะต่างเห็นว่าตนเป็นอารยธรรมที่สูงส่งกว่า
เนื้อหาหนังสือพยายามนำเสนอว่าต่างฝ่ายต่างรังเกียจมาดร้ายอีกฝ่าย สถานการณ์เช่นนี้กำลังรุนแรงขึ้นและจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อธิบายความขัดแย้งระหว่างประเทศในปัจจุบันเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศมุสลิมกับประเทศที่นับถือคริสต์ (แทนที่จะใช้หลักผลประโยชน์แห่งชาติตามตำราทั่วไป) ความขัดแย้งครอบคลุมทุกประเด็น ตั้งแต่เรื่องดินแดน การแพร่ขยายอาวุธร้ายแรง สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย น้ำมัน การอพยพย้ายถิ่น ก่อการร้ายอิสลาม และการแทรกแซงจากตะวันตก

ฮันติงตันยึดอารยธรรมตะวันตกโดยมีสหรัฐเป็นแกนหลักของโลก เห็นว่าเป็นผู้รักษาระเบียบโลก ทำให้โลกมีเสถียรภาพ สหรัฐต้องแสดงบทบาทรับผิดชอบต่อการรักษาและพัฒนาอารยธรรมนี้ เนื่องจากมีพลังอำนาจสูงสุดในหมู่ประเทศร่วมอารยธรรม และเนื่องจากพลังอำนาจสหรัฐลดน้อยถอยลง ประเทศต่างๆ ในหมู่อารยธรรมตะวันตกโดยเฉพาะยุโรปตะวันตกจะต้องให้ความร่วมมือทุกมิติ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะชาติตะวันตกนับถือศาสนาคริสต์ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แนวทางของตะวันตกเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และเป็นสากล (universalism)
            หลักคิดของฮันติงตันสรุปรวบยอดได้ว่า โลกกำลังแบ่งด้วยศาสนา ในอนาคตศาสนาจะเป็นตัวแทนประเทศ เป็นตัวแทนกลุ่มประเทศหรือที่ใช้คำว่าอารยธรรม ความสัมพันธ์และความขัดแย้งทั้งสิ้นตั้งอยู่บนเหตุผลเรื่องศาสนาเป็นหลัก เข้าถ้ากันได้ก็จะร่วมมือกัน ถ้าเข้ากันไม่ได้ก็จะขัดแย้งกัน ถึงขั้นทำสงครามระหว่างอายธรรม

โลกตะวันตกปัจจุบันไม่ได้เชื่อมโยงกันด้วยศาสนา :
ฮันติงตันกล่าวถูกต้องว่าแต่เดิมนั้นผู้นับถือคริสต์มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
การพิจารณาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของผู้นับถือคริสต์ อาจเริ่มต้นตั้งแต่การก่อตัวของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire) เริ่มเมื่อค.ศ.313 จักรพรรดิคอนสแตนตินรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักร จากนั้นค.ศ.395 จักรพรรดิโรมประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรมัน แต่ผู้นำศาสนาไม่มีบทบาทเทียบเท่าจักรพรรดิ ในสมัยนั้นผู้คนเมืองต่างๆ ในยุโรปจึงนับถือคริสต์ มีความเป็นเอกภาพผ่านศาสนา
เหตุการณ์สำคัญอีกครั้งเกิดเมื่อค.ศ.751 กษัตริย์เปแปงสถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์ ทำพิธีขึ้นครองราชย์โดยสันตะปาปาเป็นผู้มอบตำแหน่ง ผู้สวมมุงกฎ เป็นกษัตริย์องค์แรกของอาณาจักรแฟรงค์ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยสันตะปาปา
ในยุคนั้นนักบวชมีอิทธิพลต่อประชาชนและผู้ปกครองทุกระดับ ผู้คนเชื่อคำสอนของนักบวชอย่างเคร่งครัด

ความเป็นเอกภาพของผู้นับถือคริสต์ยังสะท้อนผ่านยุคล่าอาณานิคม
ค.ศ.1493 เมื่อโคลัมบัสกลับถึงสเปนหลังพบเส้นทางสู่โลกใหม่ กษัตริย์ João II แห่งโปรตุเกสแสดงความไม่พอใจ ส่งเรือไปตามทิศตะวันตกบ้าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเส้นทางเดินเรือใหม่ทั้งหมดเป็นสิทธิ์ของตนเท่านั้น (ตามบัญชาของศาสนจักร) กษัตริย์ Ferdinand กับพระนาง Isabella แห่งสเปนจึงนำเรื่องร้องเรียนศาสนจักร
สันตะปาปาอะเล็กซานเดอร์ที่ 6 (Alexander VI) ให้คำตัดสิน มีบัญชามอบเส้นทางเดินเรือ สิทธิ์ทางการค้า แผ่นดิน เกาะต่างๆ แก่กษัตริย์ Ferdinand กับพระนาง Isabella และลูกหลานของท่านสืบไป หากพระองค์ทรงพบตามเส้นทางทิศตะวันตกกับทิศใต้ เพื่อ “ขยายความเชื่อของคาทอลิก” ผู้ใดละเมิดจะถูกบัพพาชนียกรรม (excommunication) ขับออกจากความเป็นศาสนิกชน
            เนื่องจากทั้งกษัตริย์โปรตุเกสกับสเปนต่างศรัทธาในสันตะปาปาจึงยอมรับคำตัดสิน ต่อมาได้ทำสนธิสัญญาทอร์เดสซิลลาส (Treaty of Tordesillas) ผลลัพธ์คือทวีปอเมริกาเป็นของสเปนเกือบทั้งหมด ยกเว้นบราซิล ส่วนโปรตุเกสจะมุ่งไปทางอินเดียกับเอเชีย
จุดเริ่มต้นที่ตะวันตกยึดครองอาณานิคมทวีปอเมริกาจึงมาจากบัญชาของสันตะปาปา กษัตริย์มีความชอบธรรมเต็มเปี่ยมที่จะส่งทหารเข้าครอบครองดินแดนของชนพื้นเมืองที่กราบไหว้รูปเคารพ เนื่องด้วยสันตะปาปาได้มอบดินแดนเหล่านั้นแก่กษัตริย์แล้ว
ภายใน 3 ปีสเปนสามารถยึดครองอาณาจักรแอซเท็ก (Aztec) อันยิ่งใหญ่ จากนั้นรุกรานอาณาจักรมายัน (Mayan) และอินคา (Inca) กวาดทองคำ เงิน ของมีค่ากลับประเทศ ช่วยให้สเปนในยุคนั้นเป็นมหาอำนาจ

เรื่องราวเหล่านี้ เป็นประเด็นศาสนาโดยตรง พวกคาทอลิกเชื่อมั่นในตัวสันตะปาปา โดยเฉพาะกษัตริย์ยอมรับที่ทรงบัญชา แต่ในเวลาต่อมาศาสนจักรคาทอลิกยกเลิกบัญชาดังกล่าว ปัจจุบันไม่มีแนวคิดทำนองนี้อีกแล้ว
(ถ้าใช้มุมมองทางการเมือง สเปนต้องไปทางตะวันตกเพราะโปรตุเกสยึดครองเส้นทางตะวันออก เลียบชายฝั่งแอฟริกาตะวันตกอ้อมแหลม Good Hope ไปสู่อินเดียแล้ว)

            แต่นับจากหลังยุคกลาง เริ่มในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) และความเสื่อมของศาสนจักร จนเกิดการปฏิรูปศาสนา (Reformation) เกิดนิกายโปรเตสแตนท์ ทำให้จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์เริ่มเสื่อม บรรดาเจ้าเมือง กษัตริย์หลายพื้นที่ไม่ยอมรับอำนาจสันตะปาปาจึงแยกตัวออกจากศาสนจักรและขัดแย้งถึงขั้นทำสงคราม
            สงครามระหว่างกษัตริย์กับศาสนจักรโรมันคาทอลิกดำเนินอยู่นานนับร้อยปี ในที่สุดเกิดสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย (Peace of Westphalia) เมื่อค.ศ.1648 ยุติอำนาจฝ่ายโลกของศาสนจักร เกิดรัฐสมัยใหม่ (Modern State) ที่อำนาจอธิปไตยของรัฐไม่ได้อยู่ใต้ศาสนจักรอีกต่อไปและสืบเนื่องจนถึงทุกวันนี้
            ความเข้าใจสำคัญคือนับจากสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย อำนาจกษัตริย์หรือผู้ปกครองประเทศในโลกตะวันตกไม่ขึ้นกับผู้นำศาสนาอีกต่อไป เมื่อพัฒนาเป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่จะแยกศาสนาออกจากอำนาจรัฐ พูดให้ชัดคือไม่ยอมให้ศาสนามีอำนาจเหนือรัฐ นี่คือระบอบการปกครองของโลกตะวันตกในยุคปัจจุบัน (และใช้กันทั่วไปในประเทศที่เป็นระบอบประชาธิปไตย)
            ถ้าพูดเฉพาะประเทศสหรัฐ นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนก็ประกาศหลักการชัดว่าไม่ให้ศาสนามีอิทธิพลครอบรัฐ บางคนให้เหตุผลว่าเนื่องจากผู้ย้ายถิ่นดั้งเดิมเป็นผู้หนีสภาพรัฐที่อุปถัมภ์ศาสนา หรือมีศาสนาประจำชาติ อันเป็นบ่อเกิดความขัดแย้งในยุโรปสมัยกลาง จึงกำหนดแยกรัฐออกจากศาสนา
            ดังนั้น ด้วยระบอบการปกครองปัจจุบัน โลกตะวันตกจึงไม่ได้อยู่ใต้อำนาจศาสนา รัฐธรรมนูญไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น การสรุปว่าโลกตะวันตกจะเชื่อมโยงลึกซึ้งด้วยศาสนาจึงไม่ถูกต้อง
            การที่ฮันติงตันพยายามแบ่งโลกให้เป็นขั้วตามศาสนา อาจถูกตีความว่าต้องการให้ศาสนามีอิทธิพลเหนืออำนาจรัฐฝ่ายโลก หรือไม่ก็หวังใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือแบ่งแยกโลก แบ่งความเป็นมิตรกับศัตรูแบบเหมารวม เป็นอีกครั้งที่อำนาจรัฐแสวงหาประโยชน์จากศาสนา
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
บทความนี้วิเคราะห์การหาเสียงของทรัมป์ในประเด็น “อิสลามหัวรุนแรง” ที่เชื่อมโยงกับแนวนโยบายของพรรครีพับลิกัน เชื่อมโยงกับแนวคิดการปะทะกันระหว่างอารยธรรมของฮันติงตันที่นับวันจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น (หรือถูกชักนำให้เข้าใจ) ในความขัดแย้งระหว่างศาสนาคริสต์กับอิสลาม ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะยอมรับหรือไม่ว่าคือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์แม่บท

บรรณานุกรม:
1. Berkin, Carol., Miller, Christopher L., Cherny, Robert W., & Gormly, James L. (2012). Making America: A History of the United States. (6th Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
2. Bown, Stephen R. (2011). 1494: How a Family Feud in Medieval Spain Divided the World in Half. Canada: Douglas & McIntyre.
3. Heidler, David S., Heidler, Jeanne T. (2004). Daily Life in the Early American Republic, 1790-1820: Creating a New Nation. USA: Greenwood Press.
4. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
5. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
6. Pelikan, Jaroslav. (2005). CHRISTIANITY: CHRISTIANITY IN WESTERN EUROPE. In Encyclopedia of Religion (2nd Ed., pp.1678-1694). USA: Thomson Gale.
7. Sherwood, Yvonne. (2014). Comparing the ‘Telegraph Bible’ of the Late British Empire to the Chaotic Bible of the Sixteenth Century Spanish Empire: Beyond the Canaan Mandate into Anxious Parables of the Land. In In the Name of God: The Bible in the Colonial Discourse of Empire (pp5-62).The Netherlands: Koninklijke Brill NV.
8. Srinivas, Tulasi. (2012).Clash of Civilizations Thesis. In Encyclopedia of global religion. (pp.233-234). USA: SAGE Publications.
-----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...