วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ถอดรหัสสัมพันธ์แนบแน่นรัฐบาลสหรัฐกับซาอุฯ (1)

28 พฤษภาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7506 วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2560)

            การเยือนซาอุดิอาระเบียเมื่อวันที่ 21-22 พฤษภาคมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มีการประชุมสุดยอดผู้นำที่เรียกว่า “Arab Islamic American Summit” ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้นำชาติอาหรับ ผู้นำมุสลิมประเทศอื่นๆ และผู้นำอเมริกา รวมทั้งหมด 55 ประเทศ วัตถุประสงค์หลักคือต่อต้านก่อการร้ายซึ่งหมายถึงพวกมุสลิมสุดโต่งกับอิหร่าน
            สหรัฐให้เสรีภาพนับถือศาสนานิกายต่างๆ พลเมืองอเมริกันกว่า 3 ล้านคนนับถืออิสลาม หลังเหตุ 9/11 เกิดกระแสโรคกลัวอิสลาม  (Islamophobia) บางคนตีความแบบเหมารวมว่าอิสลามคือพวกหัวรุนแรง อย่างไรก็ตามสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุชกล่าวชัดเจนว่าอิสลามคือศาสนาแห่งสันติ การต่อต้านก่อการร้ายไม่ใช่ต่อต้านอิสลาม สมัยรัฐบาลโอบามาก็ดำเนินทิศทางนี้

 “ผมคิดว่าอิสลามเกลียดชังเรา” :
            ในช่วงหาเสียงเป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าทรัมป์แสดงท่าทีเชิงลบต่อมุสลิม ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ในสื่อโทรทัศน์ช่องหนึ่งว่า “ผมคิดว่าอิสลามเกลียดชังเรา เกลียดชังอย่างรุนแรง เราต้องเรียนรู้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นข้อนี้” ที่ควรตระหนักคือทรัมป์ไม่ได้หมายถึงเฉพาะมุสลิมหัวรุนแรงเท่านั้น แต่หมายถึงมุสลิมทั่วไป
ทรัมป์มักใช้คำว่าก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง (radical Islamic terrorism) นักวิเคราะห์ชี้ว่าเป็นการเชื่อมโยง “อิสลาม” เข้ากับ “ก่อการร้าย” เข้ากับ “หัวรุนแรง นิยมความรุนแรง”
            ไม่กี่วันหลังรับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ออกคำสั่งห้ามคน 7 สัญชาติเข้าประเทศ (ต่อมาแก้เหลือ 6 ทั้งหมดเป็นประเทศมุสลิม) ก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งสนับสนุนกับต่อต้านว่าคือมุ่งเล่นงานมุสลิม

            ในการเยือนซาอุฯ ประธานาธิบดีทรัมป์แยกมุสลิมทั่วไปออกจากมุสลิมหัวรุนแรง การต่อต้านก่อการร้ายคือต่อต้านพวกสุดโต่งหัวรุนแรงเท่านั้น อีกทั้งเรียกร้องให้ทุกศาสนาร่วมกันต่อต้านก่อการร้าย รัฐบาลสหรัฐยินดีที่จะอยู่ร่วมกับชาติต่างศาสนา ต่างระบอบการปกครอง ท่าทีทำนองนี้จะอยู่ในแนวเดียวกับอดีตประธานาธิบดีคนก่อนทั้งโอบามากับบุชที่ต่างการต่อต้านก่อการร้ายไม่ใช่ต่อต้านศาสนาอิสลาม

อย่างไรก็ตามท่าทีของทรัมป์ไม่เสมอต้นเสมอปลาย ในบางช่วงของการเยือนประธานาธิบดีทรัมป์ใช้คำว่า อิสลามสุดโต่ง (Islamist extremism) แทนคำว่า อิสลามหัวรุนแรง (radical Islam) Robert Fisk เห็นว่าการใช้คำใหม่ไม่มีความแตกต่าง เพราะยังมีคำว่า “อิสลาม” ยังเป็นการชี้ว่าอิสลามสัมพันธ์กับก่อการร้าย
            ถ้ายึดตาม “Joint Strategic Vision Declaration for the United States of America and the Kingdom of Saudi Arabia” เมื่อ 20 พฤษภาคม แถลงการณ์ระบุว่าสหรัฐกับซาอุฯ จะร่วมกันหาทางต่อต้านแนวคิดสุดโต่ง ลัทธิก่อการร้าย พวกนิยมความรุนแรงสุดโต่ง (violent extremists) จะสังเกตว่าแถลงการณ์ร่วมใช้คำว่าพวกนิยมความรุนแรงสุดโต่งปราศจากคำว่าอิสลามหรือมุสลิม ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าเนื้อหาแถลงการณ์ร่วมจะต้องผ่านความเห็นชอบของทั้ง 2 ฝ่าย
            ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์จึงยังไม่ค่อยชัดเจนนัก

พยายามเชื่อมโยงต่อต้านก่อการร้ายกับศาสนา :
            วันที่ 21 พฤษภาคมป็นครั้งแรกของการประชุม “Arab Islamic American Summit” เป้าหมายหลักคือต่อต้านก่อการร้าย พวกลัทธิสุดโต่ง
            ประเด็นน่าสนใจคือประธานาธิบดีทรัมป์พูดเชื่อมโยงศาสนามาก ความตอนหนึ่งกล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ให้ความสำคัญต่อความแตกต่างด้านระบอบการปกครอง ศาสนา เป้าหมายของความร่วมมือ (กับชาติอาหรับและมิตรประเทศมุสลิม) คือ ร่วมกันจำกัดลัทธิสุดโต่ง (extremism) มอบอนาคตที่เปี่ยมด้วยความหวังอันเป็นการถวายเกียรติพระเจ้า
“ทุกครั้งที่ผู้ก่อการร้ายสังหารผู้บริสุทธิ์และอ้างนามพระเจ้าอย่างผิดๆ เท่ากับดูหมิ่นนามพระเจ้า และน่าจะดูหมื่นความเชื่อของทุกคน” “ผู้ก่อการร้ายไม่บูชาพระเจ้า พวกเขาบูชาความตาย”
            “เมื่อเรามองภาพการทำลายล้างของก่อการร้าย เราไม่เห็นความเป็นศาสนิกชนยิว คริสเตียน ชีอะห์หรือซุนนี” พฤติกรรมสังหารผู้บริสุทธิ์ไม่สะท้อนว่าเป็นความเชื่อของศาสนานิกายใด
ในสุนทรพจน์ตอนท้ายทรัมป์กล่าวว่า “บรรดาผู้นำศาสนาต้องชัดเจนยิ่งในเรื่องนี้ ความป่าเถื่อนไม่พาท่านสู่สง่าราศี การบูชาความชั่วไม่นำท่านสู่จุดหมายแห่งศักดิ์ศรี ถ้าท่านเลือกทางแห่งความโหดร้าย ชีวิตจะว่างเปล่าและสั้น จิตวิญญาณจะถูกกล่าวโทษ”

สงครามระหว่างความดีกับความชั่ว :
            ความอีกตอนประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวต่อผู้นำมุสลิม 55 ประเทศว่าการต่อต้านก่อการร้ายคือการเผชิญหน้าลัทธิอิสลามสุดโต่ง (Islamist extremism) กับกลุ่มก่อการร้ายอิสลาม (Islamist terror groups) ร่วมกันต่อต้านการสังหารมุสลิมผู้บริสุทธิ์และศาสนาอื่นๆ “นี่คือสงครามระหว่างความดีกับความชั่วร้าย” (good and evil)
ในสุนทรพจน์อีกตอนพูดย้ำว่า “ไม่ใช่สงครามระหว่างต่างความเชื่อ ต่างนิกาย หรือต่างอารยธรรม เป็นสงครามระหว่างอาชญากรผู้ป่าเถื่อน (barbaric criminals) ที่พยายามทำร้ายชีวิตมนุษย์ คนทุกศาสนา กับคนทุกศาสนาผู้พยายามปกป้อง เป็นสงครามระหว่างความดีกับความชั่ว”

การนิยามปรปักษ์คือความชั่วร้าย (evil) หรือฝ่ายอธรรม เป็นวิธีที่ใช้เรื่อยมาเพื่อปลูกฝังค่านิยมให้สังคมเกลียดชิงสิ่งนั้น คนนั้น ประเทศนั้น ในอดีตอาจเป็นพวกนาซี ต่อมาเป็นพวกคอมมิวนิสต์
การพูดถึงความชั่วร้ายย่อมต้องชี้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายธรรมะ เป็นการเชื่อมโยงกับศาสนาความเชื่อโดยตรง เพราะศาสนาสอนให้แยกแยะความดีชั่ว การต่อต้านความชั่วเป็นเรื่องสมควร วิธีการของรัฐบาลสหรัฐคือกำลังย้ำว่าผู้ก่อการร้ายคือความชั่วร้ายที่ทุกศาสนาความเชื่อต้องร่วมกันต่อต้าน

ทรัมป์เป็นตัวแทนผู้นำศาสนาได้หรือ :
มีคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ที่ประธานาธิบดีผู้ปกครองฝ่ายโลกเอ่ยนโยบายสำคัญด้วยการเชื่อมโยงศาสนาอย่างเข้มข้น เพราะผู้ปกครองฝ่ายโลกไม่ใช่ผู้นำศาสนา สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนอย่างทรัมป์กำลังประกาศแบ่งแยกว่าอะไรคือดีหรือชั่วตามหลักศาสนา ทรัมป์เป็นตัวแทนพระเจ้าได้หรือ

รัฐธรรมนูญสหรัฐให้พลเมืองมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาความเชื่อใดๆ ไม่ได้ปฏิเสธบทบาทศาสนาในวิถีชีวิต แต่ถือหลักห้ามศาสนามีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองโดยตรง ดังยุโรปสมัยกลางที่สถาบันศาสนาเกี่ยวข้องกับอำนาจปกครองอย่างเข้มข้น สิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ทำคือการดึงศาสนาเข้ามาเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบายรัฐบาลอย่างเข้มข้น จึงเป็นที่มาของคำถามว่าทรัมป์ถือสิทธิ์ใดในการประกาศว่าอะไรคือความดีชั่ว ถ้าจะยึดหลักศาสนาจริงก็ต้องปฏิบัติตามหลักศาสนาทั้งหมด เกิดคำความว่ารายละเอียดนโยบายต่อต้านก่อการร้ายสอดคล้องกับหลักศาสนาหรือไม่ มากน้อยเพียง ผลลัพธ์คือทรัมป์ใช้ศาสนาเพื่อตีตราผู้ก่อการร้ายเป็นความชั่ว ส่วนรายละเอียดที่เหลือ วิธีปฏิบัติต่อผู้ก่อการร้ายใช้วิธีการฝ่ายโลกและขัดแย้งกับหลักศาสนา นี่คือการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ
ทรัมป์กำลังอ้างศาสนาอย่างผิดๆ หรือไม่ เป็นการแทรกแซงศาสนาหรือไม่ มีผลทำให้คนต่างศาสนาความเชื่อเข้าใจผิด มองแง่ลบหรือไม่ นี่คือประเด็นที่สังคมโลกควรคิดคำนึงให้มาก
ในช่วงหาเสียง พระสันตะปาปาฟรานซิส (Francis) ประกาศว่าโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ใช่พวกนับถือคริสต์ “ข้าพเจ้าพูดว่าชายคนนี้ไม่ใช่พวกนับถือคริสต์ถ้าเขาพูดเรื่องอย่างนั้น”

ฮันติงตันพูดผิดอีกแล้ว :
Adel al-Jubeir รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศซาอุฯ อธิบายการประชุม Arab-Islamic-US summit เป็นขั้นแรกที่จะรวมชาติอาหรับ ชาติอิสลามและสหรัฐเข้าด้วยกันเพื่อต่อต้านลัทธิสุดโต่ง พร้อมกับเอ่ยถึงอิหร่านผู้รบกวนความสงบสุข “นี่ไม่ใช่การปะทะกันระหว่างอารยธรรมแต่เป็นการปะทะเพื่อสร้างอารยธรรม” คำพูดของรัฐมนตรีอิงแนวคิดของ เซมวล พี. ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) แต่พูดในทิศทางตรงข้ามคืออิสลามร่วมมือกับสหรัฐ (ตัวแทนอารยธรรมตะวันตก) 2 อารยธรรมไม่ได้ต่อสู้กันดังแนวคิดของฮันติงตัน
ฮันติงตันชี้ว่าโลกจะไม่แบ่งแยกด้วยอุดมการณ์การเมืองเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่จะแบ่งแยกด้วยวัฒนธรรมซึ่งหมายถึงความเชื่อศาสนา (ไม่ใช่ความหมายวัฒนธรรมในกรอบกว้าง) การสิ้นสุดยุคสงครามเย็นไม่ได้ยุติความขัดแย้งโลก แต่เปลี่ยนมาเป็นความความขัดแย้งทางศาสนา และจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มนุษย์จะฆ่าฟันทำลายล้างกันด้วยเหตุผลนี้
            ถ้าจะวิเคราะห์ตามแนวคิดของฮันติงตัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือชาติอาหรับซุนนีกับสหรัฐร่วมกันต่อต้านผู้ก่อการร้ายกับอิหร่าน บางคนอาจตีความว่าคืออิสลามซุนนีร่วมมือกับคริสต์เพื่อต่อต้านอิสลามชีอะห์ ซึ่งเป็นการตีความที่ผิดพลาด เพราะรัฐบาลสหรัฐไม่ใช่ตัวแทนศาสนาคริสต์ การอิงแนวคิดฮันติงตันเพื่อต่อต้านอิหร่านหรืออิสลามนั้นเป็นวาทกรรม เป็นการสร้างเหตุผลอย่างผิดๆ เพื่อสร้างความชอบธรรมเท่านั้น

ที่สำคัญอีกข้อคือ บัดนี้รัฐบาลทรัมป์ประกาศยอมรับว่าแนวทางศาสนาของซาอุฯ เป็นแนวทางที่เข้าได้กับนโยบายของตน เป็นความสัมพันธ์อันแนบแน่นในอีกมิติโดยใช้ประเด็นความมั่นคงเป็นตัวเชื่อม
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
Mohammed bin Salman รองมกุฎราชกุมารซาอุดิอาระเบียหารือประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเป็นทางการ ฝ่ายซาอุฯ ไม่เชื่อว่ามาตรการ (ห้ามคน 6 ประเทศเข้าเมือง) มุ่งเป้าชาติมุสลิมหรือศาสนาอิสลาม แท้จริงแล้วทรัมป์เคารพศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง เป็น “มิตรแท้ของมุสลิม” 2 ฝ่ายเห็นร่วมที่จะต้องจัดการอิหร่านตัวการทำลายเสถียรภาพภูมิภาค

ประธานาธิบดีทรัมป์ห้ามคน 7 สัญชาติเข้าประเทศ ชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เมื่อพิจารณานโยบายหาเสียงและอื่นๆ พบว่านโยบายต่อต้านก่อการร้ายสัมพันธ์กับก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง (radical Islamic terrorism) อันเป็นนโยบายหลักข้อหนึ่งของพรรครีพับลิกัน และเป็นกระแสเกลียดชังมุสลิมที่รุนแรงขึ้นนับตั้งแต่เกิดเหตุ 9/11 ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ทำส่งผล “โหม” กระแสต่อต้านมุสลิม แต่เป้าหมายจริงๆ อาจอยู่ที่ 1-2 ประเทศเท่านั้น

บรรณานุกรม:
1. Anti-terror fight ‘not a battle between different faiths,’ Trump to tell Saudi summit. (2017, May 21). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1102721/saudi-arabia
2. Bazian, Hatem. (2017, January 30). Trump's war on Islam and clash of civilization wrecking crew! Daily Sabah. Retrieved from http://www.dailysabah.com/columns/hatem-bazian/2017/01/30/trumps-war-on-islam-and-clash-of-civilization-wrecking-crew
3. Buncombe, Andrew. (2016, February 19). Donald Trump is 'not Christian', says Pope Francis. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/donald-trump-is-not-christian-says-pope-francis-a6881846.html
4. Fisk, Robert. (2017, May 21). Donald Trump’s speech to the Muslim world was filled with hypocrisy and condescension. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/voices/donald-trump-saudi-arabia-muslim-speech-a7747856.html
5. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
6. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
7. Joint Strategic Vision Declaration for the United States of America and the Kingdom of Saudi Arabia. (2017, May 21). Retrieved from https://secureservices.riyadhsummit2017.org/UploadedImages/636309364411477597.pdf
8. The White House. (2017, May 21). President Trump’s Speech to the Arab Islamic American Summit. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/05/21/president-trumps-speech-arab-islamic-american-summit
9. Trump seeks to win over Muslims with Islam speech. (2017, May 21). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/05/trump-seeks-win-muslims-islam-speech-170521043522910.html
10. US-Saudi Agreement to Reign in Iranian Expansionism. (2017, May 21). Asharq Al-Awsat English. Retrieved from http://english.aawsat.com/asharq-al-awsat-english/news-middle-east/saudi-arabia/saudi-fm-jubeir-says-riyadh-summit-integral-combating-terrorism
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ความกลัว ความเชื่อของสหรัฐต่อนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ และความจริง

21 พฤษภาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7499 วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2560)

            ชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐหวั่นวิตกต่อการถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ส่วนหนึ่งเป็นประสบการณ์เก่าๆ ตั้งแต่สมัยสงครามเย็นที่คิดว่าหากสงครามนิวเคลียร์อุบัติ ความตายจะมาเยือน ประเทศจะพังพินาศ อารยธรรมล่มสลาย ไม่มีใครอยากทำสงครามนิวเคลียร์ พูดให้ชัดกว่านี้คือไม่อยากถูกโจมตีด้วยนิวเคลียร์
            ด้วยความกลัวที่ฝังแน่น ภัยนิวเคลียร์จึงเป็นเรื่องใหญ่ ผู้นำประเทศต้องตอบสนองว่าเป็นเรื่องใหญ่ด้วยเช่นกัน ให้สมกับเป็นผู้นำกองทัพ ผู้ปกป้องชาวอเมริกันทั้งมวล ทุกครั้งเมื่อมีเรื่องเกี่ยวกับนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ รัฐบาลสหรัฐจึงต้องตอบโต้ทันที

จริงหรือที่เกาหลีเหนือมีระเบิดนิวเคลียร์ :
            ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า “ไม่มีใครปลอดภัย มีใครปลอดภัยหรือ นายคนนั้นมีอาวุธนิวเคลียร์” (หมายถึงผู้นำเกาหลีเหนือ)
            รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศมาหลายปีแล้วว่ามีระเบิดนิวเคลียร์ พร้อมทำสงครามนิวเคลียร์ รัฐบาลสหรัฐตั้งแต่สมัยโอบามากับนักวิชาการบางคนยอมรับว่าเกาหลีเหนือมีระเบิดนิวเคลียร์จริงแต่ยังไม่สามารถบรรจุเป็นหัวรบขีปนาวุธ
            แต่ถ้าศึกษาในรายละเอียดรอบด้าน พบว่ามีความสับสนหลายอย่างที่หลายคนอาจไม่ทราบ

            ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีรายงานกับงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่าเกาหลีเหนือ “น่าจะ” มีอาวุธนิวเคลียร์แล้ว บางรายงานนำเสนอว่ามีหลายลูก นับสิบลูก
รายงาน North Korea’s Nuclear Futures: Technology and Strategy เมื่อปี 2015 ระบุว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด 10-16 ลูก อย่างไรก็ตามรายงานไม่ยืนยันข้อมูลนี้ ทั้งยังตั้งคำถามถึงการทำงานของเตาปฏิกรณ์ว่ายังเป็นปกติหรือไม่ เครื่องเสริมสมรรถนะยังทำงานเป็นปกติเพียงใด ชี้ว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ขาดข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน
            รวมความแล้ว รัฐบาลเกาหลีเหนือกับสหรัฐประกาศว่าเกาหลีเหนือมีระเบิดนิวเคลียร์แล้ว แต่รายงานจากบางองค์กรไม่ยืนยันข้อสรุปนี้

            ข้อโต้เถียงคือเกาหลีเหนือได้ทดสอบจุดระเบิดนิวเคลียร์ให้ห้องทดลองเพียง 5 ครั้ง แต่ละครั้งมีขนาดความแรงของระเบิดแตกต่างกัน ครั้งต้นๆ มีแรงระเบิดเพียงเล็กน้อย ลักษณะเช่นนี้น่าจะบ่งชี้ว่าอยู่ในขั้นการทดลอง ระบบยังไม่เสถียร ทั้งยังไม่เคยทดสอบความแม่นยำ ถ้าเป็นนิวเคลียร์ที่ถือเป็นอาวุธใช้การได้จริงจะต้องผ่านทดสอบมากกว่านี้อีกมาก จนกระทั่งเป็นระบบอาวุธที่มีเสถียรภาพ ยิงออกไปแล้วถึงเป้าหมายและระเบิด ดังนั้นกรณีของเกาหลีเหนือไม่สมควรถือว่าเป็น ”อาวุธ” ที่ใช้การได้

ความก้าวหน้าของระบบนำส่ง ความสับสนของสหรัฐ:
            ความเข้าใจสำคัญข้อคือ ถ้ามีหัวรบนิวเคลียร์แต่ขาดระบบนำส่ง เช่น เครื่องบิน ขีปนาวุธ เพื่อไปทิ้งยังเป้าหมาย หัวรบนิวเคลียร์เท่ากับอยู่กับที่ (อยู่ที่เกาหลีเหนือ) ทุกประเทศจึงต้องพัฒนาระบบนำส่ง
            เนื่องจากเกาหลีเหนือเพิ่งพัฒนาและใช้เทคโนโลยีเก่า ตัวระเบิดจึงมีขนาดใหญ่ เกิดคำถามว่าสามารถบรรจุในหัวรบขีปนาวุธได้หรือไม่ บางคนบางชี้ว่า “อาจ” สามารถบรรจุหัวรบนิวเคลียร์ในขีปนาวุธ 1-2 ลูก รวมถึงขีปนาวุธพิสัยกลาง Nodong (Rodong) แต่บางคนไม่เห็นด้วย
เรื่องขีปนาวุธเป็นประเด็นสำคัญและก่อความสับสนมาก ปัญหาหนึ่งมาจากการประเมินของรัฐบาลสหรัฐที่ผิดพลาดอยู่เรื่อย

            ยกตัวอย่าง U.S. National Intelligence เดิมยืนยันมาตลอดว่าเกาหลีเหนือจะสามารถผลิตขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ได้ภายในปี 2015 แต่งานวิจัยของ RAND ในปี 2012 กลับชี้ว่าขีปนาวุธ Unha-3 แม้สามารถปล่อยดาวเทียมขนาด 100 กิโลกรัม แต่จรวดรุ่นนี้ไม่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ที่มีพิสัยข้ามทวีป “ถ้าต้องการขีปนาวุธข้ามทวีป จะต้องพัฒนาจรวดนำส่งแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีใหม่ (ไม่ใช่พัฒนาจากเดิม) ต้องทำงานอีกมาก ใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล” ก่อนหน้านี้ International Institute for Strategic Studies สรุปเมื่อปี 2011 ว่าหากเกาหลีเหนือต้องการมีขีปนาวุธข้ามทวีปจริง “ต้องยิงทดสอบอีกมาก อาจต้องยิงทดสอบอย่างน้อย 12 ครั้งหรือไม่ก็ 24 ครั้ง ในเวลา 3-5 ปี” นอกจากนั้น ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเกาหลีเหนือกำลังทดสอบติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์กับขีปนาวุธเหล่านี้
            ข้อเท็จจริงคือเกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบยิง/ใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลเพียงไม่กี่ครั้ง หลายครั้งล้มเหลว

            มีนาคม 2013 ตรงข้ามกับความเห็นของ RAND นักวิเคราะห์สหรัฐบางคนยังเสนอความเห็นว่าเกาหลีเหนืออาจสามารถผลิตขีปนาวุธข้ามทวีปได้ภายก่อนสิ้นสุดสมัยที่สองของประธานาธิบดีโอบามา (หรือปี 2016) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าผิดพลาด เช่นเดียวกับความผิดพลาดของ U.S. National Intelligence ที่ยืนยันมาตลอดว่าเกาหลีเหนือจะสามารถผลิตขีปนาวุธข้ามทวีปได้ภายในปี 2013 เป็นอีกกรณีตัวอย่างว่าหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่สหรัฐประเมินผิดพลาด
            ไม่ว่าจะประเมินผิดพลาดด้วยเหตุผลใด ข้อคิดที่ได้คือการประเมินขาดความน่าเชื่อถือ

            อีกตัวอย่างหนึ่ง ต้นเดือนเมษายน 2015  พลเรือเอก William Gortney ผู้บังคับบัญชา NORAD และ US Northern Command กล่าวว่า “เราประเมินว่าพวกเขามีความสามารถบรรจุหัวรบนิวเคลียร์ในขีปนาวุธ KN-08” และยิงถึงแผ่นดินสหรัฐ เกาหลีเหนือมีระบบดังกล่าวแล้ว
            ที่ผ่านมารัฐบาลเกาหลีเหนืออ้างว่าขีปนาวุธ KN-08 (Hwasong-13) ติดหัวรบนิวเคลียร์ เคยนำมาแสดงต่อสาธารณะหลายครั้ง ข้อเท็จจริงคือขีปนาวุธรุ่นนี้ยังไม่เคยทดลองยิงจริงสักครั้งเดียว ถึงกระนั้นก็ตามพลเรือเอก Gortney ยึดตามคำพูดเกาหลีเหนือว่ามีขีปนาวุธ KN-08 ยิงถึงสหรัฐแล้ว น่าแปลกแต่จริงที่ทางการสหรัฐคล้อยตามคำพูดเกาหลีเหนือที่พูดผิดๆ ถูกๆ เรื่อยมา
            ที่น่าแปลกกว่านั้น คือ ฝ่ายสหรัฐมีทั้งคนที่ประกาศว่าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธที่ยิงถึงสหรัฐแล้วกับผู้ที่เห็นว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น (ประธานาธิบดีทรัมป์อยู่ฝ่ายหลัง)

ถ้ายึดถือรายงาน The Military Balance 2017 ของ International Institute for Strategic Studies (IISS) จะได้ข้อสรุปว่า ในอนาคตขีปนาวุธกับเครื่องบินทิ้งระเบิด H-5 (Il-28) ของเกาหลีเหนืออาจสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์หรือปล่อยระเบิดนิวเคลียร์ แต่ ณ วันนี้ยังปราศจากหลักฐานชี้ชัดว่าเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการผลิตหัวรบหรือระเบิดนิวเคลียร์พร้อมระบบนำส่ง
            ไม่ว่าจะเชื่อใคร ข้อสรุปเรื่องหัวรบนิวเคลียร์ ระบบนำส่งนั้นสับสน สุดท้ายกลายเป็นว่าขึ้นอยู่กับใครว่าจะสรุปอย่างไรก็ตอบสนองไปอย่างนั้น

ความเชื่ออย่างผิดๆ ของสหรัฐ :
            จากการศึกษาพบว่ารายงานวิเคราะห์ ความเห็นของเจ้าหน้าที่มักทำให้คิดว่ารุนแรง น่ากลัวอย่างยิ่ง คำถามคือเป็นการประเมินเกินจริงหรือไม่ ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าหลายครั้งผิดพลาดและเกินจริง สร้างความสับสนเพราะพูดไม่ตรงกัน กลับไปกลับมา
            ไม่ว่าเหตุผลของความสับสนคืออะไร ผลการวิเคราะห์ที่ผ่านมักก่อให้เกิดการเผชิญหน้ารุนแรง สนับสนุนนโยบายเสริมกำลังรบ บทบาทผู้นำประประเทศด้านความมั่นคง (ทั้งฝ่ายสหรัฐกับเกาหลีเหนือ)
            ฝ่ายสหรัฐแสดงความกังวลเรื่อยมาว่าหากวันหนึ่งเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ อาจถูกโจมตีด้วยนิวเคลียร์นั้น พร้อมกับพยายามแสดงเหตุผลทำนองว่าผู้นำประเทศเผด็จการเกาหลีเหนือพร้อมทำทุกอย่างแม้ใช้นิวเคลียร์ คิม จ็อง-อึน (Kim Jong-un) ผู้นำคนปัจจุบันอายุยังไม่เท่าไหร่ อาจคิดไม่รอบคอบใช้อาวุธนิวเคลียร์แบบสุ่มสี่สุ่มห้า ฯลฯ
            รวมความแล้ว ความเชื่ออย่างผิดๆ ของรัฐบาลสหรัฐพยายามบอกต่อสังคมอเมริกันต่อพลเมืองของตนว่าไม่ช้าก็เร็วประเทศจะถูกโจมตีด้วยนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือ

            รัฐบาลเกาหลีเหนือยอมรับว่าไม่ว่าจะเทียบพลังอำนาจด้านใดก็ไม่อาจสู้สหรัฐได้เลย แต่เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเรื่อยมา จึงต้องแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องปรามการรุกรานจากสหรัฐ
            ถ้าคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล สมมุติว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์และยิงถึงสหรัฐ เกาหลีเหนือย่อมตระหนักว่าแม้มีอาวุธนิวเคลียร์ 10-20 ลูก ก็ไม่อาจชนะสงคราม (เทียบกับสหรัฐที่มีกว่า 6,000 ลูก ไม่นับอาวุธอื่นๆ) ระบอบจะล่มสลายและประเทศจะไม่เหลืออะไรหากทำสงครามนิวเคลียร์กับสหรัฐ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอันควรที่เกาหลีเหนือจะเปิดฉากโจมตีก่อน และถ้าเชื่อว่าเป้าหมายของผู้นำเกาหลีเหนือกับบริวารคือความอยู่รอดของระบอบ ยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์
            ถ้าเกาหลีเหนือไม่ทำสงครามกับสหรัฐ ฝ่ายสหรัฐจะมีเหตุผลอันใดที่จะทำสงครามนิวเคลียร์

            แต่ด้วยความเชื่อว่าเกาหลีเหนือจะใช้นิวเคลียร์ต่อตน จึงต้องสกัดกั้นไม่ให้เกาหลีเหนือมีนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่สามารถยิงถึงสหรัฐ (ปัจจุบันประธานาธิบดีทรัมป์ยอมรับว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ แต่ยังขาดขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ที่ยิงถึงสหรัฐ)

            ที่สำคัญกว่านั้นคือ เป็นอีกเหตุผลให้รัฐบาลสหรัฐในปัจจุบันคงอาวุธนิวเคลียร์หลายพันหัวรบ ทั้งๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่ามีมากเกินจำเป็น ต้องสูญเสียงบประมาณปีละหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อดูแลรักษาในยามที่ประเทศขาดดุลมากขึ้นทุกปี สามารถเสริมสร้างกำลังรบในคาบสมุทรเกาหลี คงฐานทัพทั้งในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น ติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธเพิ่มเติม (ดังที่เป็นข่าวในช่วงนี้)
            ผลประโยชน์ที่รัฐบาลสหรัฐคาดหวังจึงไม่ใช่เรื่องต่อเกาหลีเหนือโดยตรงเท่านั้น

          เหล่านี้คือผลแห่งความกลัว ความเชื่ออย่างผิดๆ ของรัฐบาลสหรัฐที่ดำเนินต่อเนื่องมาไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท รวมทั้งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) คนปัจจุบันด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะความกลัวกับความเชื่ออย่างผิดๆ ที่ฝังแน่นในสังคมมานาน ส่วนใครจะใช้ประโยชน์ความกลัวนี้อย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่อง
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
นักวิชาการบางคนพูดถึงการปิดล้อมคู่ (dual containment) หมายถึงการปิดล้อมจีนกับรัสเซีย บทความนี้พูดถึงการปิดล้อมจีนกับเกาหลีเหนือในแง่ว่ารัฐบาลสหรัฐเพิ่มแรงกดดันปิดล้อมเกาหลีเหนือโดยยืมมือจีน และเท่ากับเป็นการเร่งโดดเดี่ยวจีนไปในตัว  ในทางปฏิบัติหมายความว่านับจากนี้รัฐบาลสหรัฐจะลงโทษจีนอย่างไรก็ได้ เช่น คว่ำบาตรสินค้า ขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ด้วยเหตุผลเดียวคือเกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ

หลังผ่านประวัติศาสตร์อันขมขื่นของการเป็นอาณานิคมทั้งทางตรงทางอ้อมนับร้อยปี สิ่งที่เกาหลีใต้ต้องการมากที่สุดคือความเป็นอิสระและความสงบ ในการนี้จะต้องให้เกาหลีเหนืออยู่ในความสงบ การทดสอบนิวเคลียร์ ขีปนาวุธพิสัยไกลของเกาหลีเหนือล้วนเป็นเหตุบั่นทอน จึงต้องพยายามให้เกาหลีเหนือนิ่งมากที่สุด ถ้า “แช่แข็ง” เกาหลีเหนือได้จะเป็นการดีที่สุด เป็นผลดีต่อเกาหลีใต้ จีน การคงอยู่ของระบอบเกาหลีเหนือ คงแต่คนเกาหลีเหนือที่ยังต้องอยู่ในสภาพทุกข์ยากต่อไป

บรรณานุกรม:
1. Cha, Victor., & Kim, Ellen. (2013, March 7). UN Security Council Passes New Resolution 2094 on North Korea. Center for Strategic and International Studies. Retrieved from http://csis.org/publication/un-security-council-passes-new-resolution-2094-north-korea?
2. Chang Jae-soon. (2017, May 1). (3rd LD) Trump says he would be 'honored' to meet with N. Korean leader under right circumstances. Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2017/05/02/0401000000AEN20170502000353315.html
3. Cirincione, Joseph. (2013). Nuclear Nightmares: Securing the World Before It Is Too Late. USA: Columbia University Press.
4. Clapper, James. (2016, February 9). Worldwide Threat Assessment of the U.S. Intelligence Community. U.S. National Intelligence. Retrieved from http://www.intelligence.senate.gov/sites/default/files/wwt2016.pdf
5. International Institute for Strategic Studies (IISS). (2017). The Military Balance 2017. USA: Routledge.
6. N Korea capable of launching ‘mobile’ nuke missile into US – NORAD. (2015, April 8). RT. Retrieved from http://rt.com/news/247725-north-korea-ballistic-missiles/
7. North Korea: U.S. Relations, Nuclear Diplomacy, and Internal Situation. (2013, January 4). Congressional Research Service. Retrieved from http://www.fas.org/sgp/crs/nuke/R41259.pdf
8. Younger, Stephen M. (2008). The Bomb: A New History. USA: HarperCollins Publishers.
9. Wit, Joel S., & Sun, Young Ahn. (2015, April 8). North Korea’s Nuclear Futures: Technology and Strategy. US-Korea Institute at SAIS. Retrieved from http://38north.org/wp-content/uploads/2015/02/NKNF-NK-Nuclear-Futures-Wit-0215.pdf
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ยุทธศาสตร์เร่งปิดล้อมเกาหลีเหนือเพื่อเร่งโดดเดี่ยวจีน

14 พฤษภาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7492 วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2560)

            ยุทธศาสตร์ปิดล้อมหรือหลักนิยมปิดล้อม (doctrine of containment) เป็นที่รู้จักมานานแล้ว ชาติตะวันตกอธิบายว่าใช้เพื่อต้านการแพร่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ หลังสิ้นสงครามเย็นนักยุทธศาสตร์สหรัฐ รู้สึกกังวล มองความเจริญก้าวหน้าของจีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ต้องหาทางตัดไฟแต่ต้นลม มิฉะนั้นสหรัฐจะไม่มีความสงบสุข
แม้รัฐบาลสหรัฐไม่ค่อยเอ่ยถึงการปิดล้อมโดดเดี่ยว นักวิชาการบางคนเห็นว่ายุทธศาสตร์ปรับสมดุลเอเชียแปซิฟิกหรือปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) ทำหน้าที่ 2 อย่างพร้อมๆ กัน ข้อแรกคือนำสหรัฐเข้าพัวพันมากขึ้น (engagement strategy) กับเพิ่มกำลังปิดล้อมจีน ทำนองเดียวกับความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ถูกตีความว่าคือการปิดล้อมทางเศรษฐกิจ
            บทความนี้ชี้ว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังดำเนินนโยบายเร่งปิดล้อมโดดเดี่ยวเกาหลีเหนือควบคู่กับจีน โดยพยายามยืมมือจีนกดดันเกาหลีเหนือ ผลลัพธ์สุดท้ายคือการโดดเดี่ยวจีนไปในตัว

นโยบายทรัมป์ต่อเกาหลีเหนือ :
ประการแรก ยกระดับภัยคุกคาม ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์
กันยายน 2016 พลเรือเอก Mike Mullen (co-chair of a new CFR-sponsored Independent Task Force report) ชี้ว่าประธานาธิบดีคนต่อไปอาจต้องเผชิญอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือที่สามารถยิงถึงสหรัฐ ต้นเมษายน 2017 KT McFarland ผู้ช่วยที่ปรึกษาความมั่นคงทำเนียบขาวกล่าวทำนองเดียวกันว่า “เป็นไปได้ว่าเกาหลีเหนือจะมีขีดความสามารถโจมสหรัฐด้วยขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก”
ในอดีตเคยชี้ว่าจะเกิดในสมัยรัฐบาลโอบามา บัดนี้ถูกกำหนดใหม่ว่าจะอยู่ในช่วงรัฐบาลทรัมป์

            ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเมื่อปลายเดือนเมษายนว่า “ไม่มีใครปลอดภัย มีใครปลอดภัยหรือ นายคนนั้นมีอาวุธนิวเคลียร์” (หมายถึงผู้นำเกาหลีเหนือ) จึงไม่แปลกที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศว่าเกาหลีเหนือ “เป็นภัยคุกคามความมั่นแห่งชาติเร่งด่วนและเป็นนโยบายต่างประเทศที่สำคัญสูงสุด”

ประการที่ 2 สหรัฐจะไม่เจรจากับเกาหลีเหนือโดยตรง
            กลางเดือนเมษายน 2017 กระทรวงการต่างประเทศเผยว่ารัฐบาลจะไม่เจรจากับเกาหลีเหนือจนกว่าเกาหลีเหนือจะส่งสัญญาณปรับเปลี่ยนนโยบายนิวเคลียร์กับโครงการขีปนาวุธก่อน หาไม่แล้ว นานาชาติจะร่วมกันกดดันเกาหลีเหนือ
            ในอดีตรัฐบาลสหรัฐพยายามเจรจากับเกาหลีเหนือทั้งแบบทวิภาคีกับผ่านการเจรจา 6 ฝ่าย แต่ในระยะหลังไม่ยอมเจรจาด้วยตนเอง ในขณะที่เกาหลีเหนือยังพยายามร้องขอเจรจาเพื่อลดความตึงเครียด
            อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าเป็นเกียรติหากได้พบปะผู้นำเกาหลีเหนือภายใต้บางบริบทซึ่งไม่ชัดเจนว่าคืออะไร

ประการที่ 3 ขอความช่วยเหลือจากจีน กดดันจีน
การขอความช่วยเหลือจากจีนไม่ใช่เรื่องใหม่ ในระยะหลังรัฐบาลสหรัฐให้ความสำคัญกับจีนเพิ่มขึ้นมาก เห็นว่าการที่โครงการนิวเคลียร์กับขีปนาวุธก้าวหน้าเพราะจีนไม่คว่ำบาตรเกาหลีเหนือมากพอ การสนับสนุนจากจีนเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากร้อยละ 90 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศคือทำกับประเทศจีน จีนซื้อถ่านหินเกาหลีเหนือปีละ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลำพังจีนเพียงประเทศเดียวก็เพียงพอที่จะกดดันเกาหลีเหนือ ถึงกับระบุว่านโยบายของจีนต่อเกาหลีเหนือจะเป็นตัวบ่งบอกความเป็นไปของภูมิภาคในอนาคต
เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าจีนไม่เห็นด้วยและต่อต้านการพัฒนาอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction: WMDs) ของเกาหลีเหนือมานานแล้ว อย่างไรก็ตาม โครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธยังคงเดินหน้าอย่างช้าๆ
ไม่ว่าเป็นภัยคุกคามจริงแท้เพียงใด ฝ่ายสหรัฐยืนกรานเรื่อยมาว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรง และจะร้ายแรงมากขึ้นถึงสามารถยิงถึงแผ่นดินสหรัฐ
ตั้งแต่ช่วงหาเสียงทรัมป์เตือนว่าสหรัฐจะจัดการภัยคุกคามนิวเคลียร์เกาหลีเหนือแบบดำเนินการฝ่ายเดียว (unilateral action) หากรัฐบาลจีนไม่เพิ่มแรงกดดันต่อเกาหลีเหนือ ตรรกะของรัฐบาลสหรัฐคือ ถ้า WMDs มีความคืบหน้า จะไม่เล่นงานเกาหลีเหนือเท่านั้น จะถือเป็นความผิดของจีนโดยตรง จีนต้องรับผิดชอบ จะเห็นว่ายุทธศาสตร์สหรัฐคือการผูกเกาหลีเหนือเข้ากับจีน เท่ากับว่าจะถ้าจะจัดการเกาหลีเหนือต้องจัดการจีนก่อน หรือจัดการทั้ง 2 ประเทศพร้อมๆ กัน

รัฐบาลทรัมป์เริ่มใช้ประเด็นเกาหลีเหนือเป็นเครื่องเจรจาต่อรองกับจีน กลางเดือนมีนาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ถึงกับพูดว่าจะนำประเด็นเกาหลีเหนือเพื่อต่อรองปัญหาการค้ากับจีน หากจีนสามารถกดดันเกาหลีเหนือ สหรัฐจะผ่อนคลายกีดกันการค้า

การที่รัฐบาลทรัมป์ในช่วงนี้เน้นกดดันจีนเพื่อกดดันเกาหลีเหนืออีกทอด ก่อให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลสหรัฐทำอะไรไม่ได้ด้วยตัวเอง ต้องพึ่งจีน กลายเป็นความว่าความมั่นคงของสหรัฐขึ้นกับจีน
ข้อสรุปเช่นนี้ไม่น่าจะถูกต้อง ดังที่เสนอแล้วว่าตรรกะของสหรัฐในขณะนี้คือต้องโทษจีนที่ไม่จัดการเกาหลีเหนือ
เป็นไปได้หรือไม่ว่าในอนาคตรัฐบาลสหรัฐอาจลงโทษจีน เช่น คว่ำบาตรสินค้านำเข้าจากจีนทั้งหมดหรือบางตัว บางบริษัท หรือลงโทษต่อด้านอื่นมิติอื่น โทษฐานที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธ อาวุธนิวเคลียร์ ให้เหตุผลว่าเนื่องจากจีนไม่คว่ำบาตรเกาหลีเหนือมากพอ

           ดังที่เคยเสนอในบทความก่อนว่า ในช่วงหาเสียงเมื่อพูดเรื่องขาดดุลการค้ากับ ทรัมป์จะมุ่งโจมตีจีน จีนเป็น “จอมหัวขโมยรายใหญ่ที่สุดของโลก” บิดเบือนค่าเงินหยวนเพื่อช่วยการส่งออก กระทบต่ออุตสาหกรรม การจ้างงานในสหรัฐ หากสามารถแก้ปัญหานี้อาจเพิ่มการจ้างงานในประเทศนับล้านตำแหน่ง แต่ไม่ถึง 2 เดือนหลังรับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมรับว่าจีนไม่ได้บิดเบือนค่าเงินหยวน พร้อมกับรายงานของกระทรวงการคลังระบุว่าจีนไม่ได้บิดเบือนค่าเงินหยวน บัดนี้รัฐบาลสหรัฐมีข้อสรุปชัดแล้วว่าจีนไม่ได้บิดเบือนค่าเงิน ค่าเงินหยวนไม่เป็นต้นเหตุขาดดุลการค้าอย่างที่ทรัมป์กล่าวหา
ด้วยตรรกะผูกความมั่นคงกับเรื่องอื่นๆ อนาคตรัฐบาลทรัมป์อาจเล่นงานการค้าจีน และเรื่องอื่นๆ ด้วยเหตุ WMDs ของเกาหลีเหนือ นั่นหมายความว่านับจากนี้สหรัฐจะจัดการจีนเรื่องใดๆ ก็ได้ โดยยกเหตุเรื่องเกาหลีเหนือเพียงเรื่องเดียว
แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเปิดฉากทำสงครามกับจีน การปิดล้อมการโดดเดี่ยวเป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องดำเนินต่อเนื่องอย่างยาวนาน

ประการที่ 4 สหรัฐอาจชิงโจมตีก่อน
รัฐบาลสหรัฐพูดเสมอว่าพร้อมจะดำเนินการด้วยตนเอง อาจชิงโจมตีฝ่ายเดียว ใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ฯลฯ ควรตระหนักว่าหากเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามใกล้ตัวจริง สหรัฐไม่รีรอที่จะจัดการแน่นอน คำถามอยู่ที่เกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงจวนตัวจริงหรือไม่ และการเอ่ยเรื่องนี้ย่อมเป็นการกดดันจีนอีกทางหนึ่งด้วย

            ประการที่ 5 ยุทธศาสตร์เร่งปิดล้อมเกาหลีเหนือเพื่อเร่งโดดเดี่ยวจีน
ถ้ามองในเชิงการทูต การผูกเกาหลีเหนือกับจีนเข้าด้วยกันคือการกดดันจีนให้กดดันเกาหลีเหนือมากขึ้น ซึ่งถ้าจีนยอมปฏิบัติตามเท่ากับว่าเกาหลีเหนือถูกโดดเดี่ยวมากกว่าเดิม ผลลัพธ์อีกข้อคือเกาหลีเหนือจะถอยห่างจากจีน เท่ากับว่าจีนโดดเดี่ยวตัวเอง
สภาพการณ์เช่นนี้ปรากฏให้เห็นแล้ว สำนักข่าว Korean Central News Agency ของเกาหลีเหนือชี้ว่าหากจีนยังเข้าข้างสหรัฐกดดันเกาหลีเหนือ ย่อมกระทบความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างเกาหลีเหนือกับจีน ความอดทนมีจำกัด ยืนยันว่าจะต้องมีอาวุธนิวเคลียร์ จะไม่ยอมทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะต้องจ่ายราคาด้วยมิตรภาพมากเพียงไร

ถ้ามองในเชิงบรรลุเป้าหมาย ต้องชื่นชมยุทธศาสตร์สหรัฐอีกครั้ง ที่สามารถคิดหาวิธีโดดเดี่ยวทั้งเกาหลีเหนือกับจีนพร้อมๆ กัน หากประสบความสำเร็จ อนาคตสหรัฐอาจใช้แนวทางนี้กับประเทศอื่นๆ เพื่อโดดเดี่ยวปรปักษ์ของสหรัฐ
สถานการณ์เช่นนี้ คล้ายกับที่รัสเซียช่วยเหลือซีเรียในขณะนี้

ข้อวิพากษ์อีกข้อคือ ฝ่ายสหรัฐพูดมุมเดียวว่าต้องกดดันเกาหลีเหนือมากขึ้นด้วยเห็นว่าภัยคุกคามจากนิวเคลียร์เกาหลีเหนือรุนแรงมากขึ้น ไม่อาจปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป
ประเด็นที่รัฐบาลสหรัฐไม่เอ่ยถึงคือ การกดดันเกาหลีเหนือมากขึ้นคือเพิ่มความทุกข์ยากแก่ชาวเกาหลี 25 ล้านคนที่ถูกกระทำอย่างรุนแรงต่อเนื่องมาหลายทศวรรษแล้ว ความแร้นแค้นทางเศรษฐกิจมากกว่านี้อาจถึงขีดที่ประชาชนรับไม่ได้ ถึงขั้นก่อความวุ่นวาย ร่วมมือกับนายทหารบางคนที่คิดต่อต้านรัฐบาลล้มล้างระบอบ
แน่นอนว่าหากเกิดการชุมนุม รัฐบาลไม่ปล่อยไว้แน่ คงจะปราบปรามอย่างรุนแรง ถ้าหากสถานการณ์จบลงรวดเร็วก็จะอาจจบเพียงเท่านั้น แต่ถ้ายืดเยื้ออาจกลายเป็น “เกาหลีเหนือสปริง” เปิดทางให้ฝ่ายสหรัฐเข้าแทรกแซง ทำนองเดียวกับอาหรับสปริงที่เกิดขึ้นในหลายประเทศแถบตะวันออกกลางและแอฟริกาตอนเหนือ
            เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ซ่อนอยู่ของยุทธศาสตร์เร่งปิดล้อมเกาหลีเหนือเพื่อเร่งโดดเดี่ยวจีน

            นักวิชาการบางคนพูดถึงการปิดล้อมคู่ (dual containment) หมายถึงการปิดล้อมจีนกับรัสเซียบทความนี้พูดถึงการปิดล้อมจีนกับเกาหลีเหนือในแง่รัฐบาลสหรัฐดำเนินยุทธศาสตร์เพิ่มแรงกดดันปิดล้อมเกาหลีเหนือโดยยืมมือจีน และเท่ากับเป็นการเร่งโดดเดี่ยวจีนไปในตัว
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าตนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ชมว่าท่านเป็นคนดี จึงต้องพูดคุยกับประธานาธิบดีสีก่อน (เปิดโอกาสให้จีนจัดการเกาหลีเหนือ) แต่หากเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์เร่งปิดล้อมเกาหลีเหนือเพื่อเร่งโดดเดี่ยวจีน คงต้องคิดบทบทวนอีกรอบว่าประธานาธิบดีทรัมป์หมายถึงเช่นนั้นจริงหรือไม่
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
สถานการณ์ตึงเครียดในทะเลจีนใต้จำต้องมองกรอบที่กว้างกว่าอาเซียน เกี่ยวข้องกับท่าทีของสหรัฐกับญี่ปุ่น ที่รัฐบาลอาเบะเพิ่งประกาศต้องการแสดงภาวะผู้นำเหนือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จีนคงต้องการเตือนอาเซียนว่าอาเซียนควรร่วมมือกับจีน อยู่ร่วมกับจีนอย่างฉันท์มิตรมากกว่าที่จะเข้าพวกกับสหรัฐ ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในแนวทางต่อต้านยุทธศาสตร์ Pivot to Asia


จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะไม่อาจสรุปได้ว่าอะไรคือเหตุผลเบื้องหลังที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุด สิ่งที่เห็นคือรัฐบาลเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นประท้วงอย่างรุนแรง ชี้ว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงจวนตัว เป็นข้ออ้างสำหรับเกาหลีใต้ที่กำลังติดตั้งระบบ THAAD ขั้วสหรัฐฯ ได้รุกคืบหน้าอีกขั้น เห็นได้ชัดว่าจีนเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ประเทศที่เกี่ยวข้องกับคาบสมุทรเกาหลีจะพัฒนาและสะสมอาวุธมากขึ้น

บรรณานุกรม:
1. Adler, Stephen J., Holland, Steve., Mason, Jeff. (2017, April 28). Exclusive: Trump says 'major, major' conflict with North Korea possible, but seeks diplomacy. Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/us-usa-trump-exclusive-idUSKBN17U04E?il=0
2. Barber, Lionel., Sevastopulo, Demetri., Tett, Gillian. (2017, April 2). Trump ready to tackle North Korea alone — FT exclusive. Financial Times. Retrieved from https://www.ft.com/content/4d9f65d6-17bd-11e7-9c35-0dd2cb31823a
3. Buncombe, Andrew. (2016, May 2) Donald Trump accuses China of 'raping' the US with its trade policy. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/donald-trump-accuses-china-of-raping-the-us-with-its-trade-policy-a7009946.html
4. Chang, Jae-soon. (2017, May 1). (3rd LD) Trump says he would be 'honored' to meet with N. Korean leader under right circumstances. Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2017/05/02/0401000000AEN20170502000353315.html
5. Cole, Bernard D. (2016). China's Quest for Great Power: Ships, Oil, and Foreign Policy. USA: Naval Institute Press.
6. Council on Foreign Relations. (2016). A Sharper Choice on North Korea. Retrieved from http://www.cfr.org/north-korea/sharper-choice-north-korea/p38259
7. Gelb, Leslie H., Simes, Dimitri K. (2013, June 25). Beware Collusion of China, Russia. The National Interest. Retrieved from http://nationalinterest.org/article/beware-collusion-china-russia-8640
8. Landler, Mark. (2016, February 9). North Korea Nuclear Effort Seen as a Top Threat to the U.S. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/02/10/world/asia/north-korea-nuclear-effort-seen-as-a-top-threat-to-the-us.html?_r=0
9. Landler, Mark., Perlez, Jane. (2017, April 17). Pence Talks Tough on North Korea, but U.S. Stops Short of Drawing Red Line. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/04/17/world/asia/trump-north-korea-nuclear-us-talks.html?_r=0
10. North Korea official media make rare strong criticism of key ally China. (2017, May 4). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2017/05/04/asia-pacific/politics-diplomacy-asia-pacific/north-korea-official-media-make-rare-strong-criticism-key-ally-china/#.WQqyE9J97IU
11. Reis, Joao Arthur. (2014, January 24). China's dual response to the US 'pivot'. Asia Times. Retrieved from http://www.atimes.com/atimes/China/CHIN-01-240114.html
12. Ryan, Missy., Denyer, Simon., Rauhala, Emily . (2017, April 18). On North Korea, Trump administration talks tough but hopes to avoid war. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/national-security/on-north-korea-trump-administration-talks-tough-but-hopes-to-avoid-war/2017/04/18/96d15536-244a-11e7-bb9d-8cd6118e1409_story.html
13. Sherfinski, David. (2017, March 11). US policy on Asia and the Korean Peninsula under President Trump. The Washington Times. Retrieved from http://www.washingtontimes.com/news/2017/apr/11/donald-trump-pressures-china-over-north-korea/
14. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html
15. Trump is willing to meet North Korea’s leader Kim. (2017, May 2). Gulf Times. Retrieved from http://www.gulf-times.com/story/546552/Trump-is-willing-to-meet-North-Korea-s-leader-Kim
16. U.S. Treasury says China does not manipulate its currency. (2017, April 14). Trump is being schooled by international events and sly adversaries. Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2017-04/15/c_136210032.htm
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เลือกตั้งฝรั่งเศส 2016 เส้นทางปกครองที่ยังค้นหาต่อไป

7 พฤษภาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7485 วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2560)

เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) อายุ 39 ปี มีพื้นฐานทำงานด้านการธนาคาร อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ เพิ่งลงสมัครชิงตำแหน่งทางการเมืองครั้งแรก มีนโยบายสนับสนุนการค้าเสรี สิทธิมนุษยชน ชี้ว่านโยบายหันกลับมาใช้สกุลเงินฟรังก์ของ มารีน เลอเปน (Marie Le Pen) จะกระทบเศรษฐกิจ คนจะยากจนกว่าเดิม การขึ้นภาษีสินค้านำเข้าแปลว่าสินค้าอย่างทีวี โทรศัพท์จะแพงกว่าเดิม เกิดสงครามการค้า ถอยห่างจากพันธมิตรด้านความมั่นคง
ปัญหายังอยู่ที่ไม่มีคำตอบทางวิชาการที่สามารถฟันธงได้ว่าใช้สกุลฟรังก์ดีกว่าหรือไม่ ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าแล้วจะเป็นอย่างไร นโยบายของมาครงช่วยได้จริงหรือ กลายเป็นเรื่องที่ต้องทำจริงจึงจะรู้ การเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบ 2 ในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้จะเป็นเครื่องตัดสินว่าจะไปทางใด

เลือกมาครงเพราะกลัวเลอเปน :
            ในการเลือกตั้งรอบแรกเมื่อ 24 เมษายน มาครงได้อันดับหนึ่งด้วยคะแนนร้อยละ 23.7 ตามมาด้วยเลอเปน 21.7 โพลชี้ว่าเรื่องงาน (เพิ่มการจ้างงาน สวัสดิการ) เศรษฐกิจ นักการเมือง เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ให้ความสำคัญเรื่องปากท้องไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะสหรัฐ ญี่ปุ่น อีกปัจจัยสำคัญคือคุณสมบัตินักการเมืองที่เห็นชัดในการเลือกตั้งคราวนี้ เป็นเหตุผลที่ผู้สมัครหน้าใหม่อย่างมาครงและสายประชานิยม (populism) อย่างเลอเปนเป็นผู้กำชัยในรอบแรก
เรื่องน่าสนใจคือมาครงไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง ไม่มีฐานเสียง ไม่มี ส.ส. ส.ว.ในสังกัด แต่พลเมืองฝรั่งเศส พรรคกระแสหลักหลายพรรค แกนนำนักการเมืองหลายคนสนับสนุน หลังผลการเลือกตั้งรอบแรก http://gulfnews.com/logger/p.gif?a=1.2016052&d=/2.3803/2.3819/2.3867/2.3990&referrer=http://gulfnews.com/Francois Fillon ผู้สมัครสังกัดพรรครีพับลิกัน (Republican) Benoit Hamon จากพรรคสังคมนิยม (Socialist) ประกาศสนับสนุนมาครง เป็นอีกครั้งที่พรรคฝ่ายซ้ายอย่างพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสเห็นด้วยกับผู้สมัครที่ดำเนินนโยบายเสรี เกิดข้อสงสัยว่าผู้กุมอำนาจการเมืองร่วมมือกันต้านเลอเปน เลอเปนจึงโจมตีมาครงว่าเป็นหุ่นเชิดของขั้วอำนาจเก่า พวกคณาธิปไตย

            หลายคนเห็นว่าเป็นการซ้ำรอยประวัติศาสตร์ปี 2002 พรรคกระแสหลักทั้งฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาร่วมมือกันต้านพรรค Front National (FN) หรือที่เรียกว่าพันธมิตร “Republican Front” เพียงแต่รอบนี้คือเลอเปน
            นักวิชาการบางคนอธิบายว่าปี 2002 คนฝรั่งเศสตกใจกับการก้าวขึ้นมาของ FN ผ่านมาสิบกว่าปีสังคมเริ่มคุ้นเคย ชินกับแนวทางของ FN ปัจจัยอื่นที่มีผลคือกระแสผู้อพยพมุสลิมจากภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ปัญหาคนว่างงาน ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังแก้ไม่ตก หลายคนจึงปฏิเสธพรรคกระแสหลักหันไปสนับสนุน FN

            แต่รอบนี้พรรคกระแสหลักบางพรรคไม่ออกตัวสนับสนุนมาครงเต็มตัว ผลโพลหลายสำนักชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้สมาชิกพรรคกระแสหลักส่วนหนึ่งจะเลือกเลอเปน สภาพการเป็นพันธมิตร “Republican Front” จึงอ่อนแอกว่าสมัยปี 2002 อย่างไรก็ตามผลโพลสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งชี้ว่า เอมมานูแอล มาครง จะชนะ มารีน เลอเปน ด้วยคะแนน 60 ต่อ 40
            เหตุผลหลักอีกข้อคือ พลเมืองฝรั่งเศสส่วนหนึ่งยังชอบนโยบายกระแสหลัก ไม่ชอบเลอเปน กังวลนโยบายสุดโต่ง จึงเกิดกระแสให้มาครงชนะ ในการอภิปรายรอบสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง มาครงหยิบประเด็นนี้โจมตีว่าเลอเปนเสนอนโยบายด้วยเรื่องโกหกมดเท็จ ด้วยความกลัว ส่วนตนนั้นจะฟื้นฟูปฏิรูปประเทศ ไม่ปล่อยให้ประเทศแตกแยก ไม่สุดโต่งขวาจัด พยายามสร้างภาพให้ผู้คนเห็นว่าหากเลอเปนชนะประเทศจะแตกแยกวุ่นวาย
ด้วยแนวคิดนี้ ในการเลือกตั้งรอบสุดท้าย คะแนนที่กระจัดกระจายในพรรคหลักอาจเทให้มาครง และในมุมของนักการเมืองอาชีพมาครงคือตัวเลือกที่ดีกว่า ดังนั้น ถ้าจะสรุปว่ามาครงผู้ชนะเลือกตั้งคือม้ามืดหรือมือใหม่หัดขับคงไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด แต่ด้วยปัจจัยอื่นๆ มารวมกัน ถ้าอธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล พรรค FN ของเลอเปนมีนโยบายหลายข้อแตกต่างแปลกแยกจากขั้วการเมืองที่มีอยู่ ชาวฝรั่งเศสหลายคนเห็นชอบกับแนวทางแบบมาครงมากกว่า

            ข้อวิพากษ์คือถ้าเชื่อว่ามาครงจะบริหารประเทศด้วยแนวนโยบายไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก เป็นไปได้ว่าผลเลือกตั้งประเทศจะเปลี่ยนเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเท่านั้น ส.ส. ส.ว. ส่วนใหญ่ยังเป็นคนหน้าเดิม เกิดคำถามว่าแล้วทำไมพลเมืองฝรั่งเศสที่เลือกมาครงจึงไม่เลือกพรรคการเมืองกระแสหลักตั้งแต่แรก เป็นภาพขัดแย้งที่ไม่ชอบนักการเมืองหน้าเก่า พรรคการเมืองเก่าๆ แล้วเลือกประธานาธิบดีหน้าใหม่ที่ใช้นโยบายไม่ต่างจากเดิมมากนัก
ด้วยเหตุนี้ คนที่หันไปสนับสนุนเลอเปนให้เหตุผลว่ามาครงคือพวกฝ่ายขวาเดิม เลือกถ้ามาครงก็ได้พรรคการเมืองเดิมๆ

อนาคตคือความไม่แน่นอน :
            เป็นคำถามที่ดีถ้าจะถามว่าการเมืองฝรั่งเศสมาจึงจุดนี้ได้อย่างไร พรรคการเมืองหลักหายไปไหน นักการเมืองผู้ช่ำชองเรืองนามทำไมถึงพ่ายแพ้การเลือกตั้ง
            พรรค FN ของเลอเปนทำงานการเมืองมานานแล้ว ที่ผ่านมาเป็นเพียงพรรคเล็กๆ ไม่มีผลงานบริหารประเทศ อะไรเป็นเหตุการก้าวขึ้นมาของเลอเปน คำตอบสั้นๆ คือพลเมืองฝรั่งเศสหลายคนปฏิเสธพรรคการเมืองกระแสหลัก เริ่มคุ้นชินกับนโยบายสุดโต่ง
            ขยายความว่าชาวฝรั่งเศสจำนวนหนึ่งไม่เชื่อวางใจนักการเมือง ไม่คิดว่าพวกเขากำลังทำหน้าที่เพื่อประชาชน เพื่อประเทศอย่างจริงจัง ดังรายงานวิจัยของ Harris Interactive for the French office of Transparency International เมื่อปี 2016 พบว่าชาวฝรั่งเศสร้อยละ 54 เห็นว่าชนชั้นปกครองของประเทศฉ้อฉล เฉพาะกลุ่ม ส.ส. ส.ว. ฉ้อฉลถึง 3 ใน 4 ประธานาธิบดีกับรัฐบาลมีเหตุอื้อฉาวอยู่เสมอ
นักการเมืองพยายามบอกให้ประชาชนรักษากฎหมาย แต่นักการเมืองนี่แหละที่ละเมิดกฎหมายมากกว่าใคร จึงคิดลองของใหม่ แม้มีความเสี่ยงแต่ดีกว่าที่ต้องอยู่กับการเมืองแบบเดิมๆ อีก จึงเป็นโอกาสของพวกประชานิยมและผู้สมัครหน้าใหม่อย่างที่เห็น

            อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ดีพรรคการเมืองกระแสหลักยังอยู่อันดับที่ 3-5 ด้วยคะแนนที่ไม่ห่างจากเลอเปนมากนัก พรรคเก่าไม่ได้สูญเสียคะแนนทั้งหมด เพียงแต่เลอเปนสามารถขึ้นมานำเป็นอันดับ 2 ในการเลือกตั้งรอบแรก สภาพที่เกิดขึ้นควรอธิบายว่าเป็นเหตุการณ์เฉพาะกิจเท่านั้น จนกว่าพรรค FN จะสามารถครองฐานเสียงจำนวนมากอย่างถาวรเฉกเช่นพรรคใหญ่อื่นๆ ดังนั้น FN หรือเลอเปนจะก้าวขึ้นอย่างมั่นคงหรือไม่จึงเป็นเรื่องที่จะสรุปในอนาคต รวมความแล้วประเทศฝรั่งเศสยังอยู่ระหว่างการหาเส้นทางการปกครองใหม่ หลักนโยบายใหม่

            ในเชิงหลักการ การเลือกตั้งฝรั่งเศสแสดงให้เห็นความเข้มแข็งของประชาธิปไตยประเทศนี้ พลเมืองส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกด้วยเสรีภาพอย่างแท้จริง ไม่มีประเด็นซื้อสิทธิ์ขายเสียง ผลการเลือกตั้งจึงมาจากเจตน์จำนงพลเมือง เป็นเรื่องน่าชื่นชมไม่ว่าจะเลือกพรรคฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย ผู้สมัครหน้าใหม่ หรือสายประชานิยม
            ในอีกด้านหนึ่ง การที่สังคมฝรั่งเศสเบื่อหน่ายนักการเมือง พรรคกระแสหลัก หลายคนยอมรับการมีอยู่ของกลุ่มผู้ทรงอำนาจ (establishment) รวมทั้งเลอเปนกับมาครง มาครงยอมรับว่าฝรั่งเศสมีสิ่งที่เรียกว่าชนชั้นปกครอง กลุ่มผู้ทรงอำนาจ บ่อยครั้งที่คนเหล่านี้แสดงความไร้ศีลธรรม ตนตั้งใจปฏิรูปการเมืองเสียใหม่ ตั้งใจหาวิธีใหม่ๆ ต้องการให้ผู้ออกเสียงเลือกตั้งเชื่อถือไว้ใจผู้ที่เขาเลือก ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน

            การดำรงอยู่ของกลุ่มผู้ทรงอำนาจที่ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติเป็นเครื่องบ่งชี้ความอ่อนแอของประชาธิปไตยฝรั่งเศสหรือไม่ เพราะ ส.ส. ส.ว. มาจากการเลือกโดยพลเมืองฝรั่งเศสมิใช่หรือ จะเกินไปหรือไม่ถ้าจะพูดว่าเสรีภาพทางการเมืองของคนฝรั่งเศสเป็นเสรีภาพที่อยู่ใต้การครอบงำของชนชั้นปกครอง ที่ประชาชนเป็นผู้ยินยอมมอบให้

            ถ้ามองอนาคต ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีไม่ใช่จุดสิ้นสุด การแข่งขันครั้งสำคัญรออยู่เดือนหน้า (มิถุนายน) นั่นคือการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ทั่วประเทศ  คำถามสำคัญคือพรรค FN ของเลอเปนจะได้กี่ที่นั่ง (ปัจจุบันมีแค่ 2) พรรคหลักอื่นๆ จะสูญเสียคะแนนมากเพียงใด
            มีแนวโน้มว่าหากมาครงชนะเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่จะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค เกิดคำถามว่ารัฐบาลใหม่ยังประกอบด้วย ส.ส. ส.ว. หน้าเดิมๆ หรือไม่ ประธานาธิบดีมาครงจะสามารถควบคุมกลุ่มอำนาจเก่าได้แค่ไหน หรือเป็นเพียงวาทะหาเสียงเท่านั้น มาครง “กำลังต่อสู้เพื่อประเทศ (the Republic) กับเสรีประชาธิปไตย” จริงหรือไม่ นี่เป็นคำถามจากพวกต่อต้านขั้วอำนาจเดิม

            ตำราตะวันตกมักยกย่องฝรั่งเศสว่าเป็นหนึ่งในต้นแบบประชาธิปไตย การปฏิวัติสู่ประชาธิปไตยแบบตัวแทนสมัยใหม่ (modern representative democracy) ที่แรกของยุโรป ชี้ให้เห็นถึงจิตวิญญาณของปัจเจกผู้รักเทิดทูนเสรีภาพ ต่อสู้เสียเลือดเนื้อเพื่อเสรีภาพ แต่งานศึกษาระยะหลังพบว่ามีความซับซ้อนกว่านั้นมาก ไม่สามารถอธิบายง่ายๆ อีกทั้งมีผู้ให้คำอธิบายแตกต่างกัน
นักวิชาการสมัยใหม่บางคนเห็นว่าต้นเหตุการปฏิวัติไม่ได้มาจากพวก bourgeoisie เท่านั้น กลุ่มที่เป็นต้นเหตุสำคัญคือพวกข้าราชการกับนักกฎหมายที่ไม่ใช่ขุนนาง (non-noble officeholders and legal professions) ความต้องการของคนเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อการค้าการลงทุนอย่างที่พวก bourgeoisie ต้องการ พวกเขาต้องการเข้าถึงความเป็นขุนนาง มีอภิสิทธิ์และใช้ชีวิตอย่างขุนนาง
การช่วงชิงอำนาจทำให้ระบอบอ่อนแอ สังคมปั่นป่วนวุ่นวาย จากนั้นกลุ่มอื่นๆ เข้าร่วมช่วงชิงอำนาจบริหารจัดการประเทศ กลายเป็นความวุ่นวายที่ควบคุมไม่ได้ เป็นรัฐล้มเหลว (state failure) ส่งผลให้ระบบล่มสลาย เกิดสุญญากาศทางการเมือง เปิดช่องให้กับแนวคิดใหม่ ระบอบการปกครองใหม่ ขั้วอำนาจใหม่
ดังนั้น การล่มสลายของระบอบกษัตริย์จึงไม่ได้มาจากอุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ โดยตรง ไม่ใช่เรื่องของประชาชนผู้รักเสรีภาพ เป็นเพียงผลของความปั่นป่วนวุ่นวายที่ควบคุมไม่ได้

ทุกวันนี้ในทางวิชาการยังปราศจากข้อสรุปที่ยอมรับกันทั่วไปว่าอะไรคือต้นเหตุปฏิวัติฝรั่งเศส รวมทั้งอะไรคือเป้าหมายของการปฏิวัติครั้งนั้น แนวคำตอบใหม่ๆ ชี้ว่าไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตยอย่างที่หลายคนเข้าใจ ที่แน่นอนคือนับจากปฏิวัติฝรั่งเศส (ค.ศ.1789) เกือบ 230 ปีแล้วที่ประเทศนี้ยังอยู่ระหว่างแสวงหาการปกครอง หลักนโยบายที่เหมาะสมกับตัวเอง
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
ความเป็นประชานิยมเป็นความหวังของพลเมืองฝรั่งเศสหลายคน หลายนโยบายแสดงถึงการไม่ยึดติดแนวทางเดิม ต่อต้านระบอบอำนาจที่ขัดขวางความเจริญรุ่งเรือง การเลือกตั้งปีนี้เห็นชัดว่ากระแสประชานิยมกำลังก้าวขึ้นมา ในอีกด้านหนึ่งการต่อต้านโลกาภิวัตน์เป็นการกล่าวอ้างเกินจริง การถอนตัวจากนาโตอาจบั่นทอนความมั่นคงมากกว่าเดิม การต่อต้านมุสลิมเห็นได้ชัดว่าประชาธิปไตยกำลังถดถอย เลอเปนทำทุกอย่างเพื่อให้ชนะเลือกตั้งเท่านั้น ไม่สนใจผลเสียที่จะตามมา

บรรณานุกรม:
1. As it happened: Macron and Le Pen repeatedly clash in final French election debate. (2017, May 4). The Local. Retrieved from https://www.thelocal.fr/20170504/french-debate-live-macron-vs-le-pen-in-tv-clash-before-election
2. Bershidsky, Leonid. (2017, February 10). Think the U.S. Election Was Dirty? Look at France. Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/view/articles/2017-02-10/think-the-u-s-election-was-dirty-look-at-france
3. Deen, Mark., Amiel, Geraldine. (2017, May 2). Macron Mocks Le Pen's ‘Monopoly Money’ Amid Paris Demonstrations. Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/politics/articles/2017-05-01/macron-mocks-le-pen-s-monopoly-money-amid-paris-demonstrations
4. Deen, Mark., Follain, John. (2017, April 24). France Braces for Runoff Between Nationalism and Globalism. Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/politics/articles/2017-04-24/france-braces-for-runoff-fight-between-nationalism-and-globalism
5. French election: Le Pen hails 'historic' result. (2017, April 24). Gulf News. Retrieved from http://gulfnews.com/news/europe/france/french-election-le-pen-hails-historic-result-1.2016052
6. Fouquet, Helene., Viscusi, Gregory. (2017, February 20). Le Pen Advances in French Polls as Security Concerns Sway Voters. Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/politics/articles/2017-02-20/le-pen-advances-in-french-polls-as-security-concerns-sway-voters
7. Heyer, Julia Amalia., Sandberg, Britta. (2017, March 17). 'I Am Offering the French Renewal'. Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/europe/emmanuel-macron-interview-on-french-election-campaign-a-1139214.html
8. Kidner, Frank L., Bucur, Maria., Mathisen, Ralph., McKee, Sally. & Weeks, Theodore R. (2009). Making Europe People Politics and Culture. USA: Houghton Mifflin.
9. Kirby, Paul. (2017, April 27). Does Le Pen have a chance of winning French presidency?
 BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/39719866
10. Macron tells French voters democracy is under threat from 'anti-France' Le Pen. (2017, May 2). The Local. Retrieved from https://www.thelocal.fr/20170502/france-election-emmanuel-macron-tells-french-voters-democracy-is-under-threat-from-anti-france-le-pen
11. McAuley, James . (2017, May 2). Where is France's famed ‘Republican Front’ in 2017? The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/europe/where-is-frances-famed-republican-front-in-2017/2017/05/02/3a9b15fa-f764-4bec-9526-9292712fdd6e_story.html?utm_term=.f6b2af9f07fe
12. McPhee, Peter. (Ed.). (2013). A Companion to the French Revolution. USA: Blackwell Publishing.
13. Nossiter, Adam. (2017, April 27). Facing Tough Odds in French Vote, Le Pen Assails Macron. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/04/27/world/europe/france-marine-le-pen-emmanuel-macron.html?_r=0
14. Serhan, Yasmeen. (2017, February 24). Marine Le Pen: Madame Présidente? The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/news/archive/2017/02/marine-le-pen-france/517155/
15. The Latest: France’s Macron asks his critics to fight Le Pen. (2017, May 1). The Washington Post/AP. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/business/the-latest-macron-honors-man-killed-by-french-far-right/2017/05/01/f814e4d6-2e48-11e7-a335-fa0ae1940305_story.html
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

จุดแข็งกับจุดอ่อนของประชานิยม (populism) มารีน เลอเปน

30 เมษายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 747วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ.2560)

มารีน เลอเปน (Marie Le Pen) กลายเป็นนักการเมืองแนวหน้าของฝรั่งเศส เป็นที่จับตาของทั่วโลกโดยเฉพาะพวกชาติตะวันตก เนื่องจากการเคลื่อนไหวของพรรค Front National (FN) ภายใต้การนำของ เลอ เปน กำลังสร้างการความเปลี่ยนครั้งใหญ่

จุดแข็งของประชานิยมเลอเปน :
            แนวทางการเมืองของ เลอเปน มีลักษณะประชานิยม (populism) พยายามดึงประชาชนเข้ามาเป็นแนวร่วม เพื่อต่อต้านระบอบเก่า อาจเป็นระบอบการเมือง สังคม เศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศบางเรื่อง โลกาภิวัตน์ ขึ้นกับว่าอะไรคือสาเหตุแห่งความทุกข์ยาก มักเกิดขึ้นในภาวะที่ประชาชนไม่พอใจอย่างยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ โทษว่าเป็นความผิดของชนชั้นนำ
            สอดคล้องกับงานวิจัยของ Harris Interactive for the French office of Transparency International เมื่อปี 2016 พบว่าชาวฝรั่งเศสร้อย 54 เห็นว่าชนชั้นปกครองฉ้อฉล เฉพาะกลุ่ม ส.ส. ส.ว.ฉ้อฉลถึง 3 ใน 4 ประธานาธิบดีกับรัฐบาลมีเหตุอื้อฉาวอยู่เสมอ

            การเคลื่อนไหวของพรรค FN กลายเป็นความหวังของคนฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อย คนเหล่านี้อาจไม่เห็นด้วยกับแนวทางของพรรคทุกอย่าง แต่โดยรวมแล้วเห็นว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีรอบแรกเมื่อ 24 เมษายนที่ผ่านมา เลอ เปน ได้คะแนนร้อยละ 21.7 มาเป็นที่ 2 รองจาก เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ที่ได้คะแนนร้อยละ 23.7

            ถ้ามองในแง่ดี เลอเปน มีความคิดเป็นอิสระ ไม่ยึดติดแนวทางเดิม พยายามหาหนทางใหม่ๆ แม้สวนกระแสความคิดเดิมของสังคม บนพื้นฐานเพื่อประโยชน์สุขของพลเมืองฝรั่งเศส ประกาศต่อต้านกลุ่มอำนาจดั้งเดิม (anti-establishment) ส่งเสริมสังคมที่ยึดปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เช่น จะเพิ่มตำรวจอีก 15,000 นาย จัดการหัวหน้ากลุ่มอาชญากรอย่างเด็ดขาด ขับไล่ชาวต่างชาติผู้กระทำผิดออกนอกประเทศทันที ลดราคาพลังงาน ลดภาษี เพิ่มมาตรการส่งเสริมธุรกิจรายเล็กมากกว่าเน้นรายใหญ่ ฯลฯ

            ไม่ว่า เลอเปน จะชนะการเลือกตั้งปีนี้หรือไม่ พรรค FN ได้ประกาศให้ชาวโลกรับรู้แล้วว่ากระแสประชานิยมฝรั่งเศสกำลังเติบโต เลอเปน ในวัย 48 ปีสามารถทำงานการเมืองได้อีกนาน เป็นความหวังของชาวฝรั่งเศสหลายคน ช่วงเวลาต่อจากนี้คือการสร้างฐานการเมืองให้เข้มแข็ง ได้ที่นั่ง ส.ส. ส.ว. เป็นกอบเป็นกำ และพัฒนาเป็นพรรคการเมืองหลักที่ไม่อยู่กับกระแสเท่านั้น

จุดอ่อนของประชานิยมเลอเปน :
            แม้มีข้อดีจุดแข็งจำนวนมาก ประชานิยม เลอเปน มีจุดอ่อนเช่นกัน ดังนี้
            ประการแรก ต่อต้านโลกาภิวัตน์ ใช้ลัทธิปกป้องการค้า
            คนฝรั่งเศสบางส่วนเห็นว่าโลกาภิวัตน์ไม่ช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้นและแย่ลงกว่าเดิม โลกาภิวัตน์ให้ประโยชน์กับเมืองใหญ่ๆ แต่เมืองเล็กๆ ในชนบทห่างไกลเสียประโยชน์ ด้วยเหตุนี้กลุ่มคนที่เสียประโยชน์จึงต่อต้านโลกาภิวัตน์
เลอเปน ประกาศต่อต้านโลกาภิวัตน์ เสนอแก้ไขด้วยการปกป้องเศรษฐกิจ สนับสนุนชาตินิยม เห็นว่าคนฝรั่งเศสว่างงานเพราะการแย่งงานจากคนต่างด้าว เสนอใช้หลักคิดให้พลเมืองมีสิทธิ์ในตำแหน่งงานก่อน บริษัทที่จ้างแรงงานต่างด้าวจะต้องเสียภาษีเพิ่ม (รวมทั้งประเทศที่เป็นสมาชิกอียู) เช่นเดียวกับที่บริษัทใช้ฐานการผลิตต่างประเทศเพื่อผลิตและส่งสินค้ากลับมาขายในประเทศต้องเสียภาษีเพิ่ม ยกเลิกสิทธิ์คนต่างด้าวที่แต่งงานได้สัญชาติฝรั่งเศสทันที

ความคิดต่อต้านโลกาภิวัตน์ขัดแย้งในตัวเอง เพราะยอมรับว่าบางเมืองบางคนได้ประโยชน์ ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลก งานศึกษาต่างๆ พูดตั้งแต่ต้นและย้ำอยู่เสมอว่าแต่ละประเทศต้องปรับตัว บางภาคส่วนบางกิจการจะได้เปรียบ แต่จะเสียเปรียบในบางภาคส่วนเช่นกัน ที่ผ่านมาประเทศต่างๆ ล้วนแก้ไขในส่วนที่เสียเปรียบ เช่น ปรับปรุงให้มีความสามารถแข่งขันมากขึ้น หรือสนับสนุนให้หางานใหม่ๆ ปลูกหรือผลิตสิ่งที่ประเทศทำได้ดี การต่อต้านโลกาภิวัตน์จึงเป็นการกล่าวโทษอย่างผิดๆ เพราะไม่ได้ปฏิเสธโลกาภิวัตน์ทั้งหมด เพียงปรับแก้บางส่วนที่เห็นว่าฝรั่งเศสเสียประโยชน์ เป็นคำตอบเดียวกับแนวทางลัทธิปกป้องการค้าของ เลอ เปน
            ข้อสรุปคือ การกล่าวโทษเป็นการพยายามจุดประเด็นให้ฟังดูร้ายแรง ขึงขัง แต่ความจริงแล้วมีทั้งส่วนที่ได้ประโยชน์กับที่เสียประโยชน์ ไม่แตกต่างจากรัฐบาลประเทศอื่นๆ ที่ต้องปรับตัวรับมือโลกาภิวัตน์ การเชื่อมต่อเศรษฐกิจกับนานาชาติ

            ประการที่ 2 ไม่ต้อนรับผู้อพยพ ปฏิเสธพหุสังคม ต่อต้านมุสลิม
            ให้เหตุผลว่ามีผลต่ออัตลักษณ์ชาติ เกรงว่าจะเกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนที่อัตลักษณ์ต่างกัน ต้องการสังคมที่ใช้ภาษาเดียว มีวัฒนธรรมเดียว
            น่าคิดว่าเป็นการต่อต้านพหุสังคมหรือเลือกปฏิบัติต่อชนบางกลุ่ม เพราะความเป็นฝรั่งเศสมีความหลากหลายอยู่แล้ว แนวคิดเช่นนี้เป็นการกีดกันตามบริบทเฉพาะหน้า การไม่ต้อนรับผู้อพยพ ปฏิเสธพหุสังคม สัมพันธ์กับการต่อต้านมุสลิมในระยะนี้

ข้อมูลจาก Central Intelligence Agency พบว่าฝรั่งเศสมีประชากรทั้งสิ้น 66,836,154 คน (ข้อมูลปี 2016) ประกาศตัวว่านับถือคริสต์ร้อยละ 63-66 อิสลาม 7-9 (ราว 4.7-6 ล้านคน) ไม่นับถือศาสนาใด 23-28 (ที่เหลือนับถือศาสนาอื่นๆ) นักวิชาการบางคนให้ความสำคัญกับการขยายจำนวนของมุสลิมในฝรั่งเศส ชี้ว่าเป็นประเทศที่มุสลิมเพิ่มจำนวนรวดเร็วที่สุดในหมู่ประเทศยุโรปตะวันตก
            ชาวฝรั่งเศสบางคนเห็นว่าวิถีชีวิตของมุสลิมแตกต่างจากพวกตน ดังที่ เลอ เปน กล่าวว่า “ความเชื่อของคนเหล่านี้ คุณค่า และการปฏิบัติที่ไม่ใช่แบบพวกเรา คนที่ไม่พักร้อนของฝรั่งเศส” (คนฝรั่งเศสจะมีช่วงพักร้อนประจำปีกินเวลาหลายสัปดาห์จนถึงเป็นเดือน) ในอีกวาระกล่าวว่า “เราไม่ต้องการใช้ชีวิตภายใต้กฎหรือการคุกคามจากอิสลามสุดโต่ง (Islamic fundamentalism) ที่หวังแบ่งแยกชายหญิงในที่สาธารณะด้วยการใส่ผ้าคลุมทั้งตัวหรือบางส่วน ต้องการห้องอธิษฐานในที่ทำงาน อธิษฐานตามตรอกซอกซอย มีมัสยิดขนาดใหญ่”

            เลอเปน มีนโยบายต่อต้านมุสลิมอย่างชัดเจน ปัญหาไม่เฉพาะกีดกันมุสลิมต่างด้าวเท่านั้น แต่จะเกิดกับชาวฝรั่งเศสโดยตรง เพราะในระยะหลังชาวฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อยหันไปนับถืออิสลาม การกีดกันมุสลิมเห็นได้ชัดว่าขัดแย้งหลักเสรีประชาธิปไตย

            ประการที่ 3 ถอนตัวออกจากนาโต
            เห็นด้วยกับการถอนตัวจากนาโตหากการเป็นสมาชิกเป็นเหตุให้ถูกลากเข้าไปในสงครามที่ไม่ใช่ของฝรั่งเศส เช่น การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านในลิเบียกับซีเรียเป็นเหตุบั่นทอนสันติภาพโลก
            เลอเปน มีส่วนถูกว่าหลายสงครามที่นาโตเข้าร่วมนั้นเป็นประโยชน์แก่บางประเทศมากกว่าฝรั่งเศส นโยบายถอนตัวจากนาโตฟังดูดีแต่ยากจะปฏิบัติ ที่ผ่านมาคนฝรั่งเศสอาจไม่ชอบนโยบายนาโตหลายอย่าง ไม่เห็นด้วยกับหลายสงคราม ปัญหาอยู่ที่ทางปฏิบัติจะทำได้อย่างไร เพราะสิ่งที่นาโตทำมีทั้งตอบสนองต่อผลประโยชน์ของฝรั่งเศสกับเป็นผลเสีย จะชั่งน้ำหนักอย่างไร และถ้าถอนตัวแล้วอนาคตหากมีประเด็นที่อยากร่วมมือกับนาโตเมื่อนั้นจะทำอย่างไร การจะถอนตัวกับการจะเข้าร่วมไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่เหมือนเด็กเล่นขายของ อยากซื้อก็ซื้อ ไม่อยากซื้อก็ไม่ซื้อ
            เลอเปน อาจไม่เข้าใจหรือไม่ยอมอธิบายลงรายละเอียดว่า ถ้าไม่มีนาโตทุกประเทศร่วมมือกันแบบเฉพาะกิจจะมีข้อเสียร้ายแรงคือขาดการประสานพลัง นาโตเข้มแข็งเพราะความเป็นพันธมิตรก่อให้เกิดความร่วมมือใกล้ชิดต่อเนื่องยาวนาน  ทหารร่วมซ้อมรบเป็นประจำ ประสานงานใกล้ชิดต่อเนื่อง ฯลฯ การร่วมมือเฉพาะกิจย่อมไม่สามารถประสานพลังเท่ากับการเป็นพันธมิตร ในแง่นี้การถอนตัวออกจากนาโตย่อมบั่นทอนความมั่นคงฝรั่งเศส
            แนวคิดถอนตัวออกจากนาโตเป็นตัวอย่างนโยบายประชานิยมอีกข้อที่ฟังดูดี ราวกับตอบสนองความต้องการ ถ้าจะวิพากษ์ต้องพูดว่าเป็นนโยบายที่เสนอเพื่อเอาใจประชาชนเท่านั้น แต่จะทำไม่ได้จริง และถ้าทำจริงอาจเป็นผลเสียมากกว่า

ถอยห่างจากประชาธิปไตย มุ่งชาตินิยม :
            โดยรวมแล้ว แนวทางของ เลอเปน คือให้ความสำคัญกับคนในชาติ แม้จะต้องลดความเป็นประชาธิปไตย หากความเป็นประชาธิปไตยเป็นเหตุบั่นทอนผลประโยชน์ฝรั่งเศส (ตามนิยามของเธอ)
เลอเปน มักพูดว่าเสรีภาพสำคัญที่สุด แต่เสรีภาพของเธอหมายถึงการกีดกันทุกวัฒนธรรม ทุกศาสนาที่เห็นว่าไม่ใช่ “ฝรั่งเศส” เสรีภาพเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เสรีภาพตามนิยามที่ยึดถือเป็นสากล สังคมที่มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา
คำว่าเสรีภาพของ เลอเปน เป็นการนิยามใหม่ เป็นเสรีภาพที่สัมพันธ์กับชาตินิยม เสรีภาพใดๆ ที่ขัดขวางชาตินิยม สิ่งนั้นไม่เรียกว่าเสรีภาพ

            ถ้าวิเคราะห์อย่างถ้วนถี่จะพบว่า เลอเปน สับสนในตัวเองและไม่มีจุดยืนชัดเจน เนื่องจากสังคมฝรั่งเศสปราศจากนิยามว่าอะไรคือฝรั่งเศส อะไรไม่ใช่ฝรั่งเศส ดังนั้น ถ้าต้องตัดสินความเป็นฝรั่งเศสจะหมายถึงความคิดเห็นของเธอเองซึ่งอาจสอดคล้องกับความจริงหรือไม่ก็เป็นได้
            ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการกีดกันมุสลิม เพราะเห็นว่าไม่ใช่ฝรั่งเศส ข้อโต้แย้งคือ เลอเปน ใช้อะไรเป็นฐานความคิดว่ามุสลิมหรืออิสลามไม่ใช่ฝรั่งเศส เนื่องจากการนับถือศาสนาอิสลามในฝรั่งเศสมีมานานก่อนสถาปนาประเทศฝรั่งเศส (รัฐสมัยใหม่) ก่อนฝรั่งเศสเป็นประชาธิปไตย มุสลิมหรืออิสลามเป็นส่วนหนึ่งของชาติตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ
จึงไม่สมควรถือว่า เลอเปน เป็นนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพตามนิยามเสรีภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

            และถ้าจะพูดถึงการเปลี่ยนแปลง ควรยอมรับว่าสังคมฝรั่งเศสกำลังมุ่งสู่ความเป็นประเทศไร้ศาสนา ดังสถิติที่ชี้ว่าปัจจุบันมีผู้ประกาศตัวว่าไม่นับถือศาสนาใดถึงร้อยละ 23-28 มากกว่ามุสลิม 3-4 เท่าตัว (บนฐานคิดว่าแต่เดิมทุกคนนับถือคริสต์) นั่นหมายความว่า แม้จำนวนมุสลิมจะเพิ่มมากขึ้นแต่ยังเป็นส่วนน้อยของสังคม น้อยกว่าพวกไร้ศาสนาหลายเท่าตัว หากไม่ระวังตัวให้ดี อารยธรรมหลักของฝรั่งเศสจะกลายเป็นอายธรรมของพวกไร้ศาสนา
            เช่นนี้คือความเป็นฝรั่งเศสตามนิยามของ เลอเปน หรือไม่
---------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
การรณรงค์ประชานิยมแต่ละครั้งมีข้อดี-ข้อเสียขึ้นกับแง่มุมมอง บางครั้งมีข้อดีหลายข้อ บางครั้งมีข้อเสียมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นกับการรณรงค์แต่ละครั้ง โดยรวมแล้วข้อดีคือเป็นอีกช่องทางของประชาชน ช่วยให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนข้อเสียคือเป็นการทำลายประชาธิปไตย ไม่ต่างจากระบอบเดิมที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนจริงๆ

บรรณานุกรม:
1. Bershidsky, Leonid. (2017, February 10). Think the U.S. Election Was Dirty? Look at France. Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/view/articles/2017-02-10/think-the-u-s-election-was-dirty-look-at-france
2. Central Intelligence Agency. (2016). France. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/fr.html
3. Coman, Julian. (2017, March 26). Marine Le Pen and Emmanuel Macron face off for the soul of France. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2017/mar/26/marine-le-pen-emmanuel-macron-french-elections
4. French election: Le Pen hails 'historic' result. (2017, April 24). Gulf News. Retrieved from http://gulfnews.com/news/europe/france/french-election-le-pen-hails-historic-result-1.2016052
5. 'French first': This is what a 'President Marine Le Pen' has in mind for France. (2017, February 10). The Local. Retrieved from http://www.thelocal.fr/20170210/marine-le-pen-election-france-have-in-mind-for-france-presidency-marine-le-pen
6. Gilpin, Robert G. (2014). Globalization, Civilizations, and World Order. In Dallmayr, Fred., Kayapınar, M. Akif., & Yaylacı, Ismail. (Eds.), Civilizations and World Order: Geopolitics and Cultural Difference (pp.155-168). UK: Lexington Books.
7. Le Pen wants dual nationality ban. (2017, February 10). The Connexion. Retrieved from http://www.connexionfrance.com/The%20candidate%20spoke%20of%20stopping%20people%20having%20both%20French%20and%20a%20non-EU%20nationality%20and%20favouring%20the-18876-view-article.html
8. Parvez, Z. Fareen, (2017). Politicizing Islam: The Islamic Revival in France and India. New York: Oxford University Press.
9. Serhan, Yasmeen. (2017, February 24). Marine Le Pen: Madame Présidente? The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/news/archive/2017/02/marine-le-pen-france/517155/
-----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...