วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รู้จักโรคอีโบลา (Ebola) โรคที่ต้องเน้นการควบคุมการแพร่ระบาด

24 สิงหาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6501 วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1969582)

            โรคอีโบลา (Ebola virus disease หรือ EVD) กับโรคมาร์บูร์ก (Marburg virus disease หรือ MVD) คือ โรคติดเชื้อไวรัสเฉียบพลันชนิดหนึ่ง ที่ผู้ป่วยมีอัตราเสียชีวิตสูง เกิดจากเชื้อ Ebolavirus กับ Marburgvirus ซึ่งเป็นไวรัสที่ใกล้เคียงกันมาก อยู่ในวงศ์ Filoviridae
            ผู้ติดเชื้อจะเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายหวัดหลายอย่าง เช่น เป็นไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เป็นผื่น จากนั้นก็เริ่มอาเจียน ท้องเสีย ช็อคและมักมีเลือดออก บางครั้งจึงเรียกโรคจากเชื้อทั้ง 2 ชนิดนี้ว่า โรคไข้เลือดออกแอฟริกัน (African Hemorrhagic Fever) ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่มีอาการจนถึงเสียชีวิต จะกินเวลาประมาณ 2 - 21 วัน
            การศึกษาเข้าใจโรคอีโบลาจึงควรศึกษาให้เข้าใจทั้งโรคอีโบลาและโรคมาร์บูร์กควบคู่กัน เพราะทั้ง 2 โรคมีลักษณะใกล้เคียงกัน มาจากเชื้อสายพันธุ์ใกล้เคียง

            อันตรายของโรคนี้มาจาก 2 สาเหตุหลัก ข้อแรก คือ อัตราเสียชีวิตที่สูงถึงร้อยละ 50-90 เนื่องจากยังไม่มียารักษา และไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ข้อที่สองคือ เป็นโรคที่แพร่ระบาดได้ง่าย การระบาดมักเริ่มจากการที่มีผู้ติดเชื้อจากพาหะตามธรรมชาติ งานศึกษาบางชิ้นเชื่อว่าเชื้อไวรัสนี้มาจากค้างคาวที่แพร่สู่ลิง และจากลิงมาสู่คนในที่สุด จากนั้นผู้ติดเชื้อซึ่งมักจะเริ่มต้นด้วยคนเพียงหนึ่งคนจะกระจายเชื้อแก่คนอื่นๆ ที่ได้สัมผัสใกล้ชิด จากสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น เลือด อาเจียน อุจจาระ การมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น การระบาดในมนุษย์เกือบทั้งหมดเกิดจากการติดต่อระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ที่อยู่ด้วยกันใกล้ชิด เช่น ระหว่างคนไข้กับคนในโรงพยาบาล ผู้ติดเชื้อกับคนในครอบครัว

            ปัจจุบัน อีโบลาไวรัส ประกอบด้วย 4 สายพันธุ์หลัก ตั้งชื่อตามจุดที่ค้นพบ คือ แซร์อีร์ (Zaire) ซูดาน (Sudan) ไอวอรี่โคท (Coted’Ivoire) และเรสตัน (Reston) ทุกสายพันธุ์ยกเว้น เรสตันไวรัส เป็นไวรัสแอฟริกาที่ผู้ติดเชื้อมักมีอาการรุนแรง อัตราตายสูงร้อยละ 50-90
            ส่วน เรสตันไวรัส พบว่าหลายครั้งมีถิ่นกำเนิดจากฟิลิปปินส์ มักทำให้ลิงเสียชีวิต แต่ไม่ค่อยมีผลต่อมนุษย์
            เชื้อโรคทั้ง 2 ชนิดไม่ใช่เชื้อที่เพิ่งค้นพบใหม่ มนุษย์พบเชื้อไวรัสกลุ่มนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1967 ที่ประเทศเยอรมนี เป็นการพบเชื้อไวรัสมาร์บูร์ก (คำว่า “มาร์บูร์ก” เป็นการตั้งชื่อตามชื่อเมืองที่สามารถสกัดไวรัสตัวนี้)  เมื่อเจ้าหน้าที่ในห้องทดลองติดเชื้อตัวนี้ผ่านลิงที่นำเข้าจากประเทศยูกานดา (Uganda) ผู้ติดเชื้อ 7 รายจากผู้ติดเชื้อทั้งหมด 25 คนเสียชีวิต จากนั้นผู้ติดเชื้อรายหนึ่งได้แพร่เชื้อแก่ภรรยาของตน ส่งผลทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมอีก 7 ราย ที่ผ่านมาการระบาดของไวรัสมาร์บูร์กค่อนข้างจำกัด คือ มักอยู่ในแถบแอฟริกาตะวันออกกับแอฟริกาใต้เท่านั้น
            ข่าวการระบาดครั้งสำคัญของไวรัสมาร์บูร์กเกิดขึ้นช่วงปี 2004-2005 มีผู้ติดเชื้อในประเทศแอนโกลา (Angola) กว่า 250 ราย อัตราเสียชีวิตร้อยละ 90 เหตุที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งมาจากสภาพโรงพยาบาลในแอฟริกาที่ยังขาดความพร้อม อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความรุนแรงของตัวเชื้อ

            ส่วนไวรัสอีโบลานั้น โลกรู้จักเป็นครั้งแรกพร้อมกับการแพร่ระบาดใหญ่ครั้งแรกของมัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1976 เริ่มจากการตรวจพบผู้ป่วยที่มาในอาการของโรคไข้เลือดออกและระบาดอย่างรวดเร็ว มีผู้ติดเชื้อถึง 550 ราย ผู้ติดเชื้อเหล่านี้อยู่ในประเทศซาอีร์ (Zaire เดิมชื่อคองโก) กับซูดาน และยังพบว่าเชื้อที่ระบาดในซาอีร์กับซูดานเป็นคนละสายพันธุ์ มีความรุนแรงแตกต่างกัน ผู้ติดเชื้อในซาอีร์เสียชีวิตร้อยละ 90 ส่วนซูดานร้อยละ 50 จึงเป็นการระบาด 2 ครั้ง 2 สถานที่ในเวลาไล่เลี่ยกัน จากการสืบสวนในเวลาต่อมาพบว่า เหตุที่ระบาดรุนแรงเนื่องจากเป็นการติดเชื้อระหว่างมนุษย์ คือ ผู้ป่วยแพร่เชื้อต่อคนรอบข้าง โดยเฉพาะคนในโรงพยาบาล การใช้เข็มฉีดยาและหลอดฉีดยาที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ (มักเกิดขึ้นประเทศกำลังพัฒนา) การแพร่ระบาดเริ่มลดน้อยลงเมื่อสถานพยาบาลท้องถิ่นปิดตัว ผู้คนหนีห่างจากผู้ติดเชื้อ และไม่ฝังศพตามประเพณีนิยม (ซึ่งเป็นเหตุให้แพร่ระบาด)
            ในปี 1995 เชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ระบาดหนักอีกครั้งในประเทศคองโก (หรือซาอีร์ในปัจจุบัน) มีผู้ติดเชื้อ 317 ราย เสียชีวิตร้อยละ 88 การระบาดเกิดขึ้นอีกครั้งที่ประเทศกาบอง (Gabon) ในช่วงปี 1994-1996 แต่ไม่รุนแรง

            เมื่อศึกษาประวัติย้อนหลัง นับจากการค้นพบไวรัสอีโบลาเป็นต้นมา ตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมาเชื้อได้ระบาดเป็นครั้งคราวเสมอๆ ในทวีปแอฟริกากลาง โดยเฉพาะในประเทศกองบอง (Gabon) สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) สาธารณรัฐคองโก (Brazzaville) หรือที่บางคนเรียกว่า คองโก-บราซซาวิล (Congo-Brazzaville) ประเทศซูดาน และประเทศแองโกลา (Angola)
            ดังนั้น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทั้งโรคอีโบลากับโรคมาร์บูร์ก เป็นโรคที่เกิดขึ้นพื้นที่เฉพาะบางประเทศในแอฟริกาเท่านั้น ไม่ใช่ทั่วทั้งแอฟริกา ประเด็นสำคัญอยู่ที่การควบคุมการแพร่ระบาด เช่นเดียวกับการระบาดรอบนี้ที่ยังจำกัดอยู่ใน 4 ประเทศ คือ กินี (Guinea) ไลบีเรีย ไนจีเรีย และเซียร์ราลีโอนี (Sierra Leone) ตัวเลขผู้ติดเชื้อล่าสุดอยู่ที่ 2,473 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 1,350 ราย

การคิดค้นยา วัคซีน :
            ปัจจุบัน มียาตัวหนึ่งที่บางคนเชื่อว่าสามารถรักษาโรคอีโบลา นั่นคือยาที่มีชื่อว่า “Zapp” หรืออีกชื่อคือ “Zmapp” ผลิตโดยบริษัทยาแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา แต่จนถึงทุกวันนี้ ทางการสหรัฐยังไม่แน่ใจในประสิทธิภาพของตัวยาดังกล่าว “เนื่องจากยายังอยู่ในขั้นทดลอง ยังไม่เคยทดลองในมนุษย์ เพื่อศึกษาเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย” องค์การอาหารและยาสหรัฐไม่อนุญาตให้ใช้ยาดังกล่าวในประเทศ
            นอกจากยารักษาโรคแล้ว มีผู้พยายามคิดค้นวัคซีนป้องกันโรค ปัจจุบันมีการศึกษาวัคซีนที่ชื่อ TKM-Ebola กับ BCX4430 ซึ่งยังอยู่ในขั้นต้นเท่านั้น ยังไม่อาจนำมาใช้กับมนุษย์

            ที่ผ่านมา หากผู้ป่วยไม่เสียชีวิตก็จะหายเอง โดยไม่ต้องใช้ยาหรือวัคซีนต้านเชื้ออีโบลา แนวทางรักษาในปัจจุบัน จึงเน้นการรักษาประคับประคองตามอาการ ดังเช่นคนที่ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก เช่น การให้ยาแก้ปวดลดไข้เมื่อมีอาการ การบำบัดอาการขาดน้ำอันเนื่องจากท้องเสีย

            ล่าสุด องค์การอนามัยโลก (WHO) อนุมัติให้ยา “Zmapp” ต่อผู้ป่วยแอฟริกาตะวันตกที่ติดเชื้ออีโบลา โดยให้ยาดังกล่าวแก่ผู้ติดเชื้อ 6 ราย ในจำนวนนี้ 3 รายเป็นชาวตะวันตก อีก 3 รายเป็นแพทย์แอฟริกัน ล่าสุด 1 ในผู้รับยาเสียชีวิต ส่วนที่เหลืออาการดีขึ้น แต่ไม่ชัดเจนว่าดีขึ้นเพราะยาหรือไม่ แพทย์บางคนแสดงความเห็นว่า ยาดังกล่าวยังอยู่ในขั้นทดลอง จำต้องติดตามการใช้อย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาว่ายาให้ผลดีหรือทำให้แย่กว่าเดิม ไม่สามารถจ่ายให้กับผู้ป่วยทุกราย ด้านองค์การอนามัยโลกชี้แจงว่าได้ปรึกษาขอความเห็นชอบจากผู้ป่วยที่ได้รับยาทุกคน ได้แจ้งล่วงหน้าว่ายาดังกล่าวยังไม่ผ่านการทดลองตามเกณฑ์มาตรฐาน ผู้ใช้จึงมีความเสี่ยงสูง
            ก่อนหน้านี้ มีผู้ป่วยเพียง 2 คนที่เคยใช้ยาดังกล่าว รายหนึ่งเป็นแพทย์ อีกรายเป็นพยาบาลอเมริกัน นอกเหนือจากนี้เป็นการทดลองในสัตว์เท่านั้น
            พึงเข้าใจว่าการที่องค์การอนามัยโลก อนุมัติให้ยา “Zmapp” ทั้งๆ ที่ยังไม่ผ่านการทดลองอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ เนื่องจากกรณีนี้เป็นกรณีพิเศษที่ผู้ป่วยไม่มียารักษา และเข้าใจว่าเป็นกรณีที่องค์การอนามัยโลกต้องการทดสอบประสิทธิภาพของยาดังกล่าว สังเกตว่าผู้รับยาไม่ใช่ชาวบ้านแอฟริกันทั่วไป และไม่ได้อนุมัติให้ใช้ยานี้กับผู้ป่วยทุกคน
            ณ ตอนนี้ ได้แต่หวังว่า ยาดังกล่าวจะใช้ได้ผล เพื่อขยายการใช้กับผู้ป่วยให้มากขึ้น เป็นอีกวิธีการยับยั้งการแพร่ระบาดในขณะนี้

ข้อคิด ทำไมไม่มียา วัคซีน:
            โลกรู้จักไวรัสมาร์บูร์กกับไวรัสอีโบลา มา 4-5 ทศวรรษแล้ว ช่วงเวลาที่ผ่านมา เกิดการระบาดครั้งใหญ่น้อยหลายรอบ บางครั้งมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยราย บางครั้งเป็นพันราย มีงานศึกษาวิจัยโรคเหล่านี้อยู่ไม่น้อย แต่จนถึงทุกวันนี้ โลกยังปราศจากยา วัคซีนที่ใช้ได้ผลอย่างจริงจัง เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะขาดการวิจัยยากับวัคซีนที่มากเพียงพอ ยากับวัคซีนบางตัวที่พูดถึงอยู่ในขั้นการทดลองเบื้องต้นเท่านั้น เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งเกิดจากการที่ผู้ติดเชื้อหรือเสี่ยงที่จะติดเชื้อเป็นคนในทวีปแอฟริกา ผู้มีฐานะยากจน เช่นเดียวกับที่รัฐบาลของประเทศเหล่านี้ก็ขาดแคลนงบประมาณสนับสนุน ทำให้บริษัทยาเอกชนต้องคิดหนักหากจะลงทุนหลายพันหลายหมื่นล้านบาทเพื่อวิจัยค้นคว้ายาที่ใช้ได้ผลจริง ใครจะประกันได้ว่าเมื่อลงทุนแล้วจะมีผู้ยินดีจ่ายเงินซื้อใช้จำนวนมาก บริษัทจะไม่ขาดทุน นี่เป็นปัญหาอย่างหนึ่งของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ที่บรรดาบริษัทยาจำต้องพยายามคิดค้น วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ยารักษาโรค “ที่ขายออก มีกำไรงาม” เป็นหน้าที่พื้นฐานของบริษัทที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของ “เจ้าของบริษัทกับผู้ถือหุ้น”
            การระบาดใหญ่รอบนี้น่าจะเป็นแรงกระตุ้นอีกครั้ง ให้องค์การอนามัยโลกได้ทบทวนหาวิธีว่าจะรับมืออย่างไร เพราะในอนาคตย่อมมีโอกาสเกิดการระบาดใหญ่อีก
            ล่าสุด องค์การอนามัยโลกจะจัดประชุมเรื่องแนวทางรักษาโรคอีโบลา รวมทั้งเรื่องยากับวัคซีน ในวันที่ 4-5 กันยายน เพื่อหาข้อสรุปต่อกรณีถกเถียงหลายประเด็น เช่น เรื่องประสิทธิภาพ ความเสี่ยงที่จะเลือกใช้

การป้องกัน ควบคุมการระบาดคือยาที่ได้ผลมากที่สุด :
            ในยามที่โลกยังปราศจากยา วัคซีนที่ใช้ได้ผล เป็นที่ยอมรับ การป้องกันและการควบคุมโรคคือ “แนวทางรักษา” ที่เหมาะสมที่สุด โลกรู้จักไวรัสทั้ง 2 มาหลายทศวรรษแล้ว ทุกครั้งที่มีการระบาด การระบาดจะยุติลงในที่สุด โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดอย่างหนัก เพราะทุกคนจะตื่นตัว มีการควบคุม ป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด จนในที่สุด เมื่อไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม การระบาดจะยุติไปเอง ดังนั้น การป้องกัน การควบคุมการแพร่ระบาดคือวัคซีนกับยาที่ใช้ต่อสู้กับการระบาดของโรคอีโบลาในขณะนี้
----------------------------

บรรณานุกรม:
1. โรคไข้เลือดออกแอฟริกัน (African Hemorrhagic Fever). (2553, ธันวาคม 8). กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข. Retrieved from http://thaigcd.ddc.moph.go.th/knowledges/view/11
2. Cicco, Camillo Di. (2010, March  19). Ebola. Science 2.0. Retrieved from http://www.science20.com/scientist/ebola-66006
3. Ebola Haemorrhagic Fever. (2014). Bureau of Epidemiology, Department of Disease Control, MoPH, Thailand. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/iz.html
4. First European Ebola Victim:Spanish priest died to Ebola / Breaking News. (2014, August 12). National Turk. Retrieved from http://www.nationalturk.com/en/first-european-ebola-victimspanish-priest-died-to-ebola-breaking-news-53128
5. Pearson, Carol. (2014, August 19). Five Patients Given Experimental Ebola Drug Said To Be Improving. VOA News. Retrieved from http://www.voanews.com/content/five-patients-given-experimental-drugs-said-to-be-improving/2419273.html
6. Peters, Clarence J. (2008).  Ebola and Marburg Viruses. In Fauci, Anthony S., Braunwald, Eugene., Kasper, Dennis L., Hauser, Stephen L., Longo, Dan L., Jameson, J. Larry., & Loscalzo,Joseph. (Eds.), Harrison's Principles of Internal Medicine (17th Ed.). pp. 1240-1242. USA.: The McGraw-Hill.
7. WHO to host consultation on potential Ebola therapy, vaccine. (2014, August 22). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2014-08/22/c_133574644.htm
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ปฏิบัติการทางอากาศของสหรัฐในอิรัก กับการยึดอำนาจนายกฯ มาลิกี

17 กันยายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6494 วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1964348)

            ตั้งแต่การก่อการของ Islamic State of Iraq and the Levant (ISIL) หรือ Islamic State in Iraq and Syria (ISIS) และชื่อล่าสุดคือรัฐอิสลาม (IS) บุกควบคุมพื้นที่หลายจังหวัดหลายเมืองทางภาคตะวันตกและภาคเหนือของอิรัก รัฐบาลโอบามาประกาศว่าจะต้องปราบปรามกองกำลัง IS สนับสนุนรัฐบาลมาลิกี แต่ที่ผ่านมาทำน้อยกว่าที่พูดมาก ในช่วงที่กองกำลัง IS รุกคืบอย่างรวดเร็ว ประธานาธิบดีโอบามาตั้งเงื่อนไขการช่วยเหลือรัฐบาลแบกแดดว่า สหรัฐจะให้การสนับสนุนด้วยกำลังอากาศ ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่สหรัฐในอิรักถูกคุกคามโดยตรง หรือรัฐบาลมาลิกีจะปรับเปลี่ยนนโยบายตอบสนองความต้องการของชาวอิรักทุกฝ่าย ไม่กุมอำนาจไว้กับพวกตนเท่านั้น อันเป็นผลทำให้ประเทศแตกแยก และยืนยันว่าจะไม่ส่งทหารเข้ารบในสมรภูมิพื้นราบโดยเด็ดขาด และกล่าวว่า “ข้อสอบของพวกเขาคือเรื่องการเอาชนะความไม่ไว้วางใจ การแบ่งแยกทางศาสนาอย่างรุนแรง บางส่วนก็เป็นเพียงเรื่องการฉกฉวยโอกาสทางการเมือง” สหรัฐจะทำสิ่งที่ถูกต้องแก่ประชาชนอิรัก
            เงื่อนไขของประธานาธิบดีโอบามาเข้าใจง่าย นั่นคือต้องการกดดันนายกฯ มาลิกี ซึ่งในขณะนั้นอยู่ระหว่างการเจรจาให้ท่านไม่เสนอชื่อตัวเองเป็นนายกฯ อีกสมัย แม้ว่าขั้วของท่านมีที่นั่งในสภามากที่สุด อย่างไรก็ตาม นายกฯ มาลิกียืนยันความต้องการของตน ท่ามกลางสถานการณ์ที่กองกำลัง IS กับกองกำลังกลุ่มอื่นๆ เข้าควบคุมพื้นที่จำนวนมาก การเมืองอิรักอยู่ในภาวะชะงักงัน
            2 เดือนหลังการเปิดฉากก่อการ อิรักกลายเป็นข่าวอีกครั้งเมื่อกองกำลัง IS รุกรานชนกลุ่มน้อยยาซิดี (Yazidis) ในเขตพื้นที่ชาวเคิร์ด ชาวยาซิดีราว 20,000-30,000 คนที่หลบซ่อนตัวอยู่ในแถบภูเขาซินจาร์ (Sinjar) กำลังตกอยู่ในอันตราย ประธานาธิบดีโอบามาเลิกลังเลใจ เห็นว่าต้องช่วยเหลือชนกลุ่มน้อย สั่งเปิดยุทธการทางอากาศโจมตีกองกำลัง IS ทันที

            การตัดสินใจใช้กำลังทางอากาศก่อให้เกิดข้อสงสัยหลายข้อ
            ข้อแรก ชนกลุ่มน้อยดังกล่าวทำไมมีความสำคัญ มีคุณค่ามากจนประธานาธิบดีโอบามาตัดสินใจใช้กำลัง ถ้าสหรัฐหวังช่วยชาวอิรักจากการก่อการของ IS อย่างจริงจัง ควรใช้กำลังกับพวก IS มานานหลายเดือนแล้ว ไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์อิรักบานปลาย จนมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากการรุกรานของ IS นับพันคน ผู้อพยพอีกเกือบล้าน (สหประชาชาติรายงานตัวเลขล่าสุดว่า 700,000 คนอยู่ในเขตชาวเคิร์ด อีก 220,000 คนอยู่ในซีเรีย)

            ข้อสอง การใช้กำลังทหารอากาศมีประโยชน์มากน้อยเพียงไร
            ประธานาธิบดีโอบามาแสดงจุดยืนตั้งแต่ต้นว่าจะไม่ส่งทหารเข้าร่วมรบภาคพื้นดิน แต่อาจสนับสนุนด้วยกำลังรบทางอากาศ นโยบายนี้แม้ตอบสนองเรื่องการไม่ส่งทหารเข้าไปเสี่ยงชีวิตในการรบภาคพื้นดิน แต่เป็นจุดอ่อนหรือข้อจำกัดว่าสหรัฐไม่อาจจัดการกองกำลัง IS ได้อย่างเต็มที่ เกิดเสียงวิพากษ์ว่าหากสหรัฐเลือกที่จะช่วยอิรักด้วยการสนับสนุนทางอากาศเท่านั้น การช่วยเหลือดังกล่าวจะไม่ได้ผล (เว้นแต่จะมีกำลังรบภาคพื้นดินจากที่อื่นมาเสริม เช่น มีการพูดถึงกองทัพอิหร่าน แต่รัฐบาลอิหร่านไม่รับข้อเสนอ) เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ตลอด 2 เดือนที่ผ่านสหรัฐลังเลใจที่จะใช้กำลังทางอากาศ

            สถานการณ์ล่าสุด การใช้กำลังทางอากาศมีผลเพียงช่วยสกัดการรุกคืบของกองกำลัง IS ที่กำลังไล่ล่าชนกลุ่มน้อย และทำลายยานพาหนะจำนวนหนึ่ง ผลลัพธ์ที่ได้มีประโยชน์เพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับ IS ที่กำลังควบคุมหลายเมืองหลายจังหวัด ครอบคลุมประชากรหลายล้านคน กลับไปสู่ข้อวิพากษ์เดิมว่า ลำพังการใช้กำลังทางอากาศเพียงอย่างเดียวไม่อาจปราบปรามผู้ก่อการร้ายเหล่านี้
            ทางการสหรัฐก็ยอมรับในเรื่องนี้ นายพล William Mayville ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของคณะเสนาธิการ (director of operations for the Joint Staff) กล่าวว่าการโจมตีตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผลเพียงช่วยถ่วงการรุกคืบของผู้ก่อการร้าย “ไม่มีผลต่อขีดความสามารถโดยรวมของ ISIL หรือปฏิบัติการของพวกเขาทั้งในอิรักกับซีเรีย” สอดคล้องกับคำพูดของประธานาธิบดีโอบามาว่า เป้าหมายคือเพื่อป้องกันพลเมืองอเมริกันและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชนกลุ่มน้อยที่ติดอยู่ในภูเขา ปราศจากน้ำและอาหาร คนเหล่านี้กำลังอดตาย ไม่มีความตั้งใจที่จะปราบปราม IS อย่างจริงจัง

            การปกป้องพลเมืองอเมริกันหลายร้อยคนที่ทำงานในเมือง Arbil/ Irbil เมืองหลวงของเคิร์ด ที่ห่างออกไปราว 50 กิโลเมตรเป็นเพียงเรื่องเดียวที่ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ข้อสงสัยที่ตามมาคือ ที่ผ่านมากองกำลัง IS ไม่ได้มุ่งยึดพื้นที่ของพวกเคิร์ดแต่อย่างไร เป้าหมายของพวกเขาคือกรุงแบกแดด นอกจากนี้ IS สามารถเลือกโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐในที่ต่างๆ อีกหลายประเทศถ้าต้องการทำเช่นนั้น การเลือกโจมตีเมือง Arbil/ Irbil ไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

            คำถามข้างต้นมุ่งประเด็นสงสัยว่า ทำไมรัฐบาลโอบามาจึงใช้กำลังทางอากาศ เพื่อช่วยชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีผลต่อคนกลุ่มเล็กๆ เพียงกลุ่มหนึ่ง เมื่อเทียบกับชาวอิรักหลายล้านคนที่กำลังอยู่ใต้การควบคุมของ IS ทุกฝ่ายรู้ดีว่าลำพังการใช้กำลังทางอากาศเพียงอย่างเดียว ไม่อาจช่วยปลดปล่อยอิรักจากผู้ก่อการร้าย ส่วนข้อสันนิษฐานที่ว่า IS ต้องการโจมตีคนอเมริกันในเมืองหลวงของเคิร์ดนั้นเป็นทางเลือกที่สุ่มเสี่ยงเกินไป

            หากมองข้ามสถานการณ์ของพวกยาซิดีมาสู่การเมืองอิรัก มีข้อสังเกตว่าในช่วงที่สหรัฐใช้กำลังทางอากาศ เป็นช่วงเวลาเดียวกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญของอิรัก เมื่อนายฟูอัด มัสซูม (Fuad Masum) ประธานาธิบดีอิรักเสนอชื่อนายกฯ คนใหม่ที่ไม่ใช่นายมาลิกี
            ตรงนี้มีความเข้าใจที่สำคัญคือ อิรักในปัจจุบันสามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ พวกชีอะห์ พวกซุนนี และชาวเคิร์ด อำนาจการเมืองการปกครองกระจายตัวอยู่ใน 3 กลุ่ม มีการแบ่งสรรอำนาจต่อตำแหน่งสำคัญ 3 ตำแหน่ง คือ ตำแหน่งประธานาธิบดี โฆษกรัฐสภาและนายกรัฐมนตรี
            เมื่อเดือนที่แล้ว นายมัสซูมได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี เป็นตัวแทนจากชาวเคิร์ด ส่วนนาย Salim al-Jabouri ได้รับตำแหน่งโฆษกรัฐสภา เป็นตัวแทนของพวกซุนนี ดังนั้น ตำแหน่งนายกฯ จะต้องเป็นพวกชีอะห์ นอกจากนี้ ศาลอิรักพิพากษาว่าขั้วของนายมาลิกีเป็นขั้วใหญ่ที่สุดของรัฐสภา ยืนยันสิทธิ์ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
            จุดสำคัญคือ ในการเสนอชื่อว่าที่นายกฯ คนใหม่ ประธานาธิบดีมัสซูมกลับเสนอชื่อนายไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider al-Abadi) นายอาบาดีมีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วน คือเป็นสายชีอะห์ สังกัดพรรค Shi'ite Islamic Dawa พูดง่ายๆ คือเป็นสมาชิกพรรคคนหนึ่งของนายกฯ มาลิกีนั่นเอง

            เป็นการประจวบเหมาะที่ กองกำลังอากาศสหรัฐปรากฏตัวในพื้นที่ของชาวเคิร์ด เพื่อช่วยต่อต้านกองกำลัง IS ซึ่งน่าจะมีนัยทางการเมืองที่สำคัญแฝงอยู่ สอดคล้องกับข้อมูลจากสื่อหลายสำนักที่รายงานข่าวว่า นายกฯ มาลิกีระดมทหารตำรวจจำนวนมากเข้ามาอยู่ในเขตพื้นที่ปลอดภัยชั้นใน (Green Zone) อันเป็นเขตที่ตั้งของสถานที่ราชการสำคัญๆ ในกรุงแบกแดด
            จะเกินไปหรือไม่ ถ้าจะวิเคราะห์ว่า การปรากฏตัวของกำลังอากาศสหรัฐ ไม่ใช่เพื่อการปราบปรามกองกำลัง IS แต่ใช้เหตุช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยเพื่อเป็นข้ออ้างให้กองกำลังอากาศสหรัฐเข้าควบคุมน่านฟ้าอิรักทั้งหมด แสดงถึงพลังอำนาจ “การมีอยู่” ของสหรัฐ ในช่วงจังหวะที่อิรักกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ ที่นายกฯ มาลิกีเปรียบเปรยว่าคือ “รัฐประหาร” ก่อนจะยอมเปิดทางให้กับนายอาบาดี

            สำหรับรัฐบาลโอบามา ถ้าเปรียบเทียบระหว่างการปราบปรามกองกำลัง IS กับการเปลี่ยนตัวนายกฯ อิรัก รัฐบาลโอบามาประกาศชัดตั้งแต่ต้นว่า สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือการเปลี่ยนตัวนายกฯ และหวังว่านายกฯ อิรักคนใหม่จะสามารถสร้างความสมานฉันท์ปรองดองในอิรัก อันเป็นวิถีทางที่ดีที่สุดที่จะนำความสงบสุขกลับคืนสู่อิรัก และรัฐบาลสหรัฐก็เป็นฝ่ายได้ชัยอีกครั้ง

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            หากมองภาพสถานการณ์อิรักอย่างครอบคลุม IS ไม่ได้ก่อการเพียงลำพัง ยังมีกองกำลังท้องถิ่นซุนนีบางเผ่า และอดีตสมาชิกพรรคบาธ (Baath Party) ของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน รวมอยู่ด้วย ข้อมูลบางชิ้นชี้ว่า IS เป็นกองกำลังส่วนน้อย มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 7-10 เท่านั้น การก่อการของทั้ง 3 กลุ่มมีเป้าหมายร่วมคือการโค่นล้มรัฐบาลมาลิกี เหล่าผู้ก่อการเกือบทั้งหมดจึงเป็นชาวอิรักที่อยู่ภายใต้ “ชื่อกลุ่ม” ต่างๆ
            เหตุการณ์ในอิรักชวนให้นึกถึงการโค่นล้มรัฐบาลอียิปต์ของประธานาธิบดีฮอสนี่ มูบารัค การโค่นล้มรัฐบาลของลิเบียของพ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี และที่กำลังเกิดกับรัฐบาลซีเรียของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด ทั้ง 4 กรณีรัฐบาลโอบามาไม่ถือว่ากองกำลังท้องถิ่นที่ลุกฮือกำลังก่อกบฏ แถมยังช่วยเหลือฝ่ายก่อการด้วยวิธีการต่างๆ นานาตามบริบทของแต่ละกรณี รวมความแล้ว รัฐบาลโอบามาเข้าแทรกแซงกิจการภายในของทั้ง 4 ประเทศ โดยให้เหตุผลว่าผู้นำประเทศเหล่านี้กดขี่ข่มเหงประชาชนของตน

            สำหรับกรณีอิรักมีลักษณะพิเศษตรงที่ นายกรัฐมนตรีนูรี อัลมาลิกี คือผู้ที่รัฐบาลสหรัฐยกชูด้วยตนเอง และตลอด 8-9 ปีที่ผ่านมาให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ความแตกต่างของสถานการณ์เมื่อ 8-9 ปีก่อนกับปัจจุบันคือ ตอนนี้รัฐบาลอเมริกาไม่สนับสนุนนายกฯ มาลิกีอีกแล้ว

            ถ้ามองสงครามกลางเมืองของอิรักย้อนหลังตั้งแต่ 10 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน สถานการณ์ยังคงมีลักษณะไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก อีกทั้งประธานาธิบดีโอบามาก็ยังใช้นโยบายใกล้เคียงกับประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช นั่นคือ ทำอย่างไรจึงจะให้กองทัพอเมริกันถอนตัวหรือถอยห่างออกจากสมรภูมิ โดยโยนภาระให้กับรัฐบาลอิรัก (หลังจากโค่นล้มรัฐบาลซัดดัม ฮุสเซนแล้ว) เพราะรัฐบาลอเมริกันไม่อาจแบกรับภาระงบประมาณมหาศาลที่ต้องบำรุงเลี้ยงทหารอเมริกันนับแสนในอิรัก ข่าวการบาดเจ็บล้มตายของทหารที่เพิ่มขึ้นแทบทุกวัน และปัญหาสงครามกลางเมืองที่ไม่มีทีท่าว่าจะยุติ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึง และเลี่ยงที่จะใช้คำ “สงครามกลางเมือง” เนื่องจากจะเกิดคำถามว่าทหารอเมริกันนับแสนนายที่อยู่ในอิรัก (ในสมัยรุกรานอิรัก) กำลังทำอะไรกันอยู่

            ในอีกมุมหนึ่ง ต้องชื่นชมประธานาธิบดีโอบามาที่ยึดมั่นปฏิบัติตามนโยบายไม่ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดินตามที่ได้หาเสียงไว้ และเป็นความต้องการของคนอเมริกันส่วนใหญ่ อดทนต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอ่อนแอ
            ส่วนการก่อการของกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) อาจเป็นเพียงตัวประกอบที่ช่วยเติมเต็มเนื้อเรื่อง มีปริศนาที่น่าวิเคราะห์ในโอกาสต่อไป
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
รัฐบาลโอบามาตั้งเงื่อนไขจะสนับสนุนรัฐบาลอิรักอย่างเต็มกำลังในการปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIL/ISIS ก็ต่อเมื่ออิรักได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งหมายถึงนายกฯ อัลมาลิกีต้องพ้นจากอำนาจ นายกฯ อัลมาลิกีปฏิเสธข้อเรียกร้องและเห็นว่าเท่ากับเป็นการรัฐประหารรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลต่อตัวแสดงสำคัญๆ เช่น การคงอยู่ของ ISIL ความสัมพันธ์ระหว่าง ISIL กับพวกซุนนีกลุ่มต่างๆ 

แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาจะประกาศว่าอนาคตของอิรัก ชาวอิรักต้องตัดสินใจเองในฐานะรัฐอธิปไตย งานศึกษาบางชิ้นให้ข้อสรุปว่ารัฐบาลสหรัฐคือผู้อยู่เบื้องหลังให้นายอัลมาลิกีก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และทั้งๆ ที่รู้ซึ้งพฤติกรรมของนายกฯ อัลมาลิกี รัฐบาลโอบามายังสนับสนุนให้เขาดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 และขณะนี้มีข่าวว่ากำลังกดดันให้นายกฯ อัลมาลิกีลาออก เพื่อความปรองดองสมานฉันท์ แก้ปัญหาการก่อการของ ISIL/ISIS ในขณะนี้

นับจากการก่อตั้ง ISIL เป้าหมายและการแสดงออกของกลุ่มนั้นชัดเจนและสอดคล้องกัน คือสถาปนารัฐอิสลามในอิรักกับซีเรีย การยึดพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนีดูเป็นเรื่องง่าย แต่หาก ISIL ต้องการยึดอิรักทั้งประเทศ จะต้องยึดพื้นที่เขตปกครองของพวกเคิร์ดและชีอะห์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ภายใต้ศักยภาพของกองกำลัง ISIL ในปัจจุบัน เป้าหมายเฉพาะหน้าที่ดูสมเหตุสมผลกว่าคือการควบคุมพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนี หรือไม่ก็ให้สงครามกลางเมืองอิรักเป็นศึกยืดเยื้อ

บรรณานุกรม:
1. Allawi, Ali A. (2007). The Occupation of Iraq: Winning the War, Losing the Peace. USA: Yale University Press.
2. Deyong Karen., & Gearan, Anne. (2014, June 19). Obama sending up to 300 soldiers to Iraq as advisers, says move is limited. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/national-security/obama-announces-he-is-sending-up-to-300-troops-back-to-iraq-as-advisers/2014/06/19/a15f9628-f7c2-11e3-8aa9-dad2ec039789_story.html
3. Iraq names new PM, meeting resistance from Maliki. (2014, August 12). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2014-08/12/c_133550628.htm
4. Iraqi federal court rules Maliki's bloc largest in parliament. (2014, August 11). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2014-08/11/c_133548150.htm
5. Maliki Steps Down, Supports New Prime Minister. (2014, August 15). RUDAW. Retrieved from http://rudaw.net/english/middleeast/iraq/14082014
6. Statement by the President. (2014, August 7). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/08/07/statement-president
-------------------------------

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เมื่อถึงคราวรัสเซียคว่ำบาตรสหรัฐกับพันธมิตรด้วยเหตุยูเครน

10 สิงหาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6487 วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1959526 และ http://www.thaipost.net/sunday/100814/94434)

            ถ้าจะเท้าความเหตุการณ์วุ่นวายของยูเครนจนถึงประเด็นล่าสุดที่ทางการรัสเซียประกาศคว่ำบาตรสหรัฐกับพันธมิตร สามารถเริ่มต้นตั้งแต่การโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) ที่รัฐบาลปูตินให้การสนับสนุน ตามมาด้วยกองกำลังรัสเซียเข้าควบคุมไครเมียและผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย
            แต่ความวุ่นวายไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะชาวยูเครนที่พูดภาษารัสเซีย ผูกพันใกล้ชิดกับรัสเซียยังคงประท้วงเรียกร้องปกครองตนเอง จนรัฐบาลยูเครนชุดปัจจุบันที่อิงชาติตะวันตกต้องส่งกองทัพเข้าปราบปราม นายโอเล็กซานเดอร์ ตูร์ชีนอฟ (Oleksandr Turchynov) รักษาการประธานาธิบดียูเครน (ในช่วงนั้น) กล่าวหาว่ารัสเซียสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงเพื่อรุกรานยูเครน “กองกำลังติดอาวุธ (ของผู้ประท้วง) ประสานงานกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษรัสเซีย” เพื่อสร้างสถานการณ์แบบไครเมีย
            รัฐบาลโอบามากล่าวหาว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังสนับสนุนผู้ชุมนุมประท้วง นายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ กล่าวว่า รัสเซีย “พยายามบ่อนทำลายรัฐ (ยูเครน) และสร้างสถานการณ์วิกฤต” เพื่อเป็นข้ออ้างให้รัสเซียบุกยูเครน
            ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว สหรัฐกับพันธมิตรดำเนินมาตรการหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียหลายระลอก ส่วนใหญ่เป็นการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาล สมาชิกรัฐสภารัสเซียกับยูเครน คว่ำบาตรธนาคารรัสเซียบางแห่ง
            ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สหรัฐกับพันธมิตรได้ประชุมหารือเรื่องการคว่ำบาตรหลายรอบ แต่ผลรูปธรรมมีน้อย ฝั่งยุโรปแสดงท่าทีลังเลใจมาตลอด นาย Radoslaw Sikorski รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศโปแลนด์ ยอมรับว่ามาตรการคว่ำบาตรที่อียูเพิ่งประกาศใช้ต่อรัสเซียยังอ่อนมาก เหตุเนื่องจากชาติสมาชิกมีหลากหลายความเห็น

การคว่ำบาตรจากสหรัฐกับอียูล่าสุด :
            เหตุเครื่องบินโบอิ้ง 777 ของสายการเงินมาเลเซีย เที่ยวบิน MH17ถูกยิงตกในเขตยูเครนตะวันออก กลายเป็นชนวนให้รัฐบาลโอบามาประกาศมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่ทันที คว่ำบาตรในหมวดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พลังงาน และธนาคาร ด้านอียูดำเนินนโยบายตามสหรัฐ คว่ำบาตรกิจการด้านตลาดทุน การป้องกันประเทศ สินค้าที่ใช้ประโยชน์ได้สองทาง (dual use goods) และด้านพลังงาน
            รัฐมนตรีแคร์รีชี้ว่า ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยูเครนเป็นผู้ยิงเครื่องบินมาเลย์ โดยรัสเซียเป็นผู้ให้ขีปนาวุธแก่ฝ่ายต่อต้าน ประกาศต่อสื่อว่ามีหลักฐานแวดล้อมมากมายที่บ่งชี้เช่นนั้น ทั้งวิถีการยิง ตำแหน่ง เวลา
            มาตรการคว่ำบาตรที่รัฐบาลโอบามาประกาศล่าสุด คือ มาตรการที่ประกาศเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม มีผลต่อธนาคารมอสโคว์ (Bank of Moscow) Russian Agricultural Bank และ VTB Bank รวมถึงการห้ามส่งออกสินค้า เทคโนโลยีบางอย่างแก่อุตสาหกรรมพลังงานรัสเซีย ระงับการให้เครดิตแก่โครงการของรัสเซียที่สนับสนุนการส่งออก
            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า รัสเซียยังคงสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยูเครนอย่างต่อเนื่อง ให้อาวุธและสอนการใช้อาวุธ มีการยิงปืนใหญ่จากภายในประเทศรัสเซียเข้าไปในยูเครน ซึ่งเป็นการ “ละเมิดอธิปไตยยูเครนอย่างรุนแรง” สิ่งที่สหรัฐกับอียูต้องการจากรัสเซีย คือ ยุติให้การสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน อาวุธ ยอมรับรัฐบาลของยูเครนชุดปัจจุบัน

ท่าทีของรัสเซียและการโต้กลับ :
            ฝ่ายรัสเซียเห็นว่าความขัดแย้งของยูเครน ควรแก้ไขด้วยการให้ประเทศยูเครนปกครองด้วยรูปแบบสหพันธรัฐ (federal state) แบ่งเป็นหลายเขตปกครองตนเอง ที่สามารถเลือกแนวทางเศรษฐกิจการเงิน สังคม ภาษา ศาสนาของตนเอง เป้าหมายคือเพื่อให้ยูเครนตะวันออกกลายเป็นเขตปกครองตนเอง ที่รัสเซียสามารถให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ฝ่ายสหรัฐไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ยังคงสนับสนุนรัฐบาลยูเครนชุดปัจจุบันที่อิงชาติตะวันตก ปราบปรามฝ่ายต่อต้าน
            ส่วนเรื่องที่ชาติตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซีย รัฐบาลปูตินเห็นว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้และชาติตะวันตกจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกันหากคว่ำบาตรรัสเซีย ขู่จะตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรบ้าง

            6 สิงหาคม ประธานาธิบดีปูตินลงนามในคำสั่งระงับการนำเข้าสินค้าเกษตร อาหาร และวัตถุดิบเป็นเวลา 1 ปี จากบรรดาประเทศที่คว่ำบาตรรัสเซียเนื่องจากสถานการณ์ยูเครน ขั้นตอนจากนี้คือรัฐบาลจะระบุชนิดสินค้าอย่างเจาะจง (ไม่ได้คว่ำบาตรทุกรายการ) เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอ เหมาะสมกับความต้องการภายในประเทศ ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่าจะคว่ำบาตรอย่างระมัดระวัง “เพื่อสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ ไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค” พร้อมกับประกาศว่ากำลังพิจารณาห้ามเที่ยวบินของยุโรปกับสหรัฐบินผ่านน่านฟ้าไซบีเรีย ซึ่งจะกระทบต่อสายการบินของยุโรปกับสหรัฐที่จะบินไปสู่เอเชีย เป็นการขู่ไปในตัวว่านี่คือมาตรการขั้นต่อไป
            การประกาศคว่ำบาตรครั้งนี้ น่าจะเป็นผลจากการประกาศคว่ำบาตรล่าสุดของสหรัฐกับพันธมิตร มีข้อสังเกตว่าแนวทางการคว่ำบาตรของรัสเซียไม่ใช่การคว่ำบาตรแบบเจาะจงตามอย่างชาติตะวันตก ที่เจาะจงเฉพาะตัวบุคคล องค์กร บริษัทที่เกี่ยวข้องกับความวุ่นวายในยูเครน แนวทางของรัสเซียมุ่งมองผลลัพธ์ในภาพรวมเป็นหลัก

            ข้อควรตระหนักคือ แนวทางคว่ำบาตรที่ประกาศเป็นเพียงหลักการกว้างๆ เป็นการเร็วเกินไปที่จะพูดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริง และเป็นไปได้ว่าเป้าหมายคือให้ประชาชน บริษัทเอกชนของสหรัฐกับพันธมิตรเป็นผู้กดดันรัฐบาลของตน เพื่อยุติการคว่ำบาตร ซึ่งก่อให้เกิดการตอบโต้ไปมา ทุกฝ่ายเสียหาย
            ผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จึงเป็นผลกระทบด้านจิตวิทยาเป็นหลัก บริษัทเอกชนที่ส่งสินค้าไปขายรัสเซียคงกำลังวิ่งวุ่นเพื่อให้รายการคว่ำบาตรที่กำลังจะประกาศ ไม่ใช่สินค้าของตน นี่คืองานที่หน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐกับพันธมิตรต้องแบกรับในช่วงนี้

วิเคราะห์มาตรการของฝ่ายสหรัฐกับรัสเซีย :
            จากการติดตามมาตรการคว่ำบาตรทั้งจากฝั่งสหรัฐกับพันธมิตร และฝ่ายรัสเซีย พบว่า
            ประการแรก มาตรการมีผลน้อยและจำกัดขอบเขตมาก
            ล่าสุด มีบุคคลที่อียูคว่ำบาตรรวมกว่า 70 คน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของรัสเซีย บริษัท องค์กรกว่า 20 แห่ง ส่วนหนึ่งเป็นของรัสเซีย อีกส่วนอยู่ในยูเครนตะวันออก 
            ถ้าเปรียบเทียบกับกรณีที่อิรักถูกคว่ำบาตรในสมัยประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน มาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐเป็นผู้นำสมัยนั้น ส่งผลทำให้ชาวอิรักเสียชีวิตนับหมื่นนับแสนราย
            ถ้าเทียบกับที่สหรัฐกับพันธมิตรคว่ำบาตรอิหร่านเนื่องจากโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ระงับการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ทำให้เศรษฐกิจอิหร่านถดถอยอย่างรุนแรง เกิดปัญหาคนว่างงานกว่า 3 ล้านคน อัตราเงินเฟ้อร้อยละ 30 จนอิหร่านต้องเปลี่ยนผู้บริหารประเทศ ปรับเปลี่ยนนโยบายให้สัมพันธ์ดีกับนานาชาติ

            ประการที่สอง ส่งผลต่อจิตวิทยา ตลาดเงินตลาดทุน
            ภาคที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนที่สุด คือ ตลาดเงินตลาดทุน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของรัสเซียปรับลดลงกว่าร้อยละ 12 เช่นเดียวกับค่าเงินรูเบิลที่อ่อนคงลง
            ในทำนองเดียวกัน การคว่ำบาตรจากรัสเซียจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นยุโรปอย่างรุนแรง เมื่อจินตนาการว่าหากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ยุโรปกับสหรัฐลดลงร้อยละ 30 จินตนาการว่าเงินในกระเป๋าของนักลงทุนอยู่ดีๆ ก็หดหายไปร้อยละ 30 ในสถานการณ์เช่นนี้ ชาวยุโรปกับอเมริกันจะพูดถึงผู้นำประเทศของตนอย่างไร เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อสื่อทุกแขนง โทรทัศน์ทุกช่องโจมตีผู้นำประเทศของตนแทบทุกชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน เป็นอาวุธที่ทรงพลานุภาพ โดยที่กองทัพรัสเซียไม่ต้องเปลืองกระสุนแม้แต่นัดเดียว
            นี่คือบริบทที่รัฐบาลรัสเซียอยู่เหนือชาติตะวันตก

            ประการที่สาม หวังผลในเชิงการเมือง แต่ใครจะเป็นคนจ่ายราคา
            มาตรการคว่ำบาตรในขณะนี้เป็นการมุ่งหวังผลทางการเมืองเป็นหลัก ประเด็นคือ ทุกรัฐบาลต่างไม่อยากให้ประเทศตนเสียหายจากการคว่ำบาตร โดยเฉพาะคะแนนนิยมของตน อีกทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นมีผลต่อแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ในขณะที่บางประเทศรับผลกระทบได้มาก บางประเทศรับได้น้อย เกิดคำถามว่าทำไมประเทศตนต้องได้รับผลกระทบมากกว่า
            ทุกคนต่างรู้ดีว่า การคว่ำบาตรเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ประชาชนฝั่งไหนจะโดนก่อน จะโดนหนักกว่า ครอบคลุมกว่า คือประเด็นที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ

            นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่า เศรษฐกิจรัสเซียกำลังสั่นคลอนและจีดีพีปีนี้อาจเป็นศูนย์หรือถึงขั้นติดลบ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำคือเรื่องที่ประธานาธิบดีปูตินกังวลมากที่สุด เกรงว่าจะเป็นเหตุให้ท่านไม่ได้รับเลือกอีกครั้งในการเลือกตั้งปี 2018 ข้อโต้แย้งคือ หากประธานาธิบดีปูตินกังวลเรื่องการเลือกตั้ง พรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีโอบามาน่าจะกังวลมากกว่า เพราะกำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งในปลายปี 2016 หากประธานาธิบดีโอบามาต้องการคว่ำบาตรรัสเซียอย่างจริงจัง สมาชิกพรรคของท่านคงไม่เห็นด้วย ส่วนพรรครีพับลิกันคงกำลังรอจังหวะที่รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาด กำลังหาโอกาสทำลายคะแนนของพรรคเดโมแครต
            อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าการตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลย ตลาดหุ้นสหรัฐกับยุโรปอาจปรับลดลงร้อยละ 30 ในช่วงเวลาสั้น ปล่อยให้มีการ “ปรับฐาน” ก่อนที่สถานการณ์ในยูเครนจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากผู้นำสหรัฐกับรัสเซีย “ตกลงกันได้โดยฉับพลัน”

            ประการที่สี่ ในส่วนมาตรการของรัสเซีย
            ดังที่กล่าวแล้วว่า ในขณะนี้มาตรการจากรัสเซียยังไม่ชัดเจน ต้องรอรายละเอียดว่าจะคว่ำบาตรสินค้ารายการใด มากน้อยเพียงใด และมีข้อจำกัดว่าจะไม่ให้กระทบต่อการบริโภคภายใน ซึ่งรัสเซียมีทางเลี่ยงทางเลือกมากมาย บริษัทรัสเซียอาจใช้วิธีนำเข้าจากมิตรประเทศแทน เช่น นำเข้าจากจีนและอีกหลายประเทศ ต้องไม่ลืมว่าสินค้าจำพวกอาหารนั้นมีผู้ผลิตมากราย และทดแทนกันได้ง่าย ถ้าไม่ซื้อแอปเปิ้ลจากอเมริกา ก็ซื้อแอปเปิ้ลจากจีน แม้รสชาดจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
            ในแง่นี้ จึงเป็นโอกาสของอีกหลายประเทศที่จะได้รับใบสั่งซื้อจากรัสเซีย จากเดิมที่ไม่เคยได้มาก่อน
-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ถ้ามองในแง่ดี คือ กลุ่ม G7 ระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างรุนแรง แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจวิพากษ์ว่ากลุ่ม G7 เกรงว่ามาตรการคว่ำบาตรอย่างจริงจังจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของพวกตน ท้ายที่สุดแล้ว กรณียูเครนที่เป็นตัวอย่างล่าสุดที่เตือนใจองค์การระหว่างประเทศของประเทศเล็กๆ ทั้งหลายว่าจำต้องมีเอกภาพ ไม่สร้างเงื่อนไขให้ชาติมหาอำนาจเข้ามา “แบ่งแยกแล้วปกครอง”

รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ได้ควบคุมไครเมียและพร้อมส่งกองทัพข้ามพรมแดนไปยังฝั่งยูเครนตะวันออก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตะวันตกคาดการณ์มานานแล้ว เพราะในมุมมองของรัสเซียประเทศยูเครนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางด้านความมั่นคงที่สำคัญ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จึงเป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”

บรรณานุกรม :
1. G7 sanctions will strike hard on Russia’s economy, finance and armory. (2014, March 25). Charter'97. Retrieved from http://www.charter97.org/en/news/2014/3/25/91793/
2. Herigate, Timothy. (2014, August 1). Putin may be past point of no return in Ukraine. The Japan Times/Reuters. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2014/08/01/world/politics-diplomacy-world/putin-may-past-point-return-ukraine/#.U9tuFeOSzck
3. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.
4. Jentleson, Bruce W. (2010). American Foreign Policy: The Dynamics of Choice in the 21st Century, (4th Ed.). N.Y.: W. W. Norton & Company.
5. Marsden, Chris. (2014, April 9). U.S. Hypocrisy Over Ukraine: Accusing Russia of Illegally Trying to Destabilize a Sovereign State. Global Research. Retrieved from http://www.globalresearch.ca/u-s-hypocrisy-over-ukraine-accusing-russia-of-illegally-trying-to-destabilize-a-sovereign-state/5377246
6. Obama joins EU in announcing expanded economic sanctions against Russia. (2014, July 29). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/politics/2014/07/29/obama-to-speak-at-white-house-expected-to-announce-sanctions-on-russia/
7. Polish Foreign Minister Sikorski: 'Moscow Needs Our Money'. (2014, March 11). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/europe/polish-foreign-minister-discusses-weak-eu-position-in-ukraine-crisis-a-957812.html
8. Putin bans agricultural imports from sanctioning countries for 1 year. (2014, August 6). RT. Retrieved from http://rt.com/news/178484-putin-russia-sanctions-agriculture/
9. Putin warns West against sanctions, says Ukraine interim leader 'not legitimate. (2014, March 4). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/04/putin-blames-unconstitutional-overthrow-yanukovych-for-crimea-crisis/
10. Tanas, Olga., & Verbyany, Volodymyr. (2014, August 7). Russia Bans Array of U.S., EU Foods in Retaliation Move. Bloomberg. Retrieved from http://www.bloomberg.com/news/2014-08-07/russia-bans-array-of-u-s-eu-food-in-retaliation-move.html
11. The Wake-Up Call: Europe Toughens Stance against Putin. (2014, July 28). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/europe/europe-prepares-tough-sanctions-against-russia-a-983224.html
12. Ukraine crisis: US-Russia deadlock despite 'frank' talks. (2014, March 30). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/world-europe-26814651
13. US, Russia talks fail to end Ukraine deadlock. (2014, March 30). Businessweek/AP. Retrieved from http://www.businessweek.com/ap/2014-03-30/kerry-set-to-see-russian-fm-on-ukraine
14. Verbyany, Volodymyr., Kazansky, Denis. (2014, July 21). Putin Pressured, U.S. Says Missile From Russia Downed Jet. Bloomberg. Retrieved from http://www.bloomberg.com/news/2014-07-20/putin-risks-pariah-status-as-pressure-mounts-after-jet-crash.html
15. West Creating Geopolitical Project in Ukraine at Loss of Russia's Interests - Lavrov. (2014, July 28). RIA Novosti. Retrieved from http://en.ria.ru/politics/20140728/191395474/West-Creating-Geopolitical-Project-in-Ukraine-at-Loss-of-Russias.html
-------------------------------

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เมื่อโซเวียตยิง KAL007 ของเกาหลีใต้ และสหรัฐยิง IR655 ของอิหร่าน

3 สิงหาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6480 วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1953930)

            กลางเดือนกรกฎาคม สถานการณ์ในยูเครนกลับมาเป็นที่สนใจของสื่อทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อเครื่องบินโบอิ้ง 777 ของสายการบินมาเลเซีย เที่ยวบิน MH17 ถูกยิงตก เหตุเครื่องบินตกมักเป็นที่สนใจ กลายเป็นข่าว และยิ่งเป็นกรณีที่ถูกยิงตก กลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก บวกกับวิวาทะของประเทศต่างๆ ที่สอดแทรกเข้ามา ดังเช่นเหตุเที่ยวบิน MH17
            นับตั้งแต่เกิดเหตุ ทั้งรัฐบาลยูเครนกับฝ่ายต่อต้านต่างปฏิเสธความรับผิดชอบ ทำนองเดียวกับที่รัฐบาลโอบามาซึ่งสนับสนุนรัฐบาลยูเครนพยายามแสดงหลักฐานเพื่อกล่าวโทษฝ่ายต่อต้านกับรัสเซีย ส่วนรัฐบาลปูตินก็พยายามแสดงหลักฐานเพื่อปกป้องตนเอง และกล่าวโทษรัฐบาลยูเครน
            ประธานาธิบดีบารัก โอบามา กล่าวว่า “ไม่มีเวลาสำหรับการโฆษณาชวนเชื่อ ... ไม่มีเวลาสำหรับการเล่นเกม”
            ในยามที่ยังไม่อาจสรุปสาเหตุการตกที่แน่นอน บทความนี้จะกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต เมื่อเครื่องบินโดยสาร 2 ลำถูกยิงตก ลำหนึ่งคือเครื่องบินของเกาหลีใต้ เที่ยวบิน KAL007 กับอีกลำหนึ่งคือเครื่องบินของอิหร่าน เที่ยวบิน IR655 เพื่อรำลึกเครื่องบินโดยสารทั้ง 2 ลำที่ถูกโซเวียตกับสหรัฐยิงตก ซึ่งให้ข้อคิดบางประการระหว่างที่นานาชาติกำลังพิสูจน์หาความจริงในกรณีของเครื่องบินมาเลเซีย

ประวัติศาสตร์ยิงเครื่องบินโดยสาร KAL007 :
            วันที่ 1 สิงหาคม 1983 เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 747 ของสายการบินเกาหลี เที่ยวบิน KAL007 บินเข้าน่านฟ้าโซเวียต และถูกเครื่องบินรบโซเวียตยิงตก ทำให้คนในเครื่องทั้งหมด 269 รายเสียชีวิต ทุกวันนี้ยังไม่มีคำตอบชัดว่าทำไมเครื่องบินจึงบินเข้าไปในน่านฟ้าโซเวียต บางคนเชื่อว่าเกิดจากระบบนำร่องของเครื่องขัดข้อง
            ในตอนแรกรัฐบาลโซเวียตปฏิเสธว่าไม่ได้ยิง แต่เมื่อรัฐบาลสหรัฐเปิดเผยคำสนทนาของนักบินโซเวียต 2 คนที่ยิงเครื่องบิน จึงไม่มีใครเชื่ออีกว่ารัสเซียไม่ได้ยิง
            ต่อมา รัฐบาลโซเวียตยืนกรานว่าเครื่องบินลำดังกล่าวกำลังทำการจารกรรม ทดสอบว่ากองทัพรัสเซียพร้อมรบหรือไม่
            เหตุโซเวียตรัสเซียยิงเครื่องบินโดยสารเกาหลีใต้ เที่ยวบิน KAL007 ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ในสมัยนั้นประณามว่าเป็นการ “สังหารหมู่” กลางเวหา
            ประธานาธิบดีเรแกนแสดงสุนทรพจน์แก่ชาวอเมริกันและทั่วโลก เริ่มด้วยการกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามาอยู่ต่อหน้าพวกท่านในคืนนี้ด้วยเรื่องการสังหารหมู่สายการบินเกาหลี ซึ่งโซเวียตเป็นผู้โจมตีชายหญิงและเด็กผู้บริสุทธิ์ 269 รายซึ่งมากับเครื่องบินโดยสารที่ปราศจากอาวุธของเกาหลี เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งที่นี่ (หมายถึงสหรัฐ) และทั่วโลกต้องไม่ลืมเลือน
            “คำอธิษฐานของเราในค่ำคืนนี้ คือต่อเหยื่อและครอบครัวของพวกเขาในช่วงเวลาอันโศกเศร้าแสนสาหัส เราส่งใจของเราไปถึงพวกเขา ...”
            “พ่อแม่ของคู่สามีภรรยาที่เสียชีวิตคู่หนึ่งส่งสารถึงข้าพเจ้าว่า “ลูกสาวของเรา ... และสามีของเธอ ... ตายบนเครื่องบินสายการบินเกาหลี เที่ยวบิน 007 เหตุที่ตายเพราะสหภาพโซเวียตละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนทุกข้อ” บรรดาพ่อแม่ของประชาชนชาติอารยะทั่วโลกต่างอยู่ในภาวะโศกเศร้า ตกอกตกใจและโกรธแค้น สื่อทั่วโลกได้สะท้อนประณามจากผู้คนทุกหนทุกแห่ง”
            “สิ่งที่โซเวียตกระทำนั้น ไม่มีความชอบธรรมแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมายหรือศีลธรรม”  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สหภาพโซเวียตยิงเครื่องบินพลเรือนเมื่อล่วงล้ำเข้าไปในน่านฟ้าโซเวียต ในปี 1978 นักบินเห็นสัญลักษณ์เครื่องบินพลเรือนไร้อาวุธลำหนึ่ง แม้กระนั้นก็ตาม นักบินผู้นั้นยิงเครื่องบินหลังจากได้รับการยืนยันคำสั่ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นเครื่องบินพลเรือน
            “ประเทศอื่นๆ เขากระทำกันอย่างนี้หรือไม่ คำตอบคือไม่” เครื่องบินพาณิชย์จากสหภาพโซเวียตและคิวบาเคยล่วงล้ำเขตทหารของสหรัฐอเมริกาหลายครั้ง แต่เราไม่เคยยิง เรายึดมั่นในการใช้มาตรการป้องกันโศกนาฏกรรม ไม่ใช่ยั่วยุให้เกิดโศกนาฏกรรม

            ทั้งๆ ที่มีหลักฐาน โซเวียตยังคงปฏิเสธจะที่เล่าความจริง ยืนกรานไม่ยอมรับว่านักบินของพวกเขายิงเครื่องบินเกาหลี อันที่จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้บอกกับประชาชนของพวกเขาว่าเครื่องบินลำหนึ่งถูกยิงตก และบิดเบือนว่าเป็นเครื่องบินสอดแนมที่สหรัฐส่งมา
            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เป็นเพียงการโจมตีต่อพวกเรา (สหรัฐ) หรือเกาหลีใต้เท่านั้น สหภาพโซเวียตได้โจมตีโลกและละเมิดหลักศีลธรรมอันเป็นเครื่องชี้นำความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในทุกแห่งหน “เป็นพฤติกรรมอันป่าเถื่อน สร้างสังคมที่ไม่คำนึงถึงสิทธิปัจเจกบุคคล คุณค่าของชีวิต พยายามขยายและครอบงำประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง” ยิงเครื่องบินที่อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการปฏิบัติถ้ามีเครื่องลำหนึ่งลุกล้ำเข้าน่านฟ้าของตน แม้ว่าในเครื่องบินนั้นประกอบด้วยชาย หญิง เด็กและทารกที่ไม่เกี่ยวข้อง “พวกเขาติดค้างโลกด้วยคำขอโทษและข้อเสนอสร้างระบบป้องกันร่วมกับประเทศอื่นๆ ในโลกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกต่อไป” ซึ่งบางประเทศได้เสนอให้มีช่องวิทยุคลื่นความถี่นานาชาติที่บรรดานักบินสามารถติดต่อกับเครื่องบินของประเทศต่างๆ เครื่องบินโซเวียตมักไม่ติดอุปกรณ์เหล่านี้เพราะเอื้อให้พวกเขาทำผิดตามต้องการ
            สหรัฐอเมริกาจะเรียกร้องให้สหภาพโซเวียตจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ญาติของเหยื่อ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมที่พวกโซเวียตจำต้องกระทำ

            ในระหว่างที่เรากับประเทศอื่นๆ กำลังแสวงหาความยุติธรรม บททดสอบสำคัญคือพวกเราต้องมีเอกภาพ สามารถรักษาเจตนารมณ์อันเข้มข้น แน่วแน่ ขอให้พวกเราเชื่อในคำของอับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) “ความชอบธรรมคือพลัง และด้วยความเชื่อดังกล่าว ขอให้พวกเรากล้าอย่างถึงที่สุด ที่จะทำหน้าที่ของเราดังที่เราเข้าใจ” และถ้าเราทำเช่นนั้น เราจะยืนและเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกันด้วยความกล้าหาญ และประวัติศาสตร์จะจารึกว่ามีความดีบางอย่างเกิดขึ้นจากความผิดมหันต์ และจะเป็นความทรงจำของพวกเราทั้งหมดตลอดไป

ข้อมูลอีกด้านของ KAL007:
            ข้อมูลจากสื่อรัสเซีย ชี้ว่าเครื่อง KAL007 บินอย่างถูกต้องตามเส้นทางโดยตลอด แต่เมื่อใกล้ถึงที่หมายสุดท้าย เครื่องบินกลับบินเข้าหาน่านฟ้าโซเวียต เหนือ Kamchatka ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร เครื่องบินโซเวียตที่เข้าสกัดได้พยายามติดต่อกับเครื่องบินที่ไม่สามารถระบุตัวตน (unidentified aircraft) แต่ไม่มีการตอบกลับมา จึงได้รับคำสั่งให้ทำลาย
            มีผู้ตั้งคำถามว่า ทำไมนักบินผู้มากด้วยชั่วโมงบิน บนเครื่องบินอันทันสมัยที่สุด ไม่รู้ตัวว่ากำลังบินผิดเส้นทาง ทำไมศูนย์ควบคุมภาคพื้นดินที่ดูแลการบินของ KAL007 ไม่เตือนนักบินว่าผิดเส้นทางแล้ว และทำไมศูนย์ควบคุมดังกล่าวไม่ติดต่อกับฝ่ายโซเวียตเพื่อแจ้งว่า KAL007 กำลังหลงทาง ป้องกันการเข้าใจผิด
            ในปี 1993 องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization หรือ ICAO) สรุปเหตุการณ์ดังกล่าวว่า KAL007 บินเข้าไปในน่านฟ้าโซเวียตเนื่องจากอุปกรณ์นำร่องขัดข้อง และถูกยิงตกเนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเครื่องบินจารกรรม

ประวัติศาสตร์ยิงเครื่องบินโดยสาร IR655 :
            5 ปีหลังสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีเรแกน คราวนี้กองทัพสหรัฐเป็นฝ่ายยิงเครื่องบินพลเรือนของอิหร่าน เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 1998 เครื่องบินโดยสาร Airbus A-300 ของสายการบินอิหร่าน เที่ยวบิน IR655 ถูกเรือรบ Vincennes ของสหรัฐยิงตก ทำให้คนในเครื่องทั้งหมด 290 รายเสียชีวิต ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 66 คน เป็นชาวต่างชาติ (ไม่ใช่อิหร่าน) 38 คน
            เครื่องบินถูกยิงขณะบินตามเส้นทางปกติเหนืออ่าวเปอร์เซียมุ่งหน้ากรุงดูไบ ด้วยเรือรบสหรัฐซึ่งติดตั้งระบบเอจิส (AEGIS) อันทันสมัย อีกทั้งเครื่อง IR655 ติดตั้งอุปกรณ์ระบุตัวตน (aircraft identification transponder)
            รายงานของรัฐบาลสหรัฐระบุว่าเรือรบ Vincennes เข้าใจผิดคิดว่าเป็นเครื่องบินรบรุ่น F-14A Tomcat ของอิหร่าน เจ้าหน้าที่บนเรือได้พยายามติดต่อกับ IR655 แต่ไม่ได้รับคำตอบกลับมา ในเรื่องนี้ รายงานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ระบุว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐติดต่อด้วยคลื่นความถี่ผิดช่อง และเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเครื่องบินรบ F-14 ของอิหร่าน
            ฝ่ายอิหร่านพยายามชี้ว่า เป็นไปไม่ได้ที่เรือรบซึ่งติดตั้งระบบเอจิสอันทันสมัย จะมองว่าเครื่อง IR655 เป็นเครื่องบินทหาร เพราะได้ติดตั้งระบบระบุตัวตนที่ทันสมัย ระบุตัวตนอย่างเจาะจง ด้วยรหัสประจำตัว 6760 ซึ่งเป็นการระบุว่าเป็นเครื่องบินโดยสาร Airbus A-300 ของอิหร่านลำดังกล่าว แตกต่างจากเครื่องบินลำอื่นๆ ทั้งหมดของโลก นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่บนเรือยังเข้าใจผิด รายงานว่าเครื่องบินกำลังดำดิ่งมุ่งหน้าหาเรือรบ ทั้งๆ ที่เครื่องกำลังบินขึ้นสูง ซึ่งเป็นวิถีการบินปกติของเส้นทางดังกล่าว
            ไม่ว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร จนถึงทุกวันนี้ รัฐบาลสหรัฐไม่เคยยอมรับว่ากระทำผิดต่อโศกนาฏกรรมดังกล่าว ไม่เคยขอโทษ แถมยังมอบเหรียญกล้าหาญแก่เจ้าหน้าที่บนเรือ Vincennes ด้วยเหตุยิงเครื่องบินโดยสารดังกล่าว

ข้อมูลอีกด้านของ IR655:
            ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน แถลงในวันเกิดเหตุว่า รู้สึกเสียใจต่อโศกนาฏกรรม ต่อพลเรือนบนเครื่อง แต่เนื่องจาก IR655 บินมุ่งตรงสู่เรือ Vincennes และไม่ฟังคำเตือน จึงต้องปฏิบัติตามแนวปฏิบัติมาตรฐาน ยิงเพื่อป้องกันตนเอง เหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลเรแกนหยิบยกขึ้นมา คือ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เรือสหรัฐกำลังปะทะกับเรือรบของอิหร่าน ในเวลาต่อมา รัฐบาลสหรัฐยินดีจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย แต่ไม่ได้กระทำบนหลักกฎหมายหรือข้อบังคับใดๆ (คือไม่ยอมรับว่าสหรัฐทำผิด)
            1 เดือนหลังเกิดเหตุ รองประธานาธิบดีจอร์จ บุช ซีเนีย (George H. W. Bush ตำแหน่งในสมัยนั้น) กล่าวว่า “ผมจะไม่ขอโทษแทนประเทศสหรัฐอเมริกา ผมไม่สนใจว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร
            วันที่ 6 พฤศจิกายน 2003 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) หรือที่นิยมเรียกกันว่าศาลโลก พิพากษาว่ากองทัพเรือสหรัฐกระทำผิดกฎหมาย แต่จนบัดนี้ ยังไม่มีรัฐบาลอเมริกันชุดใดยอมรับว่ากระทำผิดในเรื่องดังกล่าว

สรุป :
            เมื่อโซเวียตรัสเซียยิงเครื่องบินโดยสาร รัฐบาลโซเวียตเริ่มด้วยการปฏิเสธว่าไม่ได้ยิง เมื่อจนมุมด้วยหลักฐานจึงกล่าวหาว่าเป็นเครื่องบินจารกรรม ประธานาธิบดีเรแกนประณามว่า “เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” “เป็นพฤติกรรมอันป่าเถื่อน”
            แต่เมื่อสหรัฐยิงเครื่องบินโดยสาร ประธานาธิบดีเรแกนกล่าวว่า ต้องปฏิบัติตามแนวปฏิบัติมาตรฐาน ยิงเพื่อป้องกันตนเอง ส่วนรองประธานาธิบดีบุช ซีเนีย กล่าวว่า “ผมจะไม่ขอโทษแทนประเทศสหรัฐอเมริกา ผมไม่สนใจว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร”
            นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้ว
-------------------------

บรรณานุกรม:
1. Ghasemi, Shapour. (2004). Shooting Down Iran Air Flight 655 [IR655]. Iran Chamber Society. Retrieved from http://www.iranchamber.com/history/articles/shootingdown_iranair_flight655.php
2. Kengor, Paul. (2014, July 19). MH 17 VS. KAL 007—OBAMA VS. REAGAN. The American Spectator. Retrieved from http://spectator.org/articles/60015/mh-17-vs-kal-007%E2%80%94obama-vs-reagan
3. Learmount, David. (2014, July 29). Investigators face tough task to find what went wrong. Flight International, 186 (5450), 12-13.
4. MH17 has strong echoes of 1983 Korean tragedy. (2014, July 23). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2014/07/23/asia-pacific/mh17-strong-echoes-1983-korean-tragedy/#.U9C8ueOSzcl
5. On this day: Russia in a click. (2014, July 29). Russiapedia. Retrieved from http://russiapedia.rt.com/on-this-day/september-1/
6. Reagan, Ronald. (1983, September 5). Address to the Nation on KAL 007. Historical Speeches. Retrieved from http://www.presidentialrhetoric.com/historicspeeches/reagan/kal007.html
7. Russia Hands Data on MH17 Crash to EU, Awaits Reaction - Russia's EU Envoy. (2014, July 23). RIA Novosti. Retrieved from http://en.ria.ru/world/20140723/191126347/Russia-Hands-Data-on-MH17-Crash-to-EU-Awaits-Reaction---Russias.html
8. The Tragedy of MH17: Attack Could Mark Turning Point in Ukraine Conflict. (2014, July 21).
Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/a-deadly-error-with-global-consequences-shooting-down-flight-mf17-a-982114.html
-------------------------