วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “การชุมนุมประท้วงประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี แห่งอียิปต์”

30 มิถุนายน 2013
ชาญชัย
(แก้ไข 4 กรกฎาคม 2013)
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 30 มิ.ย. 8.00 น.)
            วันนี้จะเป็นวันเริ่มการชุมนุมใหญ่อีกครั้งของฝ่ายต่อต้านประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี แห่งอียิปต์ เป็นวันครบรอบ 1 ปีที่ประธานาธิบดีมอร์ซีกล่าวสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่ง
            เหตุการณ์การเมืองภายในประเทศอียิปต์เป็นที่สนใจทั่วโลกตั้งแต่ปี 2011 เมื่อประชาชนจำนวนมากลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีฮอสนี่ มูบารัค ตามมาด้วยการเลือกตั้งอย่างเสรี พรรคการเมืองของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) เป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง นายโมฮัมเหม็ด มอร์ซีหัวหน้ากลุ่มขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอียิปต์คนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง
            ความไม่พอใจของฝ่ายต่อต้านเริ่มต้น เมื่อรัฐบาลใหม่ทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาเน้นหลักศาสนาอิสลาม ถูกกล่าวหาว่าพยายามรวบอำนาจทางทหาร ตุลาการ ประธานาธิบดีมอร์ซีถูกฝ่ายต่อต้านมองว่าเป็นพวกอำนาจนิยมมากกว่าเป็นผู้นำประชาธิปไตย เห็นว่ารัฐบาลไม่พยายามบริหารประเทศเพื่อประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง
            ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เป็นอีกเหตุผลให้ฝ่ายต่อต้านโจมตีรัฐบาล ตลอดหนึ่งขวบปีที่ผ่านมาสภาพเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น หลายอย่างแย่กว่าสมัยรัฐบาลมูบารัค น้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลน เงินเฟ้อพุ่งสูง
            ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ฝ่ายต่อต้านชุมนุมหลายครั้ง มีการปะทะบาดเจ็บล้มหลายอยู่เสมอ มารอบนี้ฝ่ายต่อต้านตั้งใจให้เป็นการชุมนุมใหญ่อีกรอบหนึ่ง

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 30 มิ.ย. 8.00 น.)
            ฝ่ายต่อต้านเรียกร้องให้ประธานาธิบดีมอร์ซีลาออก อ้างว่ามีรายชื่อผู้สนับสนุนพวกตนถึง 22  ล้านรายชื่อ ในขณะที่ประธานาธิบดีมอร์ซีได้รับคะแนนจากการเลือกตั้งเพียง 13 ล้านเสียง
(Egypt prepares for worst ahead of Sunday protest, AP)
            The Guardian เสนอข่าวว่าเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอียิปต์ Anne Patterson พยายามหว่านล้อมขอให้ฝ่ายต่อต้านลดระดับข้อเรียกร้อง ฝ่ายต่อต้านบางคนต้องการให้ประธานาธิบดีมอร์ซีก้าวลงจากอำนาจทันที ในขณะที่บางคนเพียงต้องการให้จัดเลือกตั้งใหม่เร็วขึ้น แหล่งข่าวบางแห่งรายงานว่ากองทัพไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการชุมนุม แต่หากการชุมนุมขยายตัวและเห็นว่าฝ่ายชุมนุมประท้วงรัฐบาลแสดงเจตนารมณ์อันแท้จริงมากกว่า ก็อาจเข้าไปสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว
(Egyptian activists hope for 'second revolution' a year after Morsi's election, The Guardian)

วิเคราะห์: (อัพเดท 30 มิ.ย. 8.00 น.)
            รายชื่อ 22 ล้านรายชื่อเป็นหลักฐานที่ชัดว่าฝ่ายต่อต้านวางแผนการชุมนุมครั้งนี้มาอย่างดี หวังจะพยายามผลักดันให้ประธานาธิบดีตัดสินใจจัดเลือกตั้งครั้งใหม่ทันทีหรือโดยเร็ว
            ปัญหาคือรัฐบาลมีประชาชนผู้ให้การสนับสนุนจำนวนมากเช่นกัน เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มิ.ย. มีผู้เข้าร่วมชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลมอร์ซีราว 1 แสนคน เห็นว่าประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซีมาจากการเลือกตั้งโดยเสรีจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องเร่งจัดเลือกตั้งใหม่ตามที่ฝ่ายต่อต้านเรียกร้อง
            สถานการณ์ขณะนี้เป็นการเผชิญหน้าระหว่างม็อบสองกลุ่ม
            ตลอดหลายวันที่ผ่านมา มีการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมสองฝ่ายตามเมืองต่างๆ มีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง บาดเจ็บหลายร้อยคน ในขณะที่ประชาชนทั่วไปคาดว่าการชุมนุมจะยืดเยื้อและอาจเกิดเหตุรุนแรง สองสามวันที่ผ่านมาจึงกักตุนอาหารและเชื้อเพลิง จนสินค้าหมดจากชั้น ธนาคารบางสาขาขาดแคลนเงินสด
            การชุมนุมจะจบลงอย่างรวดเร็วถ้าของเรียกร้องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับการตอบสนอง ในทางตรงข้ามทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจ ยกระดับการชุมนุมเพื่อเพิ่มความกดดัน
            ‘กองทัพ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ถ้าย้อนกลับไปเมื่อตอนโค่นล้มปธน.มูบารัค 
            ตลอดหนึ่งปีของรัฐบาลมอร์ซี ปัญหาใหญ่อยู่ที่สองฝ่ายต่างยึดมั่นว่ากำลังกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม และสองฝ่ายต่างมีพลังสนับสนุนอย่างแข็งแรง ไม่ว่าฝ่ายใดจะมีจำนวนมากกว่าหรือน้อยกว่า แต่ต่างเป็นแนวร่วมที่เข้มแข็ง
            ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมามีการชุมนุมหลายครั้ง แต่ละครั้งการชุมนุมของฝ่ายต่อต้านจะซาหรือยุติไปเองทุกครั้ง ดังนั้น รอบนี้อาจเป็นเหมือนเช่นครั้งก่อนๆ ก็เป็นได้
            ในอีกมุมหนึ่ง ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สภาพเศรษฐกิจอันย่ำแย่ การบริหารประเทศตามแนวทางของปธน.มอร์ซี อาจเป็นหลักฐาน เป็นเหตุผลที่มากที่พอแล้วที่ฝ่ายต่อต้านจะมีพลังมากเพียงพอจนสามารถล้มรัฐบาลมอร์ซี
            วันนี้จะเป็นวันแรกของการชุมนุมใหญ่รอบใหม่ ผู้ชุมนุมของทั้งสองฝ่ายตั้งมั่นรอมาหลายวันแล้ว

-------------------

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

รัฐ (3)

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120
ชาญชัย

อำนาจอธิปไตย ความหมาย

            Stanford Encyclopedia of Philosophy ชี้ว่าความหมายของอำนาจอธิปไตยเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามยุคสมัย แต่ทั้งหมดมีแก่นความหมายตรงกันว่า คือ สิทธิอำนาจสูงสุดในเขตแดน หรือ “supreme authority within a territory”
New Columbia Encyclopedia ให้นิยามว่า สิทธิอำนาจสูงสุดของชุมชนการเมือง หรือ “the supreme authority in a political community”
โดยรวมแล้วสรุปได้ว่า อำนาจอธิปไตย (sovereignty) หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐ

รัฐอธิปไตย (sovereign state) บางทีเรียกว่า รัฐเอกราช (independent state) คือรัฐที่การตัดสินใจว่าจะกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดจากการตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐหรือหน่วยการเมืองอื่น
เมื่อตกเป็นเมืองขึ้นก็คือสูญเสียเอกราช สูญเสียอธิปไตย ไม่มีอิสระในการกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
คำว่า รัฐเอกราช เน้นใช้ถึงการยอมรับจากรัฐอื่นๆ

            คำถาม รัฐที่ปกครองโดยรัฐบาลหุ่น หรือรัฐบาลหุ่นเชิดจากประเทศอื่น เช่นอาจเป็นเจ้าอาณานิคมเดิม โดยที่รัฐบาลหุ่นซึ่งเป็นคนในชาตินั้นแต่บริหารประเทศด้วยการถูกบังคับควบคุมจากเจ้าอาณานิคม ถือว่าประเทศรัฐบาลหุ่นเป็นประเทศที่มีอธิปไตยหรือไม่

 แนวคิดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย

·       ประวัติการก่อกำเนิด
แนวคิดอำนาจอธิปไตยก่อตัวในสมัยกลางของยุโรป (Middle Ages) ระหว่างช่วงปี ค.ศ. 500-1350 เมื่อผู้ปกครองยุโรปพยายามแยกตัวจากอำนาจของ Holy Roman Empire และอำนาจของสันตะปาปา อีกทั้งกษัตริย์สามารถรวบรวมอำนาจที่กระจายตัวอยู่กับผู้นำระดับท้องถิ่น ทำให้กษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของดินแดนที่ตนเองครอบครอง

·       เหตุแห่งการถกเถียง
            อำนาจอธิปไตยจะกลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญเมื่อสังคมไม่ชัดว่าใครหรือสถาบันใดเป็นผู้มีสิทธิอำนาจอันชอบธรรมที่จะครอบครองอำนาจปกครองสูงสุด
            กษัตริย์สยามในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีอำนาจอธิปไตย พระดำรัสเป็นกฎหมาย มีอำนาจเหนือประชาชนทุกคนในแผ่นดิน สามารถกระทำการใดๆต่อประชาชนแม้กระทั่งสั่งประหารชีวิตโดยไม่มีการไต่สวน

·       แนวคิดจากคัมภีร์ไบเบิ้ล
ด้วยความเชื่อว่าพระเจ้าคือผู้มีอำนาจสูงสุด เป็นเจ้าของทุกอำนาจในสวรรค์และโลก พระเจ้าคือผู้ปกครองเหนือบรรดาประชาชาติ หรือ The Governor among the nations (Ps. 22:28) พระองค์เป็นผู้ตั้งอาณาจักรและล้มอาณาจักร ดังนั้นอำนาจอธิปไตยจึงอยู่ที่พระเจ้าของศาสนาคริสต์
อำนาจอธิปไตยจากพระเจ้านี้เป็นอำนาจสูงสุด ไม่มีอะไรต้านทานได้ และไม่จำกัด
อำนาจของทุกรัฐบาล ทุกอาณาจักรในโลกได้มาจากพระเจ้าทั้งสิ้น พระเจ้ามอบอำนาจให้แก่สถาบันหรืออาณาจักรเหล่านี้ และสามารถถอดถอนเมื่อใดก็ได้
            แต่แนวคิดนี้ไม่เป็นที่ยอมรับของรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน

            ตัวอย่าง การปกครองแบบรัฐศักดิดาของยุโรปสมัยกลางเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเรื่องอำนาจของพระเจ้าในศาสนาคริสต์ ในยุคนั้นนิกายคาธอลิคมีอำนาจในการปกครอง สันตะปาปาได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวแทนของพระเจ้าที่มีอำนาจทั้งด้านการปกครองโลกฝ่ายจิตวิญญาณ (spiritual world) กับด้านโลกฝ่ายกายภาพ (secular world) ซึ่งในยุคนั้นกษัตริย์บางองค์ยอมรับแต่บางองค์ไม่ยอมรับ เกิดการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจระหว่างกัน

·       แนวคิดจากทฤษฎีเทวสิทธิ์ (divine right) ของ ฌอง โบแดง
ฌอง โบแดง (Jean Bodin) เป็นชาวฝรั่งเศส ต้องการสร้างความชอบธรรมให้แก่กษัตริย์เพื่อลดอำนาจปกครองของพระสันตะปาปาแห่งศาสนจักร จึงเสนอทฤษฎีว่าแท้จริงแล้วพระเจ้ามอบอำนาจการปกครองสูงสุดแก่กษัตริย์ไม่ใช่ศาสนจักร อำนาจอธิปไตยอยู่ในตัวคนเดียวและอยู่เหนือกฎหมาย

·       แนวคิดจากทฤษฎีสัญญาประชาคม (popular sovereign)
ทฤษฎีนี้เกิดจากแนวคิดที่ว่ามนุษย์ที่อยู่ร่วมกันทำสัญญาประชาคม (social contact) เพื่อมอบอำนาจให้แก่ผู้ปกครองที่จะดูแลพวกเขาทั้งหมด มนุษย์จึงเป็นผู้สร้างรัฐ

·       แนวคิด รัฐสมัยใหม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยของอีกรัฐหนึ่ง
การทำสนธิสัญญาสันติภาพที่เวสฟาเลีย (Peace of Westphalia) เมื่อปี 1648 รัฐสมัยใหม่ที่เข้าร่วมสันธิสัญญายอมรับการดำรงอยู่รัฐสมัยใหม่อื่น และรัฐสมัยใหม่กลายเป็นเขตแดนของอำนาจอธิปไตย การแทรกแซงจากรัฐอื่นเป็นเรื่องไม่ชอบด้วยกฎหมาย

·       อำนาจอธิปไตยของไทยในปัจจุบัน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ระบุไว้ในมาตรา 3 ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ระบุไว้ในมาตรา 3 ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

·       ข้อคิดที่ได้จากแนวคิดอำนาจอธิปไตย
1)      แนวคิดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเท่าที่ศึกษาส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะพูดถึงที่มาแห่งอำนาจและการใช้อำนาจดังกล่าว ใครเป็นผู้ถืออำนาจ
2)      ยังไม่มีความชัดเจนถึงที่มาของอำนาจอธิปไตย หรือยังถกเถียงกันอยู่ว่าเป็นอย่างไร
3)      แต่เราไม่อาจปฏิเสธว่าอำนาจอธิปไตยนั้นมีอยู่จริงในการเมืองการปกครองในปัจจุบัน และประชาชนส่วนใหญ่เคยชินกับการอยู่ภายใต้อำนาจนี้
4)      ในระบอบอการเมืองการปกครอง อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนโดยมอบให้รัฐไปใช้ รัฐกลายเป็นตัวแสดงหลักของเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นตัวแทนของประชาชนแห่งรัฐนั้น

ลักษณะของอำนาจอธิปไตย

1.      เป็นอำนาจสูงสุด
ไม่มีอำนาจที่สูงกว่าอำนาจอธิปไตยอีกแล้ว
2.      ครอบคลุมไปทั่วอย่างบริบูรณ์ คือมีอำนาจตกทุกคน ทุกองค์กรในรัฐ
3.      มั่นคงถาวร ไม่สูญสลาย อำนาจอธิปไตยอยู่คู่กับความเป็นเอกราชของรัฐ
4.      แบ่งแยกไม่ได้
5.      แต่ละรัฐมีความเท่าเทียมกันในทางกฎหมาย (legal equality among states)

 การสั่นคลอนอำนาจอธิปไตย

มีในหลายรูปแบบ
รูปแบบ 1 การแทรกแซงกิจการของอีกประเทศหนึ่ง
·       ปัจจุบัน มีแนวคิดบางอย่างที่ทำให้แทรกแซงกิจการภายในของอีกประเทศหนึ่ง (เท่ากับว่ารุกล้ำอธิปไตย) เช่น หลักสิทธิมนุษยชนสากลหรือหลักยุติธรรมสากล (universal humanitarian intervention or universal jurisdiction) ประเทศที่แทรกแซงมากคือสหรัฐฯ นอกนั้นคือประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันตก
o   เฉพาะในทศวรรษ 1990 สหรัฐฯมีปฏิบัติการทางทหารด้วยเหตุมนุษยธรรม ถึง 4 ครั้ง คือ ในประเทศ โซมาเลีย ไฮติ บอสเนีย และโคโซโว

รูปแบบ 2 การรวมตัวเป็นสหภาพหรือองค์การที่ใหญ่กว่ารัฐของตัว
·       การรวมตัวของหลายประเทศในยุโรปตะวันตกกับตะวันออกเป็นสหภาพยุโรป เป็นอีกลักษณะที่สำคัญของการสั่นคลอนอธิปไตยของรัฐชาติเก่าๆ
o   รัฐชาติเดิมได้สละอำนาจอธิปไตยบางส่วนให้กับองค์การหรือสหภาพที่ใหญ่กว่ารัฐของตัว
o   อย่างไรก็ตาม เป็นอธิปไตยแบบใหม่ในรูปสหภาพ และอาจกลายเป็นรัฐหนึ่งเดียวในอนาคต
o   การรวมกลุ่มในบ้างด้านก็เป็นการสั่นคลอนอธิปไตยในลักษณะเดียวกันนี้ คือ การเกิดเขตการค้าเสรีต่างๆ อย่าง North American Free Trade Agreement (NAFTA), Mercosur in South America, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN)
o   ยกตัวอย่าง สหภาพยุโรป (European Union) มีอำนาจปกครองเหนือรัฐสมาชิกในด้านเงินตรา นโยบายการค้าและนโยบายสวัสดิการสังคมบางเรื่อง แต่รัฐสมาชิกยังมีอำนาจอธิปไตยในด้านการป้องกันตัวเอง ดังนั้นรัฐอธิปไตยที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปจึงไม่มีอำนาจอธิปไตยทุกด้าน หรือในทางกลับกัน อำนาจอธิปไตยของสหภาพยุโรปไม่ครอบคลุมทุกด้าน

·       การสั่นคลอนอำนาจอธิปไตยที่เป็นประโยชน์ด้วยใจสมัคร
            เมื่อเราพูดถึงอำนาจอธิปไตยที่ถูกลดทอนหรือสั่นคลอน เราต้องเข้าใจด้วยว่าบางครั้งเกิดขึ้นเพราะรัฐเจ้าของอำนาจนี้สมัครใจและเกิดประโยชน์ต่อรัฐ
            Haass ยกตัวอย่างว่า การค้าขาย (trade) คือตัวอย่างที่สมบูรณ์ บรรดารัฐบาลย้ายสิทธิอำนาจ (บางส่วนของตน) ให้แก่องค์กรการค้าเช่นองค์การค้าโลก สาเหตุที่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลสหรัฐฯ เห็นว่าการสร้างเป็นระบบการค้าโลกจำเป็นต้องมีองค์กรรองรับเพื่อเป็นกลไกแก้ไขความขัดแย้ง
            ตัวอย่างการยอมสิทธิทางการค้า เช่น การลดกำแพงภาษีตามกรอบขององค์การค้าโลก

รูปแบบ 3 โลกาภิวัตน์
·       นิยาม โลกาภิวัตน์ (globalization) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง "การแพร่กระจายไปทั่วโลก; การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ สัมพันธ์ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นต้น"
·       โลกาภิวัตน์ (globalization) หมายถึง สภาพที่ส่วนต่างๆ (ไม่ได้หมายถึงทุกส่วน) ของโลกติดต่อถึงกันได้โดยง่าย ทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง ทำให้ได้รับผลกระทบต่อกันและกันทั้งทางบวกและทางลบ ทั้งนี้สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากความก้าวหน้าทางการติดต่อสื่อสาร

·       ตัวอย่างทาง สังคม วัฒนธรรม
o   เด็กนักเรียนประเทศแอฟริกาผู้ยากไร้สามารถเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนยุโรป ญี่ปุ่น ผ่านทางอินเตอร์เน็ตของโรงเรียนที่ได้รับบริจาคจากองค์กรช่วยเหลือจากต่างประเทศ เกิดการลอกเลี่ยนแบบวัฒนธรรม การกล่อมเกลาทางสังคมโดยอีกสังคมหนึ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

·       ตัวอย่างทาง เศรษฐกิจ
o   คนอินเดียที่กำลังอาศัยอยู่ในอินเดียเป็นพนักงานบัญชีให้กับบริษัทอเมริกันที่ตั้งอยู่ในอเมริกา บริษัทอเมริกันสามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้แม้แรงงานนั้นอยู่นอกเขตแดนอเมริกา
o   หุ้นไทยสามารถถูกซื้อโดยโบรกเกอร์หรือนักลงทุนต่างชาติในรูปแบบต่างๆ  เงินบาทไทยถูกซื้อขายแบบเก็งกำไรจากนักเก็งกำไรทั่วโลก
o   วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจากสหรัฐฯ ในปี 2008 กระทบไปหลายประเทศทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

·       ตัวอย่างทาง การเมือง
o   ภาพความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองภายในของประเทศหนึ่งที่แพร่ภาพผ่านเวบไซด์อินเตอร์เน็ตโดยที่เจ้าของประเทศไม่สามารถปิดหรือห้ามได้ทั้งหมด
·       ผลจากโลภาภิวัตน์จึงกระทบต่ออธิปไตยของชาติ เพราะรัฐไม่อาจควบคุมวิถีดำเนินชีวิตของคนไทยประเทศตามต้องการ แต่ถูกสั่นคลอนด้วยวัฒนธรรมต่างชาติ  ในทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของประเทศที่รัฐหรือทุกรัฐบาลต้องมุ่งรักษาไว้อยู่ภายใต้การคุกคามจากใครก็ได้ที่อยู่ต่างแดน ความเป็นไปทางเศรษฐกิจไม่ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของตนเองเท่านั้นอีกต่อไป และในทางการเมืองรัฐยากที่จะปกปิดพฤติกรรมของตนเองและเกิดมาตรฐานใหม่ในการทำงานการเมืองว่าสื่อหรือคนต่างชาติจะคิดเห็นอย่างไร ยอมรับได้มากน้อยเพียงใด

รัฐในอนาคต

·       รูปแบบรัฐในอนาคตย่อมจะแตกต่างจากปัจจุบัน ดังเช่น สหภาพยุโรปได้รวมเอาหลายประเทศในยุโรปมารวมเข้าด้วยกัน ใช้สกุลเงินเดียวกัน ฯลฯ
·       แนวคิด universal state ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันในปี ค.ศ.476 อำนาจการเมืองที่ครอบคลุมดินแดนยุโรปมี 2 แบบ คืออำนาจปกครองโดยผู้ปกครอง กับอำนาจของศาสนจักรโรมันคาทอลิก อำนาจหลังนี้มีสันตะปาปา (Pope) เป็นผู้นำสูงสุด และเป็นเหตุให้ภาษาลาตินเป็นภาษากลางหรืออย่างน้อยในหมู่ปัญญาชน หลักศาสนาคริสต์เป็นองค์ประกอบของแนวคิดการปกครองในสมัยนั้น และพัฒนาไปเรื่อยๆ จนในปี ค.ศ. 936 กษัตริย์ Otto I ได้รับการสถาปนาให้เป็นกษัตริย์แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire)

 “บทบาทหน้าที่แห่งรัฐ

            ดังกล่าวแล้วว่าทุกวันนี้มนุษย์ทุกคนในโลกล้วนอยู่ภายในรัฐใดรัฐหนึ่ง ไม่มีใครสามารถอยู่แยกโดดเดี่ยวได้
            แต่รัฐจะมีบทบาทหน้าที่ใดขึ้นอยู่กับรูปแบบรัฐ รูปแบบการปกครอง เพราะสิ่งเหล่านี้จะกำหนดบทบาทหน้าที่แห่งรัฐ ซึ่งอาจจะตราเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ เช่น อาจเป็นธรรมเนียมปฎิบัติ
            อุดมการณ์ทางการเมืองบางอย่างรัฐมีเพื่อประชาชน บางอุดมการณ์นั้นรัฐสำคัญกว่าปัจเจกบุคคล

            คำถามเพื่อการอภิปราย ประชาชนควรอยู่เพื่อรัฐ หรือรัฐควรมีเพื่อประชาชน เพราะเหตุใด จงอธิบาย

            คำถามเพื่อการอภิปราย ประชาชนชาวไทยอยู่เพื่อรัฐไทย กับ ประชาชนชาวไทยอยู่เพื่อรัฐบาลไทย แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย

--------------------------


รัฐ (2)

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120
ชาญชัย

พัฒนาการ และรูปแบบรัฐ

            คำว่า รัฐ ในที่นี้ไม่ได้มีนิยามตามนิยามคำว่ารัฐดังที่ได้กล่าวข้างต้น แต่เป็นคำศัพท์เพื่ออ้างถึงหน่วยปกครองที่ต้องการพูดถึงเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆ หรือหมายถึงอาณาจักรจีนโบราณที่กว้างใหญ่ไพศาล ในตำรารัฐศาสตร์มีวิธีการแบ่งออกแตกต่างกันหลายวิธี และมีหลากหลายรูปแบบ  ในที่นี้จะกล่าวรัฐบางรูปแบบโดยเรียงลำดับพัฒนาการตามเวลาที่เราได้ศึกษาจากประวัติศาสตร์ ซึ่งบางรูปแบบอาจจะยังคงอยู่หรือไม่มีแล้วในปัจจุบัน

·       รัฐชนเผ่าหรือรัฐเผ่าชน (Tribal State)
นักมานุษยวิทยาและนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า รัฐชนเผ่าน่าจะเป็นรัฐในรูปแบบยุคต้น เกิดจากการรวมตัวของครอบครัวหลายครอบครัว จึงมักมีความผูกพันใกล้ชิดทางสายโลหิต เรียกได้ว่าเป็นตระกูลด้วยกัน และบางเผ่าอาจเป็นการรวมตัวของหลายตระกูลที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกัน หรือมารวมตัวกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จนพัฒนาการปกครองเป็นเผ่าเดียวกันในที่สุด เกิดหัวหน้าเผ่า มีภาษา หรือขนมธรรมเนียม วิถีการดำเนินชีวิตของตนเอง

·       รัฐอาณาจักรโบราณ และ จักรรวรรดิโรมัน (Roman Empire)
ประเทศที่เคยเป็นลักษณะนี้ เช่น อียิปต์โบราณ อาณาจักรโรมัน อัสซีเรีย จีน อินเดีย รวมทั้งสยามโดยเฉพาะในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อาณาจักรเหล่านี้มักมีพื้นที่กว้างใหญ่ ประกอบด้วยหลายหัวเมืองที่มีเมืองเล็กๆ เป็นเมืองบริวาร มีประชากรมากประกอบด้วยชนเผ่าย่อยๆหลายชนเผ่า อาจมีหลายภาษาภายใต้อาณาจักรเดียวกันนี้ การปกครองมักขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจสูงสุดเพียงคนเดียว อาจเรียกว่ากษัตริย์ หรือราชา การบริหารประเทศมักต้องอาศัยกำลังทหารควบคู่ด้วยเสมอ มักมีประวัติศาสตร์ที่สามารถศึกษาได้อย่างละเอียด แต่ละอาณาจักรครอบคลุมประวัติศาสตร์นับร้อยๆปี

ยกตัวอย่าง เช่น จักรวรรดิโรมัน ได้ขยายอำนาจรวบรวมดินแดนที่ปัจจุบันเป็นยุโรปในปัจจุบันไว้เกือบทั้งหมด และบริหารปกครองด้วยใช้กฎหมายฉบับเดียวกันที่ตราขึ้นโดยโรมัน ในระบบเศรษฐกิจใช้เงินตราสกุลเดียวกันทั่วทั้งจักรวรรดิ การบริหารราชการใช้ภาษาเดียวกันคือภาษาลาติน ทั้งยังส่งเสริมให้นับถือศาสนาเดียวกันด้วยคือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก อย่างไรก็ตามจักรวรรดิโรมันยังยินยอมให้รัฐที่พ่ายแพ้แก่โรมันสามารถปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมของตน

·       รัฐนครรัฐกรีก (Greek-city State)
นครรัฐกรีกประกอบด้วยหลายร้อยนครรัฐ (polis) เข้ารวมด้วยกัน
ลักษณะเด่นคือ แต่ละรัฐมีขนาดไม่ใหญ่ ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองการปกครองอย่างชัดเจน ในกรณีของรัฐอื่นๆที่อยู่นอกยุโรปอาจไม่จำต้องหมายถึงการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการปกครองอย่างนครรัฐกรีก แต่หมายถึง ประชาชนกับผู้ปกครองอยู่อย่างใกล้ชิดกัน เช่น สมัยกรุงสุโขทัยที่มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ประชาชนสามารถมาร้องทุกข์กับพ่อเมืองได้โดยตรง

·       รัฐเจ้าขุนมูลนายหรือรัฐศักดิดาหรือรัฐฟิวดัล (Feudal State)
รัฐเจ้าขุนมูลนายที่กำลังพูดถึงมุ่งกล่าวถึงแบบรัฐที่เกิดกับยุโรปในยุคกลาง ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5-15 ซึ่งเป็นการกล่าวถึงรัฐในแถบยุโรปหลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันในราว ค.ศ. 500 ก่อนที่จะเกิดรัฐยุคสมัยใหม่ บางคนเรียกรัฐยุคนี้ว่ารัฐยุคกลาง
รัฐเจ้าขุนมูลนายนี้เป็นผลจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน เมื่อขาดศูนย์อำนาจกลางที่สามารถปกครองอาณาจักรทั้งหมดที่กว้างใหญ่ไพศาล ทำให้บรรดาขุนศึกและขุนนางต่างๆ บริหารหรือปกครองพื้นที่ภายใต้อิทธิพลของตนเอง ในยุคนี้พื้นที่เพาะปลูกกับความปลอดภัยจากการรุกรานของผู้มีอำนาจมีความสำคัญมาก ดังนั้น บรรดาขุนศึกขุนนางจึงพยายามรวบรวมกำลังทหารของตนเองเพื่อปกครองและให้ความคุ้มครองแก่ไพร่ของตน แลกกับการที่ไพร่ต้องทำงานเพาะปลูกในพื้นที่ของขุนศึกขุนนางและการที่ไพร่ต้องยอมอยู่ภายใต้การปกครอง

เมื่อเวลาผ่านไปเกิดการรวมตัวกันหรือเกิดการรวบอำนาจระหว่างขุนศึกขุนนางเหล่านี้ เกิดเป็นกลุ่มๆ เป็นแว่นแค้นขนาดใหญ่ขึ้นมา บรรดาขุนศึกขุนนางมีลำดับชั้น ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้กลายเป็นชนชั้นปกครองตามลำดับขั้น มีการให้สิ่งตอบแทนเป็นทรัพย์สินรูปแบบต่างๆ เพื่อแลกกับการได้รับการดูแลและอยู่ในชนชั้นปกครองตามแว่นแค้นของตน
และที่สุดพัฒนาจนมีกษัตริย์ (King) เป็นผู้ปกครองสูงสุดของระบบรัฐเจ้าขุนมูลนาย มีศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก เพราะฝ่ายศาสนาก็มีผู้นำศาสนจักรคือ สันตะปาปาที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ ดังนั้น ในทางปฏิบัติกษัตริย์ในรัฐแบบนี้มักไม่ค่อยมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีความตึงเครียดและการช่วงชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นปกครองระดับสูงอยู่เสมอ รวมทั้งฝ่ายศาสนจักรก็มีส่วนอย่างมากด้วยเช่นกัน เพราะประชาชนที่เคร่งในศาสนาเหมือนคนที่อยู่ในสองอาณาจักร คือ อาณาจักรฝ่ายโลก กับอาณาจักรฝ่ายสวรรค์ กษัตริย์มีอำนาจในฝ่ายโลกเท่านั้นและต้องดำเนินชีวิตภายใต้กรอบศีลธรรมอันดีงามที่ศาสนจักรดูแลอยู่

·       รัฐสมัยใหม่ (Modern State)
รัฐสมัยใหม่คือรัฐที่เราพูดถึงทุกวันนี้ เป็นรัฐที่พัฒนาจาก Feudal System ในยุโรปตะวันตก การก่อกำเนิดเริ่มจากสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย (Peace of Westphalia) ในปี 1648 ภายหลังสงครามสามสิบปี

สนธิสัญญาสงบศึกเวสต์ฟาเลียฉบับนี้ นับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ของยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเมืองการปกครอง
1.      ทำให้ความสำคัญของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์หมดลงไปเพราะได้ถูกลดฐานะลงให้เท่าๆ กับดินแดนที่มีกษัตริย์ปกครอง ตัวสันตะปาปาเองซึ่งมีอำนาจมากมายในสมัยรัฐฟิวดัลเพราะเป็นศูนย์รวมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีฐานะเป็นเพียงเจ้าผู้ครองรัฐๆหนึ่งเท่านั้น
2.      เป็นการชี้ให้เห็นว่าสัมพันธภาพระหว่างประเทศในอนาคตจะต้องขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของแต่ละชาติมากกว่ายึดความสัมพันธ์ทางศาสนา
3.      ก่อให้เกิดกลุ่มสังคมรูปแบบใหม่ที่เรียกว่ารัฐชาติ (Nation State) การประกาศเขตแดนที่มีอธิปไตยของตัวเองกลายเป็นรัฐอธิปไตย รัฐสมัยใหม่เหล่านี้ไม่ยอมรับอำนาจทางการเมืองของสันตะปาปาและศาสนจักรโรมันคาทอลิกดังเดิมอีกต่อไป

ผู้นำรัฐเหล่านี้ซึ่งอาจเป็นกษัตริย์หรือจักรพรรดิเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เช่น Louis XIV แห่งฝรั่งเศส (1643-1715) Frederick II แห่งปรัสเซีย (1740-1786) Peter the Great แห่งรัสเซีย (1682-1725) แต่แนวคิดรัฐสมัยใหม่ยุคนี้กษัตริย์หรือจักรพรรดิเป็นเจ้าของทุกอย่างของรัฐ ดังที่ Louis XVI แห่งฝรั่งเศส ประกาศในปี 1793 ว่า “I am the state.”
            ในสมัยรัชกาลที่ 6 ของไทย เมื่อกล่าวถึงคำว่า รัฐ หรือ รัฐชาติ มีความหมายในลักษณะที่ว่า พระองค์เป็นเจ้าของรัฐ

องค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่

คำถามเพื่อการอภิปราย รัฐ (สมัยใหม่) ต้องมีอะไรเป็นองค์ประกอบ หรืออย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นรัฐ

องค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีการถกเถียงกันมากในแวดวงวิชาการ มีการอธิบายที่แตกต่างกันออกไป
แต่โดยทั่วไป องค์ประกอบของรัฐประกอบด้วย
1.      ดินแดนหรืออาณาเขต (Territory)
1.         ดินแดนดังกล่าวรัฐจะต้องมีอธิปไตยเหนือดินแดนและต่างชาติรับรองด้วย ประกอบด้วยพื้นที่ที่เป็นแผ่นดิน ที่อยู่ใต้แผ่นดิน พท.เหนือน่านฟ้า รวมทั้งพื้นที่ที่เป็นพื้นน้ำ
2.         การมีดินแดนเป็นเรื่องที่จำเป็นต่อการเป็นรัฐ เพราะยังไม่มีรัฐบาลใดที่เป็นรัฐบาลเสมือนจริงที่ได้รับการรับรองจากประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศใดๆ
o  ชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มในประเทศพม่าไม่อาจประกาศตัวเป็นรัฐได้ เพราะนานาชาติให้การยอมรับดินแดนพม่าในปัจจุบันมานานแล้ว
o  ชาวเคิร์ดซึ่งกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศโดยเฉพาะอิรัก อิหร่าน ตุรกี แม้ในประวัติศาสตร์ ในทางมานุษยวิทยา ให้การยอมรับว่ามีชนชาวเคิร์ดที่เคยเป็นอาณาจักรในสมัยโบราณ แต่ปัจจุบัน พท.ที่คนเหล่านี้อาศัยอยู่ได้แยกออกเป็นหลายประเทศ ทำให้ชาวเคิร์ดกลายเป็นพลเมืองของประเทศเหล่านี้แทนที่จะเป็นรัฐของตนเอง หรือชาวมอญตามแนวชายแดนไทยพม่า
3.         ในกรณีนี้ ไม่รวมถึงรัฐบาลพลัดถิ่น (Government in Exile) ซึ่งมักเป็นสภาพชั่วคราวไม่ถาวร โดยการจัดตั้งรัฐบาลหรือย้ายที่ทำการรัฐบาลไปตั้งอยู่ในดินแดนรัฐอื่นที่ไม่ใช่ของตนเอง เนื่องจากสูญเสียอำนาจควบคุมดินแดนให้กับกลุ่มก่อการที่ได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมา
4.         แม้ว่าตัวรัฐอาจรับรองดินแดนที่ตัวเองยึดถือว่าเป็นของตนนั่นเป็นแง่มุมหนึ่ง แต่หากต่างชาติไม่รับรอง ก็เป็นอีกแง่มุมหนึ่ง
ยกตัวอย่าง เช่น เมื่ออิรักภายใต้การนำของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน สามารถบุกยึดประเทศคูเวต ได้ประกาศว่าคูเวตเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน แต่สหประชาชาติไม่ให้การรับรอง
ยกตัวอย่าง เกาะไต้หวัน ซึ่งมีรัฐบาลไต้หวันปกครองอยู่ ในขณะที่รัฐบาลจีนถือว่าเกาะไต้หวันเป็นจังหวัดหนึ่งของตน เป็นดินแดนของตนที่กลุ่มก่อการ (รัฐบาลไต้หวัน) เข้าถือครองโดยมิชอบ และสหประชาชาติให้การยอมรับว่าจีนมีหนึ่งเดียว ทำให้ในเวทีระหว่างประเทศรัฐบาลไต้หวันไม่ค่อยได้รับการยอมรับว่าเป็น รัฐ การดำเนินติดต่อทางการทูตของรัฐบาลไต้หวันกับต่างประเทศจึงยากลำบาก ปัจจุบัน มีประเทศเล็๋กๆ ไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลไต้หวันอย่างเป็นทางการ
5.         ความสำคัญของดินแดนนอกจากอยู่ที่เรื่องอธิปไตยแล้ว ยังมีความสำคัญในเชิงทรัพยากรที่ได้จากดินแดนเหล่านั้นด้วย ประเทศย่อมหวังมีดินแดนอุดมสมบูรณ์เหมาะสมแก่การอยู่อาศัย เหมาะแก่การเพาะปลูกมีอาหารพอแก่การเลี้ยงดูประชากร มีทรัพยกรต่างๆ ที่จำเป็นแก่การพัฒนาประเทศ อีกทั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทระหว่างประเทศได้ เช่น ทรัพยกรใต้มหาสมุทร

2.      มีประชากรอาศัยอยู่ (Population)
o   ประชากร (population) หมายถึงคนทั้งหมด ซึ่งยังแบ่งออกเป็นประเภทอีก เช่น พลเมือง (citizen) คนต่างด้าว (alien)
o   ไม่มีการระบุชัดว่าจำนวนเกี่ยวข้องกับการสถาปนารัฐสมัยใหม่
o   รัฐที่มีประชากรน้อยที่สุดคือ Vatican มี 860 คน ส่วนจีนมีถึง 1.3 พันล้านคน
o   มีลักษณะพิเศษในบางรัฐ เช่น พลเมืองของรัฐหนึ่งในสหภาพยุโรปมีสิทธิมีเสียงในการเลือกตั้งท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งที่ตนเองกำลังอาศัยอยู่ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ นับแต่ปี 1996 ชาวเม็กซิโกที่ย้ายถิ่นฐานถาวร (emigrate) ไปอยู่ในสหรัฐฯยังสามารถใช้สิทธิลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีเม็กซิโก

3.      มีองค์กรภายในรัฐ (Internal organization) หรือมีรัฐบาล (government) บริหารประเทศ
o  ความเป็นรัฐอยู่คู่กับการมีระบบบริหาร มีอำนาจและโครงสร้างการบริหารภายในรัฐ
คำถาม หากรัฐบาลของรัฐหนึ่งๆ มีอำนาจในการบริหารจัดการภายในประเทศ (อย่างน้อยในระดับหนึ่ง) แต่ไม่ได้รับการรับรองจากต่างชาติ ยังถือว่ารัฐดังกล่าวมีองค์ประกอบแห่งรัฐครบหรือไม่

คำถามเพื่อการวิพากษ์ ในกรณีรัฐบาลพลัดถิ่นถือว่าเป็นรัฐที่ครบองค์ประกอบหรือไม่

4.      มีอธิปไตย (sovereignty) ไม่มีประเทศใดที่มีอำนาจเหนืออาณาเขตของประเทศนั้น
o  รัฐ San Marino ตั้งอยู่ล้อมรอบด้วยดินแดนของประเทศอิตาลี ดินแดน 24 ตร.ไมล์ ประชากรราว 2.5 หมื่นคน เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ (UN) มีสิทธิออกเสียงในสมัชชาสหประชาชาติเท่ากับชาติอื่นๆ

5.      ต่างชาติรับรู้ในความเป็นรัฐ (diplomatic recognition)
หากย้อนดูประวัติศาสตร์จะพบว่า รัฐหรืออาณาจักรในสมัยโบราณ การที่ต่างชาติจะรับรู้ความเป็นรัฐหรือไม่นั้นไม่ช่วยหรือไม่ทำให้ความเป็นรัฐหรืออาณาจักรของตนดำรงอยู่หรือไม่ เพราะแต่ละรัฐหรืออาณาจักรก็สร้างและดำรงอยู่ด้วยตัวของตัวเอง แต่ในความเป็นรัฐสมัยใหม่ มีคำถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต่างชาติต้องรับรู้ในความเป็นรัฐของตน

ยกตัวอย่าง เมื่ออิสราเอลประกาศความเป็นรัฐในปี 1948 สหรัฐฯกับสหภาพโซเวียตยอมรับทันที แต่ชาติอาหรับใกล้เคียงเห็นว่ารัฐอิสราเอลที่ประกาศนั้นเป็นดินแดนที่ชาวยิวรุกราน จึงถือสิทธิความชอบธรรมที่จะส่งทหารเพื่อบุกยึดอิสราเอล
ปัจจุบัน รัฐต่างๆ ส่วนใหญ่รวมทั้งสหประชาชาติ ไม่ยอมรับไต้หวันว่าเป็นรัฐ ด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่หลายรัฐติดต่อกับไต้หวันโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ มีเพียงราว 20 รัฐเท่านั้นที่ยอมรับไต้หวันในฐานะรัฐอธิปไตย แม้ว่าไต้หวันจะประกาศว่าตัวเองเป็นประเทศอธิปไตยก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็นประเด็นถกเถียง มีนักวิชาการบางท่านแย้งงว่า แม้ว่าต่างชาติไม่ให้การยอมรับ แต่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ที่มี 4 ข้อแรกนั้น สามารถทำให้รัฐนั้นมีความเป็นรัฐในตัวมันเอง แม้ทุกประเทศทั่วโลกไม่ติดต่อไม่คบค้าด้วย รัฐนั้นก็สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง (แม้อาจไม่ดีเท่าการที่ได้ติดต่อสัมพันธ์กับนอกประเทศ) ส่วนที่รัฐหรือประเทศอื่นจะรุกรานนั้นถือว่าเป็นการทำสงครามแย่งชิงดินแดนทั่วไป และการไม่ยอมรับจากต่างชาติหรือองค์การระหว่างประเทศถือว่าเป็นกลไกการเมืองระหว่างประเทศ เช่น ในสมัยสงครามเย็น ฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตยโดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันตกตั้งองค์การนาโต้ ส่วนกลุ่มประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ตั้งองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอร์ ต่างฝ่ายต่างจับกลุ่มของตนและทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

6.      พลเมืองในชาติยอมรับ (domestic support)
คือการที่พลเมืองในชาติยอมรับผู้ปกครอง ระบอบการปกครอง เพราะที่สุดแล้วรัฐนั้นอาจไม่ดำรงอยู่ต่อไป เช่น อดีตสหภาพโซเวียต อดีตยูโกสลาเวีย
เมื่ออดีตสหภาพโซเวียตยกเลิกระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ทำให้หลายรัฐขอแยกตัวออก เหตุผลหนึ่งคือเนื่องจากพลเมืองเหล่านี้ไม่ยอมรับอีกต่อไปว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย
ประเด็นนี้น่าสนใจว่า ความเป็นรัฐสามารถสูญสิ้นหรือถูกคุกคามด้วยปัจจัยภายในรัฐ โดยเฉพาะจากประชาชนของตนเอง ในกรณีนี้ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนรัฐบาลด้วยการใช้ความรุนแรง ทำการปฏิวัติรัฐประหาร แต่หมายถึงการแยกประเทศออกจากประเทศแม่

รัฐ (1)

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120
ชาญชัย
รัฐ

นิยามคำว่ารัฐ

            ชีวิตของเราผูกพันกับรัฐอย่างมากตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เมื่อเกิดมาก็ต้องแจ้งเกิด และมีผลผูกพันกับรัฐในอีกหลายทาง จนสุดท้ายเมื่อเสียชีวิตก็ต้องให้ญาติพี่น้องแจ้งตายกับสำนักงานเขตหรืออำเภอด้วย
            อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงคำว่า รัฐ นักวิชาการในปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปเป็นนิยามที่เห็นร่วมกันได้ แม้รัฐนั้นมีอยู่จริงและทุกคนเข้าใจได้เมื่อพูดถึงคำว่ารัฐ
            ดังนั้น เพื่อให้ง่ายที่จะทำความเข้าใจ จึงเริ่มด้วยการให้นิยามรัฐที่เข้าใจเป็นเบื้องต้นก่อน

มีคำสามคำที่มักจะพูดในความหมายเดียวกัน คือ คำว่า รัฐ (state) ชาติ (nation) ประเทศ (country) ทั้งสามคำมักใช้แทนกันได้ แต่แท้จริงมีความหมายต่างกัน
รัฐ (state) หมายถึง เขตหรืออาณาบริเวณที่มีการปกครองด้วยตัวเอง มีอธิปไตย
รัฐที่กำลังพูดถึงอยู่นี้เป็นรัฐสมัยใหม่ ที่เริ่มเกิดขึ้นจากทวีปยุโรป
ส่วนรัฐ (State-สังเกตุว่าเป็น ‘S’ ไม่ใช่ ‘s’) หมายถึงรัฐย่อยในรัฐใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ ประกอบด้วยหลายรัฐ (State)
ประเทศ (country) เน้นในความหมาย อาณาบริเวณที่คนอาศัยอยู่ร่วมกัน แต่ละประเทศมีที่ตั้ง ลักษณะภูมิศาสตร์เฉพาะ
เช่นประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ชาติ (nation) เน้นในความหมาย มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด เชื้อสาย มีภาษา มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ร่วม ทั้งหมดก่อให้มีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน มักจะแสดงออกให้เป็นชัดผ่านเอกลักษณ์ต่างทั้งรูปร่างหน้าตา ภาษา พฤติกรรม
นิยามคำว่า ชาติ จะเกี่ยวข้องกับ อุดมการณ์ชาตินิยม (Nationalism) เป็นอุดมการณ์ที่ให้ความสำคัญกับชาติหรือความเป็นชาติอย่างมาก ผลประโยชน์ของชาติมีความสำคัญยิ่งกว่าผลประโยชน์ของส่วนบุคคล เรียกร้องให้ประชาชนเสียสละผลประโยชน์ตนเองเพื่อชาติ
ทั้งสามคำ จำง่ายๆว่า รัฐ เน้นมีอำนาจอธิปไตย ประเทศเน้นอาณาบริเวณ ส่วนชาติเน้นมีวัฒนธรรมร่วม ความรู้สึกถึงผลประโยชน์ร่วมกัน

ยกตัวอย่าง ในอดีตมีคนจีน (ชาติจีน) เดินทางมาอาศัยประเทศไทย และต่อมาแต่งงานมีลูกหลานเกิดในไทย ลูกหลานเหล่านี้เป็นคนชาติไทยโดยที่ยังมีความเป็นชาติจีน (เชื้อสายจีน) ผสมอยู่ อาศัยอยู่ในประเทศไทย ภายใต้การปกครองของรัฐไทย
คนชาติไทยมีสัญชาติ (Nationality) ไทย

ส่วนคำว่า รัฐชาติ (Nation-state) หมายถึง
หมายถึง รัฐอธิปไตยที่พลเมืองเป็นอันหนึ่งอันเดียวภายใต้ความเป็นชาติ มีความสัมพันธ์หรือพฤติกรรมบางอย่างร่วม เช่น ภาษาหรือความการสืบเชื้อสายเผ่าพันธุ์
หมายถึง คนของชาติที่ก่อตั้งเป็นรัฐหรือประเทศ
ตัวอย่างที่เด่นชัด เช่น ญี่ปุ่น เยอรมัน ซึ่งประกอบด้วยคนเผ่าพันธุ์ญี่ปุ่นหรือเยอรมันที่ก่อตั้งเป็นประเทศ
แต่รัฐชาติส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักประกอบด้วยคนหลายเชื้อสาย (หลายชาติมารวมกัน) เช่น ประเทศไทยก็ประกอบด้วยคนหลายเชื้อสาย
คนบางชาติไม่มีรัฐ เช่น พวกเคิร์ด ที่กระจายอยู่ในหลายประเทศโดยเฉพาะตุรกี อิรัก อิหร่าน หรือพวกมอญ ที่กระจายอาศัยอยู่ในพม่ากับไทย

 แนวคิด ทฤษฎีกำเนิดแห่งรัฐ (Origin of State)

·       เกริ่น
รัฐในที่นี้หมายถึงรัฐในความหมายทั่วไป อาจเป็นประเทศ อาณาจักรโบราณก็ได้
·        การหาคำตองเรื่องกำเนิดแห่งรัฐมีทั้งที่เป็นแนวคิดกับทฤษฎี มีแนวคิด ตัวอย่างทฤษฎีกับแนวคิดที่สำคัญ เช่น ...

·       ทฤษฎีเทวสิทธิ์ (divine right theory)
หลักสำคัญของทฤษฎีนี้คือรัฐมีกำเนิดจากพระประสงค์ของพระเจ้าหรือเทพ ทฤษฎีนี้ยังแบ่งออกไปอีกหลากหลายตามความเชื่อของแต่ละพื้นที่แต่ละศาสนา
โดยรวมแล้ว ทฤษฎีนี้เชื่อว่าพระเจ้าส่งผู้ปกครองหรือแต่งตั้งผู้ปกครองมาปกครองประชาชน ดังนั้น ประชาชนต้องยอมรับอำนาจการปกครองจากคนเหล่านี้ เช่น ฮ่องเต้ของอาณาจักรจีนโบราณเป็นโอรสแห่งสวรรค์ที่ถูกส่งลงมาปกครองโลกมนุษย์ ได้รับอำนาจอันชอบธรรมจากสวรรค์
            เซนต์ ออกัสติน มีความเห็นว่า รัฐหรือสถาบันการปกครองเกิดขึ้นเพราะผลของบาปที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นไว้ สถาบันการปกครองทั้หลายนั้นเกิดขึ้นตามความประสงค์ของพระเจ้า บรรดาผู้ปกครองทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นตามความประสงค์ของพระเจ้า บรรดาผู้ปกครองทั้งหลายนั้นล้วนแล้วแต่ได้รับอำนาจหน้าที่มาจากพระเจ้าทั้งสิ้นเพื่อที่จะสร้างสรรค์สันติภาพและความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในโลกมนุษย์
            ความเชื่อแบบคริสต์ถือว่าพระเจ้าแต่งตั้งหรือให้อำนาจแก่บางคนเพื่อเป็นผู้ปกครอง และชาวยุโรปโบราณถือความเชื่อนี้ที่แม้ในยุคกลาง (Middle Age) ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ต้องได้รับการประกอบพิธีกรรมรับมอบอำนาจจากประมุขศาสนาเสียก่อน
            ทฤษฎีเทวสิทธิ์นี้แม้จะต่างกันว่าพระเจ้าใดเป็นผู้สร้างรัฐ แต่ได้รับการยอมรับในแถบทุกศาสนา ทุกภูมิภาคทั่วโลก และใช้อยู่นานนับพันปีจนเสื่อมความนิยมมาสมัยเมื่อมนุษย์มีความรู้วิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้นและลดความเชื่อเรื่องศาสนา
            ดังนั้น คนที่เชื่อทฤษฎีเทวสิทธิ์นี้จึงเป็นผู้ที่ยึดหลักศาสนาหรือความเชื่อของตนเป็นสำคัญ

·       แนวคิด การตอบสนองความต้องการของกันและกัน
เพลโต้ (Plato) ถือว่า รัฐเกิดขึ้นในเบื้องแรกเพื่อสนองความต้องการอันจำเป็นซึ่งกันและกันของคนเรา ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าคนเรานั้นมีความจำเป็นมากมายหลายอย่างและเขาก็ไม่สามารถที่จะสนองความต้องการทุกอย่างของเขาด้วยตัวเขาเองได้ ในที่สุดคนเราก็จะเรียกร้องความช่วยเหลือจากคนอื่นๆเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของเขา และเมื่อเราสามารถที่จะรวบรวมจำนวนคนที่จะช่วยเราในเรื่องความต้องการแต่ละอย่างเข้ามาอยู่ร่วมกันในสถานที่เดียวกัน เราเรียกสถานที่นั้นว่ารัฐหรือ Polis”
ตามทรรศนะของเพลโต้นี้การเกิดขึ้นของรัฐเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ รัฐเป็นเสมือนเครื่องมือที่จะตอบสนองความต้องการทั้งหลายของคนเรา ดังนั้นคนเราจะมีความสมบูรณ์พูนสุขได้ก็แต่โดยอาศัยอยู่ในรัฐเท่านั้น ปราศจากรัฐเมื่อไรคนอาจจะพบกับความหายนะหรือความเสื่อมทรามของชีวิตในที่สุด ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเขาเชื่อว่าธรรมชาติของคนนั้นเป็นสัตว์สังคม จึงต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคม (การมือง) เท่านั้นจึงจะมีความเป็นคนที่สมบูรณ์นั่นเอง

คำถามชวนคิด การเมืองในปัจจุบันช่วยให้มีชีวิตดีขึ้นหรือแย่ลง ควรที่จะแยกอยู่คนเดียวในโลกหรือไม่

            ทรรศนะของอริสโตเติลสอดคล้องกับเพลโต เขาเห็นว่าคนนั้นมีสัญชาติญาณที่จะแสวงหาอำนาจและสิ่งที่จะสนองความต้องการของคน ทั้งหลายเหล่านี้ไม่สามารถที่จะหาได้จากที่อื่นนอกจากภายในรัฐเท่านั้น ดังนั้นรัฐจึงเป็นประชาคมซึ่งทำให้ชีวิตของคนเราดีขึ้นและสมบูรณ์ขึ้นกว่าที่ไม่มีรัฐ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือไม่มีชีวิตมนุษย์ที่แท้จริงอยู่ภายนอกรัฐ

            คำถามอภิปราย นักวิชาการบางท่านตั้งคำถามว่ารัฐไทยมีขนาดใหญ่ไปหรือไม่ จากการที่คนไทยปัจจุบันจำนวนมากขาดความรู้สึกความเป็นคนของรัฐ มีเพียงความรู้สึกหลวมๆ อาจยึดโยงกับบางสถาบันโดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ คนชนบทผูกพันกับสังคมเล็กๆ ของตัวเองเป็นหลัก รัฐที่คนชนบทต้องการจึงเป็นรัฐเล็กๆไม่ใช่รัฐไทย

·       แนวคิด ความจำเป็นเพื่อการรักษาความยุติธรรมในสังคม
โธมัส มอร์ (Thomas Moore) เห็นว่า รัฐเกิดขึ้นเพราะความจำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งความจำเป็นในการที่จะประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม แม้ว่าพื้นฐานของสังคมนั้นจะประกอบด้วยครอบครัวต่างๆ อำนาจดำเนินการใดๆ ทั้งหลายจะอยู่ที่หัวหน้าครอบครัว การสร้างความยุติธรรมพื้นฐานทั่วๆไปนั้นสามารถพบได้ในครอบครัว แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่โตโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดทางอาญาแล้วจำเป็นที่จะต้องเรียกหารัฐเป็นผู้ชี้ขาด เพราะสิ่งนี้อยู่นอกเหนือความสามารถของแต่ละครอบครัวแล้ว เพราะฉะนั้นการเกิดขึ้นของรัฐก็คือความจำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยและธำรงค์ไว้ซึ่งความยุติธรรมนั่นเอง

·       ทฤษฎีสัญญาประชาคม (social contact theory)
 โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, ค.ศ.1588-1679) พูดถึงทฤษฎีสัญญาประชาคม ในทรรศนะของฮอบส์ ความต้องการความั่นคงปลอดภัยในชีวิตของคนเราคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดรัฐขึ้นมา ... และทำสัญญาต่อกัน ยอมสละอำนาจส่วนตัวและสร้างอำนาจร่วมขึ้นมาเพื่อที่จะบังคับไม่ให้คนประพฤติตนไปในทางเป็นภัยอันตรายหรือละเมิดความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตของผู้อื่น ทุกคนรู้ดีว่าจำเป็นต้องอยู่ภายใต้อำนาจร่วมนี้เพื่อรักษาชีวิตของตนเองหลีกหนีความตาย การเกิดขึ้นของอำนาจร่วมนี้เองก็คือการเกิดขึ้นของรัฐหรือสังคมการเมืองซึ่งฮอบส์เรียกว่าจักรภพ (Commonwealth) อันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากเจตจำนงร่วมของผู้ที่เข้ามาอยู่ร่วมกันในสังคมในลักษณะของสัญญาประชาคม ซึ่งต้องอยู่บนรากฐานของศีลธรรมและสมมติฐานที่ว่าถ้าคนหนึ่งสัญญาว่าจะกระทำการหรืองดเว้นไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว บุคคลอื่นที่ร่วมเป็นคู่สัญญาจะต้องถือปฏิบัติอย่างเดียวกันด้วย เมื่อมีการทำสัญญาจัดตั้งอำนาจร่วมขึ้นมาแล้ว ซึ่งถือเป็นอำนาจสูงสุดในจักรภพนั้น ย่อมต้องมีการจัดตั้งองค์กรที่ใช้อำนาจร่วมดังกล่าวด้วย องค์กรที่ว่านี้ก็คือองค์อธิปัตย์ (Sovereign) หรือผู้ปกครองนั่นเอง

จอห์น ล็อค (John Locke, ค.ศ.1632-1714) มองว่าธรรมชาติมนุษย์มีเหตุผลและศีลธรรม สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ แต่ด้วยการมีเสรีภาพในการดำเนินชีวิตย่อมทำให้เกิดเหตุการณ์การอ้างเสรีภาพของตนละเมิดเสรีภาพคนอื่น เกิดความขัดแย้งกันในการใช้เสรีภาพ เพื่อเป็นหลักประกันว่าเสรีภาพของทุกคนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม จึงเห็นว่าควรมีองค์กรที่ดูแลการใช้เสรีภาพของทุกคน
ล็อคเห็นว่าสัญญาประชาคม เกิดขึ้นจากความยินยอมของทุกคน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยทั้งในชีวิตและทรัพยสิน ความมั่นคงในการดำรงชีพ ความสะดวก ตลอดจนสันติภาพระหว่างกัน ทุกคนพร้อมที่จะสละสิทธิที่จะลงโทษการละเมิดกฎธรรมชาติด้วยตัวของเอง และรับรู้อำนาจบังคับที่เป็นอิสระต่อพวกเขาและอยู่เหนือพวกเขา ดังนั้นรัฐจึงเกิดจากการสละสิทธิดังกล่าวของมนุษย์จำนวนหนึ่งซึ่งเข้ามาอยู่ร่วมกันเป็นสังคมพื่อจัดตั้งองค์คณะการเมืองขึ้น หลังจากนั้นเมื่อมนุษย์คนอื่นๆเข้ามาอยู่รวมเป็นสังคมการเมือง (รัฐ) ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นแล้วเขาก็ต้องยอมรับกฎข้อบังคับต่างๆของสังคม

ฌ็อง ฌาก รุสโซ (Jean Jacques Rousseau) เป็นนักเขียนและนักปรัชญาฝรั่งเศส มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1712-1778 งานสำคัญของท่านคือ หนังสือสัญญาประชาคม (Social Contract) พิมพ์ในปี ค.ศ. 1762 หนังสือเล่มนี้เป็นการอธิบายถึงความสัมพันธ์กันของคนในสังคม ต้องการสร้างเอกภาพขององค์คณะสังคม และที่สำคัญก็คือต้องการให้ผลประโยชน์ส่วนตัวของคนเรานั้นอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ส่วนรวมหรือที่เรียกว่าเจตจำนงทั่วไป อย่างไรก็ตามเมื่อคนเราจะต้องถูกปกครองแล้ว การจะลดความทุกข์อันเกิดจากกรณีดังกล่าวนี้ได้ก็ต่อเมื่อทุกคนพร้อมใจกันเข้ามามีส่วนร่วมในการออกระเบียบกฎเกณฑ์ของสังคม ซึ่งนั่นก็หมายความว่าทุกคนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในอำนาจอธิปไตยนั่นเอง ความชอบธรรมทั้งหลายจึงจะเกิดขึ้น และนี่เองคือจุดเริ่มต้นแนวคิดเสรีนิยมของรุสโซซึ่งเป็นเจ้าของความคิดที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
            ชุมชนทางการเมืองหรือรัฐตามแนวคิดของรุสโซจึงมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยที่ยึดหลักเจตจำนงทั่วไป (General Will) อันเป็นเจตจำนงที่มีเหตุผลเป็นพื้นฐาน ทำให้รัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ทั้งปวงตามเจตจำนงของประชาชนและเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงเป็นเพียงองค์กรที่มีหน้าที่ดำเนินนโยบายให้เป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงของประชาชนส่วนใหญ่และให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนส่วนรวม

·       แนวคิด แสวงหาผู้ปกป้อง
 นิโคโล มาเคียเวลลี่ (Niccolo Machiavelli, 1469-1527) มองธรรมชาติของคนในแง่ลบ เห็นแก่ตัว ก้าวร้าว ถูกครอบงำด้วยกิเลสตัณหา ชอบต่อสู้แข่งขัน แสวงหาอำนาจ โลภ ฯลฯ จากลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้คนที่แข็งแกร่งกว่าได้เปรียบคน คนอ่อนแอจะถูกทำลาย ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกข่มเหงรังแก สังคมในลักษณะนี้จึงมีแต่ความวุ่นวาย ขาดความมั่นคง เมื่อเป็นเช่นนี้บรรดาพวกที่อ่อนแอจึงยอมมอบตัวอยู่ภายใต้การปกป้องคุ้มครองของผู้ที่แข็งแรงกว่า และบุคคลผู้นี้องที่จะเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ทางสังคมเพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัย สวัสดิภาพและสันติภาพขึ้นในสังคม และนี่ก็คือบ่อเกิดของรัฐนั่นเอง

·       ทฤษฎีการใช้กำลังบังคับ (force theory)
ทฤษฎีนี้มุ่งอธิบายว่ามนุษย์หากอยู่ลำพังย่อมถูกผู้มีกำลังเหนือกว่ากดขี่ข่มเหง จึงต้องอยู่รวมกันเพื่อการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และรวมถึงการไปรุกรานผู้อื่นด้วย การอยู่รอดจากภัยคุกคามด้วยกำลังจากภายนอกและการสร้างความยิ่งใหญ่ให้มีอำนาจมากขึ้นกับกลุ่มตัวเองจึงเป็นเหตุจำเป็นให้เกิดการรวมตัวกัน เกิดเป็นรัฐที่มีอำนาจอันชอบธรรมในการใช้กำลังทั้งเพื่อการปกป้องตัวเองและเพื่อรุกรานคนอื่น ลัทธินาซีสนับสนุนทฤษฎี

·       ทฤษฎีธรรมชาติ (Natural Theory) หรือทฤษฎีสัญชาตญาณ (Instinctive Theory)
ทฤษฎีนี้อธิบายว่าเป็นธรรมชาติหรือสัญชาตญาณของมนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นครอบครัว เป็นตระกูล เป็นเผ่า เหมือนสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดที่อยู่เป็นสังคมขนาดใหญ่ เช่น สังคมมด สังคมผึ้ง สังคมลิง ซึ่งภายในสังคมหรือกลุ่มก้อนเหล่านี้มีระบบระเบียบ มีการแบ่งหน้าที่การทำงาน มีการบริหารจัดการ มีผู้นำ การอยู่เป็นกลุ่มสังคมแบบนี้ทำให้มนุษย์ดำรงอยู่ได้ดีกว่าการอยู่คนเดียว มนุษย์เองก็ได้เรียนรู้ประโยชน์จากการอยู่ร่วมกันด้วย และเกิดการพัฒนาการบริหารจัดการ การปกครองในกลุ่มของตนเองว่าควรเป็นอย่างไรจึงจะดีที่สุด

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เสียงเรียกร้องรัฐบาลอินโดนีเซียยุติอุดหนุนราคาน้ำมัน

23 มิถุนายน 2013
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6075 วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2556) 
             เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ท่ามกลางเสียงสนับสนุน เสียงคัดค้าน การชุมนุมประท้วงนโยบายขึ้นราคาน้ำมันจากประชาชนบางกลุ่ม พลโทซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ประธานาธิบดีอินโดนีเซียให้เหตุผลว่า “เราต้องปกป้องเศรษฐกิจมหภาค” ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกร้องมานานแล้วให้รัฐบาลเลิกนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมัน ซึ่งกินงบประมาณจำนวนมหาศาล ก่อผลเสียมากมาย

นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมัน
            อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันต่อเนื่องยาวนาน คือตั้งแต่ปีค.ศ. 1967 รัฐบาลประกาศว่าเพื่อเพิ่มกำลังซื้อแก่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทั้งจะช่วยตรึงราคาสินค้าอื่นๆ ไปในตัว ในเวลาเกือบ 5 ทศวรรษ ประเทศผลัดเปลี่ยนรัฐบาลหลายชุด ผ่านสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศมากมาย ผ่านความผันผวนของราคาน้ำมันตลาดโลก บางช่วงรัฐบาลเพิ่มการอุดหนุน บางช่วงลดการอุดหนุน ปรับเปลี่ยนรูปแบบหลายครั้ง ปัจจุบันใช้วิธีตรึงราคาน้ำมันสำเร็จรูปหลายชนิด ดำเนินมาตรการอุดหนุนหลายอย่างเพื่อกดค่าไฟฟ้าจนต่ำกว่าราคาทุน
            รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายลดการอุดหนุน เคยประกาศว่าจะค่อยๆ ลดการอุดหนุนร้อยละ 10-15 ต่อปีในช่วง 2011-14 แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินตามแผนเนื่องจากไม่อาจทนแรงกดดันจากการประท้วง การขึ้นราคาในเดือนมิถุนายนนี้เป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008 หรือเท่ากับรัฐบาลได้ตรึงราคา 5 ปีแล้ว โดยจะขึ้นราคาน้ำมันเบนซินจากปัจจุบันที่ราคา 4,500 รูเปียร์อินโดนีเซีย หรือเท่ากับ 16.56 บาทต่อลิตร (คิดจาก 1,000 รูเปียร์ต่อ 3.68 บาท) เป็น 6,500 รูเปียร์อินโดนีเซียหรือเท่ากับ 23.92 บาท ส่วนน้ำมันดีเซลจะขึ้นจาก 4,500 รูเปียร์อินโดนีเซีย (ราคาเดียวกับน้ำมันเบนซิน) หรือเท่ากับ 16.56 บาทต่อลิตร เป็น 5,500 รูเปียร์อินโดนีเซียหรือเท่ากับ 20.24 บาท
            คาดว่าผลการขึ้นราคาน้ำมันจะทำให้สินค้าอื่นๆ หลายรายการขึ้นราคาตาม เช่น ข้าวสาร ค่าขนส่ง ในการนี้รัฐบาลเตรียมรองรับผลกระทบโดยจะให้เงินสงเคราะห์ 150,000 รูเปียร์ต่อเดือนแก่ผู้มีรายได้น้อย 15.5 ล้านครอบครัว คาดว่าจะช่วยคนอินโดนีเซียได้ราว 62 ล้านคน หรือราวหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งหมด นายชาติบ บาสรี รัฐมนตรีกระทรวงการคลังชี้ว่าหากรัฐบาลไม่ให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจำนวนผู้ยากจนจะเพิ่มจากร้อยละ 10.5 เป็นร้อยละ 12.1 หรือเท่ากับเพิ่มขึ้นอีก 4 ล้านคน ทำให้มีผู้ยากจนทั้งสิ้นราว 30 ล้านคน เป็นการเปลี่ยนจากการอุดหนุนน้ำมันแก่ทุกคนมาเป็นการอุดหนุนผู้มีรายได้น้อยอย่างเจาะจง
            การที่รัฐบาลต้องออกนโยบายช่วยเหลือรองรับการขึ้นราคาน้ำมัน ก่อให้เกิดความคิดความรู้สึกหลายอย่าง สะท้อนว่าประชาชนจำนวนถึงหนึ่งในสี่อยู่ในสภาพที่ต้องรอรับความช่วยเหลือจากรัฐ การปรับขึ้นราคาน้ำมันอาจกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก นโยบายให้เงินสงเคราะห์ช่วยบรรเทาผลกระทบได้มากน้อยเพียงไร รัฐบาลยังต้องทำงานอีกมาเพื่อแก้ปัญหาความยากจน และเกิดคำถามว่าประเทศกำลังก้าวไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่
           
เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการอุดหนุนทั้งหมด
            เรื่องหนึ่งที่ต้องตระหนักคือราคาใหม่ยังเป็นราคาอุดหนุนอยู่ดี ยังต่ำกว่าราคาตลาดโลกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 นั่นหมายความว่ารัฐบาลยังต้องใช้ภาษีของประชาชนเพื่ออุดหนุนราคา บรรดานักเศรษฐศาสตร์กับผู้นำธุรกิจเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการอุดหนุนน้ำมันโดยสมบูรณ์ โดยให้เหตุผลดังนี้
            ประการแรก เบียดบังงบประมาณที่ใช้ในทางอื่น
            ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการอุดหนุนมักจะเปรียบเทียบงบประมาณที่รัฐบาลใช้อุดหนุนกับงบประมาณด้านการลงทุน งบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศ เช่น งบประมาณที่รัฐบาลใช้อุดหนุนราคาน้ำมันในปี 2010 เป็นเงินมากกว่างบประมาณที่ให้กับ 4 กระทรวงเหล่านี้รวมกัน อันได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
            สองปีก่อนหน้านั้น (2008) เป็นปีที่นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันกินงบประมาณมากที่สุด คือต้องใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้นราวร้อยละ 4 ของจีดีพีหรือเท่ากับร้อยละ 20 ของงบประมาณรายงายประจำปี (2008) งบประมาณดังกล่าวสูงกว่างบประมาณที่ใช้ในการลงทุนกับงบประมาณที่ใช้ในโครงการช่วยเหลือสังคมทั้งหมดรวมกัน เนื่องจากเป็นปีที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นสูงผิดปกติ รัฐบาลยืนยันตรึงราคาเท่าเดิมทำให้ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นมาก ส่วนปีที่แล้ว (2012) รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอุดหนุนน้ำมันทั้งหมดราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6 แสนล้านบาท)
            ผลเสียคือขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศลดลง เสียโอกาสที่จะใช้เงินเพื่อพัฒนาประเทศ
            ประการที่สอง ทำให้งบประมาณขาดดุล
            เนื่องจากน้ำมันราคาถูกก่อให้เกิดการใช้อย่างฟุ่มเฟือยไร้ประสิทธิภาพ ประเทศที่ครั้งหนึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันมาวันนี้กลายเป็นผู้นำเข้า และเมื่อต้องนำเข้าในราคาตลาดโลกแล้วนำมาขายในราคาต่ำกว่าจึงเป็นเหตุให้รัฐบาลต้องขาดดุลงบประมาณ ส่งผลไม่เพียงแต่ทำให้รัฐบาลตัดลดงบประมาณกระทรวงอื่นๆ ยังต้องกู้เงินเพิ่มเติม เป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับ
            ประการที่สาม เกิดผลเสียอื่นๆ อีกหลายด้าน
            การที่น้ำมันในประเทศมีราคาต่ำกว่าตลาดโลก จึงไม่มีผู้ใดสนใจพัฒนาหรือลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก อุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพราะไม่คุ้มค่าการลงทุนเพื่อการประหยัดพลังงาน น้ำมันจำนวนมากถูกลักลอบนำไปขายแก่ผู้ให้ราคาสูงกว่าทั้งในและต่างประเทศ และการที่สังคมมุ่งใช้น้ำมันที่ได้รับการอุดหนุนซึ่งมีคุณภาพต่ำกว่าส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่ควร
            ประการที่สี่ กลุ่มผู้มีฐานะดีคือผู้ได้ประโยชน์มากกว่า
            International Institute for Sustainable Development ชี้ว่ามีหลักฐานงานวิจัยมากมายให้ข้อสรุปว่าความจริงแล้วผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการอุดหนุนราคาน้ำมันมากที่สุดไม่ใช่ผู้มีรายได้น้อย แต่เป็นกลุ่มผู้มีฐานะดีเนื่องจากมีกำลังซื้อมากกว่า วิถีชีวิตของพวกเขาใช้พลังงานมากกว่า (บ้านมีเครื่องปรับอากาศ มีเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก มีรถยนต์ ส่วนคนจนนั่งรถเมล์หรือขี่มอเตอร์ไซค์)
            ข้อมูลชิ้นหนึ่งชี้ว่าหากนำประชาชนอินโดนีเซียทั้งประเทศมาต่อแถวเรียงตามฐานะทางเศรษฐกิจจากผู้มีฐานะดีสุดไล่ลงมาเรื่อยๆ จนถึงคนยากไร้ที่สุด พบว่าในแถว 100 คนนั้น หัวแถว 10 คนแรกที่ร่ำรวยสุดเป็นผู้บริโภคน้ำมัน (ที่รัฐอุดหนุน) ถึงร้อยละ 45 ของปริมาณน้ำมันทั้งหมด ส่วนท้ายแถว 10 คนสุดท้ายที่ยากไร้ที่สุดรวมกันแล้วบริโภคน้ำมันไม่เกินร้อยละ 1
            งานวิจัยอีกชิ้นพบว่าหัวแถว 50 คนจากฝั่งผู้มีฐานะบริโภคน้ำมันกว่าร้อยละ 90 เท่ากับว่าประชากรอีกครึ่งที่เป็นผู้มีรายได้น้อยกว่าจนถึงน้อยที่สุดนั้นได้ประโยชน์จากงบประมาณอุดหนุนไม่ถึงร้อยละ 10 เท่านั้น กรณีค่าไฟฟ้ามีลักษณะทำนองเดียวกัน
            นโยบายที่รัฐบาลประกาศว่าจะช่วยเหลือคนยากคนจน แท้จริงแล้วกลุ่มคนผู้มีฐานะดีต่างหากที่ได้ประโยชน์มากที่สุด

            สังคมอินโดนีเซียถกเถียงเรื่อยมาว่ารัฐควรอุดหนุนราคาน้ำมันหรือไม่ ฝ่ายที่เห็นควรจะอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ป้องกันสินค้าขึ้นราคา ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยชี้ว่าทำให้สังคมใช้น้ำมันฟุ่มเฟือยไร้ประสิทธิภาพ รัฐบาลต้องนำเงินภาษีซึ่งก็คือเงินประชาชนทั้งประเทศมาใช้อุดหนุน ต้องตัดงบประมาณกระทรวงอื่นๆ ตัดงบประมาณที่ใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศ ส่งผลให้เสียต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งยังเกิดคำถามว่าหากรัฐบาลนำงบอุดหนุนมาพัฒนาแรงงาน สร้างอาชีพแก่ชุมนุม หรือใช้ในโครงการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ยากไร้จะเป็นประโยชน์มากกว่าหรือไม่ ดังคำกล่าวที่ว่า ไม่มีของฟรีในโลก
            มีผู้ทำการศึกษาและพบว่าแทนที่รัฐบาลจะใช้นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมัน หากปล่อยให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศลอยตัวตามกลไกตลาดโลก สังคมใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศอินโดนีเซียจะกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน รัฐมีกำไรจากการขายน้ำมัน สามารถนำกำไรเหล่านี้มาพัฒนาประเทศ ช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นคำถามให้คิดว่านโยบายใดเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
            อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันมาอย่างยาวนานเกือบ 5 ทศวรรษแล้ว มีผู้ศึกษาวิจัยทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก ผลดีผลเสียที่เกิดขึ้นเห็นชัดเจน ไม่อาจพูดว่าผู้ถือครองอำนาจรัฐกับสังคมไม่รู้ผลดีผลเสีย รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ ณ วันนี้อยู่ในภาวะต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเลือกดำเนินนโยบายทางใดล้วนเกิดผลกระทบแง่ลบบางด้าน จะอุดหนุนมากเท่าเดิมก็ทำไม่ได้ หากลอยตัวก็จะสร้างปัญหา มีแรงกดดันจากกลุ่มผู้ประท้วงเรื่อยมา ในขณะที่บางคนเห็นว่าการปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้จริงถ้าไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง มีตัวอย่างหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปแม้มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าอินโดนีเซีย ดังนั้นอินโดนีเซียน่าจะทำได้ด้วย แต่ที่รัฐบาลไม่ทำเช่นนั้นเนื่องด้วยหวังผลประโยชน์ทางการเมือง ทิ้งรากปัญหาให้ประชาชนทั้งประเทศแบกรับต่อไป
            ในทางปฏิบัติคงเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกการเมืองออกจากการปฏิรูป สุดท้ายเป็นเรื่องของการตัดสินใจของคนทั้งสังคมว่าต้องการอะไร ที่สำคัญคือต้องผ่านการใคร่ครวญอย่างรอบคอบ อย่างมีความเข้าใจ  รู้ว่าผู้ได้ประโยชน์จากนโยบายคือใคร ผลดีผลเสียเป็นอย่างไร มีทางเลือกที่ดีกว่าหรือไม่ แก้ปัญหาอย่างมีวิสัยทัศน์อย่างมียุทธศาสตร์ หากมองในภาพกว้างนโยบายอุดหนุนน้ำมันเป็นเพียงตัวแทนหนึ่งของนโยบายอื่นๆ ที่สังคมจำต้องรู้และตัดสินใจ เพราะส่งผลกระทบโดยตรงแก่คนรุ่นปัจจุบันและคนในรุ่นอนาคต
            นายซูรโย บัมบัง ซูสิสโต (Suryo Bambang Sulisto) ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (Indonesian Chamber of Commerce and Industry) กล่าวว่ารัฐบาล “ควรนำเงินที่ใช้อุดหนุนไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” ของประเทศจะดีกว่า “การอุดหนุนน้ำมันเหมือนมะเร็งร้าย” หากยิ่งชะลอเวลาเนิ่นนานออกไปโรคจะยิ่งลุกลาม “การรักษานั้นเจ็บปวดแต่จะช่วยให้แข็งแรงขึ้น สุขภาพดีขึ้น”
-----------------------------

บรรณานุกรม:
1. Indonesia president defends fuel hike plan after protests, AFP, 18 June 2013, http://sg.news.yahoo.com/indonesia-presses-fuel-hike-despite-popular-anger-073355364.html
2.  Annabelle Mourougane, Phasing Out Energy Subsidies in Indonesia, OECD Economics Department Working Papers, No. 808, OECD Publishing, http://www.oecd-ilibrary.org/docserver/download/5km5xvc9c46k.pdf?expires=1371740999&id=id&accname=guest&checksum=E1B783BF9EDFDEA8BC9342C5964623E0
3. Fuel-price hike has to wait, The Jakarta Post, 19 June 2013,
http://www.thejakartapost.com/news/2013/06/19/fuel-price-hike-has-wait.html
4. Abolish All Fuel Subsidies, Kadin Tells Govt, The Jakarta Globe, 19 June 2013, http://www.thejakartaglobe.com/news/next-abolish-all-fuel-subsidies-kadin-tells-govt/
5. Tim Bulman, Wolfgang Fengler and Mohamad Ikhsan, Indonesia's Oil Subsidy Opportunity, Far Eastern Economic Review, June 2008, http://siteresources.worldbank.org/INTINDONESIA/Resources/226271-1176706430507/3681211-1180923540599/oil_feer.pdf
6. Sophie Song, Indonesia's Move To Cut Fuel Subsidy Could Make A Difference For The Country's Economic Future, International Business Times, 20 June 2013, http://www.ibtimes.com/indonesias-move-cut-fuel-subsidy-could-make-difference-countrys-economic-future-1314837#
7. A Citizen's Guide to Energy Subsidies in Indonesia, International Institute for Sustainable Development, http://www.iisd.org/pdf/2011/indonesia_czguide_eng.pdf, accessed 20 June 2013
8. Govt finally announces new fuel prices, The Jakarta Post, 21 June 2013, http://www.thejakartapost.com/news/2013/06/21/govt-finally-announces-new-fuel-prices.html

----------------