วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ทรัมป์ยืนยันยึดมั่นสัมพันธ์สหรัฐ-ยุโรป

26 กุมภาพันธ์ 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7415 วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560)

คำขู่ของทรัมป์ :
            ตั้งแต่ช่วงหาเสียง โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) พูดแง่ลบต่อนาโตอย่างรุนแรง เห็นว่าล้าสมัยและให้ความสำคัญต่อการต่อต้านก่อการร้ายน้อยเกินไป ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐต้องจ่ายเงินสนับสนุนมากเกิน ไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้ ในขณะที่ชาติสมาชิกอื่นๆ แบกรับภาระน้อยเกินไป ไม่ยุติธรรมต่อสหรัฐ ดังนั้นหากชาติสมาชิกนาโตไม่ช่วยแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จะขอพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต และถ้าการทำเช่นนี้เป็นเหตุให้นาโตแตกก็ให้แตกไปเลย
            ประธานาธิบดีทรัมป์วิพากษ์พันธมิตรยุโรปอีกหลายเรื่อง ด้านนักวิเคราะห์กับสื่อฝั่งยุโรปวิพากษ์กลับว่ารัฐบาลทรัมป์มีความเป็นประชาธิปไตยมากเพียงใด กำลังกลายเป็นพวกอำนาจนิยมใช่หรือไม่ ความสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติกกระเทือนอย่างเห็นได้ชัด
            กลางเดือนกุมภาพันธ์ Jim Mattis รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐออกแถลงการณ์ยื่นคำขาดว่า หากชาติสมาชิกนาโตไม่เพิ่มงบกลาโหมให้ถึงเป้าหมาย สหรัฐอาจปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์กับประเทศนั้น “ถ้าประเทศคุณไม่อยากให้อเมริกาลดพันธะการเป็นพันธมิตร แต่ละประเทศจะต้องแสดงออกว่าสนับสนุนความมั่นคงร่วม”
            ปัจจุบันมีเพียง 5 ชาติจากสมาชิกทั้งหมด 28 ประเทศที่ใช้จ่ายตามเป้าหมาย และเห็นว่าการที่รัสเซียยึดไครเมียเมื่อปี 2014 เป็นหลักฐานชี้ว่ารัสเซียกำลังคุกคามตะวันตก

ยุโรปที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น :
Jean-Claude Juncker ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) กล่าวหลังแถลงการณ์ของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐว่า ยุโรปไม่ควรเพิ่มงบกลาโหมตามแรงผลักดันจากสหรัฐ การเมืองสมัยใหม่มีเรื่องอื่นๆ มากกว่าการป้องกันประเทศ เช่น การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับการพัฒนาประเทศ อเมริกาพูดทำนองนี้มาหลายปีแล้ว ผมไม่เห็นด้วยเลย ไม่ควรมองความมั่นคงในกรอบแคบๆ ว่าคือเรื่องการทหาร ประเทศจะมั่นคงหรือไม่ ไม่ขึ้นกับการมีกองทัพเท่านั้น ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ อีกมาก และเห็นว่าประธานาธิบดีทรัมป์อาจต้องใช้เวลาอีก 2 ปีกว่าจะเรียนรู้รากฐานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ไม่นานก่อนหน้านี้ เทเรซา เมย์ (Theresa May) นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวว่า อังกฤษกับอเมริกาจะไม่ก่อสงครามที่ล้มเหลวอีก “เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของเราในโลกนี้” แต่ทั้ง 2 ประเทศจะไม่นิ่งเฉยหากเผชิญภัยคุกคามแท้ๆ ถึงเวลาแล้วที่ 2 ประเทศจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ และ “นำพร้อมกัน อีกครั้ง” เพื่อผลประโยชน์ของทั้งคู่ ปกป้องค่านิยมของตน
            นายกฯ เมย์กล่าวถึงสงครามที่ล้มเหลว เพื่อเอ่ยถึงการทำสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัมแห่งอิรัก ที่มีข้อสรุปชัดเจนแล้วว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิด
รายงานการไต่สวนกรณีอิรัก (The Iraq Inquiry) เมื่อปี 2016 ได้ข้อสรุปว่าแท้จริงแล้วยังไม่จำต้องเปิดฉากทำสงครามต่ออิรัก แม้ซัดดัม ฮุสเซนเป็นจอมเผด็จการผู้โหดเหี้ยมก็ตาม การตัดสินใจส่วนตัวของนายกฯ โทนี แบลร์ (Tony Blair) เป็นเหตุให้อังกฤษเข้าสู่สงคราม เอกสารที่รัฐบาลแบลร์เสนอต่อสภาล่างเมื่อกันยายน 2002 ไม่มีน้ำหนักพอที่จะสรุปว่าโครงการอาวุธเคมีกับชีวภาพของอิรักกำลังเติบใหญ่
หลักฐานที่พยายามชี้ว่าอิรักมีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction: WMD) นั้นไม่ถูกต้อง เพราะก่อนนั้นมีข้อมูลว่ารัฐบาลอิรักได้ทำลายหมดแล้ว การทำสงครามกับอิรักจึงเป็นแผนที่มาจาก “ข่าวกรองและการประเมินผลที่บกพร่อง”
หลังพยายามค้นหา WMD อยู่หลายปีจากหลายทีม ในที่สุดรัฐบาลบุชยอมรับว่าแท้จริงแล้วอิรักไม่มี WMD นายพล Colin Powell ยอมรับว่าสหรัฐไม่มีหลักฐานใดๆ พิสูจน์ว่ารัฐบาลซัดดัมมีความเชื่อมโยงกับพวกอัลกออิดะห์ ที่ผ่านมาเป็นเพียงข้อสงสัยเท่านั้น
สงครามเป็นเหตุให้ชาวอิรักอย่างน้อย 150,000 คนเสียชีวิต (ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน) มากกว่า 1 ล้านคนต้องอพยพย้ายถิ่น เป็นต้นเหตุหลายปัญหาที่สืบเนื่องจนถึงทุกวันนี้

อิสลามศาสนาแห่งสันติ :
            ในเรื่องต่อต้านก่อการร้ายที่รัฐบาลทรัมป์กำลังให้ความสำคัญ นายกฯ เมย์กล่าวว่าต้องแยกระหว่าง “อุดมการณ์สุดโต่งและการจงเกลียดจงชัง” ของพวกมุสลิมสุดโต่ง กับ “อิสลามศาสนาแห่งสันติ และผู้ยึดถือศาสนานี้หลายร้อยล้านคน” เฉพาะอังกฤษมีมุสลิมหลายล้าน และตกเป็นเหยื่อของอุดมการณ์อันโหดร้าย
ในทำนองเดียวกัน นางอังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่าอิสลาม “ไม่ใช่ต้นเหตุก่อการร้าย” อีกทั้งการต่อสู้กับพวกสุดโต่งจำต้องอาศัยความร่วมมือจากชาติมุสลิม รวมทั้งประเทศอื่นๆ อย่างรัสเซียด้วย

            ประเทศในยุโรปแม้แตกต่าง มีเป้าหมายผลประโยชน์คล้ายบ้างต่างบ้าง และถึงขั้นขัดแย้งในบางเรื่อง แต่เมื่อเผชิญการท้าทายยิ่งใหญ่ พวกเขาสามารถรวมตัวกันได้ ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐหรือมหาอำนาจอื่นจะหยิบยื่นผลประโยชน์หรือข่มขู่อย่างไร ความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับความมั่นคงในหมู่ประเทศยุโรปยังคงอยู่ต่อไป และน่าจะเป็นประโยชน์ยั่งยืนมากกว่า
            ในสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงนโยบายต่อต้านก่อการร้ายว่า เรากระชับพันธมิตรเก่าและสร้างมิตรใหม่ จะร่วมกับโลกอารยะต่อต้านก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง (radical Islamic terrorism) จะทำลายพวกนี้ให้สูญสิ้นจากแผ่นดินโลก
            นโยบายของรัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้ม “เหมารวม” มองแง่ลบต่อมุสลิมทุกคน แต่ฝั่งยุโรปไม่คิดเช่นนั้น การจะ กระชับพันธมิตรเก่าและสร้างมิตรใหม่เพื่อร่วมต่อต้านก่อการร้ายดูเหมือนไม่ง่ายอย่างที่คิด และอาจส่งผลลบต่อสหรัฐยิ่งขึ้นหากรัฐบาลทรัมป์ตัดสินโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ บริบทโลกปัจจุบันเปลี่ยนจากอดีตแล้ว

สหรัฐถดถอย ยืนยันสัมพันธ์ :
            18 กุมภาพันธ์ (3 วันหลังคำขู่ของรัฐมนตรีกลาโหม) รองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ (Mike Pence) เดินทางมายุโรป กล่าวยืนยันการเป็นพันธมิตรกับยุโรป ระบุว่าหลักนโยบายต่างประเทศสหรัฐยังคงเดิม “ขอจงมั่นใจว่าสหรัฐอเมริกายังเป็นเช่นเดิมในวันนี้และจะเป็นพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมที่สุดของท่านเสมอ” และให้มั่นใจว่าประธานาธิบดีทรัมป์กับชาวอเมริกันจะยึดมั่นเอกภาพ 2 ฝั่งแอตแลนติก
            ไม่ถึงเดือนหลังทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ท่าทีของทรัมป์ต่อนาโตเริ่มเข้าร่องเข้ารอยใกล้เคียงรัฐบาลสหรัฐชุดก่อนๆ รัฐบาลทรัมป์ไม่ทิ้งนาโตตามคำขู่
น่าทบทวนว่าการใช้วิธีข่มขู่รุนแรงแบบทรัมป์ให้ผลดีหรือเสียมากกว่า และควรมองย้อนหลังตั้งแต่การมุ่งหาเสียงด้วยถ้อยคำรุนแรงตามแนวทางแบบทรัมป์ ว่าส่งผลลบต่อภาพลักษณ์ประเทศ ผลประโยชน์แห่งชาติอย่างไร
            ท้ายที่สุด นอกจากภาพลักษณ์เชิงลบ กระทบความสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติก สหรัฐคงไม่ได้แม้แต่เรื่องที่ต้องการให้ชาติสมาชิกฝั่งยุโรปเพิ่มงบประมาณเป็นร้อยละ 2 ของจีดีพี
            นี่คืออีกประเด็นต้นๆ ที่รัฐบาลทรัมป์สร้างความเสียหายต่อประเทศ ต่อชาวอเมริกันใช่หรือไม่

รัสเซียคือประเทศสำคัญ :
            ท่ามกลางเสียงคัดค้าน เป็นไปได้หรือไม่ว่าการพยายามคืนดีกับรัสเซียเป็นแผนการคิดไว้แล้ว โดยเฉพาะในยามที่ยุโรปถอยห่างจากสหรัฐ แท้จริงแล้วการคืนดีกับรัสเซียเป็นประโยชน์ต่อยุโรป ทำให้ขั้วอารยธรรมตะวันตกสมบูรณ์
            น่าติดตามว่ารัฐบาลปูตินจะยอมจับมือกับรัฐบาลทรัมป์หรือไม่ แนบแน่นเพียงใด จะถึงกับร่วมกันปิดล้อมจีน รุกคืบในตะวันออกกลางหรือไม่
            สำหรับผู้ติดตามนโยบายต่างประเทศสหรัฐมายาวนาน คำถามแรกที่เกิดขึ้นคือ เชื่อใจสหรัฐได้แค่ไหน ถ้าคิดแบบผลประโยชน์ต่างตอบแทน ต้องถามต่อว่ารัสเซียได้ประโยชน์สมน้ำสมเนื้อหรือไม่ ระเบียบโลกในระยะยาวจะเป็นอย่างไร เมื่อถึงเวลานั้นรัสเซียจะสามารถอยู่อย่างมีเกียรติสมศักดิ์ศรีหรือไม่ หรือจะกลายเป็นอีกประเทศที่ตกเป็นเบี้ยล่าง
            สังคมโลกจะได้คำตอบเหล่านี้ประธานาธิบดีปูตินในไม่อีกกี่เดือนข้างหน้า
            และถ้าพิจารณาจากท่าทีของยุโรปต่อสหรัฐ น่าจะเป็นข้อมูลว่ารัฐบาลปูตินควรตัดสินใจอย่างไร
            จะเห็นว่า ความเข้มแข็งของ Pax Americana ภายใต้รัฐบาลทรัมป์อ่อนแอลงชัดเจน ยุโรปไม่ใช่ส่วนหนึ่งที่แนบแน่นกับอเมริกาภายใต้ขอารยธรรมตะวันตกอย่างที่ เซมวล พี. ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) พูดถึง อย่างน้อยไม่ใช่ในระยะนี้

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ผ่านมา รองประธานาธิบดีเพนซ์กล่าวในโอกาสเยือนกองบัญชาการนาโตที่กรุงบรัสเซลส์ หวังว่าชาติสมาชิกนาโตทั้งหลายจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึงเป้าภายในสิ้นปี 2017 มิฉะนั้นสหรัฐจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งยังไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ความอดทนของชาวอเมริกันมีจำกัดแน่นอน
            ไม่ว่ารองประธานาธิบดีเพนซ์จะพูดขึงขังอย่างไร ท่านไม่ได้เอ่ยเรื่องสหรัฐจะถอนตัวจากนาโต และเมื่อถึงวันกำหนดเส้นตายอาจเป็นอีกครั้งที่ตอกย้ำความอ่อนแอของรัฐบาลทรัมป์
            นาโตไม่ได้ล้าสมัย แต่ไม่ตามใจสหรัฐเหมือนดังสมัยสงครามเย็นอีกแล้ว นาโตไม่ใช่เครื่องมือให้สหรัฐปิดล้อมค่ายคอมมิวนิสต์ เป็นพื้นที่เสี่ยงสงครามนิวเคลียร์ เป็นแนวหน้าของสมรภูมิ เพื่อตอบสนองสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐเรียกว่าเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของชาวอเมริกัน
-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
'นาโตล้าสมัย' หรือ 'ไม่ตามใจสหรัฐ'?
คำว่านาโตล้าสมัยเป็นคำพูดที่บิดเบือน เพราะนาโตปรับปรุงเรื่อยมา แต่ที่พูดว่าล้าสมัยเป็นเพราะไม่ตรงตามความต้องการของรัฐบาลสหรัฐ เป็นโจทย์ที่ฝั่งยุโรปต้องหาคำตอบว่าควรพึ่งพาสหรัฐหรือควรเป็นอิสระมากขึ้น แต่เนื่องจากสมาชิกปัจจุบันแตกต่างหลากหลาย ไม่อาจให้คำตอบง่ายๆ และไม่ตรงความต้องการสหรัฐเต็มร้อย ที่สุดแล้วนาโตน่าจะคงอยู่ต่อไป เพราะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากกว่า

บรรณานุกรม:
1. 5 revelations from Chilcot’s damning report into the Iraq war. (2016, July 6). RT. Retrieved from https://www.rt.com/uk/349672-chilcot-findings-iraq-blair/
2. Bazian, Hatem. (2017, January 30). Trump's war on Islam and clash of civilization wrecking crew! Daily Sabah. Retrieved from http://www.dailysabah.com/columns/hatem-bazian/2017/01/30/trumps-war-on-islam-and-clash-of-civilization-wrecking-crew
3. Birnbaum, Michael., Parker, Ashley. (2017, February 18). Pence and Merkel embrace NATO but differ on transatlantic partnership. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/pence-and-merkel-embrace-nato-but-differ-on-transatlantic-partnership/2017/02/18/909c6a92-f55c-11e6-9fb1-2d8f3fc9c0ed_story.html
4. Committee of Privy Counsellors. (2016, July 6). The Report of the Iraq Inquiry: the Executive Summary. Retrieved from http://www.iraqinquiry.org.uk/media/246416/the-report-of-the-iraq-inquiry_executive-summary.pdf
5. Culley, Jeremy. (2017, February 19). Angela Merkel says Europe must take MORE refugees and Islam 'isn't source of terror'. Daily Star. Retrieved from http://www.dailystar.co.uk/news/latest-news/589410/Angela-Merkel-more-refugees-Syria-Iraq-German-chancellor-terrorism-ISIS
6. Engdahl, William. (2004). A Century of War: Anglo-American Oil Politics and the New World Order, (Revised Ed.). London: Pluto Press.
7. EU must not let US push it to increase military spending – Juncker. (2017, February 17). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/377691-juncker-us-europe-military-demands/
8. FULL TEXT: President Donald Trump's Inauguration Speech. (2017, January 20). ABC News. Retrieved from http://abcnews.go.com/Politics/full-text-president-donald-trumps-inauguration-speech/story?id=44915821
9. Harding, Luke. (2016, July 6). Chilcot delivers crushing verdict on Blair and the Iraq war. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/uk-news/2016/jul/06/chilcot-report-crushing-verdict-tony-blair-iraq-war
10. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
11. Lamothe, Dan., Birnbaum,  Michael. (2017, February 15). Defense Secretary Mattis issues new ultimatum to NATO allies on defense spending. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/news/checkpoint/wp/2017/02/15/mattis-trumps-defense-secretary-issues-ultimatum-to-nato-allies-on-defense-spending/
12. Theresa May: UK and US cannot return to 'failed' interventions. (2017, January 27). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/uk-politics-38747979
13. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html
14. Trump predicts "very massive recession" in U.S. (2016, April 3). CNBC/Reuters. Retrieved from http://www.cnbc.com/2016/04/03/trump-predicts-very-massive-recession-in-us.html
15. US patience 'won't endure forever': Pence tells NATO to spend more, or else. (2017, January 21). RT. Retrieved from https://www.rt.com/usa/377972-pence-nato-russia-ukraine/
---------------------------

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ความหมายและต้นเหตุ “ประชานิยม” (Populism)

19 กุมภาพันธ์ 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7408 วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560)

นิยามและที่มา :
            ในแวดวงวิชาการอภิปรายกันมากว่านิยามหรือความหมาย “ประชานิยม” (Populism) คืออะไร Yoram Peri เห็นว่าประชานิยมเป็นแนวคิดที่คลุมเครือ หลายความหมาย ยากจะอธิบายชี้ชัด เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา (chameleon-like) หลายครั้งเป็นการอธิบายตีความจากเหตุการณ์เฉพาะ
Tjitske Akkerman ให้นิยามว่าคือการเคลื่อนไหวใดๆ ที่เน้นบทบาทพื้นฐานของประชาชนกับการต่อต้านชนชั้นนำ (elites) ในแต่ละเหตุการณ์ประชาชนผู้เข้าร่วมอาจเน้นคนบางกลุ่ม เช่น เกษตรกรชนบท แรงงานในเมือง หรือชนชั้นกลางระดับล่าง ไม่จำต้องหมายถึงประชาชนทั้งหมด
Margaret Canovan อธิบายว่ามักเกี่ยวข้องกับนักการเมืองหรือผู้นำการเมืองที่ใช้คำพูดเต็มด้วยความรู้สึกมากกว่าเหตุผลในการหาเสียงรณรงค์เคลื่อนไหว ชอบตำหนิประณามฝ่ายตรงข้าม ต่อต้านกลุ่มขั้วอำนาจที่มีอยู่ แนวอุดมการณ์เดิม รวมถึงหลักประชาธิปไตย เพื่อดึงดูดให้ประชาชนสนับสนุน

โดยสรุปแล้ว “ประชานิยม” คือ การเคลื่อนไหวทางการเมือง พยายามดึงประชาชนเข้ามาเป็นแนวร่วม เพื่อต่อต้านระบอบเก่า อาจเป็นระบอบการเมือง สังคม เศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศบางเรื่อง โลกาภิวัตน์ ขึ้นกับว่าอะไรคือสาเหตุแห่งความทุกข์ยาก มักเกิดขึ้นในภาวะที่ประชาชนไม่พอใจอย่างยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ โทษว่าเป็นความผิดของชนชั้นนำ
            ประชานิยมไม่นับเป็นลัทธิหรือแนวคิดทางการเมือง เป็นเพียงแนวทางหรือกลยุทธ์เคลื่อนไหวทางการเมือง ด้วยการพยายามได้ใจประชาชน ประกาศว่าทำตามความต้องการของประชาชน
เป้าหมายการเคลื่อนไหวอาจไม่อยู่ที่การเลือกตั้งแล้วได้รัฐบาลใหม่จากพรรคการเมืองเดิม เพราะกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับขวา เน้นสร้างขั้วใหม่ พรรคการเมืองใหม่ จนถึงขั้นล้มล้างระบอบเดิม
ทุกวันนี้การชี้ว่าผู้นำการเมืองหรือผู้นำรณรงค์เป็นพวกประชานิยมหรือไม่ ขึ้นกับการตีความ อาจตรงกันหรือไม่ตรงกัน บ่อยครั้งความเป็นประชานิยมเป็นลักษณะหนึ่งที่แทรกอยู่ในตัวผู้นำหรือนโยบาย

นักวิชาการมีข้อสรุปร่วมว่าประชานิยมเริ่มต้นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1870 ที่รัสเซีย นักวิชาการสุดโต่งจำนวนหนึ่งเคลื่อนไหวในหมู่เกษตรกรชนบท หวังก่อปฏิวัติสร้างสังคมนิยมเกษตร (agrarian socialism) ที่ดินเป็นของส่วนรวม ทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ร่วมกัน เชื่อว่าเป็นคำตอบแก่สังคมรัสเซีย ในขณะที่ระบอบ (ในยุคนั้น) ทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นคนชายขอบ ได้รับประโยชน์จากความเป็นชาติต่ำ ต่อต้านระบอบกษัตริย์ เศรษฐกิจทุนนิยม
ที่มาของคำว่า “พวกประชานิยม” (populist) มาจากคำว่า “narodnik” และคำว่า “populism” ตรงกับ “Narodnichestvo ในภาษารัสเซีย จากคำว่า “narod” ที่หมายถึงประชาชน
ในเวลาต่อมา ศัพท์คำนี้ขยายไปใช้ในทางอื่นๆ

ต้นเหตุขบวนการประชานิยม :
ประการแรก เป็นปฏิกิริยาตอบโต้จากกลุ่มประชาชน
ขบวนการประชานิยมเกิดขึ้นได้เพราะมีประชาชนสนับสนุน ซึ่งอาจเป็นเกษตรกร ชาวชนบท แรงงานในเมือง ชนชั้นกลางบางกลุ่มบางพวก คนเหล่านี้ไม่พอใจรัฐบาล เห็นว่าที่พวกตนตกทุกข์ได้ยากเพราะนโยบายรัฐเป็นโทษมากกว่าเป็นประโยชน์ ถูกเอาเปรียบขูดรีด ไม่อาจพึ่งพากลไกรัฐ ระบอบการเมืองที่มีอยู่ จึงสนับสนุนผู้นำรณรงค์ต่อต้านรัฐบาล เรียกร้องสิ่งที่ดีกว่า
ปรากฏการณ์ประชานิยมจึงเป็นผลย้อนกลับหรือปฏิกิริยาโต้ตอบต่อระบอบ
            การก่อเกิดของขบวนการประชานิยมในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกปัจจุบัน เป็นผลจากความล้มเหลว ขาดความศรัทธาต่อพรรคการเมืองหลัก ไม่เชื่อถือนักการเมือง ระบอบการเมือง รวมถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลกาภิวัตน์ ปัญหาจากการรวมยุโรป คนต่างด้าวอพยพ การทุจริตฉ้อฉลของชนชั้นนำ

ประการที่ 2 นักการเมือง ผู้มีบารมีหวังดึงประชาชนเป็นแนวร่วม
งานศึกษาในแถบประเทศลาตินอเมริกาอธิบายว่าคำๆ นี้มักใช้กับสถานการณ์ที่เกิดกลุ่มเคลื่อนไหว โดยผู้นำบารมีชักนำคนเมืองด้วยสัญญาช่วยเหลือ พร้อมกับต่อต้านชนชั้นอำนาจท้องถิ่นกับบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งเป็นผู้คุมระบบการเมืองเศรษฐกิจ
          ประการที่ 3 ความอ่อนแอของประชาชน ความต้องการผู้นำ
            ความบกพร่องของระบอบ อิทธิพลของชนชั้นนำ เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ประชาชน (อย่างน้อยบางส่วน) ผิดหวัง ในอีกด้านต้องหันกลับมามองที่ตัวประชาชนด้วย ทำไมประชาชนจึงปล่อยให้ระบอบมีปัญหาซ้ำซากยาวนาน ทำไมไม่เลือกตัวแทนผู้ทำหน้าที่เพื่อประชาชนจริงๆ ทั้งๆ ที่ระบอบประชาธิปไตยประกาศชัดอยู่แล้วว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเข้มแข็ง จึงนับว่าเป็นประชาธิปไตยแท้
            การที่ระบอบบกพร่อง ชนชั้นนำสามารถแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความบกพร่องของฝ่ายประชาชน และเมื่อมีใครสักคนหนึ่งประกาศตัวขอเป็นผู้นำการปฏิรูป ประชาชนกลุ่มเดียวกันนี้ยอมรับการนำอย่างง่ายๆ อีก
            ขบวนการประชานิยมจึงเกิดขึ้นเพราะสังคมมีมวลชนที่พร้อมยอมรับการนำอย่างง่ายๆ ไม่พยายามทำหน้าที่ของตัวเอง และผลักดันให้ผู้นำประชานิยมเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จ

ลักษณะพื้นฐานขบวนการประชานิยม :
ขบวนการประชานิยมในแต่ละครั้งมีทั้งส่วนที่คล้ายกับต่าง พอจะสรุปลักษณะพื้นฐานสำคัญๆ ดังนี้
ประการแรก มุ่งปลุกระดมประชาชน แยกออกจากชนชั้นนำ
การเคลื่อนไหวมุ่งปลุกระดมประชาชน หลายครั้งคือคนชนบท ประชนชนระดับรากหญ้า (grassroots) เป้าหมายการรณรงค์ที่ประกาศไว้คือเพื่อประชาชน ตอบสนองความต้องการของประชาชน ประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของประชาชน (ตรงข้ามกับชนชั้นอำนาจ นายทุน) เป้าหมายเพื่อเข้าถึงอำนาจสูงสุดของประเทศ คืนอำนาจแก่ประชาชน
ผลคือแยกประชาชนจากระบอบอำนาจเก่า
            นอกจากนี้ นักประชานิยมมักเรียกร้องให้ทำประชามติ ตัดสินเรื่องสำคัญที่ประชาชนสนใจ ให้ความสำคัญกับหลักอธิปไตยปวงชน ละเลยระบอบตัวแทน สถาบันการเมืองกับกลไกอื่นๆ ที่มีอยู่
ประการที่ 2 ใช้ร่วมกับอุดมการณ์อื่นๆ เช่น ระบอบประชาธิปไตย ชาตินิยม
ในบางกรณีพวกประชานิยมจะเชิดชูประชาธิปไตย ชี้ว่าระบอบปัจจุบันไม่เป็นประชาธิปไตยแท้ จึงเคลื่อนไหวเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หากกลุ่มได้อำนาจเท่ากับเป็นการคืนอำนาจแก่มวลชน แต่เมื่อได้อำนาจแล้วอาจเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยหรือไม่ก็ได้ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่ดีกว่า สมควรบริหารประเทศต่อเนื่อง เชิดชูชาตินิยม เชื่อผู้นำ ลดละความสำคัญของการเลือกตั้ง
ประการที่ 3 เรียกร้องปฏิรูป ต่อต้านแนวคิดหรือค่านิยมที่เป็นอยู่
การเคลื่อนไหวมักเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป บางกรณีหวังเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน
อนึ่ง ในระยะหลังการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชานิยมอาจไม่ถึงขั้นต้องการล้มล้างระบอบเดิมทั้งหมด แนวทางประชานิยมอาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กับนโยบายที่นักการเมืองใช้หาเสียง รณรงค์ต่อต้านบางนโยบายหรือแนวทางบางอย่าง เช่น ต่อต้านโลกาภิวัตน์ แรงงานต่างด้าว

ประชานิยม 3 ประเภท :
Tjitske Akkerman แบ่งประชานิยมเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประชาเกษตรนิยม (agrarian populism) ประชาเศรษฐกิจนิยม (economic populism) ประชาการเมืองนิยม (political populism)
            ประเภทแรก ประชาเกษตรนิยม (agrarian populism)
เน้นการเคลื่อนไหวของเกษตรกรชนบท ชาวบ้านที่อยู่ห่างไกล
ตัวอย่างได้แก่ People’s Party ของสหรัฐ กลุ่ม Canadian Social Credit ในทศวรรษ 1930 การจัดตั้งสังคมนิยมเกษตรกร (agrarian socialism) ในรัสเซียกับแอฟริกา การลุกฮือของ Green Uprising ในยุโรปตะวันออกหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1
ประเภทที่ 2 ประชาเศรษฐกิจนิยม (economic populism)
            กลุ่มเคลื่อนไหวประกอบด้วยหลายกลุ่มหลายชนชั้น ส่วนใหญ่เป็นคนเมือง  ทั้งนี้ขึ้นกับว่าปลุกระดมคนกลุ่มใด อาจเป็นแรงงานชนบท ชนชั้นกลางระดับล่าง (lower middle class) เรียกร้องพัฒนาเศรษฐกิจโดยเน้นผลิตสินค้าทดแทนนำเข้า ให้รัฐมีบทบาทการผลิต กระจายความมั่งคั่ง
เกิดขึ้นกับลาตินอเมริกาในทศวรรษ 1920 และมีอิทธิพลเรื่อยมาจนถึงทศวรรษ 1960 ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ จวน เปรอง (Juan Perón) กับ เอวิต้า เปรอง (Evita Perón) ในอาร์เจนตินา ที่ใช้คำขวัญว่า Justicialismo หมายถึงมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจกับส่งเสริมความยุติธรรมแก่สังคม
ประเภทที่ 3 ประชาการเมืองนิยม (political populism)
มาจากความไม่พอใจต่อระบบประชาธิปไตยที่ชนชั้นปกครองถืออำนาจ ไม่คิดว่านักการเมืองกำลังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ เรียกร้องคืนอำนาจอธิปไตยแก่มวลชน ต้องการนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ
ตัวอย่างได้แก่ การเคลื่อนไหวในหลายประเทศกลุ่มลาตินอเมริกาในศตวรรษที่ 20 กลุ่ม Progressive ของอเมริกา และหลายประเทศในยุโรปในช่วงทศวรรษ 1980-90 บางกลุ่มสามารถพัฒนาเป็นพรรคการเมือง บางกลุ่มยังต่อต้านผลเสียจากโลกาภิวัตน์ การพัฒนาสู่ความทันสมัย ปฏิเสธพหุสังคม

แนวทางการเคลื่อนไหวแบบประชานิยมไม่นับว่าเป็นของใหม่ เกิดขึ้นในทุกทวีปทั่วโลก ประเด็นเคลื่อนไหวขึ้นกับบริบท เปลี่ยนแปลงตามกาลสมัย ทั้งหมดมาจากความไม่พอใจอย่างรุนแรงของประชาชนบางคนบางกลุ่ม สะท้อนจุดอ่อนของระบอบที่มีอยู่ แนวทางนี้กำลังท้าทายระบอบการเมืองเศรษฐกิจสังคมปัจจุบัน และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อนานาประเทศอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
การรณรงค์ประชานิยมแต่ละครั้งมีข้อดี-ข้อเสียขึ้นกับแง่มุมมอง บางครั้งมีข้อดีหลายข้อ บางครั้งมีข้อเสียมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นกับการรณรงค์แต่ละครั้ง โดยรวมแล้วข้อดีคือเป็นอีกช่องทางของประชาชน ช่วยให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนข้อเสียคือเป็นการทำลายประชาธิปไตย ไม่ต่างจากระบอบเดิมที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนจริงๆ

บรรณานุกรม:
1. Akkerman, Tjitske. (2012). Populism. In Encyclopedia of Global Studies. (Vol. 3., pp.1357-1359). USA: SAGE Publications.
2. Albertazzi, Daniele., McDonnell, Duncan. (Editors). (2008). Twenty-First Century Populism: The Spectre of Western European Democracy. New York: PALGRAVE MACMILLAN.
3. Artaraz, Kepa. (2005). Populism. In Encyclopedia of Politics: The Left and the Right. (Vol.1, pp.349-351). USA: SAGE Publications.
4. Canovan, Margaret. (2001). Populism. In Encyclopedia of democratic thought. (pp. 674-679). London: Routledge.
5. Hermet, Guy. (2011). Populist Movements. In International Encyclopedia of Political Science. (pp. 2075-2078). USA: SAGE Publications.
6. Noce, Jaime., Miskelly, Matthew. (Editors). (2002). Political Theories for Students. USA: The Gale Group.
7. Peri, Yoram. (2012). Populism. In Encyclopedia of Global Studies. (Vol. 2, pp.625-626). USA: SAGE Publications.
-----------------------------

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สัมพันธ์สหรัฐกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมั่นคงดังเดิม ต่างจากที่ทรัมป์หาเสียง

12 กุมภาพันธ์ 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7401 วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560)
            ต้นเดือนกุมภาพันธ์ จิม แมททิส (Jim Mattis) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของรัฐบาลทรัมป์ เดินทางเยือนเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น ก่อนออกเดินทางรัฐมนตรีแมททิสเผยว่ารัฐบาลให้ความสำคัญประเด็นเกาหลีเหนือ การเป็นพันธมิตรกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น
            ดูเหมือนว่ารัฐมนตรีแมททิสให้ความสำคัญกับการรักษาพันธมิตร เดินหน้าพัฒนาความสัมพันธ์มากกว่าขู่ว่าจะละทิ้งพันธมิตรดังที่ทรัมป์พูดในช่วงหาเสียง

ในช่วงหาเสียง โดนัลด์ ทรัมป์ เห็นว่าน่าจะเปิดโอกาสให้ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้มีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง หากตนชนะเลือกตั้งจะพิจารณาถอนทหารอเมริกันที่ประจำการในญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ สหรัฐ “ไม่สามารถเป็นตำรวจโลก” นับวันศักยภาพการเป็นตำรวจโลกมีแต่จะเสื่อมถอย แต่ถ้ารัฐบาล 2 ประเทศนี้เพิ่มงบประมาณสนับสนุนกองทัพสหรัฐที่ประจำการใน 2 ประเทศดังกล่าว จะยอมคงทหารประจำการต่อไป
ปัจจุบันทหารอเมริกันราว 50,000 นายประจำการตามฐานทัพสหรัฐหลายแห่งในญี่ปุ่น 28,500 นายในเกาหลีใต้ ไม่นับเรือรบ เครื่องบินรบ ระบบอาวุธทันสมัยมากมาย บางคนเชื่อว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ด้วย ล่าสุดส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์ B-1 ไปประจำการเกาหลีใต้ และอยู่ระหว่างหารือติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ที่ทั้งจีนกับรัสเซียคัดค้านอย่างรุนแรง

ความสัมพันธ์ทวิภาคีคืบหน้าอีกขั้น :
ในการเยือนเกาหลีใต้ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐกล่าวต่อรักษาการนายกฯ เกาหลีใต้ Hwang Kyo-ahn ว่ารัฐบาลทรัมป์มีพันธะต่อความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นกับเกาหลีใต้ รัฐบาลทรัมป์ตั้งใจยกระดับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกเพื่อรับมือการยั่วยุจากเกาหลีเหนือ เป็นภัยคุกคามร่วมที่ 2 ประเทศเผชิญ
เดินหน้าหารือติดตั้ง THAAD และสานสัมพันธ์ความร่วมมือไตรภาคีสหรัฐ-เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น
ความเป็นนายกฯ รักษาการอาจเป็นเหตุว่ารักษาการนายกฯ เกาหลีใต้ Hwang Kyo-ahn ไม่ค่อยแสดงบทบาทนัก อย่างไรก็ตามการเดินหน้าหารือติดตั้ง THAAD ชัดเจนในตัวเองว่าแผนความมั่นคงร่วมทวิภาคีเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าใครเป็นนายกฯ เกาหลีใต้หรือใครเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ

            ในการเยือนญี่ปุ่น รัฐมนตรีแมททิสนอกจากยืนยันความเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ขอบคุณญี่ปุ่นที่มีส่วนร่วมในการรักษาความมั่นคงภูมิภาคและโลก ร่วมต้านภัยคุกคาม ยืนยันว่าสนธิสัญญาความมั่นคงกับญี่ปุ่นผูกพันหมู่เกาะเซนกากุ (Senkaku Islands) อันเป็นเรื่องที่ญี่ปุ่นต้องการ
ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว แอชตัน คาร์เตอร์ (Ashton Carter) รัฐมนตรีกลาโหมกล่าวว่าประธานาธิบดี บารัก โอบามา พูดชัดว่า “หมู่เกาะเซนกากุอยู่ภายใต้การบริหารของญี่ปุ่น ดังนั้นจึงอยู่ภายใต้มาตรา 5 ของ สนธิสัญญาความมั่นคงร่วมสหรัฐ –ญี่ปุ่น” (U.S.-Japan Treaty of Mutual Cooperation and Security)
            รัฐบาลโอบามาเป็นรัฐบาลแรกที่พูดชัดว่าหมู่เกาะเซนกากุอยู่ภายใต้มาตรา 5 ดังกล่าว เรื่องหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยูเป็นอีกประเด็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลทรัมป์สานต่อจากรัฐบาลโอบามา

            รวมความแล้ว รัฐบาลทรัมป์สานต่อโครงการความมั่นคงสำคัญ ทั้งการติดตั้ง THAAD ปกป้องหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู เป็นนโยบายต่างประเทศเรื่องต้นๆ อีกเรื่องที่รัฐบาลทรัมป์เดินตามรอยรัฐบาลก่อน
ในการเยือน 2 ประเทศ รัฐมนตรีแมธทิสพูดกับรักษาการนายกฯ เกาหลีใต้กับนายกฯ อาเบะด้วยคำเดียวกันว่า “ยืนยัน (ความเป็นพันธมิตร) ร้อยเปอร์เซ็นต์”

ส่วนเรื่องปัญหาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายนั้น รัฐมนตรีแมสทิสขอให้ญี่ปุ่นช่วยแบกรับภาระงบประมาณมากขึ้น ความตอนหนึ่งกล่าวว่า “ในยามที่ความเป็นพันธมิตรเข้มแข็งขึ้น เป็นเรื่องสำคัญที่ทั้ง 2 ประเทศลงทุนในเจ้าหน้าที่และขีดความสามารถด้านการป้องกันอย่างต่อเนื่อง เป็นการแสดงออกถึงความเป็นหุ้นส่วนในวันนี้และอีกหลายปีในอนาคต” ไม่แน่ชัดว่ารัฐมนตรีแมททิสมาพร้อมคำขู่หรือไม่ จากข่าวที่ปรากฏดูเหมือนว่าความเป็นพันธมิตรสำคัญกว่า
            ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นเห็นว่าภาระที่รับอยู่ปัจจุบันเหมาะสมแล้ว

ผลการเจรจาสุดยอดผู้นำทรัมป์-อาเบะ :
            ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐ-ญี่ปุ่น ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐ "ยึดมั่นพันธะความมั่นคงของญี่ปุ่นและอาณาบริเวณทั้งหมดที่อยู่ใต้การบริหารควบคุม (ของญี่ปุ่น) ให้ความสำคัญต่อการเพิ่มขยายความเป็นพันธมิตร" ขอบคุณชาวญี่ปุ่นที่ยอมให้สหรัฐใช้พื้นที่เป็นฐานทัพ ความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐ-ญี่ปุ่น "เป็นเสาหลักสันติภาพและความมั่นคง" ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
            แถลงการณ์ร่วมหลังประชุมสุดยอดผู้นำยังระบุว่าญี่ปุ่นจะขยายบทบาทความมั่นคง สหรัฐกับญี่ปุ่นจะร่วมต่อต้านสิ่งปลูกสร้างทางทหารในทะเลจีนใต้ กดดันเกาหลีเหนือให้เลิกล้มโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธพิสัยไกล เดินหน้าหารือวางกฎการค้าการลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บนฐานการค้าเสรีและเป็นธรรม

            ส่วนเรื่องที่ทรัมป์พูดในช่วงหาเสียงว่าจะถอนความพันธมิตร ให้ญี่ปุ่นมีอาวุธนิวเคลียร์ หากญี่ปุ่นไม่เพิ่มงบประมาณสนับสนุนกองทัพสหรัฐ ไม่ปรากฎในแถลงการณ์ร่วม และไม่ประเด็นสำคัญในการพบปะครั้งนี้มากกว่าการรักษาเพิ่มขยายความเป็นพันธมิตร
            ข้อสรุปคือ หลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไม่ถึงเดือน เนื้อหาถ้อยคำของทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีแตกต่างจากช่วงหาเสียงมากขึ้น หันมาพูดทำนองเดียวกับผู้นำสหรัฐคนก่อนๆ หลัก “America First” ของทรัมป์ในตอนนี้ดูเหมือนไม่ต่างจากยุทธศาสตร์แม่บทสหรัฐในประเด็นเอเชียแปซิกฟิก

ยุทธศาสตร์ปรับสมดุลยังคงอยู่ :
ต้นเดือนธันวาคม 2016 หลังทรัมป์เป็นฝ่ายชนะเลือกตั้ง Valery Kistanov จาก Center for Japanese Studies ของ Russian Academy of Sciences กล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐต้องการญี่ปุ่นเพื่อช่วยถ่วงดุลจีน ญี่ปุ่นเปรียบเสมือนเรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจม ทรัมป์พูดว่ายอมให้ญี่ปุ่นมีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง แต่ความจริงแล้วสหรัฐจะไม่ยอมให้ญี่ปุ่นมีอาวุธทรงอานุภาพเช่นนั้น เพราะไม่ต้องการเปิดโอกาสให้ญี่ปุ่นกลายเป็นคู่แข่งด้านการทหารกับการเมือง
ผู้ที่เข้าใจความล้ำลึกของเรื่องนี้จะสรุปตั้งแต่ต้นว่าที่ทรัมป์พูดว่าจะให้ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้มีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองนั้นเป็นเพียงโวหารหาเสียงเท่านั้น

Yamagami Shingo จาก Japan Institute of International Affairs ชี้ว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีญี่ปุ่น-สหรัฐเข้มแข็งมาก ยากจะเปลี่ยนแปลงชนิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ รากฐานความสัมพันธ์จะไม่เปลี่ยนไม่ว่าใครดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ หรือใครเป็นนายกฯ ญี่ปุ่น
ความจริงคือต่างต้องการกันและกัน สหรัฐต้องการญี่ปุ่นเป็นหน้าด่านปิดล้อมจีน มีข้ออ้างเข้าพัวพันกับในภูมิภาค ส่วนญี่ปุ่นต้องการรื้อฟื้นให้ประเทศกลับมายิ่งใหญ่ในทุกมิติอีกครั้ง
            ถ้าพิจารณาตั้งแต่ช่วงหาเสียงจนบัดนี้ ทรัมป์พยายามจะเป็นมิตรกับรัสเซียมากขึ้น หันมาท้าทายจีนแทน นั่นหมายความรัฐบาลทรัมป์ต้องการพันธมิตร หุ้นส่วนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากกว่าเดิม
            ไม่ว่าจะปรับปรุงอย่างไร เป้าหมายตามยุทธศาสตร์แม่บทยังคงอยู่ ไม่ว่าใครเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ จากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท ยุทธศาสตร์แม่บทยังคงเดินหน้าต่อไป

การเมืองในประเทศกับการเมืองระหว่างประเทศ :
เรื่องราวที่เกิดขึ้นชี้ว่าความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐ-เกาหลีใต้ สหรัฐ-ญี่ปุ่นไม่อาจเปลี่ยนแปลงในชั่วพริบตา ความสัมพันธ์นั้นมั่นคงไม่หวือหวาอย่างที่ทรัมป์พูดในช่วงหาเสียง เพราะความจริงมีผลประโยชน์ร่วมอื่นๆ ที่สำคัญกว่า แม้เป็นประธานาธิบดีก็ใช่ว่าทำได้ทุกอย่างตามต้องการ
            ถ้าตีกรอบเฉพาะเรื่องหาเสียง เรื่องนี้ให้ความเข้าใจตอกย้ำอีกครั้งว่า การหาเสียงคือพูดชักจูงคนไปลงคะแนน แต่ไม่จำต้องปฏิบัติตามนั้นเสมอไป โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องที่ชาวอเมริกันเห็นว่าไกลตัว ตอนนี้ผู้ชุมนุมสนใจประเด็นอื่นๆ มากกว่า เป็นจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยตะวันตกอีกข้อ และกลายเป็นบรรทัดฐานอย่างหนึ่ง นักวิชาการบางคนสรุปว่าที่ทำได้จริงอาจมีเพียงร้อยละ 70 หรือต่ำกว่า
            ดังที่เคยนำเสนอในบทความ “ความจริงที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรของทรัมป์ (1)”  “การที่ทรัมป์เอ่ยเรื่องให้ญี่ปุ่น เกาหลีใต้มีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง สหรัฐถอนกำลังกลับ ... เท่ากับลบล้างสนธิสัญญาป้องกันประเทศทวิภาคีที่มีต่อกัน ลบล้างความเป็นพันธมิตรที่ดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2”
 “สมมุติว่าทรัมป์ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี ขอเพียงรัฐบาล 2 ประเทศนี้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยละ เช่น 3-5 เปอร์เซ็นต์ เพียงเท่านี้ทุกอย่างจะกลับสู่สภาพเดิม ทรัมป์สามารถพูดว่าได้ทำตามนโยบายที่หาเสียงแล้ว”
เนื้อหาสาระนโยบายของทรัมป์ต่อญี่ปุ่น เกาหลีใต้มีเพียงเท่านี้เอง ที่เหลือทั้งหมดมากมายคือวาทกรรม เป็นกลเม็ดหาเสียงของทรัมป์ที่พยายามสร้างความแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่นๆ ให้ผู้ฟังเห็นว่าแตกต่าง ทั้งที่โดยความจริงแล้วไม่มีสาระสำคัญประการใด

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของทรัมป์ ปลายเดือนมีนาคม 2016 นายโยชิฮิเดะ ซูกะ (Yoshihide Suga) หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า รัฐบาลอาเบะคงนโยบายเช่นเดิม คือ ไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ “ไม่ว่าใครเป็นประธานาธิบดี ความเป็นพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐ คือเสาหลักของนโยบายต่างประเทศญี่ปุ่น” “เราจะร่วมงานกับสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อความมั่งคั่งและความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและของโลก”
ไม่ถึงเดือนหลังทรัมป์รับตำแหน่ง ได้ข้อสรุปแล้วว่าถ้อยคำของหัวหน้าเลขาธิการซูกะ คือถ้อยคำของผู้มีความเข้าใจมากที่สุด นั่นคือทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอย่างที่เข้าใจ
---------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
ทรัมป์ชูนโยบายทบทวนความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตร เห็นว่าการคงทหารหลายหมื่นนายในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ไม่ก่อประโยชน์ต่อสหรัฐเท่าที่ควร ต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก ไม่คุ้มค่า ไม่สนใจว่าหากถอนการเป็นพันธมิตรจะส่งผลต่อระบบความมั่นคงภูมิภาคและโลกอย่างไร ความจริงที่ต้องเข้าใจคือประเทศเหล่านี้ช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณมานานแล้ว และยังคงเจรจาต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

บรรณานุกรม:
1. Abe, Trump agree to discuss post-TPP bilateral trade framework. (2017, February 11). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2017/02/11/national/politics-diplomacy/abe-trump-agree-discuss-bilateral-trade-framework/#.WJ5zB1WLTZ4
2. Exclusive: Full text of Yomiuri Q&A with Secretary Carter. (2015, April 8). The Japan News. Retrieved http://the-japan-news.com/news/article/0002063898
3. Garamone, Jim. (2017, February 2). Mattis Describes Overseas Trip as Opportunity to Listen to Allies’ Concerns. DoD News. Retrieved from https://www.defense.gov/News/Article/Article/1068688/mattis-describes-overseas-trip-as-opportunity-to-listen-to-allies-concerns
4. Mattis assures policy continuity on N. Korea, full defense commitment to S. Korea. (2017, February 2). The Korea Herald. Retrieved from http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20170202000877
5. Mei, Ayako. (2017, February 4). Mattis clarifies U.S. defense pledge, stays mum on host-nation support. The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2017/02/04/national/politics-diplomacy/mattis-clarifies-u-s-defense-pledge-stays-mum-host-nation-support/#.WJXbCtJ97IU
6. Ramzy, Austine. (2016, March 28). Comments by Donald Trump Draw Fears of an Arms Race in Asia. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/29/world/asia/donald-trump-arms-race.html?_r=0
7. Trump details ‘America first’ foreign policy views, threatening to withdraw troops from Japan, South Korea. (2016, March 27). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2016/03/27/world/politics-diplomacy-world/trump-details-america-first-foreign-policy-views-threatening-withdraw-troops-japan-south-korea/#.Vvh-wtJ97IV
8. UPDATE: Trump says U.S. committed to Japan security. (2017, February 11). The Asahi Shimbun/Reuters. Retrieved from http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201702110013.html
9. US Needs Japan as an 'Unsinkable Aircraft Carrier' to Counter China's Influence. (2016, December 6). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/politics/201612061048224828-us-japan-countering-china/
10. U.S. DEPARTMENT OF DEFENSE. (2017, February 3). Readout of Secretary Mattis' Meetings with ROK Minister of Foreign Affairs Yun Byung-Se and Minister of National Defense Han Min-Koo. Retrieved from https://www.defense.gov/News/News-Releases/News-Release-View/Article/1070027/readout-of-secretary-mattis-meetings-with-rok-minister-of-foreign-affairs-yun-b
11. U.S. DEPARTMENT OF DEFENSE. (2017, February 3). Strength of Alliance Highlights Meeting Between Mattis, Japan’s Prime Minister. Retrieved from https://www.defense.gov/News/Article/Article/1070346/strength-of-alliance-highlights-meeting-between-mattis-japans-prime-minister
12. Yoshida, Reija. (2017, February 3). Abe, Mattis reaffirm ties on defense. The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2017/02/03/national/politics-diplomacy/shinzo-abe-james-mattis-u-s-japan-bilateral-ties-defense/#.WJXrStJ97IU
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ทรัมป์ทำสงครามกับสื่อ

5 กุมภาพันธ์ 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7394 วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560)

            ทันทีที่รับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าพวกนักข่าวเป็น “มนุษย์ที่อสัตย์มากที่สุดในโลก” ท่ามกลางการถกเถียงจำนวนผู้เข้าร่วมพิธีรับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้ว่าสื่อมวลชนนำเสนอข่าวบิดเบือนว่ามีผู้เข้าร่วมน้อยกว่าสมัยประธานาธิบดีโอบามาเมื่อปี 2009 ตนเห็นคนเป็นล้าน อาจถึงล้านห้าแสนคน Sean Spicer โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่าเป็นครั้งที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุด ภาพถ่ายผู้เข้าร่วมงานเปรียบเทียบกับปี 2009 นั้นไม่เชื่อไม่ได้ ไม่ตรงความจริง มาตรการรักษาความปลอดภัยใหม่กันหลายแสนคนไม่ให้เห็นปรัมพิธี
            สัปดาห์ต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันอีกครั้งว่าสื่อเหมือน "พรรคฝ่ายค้าน" ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกสื่อมีปัญหา แต่สื่อส่วนใหญ่ไม่ซื่อสัตย์ จอมปลอมและหลอกลวง ทำตัวเหมือนพรรคฝ่ายค้าน ไม่ยุติธรรมต่อตน ตีตราว่าเป็นฝ่ายผิดตั้งแต่ต้น เอ่ยชื่อหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ว่าที่ยอดขายตกก็เพราะคนอ่านชอบตนมากกว่า

ทำไมพยายามทำลายสื่อกระแสหลัก :
การที่รัฐบาลทรัมป์กล่าวโทษโจมตีสื่อมวลชน เหตุผลง่ายๆ คือ สื่อมีอิทธิพลชี้นำความคิด เป็นเครื่องมือกล่อมเกลาทางการเมือง (political socialization)
สภาพที่เกิดขึ้นคือ อะไรที่สื่อนำเสนอตรงข้ามหรือขัดแย้งกับทรัมป์ ประธานาธิบดีจะพูดว่าสื่อนั้นเชื่อถือไม่ได้ ตั้งใจบั่นทอนทำลายตน
            ลองนำเสนอเรื่องที่สนับสนุนรัฐบาล ดูว่าประธานาธิบดีจะชื่นชมแค่ไหน
            ผลเสียร้ายแรงจากการทำสงครามกับสื่อ คือการทำลายวัฒนธรรมการเมือง ตำราอเมริกันมักสอนว่าเหตุผลหนึ่งที่ประชาธิปไตยอเมริกาเข้มแข็งก็เพราะมีวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย รัฐบาลทรัมป์กำลังทำลายวัฒนธรรมเหล่านี้

            สื่อกระแสหลักหลายสำนักออกโรงตอบโต้ บทวิพากษ์หลายบทอธิบายรายละเอียดคำพูดของแต่ละฝ่าย เปรียบเทียบภาพถ่ายเหตุการณ์ มุมมองความเห็นต่างจากรัฐบาล ผู้อ่านเข้าถึงรายละเอียดในหลายมุมมองผ่านสื่อ ยกตัวอย่าง สื่อ The New York Times รายงานผู้ชมทางโทรทัศน์ในสมัยโอบามาปี 2009 มี 38 ล้านคน สมัยเรแกนปี 1981 มี 42 ล้านคน ส่วนของทรัมป์มีเพียง 30.6 ล้านคน
            รัฐบาลทรัมป์ที่ตั้งได้ไม่ถึงเดือนเปิดฉากทำสงครามกับสื่อ มองอีกแง่อาจเป็นการตีฆ้องร้องป่าวให้ชาวอเมริกันสนใจทั้งรัฐบาลกับสื่อกระแสหลัก

            ทรัมป์ใช้ทวิชเตอร์เป็นสื่อประจำตัว ปัจจุบันมีผู้ติดตามทวิชเตอร์ทรัมป์กว่า 21 ล้านคน
            ผลสำรวจของ NBC News/Wall Street Journal เมื่อกลางเดือนมกราคม ผู้ตอบแบบสอบถามเพียงร้อยละ 26 เห็นด้วยกับการที่ประธานาธิบดีสื่อสารทางทวิชเตอร์ เพราะเป็นช่องทางตรง แต่ร้อยละ 69 ไม่เห็นด้วย เพราะอาจขาดการไตร่ตรอง ในจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด เพียงร้อยละ 9 ที่สนับสนุนเต็มที่ ร้อยละ 55 ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
            แม้ผลสำรวจชี้ว่าคนทั่วไปอยากให้ประธานาธิบดีเลิกใช้ทวิชเตอร์ ทรัมป์ทวิชข้อความว่า “ผมไม่ชอบการทวิช ผมมีเรื่องอื่นๆ ที่ควรทำ” แต่ที่ต้องใช้ทวิชเตอร์ต่อก็เพราะว่า “สื่อไม่รายงานความจริง ... เป็นวิธีเดียวที่ผมสามารถตอบโต้ เมื่อคนอื่นเข้าใจผมผิด” เป็นช่องทางที่สามารถสื่อสารสิ่งที่ต้องการจริงๆ จะเลิกใช้ทวิชเตอร์ก็ต่อเมื่อสื่อรายงานอย่างเที่ยงตรง
            น่าเห็นใจที่สื่อหลายสำนักมักเสนอข่าวด้านลบของทรัมป์ ทวิชเตอร์ส่วนตัวเป็นช่องทางเดียวที่สามารถพูดในสิ่งที่ตรงใจมากที่สุด

            ในอีกแง่หนึ่ง แท้ที่จริงแล้วรัฐบาลมีสื่อของรัฐ มีช่องทางสื่อสารมากมาย อีกทั้งสื่อทั่วไปพร้อมจะรายงานข่าวของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเลือกที่ใช้ทวิชเตอร์ต่อไป
            ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ทรัมป์กำลังทำลายสื่อกระแสหลัก ไม่ให้สังคมสนใจ ไม่ให้คุณค่ากับสื่อกระแสหลัก ขอให้ทุกคน “ติดตามข้อความ” จากทวิชเตอร์ของทรัมป์โดยตรง
            หากทุกคนติดตามจากทวิชเตอร์อย่างเดียว จะไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร คำวิจารณ์จากผู้เห็นต่าง นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างการรับข่าวสารรัฐบาลจากสื่อทั่วไปกับการติดตามทวิชเตอร์ของประธานาธิบดี

            สถานการณ์ในขณะนี้คือสื่อกระแสหลักรายงานข่าวโดยหยิบข้อความทวิชเตอร์ของทรัมป์ พร้อมกับแหล่งข่าวจากฝ่ายอื่นๆ ความคิดเห็นทั้งสนับสนุนกับต่อต้าน
            ข้อเสียอีกประการคือบดบังบทบาทของรัฐมนตรี ทีมโฆษก ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือบางครั้งขัดแย้งกัน ทำให้สังคมไม่แน่ใจว่าควรเชื่อทวิชจากประธานาธิบดีหรือถ้อยแถลงของรัฐมนตรี ทรัมป์อาจตอบว่านี่คือกลยุทธ์ทำให้ฝ่ายตรงข้ามคาดเดาไม่ได้ (unpredictable) แต่หลายประเด็นเป็นเรื่องภายในประเทศโดยตรง สังคมไม่แน่ใจทิศทางนโยบาย และไม่แน่ใจว่าจะเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ เพราะทุกอย่างอยู่ในภาวะ “คาดเดาไม่ได้”

ห้ามคนคิดต่าง :
            ข้อสรุปเชิงหลักการคือ ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่อยากเห็นการคิดต่าง โดยเฉพาะสื่อกระแสหลักที่มีอิทธิพลต่อสังคม ถ้ามองจากแง่ทรัมป์การที่สื่อคิดต่างคือขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ความจริงแล้วสื่อแต่ละสำนักมีอุดมการณ์ของตน พูดง่ายๆ คือมีทั้งสื่อที่อิงฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ในช่วงเลือกตั้งมีทั้งสื่อที่สนับสนุนผู้สมัครรีพับลิกันกับที่สนับสนุนเดโมแครท เป็นเช่นนี้มานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งเกิดในยุคทรัมป์
            เช่นเดียวกับที่ชาวอเมริกันคุ้นเคยกับสภาพเช่นนี้ สังคมมีความคิดหลากหลาย ให้ความคิดต่างเป็นโอกาสอภิปราย เรียนรู้การเมือง นี่คือประชาธิปไตย
แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่คิดว่าการเห็นต่างเป็นความงดงามของพหุสังคม แทนที่จะสรุปง่ายๆ ว่าสื่อหลอกลวง ไม่ยุติธรรมต่อตน น่าจะเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้อภิปรายรายละเอียดว่าสิ่งที่ถูกต้องกว่า ดีกว่า งดงามกว่าคืออะไร ไม่ควรสรุปสั้นๆ แต่เพียงว่าสื่อเชื่อถือไม่ได้ แล้วก็จบ

ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ :
หลังการโต้ตอบ 2 วันว่าอะไรจริงอะไรเท็จ Sean Spicer โฆษกทำเนียวขาวกล่าวว่า “เราตั้งใจที่จะไม่โกหกคุณ” “ผมเชื่อว่าเราต้องซื่อสัตย์ต่อชาวอเมริกัน บางครั้งอาจคิดเห็นไม่ตรงกันว่าอะไรคือข้อเท็จจริง” บางครั้งบางเรื่องเราก็ไม่อาจเข้าใจครบถ้วน แต่ทั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจที่จะโกหกคุณ
หลังการถกเถียงอย่างดุเดือด ท้ายที่สุดรัฐบาลทรัมป์ไม่พูดอีกว่าข้อเท็จจริงคืออะไร (จำนวนคนเข้าร่วมพิธีรับตำแหน่งประธานาธิบดี) ยืนยันไม่คิดจะพูดเท็จ ที่พูดต่างกันเป็นเพราะเข้าใจต่างกัน โดยไม่ยอมสรุปว่าใครพูดถูกผิด สภาพเช่นนี้ทำให้สังคมไร้คำตอบชัดว่าข้อเท็จจริงคืออะไร กลายเป็นมีข้อสรุป 2 ชุดที่แตกต่างกัน ขึ้นกับว่าใครจะเชื่ออะไร ใครจะเชื่อของใคร ดังที่บางคนบอกว่าเป็นข้อเท็จจริงอีกชุดหนึ่ง (alternative fact)

ประเด็นจำนวนผู้เข้าร่วมและรับชมพิธีรับตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเพียงประเด็นแรก (ถ้าเริ่มนับจากเป็นประธานาธิบดี) น่าคิดว่านับจากนี้จะมีอีกกี่เรื่องกี่ประเด็น ที่สังคมอเมริกันกับสังคมโลกจะตั้งคำถามว่าอะไรจริงอะไรเท็จ ข้อสรุปคืออะไรกันแน่
เป็นงานหนักสำหรับผู้ใฝ่หาความจริง

ต้องไม่ลืมว่านี่คือสหรัฐอเมริกา ประเทศที่รัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับเสรีภาพ รวมทั้งเสรีภาพของสื่อ รัฐบาลที่เป็นของประชาชน ทำหน้าที่เพื่อประชาชน
ดังที่ตำราอเมริกันสอนว่า คำว่าเสรีภาพ (liberty) หมายถึงเสรีภาพอันเนื่องจากปลอดการควบคุมของรัฐบาล รวมถึงเสรีภาพทางเศรษฐกิจ รัฐบาลมีอำนาจจำกัด
หลักปกครองให้ความสำคัญกับเสรีภาพส่วนบุคคลมากที่สุด เสรีภาพส่วนบุคคลเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่ชาวอเมริกันจะต้องปกป้องด้วยชีวิต ทำสงครามเพื่อสิ่งนี้ บนพื้นฐานความเชื่อว่าปัจเจกบุคคลสามารถคิดและตัดสินใจอย่างถูกต้อง ดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย สามารถเลือกเป้าหมายของตนเอง และด้วยสิ่งนี้สังคมจะก้าวหน้า
            รัฐต้องไม่แทรกแซงสื่อ ไม่ปิดกั้นสื่อ เว้นแต่มีเหตุผลอันสมควรว่าควรหยุดการพูดนั้น เช่น คำพูดเท็จและส่อว่าคำพูดนั้นตั้งใจทำลายอีกฝ่าย คำพูดแง่ลบและส่อว่าจะทำร้ายอีกฝ่ายตามคำพูดนั้น ภาพอนาจาร โฆษณาที่ไม่เป็นความจริงหรือชี้นำให้เข้าใจผิด (หลักการแต่ละข้อมีรายละเอียดซับซ้อน)
            เสรีภาพการพูดเป็นดัชนีชี้วัดระดับความเป็นประชาธิปไตย

รัฐบาลน่าจะเป็นฝ่ายที่ใช้สื่อมากที่สุด :
            โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลคือสถาบันที่ใช้สื่อมากที่สุด พยายามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายตนให้มากที่สุด
            ถ้าพูดในแง่บวก รัฐบาลพยายามให้ข้อมูล ให้ความเข้าใจ เพื่อประชาชนจะคิดเห็นตรงกับรัฐบาล สังคมมีเอกภาพ ประชาชนให้ความร่วมมือ ถ้าพูดแง่ลบ รัฐบาลพยายามโน้มน้าว ชี้นำความคิดประชาชน ให้เชื่อและเห็นด้วยกับรัฐบาล ทั้งๆ ที่หลายครั้งบิดเบือนข้อเท็จจริง บิดเบือนหลักการ ปิดกั้นการแสดงออกของฝ่ายตรงข้าม
            ในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช (George W. Bush) รัฐบาลใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อให้สื่อทุกแขนงนำเสนอเรื่องราวสนับสนุนต่อต้านก่อการร้าย สื่อหลายสำนักที่ต่อต้านบุชในช่วงเลือกตั้งหันกลับมาเชิดชูประธานาธิบดีเต็มกำลัง สังคมโลกมารู้ทีหลังว่ารัฐบาลบุชใช้ข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือเป็นข้ออ้างทำสงครามต่อต้านก่อการร้าย

ถ้าย้อนหลังตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง สื่อกระแสหลักมักแสดงข่าวด้านลบของทรัมป์ บัดนี้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว ดูเหมือนว่ารัฐบาลทรัมป์ต้องการเวลาเพื่อปรับตัวเข้าสื่อ สงครามกับสื่อกระแสหลักจะสิ้นสุดหรือไม่ มีอะไรที่ซับซ้อนกว่านี้หรือไม่
ถ้าวิเคราะห์ถึงที่สุด ทั้งคู่เป็นมิตรกับศัตรูพร้อมๆ กัน สิ่งที่เห็นในขณะนี้อาจไม่ใช่ความจริงแท้ทั้งหมด เป็นเรื่องที่ต้องติดตามระยะยาว
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง
จากนี้อีก 4 ปี ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ในวัย 70 จะต้องเผชิญเรื่องยากๆ อีกมากมาย เรื่องที่เขาไม่รู้ ไม่เคยคิดถึงมาก่อน สังคมอเมริกันที่ให้เสรีกับการวิพากษ์วิจารณ์ สังคมโลกที่จะร่วมวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน ประวัติศาสตร์กำลังบันทึกว่าทรัมป์เป็นประธานาธิบดีที่ได้รับความชื่นชมหรือคนที่โลกประณาม คงเป็นงานสำคัญชิ้นสุดท้ายสำหรับนักสู้ที่ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์

บรรณานุกรม :
1. Bardes, Barbara A., Shelley, Mack C., & Schmidt, Steffen W. (2012). American Government and Politics Today: Essentials (2011 - 2012 Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
2. Davis, Julie Hirschfeld., Rosenberg, Matthew. (2017, January 21). With False Claims, Trump Attacks Media on Turnout and Intelligence Rift. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/01/21/us/politics/trump-white-house-briefing-inauguration-crowd-size.html
3. Fandos, Nicholas. (2017, January 22). White House Pushes ‘Alternative Facts.’ Here Are the Real Ones. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/01/22/us/politics/president-trump-inauguration-crowd-white-house.html?_r=0
4. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
5. Greenberg, Edward S., Page, Benjamin I. (2009).The Struggle for Democracy (9th Ed.). USA: Pearson Education.
6. Harwood, John. (2017, January 18). 69% of Americans call Trump's Twitter habit a 'bad thing,' says NBC-WSJ poll. CBNC. Retrieved from http://www.cnbc.com/2017/01/17/69-of-americans-call-trumps-twitter-habit-a-bad-thing-says-nbc-wsj-poll.html
7. Jaffe, Alexandra. (2017, January 23). White House Press Secretary Sean Spicer: ‘Our Intention Is Never to Lie to You’. NBC News. Retrieved from http://www.nbcnews.com/politics/white-house/white-house-press-secretary-sean-spicer-our-intention-never-lie-n710966?cid=sm_fb_nbcnews
8. Magleby, David B., Light, Paul C. (2009). Government by the People (23rd Ed.). USA: Pearson Education.
9. Sommerfeldt, Chris. (2017, January 28). President Trump defends Steve Bannon, slams the media as the ‘opposition party’.  New York Daily News. Retrieved from http://www.nydailynews.com/news/politics/trump-defends-bannon-slams-media-opposition-party-article-1.2957936
10. Trump says tweeting his only way to counteract dishonest media. (2017, January 18). TASS. Retrieved from http://tass.com/world/925685
11. ‘War with media’: Trump press team defend ‘alternative facts’. (2017, January 23). France24/Reuters. Retrieved from http://www.france24.com/en/20170123-war-with-media-trump-administration-rolls-out-alternative-facts
-----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...