วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558

ข้อวิพากษ์เมื่ออาเบะใช้คำว่า สำนึกผิดอย่างยิ่ง”

26 เมษายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6745 วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2145233)

ในการประชุมสุดยอดเอเชีย-แอฟริกา 2015’ (Asian-African Summit 2015) ที่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 22-24 เมษายน 2015 ตรงกับครบรอบ 60 ปีของการประชุมและตรงกับครบรอบ 70 ปีหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้กล่าวสุนทรพจน์มีใจความย้ำเน้นการใช้หลักนิติธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อต่อต้านภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เอ่ยถึงนโยบายญี่ปุ่นที่จะเป็นหุ้นส่วนเติบโตไปพร้อมกับประเทศอื่นๆ ทั้งในเอเชียกับแอฟริกา แม้มีความแตกต่างหลายหลาก แต่ทั้งหมดสามารถร่วมมือกัน มีเอกภาพในความหลากหลาย

ญี่ปุ่นประเทศรักสันติ ไม่นิยมใช้กำลัง :
            นายกฯ อาเบะกล่าวว่าญี่ปุ่นได้แสดงบทบาทของตนด้วยการ “หลีกเลี่ยงการรุกรานหรือตั้งท่าว่าจะรุกราน หรือใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรือความเป็นอิสระทางการเมืองของประเทศต่างๆ” “แก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศต่างๆ ด้วยสันติวิธี”

            “ญี่ปุ่น ด้วยความรู้สึกสำนึกผิดอย่างยิ่ง (deep remorse) ต่อสงครามในอดีต ขอให้คำมั่นสัญญา (made a pledge) ว่าจะเป็นชาติที่ยึดมั่นในหลักการทั้งหลายของบันดุง (Bandung) ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม” “ญี่ปุ่นตัดสินใจที่จะเป็นชาติในหมู่เอเชียกับแอฟริกาที่แสวงหาสันติและความมั่งคั่งภายใต้หลักการทั้งหลายของบันดุง” จะเป็นประเทศที่อยู่แนวหน้าในเรื่องเหล่านี้

            อนึ่ง การประชุมสุดยอดเอเชีย-แอฟริกา จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1955 ณ เมืองบันดุง (Bandung) ประเทศอินโดนีเซีย ในสมัยนั้นใช้ชื่อว่า Asian-African Conference (AAC) มีตัวแทนเข้าร่วม 29 ชาติ ที่ประชุมได้หารือประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเมือง และร่วมกำหนดวิสัยทัศน์โลกว่าประเทศต่างๆ จะต้องเป็นอิสระต่อกัน มีสันติภาพ ความยุติธรรมและมั่งคั่งร่วมกัน เป็นแนวทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เรียกว่า “เจตนารมณ์บันดุง” (Bandung Spirit)
            “เจตนารมณ์บันดุง” ในปี 1955 ตั้งอยู่ในบริบทที่ประเทศอาณานิคมต่างๆ กำลังเรียกร้องเอกราช ท่ามกลางสงครามเย็น (Cold War) ที่กำลังก่อตัวอย่างร้อนแรง เกิดความหวั่นเกรงว่าจะเกิดสงครามใหญ่อีก พร้อมกับที่ชาติอภิมหาอำนาจเรียกร้องให้เลือกข้าง (ระหว่างฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยกับสังคมนิยมคอมมิวนิสต์) เจตนารมณ์บันดุงต้องการเรียกร้องให้ชาติต่างๆ อยู่ร่วมกันด้วยสันติ ปลดแอกจากความเป็นเจ้าของชาติมหาอำนาจ ไม่จำต้องฝักฝ่ายมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง เรียกร้องการอยู่ร่วมอย่างพี่น้อง ในเวลาต่อมาเกิด “กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” (Non-Aligned Movement : NAM)

วิเคราะห์แถลงการณ์ :
ประเด็นที่จีนกับเกาหลีใต้ให้ความสำคัญเพราะเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงของภูมิภาคคือการเอ่ยถึงประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และการเป็นเจ้าอาณานิคม ที่จีนกับเกาหลีใต้พยายามชูประเด็นให้ญี่ปุ่นยอมรับความผิดในอดีต เรียกร้องคำขอโทษอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
            จากสุนทรพจน์ดังกล่าว มีประเด็นสำคัญดังนี้
            ประการแรก นายกฯ อาเบะใช้ถ้อยคำต่างจากนายกฯ คนก่อนๆ
            ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคม นายกฯ อาเบะเคยใช้คำว่า “สำนึกผิด” แทนคำว่า “ขอโทษด้วยความจริงใจ” (heartfelt apology)
            และก่อนเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเชีย-แอฟริกา 2015’ นายกฯ อาเบะเอ่ยปากแล้วว่าจะไม่ใช้คำว่า “การรุกราน” หรือ “ขอโทษ” ในสุนทรพจน์ของตน โดยให้เหตุผลว่า “ถ้าแถลงการณ์เหมือนสมัยนายกฯ มูรายามา (Murayama) กล่าวในวาระครบรอบ 50 ปีสงคราม (โลกครั้งที่ 2) และเหมือนของนายกฯ โคอิซูมิ (Koizumi) ในวาระครบรอบ 60 ปีก็ไม่จำต้องแถลงซ้ำอีก” “อย่างที่ผมเคยพูดแล้วว่าผมสืบทอดมรดกมุมมองประวัติศาสตร์ (จากรัฐบาลชุดก่อนๆ) ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเขียน (คำเหล่านั้น) ซ้ำ” อีกทั้งต้องการแสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นในปัจจุบันตั้งอยู่บน “เส้นทางการเป็นชาติรักสันติและมุ่งมั่นที่จะมีส่วนสนับสนุนสันติภาพ”

            ในสมัยของนายกฯ มูรายามากับโคอิซูมิ แถลงการณ์ของทั้ง 2 ท่านใช้คำว่า “ขอโทษด้วยความจริงใจ” ต่อความทุกข์ยากที่ญี่ปุ่นกระทำต่อประชาชนในเอเชียจาก “การปกครองอาณานิคมและการรุกราน” (colonial rule and aggression)

            ความจริงแล้วนายกฯ อาเบะมีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้คำใดๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะใช้คำเดิมหรือคำใหม่ ถ้าคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลคือขึ้นกับนโยบายของรัฐบาล บริบทแวดล้อมในแต่ละช่วง แต่นายกฯ อาเบะจำต้องตระหนัก (และคงตระหนักอยู่แล้ว) ว่าประเทศอื่นๆ มีสิทธิ์วิพากษ์ได้เช่นกัน
Sven Saaler อาจารย์จาก Sophia University ในกรุงโตเกียว เห็นว่าถ้อยคำของนายกฯ อาเบะทำให้ “การสร้างความปรองดองกับประเทศเพื่อนบ้านถอยหลัง 1 ก้าว”

            ปัญหาใหญ่ของประเด็นนี้ไม่ใช่อยู่ที่เหตุผลของการใช้คำซ้ำหรือไม่ซ้ำ แต่อยู่ที่ท่าทีของนักการเมือง ผู้มีอำนาจในญี่ปุ่นที่แสดงท่าที ถ้อยคำ “ไม่เสมอต้นเสมอปลาย” บางครั้งถึงกับขัดแย้งกันอย่างชัดเจน นายอาเบะคือหนึ่งในคนกลุ่มนี้ ดังนั้น เมื่อญี่ปุ่นเปลี่ยนรัฐบาล โดยเฉพาะนายอาเบะมีฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านจึงเรียกร้องให้ผู้นำคนปัจจุบันแสดงท่าทีที่ชัดเจนอีกครั้ง

            ประการที่ 2 “ปากกับใจตรงกันหรือไม่”
            การใช้คำว่าขอโทษหรือไม่ขอโทษเป็นเพียงท่าทีอย่างหนึ่ง ถ้าพิจารณาให้กว้างมีกรณีตัวอย่างและข้อวิพากษ์อื่นๆ เพื่อชี้ว่าท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นอย่างไร
            กรณีการสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิ
            เหตุการณ์ล่าสุดที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือการไปสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) ในปีนี้ เป็นช่วงเวลาเดียวกับการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกฯ อาเบะ
            ก่อนไปกล่าวสุนทรพจน์ที่อินโดนีเซีย นายกฯ อาเบะส่งเครื่องสักการะไปศาลเจ้ายาสุกุนิ เพื่อสักการะดวงวิญญาณทหารหาญที่พลีชีพในสงคราม รวมทั้งพวกที่ถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากรสงครามในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นอีกปีที่นายกฯ อาเบะไม่ได้ไปศาลเจ้าด้วยตัวเอง ใช้วิธีส่งเครื่องสักการะไปแทน เพื่อแสดงว่าไม่ต้องการยั่วยุจีนกับเกาหลี
            วันถัดมา สมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งไปสักการะที่ศาลเจ้า (ตรงกับวันกล่าวสุนทรพจน์) และในวันนี้กระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้แถลงว่า “รู้สึกผิดหวังและน่าเศร้าใจอย่างยิ่ง การถวายเครื่องเซ่นไหว้และเครื่องสักการะบูชาของนักการเมืองแสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นยังคงไม่เผชิญหน้าประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา” พร้อมกับเรียกร้องให้ญี่ปุ่นแสดงการสารภาพผิดอย่างจริงใจ ขออภัยต่อความโหดร้ายทารุณในสมัยสงคราม ปรับแก้ความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างที่ประชาชนคาดหวัง
            ท่าทีของเกาหลีใต้ สอดคล้องกับท่าทีของจีนที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้เรื่อยมา ทางการจีนเคยกล่าวโจมตีว่า “ประเด็นศาลเจ้ายาสุกุนิเป็นปัจจัยทำลายความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งผลเสียต่อประเทศญี่ปุ่นเองด้วย”

            ไม่ว่าประเทศอื่นๆ จะมีมุมมองเช่นไร นายกฯ อาเบะเคยอธิบายแล้วว่าเป้าหมายการเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิก็เพื่ออธิษฐานแก่ผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตในการรบ รวมทั้งผู้เสียชีวิตจากสงครามทั้งหมด ไม่เฉพาะชาวญี่ปุ่นเท่านั้น ด้วยความหวังว่าจะผู้คนจะไม่บาดเจ็บล้มตายด้วยสงครามอีกต่อไป
แต่ฝ่ายจีนกับเกาหลีใต้เห็นว่าเป็นพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอกมากกว่า
            การไปสักการะศาลเจ้าเป็นเพียงประเด็นเดียวเท่านั้น ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ผูกโยงเกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะเรื่องหญิงบำเรอ (comfort women) การปรับแก้ไขตำราประวัติศาสตร์ ความพยายามปรับแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 9 หรือการตีความใหม่เพื่อให้กองทัพญี่ปุ่นมีบทบาทมากกว่าเดิม ประเด็นเหล่านี้ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงคอยจับตาดูและวิพากษ์เหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน

            ดูที่ “ผล” ของการกระทำ
ไม่ว่าจะใช้ถ้อยคำอะไร มีปัญหาหรือไม่ มีข้อเท็จจริงว่า นายกฯ อาเบะพูดอย่างไม่ต้องตีความว่าญี่ปุ่น “หลีกเลี่ยงการรุกรานหรือตั้งท่าว่าจะรุกราน หรือใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรือความเป็นอิสระทางการเมืองของประเทศต่างๆ” “แก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศต่างๆ ด้วยสันติวิธี”
            ดังนั้น นานาชาติสามารถพิสูจน์ความจริงใจได้จากประโยคที่ชัดเจนเหล่านี้

            ประการที่ 3 ชนชั้นปกครองฝ่ายขวาดั้งเดิมยังอยู่
            จะถ้าวิเคราะห์ให้ลึก การแสดงออกของนายกฯ อาเบะสะท้อนทัศนคติของชนชั้นปกครองฝ่ายขวาดั้งเดิมที่ยังคงอยู่ พวกที่เห็นด้วยกับสร้างความยิ่งใหญ่แก่ญี่ปุ่นด้วยสงคราม ดังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามมหาเอเชียบูรพา
R. Taggart Murphy อธิบายว่าแม้ญี่ปุ่นจะเป็นประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญตามอย่างชาติตะวันตก ให้สิทธิแก่สตรี แต่ความจริงแล้วชนชั้นปกครองยังไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้ เพียงแต่ชนชั้นปกครองไม่แสดงออกอย่างเปิดเผย
แท้จริงแล้ว อำนาจปกครองชี้นำประเทศไม่ว่าด้านใดอยู่ภายใต้ชนชั้นปกครอง (ที่ยังแยกออกเป็นกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม) พรรค Liberal Democratic Party (LDP) พรรคใหญ่ที่ครองอำนาจอย่างต่อเนื่องคือพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนสำคัญ นับจากได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากอเมริกากลุ่มคนเหล่านี้ยังคงควบคุมตำแหน่งสำคัญ รวมทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญๆ เพียงแต่ในยุคนี้บุคคลเหล่านี้มักจะไม่แสดงตัวถ้าไม่จำเป็น เน้นการอยู่หลังฉากมากกว่า ภาพที่ต่างชาติเห็นจึงเป็นการเลือกตั้ง มีรัฐสภา รัฐบาล ระบบศาล
            ที่สุดแล้วไม่ว่านายกฯ อาเบะจะใช้คำอะไร พูดอย่างไร ผลการดำเนินนโยบายจะเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองว่าจริงหรือไม่ที่ญี่ปุ่น “เป็นชาติในหมู่เอเชียกับแอฟริกาที่แสวงหาสันติและความมั่งคั่งภายใต้หลักการทั้งหลายของบันดุง”
            หลักการนี้สามารถใช้กับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีใต้ หรือสหรัฐ
---------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ในด้านหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาได้เตือนนายกฯ อาเบะว่าไม่ควรก่อความตึงเครียด ควรเจรจาและสร้างความไว้วางใจมากกว่า แต่ในอีกด้านหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาช่วยเบี่ยงเบนพฤติกรรมการรุกคืบของญี่ปุ่น เช่น การเพิ่มงบประมาณกลาโหม การจัดตั้งหน่วยนาวิกโยธิน การปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติให้ญี่ปุ่นแสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้น การแก้ไขตำราเรียนและการเรียนการสอนที่อ้างว่าหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ และเกาะด็อกโด/ทาเคชิมา เป็นดินแดนของญี่ปุ่น

ความขัดแย้งจากการเยือนศาลเจ้ายุสากุนิไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตผู้นำญี่ปุ่นหลายท่านที่เคยเยือนศาลเจ้าจะตามมาด้วยการวิวาทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น นายกฯ อาเบะเยือนศาลเจ้าก็เพราะได้คิดไตร่ตรองรอบคอบแล้วว่า ได้มากกว่าเสียอาจต้องการชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นภายใต้การบริหารของตนกำลังฟื้นตัว ไม่เกรงกลัวแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากจีน ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ กระชับความเป็นพันธมิตร และมั่นใจว่าความขัดแย้งอยู่ภายใต้การควบคุม

3. รอยร้าวญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ รอยด่างPivot to Asia
            การวิพากษ์ Pivot to Asia หรือยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียสามารถทำได้หลายรูปแบบ มองในหลายแง่มุม งานเขียนชิ้นนี้ชี้จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ผ่านประเด็นความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เป็นความขัดแย้งจากผลพวงของประวัติศาสตร์ กลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะแก้ไขภายใต้บริบทปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยอมให้กันไม่ได้ ต้องตอบสนองความคาดหวังจากการเมืองภายในของแต่ละประเทศ เกิดการแก้เกมแบบชิงไหวชิงพริบ นำสู่คำตอบว่าทำไมยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียจึงอ่อนกำลัง ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย ในอนาคตจะต้องปรับแก้ยุทธศาสตร์หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการหวังผลอย่างจริงจัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่จะต้องหาพันธมิตรเพิ่ม หรือทำให้ประเทศเหล่านั้นถอยห่างจากจีนมากขึ้น ซึ่งในกรอบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีเพียงไม่กี่ประเทศดังปรากฏบนแผนที่

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Abe says no ‘apology’ needed in statement. (2015, April 21). The Japan News. Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0002096962
2. Backgrounder: Asian-African Conference in 1955. (2015, April 22). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2015-04/22/c_134173457.htm
3. Cabinet Secretariat. (2015, April 22). Address to the Asian-African Summit 2015-- on the occasion of the Asian-African Conference Commemoration-- by Prime Minister Shinzo Abe. Retrieved from http://japan.kantei.go.jp/97_abe/statement/201504/aas2015.html
4. China condemns Japanese PM's war-linked shrine offering. (2014, April 21). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-04/21/c_133279008.htm
5. DK. (2010, April 17). BANDUNG SPIRIT. Retrieved from http://www.bandungspirit.org/spip.php?article4
6. Fackler, Martin. (2015, April 21). Shinzo Abe, Japanese Premier, Sends Gift to Contentious Yasukuni Shrine. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/04/22/world/asia/shinzo-abe-japanese-prime-minister-sends-gift-to-yasukuni-shrine.html?_r=0
7. Hirano, Ko. (2015, April 22). Abe’s omissions in Jakarta were ‘unwise’ step backward, historian says. The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2015/04/22/national/politics-diplomacy/abes-omissions-jakarta-unwise-step-backward-historian-says/#.VTeLudKqqko
8. Joint Press Conference with President Obama and Prime Minister Abe of Japan. (2014, April 24). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/24/joint-press-conference-president-obama-and-prime-minister-abe-japan
9. Lee Chi-dong and Lee Haye-ah. (2015, April 22). S. Korea slams Japanese politicians over war shrine visit. Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/national/2015/04/22/25/0301000000AEN20150422002551315F.html
10. Murphy, R. Taggart. (2014). Japan and the Shackles of the Past. New York : Oxford University Press.
---------------------------------

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

ร่างข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านฉบับสมบูรณ์ที่ยังไม่สมบูรณ์

19 เมษายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6738 วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2139980)

            หลังการเจรจาหลายเดือน ประเด็นข้อต่อรองสุดท้ายที่สำคัญคือ การควบคุมจำนวนเครื่องหมุนเหวี่ยง (centrifuge) แหล่งข่าวบางแห่งระบุว่าอิหร่านต้องการคงเครื่องหมุนเหวี่ยง 10,000 เครื่อง แต่ชาติตะวันตกยินยอมที่ 6,000 เครื่อง อีกประเด็นที่เป็นปัญหาคือกระบวนการยกเลิกมติคว่ำบาตร
            หลังการเจรจาต่อเนื่องยืดเยื้อถึง 8 วัน ต่อเวลาแล้วต่อเวลาอีก รัฐมนตรี บุคคลสำคัญเดินทางไปๆ มาๆ หลายรอบ ในที่สุดหลังการเจรจาก็บรรลุร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ (Joint Comprehensive Plan of Action : JCPOA) ในวันที่ 2 เมษายน 2015
            ฝ่ายสหรัฐได้นำเสนอร่างที่ตอนแรกเข้าใจว่าคือร่างที่ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน 2 วันต่อมาก็ปรากฏข่าวมีประเด็นที่เข้าใจไม่ตรงกัน 2 ประเด็น คือ การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรกับการเข้าถึงสถานที่ต่างๆ เพื่อตรวจสอบ กลายเป็นความขัดแย้งที่ยังสับสนอยู่ในขณะนี้

ประเด็นขัดแย้งและการแก้ไข :
          ข้อแรก เรื่องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
หากยึดตามร่างที่ฝ่ายสหรัฐประกาศ มาตรการคว่ำบาตรจะค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน ขึ้นกับว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่ เงื่อนไขแต่ละข้อต้องใช้เวลาจัดการมากน้อยต่างกัน
            ในช่วงต้นฝ่ายอิหร่านยืนยันว่าทันทีที่ลงนามเพื่อให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ การคว่ำบาตรทั้งสิ้นจะต้องยุติ โดยเฉพาะการคว่ำบาตรจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ประธานาธิบดีโรฮานีย้ำว่า “จะไม่ลงนามในข้อตกลงใดๆ ถ้าการคว่ำบาตรไม่ยกเลิกทั้งหมดในวันที่ลงนามนั้น ... เราต้องการข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์”
หากคิดให้ลึก ประเด็นที่อาจกลายเป็นความขัดแย้งในอนาคตคือการประกาศผลการตรวจสอบ เนื่องจาก IAEA จะเป็นผู้รายงานผลการตรวจสอบ หากยังไม่รายงานผลหรือ “สรุปไม่ได้" ด้วยเหตุต่างๆ นานา การคว่ำบาตรก็จะคงอยู่ต่อไป ด้วยเหตุนี้อาจเป็นที่มาที่ไปว่ากทำไมอิหร่านจึงเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทันทีที่ลงนาม อาจเกรงว่าการตรวจสอบจาก IAEA จะมีเรื่องทางการเมืองแอบแฝงทำให้ไม่ยอมรายงานผลว่าโปร่งใส การคว่ำบาตรถูกยืดออกไปเรื่อยๆ อิหร่านเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะต้องลดขนาดโครงการในขณะที่ยังถูกคว่ำบาตรต่อไป

            1 สัปดาห์ถัดมา Alexey Pushkov ประธานกรรมาธิการกิจการระหว่างประเทศ (Committee on International Affairs) ของรัฐสภารัสเซียชี้แจงว่า ฝ่ายอิหร่านยืนยันพร้อมปฏิบัติตามร่างข้อตกลง “อิหร่านไม่รู้สึกว่าอยู่ในฐานะเสียเปรียบ ... โดยเฉพาะเรื่องการยกเลิกคว่ำบาตรโดยเร็วที่สุด” พร้อมกับอธิบายว่าข้อตกลงดังกล่าวคือหนทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดอันจะลดและป้องกันความขัดแย้งทางทหารที่อาจเกิดขึ้น” “ยังมีกลุ่มพลังการเมืองในสหรัฐกับอิสราเอลที่ต้องการแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังทหาร โจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่านทางอากาศ” ซึ่งจะทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางวุ่นวายกว่าที่เป็นอยู่
            ในเวลาต่อมาประธานาธิบดีโรฮานียอมรับเงื่อนไขถ้ามาตรการคว่ำบาตรถูกเพิกถอนตามลำดับ พร้อมกับประกาศว่า “จะปฏิเสธข้อตกลงถ้าการคว่ำบาตรไม่ยอมสิ้นสุดเสียที”
ล่าสุดนายโมฮัมหมัด จาวัด ซารีฟ (Mohammad Javad Zarif) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านยังแสดงจุดยืนว่าจะต้องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทันทีที่ลงนาม ประเด็นเรื่องนี้จึงยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน อยู่ระหว่างการเจรจาต่อรอง ที่สุดแล้วเป็นไปได้ว่าอิหร่านน่าจะยินยอมตามข้อเสนอค่อยๆ คลายการคว่ำบาตรอย่างมีเหตุมีผล

          ข้อ 2 สามารถตรวจสอบได้ทุกที่หรือไม่
ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ที่มาจากแหล่งของสหรัฐระบุว่า IAEA จะเข้าตรวจสอบเป็นประจำ จะตรวจสอบทั้งระบบ ตั้งแต่กระบวนเริ่มต้นจนสิ้นสุด ตรวจทั้งวัตถุนิวเคลียร์และสิ่งที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นขัดแย้งคือสามารถตรวจสอบได้ทุกจุดทั่วประเทศอิหร่านหรือไม่
อยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyyed Ali Khamenei) กล่าวว่าภายใต้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์นั้น คนต่างชาติ “ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเขตความมั่นคงของประเทศโดยอ้างการตรวจสอบ”
            ในช่วงที่กำลังถกเถียง แอช คาร์เตอร์ (Ash Carter) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “จะอาศัยความไว้ใจไม่ได้” เจ้าหน้าที่จะต้องสามารถเข้าถึงทุกจุดที่ต้องการแม้กระทั่งที่ตั้งทางทหาร
ส่วนวุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคน (John McCain) แห่งพรรครีพับลิกันชี้ว่าการที่ท่านอยาตุลเลาะห์ไม่ยินยอมให้ตรวจสอบทุกพื้นที่คือความล้มเหลว ถ้อยคำดังกล่าวตีความได้หลายมุม ในมุมหนึ่งอาจเป็นเรื่องความมั่นใจว่าอิหร่านจะไม่แอบลักลอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ในอีกมุมหนึ่ง ท่าทีเช่นนี้เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของภูมิภาคและโลก ถ้าตีความว่าแนวคิดแบบแมคเคนต้องการอาศัยการตรวจสอบเพื่อศึกษาขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน อาจมีแผนโจมตีอิหร่านเหมือนที่รัฐบาลบุชทำกับอิรักและอัฟกานิสถาน

ประเด็นการเข้าตรวจสอบสถานที่ต่างๆ เป็นอีกประเด็นที่ยังถกเถียงอยู่ แม้ P-5+1 จะได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ของโครงการนิวเคลียร์แล้วก็ตาม ฝ่ายอิหร่านย้ำว่าที่ตั้งทางทหารเป็นความลับทางราชการไม่อาจให้เจ้าหน้าที่ต่างชาติเข้าตรวจสอบ
            ประเด็นวิพากษ์คือ เมื่อเอ่ยถึงการเจรจาโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน หมายถึงการเจรจาของผู้เชี่ยวชาญจากทุกฝ่าย เป็นเจ้าหน้าที่ผู้คร่ำหวอดของแต่ละประเทศ รัฐมนตรีต่างประเทศและตัวแทนระดับรัฐมนตรีเข้ามาเจรจารอบสุดท้าย และผ่านการเจรจามาแล้วไม่รู้กี่รอบ แต่ลงเอยด้วยประเด็นที่ “ยังเห็นต่างกัน”
            อันที่จริงแล้ว กว่าจะได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ อิหร่านกับคู่เจรจาทั้ง 6 ได้ข้อตกลงฉบับชั่วคราว (Joint Plan of Action) และลงมือปฏิบัติตามแผนดังกล่าวตั้งแต่พฤศจิกายน 2013 ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวเจ้าหน้าที่ IAEA ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ต่างๆ จนลงความเห็นว่าอิหร่านได้ปฏิบัติตามข้อตกลง โครงการนิวเคลียร์ใช้ในทางสันติอย่างเดียวเท่านั้น นำสู่การเจรจาสู่จนได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ในขณะนี้
            มาบัดนี้ ประเด็นการเข้าถึงสถานที่ต่างๆ เพื่อตรวจสอบกลายเป็นปัญหา ขัดแย้งกับการกระบวนการตรวจสอบก่อนหน้านี้
            เพราะถ้าระบบการตรวจสอบที่ผ่านมาไม่ดีพอ ก็ไม่น่าจะสรุปว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านโปร่งใส แต่ถ้าที่ผ่านมาสามารถมีข้อสรุปก็เท่ากับว่าทุกฝ่ายยอมรับระบบการตรวจสอบที่ใช้อยู่ ผ่านเกณฑ์ของ IAEA ซึ่งเป็นเกณฑ์ระหว่างประเทศ นานาชาติให้การยอมรับ
            จากข้อมูลที่ปรากฏล่าสุด เรื่องการเข้าตรวจสอบสถานที่ต่างๆ จะนำเข้าสู่ที่ประชุมเจรจาต่อไป ขั้นตอนจากนี้คือการลงลึกในรายละเอียด

ร่างข้อตกลงฯ ค้างที่การเมืองอเมริกา :
ดังที่ได้เสนอในบทความก่อนหน้านี้ว่าจากภาพที่ปรากฎทางสื่อฝ่ายการเมืองอเมริกาขัดแย้งเรื่องการเจรจาโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ทั้งๆ ที่พรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์
            หลังได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ ประธานาธิบดีโอบามาเห็นว่าฝ่ายค้านเล่นแรง “เกินขอบเขต” เมื่อวุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคนแสดงความเห็นว่าคนอย่างอยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี เป็นอะไรที่เชื่อถือไม่ค่อยได้ วุฒิสมาชิกแมคเคนถึงกับพูดล่วงหน้าว่า ”รัฐบาลต้องชี้แจงอย่างละเอียดถ้าจะพิจารณาข้อตกลงนี้”
ท่าทีของวุฒิสมาชิกแมคเคนสอดคล้องกับท่าทีของคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ เช่น จอห์น โบห์เนอร์ (John Boehner) วุฒิสมาชิกแกนนำพรรครีพับลิกันอีกคน กล่าวก่อนหน้านี้ว่าอิหร่านเป็นระบอบที่ “ไม่เคยรักษาคำพูดของตนเองเลย” “ในความเห็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าทำเราจึงลงนามข้อตกลงกับกลุ่มคนที่ไม่คิดจะรักษาคำพูดของตน”

ด้านประธานาธิบดีโอบามาตั้งข้อสงสัยว่าทำไมหลายคนอยากให้การเจรจาล้มเหลว พร้อมกับย้ำว่ายังเป็นเพียงร่างเท่านั้น ยังมีรายละเอียดที่ต้องตกลงกัน ขอให้ทุกฝ่าย “รอดู” ข้อตกลงสุดท้าย พร้อมกับเปิดช่องว่า “เรายังต้องทำงานจนกว่าจะถึงสิ้นเดือนมิถุนายนเพื่อมั่นว่าได้เอกสารที่ใช้การได้” “อันที่จริงแล้ว ถ้าเรายังไม่พอใจต่อการตัดหนทางที่อิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์ เราก็จะไม่ลงนาม”
            2-3 วันต่อมา นายจอห์น เคอร์รี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ เชื่อมั่นว่าฝ่ายการเมืองจะสามารถมีข้อสรุป และประธานาธิบดีจะลงนามในร่างข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านฉบับสมบูรณ์ เพราะ 2 พรรคได้หารือและประนีประนอม ถ้ายึดคำพูดของรัฐมนตรีเคอร์รีที่สุดแล้วจะลงเอยด้วยดี แต่ประเด็นคำถามคือ 2 พรรคได้ข้อสรุปร่วมกันแล้วหรือไม่ ข้อสรุปดังกล่าวอิหร่านกับประเทศคู่เจรจายอมรับได้หรือไม่

            โดยรวมแล้วจากข้อมูลที่ปรากฏนอกจากฝ่ายสหรัฐแล้วประเทศคู่เจรจาที่เหลือรวมทั้งรัฐบาลอิหร่านต่างยอมรับแนวร่างข้อตกลงในประเด็นหลักๆ เหลือการลงรายละเอียดสำหรับภาคปฏิบัติ นับจากวันนี้จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน ร่างข้อตกลงฯ จะกลายเป็นข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ที่มีผลบังคับใช้หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองอเมริกาเป็นสำคัญ

สรุป :
            ดังที่เคยนำเสนอเมื่อปลายปีที่แล้วว่า “โจทย์ที่ยากจะคาดเดาคือไม่รู้ว่าประธานาธิบดีโอบามาจะตัดสินใจอย่างไร ระหว่าง ก) บรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์เพื่อเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ข) ขยายข้อตกลงชั่วคราวออกไปเรื่อยๆ เป็นวิธีปฏิเสธตามแบบฉบับของท่าน ค) ท่านอยู่ในภาวะถูกกดดันอย่างหนักจนไม่เป็นตัวของตัวเอง” สถานการณ์ล่าสุดยังคล้ายเดิม ดีขึ้นนิดนึงตรงที่รู้ชัดเจนว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้
            ล่าสุด ฝ่ายการเมืองอเมริกายังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะตกลงกับอิหร่านอย่างไร ด้านประธานาธิบดีโอบามาระบุว่าขณะนี้ตนให้ความสำคัญกับไกกลการรื้อฟื้นมาตรการคว่ำบาตรหากอิหร่านผิดข้อตกลง และเชื่อว่าประเด็นขัดแย้งต่างๆ ที่เหลืออยู่จะได้ข้อตกลงที่ทุกฝ่ายเห็นชอบในที่สุด
บัดนี้ จากภาพความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลโอบามากับสมาชิกพรรครีพับลิกันชี้ว่าประเด็นโครงการนิวเคลียร์อิหร่านกลายเป็นประเด็นทางการเมืองเต็มตัวแล้ว นั่นหมายความว่านับจากนี้เป็นต้นไป เมื่อฝ่ายการเมืองอเมริกาเอ่ยถึงเรื่องนี้จะเชื่อมโยงกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี การช่วงชิงอำนาจทางการเมืองภายในประเทศ การวิเคราะห์ต้องเพิ่มน้ำหนักประเด็นการเมืองภายในอเมริกา
----------------------------
บรรณานุกรม :
สมาชิกรัฐสภาฝ่ายที่ต้องการให้อิหร่านละทิ้งโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ใช้การคว่ำบาตรอย่างรุนแรงเพื่อกดดันให้รัฐบาลอิหร่านยอมรับเงื่อนไข การเจรจาในช่วงนี้เป็นจุดสำคัญ เพราะหากเลยเส้นตาย 1 กรกฎาคม 2015 สหรัฐจะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะกลายเป็นหนึ่งในประเด็นหาเสียงอย่างสมบูรณ์ สถานการณ์จะซับซ้อนยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

รัฐบาลอิสราเอลพูดอยู่เสมอว่าอิหร่านใกล้จะประสบความสำเร็จในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เป้าหมายคือทำลายล้างอิสราเอล แม้อิหร่านกับชาติมหาอำนาจ 6 ประเทศที่เรียกว่ากลุ่ม P-5+1 ได้ข้อตกลงฉบับชั่วคราวและเมื่อต้นเดือนเมษาที่ผ่านมาได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ นายกฯ เนทันยาฮูยังเชื่อเช่นเดิม สวนทางความจริงที่ว่า ทุกวันนี้โครงการฯ ของอิหร่านหดตัว อยู่ภายใต้การตรวจตราของ IAEA ซึ่งได้พิสูจน์ชัดแล้วว่าโครงการฯ ในขณะนี้มีเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น ความเข้าใจของนายกฯ เนทันยาฮูจึงกลายเป็นภาพหลอนที่คอยหลอกลอนให้หลายคนเชื่อเช่นนั้น

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป


บรรณานุกรม:
1. Baker, Peter., & Gladstone, Rick. (2015, April 17). Obama Urges ‘Creative’ Talks to Bridge Divide With Iran on Sanctions. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/04/18/us/politics/obama-praises-congress-on-iran-and-trade-but-chides-senate-gop-over-nominee.html?_r=0
2. Charbonneau, Louis., Iriah, John., & Hafezi, Parisa. (2015, March 29). Iran, powers explore nuclear compromises as Israel hopes for failure. Reuters. Retrieved from http://in.reuters.com/article/2015/03/29/iran-nuclear-deal-idINKBN0MN2RG20150329
3. Davis, Julie Hirschfeld. (2015, April 12). Obama Denounces Attempts to Derail Nuclear Deal With Iran. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/04/12/world/middleeast/obama-denounces-attempts-to-derail-nuclear-deal-with-iran.html?_r=0
4. Hafezi, Parisa., & Wilkin, Sam. (2015, April 15). Iran says nuclear deal depends on lifting of sanctions. Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/2015/04/15/us-iran-nuclear-rouhani-idUSKBN0N60RX20150415
5. Iran confirms adherence to agreement on nuclear program — Russian lawmaker. (2015, April 13). TASS. Retrieved from http://tass.ru/en/world/788851
6. Iran ‘won’t allow’ inspection of military sites. (2015, April 11). Al Arabiya News. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2015/04/11/Inspections-critical-to-Iran-nuclear-deal-U-S-.html
7. Kerry confident US will conclude nuclear deal with Iran. (2015, April 15). Gulf  News/AP. Retrieved from http://gulfnews.com/news/mena/iran/kerry-confident-us-will-conclude-nuclear-deal-with-iran-1.1492546
8. President Rouhani: Iran won't sign final nuclear deal unless all sanctions lifted. (2015, April 9). RT. Retrieved from http://rt.com/news/248121-iran-rouhani-sanctions-deal/
9. Obama says partisanship wrangling over Iran nuclear deal 'needs to stop'. (2015, April 11). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/politics/2015/04/11/obama-says-partisanship-wrangling-over-iran-nuclear-deal-needs-to-stop/
10. Sanger, E. David., & Gordon, R. Michael. (2015, March 29). Iran Backs Away From Key Detail in Nuclear Deal. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/03/30/world/middleeast/iran-backs-away-from-key-detail-in-nuclear-deal.html?_r=0
11. Supreme Leader Stresses Conditions of Final Deal with Powers. (2015, April 9). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13940120000820
---------------------------------

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2558

ตะวันออกกลาง

ตะวันออกกลาง (รวมประเทศลิเบีย อียิปต์)

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2017

ยุทธศาสตร์ปรับสัมพันธ์ของรัฐบาลโรฮานีมุ่งปรับสัมพันธ์กับอียูเป็นหลัก เปิดทางให้ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกสามารถสานสัมพันธ์ แต่ไม่ใช่กับสหรัฐ อิสราเอลและพวกซาอุฯ ตามที่ประกาศไว้

ทรัมป์อาจยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน
นโยบายสหรัฐฯ ต่ออิหร่านอาจจะเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง มีกระแสข่าวว่าทรัมป์จะยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งหมายความว่าจะ “หาเรื่อง” อิหร่านต่อไป สัปดาห์หน้าคงจะมีคำตอบชัดขึ้น ควรติดตามใกล้ชิด

ประตูตรวจจับโลหะถูกรื้อถอนออกไปแล้ว ประเด็นตอนนี้อยู่ที่กล้องวงจรปิด หากมัสยิดอัล-อักซอร์ ไม่กลับคืนสู่สภาพปกติดังเดิม คาดว่าจะเกิดการชุมนุมใหญ่ระดับโลกในวันศุกร์นี้ ในขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงเริ่มประชุม สิ่งนี้จะเป็นทางออกหรือไม่

อิสราเอลติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณปากทางเข้าเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ ส่วนประตูตรวจจับโลหะยังไม่ชัดเจนว่าจะคงอยู่หรือรื้อถอนออกไป การติดกล้องวงจรปิดช่วยเรื่องความปลอดภัย แต่เท่ากับเป็นการรุกคืบควบคุมมัสยิดอัล-อักซอร์ด้วย

การลุกฮือครั้งที่ 2 หรือการลุกฮือแห่งอัล-อักซอร์และข้อคิด
ช่วงปี 2000-2004 เกิดเหตุการลุกฮือครั้งที่ 2 (Second Intifada) หรือการลุกฮือแห่งอัล-อักซอร์ (Al-Aqsa Intifada) หลังเอเรียล ชารอน เดินทางไปที่เขตวิหารศักดิ์สิทธิ์ ผลลัพธ์สำคัญคือการเจรจาสันติภาพยุติ และไร้ข้อสรุปจนถึงบัดนี้ พร้อมกับที่อิสราเอลก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในเขตยึดครองเรื่อยมา เหตุการณ์เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วให้บทเรียนสำคัญ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเคลื่อนไหวต่อต้านอิสราเอลควบคุมมัสยิดอัล-อักซอร์ในช่วงนี้ ...


หลังละหมาดวันศุกร์ มุสลิมหน้ามัสยิดอัล-อักซอร์กับที่อื่นๆ เริ่มประท้วง เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่อิสราเอลกับมุสลิม ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต 2 รายแล้ว และคาดว่าผู้บาดเจ็บล้มตายจะเพิ่มขึ้นอีก สถานการณ์ค่ำคืนนี้แปรผันได้หลายอย่าง

ซาอุฯ ในฐานะพี่ใหญ่ GCC ย่อมเห็นว่าการตีตัวออกห่างของกาตาร์บ่อนทำลายความมั่นคงของกลุ่มและตนเอง แต่ประโยชน์ที่สำคัญกว่านั้นคือภาวะผู้นำของซาอุฯ ในโลกมุสลิม หากซาอุฯ ไม่สามารถจัดการกาตาร์ย่อมยากจะมีอิทธิพลต่อประเทศมุสลิมอีก 50 กว่าประเทศ ในขณะที่กาตาร์ยกเรื่องอธิปไตยชาติว่ามีสิทธิ์ตัดสินใจโดยอิสระ ถ้ามองในความเป็นมุสลิม รัฐบาล 2 ประเทศนี้กำลังขัดแย้งในฐานะพี่น้องมุสลิม

ทิศทางสถานการณ์ซาอุ ตัดสัมพันธ์กาตาร์
ขั้วซาอุฯ ไม่สนใจคำชี้แจงจากกาตาร์ ยืนยันว่าเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย แทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน บั่นทอนความมั่นคงภูมิภาค ราวกับว่ากาตาร์เป็น “อิหร่าน 2” พร้อมออกมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจ แต่การคว่ำบาตรกระทบต่อเอกชนนานาชาติ บรรยากาศการค้าการลงทุนทั่วภูมิภาค อีกประเด็นที่ต้องเอ่ยถึงคือการใช้กำลังซึ่งควรคำนึงผลกระทบที่จะตามมา จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยใช้กำลังอีกหรือไม่

เป็นที่สงสัยกันมากว่าอะไรคือสาเหตุความขัดแย้งระหว่างขั้วซาอุฯ กับกาตาร์ อะไรคือเหตุผล บทความนี้นำเสนอคำตอบเหล่านี้โดยอาศัยการวิเคราะห์ทั้งแบบธรรมดากับแบบซับซ้อน เหตุผลพื้นฐานคือเพื่อความมั่นคง ความเป็นผู้นำของซาอุฯ สหรัฐฯ ต้องการคงอิทธิพลในภูมิภาค ฯลฯ ส่วนเหตุผลแบบซับซ้อนคือรัฐบาลซาอุฯ กับสหรัฐฯ ไม่ได้หวังผลอิหร่านเท่านั้น ที่ต้องการจริงๆ คือการจัดระเบียบโลกมุสลิมทั้งมวล

สถานการณ์ไม่มีทีท่าจะคลายตัวในระยะสั้น
ขณะนี้มี 6 ประเทศที่ตัดหรือระงับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกาตาร์แล้ว ลิเบียอาจเป็นรายต่อไป มีความพยายามเจรจาจากหลายฝ่าย แต่ไม่มีท่าทีคลายตัวในระยะสั้น การเดินทาง การขนส่งทั้งทางอากาศกับทางเรือสู่กาตาร์เริ่มเห็นผลประทบ คำถามสำคัญคือสถานการณ์จะพัฒนาต่อในทางที่ดีหรือร้าย

เป้าหมายการประชุม Arab Islamic American Summit คือต่อต้านก่อการร้าย ความหมายที่แท้จริงน่าจะหมายถึงผู้ก่อการร้ายบางกลุ่มที่อยู่ในใจรัฐบาลสหรัฐฯ กับขั้วซาอุฯ เท่านั้น ถ้ายึดแนวคิดว่า 2 ฝ่ายนี้สนับสนุนผู้ก่อการร้ายบางกลุ่มเช่นกัน ผู้นำทั้ง 2 เอ่ยชื่ออิหร่านชัดเจนในฐานะผู้สนับสนุนก่อการร้าย การประชุมกลายเป็นการประกาศอย่างเป็นทางว่านับจากนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กับขั้วซาอุฯ จะเล่นงานอิหร่านด้วยประเด็นนี้

ในที่ประชุม “Arab Islamic American Summit” ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีเป็นมิตรกับรัฐบาลซาอุฯ ท่ามกลางผู้นำชาติอาหรับ ผู้นำมุสลิมประเทศอื่นๆ รวม 55 ประเทศ วัตถุประสงค์หลักคือร่วมต่อต้านก่อการร้ายซึ่งหมายถึงมุสลิมสุดโต่งกับอิหร่าน เป็นอีกครั้งที่ทรัมป์พูดถึงความดีความชั่ว ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบาย ยอมรับว่าแนวทางศาสนาของซาอุฯ เข้าได้กับนโยบายของตน

ประธานาธิบดีทรัมป์สานสัมพันธ์มิตรแท้ซาอุฯ
ความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับซาอุฯ ได้รับการตอกย้ำอีกครั้งเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เยือนซาอุฯ ผู้นำทั้ง 2 ประเทศยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ประกาศต่อต้านลัทธิสุดโต่ง ลัทธิก่อการร้าย และประเทศอิหร่าน ทั้งยังเชิดชูบทบาทผู้นำซาอุฯ ในโลกมุสลิม ช่วยลบภาพลักษณ์ด้านลบของทรัมป์ต่ออิสลาม ยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐฯ คือมิตรแท้ของมุสลิม

ตรรกะของรัฐบาลทรัมป์ใครใช้อาวุธเคมีในซีเรีย
รัฐบาลทรัมป์กล่าวโทษรัฐบาลซีเรียละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การโจมตีซีเรียคือละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ตั้งแต่โอบามาเป็นต้นมา สหรัฐไม่เคยแสดงหลักฐานว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีได้แต่บอกว่าใช้และยึดถือเช่นนั้น กลายเป็นเหตุผลอีกข้อที่จะสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน ไม่ว่าศึกนี้จะต้องยืดเยื้ออีกกี่ปี คนต้องตายเพิ่มอีกกี่แสน ไม่ใช่เด็กๆ ไม่กี่สิบคนที่ตายด้วยก๊าซพิษอย่างที่ทรัมป์บอกว่าน่าสงสารเท่านั้น

ทรัมป์โจมตีอัสซาด แม้ปราศจากหลักฐานใช้อาวุธเคมี
2 วันหลังข่าวการใช้อาวุธเคมีที่ Idlib ทางตอนเหนือของซีเรีย มีผู้เสียชีวิตราว 80 ราย รัฐบาลทรัมป์สรุปทันทีว่าคือฝีมือของกองทัพรัฐบาลซีเรีย จึงโจมตีสนามบินแห่งหนึ่งด้วยขีปนาวุธ เรื่องสำคัญและร้ายแรงคือประธานาธิบดีทรัมป์สั่งการทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี พยายามอธิบายให้เห็นภาพเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ที่ต้องจบชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน ไม่คำนึงว่าการโจมตีของตนละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่าสหรัฐสามารถโจมตีประเทศใดๆ ก็ได้โดยไม่ต้องมีหลักฐาน ไม่ต้องมีเหตุผลที่นานาชาติยอมรับ

Mohammed bin Salman รองมกุฎราชกุมารซาอุดิอาระเบียหารือประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเป็นทางการ ฝ่ายซาอุฯ ไม่เชื่อว่ามาตรการ (ห้ามคน 6 ประเทศเข้าเมือง) มุ่งเป้าชาติมุสลิมหรือศาสนาอิสลาม แท้จริงแล้วทรัมป์เคารพศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง เป็น “มิตรแท้ของมุสลิม” 2 ฝ่ายเห็นร่วมที่จะต้องจัดการอิหร่านตัวการทำลายเสถียรภาพภูมิภาค 

หลังศาลระงับคำสั่งห้ามคน 7 ประเทศเข้าสหรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์ออกคำสั่งใหม่เหลือ 6 ประเทศ สาระสำคัญยังคงเช่นเดิม จาการวิเคราะห์คำสั่งห้ามใหม่ไม่ช่วยลดก่อการร้าย เพราะผู้ก่อการร้ายไม่จำต้องอยู่ใน 6 ประเทศนี้เท่านั้น การไม่ห้ามซาอุฯ และเหตุผลอื่นๆ ชวนให้สงสัยว่ารัฐบาลทรัมป์หวังการป้องกันก่อการร้ายมากเพียงไร มีเจตนาแอบแฝงอื่นหรือไม่

ประธานาธิบดีทรัมป์ห้ามคน 7 สัญชาติเข้าประเทศ ชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เมื่อพิจารณานโยบายหาเสียงและอื่นๆ พบว่านโยบายต่อต้านก่อการร้ายสัมพันธ์กับก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง (radical Islamic terrorism) อันเป็นนโยบายหลักข้อหนึ่งของพรรครีพับลิกัน และเป็นกระแสเกลียดชังมุสลิมที่รุนแรงขึ้นนับตั้งแต่เกิดเหตุ 9/11 ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ทำส่งผล “โหม” กระแสต่อต้านมุสลิม แต่เป้าหมายจริงๆ อาจอยู่ที่ 1-2 ประเทศเท่านั้น

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2016


การกล่าวหารัฐบาลสหรัฐฯ กับพวกสนับสนุนผู้ก่อการร้าย IS ไม่ใช่เรื่องใหม่ ล่าสุดคือจากปากประธานาธิบดีแอร์โดกาน ประเทศตุรกีที่เป็นสมาชิกนาโต เป็นพันธมิตรร่วมต่อต้าน IS ตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตาม แม้ประธานาธิบดีแอร์โดกานกล่าวว่ามีหลักฐานชัดเจนมากมาย แต่ไม่ยอมนำเสนอต่อสาธารณะ การสรุปว่ารัฐบาลประเทศใดสนับสนุนผู้ก่อการร้าย IS จึงยังคลุมเครือ ซ่อนเร้น เป็นสถานการณ์โลกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงและคงอยู่กับเราอีกนาน

หลังจากที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันประสบภาวะขาดดุล เศรษฐกิจชะลอตัว หลายฝ่ายเชื่อว่าจะเกิดการเจรจาเพื่อผลักดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น การเจรจารอบพฤศจิกายนคือความสำเร็จครั้งแรก แต่การจะให้ราคาน้ำมันไปสู่ระดับ 100 ดอลลาร์เป็นเรื่องห่างไกล หากเชื่อว่าต้นตอปัญหาอ่อนตัวยังคงอยู่ นอกจากนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้เห็นว่าอำนาจต่อรองของโอเปกลดน้อยลง โครงสร้างเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนแปลง

ความขัดแย้งซีเรียได้ดำเนินต่อเนื่องกว่า 5 ปีครึ่งแล้ว สถานการณ์ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลง เริ่มจากการชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่างสงบ ตามด้วยต่างชาติเข้าแทรก การปรากฏตัวของผู้ก่อการร้าย กองกำลังมุสลิมต่างชาติกว่าร้อยประเทศ การเผชิญหน้าระหว่าง 2 ขั้ว 2 มหาอำนาจชัดเจนมากขึ้น บัดนี้ความเป็นไปของสมรภูมิกับอนาคตซีเรียจึงขึ้นกับการตัดสินใจบนผลประโยชน์ของ 2 ฝ่าย 2 มหาอำนาจ เป็นความขัดแย้งที่จะยืดเยื้อยาวนาน เป็นเรื่องที่ควรตระหนัก


รัฐบาลตุรกีส่งกองทัพเข้าซีเรีย อ้างเหตุผลเพื่อปราบปราม IS ป้องปรามภัยคุกคามจากเคิร์ดซีเรีย ความจริงที่ต้องเข้าใจคือปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากขั้วสหรัฐ ได้ความเห็นชอบจากรัฐบาลรัสเซีย ผลลัพธ์ที่ได้จึงจำกัด เป็นหลักฐานอีกชิ้นชี้ว่าอนาคตของซีเรียไม่เป็นของคนซีเรียอีกต่อไป ประเทศนี้กลายเป็นสมรภูมิ ดินแดนที่หลายประเทศเข้ากอบโกยผลประโยชน์ โดยอ้างปราบปรามผู้ก่อการร้าย สนับสนุนฝ่ายต่อต้านหรือไม่ก็สนับสนุนรัฐบาลซีเรีย นี่คือพัฒนาการล่าสุดจากความวุ่นวายภายในของประเทศนี้

ทุกวันนี้มีข้อสรุปที่ยอมรับแล้วว่าอิรักไม่มี WMD ซัดดัมไม่ได้สนับสนุนผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ตามที่รัฐบาลแบลร์กับบุชกล่าวอ้าง การทำสงครามล้มระบอบซัดดัมไม่ช่วยเรื่องต่อต้านก่อการร้าย ซ้ำยังกระตุ้นให้เกิดผู้ก่อการร้ายสารพัดกลุ่ม เช่น IS ทิ้งให้อิรักกลายเป็นรัฐล้มเหลว ประเด็นที่สำคัญกว่านั้นคือคำถามที่ว่าระบอบประชาธิปไตยอังกฤษกับสหรัฐช่วยให้ 2 ประเทศนี้ก่อสงครามที่สมควรทำหรือไม่


มุกตาดา อัล-ซาดาร์ นักบวชผู้นำชีอะห์กลุ่มหนึ่ง กล่าวต่อประชาชนว่าไม่มีรัฐมนตรีคนใดที่เป็นตัวแทนของพวกเขา เป็นต้นตอซ้ำเติมการทุจริตคอร์รัปชัน การปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องของการสืบทอดอำนาจเท่านั้น 12 ปีประชาธิปไตยอิรักก่อให้เกิดเกิดคำถามว่าประเทศยังเหมาะที่จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยต่อไปอีกหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษมากกว่ากัน ควรแสวงหาทางเลือกอื่นหรือไม่


12 ปีนับจากโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนและรัฐบาลบุชประกาศว่าจะสร้างอิรักให้เป็นประชาธิปไตย เป็นแบบอย่างแก่ประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง จากบัดนั้นจนบัดนี้อิรักยังไม่เคยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ อีกทั้งสถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม สังคมแตกแยกร้าวลึก สงครามกลางเมืองทำให้ผู้คนล้มตายปีละนับพันนับหมื่น โดยยังไม่เห็นวี่แววว่าเมื่อไหร่ความสงบสุขจะกลับคืนมา


การทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลางของอิหร่านกลายเป็นประเด็นข่าว เพราะไม่เพียงยิงไกลถึงอิสราเอล อาจผิดข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง ที่สำคัญคือมีข้อความ “อิสราเอลต้องถูกลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์” บ่งบอกถึงทัศนคติที่อิหร่านมีต่ออิสราเอล แต่ถ้าวิเคราะห์จากหลักฐานเชิงประจักษ์ อิสราเอลในวันนี้มีศักยภาพที่จะ “ลบ” อิหร่านออกจากแผนที่โลกมากกว่า


รัสเซียทำสงครามปราบ IS ในซีเรียเพื่อใคร (2)
เป็นเรื่องแปลกที่รัสเซียกับฝ่ายสหรัฐฯ (รวมชาติตะวันตกกับรัฐอาหรับ) ต่างมีนโยบายปราบปรามผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS แต่ต่างฝ่ายต่างทำ ฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหาว่ารัสเซียไม่ได้มุ่งทำลาย IS แต่มุ่งเป้าที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอัสซาดมากกว่า ในขณะที่รัสเซียปฏิเสธ อีกทั้งมีประเด็นที่นักวิชาการหลายคนชี้ว่านโยบายปราบ IS ของฝ่ายสหรัฐฯ ไม่ได้ผล ถ้ามองในกรอบแคบความแตกต่างนี้มาจากการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนรัฐบาลอัสซาด ถ้ามองในกรอบกว้างคือการเผชิญหน้าระหว่าง 2 มหาอำนาจ

รัสเซียทำสงครามปราบ IS ในซีเรียเพื่อใคร (1)
อาจอธิบายว่ารัสเซียทำสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายไม่ต่างชาติประเทศอื่นๆ ที่มีส่วนร่วม จุดต่างคือรัฐบาลปูตินสนับสนุนรัฐบาลอัสซาด ในขณะที่ชาติตะวันตกหลายประเทศกับรัฐอาหรับต่อต้านระบอบอัสซาด กลายเป็นประเด็นสร้างความขัดแย้งที่ซับซ้อนในซีเรีย เหตุการณ์ใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2013 เป็นหลักฐานบ่งชี้ความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน

วิกฤตสงครามกลางเมืองซีเรียเข้าสู่จุดสำคัญอีกครั้ง เมื่อประเทศที่เกี่ยวข้องได้ข้อสรุปให้หยุดยิงทั่วประเทศ (แต่ยังสู้กับผู้ก่อการร้ายต่อไป) พร้อมกับที่รัฐบาลซาอุฯ กับพวกประกาศพร้อมส่งกองทัพเข้าซีเรีย ข้อสรุปหยุดยิงเป็นผลจากการที่ทุกฝ่ายตระหนักว่าที่สุดแล้วต้องลงเอยด้วยการเจรจา การทำสงครามต่อไปมีแต่จะสูญเสียมากขึ้น บัดนี้ไม่อาจล้มรัฐบาลอัสซาดด้วยกำลังอีกต่อไป อย่างไรก็ตามต้องติดตามต่อว่าซาอุฯ ตุรกี จะส่งทหารเข้าซีเรียหรือไม่

โครงการนิวเคลียร์อิหร่านสู่ยุติสันติ
กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมามีข่าวดีของอิหร่าน เมื่อ IAEA ประกาศว่าอิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขเบื้องต้นของ JCPOA แล้ว ยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านใช้เพื่อสันติเท่านั้น ด้วยเหตุนี้สหรัฐ อียู และคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติจึงยกเลิกการคว่ำบาตร ข่าวดีที่สำคัญกว่ากองทัพสหรัฐไม่เป็นภัยคุกคามต่ออิหร่านดังสมัยสงครามอ่าวเปอร์เซีย อย่างไรก็ตามรากความขัดแย้งกับรัฐอาหรับยังคงอยู่และดำเนินต่อไป เพียงแต่ไม่สามารถใช้ประเด็นโครงการนิวเคลียร์เป็นเครื่องมืออีกต่อไป

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2015
รัฐบาลซาอุฯ กับพวกมีความคิดจัดตั้ง กองกำลังร่วมอิสลาม” (Islamic military coalition) มานานแล้ว สามารถย้อนตั้งแต่สมัยปฏิวัติอิหร่าน 1979 เหตุผลล่าสุดคือเพื่อต่อต้านผู้ก่อการร้าย เหตุผลด้านความมั่นคงทางทหารนั่นเป็นเรื่องหนึ่ง ประโยชน์หลักที่ได้กลับเป็นประโยชน์ที่แฝงมามากกว่า เช่น แสดงให้เห็นว่าเป็นพวกต่อต้านก่อการร้าย (ไม่ใช่พวกสนับสนุนก่อการร้าย) กีดกันอิหร่าน ซีเรียและอิรักออกจากโลกมุสลิม 

รัฐบาลตุรกีกับข้อกล่าวหาเรื่องน้ำมัน
รัฐบาลปูตินกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐบาลตุรกีพัวพันการค้าน้ำมันเถื่อนกับ IS ซึ่งหมายถึงครอบครัวของประธานาธิบดีแอร์โดกานด้วย แต่รัฐบาลตุรกีกับโอบามาปฏิเสธข้อมูลของฝ่ายรัสเซียทั้งหมด ล่าสุดกองทัพตุรกีหลายร้อยพร้อมรถถังเคลื่อนกำลังเข้าใกล้เมืองโมซูลของอิรักและไม่ยอมถอนออก เหตุการณ์นี้อาจเชื่อมโยงกับทรัพยากรน้ำมันในแถบนั้น และอาจเชื่อมโยงกับการค้าน้ำมันเถื่อน

คณะมนตรีความมั่นคงได้ออกมติเปิดทางสะดวกให้ทุกประเทศสามารถทำสงครามปราบปราม IS ในซีเรียกับอิรัก รวมถึงการส่งทหารเข้ารบในประเทศเหล่านี้ แต่ด้วยความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายสหรัฐกับรัสเซีย แผนกวาดล้าง IS จึงกลายเป็นมี 2 แผนที่ต่างคนต่างทำ ข้อมติเป็นผลดีต่อความมั่นคงของรัฐบาลอัสซาด แต่ซีเรียยังคงแบ่งแยกอยู่ดี

ประธานาธิบดีออลลองด์ประกาศทำสงครามกับ IS หลังเหตุก่อการร้ายในปารีส ทั้งๆ ที่ฝรั่งเศสโจมตีทิ้งระเบิด IS มานานแล้ว เกิดคำถามว่าทำไมรัฐบาลฝรั่งเศสไม่พูดกับคนของตนให้ตรงข้อเท็จจริง รัฐบาลโอบามากับพันธมิตรต้องการปราบปราม IS และมองว่ารัฐบาลอัสซาดคือต้นตอของปัญหา แต่ไม่ยอมปรองดอง ยืนกรานให้ระบอบอัสซาดต้องพ้นจากอำนาจ เกิดคำถามว่าการปราบปราม IS หมายถึงสิ่งใด จะบรรลุผลได้หรือ ในโลกนี้มีผู้ที่พยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดสงครามระหว่างอารยธรรม สวนทางกับความจริงที่ว่าทุกศาสนาความเชื่อสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ ไม่ต้องห้ำหั่นด้วยอาวุธสงคราม

อดีตนายกฯ โทนี แบลร์ยืนยันว่าการโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนเป็นนโยบายที่ถูกต้อง ทั้งยังชี้ว่ารัฐบาลตะวันตกยังยึดนโยบายเช่นนี้ ประเด็นที่ยังถกเถียงคือแทรกแซงอย่างไร ควรคงกำลังทหารไว้หรือไม่ แนวทางของนายกฯ แบลร์บ่งชี้ว่ารัฐบาลตะวันตกอ้างเหตุผลความชอบธรรมเพื่อล้มรัฐบาลต่างชาติ ข่าวกรองเป็นเพียงเครื่องมือสร้าง “เหตุผล ความชอบธรรม” เพื่อให้คนในประเทศสนับสนุนโยบายเท่านั้น พร้อมกับที่ไม่เอ่ยถึงผลพวงที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา เช่น รัฐที่ถูกแทรกแซงกลายเป็นรัฐล้มเหลว เกิดปัญหาตามมามากมาย

Free Syrian Army (FSA) เป็นชื่อรวมๆ ของกองกำลังต่อต้านรัฐบาลอัสซาดหลายสิบกลุ่มที่สหรัฐกับพันธมิตรตั้งขึ้น สมาชิกประกอบด้วยชาวต่างชาติกับพลเมืองซีเรีย บางกลุ่มเป็นพวกสุดโต่ง การจัดแบ่งกลุ่มแบบ “เหมารวม” ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและสับสนว่าใครเป็นฝ่าย FSA รัฐบาลสหรัฐกับพันธมิตรกำลังสนับสนุนใคร พวกที่อ้างว่าเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลนั้นเป็นพลเมืองซีเรียแท้หรือไม่ คนที่เป็นพลเมืองซีเรียแท้มีปากเสียงมากเพียงใด

สังคมซีเรียไม่ต่างจากสังคมประเทศอื่นๆ ที่มีทั้งฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล พลเมืองซีเรียท้องถิ่นที่ต่อต้านรัฐบาลคือฝ่ายต่อต้านสายกลาง แต่มีอีกหลายกลุ่มที่รัฐบาลสหรัฐกับพันธมิตรถือว่าเป็นฝ่ายต่อต้านสายกลาง เช่น ชาวซีเรียที่ย้ายถิ่นอาศัยต่างประเทศ รัฐบาลโอบามากับพันธมิตรวางบทบาทคนเหล่านี้เป็นว่าที่รัฐบาลซีเรียในอนาคต กลายเป็นพวกหุ่นเชิด ชาวเคิร์ดซีเรียเป็นอีกกลุ่มที่เป็นฝ่ายต่อต้านสายกลาง แต่ถูกวางบทบาทให้กลายเป็นเขตปกครองตนเอง ซีเรียถูกแบ่งแยก

ก่อนหน้านี้มีความพยายามยุติสงครามกลางเมืองซีเรีย แต่การเจรจาล้มเหลว ผลที่ตามมาคือรัสเซียเข้ามาตั้งฐานทัพในซีเรียและเปิดฉากโจมตี เป็นไปได้ว่านี่คือการสกัดกั้นแผนล้มระบอบอัสซาดของสหรัฐกับพันธมิตรด้วยการส่งกองทัพเข้าซีเรียรบทางภาคพื้นดิน 
(บทความนี้เป็นตอนที่ 1 ของบทความชุด “การเผชิญหน้าระหว่างค่ายสหรัฐกับค่ายรัสเซีย-จีน”)

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทอดยาวออกไปเรื่อยๆ เอื้อให้แต่ละเขตปกครองเข้มแข็ง ได้แก่รัฐบาลอัสซาด รัฐอิสลาม เขตปกครองเคิร์ดซีเรียและเขตปกครองฝ่ายต่อต้านสายกลางที่กำลังจะเกิดขึ้น ถ้า IS ประสบผลในการถ่ายทอดอุดมการณ์ของตน ย่อมเชื่อได้ว่าจะมีพวก IS เพิ่มขึ้นอีกมากกมาย สถานการณ์ซีเรียอาจลดความรุนแรงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่เรื่องยังไม่ยุติ อาจเป็นการรอเวลาเพื่อเปิดฉากรุกรบครั้งใหญ่

ประธานาธิบดีแอร์โดกานประกาศชัดว่าต้องการเพิ่มอำนาจให้กับตำแหน่งตนเอง แต่การเลือกตั้งเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมาพรรคของตนสูญเสียการเป็นพรรคเสียงข้างมาก จึงต้องพยายามหาทางดึงคะแนนกลับ นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าสถานการณ์การปราบปรามเคิร์ดภายในประเทศเกี่ยวข้องกับการกระชับอำนาจ การเมืองตุรกีในช่วงนี้จึงมีผลต่อยุทธศาสตร์แบ่งแยกซีเรีย

ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ หรือจะใช้ชื่อใด รัฐบาลโอบามากับตุรกีกำลังสร้างเขตปลอดภัย (safe zone) หรือเขตห้ามบิน (no-fly zone) ทางตอนเหนือของประเทศซีเรียติดแนวพรมแดนทางตอนใต้ตุรกี ข้อดีคือผู้ลี้ภัยซีเรียสามารถกลับประเทศเข้าไปอยู่ในเขตดังกล่าว ผลลัพธ์ที่ตามมาคือเกิดปกครองตนเองขึ้นมาอีกเขตหนึ่ง ประเด็นที่ต้องติดตามคือใครจะเป็นผู้ควบคุมเขตดังกล่าว อนาคตของพื้นที่นี้จะเป็นอย่างไร

ด้วยความไม่พอใจต่อเศรษฐกิจการเมืองในประเทศ ประชาชนกลุ่มหนึ่งจึงลุกฮือประท้วงรัฐบาล เป็นเหตุผลพื้นฐานของอาหรับสปริง แต่การแทรกแซงจาก “นอก” ประเทศเกิดขึ้นและกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการโค่นล้มรัฐบาล ซีเรียเป็นอีกกรณีที่มีกองกำลังติดอาวุธร่วมร้อยประเทศเข้ารบกับรัฐบาล ผู้ก่อการร้าย ISIL/ISIS กลายเป็นกลุ่มแรกที่ประกาศสถาปนา “รัฐอิสลาม” เป็นรัฐอิสระภายใต้ดินแดนซีเรีย (มองในกรอบเฉพาะซีเรีย) เราจะนิยามอาหรับสปริงซีเรียอย่างไร ประเทศซีเรียยังเป็นของชาวซีเรียหรือไม่

ข่าวตุรกีโจมตี IS เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตุรกี เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลตุรกีลังเลใจที่จะร่วมต้าน IS อย่างจริงจัง ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินร่วมกับการโจมตี PKK ด้วย เรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ของตุรกีโดยตรง และเมื่อวิเคราะห์ในภาพที่ใหญ่ขึ้น การจัดการ IS PKK ไม่ใช่เพียงการต่อต้านก่อการร้ายสากล (IS) หรือผู้ก่อการร้ายภายในประเทศ (PKK) แต่เชื่อมโยงกับประเทศซีเรียโดยตรง เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์แบ่งแยกประเทศนี้

รัฐบาลเนทันยาฮู สมาชิกพรรครีพับลิกันชี้ว่าร่างฯ ข้อตกลงเอื้อให้อิหร่านสามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ในระยะยาว เนื่องจากเงื่อนไขหลายข้อมีอายุ 10 ปี อิหร่านที่ฟื้นฟูประเทศจะเข้มแข็งขึ้นมาก แต่รัฐบาลโอบามากับชาติสมาชิกคู่เจรจาที่เหลือเห็นว่าเป็นข้อตกลงที่ดีแล้ว คำถามสำคัญคืออิหร่านพร้อมจะถูกคว่ำบาตรซ้ำอีกหรือไม่หากแสดงท่าทีต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ 

หากยึดว่าความสำเร็จจากการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ไม่ลดความหวาดระแวง ความไม่เป็นมิตรต่อกัน รัฐบาลสหรัฐยังคงคว่ำบาตรอิหร่านด้วยเหตุผลอื่นๆ อิสราเอลยังเชื่อว่าอิหร่านจะผลิตและสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ในอนาคต ผลประโยชน์ของการเจรจาโครงการนิวเคลียร์จึงไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์อิหร่าน แต่น่าจะเป็นประโยชน์จากการที่บริษัทต่างชาติเข้าไปมีส่วนโครงการฟื้นฟูอิหร่าน การขายอาวุธให้กับประเทศต่างๆ

ประธานาธิบดีโอบามากล่าวซ้ำหลายรอบว่าปัญหาอิรักคือเรื่องความเป็นเอกภาพของชีอะห์ ซุนนีและเคิร์ดอิรัก แต่นโยบายปราบปราม IS คือการปกป้องพวกชีอะห์กับเคิร์ด มีผลทำให้อิรักแยกออกเป็น 3 ฝ่ายโดยปริยาย ตอกย้ำว่าแท้ที่จริงแล้วรัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายแบ่งแยกอิรักตั้งแต่สมัยสงครามอ่าวเปอร์เซียเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

นักจากต้นปี 2014 เป็นต้นมา ความวิตกกังวลว่าอิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์น่าจะลดลง เพราะอิหร่านกับคู่เจรจา P-5+1 บรรลุข้อตกลงชั่วคราว “Joint Plan of Action” แต่การเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์เป็นประเด็นความขัดแย้งใหม่ เกิดกระแสว่าอิหร่านกำลังเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคและโลก ทั้งๆ ที่ตอนนี้ IAEA ได้เข้าตรวจตราโครงการนิวเคลียร์ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ แล้ว นักการเมืองสหรัฐฯ บางส่วนกับรัฐบาลอิสราเอลประกาศกร้าวยืนยันว่าโครงการที่เหลืออยู่เป็นอันตราย ปล่อยไว้ไม่ได้

หลังการเจรจาอย่างยืดเยื้อ ในที่สุดทุกฝ่ายประกาศว่าบรรลุข้อสรุปได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ แต่ไม่กี่วันหลังจากนำเสนอร่างฯ ต่อสาธารณะ ปรากฏว่าอิหร่านคัดค้านไม่เห็นตรงใน 2 ประเด็นหลัก และกลายเป็นว่าร่างฯ ที่นำเสนอโดยฝ่ายสหรัฐฯ ไม่ใช่ร่างที่เห็นตรงกับอิหร่าน ความซับซ้อนเพิ่มมากยิ่งขึ้นเมื่อพรรครีพับลิกันแสดงท่าทีไม่ยอมรับร่างฯ ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามาแสดงท่าทีอ่อนลงเรื่อยๆ พยายามหาทางประนีประนอมกับรีพับลิกัน

รัฐบาลอิสราเอลพูดอยู่เสมอว่าอิหร่านใกล้จะประสบความสำเร็จในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เป้าหมายคือทำลายล้างอิสราเอล แม้อิหร่านกับชาติมหาอำนาจ 6 ประเทศที่เรียกว่ากลุ่ม P-5+1 ได้ข้อตกลงฉบับชั่วคราวและเมื่อต้นเดือนเมษาที่ผ่านมาได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ นายกฯ เนทันยาฮูยังเชื่อเช่นเดิม สวนทางความจริงที่ว่า ทุกวันนี้โครงการฯ ของอิหร่านหดตัว อยู่ภายใต้การตรวจตราของ IAEA ซึ่งได้พิสูจน์ชัดแล้วว่าโครงการฯ ในขณะนี้มีเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น ความเข้าใจของนายกฯ เนทันยาฮูจึงกลายเป็นภาพหลอนที่คอยหลอกลอนให้หลายคนเชื่อเช่นนั้น

กว่าที่สหรัฐจะเริ่มโจมตี IS ในสมรภูมิเมืองทิกริต การรบได้ผ่านไปแล้วกว่า 3 สัปดาห์จนรัฐบาลอิรักต้องออกมาเรียกร้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกเพราะก่อนหน้านี้สหรัฐใช้กำลังทางอากาศโจมตี IS อย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ที่สมรภูมิทิกริตสะท้อนคำพูดของรัฐบาลโอบามาที่ชี้ว่ารากปัญหาคือความขัดแย้งภายในระหว่างซุนนี-ชีอะห์ อีกทั้งยังแสดงท่าทีไม่อยากเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

GCC ประกาศชัดให้อัสซาดก้าวลงจากอำนาจ บางประเทศให้ความช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านอย่างเปิดเผย ให้ทั้งเงิน อาวุธ หาก IS ในอิรักพ่ายแพ้จะเป็นข่าวร้ายของ GCC พิสูจน์ว่าพวกชีอะห์อิรักมีความเข้มแข็งที่จะปกครองประเทศต่อไป ในภาพรวมสะท้อนความเข้มแข็งของชีอะห์ “จันทร์เสี้ยวชีอะห์” พิสูจน์ตนเองอีกครั้งว่าเข้มแข็งกว่าเดิม กระทบต่ออนาคตของ GCC อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สมรภูมิทิกริตไม่ใช่่เรื่องการปราบปรามผู้ก่อการร้าย IS ในอิรักเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายหลายประเทศ ที่ควรเอ่ยถึงได้แก่ 1.ชีอะห์อิรัก 2.อิหร่าน 3.ซุนนีอิรัก 4.พวกเคิร์ด 5.ซีเรีย 6.IS/ISIL/ISIS 7.รัฐบาลสหรัฐฯ 8.GCC ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ได้มีต่อการเมืองอิรักเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบภูมิภาคตะวันออกกลาง เกี่ยวข้องกับชาติมหาอำนาจ

เนื่องจากรัฐบาลอิรักเห็นว่า GCC มีส่วนสนับสนุน IS ส่วน GCC มองว่ารัฐบาลอิรักในปัจจุบันคือพวกชีอะห์ ดังนั้นหาก IS พ่ายแพ้เท่ากับทำให้อิรักเข้มแข็งขึ้น ยิ่งใกล้ชิดกับอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่แข็งแกร่งกว่าเดิม 

คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับเป็นตัวแสดงหนึ่งที่เกี่ยวข้อง ความเป็นไปของ IS หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ภายในอิรักส่งผลต่อ GCC โดยตรง เป็นเรื่องซับซ้อนวิเคราะห์ได้หลายแง่มุม ในแง่ผลบวก IS เป็นภัยคุกคามที่เด่นชัดทั้งต่อราชอาณาจักรและปัจเจกบุคคล การต่อต้าน IS จึงเท่ากับช่วยเหลือประเทศตนเอง ทั้งยังชูบทบาทของ GCC การเป็นผู้พิทักษ์อิสลาม 

ข้อมูลจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ ประเมินว่ามีชาวต่างชาติจากกว่า 90 ประเทศ จึงดูเหมือนว่า IS คือผู้ก่อการร้ายนานาชาติ ซึ่งมีส่วนถูกต้อง แต่หากพิจารณาจากสัดส่วนของสมาชิก สมาชิก IS ส่วนใหญ่เป็นชาวอิรัก มีพื้นเพเป็นพวกซุนนี ความเข้าใจเรื่องนี้มีความสำคัญ ผูกโยงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานการณ์ในอิรัก ข้อเขียนชิ้นนี้จะอธิบายความเกี่ยวโยงเหล่านี้ ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

เหตุวิวาทะระหว่างรัฐบาลโอบามา พรรครีพับลิกัน และนายกฯ เนทันยาฮูดูเหมือนว่าพวกเขามีความขัดแย้งอย่างรุนแรง เมื่อวิเคราะห์พบว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น อีกทั้งยังมีคำถามว่ารัฐบาลเนทันยาฮูมีอิทธิพลชักจูงประเทศคู่เจรจาได้กี่ประเทศ นายกฯ เนทันยาฮูกำลังใช้โครงการนิวเคลียร์อิหร่านเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนหรือไม่


เมื่อรัฐบาลอิรักเปิดฉากโจมตีเพื่อยึดคืนเมืองทิกริตจากกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) รัฐบาลโอบามาแสดงความกังวลว่าความขัดแย้งระหว่างซุนนี-ชีอะห์ในอิรักจะรุนแรงกว่าเดิม ทั้งๆ ที่รัฐบาลสหรัฐประกาศว่า IS เป็นภัยคุกคามต่อโลกและสหรัฐ จะต้องปราบปรามให้ราบคาบ และก่อนหน้าที่มีกระแสข่าวเรียกร้องให้อิหร่านส่งทหารเข้าร่วมรบทางภาคพื้นดิน และดูเหมือนว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่เห็นชอบที่ชาวชีอะห์อิรักจะทำหน้าที่ปกป้องมาตุภูมิของตน


ยัสเซอร์ อาราฟัต เป็นบุคคลสำคัญของโลก ได้ชื่อว่าเป็นผู้ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์ ชีวิตของท่านตั้งแต่วัยหนุ่มเต็มด้วยการต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ มีผู้พยายามสังหารท่านหลายครั้ง แต่สามารถหลบรอดคมห่ากระสุนอย่างหวุดหวิด จนกระทั่งคืนวันที่ 12 ตุลาคม 2004 ท่านล้มป่วยกะทันหันอย่างรุนแรงในบ้านพักของท่านเอง ผู้เชี่ยวชาญบางคนเห็นว่าท่านเสียชีวิตด้วยพอโลเนียม-210


เป็นบทความวิเคราะห์สถานการณ์อิรักช่วงเปลี่ยนตัวนายกฯ มาลิกี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตัวแสดงหลายตัว ตั้งแต่ IS อิหร่าน สหรัฐฯ และประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งหมดมีเหตุสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ลงเอยด้วยการเปลี่ยนผู้นำ ที่นายกฯ มาลิกีเปรียบเปรยว่าตนถูกรัฐประหาร
บทความแบ่งตีพิมพ์ในนิตยสารหนังสือข่าวทหารอากาศจำนวน 2 ฉบับ เหมาะสำหรับผู้สนใจรายละเอียดเหตุการณ์ในสมัยนั้น และสถานการณ์การเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลาง


----------------------------

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2014


สมาชิกรัฐสภาฝ่ายที่ต้องการให้อิหร่านละทิ้งโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ใช้การคว่ำบาตรอย่างรุนแรงเพื่อกดดันให้รัฐบาลอิหร่านยอมรับเงื่อนไข การเจรจาในช่วงนี้เป็นจุดสำคัญ เพราะหากเลยเส้นตาย 1 กรกฎาคม 2015 สหรัฐจะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะกลายเป็นหนึ่งในประเด็นหาเสียงอย่างสมบูรณ์ สถานการณ์จะซับซ้อนยิ่งกว่าที่เป็นอยู่


ข้อตกลง Joint Plan of Action มีผลชั่วคราว นั่นหมายความว่าอนาคตไม่แน่นอน ถ้ามองในแง่ดีเป็นโอกาสที่ต่างฝ่ายต่างแสดงความปรารถนาดีต่อกัน เป็นกระบวนการสร้างความไว้วางใจ และนำสู่การเจรจาขั้นสุดท้าย ถ้ามองในแง่ร้าย การผ่อนคลายการคว่ำบาตรมีผลชั่วคราว รัฐบาลสหรัฐยังคว่ำบาตรต่อไป ข้อตกลงชั่วคราวกลายเป็นเครื่องมือที่ประเทศคู่เจรจาใช้กดดันอิหร่าน


การก่อการของ IS มีผลต่อการสร้างกระแสสงครามระหว่างนิกาย ซึ่งรัฐบาลอิหร่านระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง ผลลัพธ์คือติดอาวุธให้กับพวกเคิร์ด สนับสนุนรัฐบาลแบกแดด เพื่อให้อิรักฝั่งตะวันออกเป็นแนวป้องกัน เป็น “รัฐกันชน” ป้องกันไม่ให้กองกำลัง IS เข้ามาก่อกวน สร้างสถานการณ์ให้ลุกลามบานปลาย กลายเป็นสงครามระหว่าง IS กับอิหร่าน เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ปราบปราม IS อันซับซ้อน


รัฐบาลชาติตะวันตกหลายประเทศหยิบยกประเด็นพลเรือนของตนที่เข้าร่วม IS จะกลับมาก่อเหตุก่อการร้ายที่บ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง จึงเห็นว่าควรดำเนินมาตรการป้องกันหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการติดอาวุธพวกเคิร์ด ซึ่งเป็นการปิดล้อมพื้นที่อิทธิพลของกองกำลัง IS ไม่ให้ขยายออกไปทางทิศตะวันออกให้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ผลกระทบต่อประเทศอิรักคือพวกเคิร์ดมีความเป็นอธิปไตยมากขึ้น เท่ากับว่าอิรักสูญเสียอธิปไตย


ในมุมหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่า IS เป็นภัยคุกคาม ต้องกำจัดอย่างถอนรากถอนโคน ในอีกมุมหนึ่งชี้ว่าการปราบปราม IS ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือทันที ที่สำคัญคือต้องรอความร่วมมือจากประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะพวกซุนนี เมื่อวิเคราะห์แล้วนำสู่คำถามว่ารัฐบาลโอบามามีความตั้งใจปราบปรามกองกำลัง IS มากน้อยเพียงใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น 


การปรากฏตัวของกำลังอากาศสหรัฐ ไม่ใช่เพื่อการปราบปรามกองกำลัง IS แต่ใช้เหตุช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยเพื่อเป็นข้ออ้างให้กองกำลังอากาศสหรัฐเข้าควบคุมน่านฟ้าอิรักทั้งหมด แสดงถึงพลังอำนาจ “การมีอยู่” ของสหรัฐ ในช่วงจังหวะที่อิรักกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ ที่นายกฯ มาลิกีเปรียบเปรยว่าคือ “รัฐประหาร”


ร้อยปีเต็มแล้วที่ชาวเคิร์ดอิรักต่อสู้เรียกร้องอิสรภาพ  การปกครองตนเอง น่าสนใจที่พวกเคิร์ดเป็นซุนนีแต่ไม่ปรารถนาอยู่ร่วมกับพวกอาหรับอิรักที่เป็นมุสลิมด้วยกัน รัฐบาลอังกฤษเคยเชื่อว่าพวกเคิร์ดเป็นเพียงแค่ชนเผ่าต่างๆ ไม่สามารถรวมตัวปกครองตนเอง แต่จากประวัติศาสตร์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน พวกเคิร์ดพิสูจน์แล้วว่าพวกเขาสามารถรวมตัวกันได้ ตรงข้ามกับพวกอาหรับอิรักที่กำลังแตกแยกอยู่ในขณะนี้


วิกฤตอิรักรอบใหม่ที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายน ในตอนแรกนั้นสื่อมุ่งกล่าวถึงกองกำลัง ISIL/ISIS ที่สามารถยึดครองหลายเมืองได้อย่างรวดเร็ว แต่ล่าสุดการบรรยายเหตุการณ์ในอิรักให้ความสำคัญกับการลุกฮือของพวกซุนนีอิรัก ภาพวิกฤตอิรักจึงกลายเป็นสงครามระหว่างรัฐบาลชีอะห์ผู้กดขี่ข่มเหงประชาชน (โดยเฉพาะพวกซุนนี) กับฝ่ายต่อต้าน ซึ่งส่วนใหญ่คือประชาชนอิรักผู้นับถือนิกายซุนนี กองกำลัง ISIL สถานการณ์ในอิรักจึงคล้ายสงครามกลางเมืองซีเรียมากขึ้นทุกที


รัฐบาลโอบามาตั้งเงื่อนไขจะสนับสนุนรัฐบาลอิรักอย่างเต็มกำลังในการปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIL/ISIS ก็ต่อเมื่ออิรักได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งหมายถึงนายกฯ อัลมาลิกีต้องพ้นจากอำนาจ นายกฯ อัลมาลิกีปฏิเสธข้อเรียกร้องและเห็นว่าเท่ากับเป็นการรัฐประหารรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลต่อตัวแสดงสำคัญๆ เช่น การคงอยู่ของ ISIL ความสัมพันธ์ระหว่าง ISIL กับพวกซุนนีกลุ่มต่างๆ 


อิรักกำลังมาสู่ทางสองแพร่งอีกครั้ง ขึ้นกับการตัดสินใจของสังคมว่าต้องการให้ประเทศเป็นอย่างไร ต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ปรองดอง หรือต้องการทำสงครามกลางเมืองยืดเยื้อไปเรื่อยๆ การก่อการของ ISIL จะกลายเป็นผลดีหากเป็นต้นเหตุให้เกิดการเจรจาอย่างจริงจัง ช่วยยุติความขัดแย้งภายในประเทศที่ดำเนินต่อเนื่องมาแล้วหลายปี แต่ถ้ามองในแง่ลบ การปรากฏตัวของ ISIL จะซ้ำเติมความแตกแยกในอิรัก


แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาจะประกาศว่าอนาคตของอิรัก ชาวอิรักต้องตัดสินใจเองในฐานะรัฐอธิปไตย งานศึกษาบางชิ้นให้ข้อสรุปว่ารัฐบาลสหรัฐคือผู้อยู่เบื้องหลังให้นายอัลมาลิกีก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และทั้งๆ ที่รู้ซึ้งพฤติกรรมของนายกฯ อัลมาลิกี รัฐบาลโอบามายังสนับสนุนให้เขาดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 และขณะนี้มีข่าวว่ากำลังกดดันให้นายกฯ อัลมาลิกีลาออก เพื่อความปรองดองสมานฉันท์ แก้ปัญหาการก่อการของ ISIL/ISIS ในขณะนี้


นับจากการก่อตั้ง ISIL เป้าหมายและการแสดงออกของกลุ่มนั้นชัดเจนและสอดคล้องกัน คือสถาปนารัฐอิสลามในอิรักกับซีเรีย การยึดพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนีดูเป็นเรื่องง่าย แต่หาก ISIL ต้องการยึดอิรักทั้งประเทศ จะต้องยึดพื้นที่เขตปกครองของพวกเคิร์ดและชีอะห์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ภายใต้ศักยภาพของกองกำลัง ISIL ในปัจจุบัน เป้าหมายเฉพาะหน้าที่ดูสมเหตุสมผลกว่าคือการควบคุมพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนี หรือไม่ก็ให้สงครามกลางเมืองอิรักเป็นศึกยืดเยื้อ


การเลือกตั้งเป็นประเด็นที่พูดหนาหูมาสองสามปีแล้ว ที่ผ่านมาประธานาธิบดีอัสซาดรอดูสถานการณ์ว่าเหมาะสมที่จะจัดเลือกตั้งหรือไม่ ผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่มีอะไรแปลกประหลาดเหนือความคาดหมาย ท่าทีการตอบสนองของกลุ่ม Friends of Syria และประเทศผู้สนับสนุนระบอบอัสซาดไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิม สงครามกลางเมืองซีเรียดำเนินต่อไปโดยที่ระบอบอัสซาดเป็นฝ่ายได้เปรียบมากขึ้นทุกที

ถ้ามองในแง่บวกการเจรจาเจนีวา 2 คือจุดเริ่มต้นของการยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ถ้ามองในแง่ลบคือยังมองไม่เห็นทางออก เมื่อการเจรจายังไม่สามารถยุติความขัดแย้ง ประเด็นจึงกลับมาอยู่ที่จะแก้ปัญหาด้วยพลังอำนาจทางทหารอย่างไร ชาติอาหรับจะเป็นฝ่ายลงมือเองหรือไม่

ความรุนแรงในซีเรียเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความขัดแย้งทางการเมืองที่ขยายตัวกลายเป็นสงครามกลางเมือง กลายเป็นสมรภูมิที่มีกองกำลังนอกประเทศเข้ามาร่วมรบ เป็นอุทาหรณ์ว่าการป้องกันปัญหาง่ายกว่าและดีกว่าการแก้ปัญหา คนในชาติต้องไม่คิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัว หรือคิดแต่เพียงปกป้องครอบครัวคนใกล้ชิดเท่านั้น 

หลังสงครามกลางเมืองเกือบครบ 3 ปี การประชุมเจนีวา 2 กลายเป็นการประชุมระดับนานาชาติครั้งสำคัญยิ่ง การประชุมไม่น่าจะสามารถยุติข้อขัดแย้งตราบใดที่รัฐบาลอัสซาดไม่ก้าวลงจากอำนาจ และสหรัฐกับชาติพันธมิตรยังหนุนหลังฝ่ายต่อต้านที่มุ่งโค่นล้มรัฐบาล คำถามที่สำคัญกว่าการมีข้อตกลงคือ ข้อตกลงนั้นจะนำสู่ประเทศซีเรียที่มีบูรณภาพแห่งดินแดนหรือไม่ เป็นการยุติความขัดแย้งอย่างถาวรหรือไม่ ทั้งหลายทั้งสิ้นนี้พลเมืองซีเรียน่าจะเป็นผู้ตัดสินอนาคตของตนเอง 

ท่ามกลางการลงมติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีกระแสการสนับสนุนพลเอกอับเดล-ฟัตตาห์ เอลซีซี ผู้นำก่อการรัฐประหารให้เป็นประธานาธิบดีอียิปต์ ด้านกลุ่มภราดรภาพมุสลิมคือฝ่ายสูญเสียเนื่องจากถูกตีตราว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย เท่ากับว่าสมาชิกของกลุ่มไม่สามารถรับตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองอีกต่อไป การเมืองการปกครองอียิปต์จึงหวนคืนสู่แนวทางที่ชนชั้นปกครองเป็นผู้กุมอำนาจประเทศดังเช่นหลายทศวรรษที่ผ่านมา เกิดคำถามว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ประวัติศาสตร์การโค่นล้มระบอบมูบารัคเมื่อ 3 ปีก่อนจะเกิดซ้ำอีกในอนาคตหรือไม่


ISIS/ISIL เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นอย่างมีเป้าหมายเฉพาะ กำลังก่อการทั้งในซีเรียกับอิรัก การปรากฏตัวของกลุ่มสะท้อนปัญหาการเมืองภายในอิรักที่เรื้อรังมานาน ความแตกแยกของฝ่ายต่างๆ การจะกำจัด ISIS/ISIL อย่างถอนรากถอนโคนคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายอย่าง รวมทั้งมีประเทศผู้ให้การสนับสนุน น่าติดตามกลุ่มดังกล่าวจะนำอิรักสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ มีผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไร

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2012-13

รัฐบาลซาอุฯ กำลังจัดระเบียบตะวันออกกลางกับแอฟริกาเหนือ หวังเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในซีเรียกับอิหร่าน แต่จุดยืนดังกล่าวขัดแย้งกับจุดยืนของรัฐบาลโอบามากับชาติตะวันตกหลายประเทศ ความพยายามของซาอุฯ ก่อให้เกิดคำถามว่ากำลังโดดเดี่ยวตนเองหรือไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ กับอิสราเอลในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร


10 ปีที่กองทัพสหรัฐฯ บุกโค่นล้มระบอบซัดดัม ช่วยสถาปนารัฐประชาธิปไตยอิรัก พบว่าจนบัดนี้อิรักยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง กลายเป็นรัฐล้มเหลวที่ประกอบด้วยหลายกลุ่มอำนาจที่พยายามแย่งชิงผลประโยชน์ ก่อให้เกิดคำถามมากมายว่าอิรักในวันนี้ดีกว่ายุคซัดดัมหรือไม่ อะไรคือการปกครองที่ดี และจะพาอิรักออกจากสถานการณ์วุ่นวายในขณะได้อย่างไร ทั้งหมดนี้ประชาชนอิรักไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดต้องออกมาแสดงพลัง กำหนดอนาคตของตนเอง

ในมุมมองของอิสราเอล การขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์อิหร่านจะต้องควบคุมโครงการอิหร่านอย่างสมบูรณ์ ไม่ปล่อยให้มีโอกาสผลิตอาวุธได้แม้แต่น้อย เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวรัฐบาลอิสราเอลพร้อมที่จะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดสิทธิอันพึงมีของอิหร่าน อาศัยแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ อิทธิพลของสหรัฐ กดดันให้อิหร่านยอมกระทำตามความต้องการของตน

ณ บัดนี้สังคมโลกค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าท่านถูกวางยาด้วยพอโลเนียม-210 แต่เวลา 9 ปีที่ผ่านมาไม่อาจลบล้างข้อสงสัยว่าใครเป็นลอบวางยาท่าน ข้อมูลที่ปรากฏจำนวนไม่น้อยชี้ว่าอิสราเอลต้องรับผิดชอบ ในขณะที่ทางการอิสราเอลปฏิเสธมาโดยตลอด นี่คืออีกหน้าประวัติศาสตร์ของโลกที่นายยัสเซอร์ อาราฟัต สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์ต้องจบชีวิตอย่างปริศนา

ซาอุดิอาระเบียปฏิเสธเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เมื่อศึกษาโดยละเอียดพบว่าทางการซาอุฯ ไม่พอใจการดำเนินนโยบายของรัฐบาลโอบามาต่อตะวันออกลาง ในยามที่ซาอุฯ กับมิตรประเทศอาหรับกำลังอยู่ระหว่างการจัดระเบียบตะวันออกกลาง


การคว่ำบาตรจากสหรัฐกับพันธมิตรต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่านพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เศรษฐกิจสังคมอิหร่านได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีโรฮานีชนะการเลือกตั้ง และมาพร้อมกับนโยบายสานสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ เร่งเจรจาแก้ปัญหาการคว่ำบาตร การเจรจาจึงเป็นเรื่องสำคัญ กำหนดอนาคตอิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลาง

รัฐบาลโอบามาใช้หลักฐานการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเพียงครั้งเดียวกับอ้างหลักการว่าทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อโจมตีซีเรีย โดยละทิ้งกระบวนการของสหประชาชาติ กฎเกณฑ์ ระบบความมั่นคงของโลก

อเมริกาคิดโจมตีซีเรียจุดเปลี่ยนนโยบายโอบามา
จากที่ลังเลใจมาตลอดหนึ่งปี พยายามเลื่อนการตัดสินใจว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีในซีเรีย เหตุการณ์การใช้อาวุธเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม กลายเป็นข้ออ้าง เป็นจุดเปลี่ยนนโยบายของโอบามาต่อซีเรีย สหรัฐคิดโจมตีกองทัพรัฐบาลอัสซาดด้วยตนเอง ด้วยไม่ฟังคำทัดทานจากหลายประเทศ เหตุผลหลักประการหนึ่งคือต้องการช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

ราวหนึ่งปีหลังจากที่กล่าวหากันไปมาในที่สุดสหประชาชาติส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเรื่องการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย แต่ต้องเข้าใจว่าเป้าหมายของการตรวจสอบคือเพื่อพิสูจน์ว่ามีการใช้หรือไม่เท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงเรื่องใครหรือฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ ที่ผ่านมาอังกฤษกับฝรั่งเศสแสดงท่าทีขึงขังเรียกร้องการแทรกแซงทางการทหาร แต่นั่นหมายถึงต้องมีสหรัฐฯ เป็นหัวเรือใหญ่ที่ลังเลใจเรื่อยมา


หลังชุมนุมยืดเยื้อ 6-7 สัปดาห์ รัฐบาลก็เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม เหตุการณ์ความรุนแรงลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะรอบปีที่ผ่านมาในสมัยที่มอร์ซีเป็นประธานาธิบดี กลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลมอร์ซีก็บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากเช่นกัน เพียงแต่สถานการณ์วันนี้สลับฝ่ายสลับขั้ว

พลเอกอับดุล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอียิปต์ เรียกร้องให้ประชาชนออกมาชุมนุมสนับสนุนการยึดอำนาจ กลายเป็นภาพของรัฐประหารที่ไม่เสร็จสมบูรณ์ ต้องขอให้ประชาชนแสดงการสนับสนุนเพิ่มเติม แม้มีผู้ร่วมชุมนุมแสดงพลังสนับสนุนการรัฐประหารจำนวนนับแสนนับล้านคน แต่ฝ่ายสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมอร์ซีจะยังคงชุมนุมยืดเยื้อต่อไป ตอกย้ำผลลัพธ์ด้านลบของการรัฐประหาร

ในเวลาไม่ถึง 3 ปี ประเทศอียิปต์เกิดเหตุประชาชนขับไล่รัฐบาลมาแล้ว 2 ชุด คือรัฐบาลของประธานาธิบดีฮอสนี่ มูบารัค กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ทั้งสองครั้งประชาชนผู้สนับสนุนต่างประกาศว่าคือส่วนหนึ่งของอียิปต์สปริง เป็นชัยชนะของประชาชน การชุมนุมทั้งสองครั้งกองทัพอียิปต์เข้าเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และสหรัฐมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพอียิปต์มานานหลายทศวรรษแล้ว

อิหร่านมีโครงการนิวเคลียร์มาหลายทศวรรษแล้ว สมัยของอาห์มาดินาจาดเป็นช่วงที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้ชาติตะวันตกคว่ำบาตร ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่ทุกรัฐบาลที่กระทำเช่นเดียวกันนี้ ขึ้นกับเหตุผลเบื้องหลัง บริบทแวดล้อมอื่นๆ

8 ปีของการพัฒนานิวเคลียร์ภายใต้สมัยประธานาธิบดีอาห์มาดีเนจาด เป็นช่วงเวลาที่โครงการนิวเคลียร์มีความก้าวหน้ามาก ก่อทั้งผลดีผลเสียต่ออิหร่านชัดเจน แม้จะยังไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์สำเร็จตามเป้า แต่ได้บรรลุเป้าหมายบางอย่างแล้ว

สมาชิกสหภาพยุโรปมีทั้งประเทศที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยกับการเสริมเขี้ยวเล็บแก่ฝ่ายต่อต้าน และมติยกเลิกคว่ำบาตรขายอาวุธแก่ฝ่ายต่อต้านไม่น่าจะมีผลใดๆ ทั้งด้านการรบกับการเมืองของซีเรีย เพราะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องและอาจไม่ตรงความต้องการของฝ่ายต่อต้าน

ปัญหาการปลูกฝิ่นและความท้าทายของรัฐบาลอัฟกานิสถาน
ประเทศอัฟกานิสถานคือประเทศผู้ปลูกฝิ่นรายใหญ่ที่สุดของโลก การแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะพัวพันกับเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร และการปลูกฝิ่นมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าเหตุที่ฝ่ายประชาชนสามารถโค่นล้มอดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค เกิดจากการที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาคอยจัดแจงอยู่เบื้องหลัง

นายลักคาร์ บราฮิมี ผู้แทนสหประชาชาติพบรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศซีเรีย นายวาลิด อัลเมาเล็ม เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งซีเรีย เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดยิง

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อเครื่องบินรบของตุรกีบังคับให้เครื่องบินพลเรือนซีเรียที่บินจากรัสเซียไปซีเรียร่อนลงจอดที่ตุรกี ด้วยข้อกล่าวหาทำผิดระเบียบการบินที่ต้องแจ้งก่อนผ่านน่านฟ้าหากขนสินค้าต้องห้าม

นับจากนี้อีกราว 8 เดือนก่อนถึงวันเลือกตั้งปธน. น่าติดตามว่าส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศของว่าที่ปธน.คนใหม่อย่างไร

เขตปลอดภัยกับเขตห้ามบินมีความหมายแตกต่างกัน บทวิเคราะห์นี้จะอธิบาย คำสองคำดังกล่าวพร้อมวิเคราะห์ความแตกต่าง ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

IAEA ไม่มั่นใจว่าโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านจะมีเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น เป็นที่มาของมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง คนซีเรียส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในประเทศต่อไป เกิดคำถามใหม่ว่า คนซีเรียส่วนใหญ่ต่อต้านหรือสนับสนุนฝ่ายใด
------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...