วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 3 – 9 ธันวาคม 2012

นายอาเบะผู้หมายมั่นพิชิต Plaza Accord
30 พฤศจิกายน 2012
ชาญชัย
            ใกล้ถึงกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 16 ธันวาคม การหาเสียงระหว่างพรรคการเมืองญี่ปุ่นกำลังเข้มข้น นโยบายทางเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดและเป็นประเด็นหาเสียงร้อนแรงขณะนี้คือเรื่องการควบคุมภาวะเงินฝืด ปัจจุบันธนาคารญี่ปุ่นวางนโยบายเอาชนะเงินฝืดด้วยการกำหนดเป้าอัตราเงินเฟ้อที่ร้อยละ 1 ต่อปี แต่หนึ่งในตัวเก็งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปนายชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานพรรค Liberal Democratic Party คนปัจจุบันเห็นว่าไม่เพียงพอ และหวังให้ธนาคารตั้งเป้าเงินเฟ้อที่ร้อยละ 2 ต่อปี
            การประกาศว่าอยากให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นตั้งเป้าอัตราเงินเฟ้อที่ร้อยละ 2 ทำนายอาเบะถูกโจมตีว่าแทรกแซงธนาคารกลาง จึงออกมากล่าวแก้ว่า “ผมเห็นว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง” แต่ “เป้าหมายนโยบายควรปรึกษากับรัฐบาล โดยที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายของตน” แม้จะเป็นการกล่าวแก้ในแต่เนื้อหาเหมือนกับว่านายอาเบะยังคงยืนยันหวังให้ธนาคารกลางปรับเป้าอัตราเงินเฟ้อตามที่ตนต้องการ
นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่าเนื่องจากประธานธนาคารกลางคนปัจจุบันได้ดำรงตำแหน่งใกล้ครบวาระ 5 ปีในเดือนเมษาปีหน้า หากนายอาเบะชนะการเลือกตั้งเขาอาจใช้อิทธิพลเลือกประธานคนใหม่ที่สอดรับกับนโยบายของเขา ราวกับเป็นการประกาศวางคุณสมบัติของผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานธนาคารญี่ปุ่นคนต่อไป

นอกจากแก้ไขภาวะเงินฝืด นายอาเบะยังมุ่งแก้ไขปัญหาเงินเยนแข็งค่าซึ่งเป็นเรื่องที่สอดคล้องกัน
ปัจจุบันธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อช่วยให้เงินเยนอ่อนค่าลงในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่นายชินโซ อาเบะเสนอให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน “แบบไม่จำกัด” เช่น พิมพ์ธนบัตรมาใช้แบบไม่จำกัดหรือเพิ่มมาตรการซื้อสินทรัพย์เพิ่ม
การชูนโยบายให้เกิดอัตราเงินเฟ้อกับการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไม่จำกัด ล้วนส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลง
นอกจากนี้นายอาเบะยังเสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านงบกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐจำนวน 200 ล้านล้านเยน (หรือราว 2.5 ล้านล้านดอลลาร์) เพื่อสร้างงาน โดยไม่กังวลเรื่องการสร้างหนี้เพิ่มเหมือนรัฐบาลของพรรค Democratic Party of Japan
            โดยรวมแล้วการกลับเข้ามาสู่เวทีเลือกตั้งครั้งนี้ นายอาเบะมาพร้อมกับความกล้าหาญอย่างยิ่ง ตั้งใจใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ ประกาศใช้แนวทางผ่อนคลายทางการเงินอย่างไม่จำกัด กำหนดอัตราเงินเฟ้อถึงร้อยละ 2 โดยไม่ห่วงการสร้างหนี้เพิ่มเติม ไม่ห่วงผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นอย่างที่พรรคฝ่ายตรงข้ามโจมตี
            ทั้งหมดคือมุ่งลบล้างผลจาก Plaza Accord และผลกระทบที่ตามมาเป็นลูกโซ่ยังผลทำให้เงินเยนแข็งค่า เศรษฐกิจอยู่ในภาวะเงินฝืดที่ดำเนินมานานราว 20 ปีแล้
Plaza Accord (ข้อตกลงพลาซ่า) เกิดขึ้นในยุคที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเฟื่องฟู เงินเยนอ่อนค่า สินค้า MADE IN JAPAN กำลังขายดิบขายดี ชาติตะวันตกหลายประเทศขาดดุลการค้าแก่ญี่ปุ่นจำนวนมหาศาลจึงขู่ว่าหากญี่ปุ่นไม่ปรับค่าเงินเยนให้แข็งค่าขึ้น ชาติตะวันตกจะตอบโต้ด้วยการปกป้องตลาดภายในประเทศ ด้วยความที่นักการเมืองญี่ปุ่นสมัยนั้นเกรงว่าหากถูกตอบโต้จะกระทบต่อสินค้าเกษตร การค้าปลีกและธุรกิจด้านการเงินจึงยอมทำข้อตกลงดังกล่าว
            เมื่อค่าเงินแข็งค่าขึ้นสินค้าญี่ปุ่นเริ่มประสบปัญหาส่งออก เศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลขณะนั้นจึงใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่และกลายเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ตามมา
จากนั้นเพื่อแก้ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ รัฐบาลจึงขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและให้ธนาคารตั้งเพดานการกู้ยืมเงิน (งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าเกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้บริหารประเทศในสมัยนั้นด้วย) ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยและซึมยาวต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ตลาดขาดกำลังซื้อ นักธุรกิจนักลงทุนไม่ต้องการลงทุนเพิ่ม ทุกคนถือเงินสดไว้ในมือ เศรษฐกิจไม่เดิน เกิดภาวะเงินฝืดพร้อมกับเงินเยนที่แข็งค่า
Plaza Accord จึงเหมือนยักษ์ที่ขัดขวางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นไม่ให้เติบโตมานานกว่า 20 ปี ผ่านหลายรัฐบาลหลายนายกฯ แต่ยังแก้ไขไม่ได้ หัวใจนโยบายเศรษฐกิจของนายชินโซ อาเบะ จึงมุ่งกำจัดผลกระทบอันเนื่องจาก Plaza Accord และผลกระทบลูกโซ่ที่ตามมานั่นเอง
หากทุกอย่างเป็นไปตามที่หาเสียงไว้ ภาวะเงินฝืดจะยุติและกลายเป็นเงินเฟื้อที่ระดับร้อยละ 2-3 อัตราการเติบทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีอยู่ที่ราวร้อยละ 3 นับว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง และนายชินโซ อาเบะ จะได้รับการจดจำว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
            ไม่ว่าผลสุดท้ายจะแก้ได้จริงหรือไม่ จากการที่ตลาดคาดการณ์ว่านายชินโซ อาเบะจะชนะการเลือกตั้ง ธนาคารกลางจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีกทำให้เงินเยนอ่อนค่าและดัชนีตลาดหุ้นนิเคอิของญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น เป็นเครื่องชี้วัดว่าตลาดได้ตอบสนองและรับรองในระดับหนึ่งแล้ว
------------------

บรรณานุกรม:
1. Did the Bubble’s Collapse Cause the Lost Decades? World Economic Outlook (WEO), April 2011, http://www.imf.org/external/pubs/ft/weo/2011/01/c1/box1_4.pdf
2. Domestic-Demand-Led Economic Growth: Japan’s Lessons Learned. www.mof.go.jp/pri/international_exchange/kouryu/.../kou96_06.pdf
3. BOJ Governor Defends Easing as Effective. http://professional.wsj.com/article/SB10001424127887324469304578142542023647394.html?mg=reno-wsj
---------------------

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 26 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2012

เลือกตั้งคาตาโลเนีย ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแคว้นและของสเปน?
26 พฤศจิกายน 2012
ชาญชัย
            เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาประชาชนในแคว้นคาตาโลเนียหรือชาวคาตาลันได้ออกมาทำการเลือกตั้งครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์พวกเขาและอาจส่งผลต่ออนาคตของประเทศสเปน แม้เป็นเพียงการเลือกตั้งระดับแคว้นเพื่อเลือกผู้แทนจากพรรคการเมืองเข้าดำรงตำแหน่งในสภาของแคว้นก็ตาม
            คนทั่วไปอาจไม่ค่อยรู้จักชื่อคาตาโลเนีย แต่น่าจะคุ้นกับชื่อบาร์เซโลน่าซึ่งเป็นเมืองเอกประจำแคว้นนี้ที่เป็นแคว้นใหญ่อันดับสองของสเปน เป็นเมืองอุตสาหกรรมผลิตสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุด สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจราวร้อยละ 20 ของประเทศ มีความร่ำรวยและถูกเรียกเก็บภาษีสูงสุดแห่งหนึ่งของประเทศ กล่าวกันว่าเป็นชาวสเปนที่ทำงานหนัก ปัจจุบันมีอำนาจปกครองตนเองในระดับหนึ่งอยู่แล้ว

            ชาวคาตาลันมีภาษาพูด มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของตัวเอง คาตาโลเนียในอดีตเคยเป็นเอกราชไม่ขึ้นกับสเปน ต่อมาถูกรุกรานและผนวกเข้ากับสเปน แต่ชาวคาตาลันยังพยายามรักษาอัตลักษณ์ของตนไว้ ทำให้ชาวคาตันลันแตกต่างจากผู้คนแคว้นอื่นๆ ของสเปนโดยเฉพาะภาษาพูด กลายเป็นชนวนให้ชาวสเปนบางส่วนไม่พอใจชาวคาตาลัน การที่สังคมสเปนทั่วไปไม่พอใจที่คนคาตาลันไม่พูดภาษาสเปนทำให้เกิดความขัดแย้งของคนสองกลุ่ม ยิ่งเป็นเหตุให้เกิดคนคาตาลันรู้สึกแปลกแยก
            โดยวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับสังคมสเปนโดยรวม ชาวสเปนในแคว้นคาตาโลเนียหรือชาวคาตาลันจึงไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประเทศแม่ของตัวเอง

จากสาเหตุความแปลกแยกดังกล่าวทำให้ชาวคาตาลันส่วนหนึ่งคิดแยกตัวจากสเปน แต่ต้นเหตุที่จุดประกายให้ชาวคาตาลันสนับสนุนความคิดการเป็นเอกราชอย่างท่วมท้นมาจากการที่พวกเขาเห็นว่ารัฐบาลกลางเก็บภาษีจำนวนมากจากพวกเขา แต่งบประมาณที่รัฐบาลกลางส่งกลับมาพัฒนาแคว้นมีนิดเดียว ดังนั้นเมื่อรัฐบาลสเปนกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจและขึ้นภาษีที่เก็บจากแคว้น ชาวคาตาลันจึงไม่พอใจและสนับสนุนแนวคิดการแยกตัวออกจากสเปน
            ผลสำรวจจาก Center of Opinion Studies ของรัฐบาลคาตาโลเนียเมื่อไม่นานนี้พบว่าประชาชนร้อยละ 57 สนับสนุนการเป็นเอกราช เหนือกว่าข้อเสนอการยอมรับแนวทางที่แคว้นมีอำนาจปกครองตนเองมากขึ้นที่ได้คะแนนร้อยละ 44
            คนที่สนับสนุนการแยกตัวเชื่อว่าหากทำเช่นนั้นรัฐบาลใหม่ที่พวกเขาจัดตั้งจะใช้ภาษีของพวกเขาเพื่อพัฒนาแคว้นของเขาเองอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เชื่อว่าชีวิตจะดีขึ้น และเห็นว่าพวกเขาควรจัดทำประชามติเรื่องการแยกตัวออกจากสเปน ไม่ว่าการแยกตัวเป็นเอกราชจะถูกหรือผิดกฎหมาย
แน่นอนว่าการประกาศแยกตัวเป็นเอกราชผิดกฎหมายและรัฐบาลกลางไม่อาจปล่อยให้เกิดขึ้น
ผลการเลือกตั้งเบื้องต้นที่ออกมาแล้วพบว่ากลุ่มพรรคที่สนับสนุนการแยกตัวนั้นได้ที่นั่งในสภาราวสองในสามของจำนวนที่นั่งทั้งหมด กลุ่มพรรคการเมืองที่สนับสนุนการแยกตัวได้คะแนนเสียงในสภามากขึ้น สร้างความชอบธรรมแก่ฝ่ายนี้ที่จะดำเนินแนวทางแยกตัวต่อไป
ผลการเลือกตั้งน่าจะเพิ่มความวุ่นวายทางการเมืองแก่สเปน
            หากคาตาโลเนียแยกตัวออกไปจริง เท่ากับทำให้เศรษฐกิจสเปนที่อ่อนแออยู่แล้วยิ่งอ่อนแอลงกว่าเดิมและซ้ำเติมปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาระหนี้สินของประเทศ การว่างงาน คาตาโลเนียจะเริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตนเอง รวมทั้งประเทศสเปนด้วย
            มองในภาพกว้าง ไม่ว่าที่สุดแล้วคาตาโลเนียจะแยกตัวออกในอนาคตหรือไม่ เหตุดังกล่าวจะส่งผลต่อเสถียรภาพของทางการเมืองและเศรษฐกิจสเปน ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อเสถียรภาพของยูโรโซน คาดการณ์ว่าสถานการณ์การแยกตัวของจะไม่จบง่ายๆ ดังนั้นเสถียรภาพของยูโรโซนจะสะเทือนตราบเท่าที่สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ยุติ
------------------

บรรณานุกรม:
1. Catalonia: The future is another country. http://www.youtube.com/watch?feature=endscreen&v=6vxdlD5KuCA&NR=1
2. Spanish Region Votes in Test of Independence Push. http://online.wsj.com/article/SB10001424127887324469304578140661908998182.html
3. Spain's Catalonia punishes pro-referendum leader. http://www.seattlepi.com/news/article/Spain-s-Catalonia-punishes-pro-referendum-leader-4064365.php
----------------------

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สถานการณ์การค้าจีน-ญี่ปุ่น ไม่แย่อย่างที่คิดและอาจไม่ดีอย่างที่หวัง

23 พฤศจิกายน 2012
ชาญชัย
            นับตั้งแต่ข้อพิพาทหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุระหว่างจีนกับญี่ปุ่นปะทุขึ้นอีกรอบเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลทั้งสองประเทศยึดมั่นว่าเป็นดินแดนของตน เกิดเหตุขัดแย้งทางการเมืองหลายครั้งและลามไปถึงการค้าระหว่างสองประเทศเมื่อชาวจีนส่วนหนึ่งประท้วงไม่ซื้อสินค้าญี่ปุ่นโดยเฉพาะรถยนต์ญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นในจีนบางคนถูกทำร้ายถูกคุกคาม การเดินทางไปมาระหว่างคนสองประเทศพลอยลดลงไปด้วย
            ตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมา สื่อมวลชนจีนนำเสนอข่าวการค้าระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง และชี้ว่าญี่ปุ่นกำลังได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด China Daily เสนอข่าวจากรายงานของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นว่าสินค้าส่งออกของญี่ปุ่นไปจีนในเดือนตุลาคมลดลงร้อยละ 11.6 เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคมของปีที่แล้ว ในขณะที่เดือนกันยายนลดลงร้อยละ 14.1 จิ๋น ไป่ซ่ง รองหัวหน้าภาควิชาการค้าจีน แห่งสถาบัน Chinese Academy of International Trade and Economic Cooperation แสดงความเห็นว่า “จากข้อพิพาทดินแดนหมู่เกาะเตียวหยู และการที่ผู้บริโภคชาวจีนต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นส่งผลต่อสินค้าส่งออกของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง”
            ทั้งหมดให้ภาพญี่ปุ่นกำลังเสียหายจากตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

            เรื่องที่จีนลดการนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นหากพิจารณารายละเอียดจะพบว่าญี่ปุ่นไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าไรนักต่างจากที่สื่อบางแห่งนำเสนอ
            เมื่อปีที่แล้ว (2011) ญี่ปุ่นส่งสินค้าออกทั่วโลกคิดเป็นมูลค่าประมาณ 820 พันล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกไปจีน 161 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
            และถ้าเรายึดว่าปี 2012 ทั้งปี จีนลดการนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นร้อยละ 15 โดยประมาณจากตัวเลขสองเดือนที่ลดลง และยึดฐานตัวเลขส่งออกของปี 2011 คาดการณ์ได้ว่าตลอดปี 2012 สินค้าญี่ปุ่นจะส่งออกไปจีนเหลือ 136.85 พันล้านดอลลาร์ หรือลดลง 24.15 พันล้านดอลลาร์ เมื่อคำนวณต่อมูลค่าสินค้าส่งออกทั่วโลกของญี่ปุ่นจะมีสัดส่วนลดลงเพียงร้อยละ 2.94 เท่านั้น
            สรุปในเบื้องต้นว่า ข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ส่งผลให้ญี่ปุ่นลดการส่งออกเพียงร้อยละ 2.94 เมื่อเทียบกับปริมาณส่งออกทั้งหมดของญี่ปุ่น
            ประเด็นต่อมาคือ กรณีข้อพิพาทสองประเทศไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้จีนลดการนำเข้าสินค้าญี่ปุ่น ความจริงแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่น่าจะกระทบต่อการค้าสองประเทศแต่ถูกละเลยไม่นำมากล่าวถึง เช่น เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ปัญหาหนี้สินของชาติสมาชิกอียู และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างแข็งแรง มีข้อมูลชี้ว่าตลาดจีนไม่ใช่ตลาดเดียวที่ญี่ปุ่นส่งออกได้น้อยลง ตัวเลขในเดือนตุลาคม ชี้ว่าญี่ปุ่นส่งออกไปอียูลดลงร้อยละ 20.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน
            ดังนั้น เมื่อพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ที่กระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ ยิ่งทำให้เห็นว่าเหตุที่จีนลดการนำเข้าจากญี่ปุ่นเพราะข้อพิพาทนั้นมีน้ำหนักลดน้อยลง
            ถ้าวิเคราะห์เฉพาะความสัมพันธ์การค้าระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้รัฐบาลสองประเทศจะโต้ตอบทางการเมืองไปมา และกระทบถึงการค้าระหว่างกัน แต่สองประเทศยังคงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจตามปกติ ไม่ได้คว่ำบาตรต่ออีกประเทศหนึ่ง การที่คนจีนไม่ซื้อรถญี่ปุ่น การเดินทางระหว่างสองประเทศที่ลดลง เหตุผลส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากกว่า ที่สำคัญคือรัฐบาลทั้งสองคงไม่อยากให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในภาวะที่ทั้งคู่ต่างกำลังประคับประคองเศรษฐกิจของตนอยู่

เมื่อมองภาพไปข้างหน้า จิ๋น ไป่ซ่ง แสดงความเห็นในทางบวกว่าการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นในจีนจะดำเนินต่อไปจนถึงกลางปีหน้า เหตุเนื่องจาก “ญี่ปุ่นกำลังจะจัดเลือกตั้งในเดือนธันวาคมและรัฐบาลจะเริ่มคลายความตึงเครียดในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม”
ในมุมมองที่ต่างไป แวดวงการเมืองญี่ปุ่นคาดการณ์ว่าอดีตนายกรัฐมนตรี นายชินโซ อาเบะ จากพรรค Liberal Democratic Party จะได้รับเลือกเป็นนายกฯ อีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้า ความที่นายอาเบะมีประวัติเป็นนายกฯ สายเหยี่ยวอาจดึงให้สถานการณ์ข้อพิพาทตึงเครียดกว่าเดิมก็เป็นได้
ณ ตอนนี้จึงเร็วเกินไปที่จะสรุปแนวโน้มอนาคต การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในญี่ปุ่นจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างสองประเทศอย่างไรนั้น ติดตามได้จากนโยบายหาเสียงของนายอาเบะซึ่งจะชัดเจนมากขึ้นในไม่ช้า

ปัจจุบันจีนคือประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลก ส่วนญี่ปุ่นเป็นอันดับที่สาม หากยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจทั้งสองประเทศสามารถเจรจาได้ข้อตกลงนำสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติจะเป็นข่าวดีแก่เศรษฐกิจโลกไม่มากก็น้อย
---------------------------

บรรณานุกรม:
1. Japan's International Trade in Goods (Yearly). http://www.jetro.go.jp/en/reports/statistics/
2. Japanese exports to China fall amid islands row. http://www.chinadaily.com.cn/world/2012-11/22/content_15949531.htm
3. The Basic View on the Sovereignty over the Senkaku Islands. http://www.mofa.go.jp/region/asia-paci/senkaku/senkaku.html

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 19 – 25 พฤศจิกายน 2012

เปลี่ยนคณะผู้นำไม่เปลี่ยนเศรษฐกิจจีน
17 พฤศจิกายน 2012
ชาญชัย
            สื่อทั่วโลกจับตาการเลือกคณะผู้นำจีนชุดใหม่ในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติครั้งที่ 18 พร้อมกับวิพากษ์เศรษฐกิจจีนในหลากหลายแง่มุม
            สามทศวรรษหลังจากนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนที่ผ่านมา ทำให้พลเมืองจีนราวหนึ่งในสามหรือกว่า 500 ล้านคนหลุดจากความยากจน มีนักศึกษาจบใหม่ปีละกว่า 6 ล้านคน และประชากรอีก 500 ล้านคนที่ใช้อินเตอร์เน็ต ทำให้จีนผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นที่สองของโลกและยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก
            เช่นเดียวกับที่นักวิชาการตะวันตกสนใจคาดการณ์ความเป็นไปของเศรษฐกิจจีนอย่างต่อเนื่อง บางคนเสนอภาพอนาคตเศรษฐกิจที่มืดมนของจีน ชี้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่านโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ การลงทุนจากภาครัฐในอุตสาหกรรมต่างๆ ก่อให้เศรษฐกิจเติบโต เพิ่มการจ้างงาน แต่ส่งผลลบหลายประการ เช่น เกิดสนามบินที่ไม่มีคนใช้ สะพานที่ไม่มีรถผ่าน อาคารสำนักงานร้าง เต็มด้วยกิจการรัฐที่ขาดประสิทธิภาพและมีการทุจริต ประธานาธิบดี หู จิ่นเทาเพิ่งกล่าวในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติว่าพรรคและประเทศอาจถึงขั้นล่มสลายถ้าไม่สามารถจัดการปัญหานี้ แสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามจากคอร์รัปชันที่รุนแรงและฝังลึกในสังคม
            ภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวยังก่อให้เกิดความกังวลต่อการจ้างงานในจีนทั้งส่วนที่คนชนบทเข้ามาหางานในเมืองกับแรงงานรุ่นใหม่ ในขณะที่ผลจากนโยบายมีลูกคนเดียวที่ดำเนินมาแล้ว 40 ปี ในไม่ช้าสังคมจะเข้าสู่ภาวะที่มีคนวัยแรงงานน้อยแต่ผู้สูงอายุมาก เป็นรูปทรงปิรามิดคว่ำ จินตนาการง่ายๆ ว่าพ่อแม่ 1 คู่มีลูก 1 คนและมีปู่ย่าตายายอีก 4 คน
            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นการบริโภคภายในผ่านผู้บริโภคจะได้ผลต่ำ เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ช่องว่างระหว่างคนรวยจนนั้นสูงมาก คนส่วนใหญ่ยังมีฐานะแบบพอเลี้ยงชีพ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจที่กระทบอำนาจการเมืองภายในมีโอกาสเกิดได้ยาก
            ฝ่ายที่มองแง่บวกชี้ว่าจีนยังมีช่องทางเติบโตอีกมาก เช่น การสร้างชุมชนเมืองอย่างต่อเนื่องเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ในปี 2011 ประชากรร้อยละ 51.3 ของจีนอาศัยอยู่ในเขตเมือง (เทียบกับปี 2002 ที่ 39.2) คาดว่าอีก 200 ล้านคนกำลังจะย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง
            บริษัทมอร์แกนสแตนลีย์คาดว่าในทศวรรษนี้จะเป็นปีทองการบริโภคภายในของจีน ก่อนปี 2020 ยอดขายปลีกภายในประเทศจะมีมูลค่าเท่ากับสองในสามของยอดขายปลีกสหรัฐฯ
            การที่เศรษฐกิจลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศย่อมทำให้เศรษฐกิจภายในมีเสถียรภาพ การเมืองสังคมภายในพลอยมีเสถียรภาพด้วย
            ในภาพรวมเศรษฐกิจจีนเป็นเศรษฐกิจที่รัฐควบคุมต่อเนื่อง เช่นเดียวกับอำนาจการเมืองระดับบนที่มีระบบคัดเลือกส่งต่ออำนาจอย่างเป็นระบบ ดังนั้น ผู้นำชุดใหม่คือส่วนหนึ่งของผู้นำชุดเก่า รู้ปัญหารู้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ มีประสบการณ์คลุกคลีกับเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว การดำเนินเศรษฐกิจขั้นต่อไปคือการดำเนินในกรอบแผนเดิม ยุทธศาสตร์หลักเดิม

            จีดีพีที่เติบโตในอัตราเกินร้อยละ 8 ต่อเนื่องหลายปี มาถึงปีนี้ที่รัฐบาลจีนประกาศกำหนดเป้าจีดีพีเหลือเพียง 7.5 เชื่อว่าเป็นระดับที่เห็นแล้วว่าเป็นอัตราการเติบโตที่เหมาะสม ที่สำคัญกว่าคือรัฐบาลปักกิ่งยังควบคุมไว้ได้
            ในฉากทัศน์ที่เลวร้าย หากเศรษฐกิจโลกปีหน้าดิ่งเหว ต่างชาติชะลอการลงทุน จีนส่งสินค้าออกได้น้อยลง รัฐบาลจีนย่อมไม่วางเฉยปล่อยให้ผู้คนว่างงานอดอยาก จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ดูแลผู้ยากไร้ เพราะหากไม่กระทำเช่นนั้นจะส่งผลทำให้สังคมวุ่นวายเกิดผลเสียที่ร้ายแรงกว่าเดิม
            คาดการณ์ได้อีกว่าองค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลกย่อมเห็นดีเห็นงามกับการรักษาเสถียรภาพประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับที่สองของโลก เพราะถ้าเศรษฐกิจจีนตกต่ำด้วยแล้วจะยิ่งฉุดให้เศรษฐกิจโลกตกต่ำลงไปอีก ไม่เพียงเช่นนั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจีนถูกนานาชาติคาดหวังให้มีส่วนช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจของโลก มีส่วนช่วยกระตุ้น ทั้งหมดเป็นปัจจัยเสริมให้จีนยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจโลก
            ไม่ว่าจะคาดการณ์อนาคตเศรษฐกิจจีนว่าสดใสหรือมืดมน ความเป็นไปของจีนจะส่งผลต่อโลกเช่นเดียวกับที่โลกจะส่งผลย้อนกลับสู่จีน เป็นการดีที่เศรษฐกิจจีนจะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพเหมือนอย่างที่เป็นต่อไป
            ที่สุดแล้วคณะผู้นำจีนชุดใหม่ย่อมต้องมีทางออกทางหนึ่งทางใดแน่นอน อย่างน้อยต้องไม่นำประเทศเข้าสู่วิกฤต
----------------------

บรรณานุกรม:
1. China's Power Transition: Massive Challenges for a Massive Economy, http://www.theatlantic.com/international/archive/2012/11/chinas-power-transition-massive-challenges-for-a-massive-economy/265320/
2. Reform or Perish, FOREIGN POLICY, http://www.carnegieendowment.org/2012/11/07/reform-or-perish/efjy
3. 600 million middle-class Chinese by 2020, http://bbs.chinadaily.com.cn/thread-803705-1-1.html
4. China's 2020 blueprint to ripple through world, http://www.chinadaily.com.cn/china/2012cpc/2012-11/11/content_15914753.htm

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 12 – 18 พฤศจิกายน 2012

คอร์รัปชันคุกคามคอมมิวนิสต์
12 พฤศจิกายน 2012
ชาญชัย
ประธานาธิบดี หู จิ่นเทาของจีน กล่าวในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติครั้งที่ 18 ถึงปัญหาคอร์รัปชันของจีนว่า “ข้าราชการที่เป็นผู้นำทุกระดับ โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูงต้องยึดมั่นในกฎเกณฑ์การปกครองโดยสุจริต ... ต้องมีวินัยควบคุมตัวเองและเพิ่มการให้ความรู้ ตรวจตราครอบครัวและทีมงาน” และกล่าวถึงโทษของคอร์รัปชันว่า พรรคและประเทศอาจถึงขั้นล่มสลายถ้าเราไม่สามารถจัดการปัญหานี้ จะต้องพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างแข็งขัน
ข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2011 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ให้คะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันแก่จีนที่ 3.6 แปลว่ามีคอร์รัปชันปานกลาง
ไม่ว่าระดับคอร์รัปชันจะมีมากน้อยเพียงใด การที่ประธานาธิบดีจีนยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพูดอย่างจริงจังแสดงว่าการทุจริตที่กำลังเกิดในประเทศจีนนั้นไม่ใช่การฉ้อฉลเล็กๆ น้อยๆ ทำกันเพียงไม่กี่คน และยังเน้นการคอร์รัปชันจากข้าราชการ จากสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์
เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าผลของคอร์รัปชันทำลายเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กรณีของจีนที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ก็เช่นกัน
ที่สำคัญที่สุดคือสมาชิกทอดทิ้งอุดมการณ์พรรค หรือยึดถือแต่เพียงเปลือกนอก
            อุดมการณ์คอมมิวนิสต์กำลังจะตายจากพรรคหากไม่รีบด่วนแก้ไข อนาคตอาจยังคงมีรัฐจีนที่มีธงชาติพื้นแดงกับดาวเหลือง 5 ดวง แต่จะไม่เป็นจีนที่เป็นคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริง นี่อาจจะเป็นความหมายที่ประธานาธิบดีหูพยายามจะสื่อให้เข้าใจ

            ในนัยยะนี้ คอร์รัปชันจึงเป็นภัยคุกคามต่ออุดมการณ์คอมมิวนิสต์ บ่อนทำลายพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ ระบบทุนนิยม วิกฤตเศรษฐกิจหรือภาวะโลกร้อน เป็นภัยคุกคามที่ซับซ้อนเพราะซ่อนอยู่ในองค์กรซ่อนอยู่ในระบบของพรรคที่เป็นศูนย์กลางอำนาจปกครองประเทศ มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากภัยคุกคามรูปแบบอื่นๆ สมาชิกบางส่วนคอร์รัปชันบางส่วนต่อต้านคอร์รัปชัน
            ย้อนมองกลับไปในโบราณกาล จีนในสมัยราชวงศ์มักจะมีขุนนางที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง มายุคทุนนิยมมีพวกนายทุนคอยเอารัดเอาเปรียบ
            คอร์รัปชันคือพฤติกรรมกดขี่ชนชั้นรูปแบบหนึ่ง ผู้มีอำนาจใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวกับพวกพ้องแทนที่จะรับใช้ประชาชนชน ชนชั้นกรรมาชีพ
            นิยามให้กว้างขึ้นจะได้ว่า ผู้มีอำนาจเหนือกว่าที่ฉ้อฉลขูดรีดเอาเปรียบผู้ด้อยอำนาจ ไม่ว่าผู้มีอำนาจจะปรากฏในรูปขุนนาง นายทุน หรือสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์
            คอร์รัปชันที่ฟังคุ้นหูสามารถทำลายทุกประเทศทุกสังคมไม่เว้นคอมมิวนิสต์ คอร์รัปชันเป็นภัยคุกคามต่อทุกระบอบการปกครองที่มุ่งผลประโยชน์ของประชาชน ขัดขวางการพัฒนาสู่การเป็นสังคมอารยะที่ยั่งยืน
            น่าติดตามดูต่อไปว่า ศึกระหว่างคอร์รัปชันกับคอมนิวนิสต์จะดำเนินต่อไปอย่างไร รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนจะปราบปรามป้องปรามอย่างไร ได้ผลดีมากน้อยเพียงไร เพราะคงไม่เพียงแต่พูดให้ดูดีและผ่านไปหากเหล่าผู้มีอุดมการณ์จะยึดมั่นว่า พรรคและประเทศอาจถึงขั้นล่มสลายถ้าเราไม่สามารถจัดการปัญหานี้
            ต้องไม่ลืมว่าความเป็นไปของจีนจะส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
----------------------
บรรณานุกรม:
1. Hu asks officials to strengthen supervision of families, China Daily, http://www.chinadaily.com.cn/china/2012cpc/2012-11/08/content_15894115.htm
2. ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน, http://cpi.transparency.org/cpi2011/
-----------------------

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โอบามาไม่ได้ถือไม้กายสิทธิ์

9 พฤศจิกายน 2012
ชาญชัย
            และแล้วประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะได้ดำรงตำแหน่งต่ออีกสมัย
            การที่สหรัฐอเมริกาได้ประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งต่อสมัยที่สอง มีข้อดีหลายประการ ข้อแรกคือ ได้ผู้นำที่ผ่านงานบริหารประเทศมาแล้ว 4 ปี มีความเข้าใจสถานการณ์โลก ประเด็นปัญหาภายในประเทศ เข้าใจกลไกราชการต่างๆ ที่ซับซ้อน มีความคุ้นเคยกับภาระหน้าที่
            บางคนเห็นว่าข้อดีอีกประการคือแรงกดดันทางการเมืองที่มีต่อผู้นำประเทศจะลดลง เพราะอย่างไรเสียนี่คือ 4 ปีสุดท้ายของท่านแล้ว ประเด็นนี้วิพากษ์กันได้ แต่ข้อได้เปรียบที่แน่ชัดกว่าคือ ณ วันนี้เศรษฐกิจอเมริกาดีขึ้นกว่าเดิมเมื่อเทียบกับตอนเข้ารับตำแหน่งสมัยแรก เรื่องนี้ต้องถือเป็นความดีความชอบของประธานาธิบดีโอบามาด้วย
            ตามการปกครองของสหรัฐอเมริกาที่ให้ความสำคัญกับตำแหน่งประธานาธิบดีสูงมาก ประธานาธิบดีมีอำนาจบริหารเต็ม แต่ความเป็นไปของเศรษฐกิจอเมริกาไม่ขึ้นกับนโยบายหรือการบริหารประเทศของประธานาธิบดีเพียงคนเดียว
            Fiscal Cliff หรือหน้าผาทางการคลัง เป็นกรณีตัวอย่างว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจสั่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยตนเอง แต่จำต้องรับความร่วมมือจากวุฒิสมาชิกกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสองพรรค ที่สองฝ่ายพยายามเจรจาหาทางออกมานานแล้วแต่ยังไม่บรรลุผลทำให้ตลาดทุนตลาดเงินหวั่นไหวมาก
            ล่าสุดทันทีที่ประธานาธิบดีชนะการเลือกตั้ง มีข่าวส.ส.พรรครีพับลิกันขอเจรจาเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง ถือว่าเป็นการเปิดทางเพื่อนำสู่การเจรจาเต็มรูปแบบ
            งานนี้เชื่อว่าประธานาธิบดีโอบามาจะไม่พลาดที่เข้าร่วมกระบวนการเจรจา หลังจากที่ผ่านมาโยนให้เป็นหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว.ทั้งสองพรรคไปเจรจากันเอง ต้องจับตาดูว่าทั้งสองฝ่ายจะยอมถอยคนละก้าวหรือไม่ และจะบรรลุข้อตกลงก่อนสิ้นปีนี้หรือไม่
            เรื่องต่อมาคือประเด็นคนว่างงาน แม้อัตราคนว่างงานรายเดือนประจำเดือนตุลาคมอยู่ที่ร้อยละ 7.9 ดูเหมือนจะดีขึ้นตามลำดับ แต่หากพิจารณาให้ลึกจะพบว่าปัญหาคนว่างงานเกิดจากหลายสาเหตุ ส่วนที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2009 กำลังดีขึ้นเพราะเศรษฐกิจประเทศค่อยๆ ฟื้นตัว แต่ปัญหาที่เกิดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ ตลาดแรงงานต้องการแรงงานที่มีทักษะฝีมือแบบใหม่ กับพวกแรงงานสูงอายุ กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นคนว่างงานที่แก้ไขยาก หากพิจารณาร่วมกับประเทศในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จะพบว่ามีปัญหาทำนองนี้เหมือนกัน (ยกเว้นบางประเทศที่กลุ่มคนว่างงานเป็นวัยหนุ่มสาวที่หางานยาก) และมีแนวโน้มว่าอัตราคนว่างงานจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
            ประธานาธิบดีโอบามามีนโยบายแก้ไขปัญหาคนว่างงานชุดใหม่หลายข้อ แต่จะได้ผลเพียงไรนั้นต้องติดตามต่อไป

            ไม่เพียงแต่ปัญหาเศรษฐกิจภายในที่แก้ยาก ปัญหาเศรษฐกิจโลกยิ่งแก้ยากกว่าและอยู่ไกลจากอำนาจของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในยามที่เศรษฐกิจยูโรโซนยังไม่เห็นวี่แววว่ากำลังสู่ทิศทางฟื้นตัว โดยเฉพาะประเทศที่มีปัญหาอย่างกรีซ สเปน กอรปกับเศรษฐกิจจีนชะลอตัวและพยายามหาทางออกด้วยการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ สิ่งที่ประธานาธิบดีโอบามาน่าจะทำคือรักษาบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศให้เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก
            แต่ประเทศที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจย่อมมีตัวแปรหรือปัจจัยหลากหลายประการที่ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาของตน รัฐบาลสหรัฐฯ จะส่งกำลังทหารเข้าไปจัดการก็คงไม่ได้
            ประเด็นสุดท้ายที่ควรจะกล่าวถึงคือ การวิเคราะห์ที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลปัจจุบันมักจะมองข้ามเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ดังคำกล่าวว่า “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” เหตุไม่คาดฝันเป็นได้ทั้งเรื่องดีและร้าย แต่จำต้องเผื่อใจไว้เสมอหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันที่ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ อยู่นอกการควบคุมของทุกประเทศ
ประธานาธิบดีบารัก โอบามาได้ครองตำแหน่งต่ออีกสมัย ไม่ใช่ประธานาธิบดีมือใหม่ เป็นผู้นำประเทศที่มีฐานะเป็นหนึ่งในมหาอำนาจโลก แต่ใช่ว่าจะสามารถบันดาลทุกเรื่องทุกอย่างให้เป็นไปตามความประสงค์ เพราะผู้เป็นประธานาธิบดีไม่ได้ถือไม้กายสิทธิ์ ตัวท่านเองก็คงทราบดี
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีบารัก โอบามาสมัยที่สองยังคงอยู่บนคลื่นแห่งไม่แน่นอน จำต้องประคับประคองตัวอย่างระมัดระวัง
----------------------
บรรณานุกรม:
1.      What Is the Fiscal Cliff and Why Should We Care?
Read more at 
http://www.thefiscaltimes.com/Articles/2012/07/17/What-Is-the-Fiscal-Cliff-and-Why-Should-We-Care.aspx#6FbbwPO1yAjsQOwM.99 
2.      What Is the Fiscal Cliff? http://www.cfr.org/economics/fiscal-cliff/p28757?cid=ppc-google-grant-fiscal_cliff&gclid=CO_Jhc6hwLMCFQV66wodW0kAaw
3.      The Problem with Structural Unemployment in the U.S. | Reports http://www.cepr.net/documents/publications/structural-unemployment-2012-10.pdf
4.      The long-term unemployed: The ravages of time | The Economist http://www.economist.com/node/21531005
5.      Employment Situation Summary http://www.bls.gov/news.release/empsit.nr0.htm

วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 5 – 11 พฤศจิกายน 2012

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 ผู้สมัครทั้งสองมีโอกาสชนะทั้งคู่
5 พฤศจิกายน 2012
ชาญชัย
            การหาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กินเวลาปีครึ่งกับเงินอีกราว 3 พันล้านดอลลาร์มาถึงวันสุดท้าย หนึ่งในคำถามที่ทุกคนสนใจคือใครน่าจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ อเมริกาเป็นสังคมที่สนใจสถิติ ตัวเลขดัชนีต่างๆ ดังนั้น คำถามดังกล่าวจึงสามารถตอบด้วยการดูผลสำรวจประชามติหรือเรียกสั้นๆ ว่าโพลล์
            หากย้อนดูผลโพลล์ตั้งแต่ที่ทำกันมา ณ วันนี้ผลโพลล์มีลักษณะคล้ายภาพรวม คือ ประธานาธิบดีบารัก โอบามาจากพรรคเดโมแครตมีคะแนนนำนายมิตต์ รอมนีย์จากพรรครีพับลิกันอยู่เล็กน้อย ไม่มีใครแพ้หรือชนะแบบขาดลอย
            ที่ผ่านมามีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผลโพลล์ให้นายรอมนีย์เป็นฝ่ายนำ คือเมื่อที่ประชุมใหญ่พรรครีพับลิกันเลือกนายรอมนีย์เป็นตัวแทนพรรค เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผลโพลล์อยู่ฝ่ายนายรอมนีย์
            อีกช่วงที่น่าจดจำคือการอภิปรายรอบแรกระหว่างผู้สมัครทั้งสองเมื่อต้นเดือนตุลาคม ทำให้นายรอมนีย์ได้คะแนนตีตื้นขึ้นมาแบบทำให้ฝ่ายเดโมแครตรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
            ณ วันนี้ ผลโพลล์ที่มีผู้กระทำมากมายทั้งสถาบันสำรวจประชามติ สื่อมวลชน มหาวิทยาลัยต่างๆ ล้วนแสดงผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกันคือ ปธน.โอบามามีคะแนนนำอยู่เล็กน้อย
            สื่อหลายสำนักแสดงความเห็นว่าประธานาธิบดีโอบามาน่าจะได้ดำรงตำแหน่งต่ออีกสมัย

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ผลสำรวจล่าสุดจาก Pew Research Center ชี้ว่าปธน.โอบามาได้คะแนน popular votes ทั่วประเทศนำนายรอมนีย์ 50 ต่อ 47 (ปธน.โอบามาเป็นฝ่ายนำเล็กน้อยอีกแล้ว) แต่คะแนนดังกล่าวบ่งบอกแต่เพียงว่าทั้งคู่ได้ความนิยมจากชาวอเมริกันพอๆ กัน และนายรอมนีย์อาจชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนน popular votes ที่ต่ำกว่า เพราะท้ายที่สุดผู้ชนะการเลือกตั้งจะตัดสินจากคะแนน electoral votes เท่านั้น
The Washington Post ได้ทำการสำรวจผลโพลล์จำนวนมาก พบว่ามี 9 มลรัฐที่มีคะแนนสูสีก้ำกึ่งกัน ได้แก่ โคโลราโด ฟลอริดา ไอโอวา เนวาดา นิวแฮมป์เชียร์ นอร์ทแคโรไลนา โอไฮโอ เวอร์จิเนีย และวิสคอนซิน
มลรัฐเหล่านี้ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคใดพรรคหนึ่งแบบเด็ดขาด ผู้สมัครทั้งสองมีโอกาสชนะทั้งคู่และบางแห่งอาจชนะด้วยคะแนนที่ก้ำกึ่งกันมา หากเป็นนักวิ่งแข่งคือวิ่งแบบหายใจรดต้นคอกันทีเดียว
ดังนั้น 9 มลรัฐดังกล่าวคือกุญแจสู่ชัยชนะการเลือกตั้ง ต้องจับตาผลการเลือกตั้งในมลรัฐเหล่านี้แบบไม่กระพริบตา

นอกจากมลรัฐที่ไม่ฝักฝ่ายพรรคใดพรรคหนึ่งที่ต้องคอยจับตามอง อีกกรณีหนึ่งที่จะพลิกผลการเลือกตั้งคือ กรณีที่ผู้สมัครสามารถได้ชัยชนะเหนือมลรัฐที่เป็นฐานเสียงฐานที่มั่นของอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น นายรอมนีย์สามารถชนะบางมลรัฐที่เป็นฐานเสียงเดิมของพรรคเดโมแครต
            เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ ผู้ช่วยของนายรอมนีย์แสดงความมั่นใจว่าพวกเขาจะชนะในมลรัฐเพนซิลเวเนียซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรคเดโมแครต หากเป็นจริงอย่างที่กล่าวผลรวมคะแนน electoral votes ของนายรอมนีย์จะเพิ่มขึ้นแบบเกินคาด
            ในทำนองเดียวกัน ปธน.โอบามามีโอกาสได้คะแนนเช่นนี้เหมือนกัน
            ดังนั้น การพ่ายแพ้ในมลรัฐที่มั่นใจว่าคือฐานที่มั่นของตน คืออีกปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาว่าผลการเลือกตั้งอาจไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ก็เป็นได้
            การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012 น่าจะเป็นอีกครั้งที่ผลการเลือกตั้งสูสีและมีโอกาสพลิกผันจากที่คาดไว้
-------------------

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 เศรษฐกิจอเมริกาจะดีขึ้นหรือไม่ หากมิตต์ รอมนีย์คือประธานาธิบดีคนต่อไป

1 พฤศจิกายน 2012
ชาญชัย
ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนต่อไปต่างต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าและปัญหาระยะยาวคล้ายคลึงกัน
            ในระยะสั้น หากตลาดเงินตลาดทุนไม่ตอบสนองในทางที่ดี ส่งจะผลลบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ทันที
            ถ้าประธานาธิบดีบารัก โอบามาชนะการเลือกตั้งได้รับการเลือกอีกสมัย ตลาดเงินตลาดทุนคงไม่ตื่นเต้นมากนัก เพราะรู้จักกันมา 4 ปีแล้ว ไม่ว่าตลาดจะตอบสนองในทางบวกหรือลบก็คงจะบวกลบไม่มากนัก
            แต่หากนายมิตต์ รอมนีย์ได้เป็นประธานาธิบดี คนอเมริกันจะรู้สึกตื่นเต้นมากกว่า โพลล์สำรวจของ Associated Press/GfK ล่าสุดชี้ว่าชาวอเมริกันร้อยละ 47 เชื่อว่านายรอมนีย์จะจัดการปัญหาเศรษฐกิจกับปัญหาขาดดุลงบประมาณได้ดีกว่าประธานาธิบดีโอบามาที่ได้คะแนนร้อยละ 45
            นายรอมนีย์ก็เชื่อเช่นนั้น ครั้งหนึ่งถึงกับกล่าวว่าถ้าเขาชนะการเลือกตั้งในวันที่ 6 พฤศจิกายน “ความรู้สึกแง่บวกต่ออนาคตประเทศจะเกิดขึ้นทันที เงินทุนจะไหลกลับเข้ามา เศรษฐกิจจะถูกกระตุ้น ทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย”
            ในทางเศรษฐศาสตร์คำพูดดังกล่าวไม่เกินจริงเลย เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจอเมริกากำลังมุ่งสู่ทิศทางอันสดใส

            แต่ช่วงเวลาแห่งความหวานชื่นทางเศรษฐกิจสำหรับรัฐบาลข้าวใหม่ปลามันจะไม่ยาวนาน เพราะตัวเลขเศรษฐกิจไม่รอท่า ตัวเลขจีดีพีสิ้นปี 2012 จะออกในไม่ช้า เช่นเดียวกับตัวเลขการจ้างงาน ตัวเลขการส่งออก และตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ไม่นับตัวเลขเศรษฐกิจโลกที่จะเดินแถวกันออกมา
            ถ้าตัวเลขเหล่านี้ออกมาดีหรือพอรับได้ ประธานาธิบดีคนใหม่พลอยใจชื้นด้วย แต่ถ้าออกมาตรงข้ามย่อมเดาได้ว่าประธานาธิบดีคนใหม่ต้องสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อตรึงความเชื่อมั่นไว้ก่อน โดยเฉพาะประเด็นสำคัญๆ อย่างอัตราคนว่างงานที่นายรอมนีย์สัญญาว่าคือหนึ่งในงานเร่งด่วนที่จะทำทันทีหลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง
            ประเด็นนี้สำคัญ เพราะหากประธานาธิบดีคือนายบารัก โอบามาย่อมคาดได้ว่าเขาจะเลือกดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่เคยทำ แต่ถ้าประธานาธิบดีคนใหม่คือนายรอมนีย์ทางแก้อาจแตกต่างไปจากเดิมและจนบัดนี้ยังไม่ได้เผยแนวทางอย่างชัดเจน
            ถ้าคิดแบบเข้าข้างนายรอมนีย์ สถานการณ์ที่ดีที่สุดคือทันทีที่เขาชนะการเลือกตั้ง ตลาดเงินตลาดทุนตอบสนองในทางบวกอย่างรุนแรงเหมือนกับที่ชาวอเมริกันจำนวนมากเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อความเชื่อมั่นของตลาดโลก ทำให้ผู้บริโภคเพิ่มการใช้จ่าย บริษัทโรงงานเอกชนเพิ่มการจ้างงาน เศรษฐกิจอเมริกาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
            ความเชื่อมั่นแบบนี้จะช่วยทุเลาข่าวร้ายในกรณีที่ตัวเลขเศรษฐกิจต้นปีหน้าออกมาไม่งาม
            ดังนั้นในระยะสั้น เศรษฐกิจอเมริกาจะดีหรือไม่ขึ้นกับความเชื่อมั่นที่มีต่อนายรอมนีย์เป็นสำคัญ และคนอเมริกันจำนวนมากเชื่อเช่นนั้น

            อีกนโยบายที่นายรอมนีย์สัญญาว่าจะประกาศใช้ทันทีในวันแรกหลังพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง คือ นโยบายคว่ำบาตรจีนที่ไม่ค้าขายกับสหรัฐฯ อย่างเป็นธรรม ด้วยการให้กระทรวงการคลังระบุชัดเจนว่ารัฐบาลจีนบิดเบือนค่าเงินหยวน และให้กระทรวงพาณิชย์ใช้มาตรการเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีนถ้ารัฐบาลจีนไม่ลอยตัวค่าเงินของตน
            ย้อนหลังสถิติการค้าสองประเทศเป็นเวลาสิบปี พบว่าสหรัฐฯ ส่งสินค้าออกไปจีนเพิ่มขึ้นทุกปี ทำนองเดียวกับที่นำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นเกือบทุกปีเช่นกัน (ยกเว้นปี 2009 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ) แต่เมื่อบวกลบกันแล้วพบว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายขาดดุลทุกปีและขาดดุลเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี (โดยวัดจากปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ยกเว้นปี 2009 เช่นกัน) ตัวเลขล่าสุดพบว่าสหรัฐฯ ส่งออกเกือบหนึ่งแสนสี่พันล้านดอลลาร์ นำเข้าเกือบ 4 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 1 ต่อ 4
ตัวเลขดังกล่าวชี้ว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศนั้นสำคัญไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยที่ประธานาธิบดีมาจากพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกัน สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้นทุกปี เพียงแต่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายขาดดุลการค้ามาโดยตลอด
            ณ วันนี้ ไม่อาจคาดเดาได้ว่ากระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ จะเพิ่มภาษีต่อสินค้าจีนมากน้อยเพียงใด และจีนจะยอมอ่อนข้อหรือตอบโต้กลับรุนแรงเพียงใด เรื่องนี้จะเป็นเพียงวาทะหาเสียงทางการเมืองหรือจะบานปลายกลายเป็นสงครามการค้าระหว่างสองประเทศที่สะเทือนการค้าการลงทุนทั่วโลก 
            ในประเด็นนี้ ความเชื่อมั่นที่เลือกนายรอมนีย์จะกลายเป็นผลดีหรือผลร้ายเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป
            ที่แน่นอนที่สุดคือ นายมิตต์ รอมนีย์ต้องผ่านด่านวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ให้ได้ก่อน
----------------------