วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตอนที่ 3

กรณีคะแนน electoral votes ไม่สามารถตัดสินว่าใครได้เป็นประธานาธิบดี
31 ตุลาคม 2012
(ปรับปรุง 9 พฤศจิกายน 2012)
ชาญชัย
ดังได้กล่าวแล้วว่า Electors (คณะผู้เลือกตั้ง)จำนวน 538 คน หรือคะแนน electoral votes จำนวน 538 คะแนนนี้จะเป็นผู้เลือกและกำหนดว่าใครจะได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อถึงวันที่ 6 มกราคม 2013 รัฐสภารวมสองสภาจะเปิดการประชุมร่วมเพื่อนับจำนวน electoral votes โดยรองประธานาธิบดีซึ่งมีฐานะเป็นประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่งจะเป็นผู้รับผิดชอบการนับและประกาศผลการเลือกตั้งทั้งตำแหน่งประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดี
ถ้าไม่มีผู้สมัครตำแหน่งปธน.คนใดได้คะแนนเสียงข้างมาก คือจะต้องได้ 270 คะแนนหรือมากกว่า (จากคะแนนรวม 538 คะแนน) รัฐธรรมนูญมาตรา 12 บัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ตัดสินใจว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี โดยให้เลือกจากผู้สมัคร 3 คนแรกที่มีคะแนน electoral votes สูงสุด และทำการลงคะแนนอีกครั้งโดยแต่ละรัฐจะมีสิทธิเพียง 1 เสียง ผู้ชนะจะต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง
            ในกรณีนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นผู้ตัดสินใจเลือกปธน. ผลที่ออกมาอาจตรงหรือไม่ตรงกับผล electoral votes หรือ popular votes ก็เป็นได้ และเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เช่นในปี 1824 สภาผู้แทนราษฎรเลือกนาย John Quincy Adams เป็นปธน. แม้ว่านาย Andrew Jackson ได้คะแนน electoral votes กับ popular votes สูงกว่า
            ในทำนองคล้ายกัน ถ้าไม่มีผู้สมัครตำแหน่งรองปธน.คนใดได้คะแนนเสียงข้างมาก วุฒิสมาชิกจะเป็นผู้เลือกรองปธน. โดยเลือกจากผู้สมัคร 2 คนแรกที่มีคะแนน electoral votes สูงสุด การลงคะแนนแต่ละรัฐมีสิทธิตามจำนวนวุฒิสมาชิกที่แต่ละคนมี 1 เสียง

            คำถาม การเลือกตั้งปีนี้ (2012) มีโอกาสที่ผู้สมัครจะไม่ได้คะแนน electoral votes เกินกึ่งหนึ่งหรือไม่
            คำตอบ คือไม่มี เพราะไม่ปรากฎข่าวว่าผู้สมัครจากพรรคที่ 3 หรือพรรคขนาดเล็กมีความนิยมพอจะชนะการเลือกตั้งในรัฐใดรัฐหนึ่ง ดังนั้น คะแนน electoral votes จะอยู่ในสองพรรคใหญ่เท่านั้น และจะมีพรรคหนึ่งที่มีคะแนนเกินกึ่งหนึ่งแน่นอน
กรณีที่ผู้สมัครจะไม่ได้คะแนน electoral votes เกินกึ่งหนึ่ง จะเกิดในกรณีมีพรรคที่ 3 หรือพรรคขนาดเล็กชนะการเลือกตั้งบางรัฐ และพรรคใหญ่ทั้งสองพรรคต่างไม่สามารถได้คะแนนกึ่งหนึ่ง
            การเลือกตั้งเมื่อปี 1968 ผู้สมัคร George Wallace ในนามพรรค American Independent ได้คะแนน electoral votes 46 คะแนน เป็นการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายที่พรรคที่ 3 สามารถได้คะแนนดังกล่าว นับจากนั้นไม่เคยมีพรรคที่ 3 ที่ได้คะแนน electoral votes อีกเลย

            ระบบพรรคการเมืองสหรัฐฯ ได้พัฒนาสู่ระบบสองพรรคมานานแล้ว ยิ่งในระยะหลังบริบททางการเมืองกับยุทธศาสตร์การหาเสียงของสองพรรคใหญ่ไม่เกื้อหนุนให้ผู้สมัครพรรคเล็กมีโอกาสได้คะแนน electoral votes เหตุผลสำคัญคือคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่สนใจเลือกพรรคการเมืองขนาดเล็ก เพราะเห็นว่าอย่างไรเสียผู้สมัครพรรคเล็กจะไม่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งตำแหน่งปธน. ทำให้คะแนน electoral votes กระจุกตัวอยู่กับสองพรรคใหญ่เท่านั้น
            ดังนั้น แน่นอนว่าผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยต่อไปคือผู้สมัครจากสองพรรคใหญ่นั่นเอง
---------------------------------

บรรณานุกรม:
1. Summary of Key Dates for the 2012 Presidential Election. http://www.archives.gov/federal-register/electoral-college/key-dates.html
2. Frequently Asked Questions, What happens if no presidential candidate gets 270 Electoral votes? http://www.archives.gov/federal-register/electoral-college/faq.html#no270

ระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตอนที่ 2

ระบบ ‘winner-take-all’
31 ตุลาคม 2012
(ปรับปรุง 9 พฤศจิกายน 2012)
ชาญชัย
            ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญของการเลือกตั้งประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่าขึ้นอยู่กับบุคคลที่มีฐานะเป็น Elector (คณะผู้เลือกตั้ง) คนเหล่านี้เป็นผู้ลงคะแนนเลือกปธน.อย่างแท้จริง ในตอนนี้จะศึกษาให้เข้าใจหลักการหรือระบบที่มีผลต่อการลงคะแนนเลือกของ Elector เหล่านี้นั่นคือ หลักคิดหรือระบบที่เรียกว่า ‘winner-take-all’
แนวคิดของ ‘winner-take-all’ เกิดจากการมองรัฐ (state) เหมือนรัฐ-ประเทศ (State) หนึ่งที่ต้องมีผู้ปกครองหนึ่งเดียวเพื่อการบริหารจัดการที่มีเอกภาพ (ทำนองเดียวกับประเทศมีประธานาธิบดีเพียงคนเดียวและมีอำนาจบริหารประเทศสูงสุด) ดังนั้น ในแต่ละรัฐ เมื่อได้ผู้สมัครที่ได้คะแนน popular vote สูงสุด Electors ทุกคนของรัฐนั้นจะเทคะแนนเลือกผู้สมัครคนนั้นๆ เพียงคนเดียว เป็นลักษณะที่เรียกกว่า ‘winner-take-all’

ยกเว้นสองรัฐ คือ รัฐเมนกับเนบรัสกาที่ไม่ใช้หลักการนี้
            อธิบายง่ายๆ ว่า รัฐใดที่ผู้สมัครได้คะแนน popular vote ประจำรัฐนั้นสูงสุด จะได้คะแนน electoral votes ทั้งหมดของรัฐนั้นๆ หรืออีกนัยหนึ่งคือ 1 รัฐคือ 1 เขตเลือกตั้งที่มีผู้ชนะการเลือกตั้งเพียงคนเดียว (พรรคเดียว)
ภายใต้ระบบการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดีปัจจุบัน ผลการเลือกตั้งจะมีคะแนนรวม 2 อย่าง คือ คะแนนรวมที่ประชาชนเลือกผู้สมัคร (popular votes) กับคะแนนรวมของ Electors แต่การตัดสินว่าผู้สมัครคนใดจะชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดีขึ้นกับคะแนนรวมของ Electors เท่านั้น
ดังนั้น ผู้สมัครที่ได้คะแนน popular votes ทั้งประเทศสูงสุดอาจไม่ใช่ผู้ชนะการเลือกตั้ง

ในประวัติศาสตร์การเลือกประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง เช่นกรณีประธานาธิบดี Abraham Lincoln, Woodrow Wilson, Harry Truman, John F. Kennedy, Richard Nixon (ในปี 1968), Bill Clinton, and George W. Bush (ในปี 2000) ปธน.เหล่านี้ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนน popular votes ต่ำกว่าคู่แข่ง
ทั้งหมดนี้เป็นผลจาก elector votes กับระบบ ‘winner-take-all’

ควรยึดคะแนน elector votes หรือ popular votes
ระบบการเลือกตั้งผ่าน Elector College กับการยึดหลัก ‘winner-take-all’ มีทั้งข้อดีข้อเสีย สังคมอเมริกันยังถกเถียงกันอยู่ ทุกวันนี้ผู้สมัครมีแนวโน้มมุ่งหาคะแนน elector votes เป็นหลัก
ฝ่ายที่เห็นว่าควรยึด popular votes ให้เหตุผลว่า
1 Popular votes สะท้อนความต้องการของประชาชนโดยตรง
            ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเมื่ออเมริกาเริ่มก่อตั้งประเทศ เริ่มต้นใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตย กลุ่มผู้ก่อตั้งกังวลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าจะลงคะแนนอย่างมีความเข้าใจมีเหตุผลหรือไม่ จึงวางระบบ Elector College ขึ้นมากลั่นกรองผลการลงคะแนนของประชาชนอีกทอดหนึ่ง และจนถึงบัดนี้ระบบการเลือกตั้งเช่นนี้ยังดำรงอยู่เรื่อยมา
เมื่อกาลเวลาผ่านไป บางคนเห็นว่าระบบการเลือกตั้งปธน.ควรเปลี่ยนจากระบบปัจจุบันเป็นการเลือกผ่านคะแนนเสียงของประชาชน (popular votes) โดยตรงจะดีกว่าเพราะคือมติของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศโดยตรง

2 การยึดคะแนน elector votes ทำให้ผู้สมัครมุ่งหาเสียงกับบางรัฐเท่านั้น
ตามระบบการเลือกตั้งปัจจุบัน ผู้สมัครจะลดความสำคัญต่อรัฐที่ตนคิดว่าจะชนะแน่หรือแพ้แน่ และจะทุ่มเททรัพยากรไปกับรัฐที่มีความสำคัญต่อผลรวม electoral votes กับรัฐที่ผู้สมัครมีโอกาสก้ำกึ่งว่าตนอาจจะแพ้หรือชนะในรัฐนั้น เป็นประเด็นยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่ผู้สมัครจะต้องวางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งให้สอดคล้องต่อระบบการเลือกตั้ง โดยไม่สนใจว่าได้ให้ความใส่ใจกับทุกรัฐโดยเท่าเทียมหรือไม่ บางครั้งถึงกับออกนโยบายเพื่อตอบสนองบางมลรัฐโดยตรง ละเลยภาพรวมทั้งประเทศ หรือเท่ากับละเลย popular votes นั่นเอง

            ฝ่ายที่เห็นว่ายังควรยึด electoral votes ให้เหตุผลว่า หากยึด popular votes จะทำให้ผู้สมัครละเลยเสียงของฝ่ายข้างน้อย นั่นคือ ผู้สมัครจะมุ่งให้ความสำคัญกับชนกลุ่มใหญ่ ละเลยความต้องการเฉพาะของฝ่ายข้างน้อย ทำให้ประชาชนที่เป็นฝ่ายข้างน้อยหรือชนกลุ่มน้อยเสียประโยชน์เมื่อนโยบายผู้สมัครมุ่งตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มใหญ่
ข้อนี้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยที่ว่าแม้จะใช้คะแนนเสียงข้างมากเป็นตัวตัดสิน แต่ต้องไม่ละเลยความต้องการของเสียงข้างน้อย ต้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของเสียงข้างน้อย เพราะเขาเป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิ เสรีภาพที่จำต้องได้รับการปกป้องไม่ต่างจากคนอื่นๆ

ข้อสรุปคือ ทั้งสองแนวทางต่างมีโอกาสทำให้คนอเมริกันไม่ได้รับความเท่าเทียม ถ้ายึด popular votes จะทำให้ละเลยเสียงข้างน้อย ถ้ายึด electoral votes จะละเลยบางรัฐ

จนถึงทุกวันนี้ ระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงเป็นระบบเดิมตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ ประเด็นถกเถียงยังคงถกเถียงกันต่อไป แต่หากต้องการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งอาจต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
---------------------------------

บรรณานุกรม:
1. The Pro's and Con's of the Electoral College System. http://uselectionatlas.org/INFORMATION/INFORMATION/electcollege_procon.php
2. Arguments for and against the electoral college. http://www.britannica.com/EBchecked/topic/182341/electoral-college/215038/Arguments-for-and-against-the-electoral-college
3. Electoral Systems. http://www9.georgetown.edu/faculty/kingch/Electoral_Systems.htm
4. US PRESIDENTIAL ELECTIONS: FIXING THE SYSTEM. http://faculty.fuqua.duke.edu/~pekec/Publications/TechReportsandOther/Pekec00.PDF

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 29 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน

โรฮิงญา โจทย์ของรัฐบาลเมียนมาร์ที่กำลังปฏิรูปประเทศ
28 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
            สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดการปะทะกันระหว่างมุสลิมชาวโรฮิงญา ชาวยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธและเจ้าหน้าที่รัฐอีกรอบ นายอซ็อก นีกัม หัวหน้าเจ้าหน้าที่สหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนประจำประเทศเมียนมาร์ กล่าวว่า “ล่าสุดมี 22,587คนที่ถูกไล่ที่ บ้านเรือน 4,665 หลังคาถูกทำลาย” ในจำนวนดังกล่าว 21,700 คนเป็นชาวมุสลิม (Al Jazeera)
            สำนักข่าวรอยเตอร์ให้ภาพของความขัดแย้งโดยอ้างแหล่งข่าวจากชาวโรฮิงญาหลายคนว่าพวกตนเป็นฝ่ายถูกกระทำทั้งจากชาวยะไข่กับทหาร บ้านเรือนถูกเผา ถูกประทุษร้ายด้วยมีด ทหารยิงปืนเข้าใส่ หญิงชาวโรฮิงญาวัย 63 ปีคนหนึ่งเล่าว่า “พวกยะไข่ทำร้ายเราด้วยมีด จุดไฟเผาบ้านของเรา พวกเราไม่มีทรัพย์สินอะไร ฉันหนีออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าเพียงชุดเดียวที่กำลังใส่อยู่” (Reuters

เหตุการณ์ครั้งนี้รัฐบาลเมียนมาร์ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ไม่อาจทนนิ่งเฉยได้อีก เพราะความสนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์ไม่จำกัดอยู่ที่บางประเทศ แต่ยามนี้สหประชาชาติ เอ็นจีโอนานาชาติอย่างองค์กรสิทธิมนุษยชน (HRW) องค์กรนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ได้เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว และสื่อมวลชนนานาชาติเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง
            ผลที่ตามมาแม้จะไม่สั่นคลอนต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล ไม่กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมเท่าไรนัก แต่กระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการปฏิรูปให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ชาติประชาธิปไตยทั้งหลายที่อยากมีความสัมพันธ์ทางการเมืองทางเศรษฐกิจเมียนมาร์อาจรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย
ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี ได้กล่าวว่า “ในขณะที่นานาชาติจับจ้องการการเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ความวุ่นวายอาจทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสื่อมเสีย” พร้อมกับแสดงบทบาทของรัฐบาลว่า “ทหาร ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกับคนในพื้นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อคืนความสงบคืนความปลอดภัย [แก่พื้นที่] และจะใช้กฎหมายดำเนินการต่อทุกคนหรือองค์กรที่พยายามยั่วยุให้เกิดความไม่สงบดังกล่าว” (Al Jazeera)

ทำนองเดียวกับที่องค์กรสิทธิมนุษยชนกับองค์กรนิรโทษกรรมสากลมีแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลเมียนมาร์เข้ามาดูแลความสงบให้เข้มงวดกว่านี้
การให้สถานการณ์กลับสู่ความสงบเป็นสิ่งดี แต่ไม่เพียงพอ เพราะอาจปะทุขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้ รัฐบาลเมียนมาร์ที่กำลังแสดงตัวให้ชาวโลกเห็นว่ากำลังมุ่งสู่ความเป็นประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพจะแก้โจทย์เรื่องนี้อย่างไร เป็นเรื่องที่น่าติดตาม
ความตอนหนึ่งของแถลงการณ์ขององค์กรนิรโทษกรรมสากลระบุว่า “เหตุการณ์ล่าสุดระหว่างมุสลิมโรฮิงญากับชาวพุทธแสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนที่ฝ่ายรัฐจะต้องเข้ามาปกป้องทุกคน ทำลายวงจรความรุนแรงและการแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย” (Irrawaddy)
หากประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เลือกที่จะแก้ปัญหาในรูปแบบที่ชาติตะวันตกรับได้ ให้ชาวโรฮิงญาได้อยู่อย่างสงบปลอดภัย ผลดีที่ได้อาจมากกว่าปธน.เต็งเส่งคิดไว้เสียอีก เชื่อว่าแนวทางนี้คือแนวทางที่ชาติตะวันตกจะคอยเอาใจช่วย ในทางกลับกันหากประเด็นปัญหาก่อให้เกิดผู้บาดเจ็บล้มตาย เกิดผู้อพยพมากขึ้นรัฐบาลเมียนมาร์จะถูกกดดันมากขึ้นเช่นกัน
เรื่องนี้จะถูกจับตาดูต่อไป
-------------------

วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 โอบามาชูประเด็นหนี้สินอเมริกาเรียกคะแนนโค้งสุดท้าย

27 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
            เหลือเวลาอีกสัปดาห์เศษก่อนวันเลือกตั้ง ประธานาธิบดีบารัก โอบามาชูประเด็นแก้ไขปัญหาหนี้สินประเทศเป็นประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในการหาเสียง ด้วยความเชื่อว่าจะได้คะแนนจากลุ่มคนอิสระที่ไม่ฝักใฝ่พรรคใดพรรคหนึ่ง เป็นคะแนนชี้ขาดว่าใครจะชนะการเลือกตั้งในยามที่ผลโพลล์ระบุว่าประธานาธิบดีโอบามากับนายมิตต์ รอมนีย์มีคะแนนนิยมสูสีกันมาก
ปัญหาหนี้สาธารณะอเมริกากำลังเผชิญกับประเด็นร้อนเฉพาะหน้าที่จะต้องปรับขึ้นภาษีพร้อมกับลดรายจ่ายหรือที่เรียกว่า ‘Fiscal Cliff’ ซึ่งจะเริ่มต้นทันทีโดยอัตโนมัติในวันที่ 2 มกราคม 2556
ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขปัญหาจากพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกันที่เป็นผู้ครองที่นั่งในรัฐสภา แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะมีนโยบายแก้ไขคนละทิศคนละทาง ทั้งยังติดนโยบายหาเสียงของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองพรรค
ประธานาธิบดีโอบามาต้องการแก้ไขด้วยการเพิ่มภาษีคนรวย ส่วนนายมิตต์ รอมนีย์ผู้ชิงตำแหน่งจากพรรครีพับลิกันต้องการปรับลดภาษีแก่ทุกกลุ่มคน เรื่องจึงยังตกลงกันไม่ได้

            ล่าสุดประธานาธิบดีโอบามากลับมารุกในเรื่องดังกล่าวถึงกับเอ่ยปากว่าจะแก้ปัญหาดังกล่าวให้ได้ภายใน 6 เดือนหากได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัย ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่มีเป้าหมายชัดเจน
            ในการนี้ประธานาธิบดีโอบามาจะใช้วิธี ต่อรองครั้งใหญ่ กับพรรครีพับลิกันเพื่อให้สภาผ่านร่างกฎหมายแก้วิกฤตหนี้สินประเทศ โดยให้ทั้งสองพรรคถอยจากจุดยืนของตนคนละก้าวเพื่อได้ทางสายกลางที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย
            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวถึงการแก้ปัญหาดังกล่าวว่า “เป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำเพื่อเศรษฐกิจของประเทศ” และยอมรับว่าการเจรจาต่อรองคงจะวุ่นวาย ไม่ราบรื่น แต่เชื่อว่าที่สุดจะได้จุดสมดุลที่ทุกฝ่ายเห็นชอบ พร้อมกับกล่าวย้ำกับสื่ออีกครั้งเหมือนจะตอกย้ำข้อเสนอที่ยื่นให้กับพรรครีพับลิกันว่าตนพร้อมจะปรับลดภาษีและลดงบประมาณที่ใช้กับระบบประกันสุขภาพที่รัฐบาลกลางต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล (ทั้งสองข้อสวนทางกับแนวทางหาเสียงเดิม แต่สอดคล้องกับนโยบายของพรรครีพับลิกัน)
            ที่ผ่านมามีผู้ปฏิเสธไม่เห็นด้วยกับท่าทีปรับลดภาษีของประธานาธิบดีโอบามาแม้กระทั่งคนในพรรคเดโมแครตบางคนก็ไม่เห็นด้วย ส่วนผู้ที่เห็นดีเห็นงามชี้ว่าสิ่งที่ประธานาธิบดีโอบามาต้องการคือให้สองพรรคได้ร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจและลดการขาดดุลในระยะยาว
            คาดว่าที่สุดแล้วทั้งสองพรรคต้องนำเรื่องวิกฤตหนี้สินเรื่อง Fiscal Cliff เข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกเพราะจึงกำหนดเส้นตายหรือจำต้องหาทางออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว และทางออกที่ดีที่สุดหนีไม่พ้นการประนีประนอม ดังนั้นไม่ว่าใครจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยต่อไปย่อมหนีไม่พ้นกับแนวทางนี้ หนีไม่พ้นที่จะต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
            ดังนั้นการที่ประธานาธิบดีโอบามาจะเรียกคะแนนจากเรื่องดังกล่าวจึงคิดว่ายาก หากมองว่าไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีล้วนต้องเผชิญหน้ากับประเด็นนี้ในรูปแบบเดียวกัน
            ขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับจ้องการแก้ปัญหาดังกล่าวและกังวลใจไม่แพ้ชาวอเมริกัน เพราะหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาในแนวทางที่เหมาะสมจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน กระทบต่อความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโลก
แนวทางที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มเพดานกู้ยืมอาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการเจรจา ถือเป็นยาอีกขนานที่จะมาเสริมยาขนานอื่นๆ ของทั้งสองพรรค ทั้งหมดนี้จะช่วยเลื่อนปัญหาก้อนโตออกไปอีกสักพักใหญ่ๆ แต่หุบเหวนั้นยังคงอยู่เว้นแต่เศรษฐกิจภาคการผลิตจริงจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง
            ทั้งหมดนี้ฉายภาพอนาคตว่าการแก้ปัญหา Fiscal Cliff คงไม่เกิดขึ้นก่อนกำหนดเส้นตายในต้นเดือนมกราคมปีหน้า จะต้องยืดออกไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าได้ประธานาธิบดีสมัยต่อไปและสองพรรคตกลงกันได้
----------------------

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ฮิลลารี คลินตัน หญิงแกร่งหญิงเก่ง

26 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
(ปรับปรุง 1 กุมภาพันธ์ 2013)
            ทั่วโลกเริ่มรู้จักชื่อฮิลลารี ร็อดแฮม คลินตันในฐานะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกาในปี 1993 เมื่อนายวิลเลียม เจฟเฟอร์สัน คลินตัน หรือที่มักรู้จักกันในนามบิล คลินตันได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
            ในฐานะสุภาพสตรีหมายเลข 1 เธอมีหน้าที่ต้องแสดงบทบาทสนับสนุนประธานาธิบดีหลายอย่าง แต่เรื่องที่เป็นข่าวดังทั่วโลกเมื่อเกิดเหตุอื้อฉาวทางเพศระหว่างตัวประธานาธิบดีคลินตันกับนักศึกษาหญิงที่มาฝึกงานในทำเนียบขาวคนหนึ่ง สื่อมวลชนนำเสนอข่าวความระหองระแหงระหว่างคู่สามีภรรยาอย่างต่อเนื่อง

            แต่นั่นไม่เป็นเหตุให้เธอท้อแท้ ฮิลลารี คลินตัน ลงสมัครเลือกตั้งตำแหน่งวุฒิสมาชิกเป็นครั้งแรกและชนะการเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกมลรัฐนิวยอร์กในคราวเลือกตั้งปลายปี 2000 และชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2006 ได้เป็นวุฒิสมาชิกต่ออีกสมัย
            เส้นทางการเมืองของเธอไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ ในปี 2007 เธออาจหาญประกาศลงชิงตำแหน่งผู้แทนพรรคเดโมแครตเพื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2008 เป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของพรรคที่ลงชิงตำแหน่งดังกล่าว และคู่แข่งสำคัญของเธอไม่ใช่อื่นใคร นั่นคือวุฒิสมาชิกบารัก โอบามาหรือประธานาธิบดีคนปัจจุบันนั่นเอง
            ด้วยความสามารถส่วนตัวอันโดดเด่นกับคะแนนนิยมภายในพรรคเดโมแครตที่เป็นรองเฉพาะนายโอบามา เธอจึงได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเมื่อนายโอบามาชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี และเริ่มฉายความสามารถให้ทั่วโลกได้ประจักษ์
            รัฐมนตรีคลินตันนิยามหลักการทำงานของเธอว่าเป็น “การทูตสาธารณะ” เธอต้องการนำเสนอจุดยืนหลักคิดของอเมริกาผ่านสื่อทุกประเทศ เพราะเธอคือตัวแทนของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ส่งสาสน์จากประเทศตนไปสู่คนทั่วโลก
เช่นกลางเดือนกรกฎาคม เธอได้เดินทางรอบโลกด้วยการเยือน 9 ประเทศ เริ่มจากฝรั่งเศส ต่อด้วยอัฟกานิสถาน ญี่ปุ่น มองโกเลีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา อียิปต์ จบที่อิสราเอล แล้วจึงบินกลับประเทศ คิดเป็นระยะทางบิน 43,450 กิโลเมตร (มากกว่าระยะทางรอบโลก 3,220 กิโลเมตร) และเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เยือนต่างประเทศมากที่สุดกว่าร้อยประเทศ
            ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเธอต้องเผชิญหน้ากับผู้นำประเทศต่างๆ อยู่เสมอ ทั้งพวกเห็นด้วยกับนโยบายสหรัฐฯ กับพวกที่คัดค้านต่อต้าน มีวาระที่ต้องเผชิญหน้ากับการโต้แย้ง การไม่เห็นด้วย จากผู้นำเหล่านั้น
            เฉพาะในรอบเดือนที่ผ่านมา เธอต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งของประเทศอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก ต้องเผชิญกับปัญหาการเผาโจมตีจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายต่อสถานกงสุลสหรัฐฯ ประจำเมืองเบงกาซี ต้องเตรียมการป้องกันสถานทูต สถานที่สำคัญๆ ทั่วโลกจากเหตุมุสลิมลุกฮือประท้วงเพราะภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนา จนถึงนายกรัฐมนตรีอิสราเอลออกโรงโจมตีความอ่อนแอของประธานาธิบดีโอบามาต่อนโยบายโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน
            ประเด็นร้อนแรงที่เธอต้องเผชิญครั้งสุดท้ายน่าจะเป็นเรื่องการเผาโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ประจำเมืองเบงกาซี ประเทศลิเบีย เอกอัครราชทูตพร้อมกับเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันอีก 3 คนเสียชีวิตในบริเวณสถานกงสุล ไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลโอบามาสามารถพลิกเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยการแสดงจุดยืนว่าประชาธิปไตยยังหมายถึงการที่พลเมืองมีเสรีภาพในการพูดสิ่งที่เขากับกลุ่มของเขาคิดเห็นโดยปราศจากความกลัว บนพื้นฐานของหลักนิติธรรมและกระบวนการที่ปกป้องสิทธิของทุกคน แผ่นดินอเมริกาเป็นบ้านของคนทุกความเชื่อทุกศาสนา และรัฐบาลสหรัฐฯ กับลิเบียกำลังเร่งหาตัวผู้กระทำผิดซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนลิเบีย รัฐบาลและชาวลิเบียไม่เห็นด้วยกับการก่อการร้าย
            ไม่ว่าความจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร ความผิดพลาดความสับสนของข้อมูลเหตุการณ์อยู่ตรงไหน ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ นางฮิลลารี คลินตันยืดอกแสดงความรับผิดชอบว่าตนเป็นผู้รับผิดชอบดูแลกระทรวงการต่างประเทศที่มีเจ้าหน้าที่กว่า 6 หมื่นคนในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก 275 แห่ง ส่วนใครจะตีความว่าเป็นการเบี่ยงเป้าไม่ให้โจมตีประธานาธิบดีโอบามาในช่วงหาเสียงโค้งสุดท้ายก็แล้วแต่ว่าใครจะมีมุมมองเช่นไร
            มาถึงบัดนี้ นางฮิลลารี ร็อดแฮม คลินตัน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2 สมัย อดีตวุฒิสมาชิกมลรัฐนิวยอร์ก 2 สมัยและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศประกาศจะไม่ได้รับตำแหน่งสมัยที่ 2 อีกไม่ว่าประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะได้รับเลือกอีกสมัยหรือไม่
            รัฐมนตรีคลินตันในวัย 64 ปีตัดสินใจแล้วว่าตนได้มาถึง ณ เวลาที่จะหยุดได้พักจากการงานทั้งปวง แม้ใจนั้นยังตั้งใจแน่วแน่ที่จะรับใช้ชาติตลอดไป
            คนจำนวนมากจะเฝ้ารออ่านหนังสืออัตชีวประวัติของหญิงแกร่งหญิงเก่งคนนี้
            ………..



รัฐมนตรีต่างประเทศฮิลลารี คลินตัน กล่าวสุนทรพจน์สุดท้าย ความตอนสุดท้ายว่า “และมาถึงวันนี้ หลังจากทำหน้าที่มาสี่ปี เดินทางมาแล้วเกือบ 1 ล้านไมล์ เยี่ยมเยือน 112 ประเทศ ทำให้ข้าพเจ้ายิ่งมีความเชื่อมั่นต่อประเทศของเรา เชื่อมั่นว่าอนาคตของเราจะดีขึ้น ข้าพเจ้ารู้ว่ามันเป็นอย่างไรเมื่อเครื่องบินสีฟ้าขาวประทับด้วยคำว่า “สหรัฐอเมริกา” แตะพื้นบนเมืองหลวงบางแห่งที่ห่างไกล ข้าพเจ้าได้รับเกียรติอย่างสูงส่งพร้อมกับความรับผิดชอบในฐานะตัวแทนของประเทศที่สำคัญยิ่งของโลก ข้าพเจ้ามั่นใจว่าผู้รับงานต่อจากข้าพเจ้า ทีมงานของเขา และทุกคนที่ทำงานในตำแหน่งต่างๆ -ที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นสิทธิพิเศษ-จะทำหน้าที่นำในศตวรรษนี้ดังเช่นที่เราได้ทำเมื่อศตวรรษก่อน ด้วยความชาญฉลาด ไม่รู้จักเหนื่อยล้า เต็มด้วยความกล้าหาญ เพื่อจะทำให้โลกนี้มีสันติภาพมากขึ้น ปลอดภัยขึ้น มั่งคั่งขึ้น และมีอิสรภาพมากขึ้น และนั่น ข้าพเจ้าขอขอบคุณยิ่ง”
--------------------------


บรรณานุกรม:

1. Remarks on American Leadership at the Council on Foreign Relations, January 31, 2013, http://www.state.gov/secretary/rm/2013/01/203608.htm

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตอนที่ 1

ตำแหน่งประธานาธิบดีมาจากการเลือกโดย Electors
24 ตุลาคม 2012
(ปรับปรุง 9 พฤศจิกายน 2012)
ชาญชัย
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
            การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจได้โดยง่าย กระทั่งคนอเมริกันหลายคนยังเข้าใจผิด ไม่ครบถ้วน เหตุผลส่วนหนึ่งเกิดจากประวัติศาสตร์การเลือกตั้งที่ต้องย้อนยุคตั้งแต่สมัยก่อตั้งประเทศ รากฐานระบบการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นพร้อมกับรัฐธรรมนูญประเทศ แม้กฎหมายการเลือกตั้งมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ ระบบการเลือกตั้งปัจจุบันเป็นผลจากบริบทของสมัยนั้นซึ่งแตกต่างจากบริบทยุคปัจจุบัน
            จนถึงทุกวันนี้ตำแหน่งปธน.กับรองปธน.สหรัฐฯ ไม่ได้รับเลือกโดยตรงจากคะแนนเสียงของประชาชนชาวอเมริกันโดยตรงอย่างที่หลายคนเข้าใจ แม้ว่าประชาชนจะกาเครื่องหมายว่าจะเลือกผู้สมัครคนใด แต่มีค่าเท่ากับเป็นการไปลงคะแนนเพื่อเลือกกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า ‘Electors’ (คณะผู้เลือกตั้ง) จากนั้นกลุ่มคนเหล่านี้จึงไปเลือกปธน.กับรองปธน.อีกทอดหนึ่ง
            เหตุที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเช่นนั้น เพราะขณะเมื่อเริ่มก่อตั้งประเทศ เริ่มต้นสู่การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย (แม้ไม่สมบูรณ์เต็มร้อยเมื่อเทียบกับยุคปัจจุบัน) กลุ่มผู้ร่างรัฐธรรมนูญกังวลการตัดสินใจของประชาชน ต้องการป้องกันไม่ให้ประชาชนเลือกด้วยอารมณ์ จึงกำหนดตัวบุคคลหรือที่เรียกว่า ‘Electors’ ที่จะใช้สิทธิเลือกประธานาธิบดีด้วยจิตใจที่สงบเยือกเย็น มีเหตุผล
            ‘Electors’ จึงทำหน้าที่เป็นตัวกลั่นกรองการลงมติของประชาชนอีกทอดหนึ่ง และเป็นผู้ออกเสียงเลือกตำแหน่งปธน.กับรองปธน.อย่างแท้จริงตามรัฐธรรมนูญ  
            คนอเมริกันจะไปลงคะแนนเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ผลการเลือกตั้งนี้จะได้คะแนนที่เรียกว่า popular votes ส่วน ‘Electors’ จะลงไปคะแนนในเดือนธันวาคมหลังทราบผล popular vote แล้ว ได้คะแนนที่เรียกว่า electoral votes ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งปธน.กับรองปธน.จะดูจากคะแนนเสียงข้างมากของ electoral votes (ยกเว้นบางกรณีซึ่งจะอธิบายต่อไป)

Electors
Electors (คณะผู้เลือกตั้ง) คือ ตัวแทนของพรรคการเมืองที่พรรคคัดสรรมาอย่างดี สมาชิกนิติบัญญัติของแต่ละรัฐเป็นผู้ตัดสินเลือกในขั้นสุดท้าย และได้รับการแต่งตั้งจากรัฐในปีที่มีการเลือกตั้งปธน.ตามกฎหมายของแต่ละรัฐ มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อทำหน้าที่เลือกปธน.กับรองปธน.
แต่ละรัฐจะต้องแต่งตั้งคนเหล่านี้ให้ได้อย่างน้อย 6 วันก่อนการประชุม Electors ในวันที่ 17 ธันวาคมของปีนี้ (2012)
Electors มีจำนวน 538 คนเท่ากับจำนวนของสมาชิกรัฐสภาบวกกับอีก 3 คนของ District of Columbia ตามรธน.สหรัฐฯ ให้ถือว่า District of Columbia มีฐานะเทียบเท่ารัฐในกระบวนการเลือกตั้ง
สหรัฐฯ ประกอบด้วย 50 รัฐ มีส.ว.รัฐละ 2 คน เท่ากับมี 100 ส.ว. ส่วน ส.ส.มี 435 คน เมื่อรวมกับอีก 3 คนของ District of Columbia จึงมีทั้งหมด 538 คน
Electors แต่ละคนจะมี 1 คะแนนเสียง เรียกคะแนนนี้ว่า electoral votes
กลุ่มคนเหล่านี้บางครั้งเรียกว่า Electoral College

มีข้อควรรู้คือสัดส่วน ส.ส.ขึ้นกับจำนวนประชากรในแต่ละรัฐ (เดิมใช้คำว่ามลรัฐ) แต่ไม่ได้เป็นไปในอัตราส่วนเดียวกัน เช่น ในปี 2004 รัฐแคลิฟอร์เนีย มี 1 electoral votes ต่อประชากรผู้มีสิทธิออกเสียงทุก 664,700 คน ส่วนรัฐเมน มี 1 electoral votes ต่อประชากรผู้มีสิทธิออกเสียงทุก 329,300 คน รัฐแคลิฟอร์เนียมีทั้งหมด 54 electoral votes ส่วนรัฐเมนมีเพียง 4 electoral votes
ดังนั้น Electors จำนวน 538 คน หรือคะแนน electoral votes จำนวน 538 คะแนนนี้จะเป็นผู้เลือกและกำหนดว่าใครจะได้ดำรงตำแหน่งปธน.กับรองปธน.ของประเทศสหรัฐฯ   
 Electors ทั้งหลายจะรวมตัวกันในประชุมที่รัฐของตนเองเพื่อลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดีในวันจันทร์แรกหลังวันพุธที่สองของเดือนธันวาคม [คือจะให้ไปลงคะแนนในช่วงกลายเดือน ธ.ค. ปีนี้ (2012) จะตรงกับวันที่ 17 ธ.ค. หลังประชาชนไปเลือกตั้งในต้นเดือนพฤศจิกายน] การนับคะแนน Electors จะจัดขึ้นในที่ประชุมรัฐสภาในเดือนมกราคม ผู้สมัครที่ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งคือ 270 เสียงจะได้รับตำแหน่งปธน. หรือรองปธน.
            นั่นคือ คนอเมริกันจะไปลงคะแนนเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ส่วน Electors จะลงไปคะแนนในช่วงกลางเดือนธันวาคมหลังทราบผล popular vote แล้ว
            คะแนน electoral votes ที่สื่อนำเสนอทันทีที่สิ้นการเลือกตั้งวันที่ 6 พฤศจิกายนเป็นการคาดการณ์ว่า Electors จะไปลงคะแนนตามผลการเลือกตั้งวันที่ 6 พฤศจิกายน
กำหนดวันนับคะแนน electoral votes อย่างเป็นทางการของการเลือกตั้งปีนี้คือวันที่ 6 มกราคม 2013
เป็นวันที่คนทั้งโลกจะทราบผลว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสมัยต่อไป
--------------------------

บรรณานุกรม:
1. Who are the Electors? http://www.archives.gov/federal-register/electoral-college/electors.html
2. How the Electoral College Works. http://people.howstuffworks.com/electoral-college.htm
------------------------

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 ศึกอภิปรายนโยบายต่างประเทศ

23 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
            และแล้วการอภิปรายตัวต่อตัวระหว่างประธานาธิบดีบารัก โอบามากับนายมิตต์ รอมนีย์ในรอบสุดท้ายเป็นอันสิ้นสุด ในรอบนี้มีลักษณะเด่นคือมุ่งพูดนโยบายต่างประเทศเป็นหลัก
            ควรทำความเข้าใจก่อนว่า เมื่อพูดถึงนโยบายต่างประเทศต้องถือว่าประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างชัดเจน เพราะตลอดเกือบ 4 ปีที่ดำรงตำแหน่งย่อมได้เรียนรู้ ได้ข้อมูล เข้าใจตื้นลึกหนาบางของเรื่องราวระหว่างประเทศต่างๆ มากกว่านายมิตต์ รอมนีย์ ดังนั้น นายรอมนีย์ต้องระวังในการพูดประเด็นเหล่านี้
            เรื่องต่อมา ชาวอเมริกันส่วนน้อยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหตุการณ์ระหว่างประเทศ และเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจะให้น้ำหนักน้อยกับนโยบายต่างประเทศ ยกเว้นบางช่วง บางเหตุการณ์ที่มีผลกระทบถึงตัวคนอเมริกันอย่างรุนแรง เช่น กรณีเหตุก่อวินาศกรรม 9/11 น้ำมันจากตะวันออกกลาง และชาวอเมริกันสูญเสียตำแหน่งงานให้กับคนจีน
            จากสองเรื่องข้างต้น เมื่อพูดถึงนโยบายต่างประเทศ นายมิตต์ รอมนีย์จะเลือกพูดเฉพาะประเด็นที่คาดว่าจะได้คะแนนจากชาวอเมริกัน กับประเด็นที่สามารถบั่นทอนความนิยมที่มีต่อตัวปธน.โอบามา ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ของนายรอมนีย์ที่มุ่งเป้าโจมตีว่าประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นผู้นำประเทศที่อ่อนแอเกินไป ซึ่งจะตีความต่อว่าทำให้สหรัฐอเมริกาอ่อนแอ สูญเสียผลประโยชน์ เสื่อมเสียเกียรติภูมิแห่งชาติที่คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยภาคภูมิใจ ในหลายโอกาสเมื่อนายรอมนีย์พูดเรื่องเหล่านี้จะแสดงท่าทางขึงขังดุดัน

จึงไม่แปลกใจว่าประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายกันมากๆ คือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (รวมลิเบีย) กับจีน โดยหยิบยกประเด็นการเผาโจมตีสถานกงสุลสหรัฐฯ ประจำเมืองเบงกาซี ประเทศลิเบีย ที่ทำให้เอกอัครราชทูตรวมทั้งเจ้าหน้าที่อีก 3 คนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ กรณีความวุ่นวายในประเทศซีเรียที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพยายามโค่นล้มระบอบของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด โครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน และกล่าวหาว่าจีนใช้นโยบายเอาเปรียบทางการค้าต่อสหรัฐฯ
            ประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาล้วนเป็นประเด็นเด่นที่อยู่ในสื่อกระแสหลักของอเมริกามาอย่างต่อเนื่อง แต่ละประเด็นมีจุดเด่นในตัว เช่น เอกอัครราชทูตกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เสียชีวิตด้วยฝีมือผู้ก่อการร้าย (นำประเด็นผู้ก่อการร้ายขึ้นมาพูด โยงถึงอดีตเหตุการณ์ 9/11) ความกลัวที่อิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ (เรื่องนี้พูดมาเป็นสิบปีแล้ว) จีนที่เติบใหญ่ทางเศรษฐกิจทางการเมืองระหว่างประเทศสวนทางกับสหรัฐฯ ที่เศรษฐกิจยังอ่อนแอ (ความกลัวว่าจีนคือภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดในอนาคต) และจะสังเกตได้ชัดเจนว่านายรอมนีย์พยายามพูดโจมตีว่าปธน.โอบามาดำเนินนโยบายอย่างอ่อนแอเกินไปในทุกประเด็นดังกล่าว
            แต่ภายใต้การอภิปรายทั้งหมด นโยบายต่างประเทศของนายมิตต์ รอมนีย์ แตกต่างจากนโยบายปัจจุบันของปธน.โอบามาเพียงเฉพาะเรื่องการให้น้ำหนักในการดำเนินนโยบายเท่านั้น แต่สาระสำคัญไม่ได้แตกต่างออกไป
            ยกตัวอย่าง กรณีการก่อการร้ายนายรอมนีย์ย้ำการจัดการกับพวกหัวรุนแรง ไม่ต่างจากปธน.โอบามาที่พยายามพูดว่ามุสลิมส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องและจะหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้จงได้
            กรณีซีเรีย ทั้งคู่มีนโยบายสนับสนุนการล้มล้างระบอบของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด เพียงแต่นายรอมนีย์เห็นว่าควรให้อาวุธหนักแก่ฝ่ายต่อต้าน ส่วนรัฐบาลโอบามาเท่าที่ผ่านมาพูดเพียงว่าให้การสนับสนุนในส่วนที่ไม่ใช่อาวุธ แต่ทั้งสองไม่ต้องการส่งทหารอเมริกันเข้าไปรบในประเทศซีเรีย

            ในภาพรวม ปธน.โอบามา กล่าวตั้งแต่เริ่มอภิปรายว่าในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของประเทศ (Commander-in-Chief) ตนมีหน้าที่หลักคือทำให้ชาวอเมริกันทุกคนปลอดภัย ส่วนนายมิตต์ รอมนีย์ กล่าวในตอนท้ายของการอภิปรายว่าเป้าหมายหลักคือให้ประเทศมีสันติสุข สร้างโลกที่มีสันติภาพ และทั้งคู่ต้องการสร้างชาติอเมริกาให้เข้มแข็ง (วีดีโอการอภิปรายฉบับเต็มของ wptv.com)
            นั่นคือบทสรุปของนโยบายต่างประเทศของทั้งคู่
นอกเหนือจากการอภิปรายนโยบายต่างประเทศที่เป็นหัวข้อหลัก ในการอภิปรายทั้งคู่ได้หวนกลับมาพูดประเด็นเศรษฐกิจในประเทศหลายเรื่อง กลับมาโต้แย้งวิธีแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นว่าที่สุดแล้วประเด็นเศรษฐกิจ เรื่องปากท้องยังเป็นหัวใจเป็นแก่นสารของทุกนโยบายทุกเป้าหมาย
ขอทิ้งท้ายอีกนิดว่า ผมเห็นด้วยกับนาย จอส บาร์โร (Josh Barro) ที่เห็นว่าปัญหาของการอภิปรายรอบนี้คื ในหมวดนโยบายต่างประเทศยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้เอ่ยถึง เช่น สถานการณ์ในยุโรป แอฟริกา ประเด็นคนย้ายถิ่น ยาเสพติด ประเด็นปัญหาสุขภาพระดับโลก ภาวะโลกร้อน และระบบการเงินระหว่างประเทศ (Bloomberg)
            ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญ บางเรื่องมีผลกระทบไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องอื่นๆ ที่อภิปรายรอบนี้หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ เพียงแต่พูดแล้วอาจไม่ช่วยให้ได้คะแนนเพิ่ม

(ดูวีดีโอการอภิปรายฉบับเต็ม ที่ http://www.wptv.com/dpp/news/national/obama-romney-debate-full-video-watch-complete-youtube-video-of-third-presidential-debate-in-boca)
-----------------------


วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 22 – 28 ตุลาคม 2012

ข่าวดีจากซีเรีย ความพยายามหยุดยิงรอบใหม่
21 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
ขณะนี้สหประชาชาติกำลังพยายามพูดคุยกับหลายฝ่ายเพื่อนำสู่การหยุดยิงชั่วคราวในประเทศซีเรีย นายลักคาร์ บราฮิมี ผู้แทนสหประชาชาติพบรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศซีเรีย นายวาลิด อัลเมาเล็ม เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งซีเรีย เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดยิง (Reuters)

เบื้องต้นกำหนดให้หยุดยิงในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองอีดิลอัฎฮา ของมุสลิมในสัปดาห์หน้า (ปีนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม) คาดว่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่อยๆ
หลายประเทศแสดงท่าทีเห็นด้วยกับการหยุดยิงดังกล่าว เช่น ตุรกี อิหร่าน สหรัฐฯ
ส่วนรัฐบาลซีเรียต้องการคำมั่นว่าฝ่ายต่อต้านจะไม่ฉวยโอกาสเคลื่อนไหว
            ความพยายามเจรจาเพื่อให้ทุกฝ่ายหยุดยิงครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ในสมัยเมื่อนายโคฟี่ อานันเป็นทูตพิเศษสหประชาชาติได้ความพยายามมาแล้ว แต่ติดเงื่อนไขของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด เรียกร้องการรับประกันว่าฝ่ายต่อต้านทุกกลุ่มจะต้องหยุดยิงด้วย ในระหว่างการเจรจาก็ยังยิงกันไปมา ผลคือไม่เคยไม่มีการหยุดยิงตลอด 19 เดือนนับจากกระสุนนัดแรกลั่นออกมา
            จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดตัวเลขผู้เสียชีวิตเกิน 3 หมื่นคนแล้ว เฉลี่ยตายวันละ 50 คน
            โอกาสหยุดยิงดังกล่าวนั้นริบหรี่ ปัญหาอยู่ที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมีหลายหลากกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะผู้เป็นพลเรือนชาวซีเรีย แต่ยังมีกลุ่มติดอาวุธต่างชาติหลายชาติหลายกลุ่มร่วมอยู่ด้วย ไม่นับรวมบรรดาประเทศผู้ให้การสนับสนุนทั้งแบบทางตรงทางลับ ดังนั้น หากจะให้ฝ่ายต่อต้านหยุดยิงย่อมหมายความว่าสหประชาชาติต้องสามารถขอความร่วมมือจากทุกกลุ่ม ทุกประเทศ
            ที่สำคัญคือรู้ว่าจะต้องคุยกับใครแต่ละกลุ่มที่หลากหลายนั้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เพียงผู้นำฝ่ายปฏิบัติการที่อยู่ในสนามรบ แต่เป็นประธานกลุ่ม ผู้นำประเทศ ฯลฯ
            ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า มีข่าวว่าในหมู่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมีกลุ่มที่ใกล้ชิดกับพวกอัลกออิดะห์รวมอยู่ด้วย นั่นหมายความว่าอาจจะต้องได้รับการเห็นชอบจากหัวหน้ากลุ่มอัลกออิดะห์ที่อยู่เบื้องหลัง เกิดคำถามตัวโตๆ ว่าพวกอัลกออิดะห์จำต้องเชื่อฟังสหประชาชาติ หรือต้องยอมให้กับสหรัฐฯ
            ดังนั้น เมื่อพิจารณารายละเอียดจะพบว่าเงื่อนไขการหยุดยิงชั่วคราวที่ปธน.อัสซาดขอคำมั่นว่าฝ่ายต่อต้านทุกกลุ่มต้องหยุดยิงด้วยจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ละกลุ่มแต่ละประเทศต่างมีอุดมการณ์ มีเป้าหมายเฉพาะของตน (นอกเหนือจากโค่นล้มระบอบอัสซาด)
            ในมุมกลับกัน ถ้าทำสำเร็จเท่ากับว่าสหประชาชาติสามารถเข้าถึงผู้นำผู้มีสิทธิตัดสินใจของทุกกลุ่มทุกประเทศ และมีอิทธิพลหรือสามารถโน้มน้าวใจอย่างน้อยชั่วขณะหนึ่ง
            หากงานนี้สำเร็จจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของสหประชาชาติ
            หวังว่าจะได้ข่าวดีในวันศุกร์นี้เมื่อเสียงปืนสงบ เพราะจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่สันติภาพอันถาวรของประเทศซีเรีย
-------------------

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สหรัฐฯ เชิญเมียนมาร์มาร่วมงานคอบร้าโกลด์ โอกาสกระชับความสัมพันธ์

19 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
            วันนี้ (19 ต.ค.) มีข่าวว่าสหรัฐฯ เชิญเมียนมาร์ร่วมสังเกตการณ์การฝึกคอบร้าโกลด์ เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อฝ่ายกองทัพเมียนมาร์ที่สหรัฐฯ เห็นว่ามีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน (Reuters)
            นักวิเคราะห์บางคนให้ความเห็นว่าการที่สหรัฐฯ เกี่ยวสัมพันธ์กับฝ่ายทหารอีกครั้ง เพื่อแยกเมียนมาร์ออกห่างจากจีน
            ผมวิเคราะห์ว่าเป้าหมายเบื้องต้นน่าจะเป็นเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ตามปกติ ทำความรู้จักระหว่างตัวบุคคล เป็นการทูตของฝ่ายทหารด้วยกัน และช่วยปูทางสู่การสัมพันธ์ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น ผ่านช่องทางอื่นๆ ต่อไป

            การสร้างความสนิทสนมระหว่างบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีย่อมช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี แล้วสิ่งดีๆ อื่นๆ จะตามมา
            การเชิญแม่ทัพนายกองเมียนมาร์มาประเทศไทยเพื่อสังเกตการณ์การฝึกทางทหารจึงมีความสำคัญ
            พูดในกรอบนโยบาย การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเป็นไปตามแนวนโยบายของประธานาธิบดีเทียน เส่ง กับประธานาธิบดีบารัก โอบามาอยู่แล้ว
ฝ่ายกองทัพเมียนมาร์ย่อมได้ประโยชน์จากการนี้
            เพียงแต่ปรับระดับความสัมพันธ์ ปรับระยะห่างระหว่างประเทศตนกับจีนและสหรัฐฯ ให้เหมาะสม เชื่อว่าย่อมเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย
            ไม่ต่างอะไรจากการที่ญี่ปุ่นเห็นว่าจีนเป็นหนึ่งในภัยคุกคามทางทหารที่สำคัญที่สุด จึงเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯ เพื่อป้องปรามจีน แต่นั่นไม่เป็นเหตุให้ญี่ปุ่นไม่ทำการค้าการลงทุนจำนวนมหาศาลกับจีน
            หรือจะยกตัวอย่างสหรัฐฯ ที่แม้ในเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงจะถือจีนเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุด แต่สหรัฐฯ ทำการค้าการลงทุนกับจีน สองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมทางเศรษฐกิจระดับมีผลต่อเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว
            ส่วนประเด็นละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นเชื่อว่าจะค่อยๆ ดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจเติบโต สังคมเชื่อมต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น
            ดังนั้น หากเมียนมาร์เปิดประเทศทางเศรษฐกิจมากขึ้นย่อมมีผลดีหลายอย่าง
            การส่งเทียบเชิญให้แม่ทัพนายกองเมียนมาร์มาร่วมสังเกตการณ์การฝึกคอบร้าโกลด์ จึงนับเป็นอีกหนึ่งเทียบเชิญสำคัญ มีความหมายของการยอมรับอยากผูกมิตร

ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าจะมองว่างานนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นก็ย่อมสามารถมองได้ เพราะจีนก็เป็นหนึ่งในผู้สงเกตการณ์อยู่แล้ว ถ้าจะมีเมียนมาร์มาร่วมด้วยก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร
หรือถ้าปีนี้ไม่มาร่วมงาน ก็ไม่แตกต่างหรือมีนัยในแง่ลบแต่ประการใด ยังสามารถสร้างสัมพันธ์ผ่านวิธีอื่นๆ วาระอื่นๆ อีกมากมายไม่จำเป็นต้องพึ่งงานคอบร้าโกลด์นี้
รวมความว่าส่งเทียบเชิญไปก็ดี ถ้ามายิ่งดี ถ้าไม่มาร่วมปีนี้ก็ไม่เสียหายอะไร
มองในภาพกว้างๆ ทุกชาติอาเซียน สหรัฐฯ กับชาติตะวันตกอื่นๆ ย่อมได้ประโยชน์จากการที่ฝ่ายกองทัพเมียนมาร์มีความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพประเทศอื่นๆ
ที่ควรย้ำเน้นคือ ความสัมพันธ์ที่ก่อเกิดไม่เพียงเพราะจะได้ผลประโยชน์ทางด้านความมั่นคงร่วมกัน แต่จะส่งผลดีต่อเรื่องการค้าการลงทุนระหว่างประเทศด้วย ถ้ายึดว่าทั้งสหรัฐฯ กับเมียนมาร์ต่างต้องการเห็นเศรษฐกิจเมียนมาร์เติบโตแบบเสรีนิยมมากขึ้น
ประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์จากงานนี้โดยตรง เพราะสถานที่จัดคือในประเทศของเราเอง ไทยจึงเป็นเจ้าบ้านที่ต้องคอยต้อนรับขับสู้อยู่แล้ว และสามารถทำได้ดีเสมอมา
------------------


วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 ความผิดพลาดทั้งหมด รมต. คลินตันขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว

16 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
จากเหตุเผาสถานกงสุลสหรัฐอเมริกา ประจำเมืองเบงกาซี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ นายคริสโตเฟอร์ สตีเว่นส์ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันอีก 3 คนเสียชีวิตในบริเวณสถานกงสุล ในตอนแรกประธานาธิบดีบารัก โอบามากับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ฮิลลารี คลินตัน กล่าวเชื่อมโยงเหตุดังกล่าวกับเหตุมุสลิมประท้วงภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน
แต่เรื่องกลับไม่ถูกต้อง เมื่อเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้การต่อกรรมาธิการรัฐสภาว่า กระทรวงการต่างประเทศไม่เคยสรุปว่าการโจมตีเผาสถานกงสุลสหรัฐฯ ที่ลิเบียเกิดจากภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนา และสถานกงสุลเป็นเป้าต่อการโจมตีมานานแล้ว (AP)
อีกทั้งก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งให้ทำเนียบขาวเพื่อขอเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยแก่สถานกงสุล แต่ได้รับการปฏิเสธ

ล่าสุด รมต.ฮิลลารี คลินตัน กล่าวแสดงความรับผิดชอบว่า “ดิฉันเป็นผู้รับผิดชอบ ดิฉันบริหารกระทรวงการต่างประเทศที่มีเจ้าหน้าที่กว่า 6 หมื่นคนในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก 275 แห่ง ท่านประธานาธิบดีกับรองปธน.ไม่รับรู้การตัดสินใจใดๆ ที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง” (CNN)
รมต.คลินตันกล่าวตรงไปตรงมาว่า เหตุที่ออกมากล่าวยอมรับเพราะ “ดิฉันต้องการหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษทางการเมือง ... เรากำลังใกล้เลือกตั้ง
            ดังนั้น ที่ปรากฏชัดเจนตรงไปตรงมา คือ รมต.คลินตันไม่ต้องการให้นำเรื่องนี้เป็นประเด็นการเมือง บ่อนทำลายคะแนนเสียงของปธน.โอบามา เบื้องต้นเป็นกลยุทธ์ หยุดเรื่องไว้ที่ตรงนี้คงเพราะประเมินว่าการแสดงออกเช่นนี้ดีกว่าที่จะให้ฝ่ายพรรครีพับลิกันนำเรื่องนี้ไปพูดโจมตีเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จบ และอาจขยายผลบั่นทอนเรื่องอื่นๆ เช่น ปธน.โอบามาพูดเท็จ ไม่น่าเชื่อถือ
            เป็นกลยุทธ์ต้านการหาเสียงแบบทำลายคะแนน (Negative Campaign) ของฝ่ายตรงข้าม
            หรืออยู่ในภาวะที่ความจริงผูกมัดจนดิ้นไม่หลุดแล้ว
            ฝ่ายที่สนับสนุนนายมิตต์ รอมนีย์อาจเห็นว่า แก้ตัวอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้นหรือยิ่งแก้ตัวก็ยิ่งแย่ และทำไมก่อนหน้านี้ปธน.โอบามาไม่แก้ไขความเข้าใจผิด หากไม่มีการสอบสวนจากกรรมาธิการรัฐสภา คนอเมริกันจะยังปักใจเชื่ออย่างผิดๆ ต่อไป ใช่หรือไม่
            มุมมองต่อการออกมายอมรับผิดของรมต.ฮิลลารี คลินตันจึงมีหลากหลายแบบ
            ถ้าวิเคราะห์แบบเชิงลึก ฝ่ายปธน.โอบามาอาจใช้กลยุทธ์นี้เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากผู้สนับสนุน เพราะหากวิเคราะห์ถึงที่สุด ผู้เป็นปธน.ย่อมต้องรับผิดชอบแน่นอน แต่ความรับผิดชอบไม่ถึงกับต้องลาออกจากตำแหน่ง (กฎหมายไม่ได้บัญญัติเช่นนั้นด้วย) หรือเป็นเหตุต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างที่พรรคคู่แข่งต้องการ ดังนั้น หากนายมิตต์ รอมนีย์นำเรื่องนี้มาโจมตีอย่างไม่จบไม่สิ้น ประชาชนที่ศรัทธาปธน.โอบามาอาจเห็นใจท่านมากขึ้น และเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามโจมตีทางการเมืองเกินขอบเขต

            ผมคาดเดาว่าเราอาจเห็นปธน.โอบามาเรียกคะแนนสงสารผ่านการอภิปรายระหว่างปธน.โอบามากับนายรอมนีย์ ในสัปดาห์นี้ ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เช่น กล่าวขอโทษ ยอมรับความผิดพลาดบางส่วน
          เป็นภาคต่อจากรมต. คลินตันที่ขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
            ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ปธน.โอบามาจะเสียคะแนนหรือได้คะแนนสงสาร เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป และเชื่อว่าทั้งสองพรรคจะปรับกลยุทธ์เพื่อให้ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ทั้งสองฝ่ายจะพยายามหาช่องเพื่อให้ตนได้คะแนนหรือตัดคะแนนอีกฝ่าย
            ประเด็นที่ควรจะทิ้งท้ายไว้ คือเรื่องนี้เป็นอีกกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า คำตอบของรัฐบาลสหรัฐฯ หรือสิ่งที่นำเสนอผ่านสื่ออาจไม่ตรงข้อเท็จจริง หากไม่อยู่ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งปธน. อาจไม่มีการขุดคุ้ยการเรียกร้องหาความจริงอย่างทันท่วงที ความจริงจึงถูกบิดเบือน หรือความจริงกลายเป็นเพียงอีกข่าวลือที่ลือๆ กันไป
--------------------

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 15 – 21 ตุลาคม 2012

โยนดุ้นฟืนใส่ความขัดแย้งระหว่างตุรกีกับซีเรีย
14 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
วันพุธที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อเครื่องบินรบของตุรกีบังคับให้เครื่องบินพลเรือนซีเรียที่บินจากรัสเซียไปซีเรียร่อนลงจอดที่ตุรกี แล้วเจ้าหน้าที่ตุรกีเข้าไปค้นเครื่องบินด้วยข้อกล่าวหาทำผิดระเบียบการบินที่ต้องแจ้งก่อนผ่านน่านฟ้าหากขนสินค้าต้องห้าม
ทางการตุรกีเชื่อว่าเครื่องบินลำดังกล่าวได้บรรทุกอุปกรณ์ทางทหารมาด้วย
ฝ่ายรัสเซียที่ถูกพาดพิงถึงว่าเป็นผู้จัดหาอาวุธให้กับฝ่ายรัฐบาลซีเรียออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวทันที
สำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์ของรัสเซียอ้างแหล่งข่าวจากหน่วยงานส่งออกอาวุธของรัสเซียว่า บนเครื่องบินโดยสารดังกล่าวปราศจากทั้งอาวุธหรือระบบ หรือชิ้นส่วนอุปกรณ์ใดๆ ที่เป็นอุปกรณ์ทางทหาร” (AFP)
ทางการซีเรียออกมาปฏิเสธเช่นกัน
การสกัดกั้นเครื่องบินพลเรือนที่ทำผิดระเบียบการบินนั้นเรื่องหนึ่ง แต่ที่เพิ่มความบาดหมางระหว่างสองประเทศยิ่งขึ้นเมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี นายอาเหม็ด ดาวูโตกรู กล่าวต่อเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เราตัดสินใจที่จะควบคุมการขนย้ายอาวุธไปให้กับรัฐบาลที่สังหารพลเรือนอย่างโหดร้าย เราไม่ยอมให้ขนย้ายสิ่งเหล่านี้ผ่านน่านฟ้าของเรา” (Al Jazeera)
            ล่าสุดกระทรวงต่างประเทศซีเรียประกาศห้ามไม่ให้เครื่องบินพลเรือนตุรกีบินเหนือน่านฟ้าซีเรีย ถือเป็นการตอบโต้ (Al Jazeera)

            ขณะนี้ทางการซีเรียเรียกร้องให้ตุรกีแสดงหลักฐาน
            ถ้าปรากฏว่าตุรกีเข้าใจผิด และขอโทษขอโพย เรื่องนี้จะเงียบไปเอง
            แต่ถ้าตุรกีแสดงหลักฐานว่ามีอาวุธ จะเหมือนเอาดุ้นฟืนโยนเข้ากองไฟทันที
            เพราะฝ่ายรัสเซียกับซีเรียอาจจะปฏิเสธ และกล่าวหากลับว่าตุรกีสร้างหลักฐานเท็จ
            ผู้ติดตามสถานการณ์โลกอาจอยู่ในภาวะที่ไม่รู้ว่าจะเชื่อฝ่ายไหนดี
            เมื่อผสมผสานกับความบาดหมางระหว่างประเทศที่มีอยู่ก่อน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอย ตุรกีกับพันธมิตรแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนอีกครั้งว่าต้องการโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด
            ทั้งหมดชี้ว่า ความขัดแย้งเรื่องซีเรียกำลังส่อเค้ายกระดับเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ชัดเจนรุนแรงขึ้น
            ถ้ามองภาพกว้างออกอีกนิด เอาอิหร่านที่สนับสนุนซีเรียเข้ามาเกี่ยวด้วย ความขัดแย้งนี้จะเป็นระดับภูมิภาคตะวันออกลาง
            และถ้าเอารัสเซียที่หนุนซีเรีย เข้ามาผูกกับสหรัฐฯ ที่หนุนตุรกี และน่าจะเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่ตุรกีเรื่องเครื่องบินขนอาวุธ จะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจทันที

            ในเบื้องต้น ผมเห็นว่าเฉพาะความขัดแย้งระดับซีเรียกับตุรกีก็ร้อนแรงพอแล้ว
            ประเด็นที่ต้องติดตามคือ หลักฐานที่ตุรกีจะต้องแสดงในไม่ช้านี้ และปฏิกิริยาที่ตามมา
          เรื่องนี้อาจเป็นแผนอันลึกล้ำอย่างยิ่ง
-------------------

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 ศึกษาอภิปรายรองปธน.กับผู้ท้าชิง ควรค่าสมราคา

12 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
            การบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกานั้นให้ความสำคัญกับบุคคลที่เป็นประธานาธิบดีมากจริงๆ เพราะยึดว่าปธน.คือหัวหน้าฝ่ายบริหาร เป็นหัวใจของประเทศในทุกนโยบาย รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ถือว่าเป็นเหมือนเลขาช่วยงานเท่านั้น
            ทำนองเดียวกับตำแหน่งรองประธานาธิบดีที่ยามปกติจะไม่มีบทบาทสำคัญ เพราะไม่มีอำนาจตัดสินใจตามกฎหมายอย่างเช่นปธน. ยกเว้นยามที่ประเทศอยู่ในภาวะไม่ปกติ จึงทำให้ผู้คนไม่ค่อยสนใจกับผู้ดำรงตำแหน่งนี้มากนัก
            เมื่อพูดเฉพาะเจาะจงเรื่องการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ตำแหน่งรองปธน.อยู่ในฐานะเป็นผู้ช่วยหาเสียง หรือเสริมบทบาทของตำแหน่งปธน.เป็นหลัก นโยบายที่หาเสียงย่อมขึ้นกับสิ่งที่ปธน.หรือผู้ท้าชิงตำแหน่งนี้ ทำให้หลายคนไม่เห็นความสำคัญของการอภิปรายระหว่างรองปธน.กับคู่แข่งขัน
            แต่การอภิปรายครั้งนี้แตกต่างออกไป ทั้งรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน กับนายพอล ไรอัน คู่แข่งพรรครีพับลิกัน ต่างทำหน้าที่ได้สมราคาหรือเกินว่าที่คาด แม้ทั้งคู่ต่างต้องพูดบนจุดยืนของปธน.บารัก โอบามากับนายมิตต์ รอมนีย์

การอภิปรายเปิดฉากด้วยประเด็นร้อน กรณีสถานกงสุลสหรัฐฯ เมืองเบงกาซีถูกเผาโจมตี เอกอัครราชทูตเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ นายพอล ไรอันยกความคืบหน้าล่าสุดที่เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศชี้แจงว่าเหตุไม่เกี่ยวข้องกับกรณีภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาที่ปธน.โอบามาอ้างว่าเป็นสาเหตุที่มา รองปธน.ไบเดนโต้กลับว่าพรรครีพับลิกันมีนโยบายตัดลดงบประมาณความมั่นคงของทูตลง 300 ล้านดอลลาร์
สังเกตว่าทั้งคู่ทำการบ้าน เตรียมคำตอบคำแก้มาก่อนแล้ว
ประเด็นถัดมาคือโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน นายไรอันโจมตีว่าปธน.โอบามาไม่ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านอย่างรุนแรงที่สุด เป็นการตอกย้ำแนวทางหาเสียงว่าปธน.โอบามาเป็นผู้นำที่อ่อนแอ และยอมผ่อนผันให้บางประเทศร่วมไม่ใช้มาตรการอย่างเต็มที่ ด้านรองปธน.ไบเดนโต้กลับว่า ขณะนี้เป็นช่วงที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านมากที่สุดทั้งแต่ที่เกิดเรื่อง
แต่ทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายสุดท้ายเหมือนกันคือ ไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งคู่ต้องการป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม ต่างเพียงวิธีปฏิบัติกับการให้น้ำหนักเท่านั้น
จากนั้นขยับมาเรื่องเศรษฐกิจ รองปธน.ไบเดนโจมตีเรื่องที่นายมิตต์ รอมนีย์กล่าวว่าคนอเมริกันร้อยละ 47 ไม่เสียภาษีแก่รัฐบาลกลาง [ภาษีเงินได้] ว่าเป็นผู้ที่ขาดความรับผิดชอบต่อประเทศ รองปธน.ไบเดนบอกว่าคนเหล่านี้คือคนอายุรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่เคยเสียภาษีตลอดชีวิตทำงาน นายไรอันพยายามแก้เรื่องนี้โดยพูดว่านายรอมนีย์เคยมอบรายได้ร้อยละ 30 ให้กับการกุศล “มิตต์ รอมนีย์เป็นคนดี เขาห่วงใยคนอเมริกันทุกคน” (WSJ)
นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าจุดที่นายไรอันพลาดคือการพูดว่า “ผมคิดว่ารองปธน.รู้ว่าบางครั้งคำพูดไม่ได้ออกจากปากของเราอย่างถูกต้อง” พูดง่ายๆ ก็คือปากกับใจไม่ตรงกัน รองปธน.ไบเดนจึงฉวยโอกาสสวนกลับว่า “แต่ผมมักจะคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น” (WSJ/AP)
กลายเป็นว่าฝ่ายหนึ่งปากกับใจตรงกัน ส่วนอีกฝ่ายปากกับใจไม่ตรงกัน
การอภิปรายได้ถกอีกหลายประเด็น ประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น ประเด็นการทำแท้ง
เหตุที่น่าสนใจคือทั้งคู่ต่างเป็นคาทอลิก แต่มีมุมมองต่อการทำแท้งต่างกัน
นายไรอันจากพรรครีพับลิกันมีนโยบายไม่สนับสนุนการทำแท้ง หรือที่เรียกว่า ‘pro-life’ ด้วยเหตุจากความเชื่อทางศาสนาว่าเป็นคาทอลิก แต่เสริมว่าเป็นเรื่องของเหตุผล (reason) กับวิทยาศาสตร์ด้วย (science) และพูดจุดยืนชัดเจนว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่อเกิดการปฏิสนธิ [สเปิร์มกับไข่ผสมกัน] จึงมีนโยบายต่อต้านการทำแท้ง ยกเว้นกรณีถูกข่มขืน การล่วงประเวณีกับคนที่มีเชื้อสายใกล้ชิดมาก [เช่นพ่อกับลูก] หรือเสี่ยงต่อชีวิตของหญิงตั้งครรภ์
รองปธน.ไบเดน ตอบว่าตนเคารพจุดยืนของโบสถ์คาทอลิกและมีจุดยืนว่าชีวิตเริ่มต้นเมื่อเกิดการปฏิสนธิ แต่ที่สุดแล้วเป็นการตัดสินใจระหว่างหญิงมีครรภ์กับแพทย์ นายไรอันจึงโจมตีว่าไม่ยึดมั่นในหลักศาสนา
            ผมเชื่อว่านายไรอันเดาทางคำตอบของรองปธน.ไบเดนไว้ก่อนแล้ว
ในตอนท้ายของการอภิปรายทั้งคู่พูดสรุปเหมือนคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี นายพอลไร อัน พยายามโจมตีปธน.โอบามาว่าล้มเหลวในการทำตามสัญญาที่หาเสียงเมื่อ 4 ปีก่อนหลายเรื่อง เช่นเรื่องคนว่างงาน เศรษฐกิจตกต่ำ ชาวอเมริกันต้องพึ่งพารัฐบาลกลางมากขึ้น ส่วนรองปธน.โจ ไบเดน แก้ว่าปธน.โอบามาเข้ามารับตำแหน่งในสภาพที่ประเทศกำลังแย่ เพื่อชี้ว่าปธน.โอบามาได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว และเท่ากลับโทษว่ารัฐบาลที่แล้วซึ่งหมายถึงคู่แข่งจากพรรครีพับลิกันเป็นผู้ทำให้ประเทศเสียหาย
โดยภาพรวมรองปธน.ไบเดนพูดรายละเอียดในแต่ละนโยบายอย่างมั่นใจ อย่างใจเย็น สลับกับการโต้กลับอย่างรุนแรง
ส่วนนายไรอัน พูดได้ชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีอาการประหม่าแม้แต่เล็กน้อย
ต่างฝ่ายต่างหยิบยกจุดที่อีกฝ่ายจะเสียคะแนนขึ้นมาพูด และต่างฝ่ายได้เตรียมคำตอบแก้ไว้ก่อนแล้ว
เป็นยุทธศาสตร์มุ่งทำลายคะแนนของอีกฝ่าย มากกว่ามุ่งสร้างคะแนนของตน ทั้งคู่เลือกใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกับโอกาสเช่นนี้
ในแง่หนึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ชาวอเมริกันคาดเดาอยู่ก่อนแล้ว ในอีกแง่ถือว่าต่างได้พูดในเรื่องที่คนอเมริกัน พวกกองเชียร์อยากให้พูด
ข้อสำคัญคือ ทั้งสองพรรคได้แสดงนโยบายแต่ละเรื่องอย่างชัดเจน เป็นสัญญาประชาคมที่พลเมืองชาวอเมริกันรู้และเข้าใจ ตัดสินใจลงคะแนนอย่างรู้ผลดีผลเสีย ข้อดีข้อด้อยของแต่ละฝ่าย จะคาดหวังและตรวจสอบการทำงานของประธานาธิบดีคนต่อไป

(อ่านถ้อยคำอภิปรายฉบับเต็มและดูวีดีโอได้ที่ http://www.washingtonpost.com/politics/decision2012/2012-vice-presidential-debate-vice-president-biden-and-rep-paul-ryans-remarks-in-danville-ky-on-oct11-running-transcript/2012/10/11/a5167f1e-13cd-11e2-ba83-a7a396e6b2a7_story.html)
-------------------------------

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Fiscal Cliff การตัดสินใจครั้งสำคัญของสหรัฐฯ

10 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
            หนึ่งในเรื่องสำคัญที่สังคมอเมริกันกำลังให้ความสนใจคือเรื่องการปรับขึ้นภาษีพร้อมกับลดรายจ่าย ที่เรียกว่า ‘Fiscal Cliff’
            Fiscal Cliff เป็นมรดกทางเศรษฐกิจทางการเมืองจากรัฐบาลอเมริกันชุดก่อนๆ ประกอบด้วยมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หลายอย่าง เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้ทั่วไปสำหรับคู่สมรส มาตรการยกเลิกภาษีมรดก และมาตรการผ่อนปรนภาษีร้อยละ 2 จากรายได้ของผู้ที่มีเงินเดือนประจำ มาตรการเหล่านี้จะหมดอายุในวันที่ 2 มกราคมปีหน้า เป็นช่วงเวลาเดียวกับเริ่มมาตรการปรับลดงบประมาณจำนวน 100 พันล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อยับยั้งการก่อหนี้ภาครัฐที่กำลังจะเกินเพดานหนี้ที่ 16.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปลายปีนี้ (หรือต้นปีหน้า)
            การยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีพร้อมกับตัดลดงบประมาณภาครัฐ เป็นการเสริมแรงกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างรุนแรง มีการคาดการณ์จากหลายแหล่ง เช่น
สำนักงบประมาณรัฐสภา (CBO) ประมาณการเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่า ถ้าสหรัฐฯ เผชิญกับปัญหา Fiscal Cliff จะส่งผลให้ GDP ช่วงครึ่งปีแรก 2013 หดตัวร้อยละ 2.9 และกลับมาขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลังราว 1.9 ผลคือ GDP ทั้งปีจะหดตัวร้อยละ 0.5 ขณะที่อัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 9 (Bloomberg กับ CNBC)
ด้านนายชัด สโตน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Center on Budget and Policy Priorities วิเคราะห์ว่า ในช่วงแรกผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจจะมีน้อย แต่จะค่อยๆ สะสมจนเกิดผลกระทบรุนแรงมหาศาลเมื่อคิดรวมทั้งปี สำนักงบประมาณรัฐสภาคาดว่าการขาดดุลงบประมาณปี 2012-2013 จะลดลงกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ จะมีสภาพเหมือนกับเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย คนอเมริกันเกือบทุกคนจะต้องจ่ายภาษีเพิ่ม
            งานวิจัยหนึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดผู้ว่างงานเพิ่มอีก 2.14 ล้านคน
            คงไม่มีประธานาธิบดีคนใหม่ท่านใดอยากเผชิญหน้าปัญหานี้
ข่าวดีคือ มีข่าวว่า ส.ว.ทั้งพรรครีพับลิกันกับเดโมแครตกำลังหาทางออกร่วมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา Fiscal Cliff แม้ว่าวุฒิสมาชิกทั้งสองพรรคยังมีความเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจนต่อรายละเอียดการแก้ปัญหา ในขณะที่ส.ส.พรรครีพับลิกันยังต่อต้านการแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มภาษี (The New York Times/CNBC)
            ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ เบน เบอร์นันเก้ ถึงกับกล่าวว่าหากรัฐสภาสามารถแก้ปัญหานี้ “จะเป็นวิธีการที่เกื้อหนุนเศรษฐกิจในขณะนี้ได้ดีที่สุด” (The New York Times)
            ในแง่หนึ่ง ประเด็นจึงอยู่ที่ผู้แทนรัฐสภาของสองพรรคใหญ่จะตัดสินแก้ปัญหาอย่างไร

เมื่อพิจารณานโยบายหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อเรื่องนี้ ประธานาธิบดีบารัก โอบามาต้องการหาข้อตกลงเพื่อเลี่ยงปัญหา โดยคุยรายละเอียดหลังเลือกตั้ง ปธน.โอบามาเสนอแนวทางเพิ่มภาษีกับคนมีฐานะ และแก้ไขอัตราภาษีที่รัฐบาลจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชวางไว้
ส่วนนายมิตต์ รอมนีย์ ต้องการยกเลิกกฎระเบียบข้าราชการที่จุกจิก ลดจำนวนพนักงานลูกจ้างของรัฐบาลกลาง
            ในทางทฤษฏีทั้งสองทางคือแนววิธีแก้ปัญหา แต่ต่างวิธีปฏิบัติเท่านั้น คนหนึ่งเน้นการเพิ่มรายได้ อีกคนเน้นลดรายจ่าย
            การเลือกตั้งปธน.จะเป็นตัวชี้ขาด
            ผมเชื่อว่า สังคมอเมริกันจะถกเถียงกันวุ่นวายอย่างไร ที่สุดจะมีทางออกในเวลาที่เหมาะสมเอง แต่กว่าจะถึงวันนั้นคงต้องถกกันอีกหลายยกหลายเวที
            ข้อเสนอแนะที่ควรเอามาประกอบคือข้อเสนอแนะจาก IMF ในรายงาน World Economic Outlook (WEO) ฉบับล่าสุดเดือนตุลาคม ที่เสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มเพดานกู้ยืม [รายงาน WEO ดาวโหลดได้ที่ http://www.imf.org/external/pubs/ft/weo/2012/02/index.htm]
            ไม่ว่าใครจะชนะเลือกตั้ง วิธีการของ IMF ปรับเข้าได้กับทั้งสองฝ่าย และนำเสนออย่างทันเวลาก่อนการเลือกตั้ง ก่อนต้นปีหน้า
            ที่สุดแล้ว ปธน.คนใหม่กับรัฐสภาจะมีทางออกแน่นอน อย่างน้อยให้ปัญหาก้อนโตเลื่อนออกไปอีกสักพักใหญ่ๆ และดูเหมือนว่า IMF จะเห็นด้วยกับแนวทางนี้
            ถ้าจะพูดว่า ชี้โพรงให้กระรอก ก็อาจจะเกินไป
--------------

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 8 – 14 ตุลาคม 2012

แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ นโยบายว่าที่ประธานาธิบดีอิหร่านสมัยหน้า
7 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
ชาติตะวันตกกำลังจับตาสถานการณ์ภายในประเทศอิหร่าน หลังจากมีข่าวคนงานราว 1 หมื่นคนประท้วงเหตุเงินเฟ้อพุ่งสูง (WSJ)
ค่าเงินริอัล (Rial) ของอิหร่านลดค่าลงเรื่อยๆ ภายหลังเมื่อประธานาธิบดีบารัก โอบามาลงนามกฎหมายคว่ำบาตรอิหร่านฉบับใหม่เมื่อวันสิ้นปี 2011 กฎหมายดังกล่าวทำให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงราวครึ่งหนึ่ง กระทบต่อแหล่งที่มาของรายได้หลักของประเทศ (ปกติรายได้ร้อยละของอิหร่าน 60 มาจากการส่งออกน้ำมันดิบ)
ค่าเงินริอัลที่อ่อนตัวมากทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูง กระทบต่อราคาสินค้าภายในประเทศอิหร่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ราคาสินค้าที่เป็นอาหารหลักหลายอย่างเพิ่มสูงขึ้นมาก
จึงเป็นเหตุเกิดกระแสข่าวว่าประธานาธิบดีมะห์มูด อะห์มะดีเนจาด ไม่ค่อยเป็นที่นิยมของประชาชน ชาวอิหร่านบางส่วนวิจารณ์ตำหนิว่าเป็นเพราะอิหร่านถูกต่างชาติโดดเดี่ยวจากนโยบายต่างประเทศของท่าน
            ปัญหาเศรษฐกิจภายในอาจส่งผลรุนแรงต่อการเลือกตั้งปธน.อิหร่านในกลางเดือนมิถุนายนปีหน้า อาจได้ปธน.คนใหม่ที่เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ
            หากปธน.อิหร่านคนใหม่สามารถแก้อุปสรรคทางเทคนิคต่างๆ เพื่อให้ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) สามารถเข้าตรวจสอบโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่านและสรุปว่าอิหร่านพัฒนานิวเคลียร์เพื่อสันติจริงๆ ดังที่อิหร่านอ้างมาตลอดว่าพัฒนาเพื่อการสันติเท่านั้น และกล่าวย้ำอีกครั้งจากผู้นำสูงสุดอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมนี ในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) ครั้งที่ 16 เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า “ประเทศอิหร่านไม่ต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง” (Xinhua)

สหรัฐฯ กับพันธมิตรคงไม่มีเหตุอ้างที่จะคว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่านอีกต่อไป
ส่วนเรื่องจุดยืนของอิหร่านต่ออิสราเอล อย่างที่ประธานาธิบดีมะห์มูด อะห์มะดีเนจาด ประกาศว่า จะลบอิสราเอลออกจากแผนที่ยังถือเป็นประเด็นรอง
            นับจากนี้อีกราว 8 เดือนก่อนถึงวันเลือกตั้งปธน. น่าติดตามว่าสภาพเศรษฐกิจภายในอิหร่านจะพัฒนาไปอย่างไร ส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศของว่าที่ปธน.คนใหม่อย่างไร
            เป็นโอกาสอันดีหากประเทศอิหร่านจะปรับเปลี่ยนนโยบายในทิศทางที่จะผ่อนคลายความตึงเครียดกับอีกหลายประเทศ
-------------------

วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 อภิปรายรอบแรกรอมนีย์ถล่มโอบามา

4 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
และแล้วการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012 ก็มาถึงเดือนสุดท้าย พร้อมกับการอภิปรายแบบตัวต่อตัวระหว่างประธานาธิบดีบารัก โอบามาตัวแทนจากพรรคเดโมแครต กับนายมิตต์ รอมนีย์ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน
ถ้าพูดจากมุมของนายรอมนีย์ที่ผลโพลล์จากหลายสำนักชี้ว่ามีคะแนนเป็นฝ่ายตาม การอภิปรายจึงเป็นโอกาสของเขาที่จะดึงคะแนนมาเป็นฝ่ายนำ
            ในขณะที่ปธน.โอบามายังไม่ได้นำแบบชนะขาด ทั้งสองคนจึงยังมีโอกาสด้วยกันทั้งคู่ ไม่แปลกใจถ้าจะคิดว่าทั้งสองฝ่ายทำการบ้านมาอย่างดี
            นายรอมนีย์เปิดฉากด้วยการฉายภาพเศรษฐกิจอเมริกาที่ตกต่ำ คุณภาพชีวิตคนอเมริกันที่ย่ำแย่กว่าเดิม ราคาอาหาร น้ำมันแพงขึ้น ฯลฯ ตอกย้ำผลงาน 4 ปีของปธน.โอบามาที่ยังมีคนอเมริกันตกงาน 23 ล้านคน ต้องการชี้ว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศควรได้ประธานาธิบดีคนใหม่
นายรอมนีย์พยายามโจมตีนโยบายของปธน.โอบามาที่เน้นให้รัฐบาลกลางเข้าไปกำกับดูแลเรื่องต่างๆ ทั้งการศึกษาของเยาวชน การให้อบรมแก่คนว่างงาน ระบบประกันสุขภาพ ในขณะที่ปธน.โอบามาอธิบายรายละเอียดนโยบายแต่ละเรื่องว่าจะส่งผลดีอย่างไร
ผมเชื่อว่าปธน.โอบามาใช้ยุทธศาสตร์ว่าตนมีคะแนนนำ จึงพยามยามพูดปกป้องนโยบาย เป็นฝ่ายตั้งรับ
            ในภาพรวม หัวข้อการอภิปรายรอบนี้เน้นประเด็นปัญหาภายในประเทศอย่างชัดเจน นายรอมนีย์แตะเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางเล็กน้อยในช่วงท้ายเพื่อตอกย้ำว่าอเมริกาต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง
ตลอดการอภิปรายนายรอมนีย์พูดด้วยสีหน้าที่แช่มชื่นกว่า พูดอย่างใจเย็น ชัดถ้อยชัดคำ พยายามจ้องหน้าโอบามาขณะพูดเสมอ ในขณะที่ปธน.โอบามาแม้เตรียมมุขตลกมาเหมือนกัน แต่เกิดอาการเคร่งเครียดหลายรอบ ภาพที่ปรากฎจึงไม่ค่อยตรงกับข้อแนะนำของสุภาพสตรีหมายเลข 1 ที่ให้สัมภาษณ์กับ CNN ก่อนอภิปรายว่า “เขาเป็นนักอภิปรายที่เก่งกาจ ดังนั้น ดิฉันจึงบอกเขาให้พูดด้วยความสนุกสนาน ผ่อนคลาย เป็นตัวของตัวเอง เพราะความจริงคือถ้าเขาคือบารัก โอบามา ประเทศนี้รู้จักและไว้ใจ รู้ว่าเขาทำได้ดีเยี่ยม” (WSJ)
            หลายคนเห็นว่านายรอมนีย์เป็นฝ่ายรุกได้ดีกว่า การอภิปรายรอบแรกนี้จึงกลายเป็นโอกาสของนายรอมนีย์ คาดว่าน่าจะได้คะแนนมากขึ้นไม่มากก็น้อยจากคนที่ชอบพรรครีพับลิกันแต่ยังลังเลใจที่จะไปลงคะแนนให้นายรอมนีย์ และจากคนบางส่วนที่ไม่ฝักฝ่ายพรรคใดพรรคหนึ่ง
            หลังการอภิปราย โพลล์ของ CNN ชี้ว่าร้อยละ 67 ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเชื่อว่านายรอมนีย์เป็นผู้ชนะในการอภิปรายครั้งนี้ เทียบกับร้อยละ 25 ที่เลือกปธน.โอบามา
            ส่วนโพลล์ของ CBS News สรุปว่าร้อยละ 63 เห็นว่านายรอมนีย์ให้ความใส่ใจกับความต้องการของพวกเขา เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้าอภิปรายซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 30 (The Ticket)

            ในขณะที่นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าปธน.โอบามาไม่หยิบยกบางประเด็นที่บั่นทอนคะแนนเสียงของนายรอมนีย์ เป็นไปได้ว่าปธน.โอบามาอาจเก็บกระสุนพวกนี้ไว้ใช้ในรอบต่อไป (The New York Time)
            การอภิปรายรอบนี้เป็นรอบแรก คาดว่าส่วนหนึ่งเป็นการหยั่งเชิงอีกฝ่ายว่าจะหยิบยกประเด็นใด พูดอย่างไร เพื่อแก้หรือตอบโต้ในรอบต่อไป
          สำคัญที่ผลโพลล์หลังการอภิปราย ที่ต่างฝ่ายจะดูปฏิกริยาตอบสนองจากประชาชน และมลรัฐที่ตนมุ่งหวังจะกวาดคะแนน เพื่อปรับกลยุทธ์การอภิปรายในรอบต่อไป
            ยังมีโอกาสที่แต่ละคนจะเป็นฝ่ายรุกฝ่ายรับอีก 3 รอบ
-------------------------------

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เกาหลีเหนือที่เปลี่ยนแปลงและคงเดิม

2 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
            รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศนายปั๊ก เคียวยัน เป็นตัวแทนประเทศเกาหลีเหนือกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ใจความหลักกล่าวถึงความสัมพันธ์อันตึงเครียดกับเกาหลีใต้และสหรัฐฯ และทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่จะติดต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น
สุนทรพจน์กล่าวถึงความสัมพันธ์กับประเทศเกาหลีใต้ที่ยังอยู่ในภาวะย่ำแย่ กล่าวโทษรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี นายอี มยอง-บัก เกาหลีใต้ทำให้ข้อตกลงระหว่างสองประเทศเป็นหมัน แผนการรวมชาติ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก
ประเด็นต่อมาคือกล่าวโจมตีสหรัฐฯ ที่ยังดำเนินนโยบายเป็นปรปักษ์กับเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการเผชิญหน้าในคาบสมุทรเกาหลีและมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นจุดล่อแหลมต่อการเกิดสงครามนิวเคลียร์
พร้อมกับย้ำว่าเกาหลีเหนือมีขีดความสามารถด้านอาวุธพร้อมปกป้องอธิปไตยของตน
ทางด้านเศรษฐกิจ เกาหลีเหนือกำลังพัฒนาระบบเศรษฐกิจในรูปแบบที่จะติดต่อเชื่อมโยงกับต่างประเทศมากขึ้นโดยคงความเป็นชาติคอมมิวนิสต์ เป็นแนวทางที่ผู้นำประเทศคนใหม่นายคิม จ็อง-อึนประกาศไว้
นายปั๊ก เคียวยัน กล่าวว่าเกาหลีเหนือ “จะสนับสนุนหลักการของ G77 กับจีน เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแบบใหม่บนพื้นฐานของความยุติธรรม ความเท่าเทียมและไม่เลือกที่รักมักที่ชัง” (Yonhap)
            โดยรวมแล้ว แนวทางของรัฐบาลเกาหลีเหนือยังคงต่อเนื่องจากแนวทางของผู้นำยุคก่อน ภัยคุกคามของชาติคือภัยคุกคามเดิมที่ดำเนินมาตั้งแต่สงครามเกาหลีเมื่อทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา
ในมุมมองของเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ภัยคุกคามที่น่ากังวลคือโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ที่ทางเกาหลีเหนือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมานานแล้ว ดังนั้น จะถ้าดูว่าเกาหลีเหนือจะจริงจังกับการเป็นปฏิปักษ์กับเกาหลีใต้และสหรัฐฯ หรือไม่ สามารถดูได้จากความคืบหน้าโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์

ส่วนนโยบายเศรษฐกิจที่หวังจะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้นนั้น ผู้นำเกาหลีเหนือคงดูจีนเป็นแบบอย่าง
การแต่งกายของสุภาพสตรีหมายเลข 1 ริ โซลจู (Ri Sol-ju) ที่ดูทันสมัยต่างจากการแต่งกายทั่วไปอาจสะท้อนความคิดของท่านผู้นำ
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะรวดเร็วเพียงใดคงต้องติดตามต่อไป
รวมความแล้ว แนวทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง แต่หลักความมั่นคงยังพูดทำนองเดิม
สะท้อนว่าความสัมพันธ์กับประเทศปรปักษ์ในระยะเวลาอันใกล้ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง และที่แน่นอนกว่าคือระบอบการเมืองภายในคงเดิม เปลี่ยนแปลงเพียงตัวบุคคล
-----------------