วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลก 2016

25 มิถุนายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7534 วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2560)

Global Trends: Forced displacement in 2016 เป็นรายงานผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลกของข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UN High Commissioner for Refugees: UNHCR)  ฉบับล่าสุดยึดข้อมูลจนถึงสิ้นปี 2016 มีผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั้งสิ้น 65.6 ล้านคน
ผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานประกอบด้วยหลายประเภท เช่น ผู้ลี้ภัย (refugee) คนพลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced People: IDPs) ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย (asylum seekers) คนไร้รัฐ

            ปี 2016 ซีเรียยังครองแชมป์ประเทศที่มีผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานมากที่สุดถึง 12 ล้านคน (เป็นสถิติที่นับรวมตั้งแต่ซีเรียมีผู้พลัดถิ่น) แยกเป็นผู้ลี้ภัย 5.5 ล้านคน IDPs 6.3 ล้านคน และผู้แสวงหาที่ลี้ภัย 185,000 คน รองมาคือโคลัมเบีย มีผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นทั้งสิ้น 7.7 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็น IDPs อัฟกานิสถานตามมาเป็นลำดับ 3 มีผู้ถูกบังคับทั้งสิ้น 4.7 ล้านคน
            ถ้าคิดเป็นสัดส่วนต่อประชากรทั้งหมด ซีเรียยังอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่สุด ร้อยละ 65 ถูกบังคับให้พลัดถิ่น นับจากเกิดอาหรับสปริงชาวซีเรียราว 1 ใน 3 เท่านั้นที่ยังสามารถอยู่ถิ่นฐานเดิม

           เฉพาะปี 2016 มีผู้พลัดถิ่นใหม่ถึง 10.3 ล้านคน ต้นเหตุมักมาจากความขัดแย้งกับการกดขี่ข่มเหง ในจำนวนนี้ 6.9 ล้านเป็นพวกคนพลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced People: IDPs) ที่เหลือเป็นผู้ลี้ภัย (refugee) กับผู้ขอลี้ภัย (asylum)
            นับจากปี 2012 เป็นต้นมาจำนวนผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานเพิ่มสูงขึ้นมากจากซีเรีย รองมาคืออิรักกับเยเมน และบางส่วนในแอฟริกา กลายเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลเรื่อยมา

สิ้นปี 2016 ทั่วโลกมีผู้ลี้ภัย (refugee) 22.4 ล้าน เป็นผู้ลี้ภัยใหม่ 2.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นสุทธิ 1.1 ล้านหรือราวร้อยละ 7 เฉพาะซีเรียมีผู้ลี้ภัยใหม่ถึง 824,000 คน เป็นประเทศที่มีผู้ลี้ภัยมากที่สุด
ตัวเลขผู้ลี้ภัยใหม่ 8 แสนคนชี้ว่าความขัดแย้งซีเรียยังรุนแรง ชาวบ้านยังคงพยายามหาทางหนีออกจากประเทศ แม้ความขัดแย้งเกิดขึ้นมาแล้วหลายปี ส่วนใหญ่หนีไปทางตุรกีเพื่อเข้ายุโรปตะวันตก ปัจจุบันตุรกีรองรับผู้ลี้ภัย 2.9 ล้านคน (ปี 2015 อยู่ที่ 2.5 ล้าน) ยุโรป 2.3 ล้านคน
สถานการณ์ผู้ลี้ภัยในอัฟกานิสถานดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว จำนวนผู้ลี้ภัยลดเหลือ 2.5 ล้านคนจากปีก่อนที่ 2.7 ล้านคน ส่วนใหญ่คือพวกที่เดินทางกลับจากปากีสถาน อย่างไรก็ตามปากีสถานยังรองรับผู้ลี้ภัยอัฟกันอีก 1.4 ล้านคน รองมาคืออิหร่าน 0.95 ล้านคน และอีกจำนวนหนึ่งกระจายลี้ภัยในยุโรป

            ผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานไม่ได้หมายความว่าต้องออกนอกประเทศเท่านั้น หลายคนยังอยู่ในประเทศ คือหนีจากบ้านตัวเองไปอยู่อีกจังหวัด เป็นคนพลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs)
            UNHCR ประเมินว่าปี 2016 มี IDPs ทั้งหมด 40.3 ล้านคน เทียบกับ 40.8 ล้านคนเมื่อปีก่อน ข้อมูลรายละเอียดชี้ว่าเฉพาะปี 2016 มี IDPs ใหม่ 5.5 ล้านคน ต้นเหตุจากความขัดแย้ง ความรุนแรงในประเทศ สูงกว่าปีก่อน 1.3 ล้านคน ส่วนใหญ่มาจากซูดานใต้ 865,000 คน ลิเบีย 630,000 คน อัฟกานิสถาน 623,200 คน อิรัก 598,000 คน เยเมน 467,100 คน
ถ้าดูจำนวนรวมจะเห็นว่า IDPs ทรงตัวอยู่ที่ 40 ล้านคน แต่ความจริงแล้วเป็นคนพลัดถิ่นภายในประเทศใหม่ถึง 5.5 ล้านคน เหตุที่ตัวเลขทรงตัวเพราะส่วนหนึ่งกลับภูมิลำเนา อีกส่วนข้ามไปเป็นผู้อพยพลี้ภัยต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าหลายประเทศยังมีปัญหาที่ผลักดันชาวบ้านออกจากพื้นที่ ลิเบียกับอัฟกานิสถานที่แม้ความขัดแย้งดำเนินมาแล้วหลายปียังคงดำเนินต่อไป

            UNHCR ประเมินว่าปี 2016 มีผู้แสวงหาที่ลี้ภัย (asylum seekers) ทั้งหมด 2.8 ล้านคน คนเหล่านี้ยื่นความจำนงต้องการออกจากประเทศของตนถาวร ส่วนใหญ่เป็นชาวซีเรีย 266,300 คน รองมาคือชาวอัฟกัน 127,000 คน อิรัก 96,100 คน รวม 3 ประเทศคิดเป็นร้อยละ 68 ของผู้แสวงหาที่ลี้ภัยทั้งหมด

ผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานอีกประเภทที่ควรเอ่ยถึงคือ คนไร้รัฐ (stateless person/statelessness) เป็นคนที่รัฐบาลไม่ถือว่าเป็นพลเมือง ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย พวกเขาไม่สามารถไปเรียนหนังสือ พบแพทย์เมื่อเจ็บป่วย ไม่สามารถหางานทำ ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคาร ซื้อบ้าน หรือแม้กระทั่งอาจไม่สามารถแต่งงาน ใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก เป็นคนชายขอบของสังคม ตัวอย่างที่คนไทยรู้จักดีคือพวกโรฮีนจา (Rohingya)
ที่เป็นปัญหาร้ายแรงเพราะเป็นเรื่องที่คนมองไม่เห็น ไม่มีใครรู้จริง
สิ้นปี 2016 ประเมินว่าประชากรทั่วโลกราว 10 ล้านคนเป็นคนไร้รัฐ หรือเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนไร้รัฐ ในขณะที่ข้อมูลที่เก็บได้จริงมีเพียง 3.2 ล้านคนใน 75 ประเทศ (หรือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น)

            อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ผู้ลี้ภัยในโลกราวกึ่งหนึ่งเป็นเด็ก ซ้ำร้ายกว่านั้นคือหลายคนไม่ได้เป็นผู้ลี้ภัยที่มากับพ่อแม่ ญาติสนิท เด็กๆ เหล่านี้จึงเหมือนลูกกำพร้า หนีภัยตามลำพัง ทั้งนี้เนื่องจากระหว่างทางถูกพรากจากบิดามารดา หรือผู้ปกครองเสียชีวิตแล้ว
            เด็กเหล่านี้ต้องรับความดูแลเป็นพิเศษ จะช่วยได้มากหากมีข้อมูลเด็กกับครอบครัว แต่ข้อมูลเหล่านี้มักหายาก กระจัดกระจาย แม้กระทั่งข้อมูลเด็กที่กำลังอยู่ในศูนย์ลี้ภัย บางประเทศเท่านั้นที่เก็บและเผยแพร่ข้อมูล ข้อมูลที่ศูนย์ลี้ภัยมักไม่แบ่งแยกว่าเป็นเด็กที่ไร้ผู้ปกครองหรือไม่
            จากข้อมูลที่มีอยู่พบว่าปัจจุบันมีเด็กอพยพไร้ผู้ปกครองถึง 75,000 คน ข้อมูลนี้มาจากใบแจ้งความจำนงขอเป็นผู้แสวงหาที่ลี้ภัย (asylum seekers) ส่วนใหญ่มาจากอัฟกานิสถาน 27,600 ซีเรีย 12,000 คน และอิรัก 4,800 คน เด็กเหล่านี้เสี่ยงที่จะถูกรังแก หลอกใช้ประโยชน์

ข่าวดี :
            ในด้านข่าวดี ปี 2016 ประชาชน 500,000 คนสามารถกลับคืนถิ่นฐาน ส่วนใหญ่ที่อัฟกานิสถาน โซมาเลียและซูดาน เป็นตัวเลขที่สูงกว่าปีที่แล้ว (อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นในปี 2016 เพิ่มสูงกว่าปีก่อนมาก และตัวเลขคนกลับถิ่นคิดเป็นเพียงร้อยละ 3 ของจำนวนผู้ถูกบังคับทั้งหมด) ทั้งนี้มักเป็นเพราะพวกเขาหนีภัยสงคราม ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นชั่วคราว เมื่อสถานการณ์สงบจึงสามารถกลับบ้านได้
            ผู้อพยพลี้ภัยจำนวนมากปรารถนาไปอยู่ประเทศที่ 3 อย่างถาวร ได้รับสิทธิทางกฎหมายจากประเทศที่ 3 อันหมายถึงได้รับสิทธิต่างๆ ตามกฎหมายกำหนด ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หลายประเทศเปิดรับผู้อพยพเพื่อย้ายถิ่นถาวร แต่ผู้ได้รับโอกาสนี้ในปี 2016 มีเพียง 189,300 คนเท่านั้น (เพิ่มจากปีก่อนที่รับเพียง 107,100 คน) ผู้อพยพลี้ภัยส่วนใหญ่จึงยังคงอยู่ในศูนย์ผู้อพยพ ต้องชื่นชมสหรัฐประเทศที่รับผู้อพยพเพื่อย้ายถิ่นถาวรมากที่สุดถึง 96,900 คน รองมาคือแคนาดารับ 46,000 คน ออสเตรเลีย 27,600 คน
            ชาวซีเรียคือผู้ได้รับโอกาสนี้มากที่สุด รองมาคือคองโก อิรัก (อนึ่งสหรัฐรับผู้อพยพในแถบลาตินอเมริกาเป็นส่วนใหญ่)
ผู้อพยพลี้ภัยแต่ละปีได้รับสิทธิ์ลี้ภัยต่างแดนถาวรเป็นแสนคน แต่ไม่อาจเทียบกับจำนวนที่เพิ่มขึ้นและรวมกับของเดิมที่สะสมนับสิบล้าน ไม่ง่ายที่จะหาที่อาศัยถาวรในประเทศที่ 3 แก่คนนับสิบล้าน ข่าวดีคือส่วนใหญ่ได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้น และอาจคาดหวังได้เพียงเท่านี้ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

วิเคราะห์องค์รวม :
            การจะสรุปอะไรง่ายๆ ว่าประเทศใดรับผู้อพยพมากน้อยอาจเป็นผลเสียมากกว่า เช่น สังคมโลกประณามประเทศ ก. ที่ประกาศว่าจะรับผู้ลี้ภัยเพียง 1 หมื่นคน ชื่นชมประเทศ ข. ที่ประกาศว่าจะรับ 1 แสนคน แต่หากพิจารณารายละเอียด ประเทศ ก. มีประชากรเพียง 1 แสนคนแต่ยอมรับผู้ลี้ภัยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่ประกาศ ข. มีประชากรกว่า 100 ล้าน การรับ 1 แสนคนเท่ากับร้อยละ 0.1 ของประชากรเท่านั้น
            แต่ยังมีรายละเอียดมากกว่านั้น ประเทศ ก. ร่ำรวยมาก อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล กำลังขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือ การรับผู้ลี้ภัย 1 แสนคนตอบสนองนโยบายพัฒนาประเทศพอดี ในขณะที่ประเทศ ข. มีปัญหาคนว่างงานสูง เศรษฐกิจอ่อนแอ
            วิธีการที่ดีคือการเปิดข้อมูล การหารืออย่างสร้างสรรค์ว่าแต่ละประเทศควรแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ให้ข้อมูลเหล่านี้เปิดเผยต่อสาธารณะและเข้าถึงโดยง่าย

อีกเวทีที่ควรทำคู่ขนานคือพูดถึงสาเหตุที่มาของการอพยพลี้ภัย ตราบใดที่ความขัดแย้ง การทำสงครามยังคงอยู่ การช่วยเหลือผู้ที่ต้องถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลกเป็นเพียงการบรรเทาปัญหาที่ปลายเหตุ และภาระปัญหาอาจใหญ่และหนักอึ้งมากขึ้นดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
            เป็นอีกประเด็นที่จำต้องอาศัยพลังของพลเมืองโลก

แนวทางช่วยเหลือผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานคือสถาบันกับองค์กรศาสนาความเชื่อต่างๆ ควรแสดงบทบาทอย่างเข้มข้น ทุกวัด โบสถ์ มัสยิด ธรรมศาลา ควรมีภารกิจเรื่องนี้ ช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐ ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนต่างศาสนิก สร้างสังคมแห่งการเกื้อกูล ทำให้สังคมโลกน่าอยู่ยิ่งขึ้นอันเป็นบทบาทหน้าที่ของศาสนาอยู่แล้ว
            การให้สถาบันกับองค์กรศาสนาออกหน้ามีข้อดีในบางเรื่องด้วย รัฐไม่ต้องเข้าปะทะโดยตรง อีกทั้งผู้ลี้ภัยไม่เพียงต้องการปัจจัย 4 เท่านั้น การช่วยเหลือเรื่องจิตใจสำคัญไม่แพ้ปัจจัย 4
            ผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานมี 60-70 ล้าน ในขณที่ประชากรโลกมีกว่า 7,400 ล้านคน (2016) หากมีการบริหารจัดการที่ดีกว่านี้ มีกลไกที่ทำหน้าเข้มแข็งกว่านี้ อีกหลายคนน่าจะได้รับความช่วยเหลือมากกว่าที่เป็นอยู่ สังคมโลกต้องตระหนักว่านี่เป็นโจทย์ของพวกเขา
-------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
สถานการณ์ “ผู้อพยพลี้ภัย” กับ “คนพลัดถิ่นภายในประเทศ” รุนแรงขึ้นและน่าเป็นห่วงทั้งในแง่จำนวนและไม่มีทีท่าว่าสถานการณ์จะสงบ ผู้ลี้ภัย คนพลัดถิ่นสามารถกลับถิ่นฐาน ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข เนื่องจากเป็นความขัดแย้งที่เมื่อบานปลายแล้วยากจะแก้ไข เช่น ความแตกแยกทางนิกายศาสนา การปรากฏตัวของผู้ก่อการร้าย กองกำลังต่างชาติ การแบ่งแยกทางการเมือง การแทรกแซงจากชาติมหาอำนาจ แนวทางที่ดีที่สุดคือไม่ให้ปัญหา ความขัดแย้งบานปลาย

บรรณานุกรม:
1. Sicakkan, Hakan G. (2012). The rights of refugees. In Handbook of Human Rights (359-372). Oxon: Routledge.
2. The White House. (2017, March 6). Executive Order Protecting The Nation From Foreign Terrorist Entry Into The United States. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/03/06/executive-order-protecting-nation-foreign-terrorist-entry-united-states
3. Trump's travel ban: What is it and who is affected? (2017, January 30). FRANCE 24. Retrieved from http://www.france24.com/en/20170130-trump-travel-ban-immigrants-executive-order-syrian-refugees-what-it-who-affected
4. UNHCR. (2015, December 18). UNHCR Mid-Year Trends 2015. Retrieved from http://unhcr.org/myt15/#_ga=1.246311687.2048125505.1450532957
5. UNHCR. (2017, June). Global Trends: Forced displacement in 2016. Retrieved from http://www.unhcr.org/5943e8a34
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การฉวยประโยชน์กับการบ่อนทำลายประชานิยมของทรัมป์

18 มิถุนายน 217
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7527 วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2560)

แนวทางหนึ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หาเสียงจนชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเมื่อปลายปี 2016 คือ ประชานิยม ตัวอย่างที่เด่นชัด เช่น ชูประเด็นแรงงานต่างด้าว ชี้ว่าแย่งงานคนอเมริกัน ทำให้ค่าจ้างลด เป็นตัวก่ออาชญากรรม สร้างปัญหายาเสพติด เสนอนโยบายกีดกันแรงงานต่างด้าวที่รุนแรง ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานด้อยฝีมือฝากความหวังกับทรัมป์
เหตุหนึ่งที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้งจึงมาจากการหาเสียงโดยแนวทางประชานิยม ดูเหมือนว่าแนวทางนี้เฟื่องฟูขึ้น
เมื่อชนะเลือกตั้ง ประธานาธิบดีทรัมป์ดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ ประกาศสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโก จะให้เม็กซิโกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายสร้างกำแพง ขับไล่แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายออกจากประเทศ
แต่เมื่อบริหารประเทศซักพักหนึ่ง รัฐบาลทรัมป์เริ่มลดทอนนโยบาย เช่น ประกาศจะขับไล่แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเฉพาะพวกที่ก่ออาชญากรรมเท่านั้น มีเพียงไม่กี่คน ในขณะที่ออกกฎหมายให้แรงงานต่างด้าวเหล่านี้กลายเป็นคนเข้ามาผิดกฎหมายที่ทางการยินยอม
ส่วนนโยบายสร้างกำแพงกั้นตลอดแนวพรมแดนนั้น ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแสดงความเห็นว่าเป็นนโยบายที่เปล่าประโยชน์ ไม่คุ้มค่า และไม่คิดว่าจะสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากเม็กซิโก รวมความแล้วกำแพงกั้นแนวพรมแดนไม่น่าจะทำได้ กลายเป็นประเด็นค้างคาในสภา

ค่าเงินหยวนเป็นอีกประเด็นที่ควรเอ่ยถึง ในช่วงหาเสียงทรัมป์โยนความผิดแก่จีนเรื่องการขาดดุลการค้า โยงว่าเป็นเหตุชาวอเมริกันตกงาน หากสามารถแก้ปัญหานี้ อาจเพิ่มการจ้างงานในประเทศนับล้านตำแหน่ง
            เรื่องค่าเงินหยวนไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐบาลสหรัฐชุดก่อนๆ ยกประเด็นนี้เช่นกัน ในขณะที่รัฐบาลจีนปฏิเสธเรื่อยมา ในทางวิชาการเป็นประเด็นถกเถียงว่าเงินหยวนอ่อนค่าเกินไปหรือไม่ รัฐบาลจีนมีสิทธิ์ทำเช่นนี้หรือไม่ เพราะหลายประเทศใช้นโยบายนี้เช่นกัน และที่สำคัญคือปัจจัยค่าเงินหยวนมีผลต่อการตกงานมากเพียงไร
            ไม่ถึง 2 เดือนหลังรับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมรับว่าจีนไม่ได้บิดเบือนค่าเงินหยวน กลายเป็นว่าบัดนี้รัฐบาลสหรัฐมีข้อสรุปชัดแล้วว่าจีนไม่ได้บิดเบือน ค่าเงินหยวนไม่เป็นต้นเหตุขาดดุลการค้าอย่างที่ทรัมป์กล่าวหา เช่นนี้แล้วตำแหน่งงานนับล้านที่ทรัมป์คาดว่าจะได้จึงมลายหายไปในอากาศทันที

          รวมความแล้วเมื่อบริหารประเทศจริง นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มเข้าได้กับระบอบเดิม (ตรงข้ามกับช่วงหาเสียงที่ต่อต้านระบอบเดิมอย่างรุนแรง) นโยบายแรงงานต่างด้าวกลายเป็นการเอื้อระบอบเดิมมากยิ่งขึ้น (ให้คนเข้าเมืองผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องที่รัฐยอมรับ) หลายนโยบายที่หาเสียงไม่สามารถปฏิบัติได้จริง
เป็นข้อสรุปว่าทรัมป์ใช้แนวทางประชานิยมเพื่อชนะเลือกตั้ง แต่เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วกลับไปเข้ากับระบอบเดิม อยู่ในโลกแห่งความจริง การจะพิจารณาว่าทรัมป์ส่งเสริมประชานิยมหรือระบอบอำนาจเก่าจึงขึ้นกับผลลัพธ์สุดท้าย
แนวทางประชานิยมเป็นเพียงเครื่องมือช่วยทรัมป์เข้าถึงอำนาจของระบอบเดิมเท่านั้น

ข้ออ้างทำลายทุกหลักการ ทุกเหตุผล :
            แนวนโยบายของทรัมป์ไม่เพียงทำลายระบอบเสรีประชาธิปไตยเท่านั้น ถ้าลงรายละเอียดปลีกย่อยคือทำลายระบบสื่อมวลชน เสียงของคนข้างน้อย
            ทันทีที่รับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าพวกนักข่าวเป็น “มนุษย์ที่อสัตย์มากที่สุดในโลก" ท่ามกลางการถกเถียงจำนวนผู้เข้าร่วมงานพิธีรับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้ว่าสื่อนำเสนอข่าวบิดเบือนว่ามีผู้เข้าร่วมน้อยกว่าสมัยประธานาธิบดีโอบามาเมื่อปี 2009 ในขณะที่สื่อแสดงหลักฐานละเอียดยิบ
            ภายใต้แนวทางประชานิยม ประธานาธิบดีทรัมป์บริหารประเทศและทำการใดๆ โดยอ้างประชาชน เพื่อประชาชน เช่น เมื่อสื่อเสนอข่าวลบต่อรัฐบาล ทรัมป์ไม่รอช้าที่จะพูดว่าสื่อส่วนใหญ่ไม่ได้นำเสนอข่าวเพื่อประชาชน แต่เพื่อผลประโยชน์พิเศษและทำกำไรจากข่าว “สื่อเป็นศัตรูต่อชาวอเมริกัน" เป็นส่วนหนึ่งของระบอบอำนาจเก่า
และยังทำลายระบอบอื่นๆ ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ เช่น การค้าเสรี ภายใต้เหตุผลหลักเพียงข้อเดียวคือเพื่อประชาชน หรือ America First คำถามคือประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่ ประโยชน์ที่ได้ยั่งยืนหรือไม่ การทำลายระบอบเสรีประชาธิปไตย การค้าเสรีเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษมากกว่ากัน

ผลเสียจากขอให้เชื่อผู้นำ (ประชานิยม) เท่านั้น :
            จะเห็นว่าทรัมป์ใช้หลัก "ขอให้เชื่อผู้นำ" สิ่งที่ผู้นำพูดถูกต้องเสมอ แม้จะขัดแย้งกับแนวคิด แหล่งข้อมูลอื่นๆ หลักฐานที่ปรากฏ
            นักวิเคราะห์บางคนวิพากษ์ว่ากรณีเรื่องดักฟังเป็นอีกครั้งที่ทรัมป์ใช้วิธียืนยัน “ความจริงอีกชุด” (alternative facts) ที่สวนทางกับข้อมูลหลักฐาน แต่เรื่อง “ความจริงอีกชุด” นับวันจะยิ่งหมดความน่าเชื่อถือ ตั้งแต่เกิดประเด็นถกเถียงจำนวนผู้เข้าร่วมพิธีสาบานรับตำแหน่งประธานาธิบดี
            ถ้าคิดเข้าข้างทรัมป์ ความผิดพลาดในอดีตไม่ใช่ข้อสรุปว่าทรัมป์เชื่อถือไม่ได้อีกแล้วในทุกเรื่อง แต่ละประเด็นยังต้องพิจารณาตามข้อมูลหลักฐานที่น่าเชื่อถือต่อไป

            กรณีการลักลอบตรวจสอบติดตามเป็นอีกกรณีที่บ่งบอกคุณลักษณะความเป็นทรัมป์ว่า “เรื่องที่ทรัมป์เห็นว่าถูกคือถูก เรื่องที่เห็นว่าผิดคือผิด” แม้คณะกรรมาธิการด้านการข่าวของทั้ง 2 สภา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง FBI NSA กระทรวงยุติธรรมจะแถลงอย่างเป็นทางการว่าประธานาธิบดีโอบามาไม่ได้สั่งการ แต่ทรัมป์ยังยืนยันเช่นนั้น ไม่สนใจว่าใครจะอธิบายชี้แจงอย่างไร ทั้งยังพยายามพูดเบี่ยงประเด็นให้คนฟังเห็นว่าเขาเท่านั้นที่ถูก ที่เหลือผิดหมด

            ไม่เพียงเท่านั้นประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า ตนเป็นคนที่สามารถ “คาดเดา” เหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำ โดยไม่จำต้องรับรู้ข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นคนที่มีสัญชาติญาณดีเยี่ยม และมักเป็นฝ่ายถูกจากการใช้สัญชาติญาณ
            สหรัฐเป็นสังคมแห่งข้อมูลข่าวสาร ใช้สถิติวิเคราะห์ทุกอย่าง (ดังตัวอย่างรายการกีฬาที่ผู้ดำเนินรายการสามารถรายงานสถิติต่างๆ อย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์ เช่น นักบาสเกตบอลคนหนึ่งจะชู้ตลูกโทษ จะพูดทันทีว่าสถิติการชู้ตเป็นอย่างไร) ทรัมป์พูดตรงไปตรงมาว่าท่านให้ความสำคัญกับสัญชาตญาณมากกว่าข้อมูลข้อเท็จจริง จะตัดสินใจโดยยึดสัญชาตญาณตนเอง อันที่จริงแล้ว การใช้สัญชาตญาณไม่ใช่เรื่องผิด มนุษย์ทุกคนมีและใช้เป็นประจำ แต่จะตัดสินทุกเรื่องโดยใช้สัญชาตญาณไม่สนใจข้อมูลกับข้อโต้แย้งหรือ
            ในอีกมุมหนึ่ง เป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นเพียงวิธีอวดอ้างว่าตนเหนือกว่าคนอื่นๆ อ้างว่าทุกอย่างที่ตนเชื่อนั้นถูก และจะยืนยันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่สนใจว่าขัดแย้งกับข้อมูลหรือความเห็นอื่นหรือไม่

ความหวังใหม่ (อีกสักครั้ง) :
ในทางวิชาการถกเถียงกันมากว่าอะไรคือประชานิยม มีลักษณะอย่างไร วิธีการอย่างไร โดยที่ยังไม่สามารถได้ข้อสรุปที่ยอมรับทั่วไป การที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้ใช้แนวทางประชานิยมไม่ได้คิดว่าตนต้องทำตามทฤษฏีหรือไม่ บริบทของแต่ละสังคมและในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกัน เป้าหมาของผู้รณรงค์แตกต่าง นักวิชาการบางคนอธิบายว่าเกิดประชานิยมกับประชานิยมใหม่ (neopopulism)
การศึกษาควรเน้นว่าอะไรคือเป้าหมายกับแนวทางของผู้รณรงค์ประชานิยม การอธิบายตีความคำถามเหล่านี้จะเป็นประโยชน์มากกว่า

            การเคลื่อนไหวของพวกประชานิยมตั้งอยู่บนรากฐานความไม่พอใจอย่างยิ่งของประชาชนต่อระบอบการปกครองเดิม หลังผ่านมาแล้วหลายรัฐบาลจากหลายพรรค แต่ชีวิตความเป็นอยู่ไม่ได้ดีขึ้นตามคำมั่นสัญญา เมื่อมีผู้นำรณรงค์ต่อต้านระบอบอำนาจเก่า กลายเป็นความหวังใหม่ของประชาชนเหล่านี้
            การเกิดขึ้นและการดำรงอยู่ของพวกประชานิยมจึงขึ้นกับความสามารถทำให้ประชาชนรู้สึกมีหวัง ฝากอนาคตของตนไว้กับระบอบประชานิยม
            หากการเคลื่อนไหวประสบผลสำเร็จ ไม่ได้ประกันว่าประชาชนจะได้รับสิ่งที่ต้องการ เพราะผู้นำกลุ่มอาจผันตัวเป็นพวกเดียวกับระบอบอำนาจเดิม อาจสถาปนาตัวเองเป็นระบอบอำนาจที่ทำเพื่อตัวเอง หรือปฏิรูปด้วยความตั้งใจจริงแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะขึ้นกับหลายปัจจัยทั้งภายในภายนอก อันรวมถึงประชาชนที่เรียกร้องการเปลี่ยนด้วย
            อีกกรณีที่เป็นไปได้คือ สังคมเกิดกลุ่มอำนาจใหม่ ชนชั้นอำนาจใหม่นี้อาศัยประชานิยมเป็นจุดเริ่มเพื่อเข้าถึงอำนาจการเมือง คำว่าประชานิยมของการเคลื่อนไหวจึงเป็นเพียงกลยุทธ์หาเสียงทางการเมืองเท่านั้น

          ลักษณะชีวิตของผู้รณรงค์จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด ต้องมั่นใจว่าเขากำลังทำเพื่อประชาชนจริงๆ อีกทั้งประชาชนต้องพร้อมปฏิรูปตนเองด้วย เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ
            คำปราศรัยที่บอกว่าต้องการทำเพื่อประชาชนฟังดูดี บางครั้งเป็นเช่นนั้นจริง แต่บางกรณีไม่ใช่ จึงไม่สามารถสรุปง่ายๆ ว่าถ้ามีใครสักคนหนึ่งลุกคนมาชูนโยบายประชานิยม สุดท้ายแล้วประชาชนจะได้รับสิ่งดี อาจกลายเป็นหนีเสือปะจระเข้
            ปัญหาใหญ่เพราะประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจทางการเมือง ถูกชี้นำง่าย ประชาชนด้วยกันขาดการรวมตัว หวังพึ่งอาศัยการนำจากบุคคลที่ไม่รู้จักมากพอ ไม่ว่าปากจะยอมรับหรือไม่
-------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง
การรณรงค์ประชานิยมแต่ละครั้งมีข้อดี-ข้อเสียขึ้นกับแง่มุมมอง บางครั้งมีข้อดีหลายข้อ บางครั้งมีข้อเสียมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นกับการรณรงค์แต่ละครั้ง โดยรวมแล้วข้อดีคือเป็นอีกช่องทางของประชาชน ช่วยให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนข้อเสียคือเป็นการทำลายประชาธิปไตย ไม่ต่างจากระบอบเดิมที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนจริงๆ

พอจะสรุปได้ว่า “ประชานิยม” คือ การเคลื่อนไหวทางการเมือง พยายามดึงประชาชนเข้ามาเป็นแนวร่วม เพื่อต่อต้านระบอบเก่า อาจเป็นระบอบการเมือง สังคม เศรษฐกิจ บางเรื่องบางที่เป็นสาเหตุทำให้ประชาชนบางกลุ่มไม่พอใจอย่างยิ่ง แนวทางนี้กำลังท้าทายระบอบการเมืองเศรษฐกิจสังคมปัจจุบัน และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในศตวรรษที่ 21 นี้

บรรณานุกรม:
1. Albertazzi, Daniele., McDonnell, Duncan. (Editors). (2008). Twenty-First Century Populism: The Spectre of Western European Democracy. New York: PALGRAVE MACMILLAN.
2. Buncombe, Andrew. (2016, May 2) Donald Trump accuses China of 'raping' the US with its trade policy. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/donald-trump-accuses-china-of-raping-the-us-with-its-trade-policy-a7009946.html
3. Davis, Julie Hirschfeld., Rosenberg, Matthew. (2017, January 21). With False Claims, Trump Attacks Media on Turnout and Intelligence Rift. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/01/21/us/politics/trump-white-house-briefing-inauguration-crowd-size.html
4. Denyerm, Simon. (2017, January 25). Trade trumps national security in Trump’s worldview. That’s really bad news for China. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/national-security/president-trump-is-planning-to-sign-executive-orders-on-immigration-this-week/2017/01/24/aba22b7a-e287-11e6-a453-19ec4b3d09ba_story.html
5. Johnson, Jenna., Gold, Matea. (2017, February 17). Trump calls the media ‘the enemy of the American People’. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/news/post-politics/wp/2017/02/17/trump-calls-the-media-the-enemy-of-the-american-people/
6. Scherer, Michael. (2017, March 23). Can President Trump Handle the Truth? Time. Retrieved from http://time.com/4710614/donald-trump-fbi-surveillance-house-intelligence-committee/?xid=homepage
7.  Shirk, Susan L. (2007). China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail Its Peaceful Rise. New York: Oxford University Press.
8. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html
9. Trump Suggests He Doesn't Need 'Facts' Because 'I'm A Very Instinctual Person'. (2017, March 23). Inquisitr. Retrieved from http://www.inquisitr.com/4085289/trump-suggests-he-doesnt-need-facts-because-im-a-very-instinctual-person/
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ทิศทางสถานการณ์ซาอุ ตัดสัมพันธ์กาตาร์

11 มิถุนายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7520 วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2560)

            การตัดสัมพันธ์ทางการทูตกาตาร์เป็นเรื่องเก่าที่เคยขึ้นเมื่อปี 2014 ด้วยสาเหตุกาตาร์สนับสนุนกลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) ในอียิปต์ การตัดสัมพันธ์รอบนี้ยังอยู่กับเรื่องสนับสนุนก่อการร้าย พ่วงด้วยเหตุอื่นๆ เช่น พูดสนับสนุนอิหร่าน แต่บริบทต่างจากเดิมดูเหมือนกาตาร์มีความพร้อมมากกว่าอดีต

มูลเหตุตัดสัมพันธ์กาตาร์ "อย่างเป็นทางการ” :
            วันที่ 5 มิถุนายน รัฐบาลซาอุฯ ชี้ว่ากาตาร์เป็นแหล่งซ่องสุม “ผู้ก่อการร้าย กองกำลังศาสนาหลายกลุ่มที่มุ่งบ่อนทำลายเสถียรภาพภูมิภาค เช่น ภราดรภาพมุสลิม ISIS และอัลกออิดะห์” “ทั้งยังมีข้อกล่าวหาว่าสนับสนุนปฏิบัติการของกองกำลังชีอะห์ทางตะวันออกของซาอุดิอาระเบียและบาห์เรน”
            ในวันเดียวกัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ออกแถลงการณ์ความว่า ณ ขณะนี้กาตาร์กำลังบ่อนทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพภูมิภาค ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงพันธะผูกพันต่างๆ จึงพร้อมที่จะใช้มาตรการต่างๆ เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของ GCC ในการนี้ UAE สนับสนุนแถลงการณ์ของบาห์เรนกับซาอุฯ รวมถึงการตัดสัมพันธ์ทางการทูต ไม่อนุญาตให้คนสัญชาติกาตาร์เข้าประเทศ และไม่ให้พลเมืองของตนเดินทางสู่กาตาร์เช่นกัน ปิดน่านน้ำน่านฟ้าทั้งขาเข้าขาออก
            ทั้งหมดเป็นเพราะรัฐบาลกาตาร์ละเมิดข้อตกลงเมื่อปี 2014 ยังคงสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย โดยเฉพาะกลุ่มภราดรภาพมุสลิม สนับสนุนแนวคิดของ IS (Daesh) กับอัลกออิดะห์ ผ่านสื่อของตน และละเมิดข้อตกลง US-Islamic Summit ลงนามเมื่อ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา (ในประเด็นต่อต้านก่อการร้ายและชี้ว่าอิหร่านคือรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย) บั่นทอนกิจการภายในประเทศเพื่อนบ้านโดยใช้ขบวนการก่อการร้าย
            สังเกตว่าข้อกล่าวเหล่านี้ไม่ต่างจากที่กล่าวหาอิหร่าน คือ เป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย แทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน บั่นทอนความมั่นคงภูมิภาค ราวกับว่ากาตาร์เป็น “อิหร่าน 2”
ด้านรัฐบาลกาตาร์ออกแถลงการณ์รู้สึกประหลาดใจที่หลายประเทศตัดสินใจบนข้อมูลเท็จ ทั้งๆ ที่เป็นข้อมูลเท็จที่ออกมาจากสื่อเท่านั้นเอง รัฐบาลยังยึดมั่นความสัมพันธ์และผลประโยชน์ของ GCC ที่ผ่านมาร่วมมือกับนานาชาติทำสงครามต่อต้านก่อการร้าย
            แต่คำชี้แจงของรัฐบาลกาตาร์ไม่ได้ผล สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม

ยกระดับต่อต้านกาตาร์ :
ไม่ว่ากาตาร์จะอธิบายอย่างไร ขั้วซาอุฯ ยืนยันดังเดิม อีกทั้ง Adel Al-Jubeir รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศซาอุฯ เผยว่าประเด็นกาตาร์เป็นเรื่องเก่าที่หมักหมมหลายปีแล้ว ยังคงสนับสนุนองค์กรบางแห่ง ผู้ก่อการร้ายบางคน ไม่ยอมแก้ไขตามที่ตกลงไว้
            ย้อนหลังปี 2014 การสนับสนุนกลุ่มภราดรภาพมุสลิมเคยกลายเป็นเรื่องใหญ่ครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อผนวกกับนโยบายจัดระเบียบตะวันออกกลางล่าสุด น่าเชื่อว่ารอบนี้ฝ่ายซาอุฯ จะไม่ยอมให้เรื่องจบง่ายๆ ล่าสุดเอ่ยถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

ม้รายได้ส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม รัฐบาลกาตาร์มีวิสัยทัศน์พัฒนาเมืองหลวงโดฮา (Doha) จนกลายเป็นเมืองที่สวยงาม ทันสมัย มีชื่อเสียงระดับโลก โดฮากลายเป็นจุดเด่นของภูมิภาค พร้อมกับพัฒนาเป็นศูนย์กลางคมนาคมทางอากาศ หวังเป็นศูนย์กลางการเงินภูมิภาค ทุกวันนี้บริษัทเอกชนนานาชาติเปิดสำนักงานที่นี่ กาตาร์จึงเป็นศูนย์กลางของบรรดาบริษัทนานาชาติ
            การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจย่อมส่งผลต่อบรรดาธุรกิจเอกชนนานาชาติ ทั้งยังกระทบต่อบรรยากาศการค้าการลงทุน บั่นทอนเศรษฐกิจของชาติอาหรับทั้งหมด เป็นแรงกดดันต่อฝ่ายซาอุฯ หากจะใช้วิธีนี้

            การปิดล้อมน่านน้ำน่านฟ้าสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ประชาชนแห่ซื้อสินค้ากักตุนจนบางตัวขาดตลาด มีการติดต่อนำเข้าอาหารกับน้ำจากอิหร่าน ตุรกีและประเทศอื่นๆ ทันที
            ข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ว่าเมื่อปี 2015 กาตาร์นำเข้าอาหารถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ 1 ใน 3 มาจากซาอุฯ กับ UAE ด้านอิหร่านเสนอพร้อมที่จะขายทั้งอาหารและน้ำ การขนส่งทางเรือใช้เวลาเพียง 12 ชั่วโมง ปี 2015 อิหร่านส่งออกสินค้าสู่กาตาร์ 102 ล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นอาหาร

กาตาร์น่าจะยังคงอยู่ได้ เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และสามารถใช้การส่งออกน้ำมันเป็นอาวุธ ด้วยการขายในราคา “มิตรภาพ” (ราคาต่ำกว่าตลาด) ส่งผลต่อระดับราคาน้ำมันตลาดโลกที่ต่ำอยู่แล้วให้ต่ำลงไปอีก ประเทศที่รับซื้อส่วนใหญ่อยู่แถบเอเชียแปซิฟิก
            อันที่จริงการปิดล้อมทางเศรษฐกิจไม่น่าจะได้ผล ถ้าจะได้ผลจริงต้องมีข้อมติจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ให้ทุกประเทศคว่ำบาตร แต่ข้อมตินี้ไม่น่าจะเกิด
            กาตาร์ (อิหร่าน 2) ไม่น่าจะถูกคว่ำบาตรแรงเท่าอิหร่าน

จะเกิดสงครามหรือใช้กำลังทหารหรือไม่ :
            ในขณะที่ขั้วซาอุฯ เพิ่มแรงกดดัน Sheikh Mohammed bin Abdulrahman Al Thani รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศประกาศว่ากาตาร์จะไม่ยอมแพ้ต่อแรงกดดันจากเพื่อนบ้านอาหรับ จะไม่ยอมสูญเสียอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

            การตัดสัมพันธ์ทางการทูต การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แม้บั่นทอนกาตาร์ แต่รัฐบาลกาตาร์น่าจะยังคงอยู่ต่อได้ ทางเลือกอีกทางที่จะคิดถึงคือทำให้เรื่องยุติแม้จะต้องเสียเลือดเนื้อ เป็นทางเลือกสุดท้ายแต่เป็นทางเลือกที่จะคิดถึงเสมอ
            กาตาร์เป็นประเทศเล็กมีเนื้อที่ราว 11,500 ตร.กม. (ประเทศไทยราว 513,000 ตร.กม เล็กกว่าประเทศไทย 44 เท่า) ประชากร 2.26 ล้านคน (ข้อมูล 2016) มีพรมทางบกติดต่อกับซาอุฯ เพียงประเทศเดียว ที่เหลือล้อมรอบด้วยอ่าวเปอร์เซีย
3 เหล่าทัพรวมกันมีกำลังพลเพียง 11,800 นาย แม้อาวุธที่ใช้ค่อนข้างทันสมัยแต่ไม่อาจเทียบกับซาอุฯ ที่มีกำลังพลรวม 227,000 นาย และมีอาวุธทันสมัยเช่นกัน

            ประเด็นสำคัญที่ควรเอ่ยถึงคือ กาตาร์เป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการส่วนล่วงหน้า US Central Command (CENTCOM) รวมทั้งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศสหรัฐที่เมือง Al-Udied ทางตอนใต้ของประเทศด้วย รายงาน The Military Balance 2017 ระบุว่าปกติมีกำลังพลประจำราว 8,000 นาย พร้อมเครื่องบินรบสารพัดชนิด รวมทั้ง B-52 เครื่องบินลำเลียงพลขนาดใหญ่ ทั้งนี้ยังไม่นับกองทหารสหรัฐที่ประจำการในประเทศใกล้เคียง กองเรือที่ 5 ที่ประจำอยู่ย่านนี้
            ฐานทัพสหรัฐในกาตาร์จึงเป็นทั้งกำแพงป้องกันประเทศอันทรงพลังและเป็นมีดจ่อคอหอยในเวลาเดียวกัน

            ถ้าจะทำสงครามเต็มรูปแบบคงใช้วิธีที่รุนแรงและรวดเร็ว เผด็จศึกให้เร็วที่สุด ทำลายรัฐบาลกาตาร์หรือบีบให้ยอมจำนน ซึ่งไม่เกินขีดความสามารถของสหรัฐ แต่มีข้อจำกัดว่าสหรัฐมีข้อตกลงทางทหารกับกาตาร์ การจะทำการใดๆ ต้องรอบคอบ และอาจจะก่อความขัดแย้งกับหลายประเทศรุนแรง
            จะใช้วิธีนี้หรือไม่ขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐบาลทรัมป์ ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจต้องมีการหารือลับกับทุกฝ่ายหากคิดจะเคลื่อนพล

            วิธีที่เป็นไปได้มากกว่าคือการใช้หน่วยปฏิบัติพิเศษ จู่โจมยึดอำนาจ อาจทำควบคู่กับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกาตาร์ เพื่อให้ดูดีชอบธรรม แล้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่นิยมซาอุฯ กับอเมริกา
            แต่วิธีนี้ไม่ง่ายและจะนองเลือด เนื่องจากตุรกีมีข้อตกลงทางทหารกับกาตาร์ ตุรกีมีฐานทัพในกาตาร์เหมือนสหรัฐ ปกติมีทหารประจำการเพียง 150 นาย รัฐบาลตุรกีเพิ่งประกาศว่ากำลังจะเพิ่มเป็น 3,000 นาย ชี้แจงว่าส่วนหนึ่งเพื่อการซ้อมรบร่วม การเคลื่อนไหวดังกล่าวย่อมชี้ว่ารัฐบาลตุรกีกำลังทำตามสัญญาที่จะส่งกองทัพช่วยคุ้มครองกาตาร์
นอกจากนี้สื่อ Al Arabiya ของซาอุฯ รายงานว่ามีกระแสข่าวกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) ได้เข้ามาให้การปกป้องผู้นำกาตาร์แล้ว
            ไม่ว่าปฏิบัติพิเศษจะสำเร็จหรือไม่ การนองเลือดคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่
            การจะใช้วิธีนี้หรือไม่ให้ดูว่ามีการพูดถึงฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกาตาร์หรือไม่ มีการชุมนุมประท้วงภายในหรือไม่ เหล่านี้เป็นสัญญาณว่าอาจเกิดการยึดอำนาจด้วยความช่วยเหลือจากต่างชาติ

            ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐ ซาอุฯ กับพวกจะตัดสินใจอย่างไร สิ่งที่กระทำส่งสัญญาณต่อโลก อาจเป็นเวลาที่ระเบียบโลกจะต้องปรับเปลี่ยนให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
            อีกประเด็นที่ควรครุ่นคิดคือ โอกาสการเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านกับขั้วซาอุฯ ด้วยประเด็นใหม่ ความเป็นไปของกาตาร์จะเป็นเหตุให้ 2 ฝ่ายต้องเผชิญหน้าหรือไม่ เมื่อถึงเวลานั้นมหาอำนาจต่างๆ จะตัดสินใจอย่างไร

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ระบอบประชาธิปไตยส่งเสริมพหุสังคม เพราะเห็นว่าพลเมืองแต่ละคนมีคุณค่า ไม่ว่าโดยพื้นเพเป็นคนเชื้อชาติใด มีความรู้สูงหรือต่ำ เป็นผู้ดีมีสกุลแค่ไหน นับถือศาสนาความเชื่อนิกายใด
            การพูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าสังคมห้ามเปลี่ยนแปลง สังคมควรปรับปรุงพัฒนาสู่ความเป็นอารยะยั่งยืนบนพื้นฐานสันติวิธี

            แต่ความเป็นไปของโลกบางส่วนไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในอดีตพวกนาซีต้องการสร้างสังคมอุดมคติด้วยการใช้กำลัง ต้องการส่งเสริมเชื้อชาติอารยัน หรือการสร้างวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพาของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
            สังคมโลกไม่ควรสนับสนุนแนวคิด "เปลี่ยนแปลงโดยใช้กำลัง" ถ้าของสิ่งนั้น อุดมการณ์ แนวคิดนั้นดีจริง ผู้คนจะยอมรับโดยไม่จำต้องบังคับขู่เข็ญ ไม่ต้องใช้กำลังแม้แต่น้อย

            หลายคนชอบพูดถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่จะคร่าชีวิตผู้คนมหาศาล อันที่จริงแล้วแม้ไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ไม่เกิดสงครามนิวเคลียร์ หากยึดถือการเปลี่ยนแปลงโดยใช้กำลัง ปฏิเสธพหุสังคม เช่นนั้นโลกจะเต็มด้วยการฆ่าฟัน ปั่นป่วนวุ่นวายไม่รู้จบ เช่นนี้ควรเรียกว่าเป็นสงครามทำลายล้างด้วยหรือไม่ (ต่างกันที่ค่อยๆ ดำเนินไปทีละประเทศ ทีละส่วน)
พลเมืองโลกทุกคนควรเข้าใจและยึดถือปฏิบัติเรื่องเหล่านี้อย่างถูกต้อง
---------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
เป็นที่สงสัยกันมากว่าอะไรคือสาเหตุความขัดแย้งระหว่างขั้วซาอุฯ กับกาตาร์ อะไรคือเหตุผล บทความนี้นำเสนอคำตอบเหล่านี้โดยอาศัยการวิเคราะห์ทั้งแบบธรรมดากับแบบซับซ้อน เหตุผลพื้นฐานคือเพื่อความมั่นคง ความเป็นผู้นำของซาอุฯ สหรัฐฯ ต้องการคงอิทธิพลในภูมิภาค ฯลฯ ส่วนเหตุผลแบบซับซ้อนคือรัฐบาลซาอุฯ กับสหรัฐฯ ไม่ได้หวังผลอิหร่านเท่านั้น ที่ต้องการจริงๆ คือการจัดระเบียบโลกมุสลิมทั้งมวล

บรรณานุกรม:
1. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา. (2016). ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับรัฐกาตาร์. Retrieved from http://www.thaiembassy.org/doha/th/other/2647/32895-
2. Al-Arian, Abdullah. (2017, June 8). Analysis: Qatar-Gulf crisis: Who are the 'terrorists'? Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/indepth/features/2017/06/analysis-qatar-gulf-crisis-terrorists-170607062029222.html
3. Billion-dollar Qatari food market on tap. (2017, June 6). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/414020/Billion-dollar-Qatari-food-market-on-tap
4. Cabinet reassures citizens, residents; calls on to ignore biased media campaigns. (2017, June 5). Gulf Times. Retrieved from http://www.gulf-times.com/story/552226/Cabinet-reassures-citizens-residents-calls-on-to-i
5. Central Intelligence Agency. (2016). Qatar. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/qa.html
6. International Institute for Strategic Studies (IISS). (2017). The Military Balance 2017. USA: Routledge.
7. Iran Revolutionary Guards ‘protecting Qatar’s Sheikh Tamim inside his palace’. (2017, June 7). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2017/06/07/Iran-s-Revolutionary-Guards-protecting-Qatari-emir-inside-palace-.html
8. McKernan, Bethan. (2017, June 6). Donald Trump appears to back Saudi Arabia in Qatar stand off with Gulf states. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/middle-east/donald-trump-saudi-arabia-qatar-us-diplomatic-gulf-uae-bahrain-egypt-emirates-yemen-a7775386.html
9. Measures against Qatar taken with ‘great pain,’ says Saudi foreign minister. (2017, June 7). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1111431/middle-east
10. Qatar in talks with Turkey and Iran to provide food and water. (2017, June 7). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2017/06/07/Qatar-has-enough-grain-supplies-in-market-to-last-four-weeks.html
11. Qatar 'not prepared to change its foreign policy'. (2017, June 9). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/06/qatar-fm-ready-surrender-170608142453812.html
12. UAE supports statements of Bahrain and Saudi Arabia on Qatar. (2017, June 5). Gulf News. Retrieved from http://gulfnews.com/news/uae/uae-supports-statements-of-bahrain-and-saudi-arabia-on-qatar-1.2038529
13. Ulrichsen, Kristian Coates. (2014). Qatar and the Arab Spring. New York: Oxford University Press.
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ถอดรหัสสัมพันธ์แนบแน่นรัฐบาลสหรัฐกับซาอุฯ (2)

4 มิถุนายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7513 วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2560)

            ในที่ประชุม “Arab Islamic American Summit” ประธานาธิบดีทรัมป์เอ่ยชื่อ IS/ISIL/ISIS อัลกออิดะห์ (Al Qaeda) ฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ฮามาส (Hamas) และกลุ่มอื่นๆ ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย
สหประชาชาติมีการสรุปว่าใครหรือกลุ่มใดเป็นผู้ก่อการร้าย มีหลายกลุ่มที่เห็นต่างกัน บางประเทศบอกว่าเป็นผู้ก่อการ้ายแต่สหประชาชาติกับประเทศอื่นๆ เห็นว่าไม่เป็น ในระยะหลังหลายประเทศลดความสำคัญของสหประชาชาติ ตีตราด้วยตนเองว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย และปฏิบัติต่อกลุ่มเหล่านี้ตามที่ตนเห็นชอบ
เรื่องนี้สะท้อนความจริงในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถึงความจำกัดของสหประชาชาติ การคงอยู่ของทฤษฎีสัจนิยม (Realism) โลกอยู่ภายใต้กฎแห่งป่า (law of the jingle) แต่ละรัฐจะต้องปกป้องผลประโยชน์สำคัญยิ่ง (vital interest) ด้วยตัวเอง เช่น ปกป้องอิสรภาพทางการเมืองและอธิปไตยแห่งดินแดนด้วยทุกวิธีที่จำเป็น ไม่มีองค์การระหว่างประเทศใดที่ควบคุมรัฐทั้งหลายอย่างมีประสิทธิภาพ

เชื่อมโยงอิหร่านกับก่อการร้าย :
กษัตริย์ Salman Bin Abdul Aziz ตรัสว่า “การประชุมแสดงให้เห็นชัดว่าชาติอาหรับกับอิสลามผู้เข้าร่วมการประชุมสุดยอด 55 ประเทศ อันประกอบด้วยประชากรกว่า 1,500 ล้าคน ร่วมเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการต่อสู้พลังลัทธิสุดโต่ง (extremism) กับลัทธิก่อการร้าย (terrorism) เพื่อสันติภาพ ความมั่นคงและเสถียรภาพโลก” การประชุมช่วยกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐ
บางช่วงตรัสผูกโยงกับศาสนาว่า “ด้วยความรับผิดชอบต่ออัลเลาะห์ (Allah) ต่อประชาชนของเราและต่อโลก เราจะยืนเคียงข้างต่อสู้พลังความชั่ว (forces of evil) กับลัทธิสุดโต่ง”
“ทุกวันนี้เราเห็นบางคนที่คิดว่าตัวเขาเป็นมุสลิมพยายามบิดเบือนภาพลักษณ์ศาสนา พยายามเชื่อมโยงศาสนาอันยิ่งใหญ่นี้เข้ากับความรุนแรง” ซึ่งขัดแย้งกับหลักศาสนา

จากนั้นพูดโยงอิหร่านกับกลุ่มก่อการร้ายว่า “ระบอบอิหร่านกับกลุ่มและองค์กรใกล้ชิดอย่างฮิซบอลเลาะห์ ฮามาส รวมทั้ง ISIS (Daesh) อัลกออิดะห์ และอีกหลายกลุ่มเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน” พวกนี้ “พยายามหาประโยชน์จากอิสลาม (exploit Islam) เพื่อปิดบังเป้าหมายทางการเมืองที่สร้างความเกลียดชัง ความสุดโต่ง การก่อการร้าย ความขัดแย้งทางศาสนาและนิกาย”
“ตั้งแต่ปฏิวัติโคไมนีจนถึงทุกวันนี้ ระบอบอิหร่านคือหัวหอกก่อการร้ายโลก” ย้อนหลัง 300 ปี ประเทศนี้ไม่เคยก่อการร้ายหรือแสดงความสุดโต่งจนกระทั่งการปฏิวัติโคไมนีเมื่อปี 1979 อิหร่านปฏิเสธความหวังดีของเพื่อนบ้าน เป็นพวกมักใหญ่ใฝ่สูงชอบขยายอำนาจ (expansionist ambitions) พวกก่ออาชญากรรม แทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดหลักการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้าน การเคารพซึ่งกันและกัน
อีกตอนหนึ่งกษัตริย์ Salman ตรัสว่า “ความรับผิดชอบของเราต่อพระเจ้า ประชาชนและโลกทั้งมวลคือ การยืนเคียงข้างต่อสู้พลังความชั่วและความสุดโต่งในทุกแห่งที่พวกเขาปรากฏ ... ระบอบอิหร่านคือหัวหอกของก่อการร้ายโลก”
            ด้านประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันโดดเดี่ยวอิหร่าน ชี้ว่าเป็นผู้สร้างความแตกแยกทางศาสนาและโหมไฟก่อการร้าย “ทุกประเทศต้องร่วมกันโดดเดี่ยว จนกว่าระบอบอิหร่านตั้งใจจะเป็นส่วนหนึ่งของสันติภาพ” “อิหร่านต้องรับผิดชอบต่อความไร้เสถียรภาพของภูมิภาค ให้อาวุธ ฝึกกองกำลังที่สร้างความวุ่นวายและทำลายล้าง” รัฐบาลอิหร่านทำร้ายพลเมืองตนเองเพราะรัฐบาลสร้างความขัดแย้งและกระทำการทารุณ

ยุทธศาสตร์สร้างศัตรูพร้อมข้ออ้าง :
20 กันยายน 2001 เพียง 9 วันหลังเกิดเหตุ 9/11 ประธานาธิบดีบุชแถลงต่อรัฐสภาว่าอัลกออิดะห์คือผู้ลงมือ 7 ตุลาคม 2001 สหรัฐกับอังกฤษร่วมโจมตีทิ้งระเบิดอัฟกานิสถาน เดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันก็สามารถยึดครองกรุงคาบูล แต่สงครามเพิ่งจะเริ่มต้น
เมื่อเข้าปี 2002 รัฐบาลบุชให้ความสนใจต่ออิรัก หน่วยข่าวกรองรายงานว่าอิรักยังคงพัฒนาและผลิตอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction: WMD) ติดต่อกับอัลกออิดะห์
ทุกวันนี้พิสูจน์แล้วว่าข้อสรุปเหล่านี้ผิดพลาด Paul Wolfowitz รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้นยอมรับในเวลาต่อมาว่าจำต้องอ้างเรื่อง WMD เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับได้ ส่วน Colin Powell ยอมรับว่าสหรัฐไม่มีหลักฐานใดๆ พิสูจน์ว่ารัฐบาลซัดดัมมีความเชื่อมโยงกับพวกอัลกออิดะห์ ที่ผ่านมาเป็นเพียงข้อสงสัยเท่านั้น
            ทุกความสูญเสียที่เกิดขึ้น ไม่ว่าที่อิรัก สหรัฐหรือประเทศใดๆ มีต้นเหตุจาก “ข้อสงสัย” เท่านั้น แต่นี่คือยุทธศาสตร์สร้างศัตรูพร้อมข้ออ้างของสหรัฐที่ใช้กับอิรัก

การรุกรานอิรักโค่นลัมซัดดัมทำให้อิหร่านวิตกกังวล เพราะบัดนี้กองทัพอเมริกันนับแสนอยู่ติดพรมแดน ประธานาธิบดีมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) ในขณะนั้นจึงเร่งพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ ตั้งใจแสดงให้เห็นว่าอิหร่านแกร่งพอที่เผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐ ไม่หวั่นเกรงความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐแต่อย่างไร
ต่อมาระดับภัยคุกคามลดลงเมื่อสหรัฐได้ประธานาธิบดีโอบามา สั่งถอนทหารออกจากอิรักกับอัฟกานิสถาน พร้อมกับการก้าวขึ้นมาของประธานาธิบดี ฮัสซัน โรฮานี (Hassan Rohani) ผู้นำอิหร่านคนใหม่ (และคนปัจจุบัน) จึงเปิดเจรจาแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์จนได้ข้อยุติในปลายสมัยรัฐบาลโอบามา ปัจจุบันโครงการอยู่ภายใต้การตรวจสอบดูแลจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) ม่มีเครื่องบ่งชี้ว่าอิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ รัฐบาลสหรัฐกับซาอุฯ จึงไม่อาจหาเรื่องอิหร่านจากประเด็นนี้อีก

ชูประเด็นก่อการร้าย :
อย่างไรก็ตาม แม้ไม่สามารถเล่นงานอิหร่านด้วยประเด็นโครงการพัฒนานิวเคลียร์ รัฐบาลสหรัฐในสมัยโอบามาแจงว่ามีประเด็นอื่นๆ ที่สามารถคว่ำบาตรอิหร่านต่อไป
ยกตัวอย่าง มีนาคม 2015 Susan E. Rice ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีโอบามา กล่าวอย่างชัดเจนว่านอกจากโครงการนิวเคลียร์ที่เป็นปัญหาแล้ว อิหร่านยังเป็นภัยคุกคามจากอีกหลายประเด็น เช่น สนับสนุนก่อการร้าย ละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง พยายามบั่นทอนเสถียรภาพของประเทศเพื่อนบ้าน สนับสนุนอัสซาด ฮามาสและฮิซบอลเลาะห์ คุกคามอิสราเอลอย่างหนัก รัฐบาลสหรัฐจะยังคงคว่ำบาตรอิหร่านในประเด็นเหล่านี้ จะยังคงต้านภัยคุกคามเหล่านี้
            แถลงการณ์ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในวาระบรรลุร่างข้อตกลงถาวรโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ความตอนหนึ่งว่าการผ่อนคลายมาตรการทำเฉพาะกับส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์เท่านั้น สหรัฐยังคงการคว่ำบาตรอิหร่านต่อไปจากเหตุผลอื่นๆ เช่น การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน การพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป
จะเห็นว่ารัฐบาลโอบามาพูดอย่างชัดเจนว่าแม้ไม่คว่ำบาตรอิหร่านด้วยประเด็นนิวเคลียร์ แต่ยังคงคว่ำบาตรด้วยเหตุอื่นๆ อีกมาก หนึ่งในนั้นคือก่อการร้าย
ปลายสมัยโอบามามีการทบทวนนโยบายต่อต้านก่อการร้าย ยืนยันอิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศผู้สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย เป็นไปได้ว่าฝ่ายยุทธศาสตร์ประเมินแล้วว่าในอนาคตจะเล่นงานอิหร่านด้วยประเด็นก่อการร้าย และเป็นเช่นนั้นจริงเมื่อเข้าสมัยทรัมป์

ถ้าไม่วิเคราะห์เชิงลึก ไม่มีอะไรใหม่ :
            ถ้าไม่พูดถึงการวิเคราะห์เชิงลึก การประชุมสุดยอด Arab Islamic American Summit ไม่มีอะไรใหม่ เพราะรัฐบาลสหรัฐกับฝ่ายซาอุฯ ประกาศต่อต้านอิหร่านตั้งแต่ปฏิวัติอิหร่านเมื่อ 1979 แล้ว
            มกราคม 2002 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช ประกาศว่าอิรัก อิหร่านและเกาหลีเหนือเป็น “axis of evil” บัดนี้เหลือเพียงอิหร่านกับเกาหลีเหนือ ผลการประชุมล่าสุดคือการตอกย้ำนโยบายต่อต้านอิหร่าน
ด้านประธานาธิบดีโรฮานีพูดเป็นนัยเตือนสหรัฐหากคิดทำสงคราม “พวกอเมริกันไม่รู้จักภูมิภาคของเรา ... พวกเขาทำพลาดเมื่อโจมตีอัฟกานิสถาน อิรัก คว่ำบาตรอิหร่าน และพวกเขาทำผิดพลาดอีกในซีเรีย รวมทั้งที่เยเมน”
เรื่องราวอิหร่านยังคงวนเวียนอยู่แถวนี้

เรื่องที่ไม่ค่อยพูด รัฐบาลสหรัฐกับขั้วซาอุฯ สนับสนุนผู้ก่อการร้าย :
            ข้อมูลจากบางแหล่งชี้มานานแล้วว่าในขณะที่รัฐบาลสหรัฐกับขั้วซาอุฯ กล่าวหาอิหร่านสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย รัฐบาลสหรัฐกับขั้วซาอุฯ สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายเช่นกัน
            ยกตัวอย่าง Al-Nusra Front เป็นพวกซุนนีหัวรุนแรง จัดอยู่ในกลุ่มพวกอัลกออิดะห์ เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่ารัฐอาหรับบางประเทศให้การสนับสนุน Al-Nusra Front โค่นล้มระบอบอัสซาด เป็นไปได้ว่า Al-Nusra Front ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อโค่นล้มระบอบอัสซาดโดยเฉพาะ ทำให้ซีเรียปั่นป่วนวุ่นวาย
31 พฤษภาคม 2013 คณะมนตรีความมั่นคงมีมติคว่ำบาตร Al-Nusra Front ในฐานะเป็นผู้ก่อการร้าย ห้ามขายหรือสนับสนุนอาวุธแก่กลุ่มดังกล่าว พร้อมกับอายัดทรัพย์สินต่างๆ แต่ยังปรากฏข้อมูลและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปอีกว่ารัฐอาหรับบางประเทศยังคงให้การสนับสนุน Al-Nusra Front โค่นล้มระบอบอัสซาดอยู่ดี ด้านขั้วซาอุฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้

            ถ้ายึดตามแนวคิดว่าสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย เวลาที่รัฐบาลสหรัฐกับขั้วซาอุฯ ประกาศสงครามต่อต้านก่อการร้ายจึงหมายถึง "บางกลุ่ม" เท่านั้น อย่างน้อยไม่ใช่กลุ่มที่พวกเขาสนับสนุน
            เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความจริงที่ปรากฏในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน เกิดคำถามว่ารัฐบาลเสรีประชาธิปไตยอย่างสหรัฐคืออะไร อะไรคือความดีความชั่วที่พูดถึง
            ทุกคนควรตั้งคำถามและลองตอบคำถามนี้ด้วยตัวเอง
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ในที่ประชุม “Arab Islamic American Summit” ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีเป็นมิตรกับรัฐบาลซาอุฯ ท่ามกลางผู้นำชาติอาหรับ ผู้นำมุสลิมประเทศอื่นๆ รวม 55 ประเทศ วัตถุประสงค์หลักคือร่วมต่อต้านก่อการร้ายซึ่งหมายถึงมุสลิมสุดโต่งกับอิหร่าน เป็นอีกครั้งที่ทรัมป์พูดถึงความดีความชั่ว ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบาย ยอมรับว่าแนวทางศาสนาของซาอุฯ เข้าได้กับนโยบายของตน


ผู้ที่เข้าใจมาตรการป้องกันก่อการร้ายของสหรัฐจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าข้อเรียกร้องของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ให้ตรวจตราติดตามมุสลิมทุกคนเปล่าประโยชน์ เพราะตามกฎหมายแล้วใครก็ตามที่เข้าข่ายต้องสงสัยจะถูกตรวจสอบติดตามทันทีไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ ข้อเสนอของทรัมป์ช่วยให้เขาได้คะแนนนิยมทิ้งห่างผู้สมัครพรรคเดียวกัน ความจริงคือไม่ว่า “อิสลามหัวรุนแรง” เป็นภัยคุกคามจริงแท้เพียงไร ชาวอเมริกันที่ชื่นชอบพรรครีพับลิกันหลายคนเชื่อเช่นนั้น มุสลิมอเมริกัน 3 ล้านคนจึงกลายเป็นแพะรับบาปเพราะทรัมป์

บรรณานุกรม:
1. Arab-Islamic-American Summit fosters global peace, stability. (2017, May 22). Arab News. Retrieved from httphttp://www.arabnews.com/node/1103126/saudi-arabia
2. Cleveland, William L. & Bunton, Martin. (2013). A History of the Modern Middle East (Fifth Edition). USA: Westview Press.
3. Engdahl, William. (2004). A Century of War: Anglo-American Oil Politics and the New World Order, (Revised Ed.). London: Pluto Press.
4. FULL TEXT: President Donald Trump's Inauguration Speech. (2017, January 20). ABC News. Retrieved from http://abcnews.go.com/Politics/full-text-president-donald-trumps-inauguration-speech/story?id=44915821
5. ‘Iran at forefront of global terrorism,’ says King Salman. (2017, May 21). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2017/05/21/-Iran-at-forefront-of-global-terrorism-says-King-Salman.html
6. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.
7. Justin P. Coffey and Paul G. Pierpaoli Jr.. (2010). Bush, George Walker. In The Encyclopedia of Middle East Wars: The United States in the Persian Gulf, Afghanistan, and Iraq Conflicts. (pp.251-251). California : ABC-CLIO, LLC.
8. King Salman: Iran spearheading global terror. (2017, May 22). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1103121/saudi-arabia
9. Naji, Kasra. (2008). Ahmadinejad: The Secret History of Iran's Radical Leader. CA: University of California Press.
10. Schreck, Adam. (2017, May 22). Iran’s president criticizes US after Trump’s sharp words. The Washington Post/AP. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/middle_east/iranian-president-calls-us-relations-a-curvy-road/2017/05/22/f64a6b66-3ef2-11e7-b29f-f40ffced2ddb_story.html?utm_term=.7e4949670a65
11. Syria Al Qaida group ‘wants to attack US’. (2014, January 30). Gulf News. Retrieved from http://gulfnews.com/news/region/syria/syria-al-qaida-group-wants-to-attack-us-1.1284269
12. The White House. (2015, March 2). Remarks As Prepared for Delivery at AIPAC Annual Meeting by National Security Advisor Susan E. Rice. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2015/03/02/remarks-prepared-delivery-aipac-annual-meeting-national-security-advisor
13. The White House. (2015, April 2). Statement by the President on the Framework to Prevent Iran from Obtaining a Nuclear Weapon. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2015/04/02/statement-president-framework-prevent-iran-obtaining-nuclear-weapon
14. The White House. (2017, May 21). President Trump’s Speech to the Arab Islamic American Summit. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/05/21/president-trumps-speech-arab-islamic-american-summit
15. UN Security Council Adds Jabhat al-Nusra to Sanctions Blacklist. (2013, May 31). SANA. Retrieved from http://sana.sy/eng/22/2013/05/31/485111.htm
16. Yetkin, Murat. (2014, October 7). Turkey, ISIL and the PKK: It’s complicated. Daily News. Retrieved from http://www.hurriyetdailynews.com/turkey-isil-and-the-pkk-its-complicated.aspx?pageID=449&nID=72628&NewsCatID=409
-----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...