วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รัสเซียทำสงครามปราบ IS ในซีเรียเพื่อใคร (1)

28 กุมภาพันธ์ 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7052 วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559)

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลปูตินกับรัฐบาลอัสซาด :
ก่อนหน้าจะกลายเป็น IS/ISIL/ISIS รากฐานของกลุ่มเคยเป็นส่วนหนึ่งของอัลกออิดะห์มาก่อน จึงมีภาพลักษณ์ในทางลบตั้งแต่ต้น ถูกตีตราว่าเป็นผู้ก่อการร้าย
เมื่อความขัดแย้งในซีเรียบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง รัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) เอ่ยถึงการปรากฏตัวของกองกำลังต่างชาติสารพัดกลุ่ม ISIL/ISIS คือหนึ่งในชื่อที่ถูกเอ่ยถึงอยู่เสมอ เพราะความมีประสิทธิภาพของกลุ่มเหนือกลุ่มอื่นๆ สามารถยึดพื้นที่หลายส่วนอย่างรวดเร็ว มีข่าวว่ากลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มกองกำลังติดอาวุธต่างชาติหลายกลุ่มได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐบาลต่างชาติ

ในยามสถานการณ์คับขัน ความมั่นคงของชาติวิกฤต รัฐบาลรัสเซียเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สนับสนุนระบอบของประธานาธิบดีอัสซาด ในระยะแรกช่วยเหลือด้วยการแสดงท่าทีต่อต้านการแทรกแซงซีเรียด้วยกำลังทหารเนื่องจากบางประเทศกำลังคิดทำเช่นนั้น เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergei Lavrov) รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกล่าวว่ารัสเซียไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบ “ไม่สนับสนุนกิจกรรมเหล่านั้นแต่สนับสนุนให้พูดคุยกันต่อไประหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้าน”

การขัดขวางการแทรกแซงครั้งสำคัญครั้งหนึ่งคือการแก้ข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีกับพลเรือนบริเวณชานเมืองของกรุงดามัสกัสเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2013 มีผู้ป่วยรับพิษแก๊สซาริน 3,600 คน เสียชีวิตกว่าพันคน จำนวนมากเป็นเด็กและสตรี
            ในช่วงนั้นรัฐบาลชาติตะวันตกกับรัฐอาหรับพากันกล่าวหาว่ารัฐบาลอัสซาดคือผู้ลงมือ
            วิลเลียม เฮก (William Hague) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอังกฤษกล่าวว่า “จากข้อมูลทางเทคนิค ขนาดการโจมตี ผลการตรวจสอบจากตัวอย่างจากห้องทดลองต่างๆ รายงานพยานผู้รู้เห็น ข้อมูลจรวดนำส่งและวิถีการยิงจากรายงาน (ของสหประชาชาติ) แสดงชัดเจนอย่างที่สุดแล้ว่ารัฐบาลซีเรียเป็นฝ่ายเดียวที่ต้องรับผิดชอบ”
            โลรองต์ ฟาเบียส (Laurent Fabius) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศสกล่าวว่า “เมื่อคุณดูจำนวนแก๊สซารินที่ใช้ ทิศทางและเทคนิคเบื้องหลังการโจมตี และข้อมูลอื่นๆ ไม่น่ามีข้อสงสัยว่ารัฐบาล (อัสซาด) เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง”
            อันที่จริงก่อนหน้านั้นมีกระแสข่าวการใช้อาวุธเคมีหลายครั้ง แต่ไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าใครเป็นผู้ลงมือ อีกทั้งสร้างความสูญเสียเพียงเล็กน้อย แต่เหตุการณ์ 21 สิงหาคมเป็นข่าวใหญ่ เพราะมีผู้เสียชีวิตกว่าพันคนในคราวเดียว จำนวนมากเป็นพลเรือน ที่สำคัญคือรัฐบาลชาติตะวันตกกับรัฐอาหรับบางประเทศหวังใช้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือทำสงครามกับรัฐบาลอัสซาด

จากเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐมนตรีฟาเบียสเตือนว่าฝรั่งเศสอาจตอบโต้ “ด้วยกำลัง” หากได้รับการยืนยันว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีจริง ด้าน Prince Saud Al-Faisal ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศซาอุดิอาระเบียเรียกร้องให้นานาชาติจัดการรัฐบาลอัสซาดอย่าง “เฉียบขาด จริงจัง” เนื่องจากการใช้อาวุธเคมีต่อพลเรือน
            ในเวลาต่อมารัฐบาลโอบามาประกาศข้อสรุปว่ารัฐบาลอัสซาดคือผู้ใช้อาวุธเคมี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 1429 คน ทหารซีเรียที่ใช้อาวุธเคมีอยู่ในพื้นที่เป็นเวลา 3 วันก่อนการโจมตี หลักฐานจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าจรวดปล่อยจากพื้นที่ฝั่งของรัฐบาลเป็นเวลา 90 นาทีก่อนเริ่มมีรายงานการโจมตีด้วยอาวุธเคมี ภาพจากวีดีโอ 100 รายการแสดงให้เห็นว่าผู้เคราะห์ร้ายได้รับอาวุธเคมีชนิดส่งผลต่อระบบประสาท สหรัฐสามารถดักฟังการสนทนาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงซีเรีย “ยืนยันว่าได้ปล่อยอาวุธเคมีแล้ว”
ท่ามกลางความโศกสลด มีกระแสข่าวว่าประธานาธิบดีโอบามากำลังพิจารณาโจมตีซีเรียแบบจำกัดขอบเขต ลงโทษที่รัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมี การโจมตีอาจกินเวลาไม่เกิน 2 วัน โดยใช้จรวดร่อนทั้งจากเรือรบและจากเครื่องบินทิ้งระเบิด โจมตีที่ตั้งทางทหารที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับคลังเก็บอาวุธเคมี

ในยามที่รัฐบาลอัสซาดถูกปิดล้อมทางการทูตจากหลายประเทศ ถูกคุกคามอย่างร้ายแรง รัสเซียเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่กล้าส่งเสียงตอบโต้ เป็นเสียงที่พูดตรงข้ามกับรัฐบาลพวกนั้น
            รัฐมนตรีลาฟรอฟเห็นว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมตามข้อกล่าวอ้างมีเป้าหมายเพื่อสกัดการประชุมสันติภาพเจนีวา ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลไม่อยากให้เกิดการเจรจา การโจมตี “เป็นไปตามคำขอ” จากฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ยืนกรานว่า “ต้องนำรายงานเรื่องการใช้อาวุธเคมีทุกชิ้นมาพิสูจน์ค้นหาความจริง” และอ้างถึงเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ “Carla del Ponte ที่เคยพูดว่าฝ่ายต่อต้านเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี”
            ประธานาธิบดีปูตินกล่าวอย่างชัดเจนว่าชาติตะวันตกไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้ใช้  ท้าทายว่า “ถ้ามีหลักฐานก็ควรแสดงออกมา ถ้าไม่แสดงเท่ากับว่าไม่มีหลักฐานจริง”

            ในที่สุด ประธานาธิบดีโอบามาโยนการตัดสินใจโจมตีซีเรียให้รัฐสภาตัดสินใจ ทั้งๆ ที่มีอำนาจตามกฎหมายสามารถสั่งการโจมตีโดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา ประธานาธิบดีโอบามาพูดแก้เกี้ยวว่าเนื่องจากตระหนักว่าเป็นประธานาธิบดีของประเทศที่มีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จึงเห็นควรทำเป็นแบบอย่างด้วยการ “ขออนุญาตใช้กำลังจากตัวแทนของชาวอเมริกันในรัฐสภา”
            ฝ่ายรัฐสภารับเรื่องไปพิจารณาและเรื่องก็เงียบหายไปในที่สุด
            จากบัดนั้นจนบัดนี้ สหประชาชาติยังไม่มีข้อสรุปว่าใครเป็นผู้ลงมือใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2013
            เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์ครั้งต้นๆ ที่รัฐบาลชาติตะวันตกเกือบเข้าร่วมสมรภูมิสงครามกลางเมืองซีเรียโดยตรง แต่ถูกยับยั้งเนื่องจากรัฐบาลปูตินออกโรงเตือนอย่างแข็งกร้าว หลักฐานที่นำเสนอขาดน้ำหนัก มีแต่ข้อกล่าวหาเลื่อนลอย

มูลเหตุจูงใจของรัสเซีย :
            เหตุผลหลักที่รัฐบาลปูตินสนับสนุนรัฐบาลอัสซาด มีดังนี้
            ประการแรก ป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายขยายตัวในประเทศ
เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่ากองกำลังของ IS/ISIL/ISIS ตั้งแต่เริ่มเปิดปฏิบัติการในซีเรียประกอบด้วยคนต่างชาติหลายหมื่นคนจาก 120 ประเทศ ข้อมูลบางชิ้นระบุว่าเฉพาะคนสัญชาติยุโรปมีกว่า 5,000 คน (อาจสูงถึงหมื่นคน) ในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งมาจากรัสเซียกับประเทศที่อดีตเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต
ประธานาธิบดีปูตินเอ่ยถึงการโจมตี IS ในซีเรียว่าคือการใช้หลักชิงลงมือก่อน (pre-emption) “หนทางที่ดีในการต่อสู้ก่อการร้ายนานาชาติคือใช้วิธีชิงลงมือก่อน ด้วยการสู้และทำลายกองกำลังติดอาวุธในดินแดนที่พวกเขาครอบครอง แทนที่จะรอให้พวกเขามาบ้านของเรา” “พวกเขาได้เงิน อาวุธและเข้มแข็งขึ้น ถ้าพวกเขาแข็งแกร่งขึ้น รบชนะในซีเรีย พวกเขาย่อมกลับประเทศและกลับไปฆ่าคนที่นั่น”
            เหตุผลของประธานาธิบดีปูตินเป็นจริงตามนั้น แต่ข้อนี้น่าจะเป็นเหตุผลรองมากกว่า

            ประการที่ 2 นโยบายสนับสนุนมิตรประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา
รัฐบาลปูตินสนับสนุนรัฐบาลอัสซาดตั้งแต่ต้น ครั้งหนึ่งรัฐบาลรัสเซียคัดค้านเรื่องฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะขอเป็นตัวแทนประเทศซีเรียในสหประชาชาติแทนรัฐบาลอัสซาด หลังจากที่ฝ่ายต่อต้านได้เป็นตัวแทนประเทศซีเรียในสันนิบาตอาหรับ รัสเซียเห็นว่ากลุ่มต่อต้านรัฐบาลไม่ว่าจากประเทศใดๆ ไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น ตัวแทนประเทศต้องเป็นตัวแทนประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่พวกกบฏแบ่งแยกดินแดนกลายเป็นตัวแทนรัฐบาล
ต่อมาเมื่อสันนิบาตอาหรับขอให้คณะมนตรีสหประชาชาติมีมติคว่ำบาตรซีเรีย รัสเซียกับจีนไม่เห็นด้วย ต้านความต้องการของกลุ่มรัฐอาหรับอีกครั้ง

            นักวิชาการบางคนตีความว่าสงครามกลางเมืองซีเรียเป็นสงครามตัวแทน (proxy war) ระหว่างนิกายศาสนา กษัตริย์อับดุลเลาะห์ที่สอง (King Abdullah II) แห่งจอร์แดนตรัสในปี 2004 ว่าพวกซุนนีกำลังเผชิญหน้ากับจันทร์เสี้ยวชีอะห์ (Shiite Crescent) ความขัดแย้งระหว่างนิกายถูกเอ่ยถึงเป็นระยะๆ และมีความจริงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ถ้าพิจารณาจากข้อมูลสถิติ Central Intelligence Agency ของสหรัฐระบุข้อมูลกรกฎาคม 2014 ประเทศซีเรียมีประชากรทั้งสิ้น 17.06 ล้านคน เป็นคนเชื้อสายอาหรับราวร้อยละ 90 ที่เหลือเป็นชนชาวเคิร์ด อาร์เมเนียนและอื่นๆ ในด้านศาสนาประชากรร้อยละ 87 นับถือศาสนาอิสลาม (ในจำนวนนี้ร้อยละ 74 เป็นซุนนี ที่เหลือร้อยละ 13 เป็นอาละวี (Alawite) Ismaili และชีอะห์อื่นๆ) ร้อยละ 10 นับถือคริสต์นิกายต่างๆ อีกร้อยละ 3 เป็นพวกดรูซ (Druzez)
การที่ซุนนีที่มีสัดส่วนราว 3 ใน 4 ของประชากร แม้กว่า 4 ล้านคนจะอพยพออกจากประเทศ พวกที่เหลืออยู่กับฝ่ายรัฐบาลอัสซาดยังประกอบด้วยซุนนีจำนวนมาก

บางคนเอ่ยถึงรากฐานความเชื่อของประธานาธิบดีอัสซาดที่เป็นอาละวี (Alawite) มีความเกี่ยวข้องกับชีอะห์ (อาละวีเป็นสาขาหนึ่งที่แตกแขนงออกจากมุสลิมชีอะห์ จัดอยู่ในกลุ่มสำนักคิดส่วนน้อยและเป็นสำนักคิดที่เบี่ยงออกไปจากแนวทางของอิสลามที่ถูกต้อง)
แต่การที่ครอบครัวอัสซาดเป็นอาละวีไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีเป้าหมายปฏิวัติอิสลาม ให้กลายเป็นรัฐชีอะห์หรืออาละวีแต่อย่างไร
ถ้าจะพูดเรื่องอุดมการณ์ รากฐานของตระกูลอัสซาดคือแนวทางของพรรคบาธ มีเป้าหมายรวมประเทศอาหรับให้เป็นหนึ่งเดียวและเป็นผู้นำการรวมอาหรับ ถือว่าศาสนาอิสลามเป็นรากแห่งวัฒนธรรมของอาหรับที่ควรนับถือ แต่ต้องการสร้างโลกอาหรับตามแนวทางฝ่ายโลก รวมทุกคนที่พูดภาษาอาหรับโดยไม่จำกัดศาสนา
การที่ทุกวันนี้พลเมือง 3 ใน 4 เป็นซุนนีเป็นหลักฐานในตัวเองว่าระบอบอัสซาดต้องการปฏิวัติศาสนาหรือไม่
ดังนั้น ถ้าบอกว่าวิกฤตซีเรียเป็น ความขัดแย้งระหว่างนิกายที่รัฐบาลสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เช่นนี้น่าจะมีน้ำหนักมากกว่า รากความขัดแย้งจึงอยู่ที่ “รัฐบาล” มากกว่า “ความแตกต่างทางนิกาย”

การที่รัฐบาลรัสเซียช่วยซีเรียในขณะนี้ไม่ใช่ด้วยเหตุผลความแตกต่างหรือความร่วมมือทางศาสนาแน่นอน (เช่นเดียวกับที่รัฐบาลชาติตะวันตกร่วมมือกับรัฐอาหรับ)
            คำตอบที่ดีกว่าคือเป็นความร่วมมือระหว่างผู้ถืออำนาจฝ่ายโลก การมีศัตรูร่วม พูดให้ชัดขึ้นคือเพื่อความอยู่รอดร่วมกัน
-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ข่าวการใช้อาวุธเคมีซารินในซีเรียกลายเป็นเรื่องจริง แต่ยังสับสนว่าฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ ที่ผ่านมาซารินทำให้ผู้คนเสียชีวิตบาดเจ็บไม่มาก แต่กลับมีผลทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างมากทั้งต่อซีเรียและชาติมหาอำนาจอย่างอเมริกา

รัฐบาลโอบามาใช้หลักฐานการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเพียงครั้งเดียวกับอ้างหลักการว่าทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อโจมตีซีเรีย โดยละทิ้งกระบวนการของสหประชาชาติ กฎเกณฑ์ ระบบความมั่นคงของโลก

3.ด้วยรักจากปูตินถึงโอบามาการปิดล้อมและการโต้กลับ (Ookbee)
            ความตึงเครียดจากสถานการณ์ยูเครนที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2013 จนนำสู่การเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจรัสเซียกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างชัดเจน สหรัฐฯ กับพันธมิตรโดยเฉพาะอียูร่วมออกมาตรคว่ำบาตรรัสเซียหลายรอบ
            ข้อเขียนชิ้นนี้อธิบายนโยบายของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียเพื่ออธิบายเหตุผลที่มาที่ไปของนโยบายปิดล้อมรัสเซีย การตอบโต้จากรัฐบาลปูติน นำสู่การวิเคราะห์องค์รวม ชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์เชิงลึกของสหรัฐฯ ความพยายามจัดระเบียบโลกผ่านวิธีการต่างๆ จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ปิดล้อม พลังอำนาจที่ถดถอยของสหรัฐฯ พร้อมกับคาดการณ์อนาคต

(สนใจอีบุ๊ค คลิกตรงนี้)

บรรณานุกรม:
1. อรุณ เด่นยิ่งโยชน์. (2559). ภูมิศาสตร์การเมืองโลกมุสลิมกับการตื่นตัวของอิสลาม. กรุงเทพ: ศูนย์สารสนเทศอิสลาม มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาอิสลามและการพัฒนา.
2. After Syria chemical allegations, Obama considering limited military strike. (2013, August 27). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/national-security/kerry-obama-determined-to-hold-syria-accountable-for-using-chemical-weapons/2013/08/26/599450c2-0e70-11e3-8cdd-bcdc09410972_story.html
3. ‘Allah took their sanity’: Putin accuses Turkish leadership of ‘aiding terror’. (2015, December 3). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/324537-putin-annual-address-terrorism/
4. Central Intelligence Agency. (2015). Syria. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/sy.html
5. Doctors Without Borders/Médecins Sans Frontières. (2013, August 25). Syria: Thousands Suffering Neurotoxic Symptoms Treated in Hospitals Supported by MSF. Retrieved from www.doctorswithoutborders.org/press/release.cfm?id=7029&cat=press-release#sthash.suqS76du.dpuf
6. Dunne, Charles W. (2011). Iraq: Policies, Politics, and the Art of the Possible. In Akbarzadeh, Shahram (editor). America's Challenges in the Greater Middle East: The Obama Administration's Policies (pp.11-30). New York: Palgrave Macmillan.
7. “France, Russia acknowledge ‘differences’ over Syria”. (2013, September 17). France 24. Retrieved from http://www.france24.com/en/20130917-russia-france-fabius-lavrov-differences-syria
8. Hinnebusch, Raymond. (2001). Syria: Revolution From Above. New York: Routledge.
9. KSA, Arab League seek decisive world stand on Syria. (2013, August 28). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/462760
10. Masters, Jonathan. (2013, Septmeber 11). Syria's Crisis and the Global Response. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://www.cfr.org/syria/syrias-crisis-global-response/p28402
11. Obama to ask Congress to approve strike on Syria. (31 August 2013). Market Watch. Retrieved from Retrieved from http://www.marketwatch.com/story/obama-to-ask-congress-to-approve-strike-on-syria-2013-08-31
12. Putin Says Russian Engagement in Syria 'Temporary'. (2015, September 30). Sputnik News. Retrieved from http://sputniknews.com/middleeast/20150930/1027782653/putin-syria-operation.html
13. Putin to Cameron: No evidence Syria chemical weapons attack occurred. (2013, August 27). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/world/110333-putin-to-cameron-no-evidence-syria-chemical-weapons-attack-occurred
14. Russia opposes Syrian opposition seat at UN. (2013, March 29). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-03/29/c_124517072.htm
15. Russia rejects military intervention in Syria. (2013, April 17). Xinhua. Retireved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-04/17/c_132317358.htm
16. UNHCR. (2015, December 18). UNHCR Mid-Year Trends 2015. Retrieved from http://unhcr.org/myt15/#_ga=1.246311687.2048125505.1450532957
17. US and UK insist UN chemicals report 'blames Syria'. (2013, September 17). BBC. Retrieved from http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-24120749
18. US says ISIL foreign fighter ranks drop to 25,000. (2016, February 24). Today’s Zaman. Retrieved from http://www.todayszaman.com/latest-news_us-says-isil-foreign-fighter-ranks-drop-to-25000_413136.html
19. “U.S. strike on Syria risks emboldening terrorists: Russian, Syrian FMs”. (2013, September 9). Xinhua. Retireved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-09/09/c_132705487.htm
20. The White House. (2013, August 30). Government Assessment of the Syrian Government’s Use of Chemical Weapons on August 21, 2013”. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/30/government-assessment-syrian-government-s-use-chemical-weapons-august-21)
21. The White House. (2013, August 31). Statement by the President on Syria. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/31/statement-president-syria
-----------------------------

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ในบริบทอาเซียน

21 กุมภาพันธ์ 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7045 วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559)

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ :
            ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากสำนักสัจนิยม (Realist School) นักวิชาการบางคนเห็นว่าตามประวัติศาสตร์ยุโรปแนวคิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปีค.ศ.1648 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปสงบสุขถึง 266 ปี เหตุที่ใช้ได้ผลเพราะประเทศในยุโรปสมัยนั้นไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่เป็นมหาอำนาจ
            ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจจึงเป็นหลักการหรือกลไกจัดระเบียบยุโรปในสมัยนั้น เป็นแนวทางการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศที่สำคัญ และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน
            A. E. Campbell กับ Richard Dean Burns อธิบายว่าเริ่มต้นของดุลแห่งอำนาจเป็นเพียงหลักการง่ายๆ ว่าหากประเทศในกลุ่มมี ความสมดุลจริง’ (just equilibrium) ก็จะทำให้แต่ละประเทศมีความเข้มแข็งเพียงพอที่แสดงความต้องการที่แท้จริงของตน
            แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ คือ การพยายามรักษาให้กลุ่มหรือฝ่ายที่เป็นอริกันนั้นมีอำนาจเท่าเทียมกัน หากมีฝ่ายใดที่กำลังมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ประเทศที่แต่เดิมเป็นกลางก็จะต้องหันไปสนับสนุนฝ่ายที่กำลังตกเป็นเบี้ยล่าง อาจเรียกประเทศดังกล่าวว่าเป็น ผู้รักษาสมดุล (keeper of the balance) ผลคือต่างฝ่ายต่างไม่ทำสงครามต่อกันเพราะรู้ว่าไม่อาจมีชัยในสงคราม
            ดังนั้น จึงไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร แต่ต้องถ่วงดุลเพื่อไม่ให้ประเทศใดประเทศหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล้าก่อสงคราม

บริบทอาเซียน :
            สถานการณ์หรือบริบทที่อาเซียนกำลังเผชิญอยู่คือการดำรงอยู่ของ 2 มหาอำนาจ อันได้แก่ จีนกับสหรัฐ อาเซียนรู้จักทั้ง 2 ประเทศอย่างดี ถ้าเป็นประเทศจีนสามารถย้อนประวัติศาสตร์เป็นพันปี ส่วนในยุคนี้ไม่มีความจำเป็นต้องเอ่ยถึงความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐให้ยืดยาว
            การช่วงชิงผลประโยชน์ของ 2 มหาอำนาจที่เกี่ยวพันกับอาเซียนมีรอบด้าน อาเซียนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสังคมกับจีนและสหรัฐที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันนับวันจีนจะเข้มแข็งขึ้น กลายเป็นประเทศที่รัฐบาลสหรัฐวิตกกังวลว่าจะมีอิทธิพลเหนือตน จึงดำเนินนโยบายหลายอย่างหวังสกัดกั้นการก้าวขึ้นมาของจีน ประเด็นทะเลจีนใต้ การเดินเรือเสรี ข้อพิพาทการอ้างกรรมสิทธิ์ในอาณาเขตบางส่วนระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนกับจีน กลายเป็นอีกประเด็นให้สหรัฐเข้ามาพัวพันและเพิ่มความขัดแย้งกับจีน

ยุทธศาสตร์ดุลแห่งอำนาจของอาเซียน :
            อาเซียนแม้มีชาติสมาชิก 10 ประเทศ แต่ไม่อาจสู้อำนาจของจีนหรือสหรัฐ ที่สำคัญคือหวังให้ภูมิภาคมีเสถียรภาพ สงบเรียบร้อย อันหมายถึงชาติสมาชิกทุกประเทศได้อยู่ในบรรยากาศภูมิภาคสงบเรียบร้อยด้วย เป็นโจทย์ที่อาเซียนต้องหาคำตอบ หนึ่งในคำตอบนั้นคืออาศัยทฤษฎีดุจแห่งอำนาจ มีรายละเอียดโดยสังเขป ดังนี้

ประการแรก อาเซียนจะไม่ปะทะโดยตรงกับชาติมหาอำนาจ
            ไม่ใช่วิธีการที่ชาญฉลาดแน่นอนถ้าอาเซียนหรือชาติสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งจะปะทะกับมหาอำนาจโดยตรง ในการนี้ไม่ได้หมายความว่าอาเซียนหรือชาติสมาชิกจะไม่รู้จักแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่จะต้องไม่เป็นเหตุบานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ เพราะไม่อาจสู้และจะเสียหายหนัก ดังนั้นต้องไม่ล้ำเส้นสู่การทำสงคราม มุ่งแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี คืนความสงบแก่ภูมิภาค
            ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาฟิลิปปินส์กับเวียดนามเป็นกรณีตัวอย่าง ทั้ง 2 ประเทศพิพาทกับจีนเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ มีการเผชิญหน้าหลายครั้ง แต่ไม่ปล่อยให้บานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ ที่สุดแล้วหลังการเจรจาทั้งทางตรงทางลับสถานการณ์คืนสู่ความสงบ และวนเวียนเช่นนี้เป็นระยะๆ

ประการที่ 2 เรียกร้องให้มหาอำนาจมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์
ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธคือทั้งจีนกับสหรัฐต้องการมีบทบาทในภูมิภาค เป็นเช่นนี้มานานและคงจะเป็นเช่นนี้อีกต่อไป ไม่ว่าอาเซียนจะเชื้อเชิญหรือไม่ชาติมหาอำนาจจะเข้ามาพัวพัน (engage) เป็นลักษณะพื้นฐานของมหาอำนาจอยู่แล้ว เมื่อไม่สามารถกีดขวางจึงเปลี่ยนเป็นขอให้ทั้ง 2 ประเทศแสดงบทบาทในทางสร้างสรรค์ และให้เกิดการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน การที่สามารถดึงมหาอำนาจมาถ่วงดุลกันเองเป็นเพราะทั้งจีนกับฝ่ายสหรัฐต่างต้องการผลประโยชน์ในภูมิภาค
ในอีกด้านหนึ่งต้องมองการดำรงอยู่ของมหาอำนาจในแง่บวก การดำรงอยู่ของทั้ง 2 มหาอำนาจมีข้อดีหลายอย่าง มีคุณประโยชน์ต่ออาเซียนทุกด้าน ถ้ามองในแง่บวกจะเห็นเป็นโอกาส อาเซียนไม่ควรโดดเดี่ยวตัวเอง

ลี เซียนลุง (Lee Hsien Loong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ อธิบายอย่างชัดเจนว่า ถ้าพูดอย่างมองโลกตามความจริง การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นคือเป็นการแข่งขันแบบใด
            รูปแบบหนึ่งคือการแข่งขันที่อยู่ในกรอบกติกาและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ จีนคือกรณีตัวอย่างที่แสวงหาความร่วมมือ สร้างมิตรภาพกับทุกประเทศในเอเชีย ดำเนินนโยบายสร้างแนวเขตเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม ก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB) AIIB เสริมสร้างอิทธิพลระดับโลกแก่จีน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอบสนองความต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความต้องการเงินทุนของประเทศในภูมิภาค เป็นกรณีตัวอย่างว่าจีนสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ AIIB ไม่ต่างจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือธนาคารโลก หรือการที่ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank)
            นี่เป็นนโยบายที่ชอบธรรม สร้างสรรค์ สิงคโปร์จึงสนับสนุน AIIB

            และในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐสมัยพิเศษ (U.S.-ASEAN Leaders Summit) ที่เมือง Rancho รัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นายกฯ ลีกล่าวว่าสหรัฐเป็นหุ้นส่วนสำคัญของอาเซียน ทั้ง 2 ฝ่ายร่วมมือหลายด้าน หวังว่าในอนาคตสหรัฐจะพัวพันกับอาเซียนอย่างสร้างสรรค์ดังเช่นสมัยของประธานาธิบดีโอบามา และมีความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่นๆ อย่างสร้างสรรค์เช่นกัน สหรัฐมีบทบาทสำคัญเรื่องต่อต้านก่อการร้าย เสรีภาพในการเดินเรือและการยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยการพัวพันอย่างลงลึกเสมอต้นเสมอปลายจะเป็นเหตุให้สหรัฐมีอิทธิพลในเอเชียดียิ่งกว่าที่เป็นอยู่ กระตุ้นให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเล่นตามกฎและใช้สันติวิธี
            จะเห็นได้ว่าอาเซียนไม่ปฏิเสธอีกทั้งยังสนับสนุนให้ 2 มหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวพันกับอาเซียน แต่ทั้งหมดขอให้ดำเนินการในทางการสร้างสรรค์ มุ่งสร้างความสุขความเจริญ

            ในอีกมุมหนึ่ง คำพูดของนายกฯ ลี บ่งบอกเป็นนัยว่า อาเซียนจะสนับสนุนมากกว่านี้ถ้าสหรัฐแสดงบทบาทในทางสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องเสมอต้นเสมอปลาย มุ่งความสงบสุขเรียบร้อยของภูมิภาค หากสหรัฐแสดงบทบาทในทางตรงข้าม อาเซียนจะถอยห่างจากสหรัฐ ซึ่งหมายความจะจับมือกับจีนเพื่อต้านสหรัฐ
            เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ดุลแห่งอำนาจ

ถ้ามองในภาพกว้าง อาเซียนไม่ได้ละเลยตัวแสดงอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป รัสเซีย หรือแม้แต่อินเดียที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะมีประชากรมากที่สุดในโลกในไม่ช้า มีพรมแดนติดอาเซียนทางตะวันตก

จุดอ่อนของทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ :
            ทฤษฎีหรือแนวคิดต่างๆ มีจุดแข็งจุดอ่อนในตัวมันเองเสมอ ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจก็เช่นกัน เช่น
            ประการแรก ยากจะประเมินพลังอำนาจของอีกฝ่าย
            ในทางปฏิบัติเป็นการยากที่จะประเมินพลังอำนาจของอีกฝ่ายอย่างถูกต้อง ยกตัวอย่างการประเมินพลังอำนาจทางทหาร ขีดความสามารถของกองทัพขึ้นกับหลายปัจจัย ไม่ใช่เพียงชนิดหรือจำนวนเท่านั้น นอกจากนี้ ต้องประเมินพลังอำนาจในด้านอื่นๆ ประกอบด้วย ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งของการเมืองภายใน ประชากร
            ประการที่ 2 ยากจะบรรลุหรือรักษาจุดแห่งความสมดุล
            การจะรักษาให้อยู่ในภาวะสมดุลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะขึ้นกับปัจจัยมากมาย บริบทภายในและระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงมีปัญหาว่าหากประเทศมีขีดจำกัดหรือไม่สามารถรักษาสมดุลแล้ว ย่อมกลายเป็นเหตุไม่บรรลุเป้าหมายหลักการ หรือไม่หากประชาชนไม่สนใจรักษาสมดุลดังกล่าว
            ประการที่ 3 ต้องการครอบครอง
            รัฐที่ประกาศยึดหลักสมดุลอำนาจเพราะเชื่อว่าหากยึดทฤษฎีดังกล่าวทุกประเทศจะไม่ทำสงคราม แต่ไม่ใช่ทุกรัฐหรือผู้นำประเทศทุกคนที่ไม่ต้องการขยายอำนาจ การที่ฮิตเลอร์ก่อสงครามโลกครั้งที่สองไม่ได้คำนึงเรื่องสมดุลอำนาจ เพราะไม่มีเป้าหมายรักษาสมดุล ปรารถนาสร้างสังคมอารยันตามความใฝ่ฝันของตน เช่นเดียวกับสังคมนิยมคอมมิวนิสต์โซเวียตก็ไม่คำนึงเรื่องสมดุลอำนาจแต่ต้องการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก ญี่ปุ่นโจมตีสหรัฐในสงครามโลกครั้งที่สองก็ด้วยเหตุผลหวังครอบครองเอเชีย
            Peloponnesian War เป็นตัวอย่างประวัติศาสตร์ว่าในบางครั้งมีความคิดไม่ต้องการให้รัฐหรือเมืองคู่แข่งมีอำนาจทัดเทียมกับตน ในปี 431 ก่อนคริสตศักราช สปาร์ตา (Sparta) กับเอเธนส์ (Athens) ทำสงครามกัน ธูซิดดิดีส (Thucydides) อธิบายว่าเดิม 2 รัฐอยู่ด้วยกันอย่างสงบ แต่เมื่อสปาร์ตาเห็นว่าเอเธนส์มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ และเกรงว่าสักวันหนึ่งอาจรุกรานสปาร์ตา จึงตัดสินใจชิงโจมตีเอเธนส์ก่อน

ใช้ยุทธศาสตร์ดุลแห่งอำนาจอย่างระมัดระวัง :
            ปัญหาของทฤษฎีดุลแห่งอำนาจสำหรับอาเซียนคือมีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ที่วันหนึ่งเมื่อเกิดเหตุร้ายจริง จีนจะลังเลในการยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ความช่วยเหลือจะจริงจังมากเพียงใด หรือในทางกลับกันสหรัฐพร้อมจะถ่วงดุลจีนอย่างจริงจังเพื่ออาเซียนกระนั้นหรือ
            ปัญหาอีกข้อนักวิเคราะห์ Eric Chiou เอ่ยถึงกรณีฟิลิปปินส์ เห็นว่าใจว่าเนื่องจากเป็นประเทศเล็ก มีพลังอำนาจป้องกันประเทศต่ำ จึงกระตือรือร้นที่จะร่วมมือกับสหรัฐ ยอมให้กองทัพสหรัฐเข้ามาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในประเทศ แลกกับการได้รับการปกป้องจากภัยคุกคามจีน แต่ตั้งคำถามว่ายุทธศาสตร์ของดังกล่าวเสี่ยงที่จะนำประเทศให้เผชิญหน้ากับจีนมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ เพราะพลังอำนาจของสหรัฐกำลังถดถอย และอาจถูกทอดทิ้งก็เป็นได้
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ทฤษฎีสัจนิยมให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งชาติมากที่สุด รัฐต้องระแวดระวัง เตรียมการรับมือภัยคุกคามทุกชนิด พร้อมเผชิญหน้าฝ่ายตรงข้าม แต่ภายใต้แนวคิดนี้นโยบายความมั่นคงแห่งชาติเต็มด้วยความหวาดระแวง ความไม่เชื่อใจ กลายเป็นดาบสองคมให้ประเทศเพื่อนบ้านมองด้วยความหวาดระแวง มองอย่างเป็นภัยคุกคามเช่นกัน นโยบายความมั่นแห่งชาติญี่ปุ่นสะท้อนลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน

บรรณานุกรม:
1. Acharya, Amitav. (2014). Thinking Theoretically about Asian IR. In David Shambaugh and Michael Yahuda (Eds.), International Relations of Asia (2nd ed.). Maryland : Rowman & Littlefield.
2. Au Yong, Jeremy. (2016, February 16). PM Lee Hsien Loong calls on US to stay the course in Asia. The Straits Times. Retrieved from http://www.straitstimes.com/world/united-states/pm-lee-calls-on-us-to-stay-the-course-in-asia
3. Campbell, A. E., & Burns, Richard Dean. (2002). Balance of Power. In Encyclopedia of American Foreign Policy (2nd Ed., Vol 1). USA: Sage Publications.
4. Chiou, Eric. (2014, February 26). The shadow of conflict in East Asia. Taipei Times. Retrieved from http://www.taipeitimes.com/News/editorials/archives/2014/02/26/2003584357
5. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
6. Lee Hsien Loong. (2015, May 29). Keynote Address: Lee Hsien Loong. IISS Shangri-La Dialogue 2015. Retrieved from https://www.iiss.org/en/events/shangri%20la%20dialogue/archive/shangri-la-dialogue-2015-862b/opening-remarks-and-keynote-address-6729/keynote-address-a51f
7. Magstadt, Thomas M. (2009). Understanding Politics (8th Ed.). CA: Wadsworth/Cengage Learning.
8. Rafferty, Kirsten., & Mansbach, Richard. (2012). Introduction to Global Politics (2nd ed.). New York: Routledge.
9. Spykerman, Kimberly. (2016, February 16). PM Lee outlines 3 trends that will influence the strategic landscape in Asia. Channel News Asia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/singapore/pm-lee-outlines-3-trends/2519878.html
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

จะส่งกองทัพเข้าซีเรียหรือจะหยุดยิง

14 กุมภาพันธ์ 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7038 วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559)

            สถานการณ์ในซีเรียและภูมิภาคตะวันออกอาจเข้าสู่บทใหม่อีกครั้ง หลังเมื่อรัฐบาลซาอุฯ กับหลายประเทศประกาศพร้อมส่งทหารเข้าซีเรีย แต่หลังการเจรจานัดสำคัญ จอห์น แคร์รีรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐประกาศว่าที่ประชุม International Syria Support Group ข้อได้สรุปหยุดยิงทั่วประเทศซีเรีย เหลือแต่สู้กับผู้ก่อการร้ายต่อไป อย่างไรก็ตามต้องดูการปฏิบัติในพื้นที่ก่อน และจะจัดการประชุมอีกรอบเพื่อได้ข้อสรุปหยุดยิงถาวร
            ย้อนหลังไม่กี่วันก่อนเจรจารัฐบาลซาอุฯ ประกาศ “พร้อมเข้าร่วมปฏิบัติการภาคพื้นดินกับพันธมิตร (เพื่อต่อต้าน ISIS) ในซีเรีย” ให้เหตุผลว่า “นับวันยิ่งเห็นชัดว่าไม่มีกองกำลังภาคพื้นดินกลุ่มใดในซีเรียที่ตั้งใจรบกับ ISIS ส่วนระบอบอัสซาด อิหร่าน รัสเซียและฮิสบอลเลาะห์มุ่งรบกับฝ่ายต่อต้านบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) ด้วยเป้าหมายเดียวคือรักษาอำนาจของบาชาร์ อัลอัสซาด ไม่สนใจว่าชาวซีเรียผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียมากเพียงใด”
            เช่นเดียวกับรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศพร้อมส่งกองทัพเข้ารบภาคพื้นดินต่อต้าน IS/ISIL/ISIS แถลงการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตามหลังรัฐบาลซาอุฯ ประกาศส่งกองทัพเข้าสู้ IS ในซีเรีย Anwar Gargash รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ UAE กล่าวว่าเพื่อต่อต้าน IS เท่านั้น ไม่มีวัตถุประสงค์แอบแฝงอื่น และด้วยเงื่อนไขว่าสหรัฐจะเป็นผู้นำในการนี้

ท่าทีดังกล่าวอิงข้อมติ 2249 (2015) ของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ให้รัฐสมาชิก “ใช้มาตรการทุกอย่าง ตามกฎหมายระหว่างประเทศ” ต่อต้าน ISIS ทำลายฐานที่มั่นในซีเรียกับอิรัก รวมทั้งกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ
            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าข้อมติเปิดทางแก่ปฏิบัติการทางทหารในซีเรียกับอิรักโดยไม่ต้องกังวลเรื่องละเมิดอธิปไตย 2 ประเทศดังกล่าว และเท่ากับสามารถยึดครองพื้นที่ในช่วงเวลาหนึ่งด้วย ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อปราบปรามกวาดล้าง IS กับกลุ่มผู้ก่อการร้ายอื่นๆ เท่านั้น ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างเพื่อล้มระบอบอัสซาด
ในเวลาไล่เลี่ยงกัน โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซีย Igor Konashenkov แถลงว่า มีข้อมูลบ่งชี้มากขึ้นๆ ว่าตุรกีกำลังตระเตรียมกำลังตามแนวพรมแดนที่ติดกับซีเรีย

            สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับสัญญาณชัยชนะของกองทัพอัสซาดที่ดังขึ้นทุกขณะ ล่าสุดสามารถตัดเส้นทางลำเลียงเข้าสู่เมืองอเลปโป (Aleppo) ศูนย์กลางเศรษฐกิจของซีเรีย ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านสายกลางอยู่ระหว่างการจัดทัพใหม่รับมือกองทัพอัสซาด
            ความเป็นไปได้คือ รัฐบาลอาหรับกับตุรกีส่งทหารเข้าซีเรีย ด้วยการสนับสนุนทางอากาศจากชาติตะวันตก (และอาจสนับสนุนด้วยหน่วยรบพิเศษ) หากรัฐบาลซีเรียตอบโต้โจมตีกองทหารเหล่านี้ฐานล่วงล้ำอธิปไตยหรือด้วยเหตุผลอื่นใด สถานการณ์จะบานปลายกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นคือการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย
            หรือหากรัฐบาลอัสซาดเลือกที่จะปล่อยให้กองทัพตุรกีกับรัฐอาหรับเข้ามาโดยไม่แตะต้อง วิกฤตซีเรียจะยิ่งซับซ้อนเรื้อรังกว่าเดิม

อะไรเป็นเหตุให้ยุทธศาสตร์ของสหรัฐกับพันธมิตรเปลี่ยนไป :
            แต่เดิมรัฐบาลโอบามากับพันธมิตรใช้ยุทธศาสตร์โจมตีด้วยกองกำลังทางอากาศเป็นหลัก ตระหนักดีว่าต้องกินเวลาหลายปี ให้เหตุผลว่าต้องการค่อยๆ บั่นทอนกำลังผู้ก่อการร้าย ประธานาธิบดีโอบามายืนหยัดใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวท่ามกลางข้อวิพากษ์วิจารณ์
รัฐบาลโอบามาให้เหตุผลว่าจากบทเรียนที่ผ่านได้ข้อสรุปว่าการส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน การยึดครองพื้นที่ในตะวันออกกลางไม่ใช่วิธีต่อต้านก่อการร้ายที่ดีที่สุด เนื่องจากใช้งบประมาณสูงและยากจะรักษาให้อยู่ในสภาพดังกล่าว เกี่ยวข้องกับการรักษาเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศนั้นและความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน
ดังนั้น หากต้องส่งทหารเข้ารบทางพื้นราบในซีเรียจะต้องเป็นกองกำลังนานาชาติ และสหรัฐเป็นฝ่ายสนับสนุน แต่จะไม่ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน
อีกด้านหนึ่งรัฐบาลโอบามากำลังสนับสนุนกองกำลังชาวซีเรียที่มีประสิทธิภาพที่จะยึดพื้นที่คืนจาก IS ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มของพวกเคิร์ดซีเรีย Kurdish People's Protection Units (YPG) กับชาวซีเรียที่เป็นพวกซุนนีอาหรับ

            มาบัดนี้ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ กับพวกกำลังจะใช้ยุทธศาสตร์ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดินตามแนวทางที่ประกาศไว้ โดยอาศัยทหารราบจากรัฐอาหรับและตุรกี พร้อมกำลังทางอากาศจากชาติตะวันตก ยุทธวิธีดังกล่าวเทียบเคียงได้กับกองทัพอัสซาดที่ได้รับการสนับสนุนด้วยกำลังทางอากาศจากรัสเซีย จะเรียกว่าเป็นการลอกเลียนยุทธวิธีก็ได้
            เป็นการแก้เกมแบบเกลือจิ้มเกลือ

            ประเด็นน่าคิดคือนับตั้งแต่รัสเซียตั้งฐานทัพในซีเรีย เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ผู้ก่อการร้ายเสียหายอย่างหนัก กองทัพอัสซาดกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ สามารถรุกคืบยึดคืนพื้นที่สำคัญๆ หลายจุด ซึ่งหมายความว่าสหรัฐกับพวกกำลังบรรลุเป้าหมายกำจัด IS ด้วย ณ ขณะนี้สงครามต่อต้าน IS ในซีเรียกำลังได้ผลดี เรื่องน่าแปลกคือรัฐบาลซาอุฯ กับพวกกลับเดือดเนื้อร้อนใจ อยากส่งทหารเข้าไปรบด้วย ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำต้องอาศัยกำลังรบจากชาติใดเพิ่มเติม รัฐบาลอัสซาดไม่ได้ร้องขอ
          เกิดคำถามว่า รัฐบาลซาอุฯ กับพวกทำไมคิดจะส่งทหารเข้ารบในยามนี้ ในเมื่อรัฐบาลอัสซาดทำได้ดีอยู่แล้ว ผู้ก่อการร้ายกำลังถอยร่น
            สำหรับผู้ที่เชื่อว่ารัฐบาลอาหรับหลายประเทศสนับสนุนผู้ก่อการร้าย IS จะเป็นเรื่องที่ยิ่งน่าแปลกประหลาดหรือไม่ เพราะรัฐบาลอาหรับบอกว่ากำลังจะส่งทหารไปปราบ IS ด้วยตัวเอง หรือว่ามีเป้าหมายอื่นแอบแฝง

ปัญหาจากการตีความ “ฝ่ายต่อต้านสายกลาง” :
            ถ้าพิจารณาในรายละเอียด หนึ่งในประเด็นปัญหาสำคัญคือการตีความ “ฝ่ายต่อต้านสายกลาง” ที่แตกต่างกัน
            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า “ฝ่ายต่อต้านสายกลาง” ประกอบด้วยหลากหลายกลุ่ม บางส่วนเป็นคนซีเรียแท้ๆ บางส่วนเป็นกองกำลังต่างชาติ มีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด เป็นฝ่ายที่รัฐบาลสหรัฐ รัฐอาหรับให้การสนับสนุน แต่ไม่รวมกลุ่มก่อการร้าย IS อัลกออิดะห์
เมื่อรัสเซียเปิดยุทธการในซีเรีย ชาติตะวันตก รัฐอาหรับเห็นว่าเป้าหมายการโจมตีของรัสเซียส่วนใหญ่คือ “ฝ่ายต่อต้านสายกลาง” ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย IS อัลกออิดะห์ ต่างจากข้อมูลของฝ่ายรัสเซียที่ย้ำว่าโจมตีผู้ก่อการร้ายเป็นหลัก
หนึ่งในประเด็นปัญหาจึงอยู่ที่การตีความว่าใครเป็น “ฝ่ายต่อต้านสายกลาง”
            ที่ผ่านมารัฐบาลรัสเซียพยายามแก้ปัญหาเรื่องจุดโจมตี ที่ชาติตะวันตกกล่าวหาต่อเนื่องว่าไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย แต่เป็นฝ่ายต่อต้านสายกลาง ด้วยการให้ทางการสหรัฐระบุว่ากลุ่มไหนจุดใดเป็นฝ่ายต่อต้านสายกลาง แต่จนบัดนี้รัฐบาลโอบามาไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ และแม้ฝ่ายรัสเซียจะพยายามแสดงความโปร่งใสด้วยการนำเสนอข้อมูลปฏิบัติการของตน คำกล่าวหาโจมตีฝ่ายต่อต้านสายกลางยังคงอยู่

รัสเซียกับซีเรียจะกล้าโจมตีกองทัพอาหรับหรือไม่ :
            Walid Muallem รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซีเรียตอบโต้คำประกาศส่งกองทัพเข้าซีเรียของรัฐบาลซาอุฯ ว่า กองกำลังประเทศใดที่ก้าวเข้ามาในประเทศถือว่า “เป็นการรุกราน” จึงเกิดคำถามว่ากองทัพรัฐบาลซีเรียจะทำเช่นนั้นจริงหรือไม่ หรือหากกองทัพอาหรับปะปนอยู่กับฝ่ายต่อต้านสายกลาง กองทัพอัสซาดกับรัสเซียจะกล้าเข้าปะทะด้วยหรือไม่
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เครื่องบินรบของชาติตะวันตกรวมทั้งรัฐอาหรับหลายประเทศบินว่อนอยู่ในน่านฟ้าซีเรีย เป็นการละเมิดซีเรียอยู่แล้ว (ถ้าจะตีความเช่นนั้น) แต่รัฐบาลอัสซาดไม่ได้แตะต้องแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับรัสเซีย
            จึงเชื่อว่ารัฐบาลอัสซาดจะไม่ปะทะกับกองทัพอาหรับ เว้นแต่กองทัพอาหรับจะมุ่งโจมตีกองทัพซีเรีย ผลคือหากส่งกองทัพเข้าซีเรียจริง กองทัพรัฐอาหรับจะกลายเป็นเกราะปกป้องฝ่ายต่อต่านสายกลาง ไม่ต่างจากที่กองทัพรัสเซียช่วยเหลือปกป้องฝ่ายประธานาธิบดีอัสซาด

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
             หลายปีที่ผ่านมาให้ข้อสรุปชัดว่าฝ่ายต่อต้านสายกลางไม่เป็นเอกภาพ อ่อนแอเกินกว่าจะโค่นล้มระบอบอัสซาด กองกำลังที่เข้มแข็งที่สุดคือ IS อย่างไรก็ตามทั้งหมดเป็นกองกำลังติดอาวุธเบา ปราศจากอาวุธหนัก เช่น เครื่องบินรบ รถถัง ปืนใหญ่ (อาจยึดมาได้บ้างแต่น้อย และถูกทำลายไปมาก)
            ดังนั้น เมื่อกองทัพรัสเซียสนับสนุนกองทัพอัสซาดอย่างใกล้ชิด ความหวังที่จะโค่นรัฐบาลอัสซาดด้วยกำลังของฝ่ายต่อต้าน/ผู้ก่อการร้ายแทบเป็นศูนย์ ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า “การเข้าแทรกแซงของรัสเซียทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ รัฐบาลอัสซาดเป็นฝ่ายได้เปรียบ ความคิดที่จะล้มอัสซาดด้วยกำลังเป็นอันจบสิ้น“ ซึ่ง หมายความว่าการสนับสนุนฝ่ายต่อต้านสายกลางมีแต่จะสูญเปล่า พวกฝ่ายต่อต้านสายกลางย่อมตระหนักว่าหากสู้ต่อไปพวกตนแต่มีแต่จะบาดเจ็บล้มตายมากขึ้น แต่จะไม่บรรลุเป้าหมายล้มรัฐบาลอัสซาด
            ทุกฝ่ายเข้าใจแผนของรัสเซีย รู้ว่าสุดท้ายต้องลงเอยที่โต๊ะเจรจา บนความได้เปรียบของรัฐบาลอัสซาด

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตซีเรียมีการเจรจาหลายต่อหลายรอบ ส่วนใหญ่ล้มเหลว เคยหยุดยิงชั่วคราวเฉพาะจุดเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่ไม่เคยหยุดยิงอย่างจริงจังกว้างขวางเท่าคราวนี้
แม้ยังไม่ได้ทางออกถาวร นับว่าเป็นความสำเร็จที่น่าชมเชยอย่างยิ่ง เป็นขั้นแรกสู่การหยุดยิงถาวร (เหมือนกรณียูเครนและอีกหลายกรณี) การปราบปรามผู้ก่อการร้ายจะกลายเป็นเรื่องง่าย เพราะจะเกิดการแยกแพะแยกแกะ

            ส่วนการสรุปว่ารัฐอาหรับจะส่งกองทัพเข้าซีเรียยังเร็วเกินไป (แต่มีความเป็นไปได้) เหตุเพราะต้องอาศัยเวลาเตรียมทัพ ข้อมูลที่ปรากฏมีแต่การเคลื่อนไหวของตุรกี หากจะส่งทหารเข้าจริง น่าจะมีแถลงการณ์จากรัฐบาลโอบามาและการเตรียมทัพที่เห็นชัดกว่านี้ ทั้งหมดนี้ขึ้นกับการเจรจา
ส่วนการหยุดยิงถาวรนั้นยังวนเวียนอยู่ที่การมองอนาคตซีเรียว่าจะเป็นอย่างไร
------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
คณะมนตรีความมั่นคงได้ออกมติเปิดทางสะดวกให้ทุกประเทศสามารถทำสงครามปราบปราม IS ในซีเรียกับอิรัก รวมถึงการส่งทหารเข้ารบในประเทศเหล่านี้ แต่ด้วยความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายสหรัฐกับรัสเซีย แผนกวาดล้าง IS จึงกลายเป็นมี 2 แผนที่ต่างคนต่างทำ ข้อมติเป็นผลดีต่อความมั่นคงของรัฐบาลอัสซาด แต่ซีเรียยังคงแบ่งแยกอยู่ดี

บรรณานุกรม:
1. Geoff Dyer. (2015, November 21). UN passes resolution urging action against Islamic State. CNBC/Financial Times. Retrieved from http://www.cnbc.com/2015/11/21/financial-times-un-passes-resolution-urging-action-against-islamic-state.html
2. Ian Black. (2016, February 4). Saudi Arabia offers to send ground troops to Syria to fight Isis. ​The Guardian. Retrieved from http://www.theguardian.com/world/2016/feb/04/saudi-arabia-ground-troops-syria-fight-isis
3. IRGC Commander: Saudi Troops Deployment to Syria "Political Joke". (2015, February 7). FNA. Retrieved from http://en.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13941118000301
4. Millward, David. (2016, February 12). Syria ceasefire agreed: world powers announce nationwide cessation of hostilities – live.
The Telegraph. Retrieved from http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/middleeast/syria/12153296/Syria-ceasefire-agreed-civil-war-peace-talks-live.html
5. Obama Security Advisor: 'Ground Forces in Syria Are Not Sustainable'. (2015, November 19). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/interview-with-ben-rhodes-about-paris-attacks-and-syria-a-1063687.html
6. Security Council. (2015, November 20). Resolution 2249 (2015). Retrieved from http://www.securitycouncilreport.org/atf/cf/%7B65BFCF9B-6D27-4E9C-8CD3-CF6E4FF96FF9%7D/s_res_2249.pdf
7. Turkey's Invasion of Syria? Moscow Keeping an Eye on Ankara's Moves. (2015, February 5). Sputnik News. Retrieved from http://sputniknews.com/politics/20160205/1034300173/turkish-invasion-of-syria-moscow-keeping-eye-on-ankara.html
8. UAE says it is ready to send ground troops to Syria. (2016, February 8). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2016/02/uae-ready-send-ground-troops-syria-160207103946820.html
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เกาหลีใต้หวังแช่แข็งเกาหลีเหนือ ละการรวมชาติ

7 กุมภาพันธ์ 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7031 วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559)

            จากการทดลองจุดระเบิดไฮโดเจนเมื่อต้นปีตามการกล่าวอ้างของเกาหลีเหนือรอบนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้แสดงตัววิ่งเต้นแก้ปัญหา พยายามจัดประชุม 6 หาข้อมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือเพิ่มเติม แต่ติดปัญหาต้องผ่านการพิจารณาจากจีนก่อน การเจรจา 6 ฝ่ายกับข้อมติกลายเป็นประเด็นหารือกันไปเรื่อยๆ ยังไม่มีข้อสรุป จีนเห็นว่ามาตรการรุนแรงเกินไป อาจกระทบต่อเสถียรภาพของคาบสมุทรเกาหลี
            เป็นอีกครั้งที่เกาหลีใต้ดูจริงจัง ให้ความสำคัญต่อสถานการณ์

ความกังวลและนโยบายของเกาหลีใต้ :
ไม่ว่าจะโดยภูมิศาสตร์รัฐศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ ประวัติศาสตร์ ความเป็นไปของเกาหลีเหนือกระทบต่อเกาหลีใต้ในทุกมิติ
นโยบายพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเกี่ยวข้องกับการประกาศว่าเกาหลีเหนือเป็นหนึ่งใน “axis of evil” ร่วมกับอิรัก อิหร่าน เมื่อมกราคม 2002 โดยรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช  (George W. Bush) พร้อมกับหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” (preemption) กำจัดภัยคุกคามก่อนภัยนั้นถึงตัว ไม่อาจปล่อยให้เกิดเหตุก่อการร้าย 11 กันยา 2001 ซ้ำอีก
            ด้วยนโยบายอันแข็งกร้าวที่ประธานาธิบดีบุชประกาศต่อสาธารณะ สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีตึงเครียดขึ้นทันที เกิดความกังวลว่าสหรัฐจะส่งกองทัพโค่นล้มระบอบเกาหลีเหนือดังที่ทำกับอัฟกานิสถานและอิรัก ประธานาธิบดีคิม แด-จุง (Kim Dae-jung) แห่งเกาหลีใต้รีบเดินทางไปหารือกับสหรัฐในปี 2001 เพื่อให้รัฐบาลบุชเปลี่ยนท่าทีแต่ไม่เป็นผล
            นโยบายของเกาหลีใต้คือเกาหลีเหนือยกเลิกโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์กับขีปนาวุธพิสัยไกล ยุทธศาสตร์หลักที่สหรัฐกับเกาหลีใต้ใช้คือโดดเดี่ยวเกาหลีเหนือ
            การประชุมระหว่างประธานาธิบดีโอบามากับประธานาธิบดีปาร์ค กึน-เฮ (Park Geun-hye) เมื่อเมษายน 2014 ได้ข้อสรุปว่าทั้ง 2 ฝ่ายเห็นร่วมที่จะต้องลดระดับความตึงเครียด ส่งเสริมสันติภาพ สนับสนุนยุทธศาสตร์ปรับสมดุลภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของประธานาธิบดีโอบามา เพราะเห็นว่าจะช่วยเสริมสร้างสันติภาพและความร่วมมือ และเห็นว่าประธานาธิบดีโอบามาต้องการให้เป็นเช่นนั้นจริง
            จะเห็นว่าถ้าพูดถึงยุทธศาสตร์ปรับสมดุล รัฐบาลปาร์คจะพูดว่าสนับสนุนภายใต้แนวทางที่ว่า “ต้องลดระดับความตึงเครียด ส่งเสริมสันติภาพ” ตรงข้ามกับการยั่วยุ การเผชิญหน้า สร้างความยิ่งใหญ่เกรียงไกร

เกาหลีใต้ต้องการรวมชาติจริงหรือ :
            การทำความเข้าใจจุดมุ่งหมายรัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มได้จากการพิจารณานโยบายรวมประเทศอันเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลทุกชุด พบว่ารัฐบาลและประชาชนเกาหลีใต้จำนวนมากต่างเห็นว่าไม่จำต้องรีบร้อน ควรดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหตุเนื่องจากนับวัน 2 ประเทศจะยิ่งแตกต่างกันมาก เศรษฐกิจสังคมเกาหลีใต้นับว่าจะทันสมัย การรวมประเทศอย่างปัจจุบันทันด่วนไม่ส่งผลดีต่อทั้ง 2 เกาหลี เช่น ฉุดรั้งเศรษฐกิจ ชาวเกาหลีเหนือปรับตัวไม่ทัน
            ถ้าพิจารณาปัจจัยทางสังคม สงครามเกาหลีผ่านมาแล้ว 6 ทศวรรษ ความสัมพันธ์ทางญาติมิตรระหว่างผู้ที่อยู่ทางเหนือกับทางใต้นับวันจะยิ่งเหินห่าง คนรุ่นใหม่ไม่ผูกพันญาติของตนที่อยู่อีกฝ่าย คนหนุ่มสาวเกาหลีใต้สนใจ K-pop มากกว่า ประเด็นการรวมชาตินับวันจะยิ่งไม่เป็นที่สนใจ ผนวกกับการดำเนินชีวิตของคนเกาหลีใต้อยู่ในภาวะแข่งขันสูง จึงต้องคิดหนักหากการรวมชาติเป็นเหตุกระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ปัญหาของเกาหลีเหนือเป็นเรื่องของคนเกาหลีเหนือมากกว่าเกาหลีใต้
            ดังนั้น นโยบายรวมเกาหลีด้วยเหตุผลประวัติศาสตร์ ความผูกพันฉันญาตินับวันจะหดหายไป การรวมเกาหลีในอนาคตน่าจะเกิดจากเหตุผลอื่นๆ ซึ่งหมายความว่าการรวมชาติจะเกิดขึ้นหรือไม่ต้องพิจารณาผลดีหรือเสียในแง่ทุกมิติ

นอกจากนี้ ถ้าต้องการรวมชาติจริงๆ ต้องมองภาพในระดับกว้าง ต้องพิจารณาว่าจีนกับสหรัฐจะคิดเห็นอย่างไร เกาหลีใต้คงไม่ประสงค์ให้การรวมชาติเป็นเหตุเผชิญหน้ารุนแรงระหว่างจีนกับสหรัฐ ที่สุดแล้วรัฐบาลเกาหลีใต้จะต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เห็นว่ามีผลดีจริงๆ ไม่สุ่มเสี่ยงเกิดปัญหาความมั่นคง ดังยุทธศาสตร์ของวิสัยทัศน์การรวมชาติที่ระบุว่า ตระหนักว่าเป็นเกาหลีใหม่ที่สร้างความสุขแก่ทุกคน
รัฐบาลเกาหลีใต้มีนโยบายรวมชาติ มี “กระทรวงรวมชาติ” ทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง แต่ไมว่าจะมองเชิงหลักการหรือความต้องการของคนเกาหลีใต้ โอกาสรวมชาติอย่างสันตินับวันจะเลือนรางมากขึ้น ไม่ว่าในอดีตจะทำข้อตกลงร่วมกี่ฉบับก็ตาม

สิ่งที่เกาหลีใต้ต้องการจริงๆ :
            เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่เกาหลีใต้ยึดมั่นว่า “ต้องลดระดับความตึงเครียด ส่งเสริมสันติภาพ” เพราะจีนเป็นคู่ค้ารายสำคัญที่สุดของเกาหลีใต้
            ในปี 2012 เกาหลีใต้ส่งออกสินค้า 547,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศส่งออกรายสำคัญที่สุดคือจีน (ไม่รวมฮ่องกง) สูงถึงร้อยละ 24.5 รองมาคือสหรัฐร้อยละ 10.7 สหภาพยุโรป 9.1 ญี่ปุ่น 6.0 ฮ่องกง 6.0 ในด้านการนำเข้าเกาหลีใต้นำเข้าสินค้าทั้งหมด 519,000 ล้านดอลลาร์ โดยนำเข้าจากจีนมากที่สุดเช่นกัน คือร้อยละ 15.5 รองลงมาคือญี่ปุ่น 12.4 สหภาพยุโรป 9.7 สหรัฐ 8.4 และซาอุดิอาระเบีย 7.6
            จีนจึงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ทั้งด้านการส่งออกและนำเข้า ดังนั้นหากพูดถึงความสัมพันธ์ทางการค้า เกาหลีใต้มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนมากกว่าสหรัฐและญี่ปุ่นอย่างชัดเจน เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเกาหลีใต้จะต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างระมัดระวัง ไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจการค้าของตน

            ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือระบบเศรษฐกิจเกาหลีใต้เป็นเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก จึงจำต้องรักษาความสัมพันธ์การค้ากับจีนที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ ในภาพที่กว้างขึ้นต้องรักษาบรรยากาศภูมิภาคให้สงบเรียบร้อย เหมาะแก่การค้าการลงทุน
            ผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้นรวดเร็ว พุ่งตรงต่อรัฐบาลและประเทศมากกว่าโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือมาก

ยุทธศาสตร์เหยียบเรือ 2 แคม :
            นับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศตกอยู่ในอิทธิพลของสหรัฐอย่างยาวนาน การพัฒนาเศรษฐกิจ การสิ้นสุดสงครามเย็น และการได้รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ส่งผลให้เกาหลีใต้ในยุคปัจจุบันเป็นอิสระมากขึ้น
            ในด้านนโยบายความมั่นคงทางทหารแม้ยังต้องพึ่งพาสหรัฐเป็นหลัก แต่ในด้านการทูตสามารถวางตำแหน่งอยู่ระหว่างจีนกับฝ่ายสหรัฐ
การที่รัฐบาลสหรัฐมีนโยบายปกป้องเกาหลีใต้ ช่วยให้เกาหลีใต้รู้สึกปลอดภัย แต่ความปลอดภัยนี้ต้องไม่เป็นเหตุเพิ่มภัยคุกคามจากจีน ญี่ปุ่น จึงต้องวางยุทธศาสตร์เป็นมิตรกับจีนและฝ่ายสหรัฐพร้อมๆ กัน

ทุกวันนี้ภัยคุกคามหลักด้านความมั่นคงทางทหารจึงเหลือแต่เกาหลีเหนือเท่านั้น ซึ่งจำต้องขอความร่วมมือจากจีนเป็นสำคัญ และรัฐบาลจีนถือไพ่ใบนี้อยู่ในมือ ที่ผ่านมาประธานาธิบดีปาร์คถึงกับต้องร้องขอให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงกดดันเกาหลีเหนือให้ระงับการทดลองนิวเคลียร์ด้วยการอ้างเหตุผลสารพัด ทั้งเรื่องการกระชับความสัมพันธ์ด้านการทหารกับญี่ปุ่น เอ่ยถึงเรื่องการติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธ Terminal High Altitude Area Defense (THAAD) ที่รัฐบาลจีนเห็นว่าเป็นประเด็นอ่อนไหวมาก และเรื่องเกาหลีใต้คิดสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง
            ในขณะเดียวกันรัฐบาลจีนไม่อยากเห็นความวุ่นวายในเกาหลีเหนือเช่นกัน ดังนั้น จีนกับเกาหลีใต้จึงมีเป้าหมายหลักร่วมกันคือให้คาบสมุทรเกาหลีสงบเรียบร้อย ไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            เมื่อสหรัฐทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก ในขณะนั้นทุกฝ่ายรู้ดีว่าญี่ปุ่นจะต้องประกาศยอมแพ้ อันหมายถึงต้องส่งมอบเกาหลีแก่ฝ่ายสัมพันธมิตรด้วย ประเด็นคือชาติมหาอำนาจไม่คิดคืนแก่ชาวเกาหลีโดยตรง แต่ต้องการให้อยู่ในอาณัติของชาติมหาอำนาจต่อไป
            รัฐบาลสหรัฐใจสินใจแบ่งเกาหลีออกเป็น 2 ส่วนโดยใช้เส้นขนานที่ 38 ทางเหนือมอบให้โซเวียต ส่วนทางใต้อยู่ในการดูแลของสหรัฐ ฝ่ายโซเวียตเห็นชอบกับข้อตกลงลับนี้
            เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้ ประเทศเกาหลีใต้จึงแยกเป็น 2 ส่วน เกิดเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ รัฐบาลสหรัฐหวังญี่ปุ่นช่วยดูแลเกาหลีใต้ (เพราะเป็นเจ้าอาณานิคมเดิม) ตรงข้ามกับโซเวียตที่ติดต่อกลุ่มเกาหลีที่ต่อต้านญี่ปุ่นเพื่อขอความร่วมมือปกครองเกาหลีเหนือ จะเห็นได้ว่าเกาหลีที่เป็นอาณานิคมญี่ปุ่นไม่ได้เป็นไท เพียงแต่เปลี่ยนเจ้าอาณานิคมเนื่องจากเจ้าอาณานิคมเดิมแพ้สงคราม

            มาถึงตอนนี้ เส้นทางอนาคตของเกาหลีเหนือ-ใต้มุ่งสู่ทิศแตกต่างชัดเจน ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน
            ผ่านไปหลายสิบปี สังคมเกาหลีใต้ที่เดิมอยู่ใกล้แนวหน้าของสงครามเย็น ระบอบอำนาจนิยมในร่างประชาธิปไตยได้พัฒนาเป็นเกาหลีใต้ในปัจจุบันที่มีอธิปไตยแท้ เศรษฐกิจเติบโต สังคมมั่นคง
ทางแห่งวันข้างหน้าคือ จะต้องไม่หวนกลับไปเป็นอาณานิคมของใครอีก ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น หรือสหรัฐ ไม่ถูกชักนำให้เข้าสมรภูมิที่ชาวเกาหลีต้องเสียชีวิตนับแสนนับล้านดังเช่นสงครามเกาหลีในทศวรรษ 1950 (มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 3 ล้านคน)
            ในการนี้จะต้องให้เกาหลีเหนืออยู่ในความสงบ การทดสอบนิวเคลียร์ ขีปนาวุธพิสัยไกลของเกาหลีเหนือล้วนเป็นเหตุบั่นทอน จึงต้องพยายามให้เกาหลีเหนือนิ่งมากที่สุด ถ้า “แช่แข็ง” เกาหลีเหนือได้จะเป็นการดีที่สุด เป็นผลดีต่อเกาหลีใต้ จีน การคงอยู่ของระบอบเกาหลีเหนือ คงแต่คนเกาหลีเหนือที่ยังต้องอยู่ในสภาพทุกข์ยากต่อไป
-------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
จีนเป็นคู่ค้ารายสำคัญเพียงรายเดียวของเกาหลีเหนือ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ความช่วยเหลือจากจีนเป็นเหมือนเลือดหล่อเลี้ยงระบอบเกาหลีเหนือ เป็นตัวบ่งชี้ความสำคัญของจีน หลายฝ่ายวิพากษ์ว่าจีนเป็นต้นเหตุให้เกาหลีเหนือเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เหตุผลข้อนี้มีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่ความจริงที่ลึกกว่าคือประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐ ต่างหวังให้เกาหลีเหนืออยู่ในสภาพปัจจุบัน ด้วยเหตุผลแรงจูงใจที่ต่างกัน สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีจึงดำเนินไปด้วยผลจากทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่เฉพาะจีนเท่านั้น

บรรณานุกรม:
1. (4th LD) S Korea, China split over level of sanctions on N. Korea. (2016, January 15). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/national/2016/01/15/61/0301000000AEN20160115009751315F.html
2. Beal, Tim. (2005). North Korea: The Struggle Against American Power. London: Pluto Press.
3. Dickler, Paul. (2014, June). The Korean Peninsula: Yesterday and Today.
Foreign Policy Research Institute. Retrieved from http://www.fpri.org/articles/2014/06/korean-peninsula-yesterday-and-today
4. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.
5. Kaufmann, Andreas., & Balsiger, Mattia. (2015, March 20). The Future of the Two Koreas. International Relations and Security Network (ISN). Retrieved from http://isnblog.ethz.ch/security/the-two-koreas
6. Korea, Republic of. (2014, March). World Trade Organization. Retrieved from http://stat.wto.org/CountryProfile/WSDBCountryPFView.aspx?Country=KR&Language=F
7. Manyin, Mark E., Nikitin, Mary Beth D., Chanlett-Avery, Emma., Cooper, William H., & Rinehart, Ian E. (2014, June 24). U.S.-South Korea Relations. Congressional Research Service. Retrieved from https://www.fas.org/sgp/crs/row/R41481.pdf
8. Ministry of Unification, Korea. (2016). Vision Statement. Retrieved from http://eng.unikorea.go.kr/content.do?cmsid=1773
9. N.K. erecting last stage of rocket. (2012, December 5). The Korea Herald. Retrieved from http://nwww.koreaherald.com/view.php?ud=20121204001037
10. Park asks Xi to prevent N.K. nuclear test. (2014, April 23). The Korea Herald. Retrieved from http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20140423001295
11. The White House. (2014, April 25). Press Conference with President Obama and President Park of the Republic of Korea. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/25/press-conference-president-obama-and-president-park-republic-korea
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

มาเลเซียประกาศเผชิญหน้าผู้ก่อการร้ายดาอิช (IS)

31 มกราคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7024 วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม ..2559)

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นาจิบ ราซัค (Najib Razak) นายกรัฐมนตรีมาเลเซียยอมรับว่าดาอิช (IS/ISIL/ISIS) กำลังคุกคามมาเลเซีย หลังการเผยแพร่วีดีโอจากกลุ่ม IS ในภูมิภาคประกาศว่าจะโจมตีมาเลเซีย ความตอนหนึ่งของวีดีโอนำเสนอว่า “พวกเราจะทวีมากขึ้นถ้าท่านจับเรา แต่ถ้าท่านปล่อยให้เราทำ เราจะใกล้เป้าหมายนำการปกครองแบบคอลีฟะห์กลับมา” “เราจะไม่ยอมก้มหัวต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะเราดำเนินตามกฎเกณฑ์อัลเลาะห์เท่านั้น
เมื่อ 24 มกราคมที่ผ่านมา ตำรวจมาเลย์จับกุมสมาชิก IS กลุ่ม Katibah Nusantara (Malay Archipelago Combat Unit) ที่กำลังวางแผนก่อการร้ายในประเทศ
            ข้อมูลบางแหล่งระบุว่าทางการมาเลเซียจับกุมพลเมืองผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับ IS กว่า 150 รายแล้ว หลายสิบคนผ่านการอบรมจากตะวันออกกลาง
            ประชาคมโลกเอ่ยถึงการมีตัวตนของ IS/ISIL/ISIS ตั้งแต่กลุ่มเริ่มปรากฏตัว มีพัฒนาการเรื่อยมาจนกลายเป็น IS (รัฐอิสลาม) ข่าวการปรากฏตัวของ IS ในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมานานหลายปีพร้อมกับพัฒนาของการ IS ต่างกันเพียงว่าผู้ปกครองหรือรัฐบาลจะยอมรับอย่างเปิดเผยหรือไม่
            ในกรณีของมาเลเซีย รัฐบาลได้ประกาศต่อสาธารณชนอย่างชัดเจนแล้วว่าประเทศกำลังเผชิญภัยก่อการร้ายจากกลุ่มนี้ เป็นผลจากการตัดสินใจว่าถึงเวลาต้องประกาศแล้ว การประกาศมีผลดีมากกว่าผลเสีย

ดาอิชไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับอิสลาม :
นายกฯ นาจิบกล่าวปาถกฐาในงานประชุม International Conference on Deradicalisation and Countering Violent Extremism เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มีใจความสำคัญดังนี้
            โลกทราบดีถึงความโหดร้าย (brutality) และป่าเถื่อน (barbarity) ของดาอิชที่กระทำต่อพี่น้องของเราทั้งในซีเรียกับอิรัก คนนับล้านต้องอพยพลี้ภัย หลายพันถูกสังหาร บังคับคนที่เหลือดำเนินชีวิตภายใต้ความชั่วร้ายของพวกเขา เป็นทรราชต่ำทราม นอกจากนี้เรายังเห็นความโหดร้ายในการโจมตีกรุงปารีส อิสตันบูล อังการา เบรุต จาการ์ตา ฯลฯ
            ไม่มีส่วนใดของก่อการร้ายที่สอดคล้องกับอิสลาม กลุ่มเหล่านี้สบประมาทศาสนาแห่งสันติ ความอดกลั้นและความเข้าใจ มุสลิมเกือบทั้งหมดต่างพูดชัดเป็นเสียงเดียวว่าอย่าได้กระทำในนามศาสนาของเรา
            แต่เราต้องยอมรับว่าคนหนุ่มสาวของพวกเราหลายคนถูกล่อลวงให้เข้าร่วมกลุ่ม กลุ่มที่อ้างอย่างผิดๆ ว่าศาสนาเรียกร้องให้พวกเขากระทำเช่นนั้น เป็นความท้าทายที่พวกเราทั้งโลกต้องเผชิญ

            เดือนนี้เองตำรวจเข้าจับกุมชาวมาเลย์ 3 คนที่พยายามไปซีเรียเข้าร่วมดาอิช หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายอายุ 16 ปี จริงหรือที่เขาเป็นคนชั่ว (evil person) หรือว่าถูกล้างสมองกันแน่ อีกเหตุการณ์หนึ่งเมื่อ 10 วันก่อน ชายหนุ่มคนหนึ่งถูกจับกุมและยอมรับว่าเตรียมวางแผนโจมตีพลีชีพ ภัยคุกคามมีจริงแน่นอนและรัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้มาก เป็นเหตุต้องออกกฎหมาย Security Offences (Special Measures) Act หรือ SOSMA เป็นมาตรการพิเศษเพื่อต่อต้านก่อการร้าย ป้องกันการแทรกซึม ยกระดับมาตรการป้องกันตัวเอง
            เป็นการถูกต้องที่จะเอ่ยถึงความสมดุลระหว่างเสรีภาพของพลเรือนกับความมั่นคงแห่งชาติ แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่าพลเรือนไม่มีเสรีภาพภายใต้ดาอิช ทางที่ดีที่สุดเพื่อรักษาเสรีภาพคือทำให้มั่นใจว่าประเทศปลอดภัย ข้าพเจ้าไม่เสียใจที่จะทำให้ประเทศปลอดภัย เป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก เราจะไม่ปล่อยให้เกิดเหตุร้ายก่อนจึงค่อยวางมาตรการป้องกัน
            อย่างหนึ่งที่สำคัญในการต่อต้านลัทธิรุนแรงสุดโต่ง (violent extremism) คือขจัดการบิดเบือนการโกหกทางศาสนา นำเสนอแนวทางอิสลามเพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้งว่าพวกสุดโต่งคือพวกสบประมาทศาสนา พวกเขาดูหมิ่นอัลกุรอานและท่านนบีมูฮัมหมัดเมื่อพวกเขากระทำอ้างนามของท่านหรือสิทธิอำนาจของท่าน
            มาเลเซียเน้นหลักความทันสมัยมานานแล้ว ปฏิบัติตามหลักวะสะฏียะฮ์ ความสุดโต่งไม่ใช่อิสลาม

หลักวะสะฏียะฮ์ (wasatiyyah) :
นายกฯ นาจิบเอ่ยถึงหลักวะสะฏียะฮ์ (wasatiyyah) ว่าเป็นบัญญัติจากอัลกุรอานเราได้ให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติสายกลางหลักการนี้ให้ความสำคัญกับความสมดุลและความพอดี ยึดทางสายกลาง ไม่สุดโต่ง ตั้งอยู่บนความยุติธรรม ความสมดุลระหว่างความศรัทธาในศาสนากับความต้องการวัตถุ ไม่มีการบังคับใดๆ ในการนับถือศาสนา
หลักวะสะฏียะฮ์สามารถนำไปใช้ในทุกด้านไม่เพียงศาสนาเท่านั้น ใช้ได้ทั่วไปทั้งในระดับสังคมกับปัจเจกบุคคล เป็นประชาธิปไตยสายกลาง ไม่ล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลที่ถือหลักศรัทธาแตกต่าง เปิดโอกาสให้ทุกคนปฏิบัติศาสนาที่ตนเลื่อมใสและศรัทธา ยอมรับความหลากหลายเพราะเป็นรากฐานแห่งความภราดรภาพที่ประเสริฐยิ่ง

นายกฯ นาจิบกล่าวถึงการบริหารประเทศภายใต้หลักวะสะฏียะฮ์ว่า “มาเลเซียในฐานะประเทศมุสลิมที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยจึงกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มีรายได้ชั้นกลางระดับบนอันทันสมัยประเทศหนึ่งของโลก นอกจากนี้เรายังสามารถลบคำสบประมาทต่อความคิดเดิมๆ ที่ว่าประเทศอิสลามนั้นไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เผด็จการ บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอันมั่งคั่งที่ตนเองมีอยู่ไม่เป็น และขาดความยุติธรรมในสังคม”
นายกฯ นาจิบกล่าวว่ากระผมอยากจะกล่าวอย่างชัดเจนที่นี่ว่าผู้ที่ระเบิดฆ่าตัวตายนั้นไม่ได้เป็นผู้เสียสละชีวิตอุทิศตนเพื่อศาสนาแต่อย่างใด พวกเขาไม่แม้แต่จะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอิสลาม หารู้ไม่พวกเขาคือผู้หลงผิดในการกระทำบาปอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นผู้ที่จงเกลียดจงชังและโหมเชื้อไฟและความรุนแรงเพื่อให้เกิดการกระทำดังกล่าวนั้นพวกเขาเป็นผู้ผิดบาปเฉกเช่นเดียวกันอิสลามไม่เคยสอนให้กระทำเช่นนั้น มันไม่ได้อยู่ในคำสอนของอิสลามเสียด้วยซ้ำ แท้ที่จริงแล้วอิสลามเกลียดชังการฆ่าตัวตายเป็นอย่างยิ่ง
“ศาสนาอิสลามมีข้อห้ามเกี่ยวกับการคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นแล้วการระเบิดคร่าชีวิตพลเรือนนั้นก็ถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ในอิสลาม ดังที่ท่านได้ทราบแล้วว่าแม้กระทั่งในสภาวะจลาจลหรือสนามรบ การคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์นั้นไม่ถือเป็นสิ่งที่อนุญาตอย่างยิ่ง”
ในอีกวาระหนึ่งกล่าวว่า “นักวิชาการอิสลามหลายท่านระบุไว้อย่างชัดเจนว่าบุคคลใดที่กระทำการและสร้างความรุนแรงนั้นไม่ใช่มุสลิมที่แท้จริง อุดมการณ์ตาลปัตรของพวกเขาไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อในพระเจ้าแต่อย่างใดเลย”
            รัฐบาลมาเลเซียเป็นอีกประเทศที่ประกาศต่อต้าน IS สอดคล้องกับแถลงขององค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ที่ประกาศว่าแนวทางของกลุ่มก่อการร้าย IS ไม่มีส่วนใดที่เข้ากับอิสลาม พร้อมกับขอประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มเหล่านี้

เป็นอิสลามหรือไม่เป็นอิสลาม :
ในขณะที่พวก IS เห็นว่าพวกเขาปฏิบัติตามหลักอิสลาม องค์กรอิสลาม นักวิชาการมุสลิมกระแสหลัก รวมทั้งหลักวะสะฏียะฮ์ (wasatiyyah) ที่นายกฯ นาจิบนำเสนอล้วนพูดอย่างชัดเจนว่าแนวทางของ IS ไม่ใช่อิสลาม ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับอิสลามและเป็นศัตรูของอิสลาม
พอจะสรุปได้ว่าเป็นความแตกต่างระหว่างมุสลิมกระแสหลักกับพวก IS
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เข้าร่วม IS น่าจะเข้าร่วมด้วยเหตุผลหลากหลาย ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งที่เข้าร่วมมีพื้นฐานดั้งเดิมเป็นมุสลิมและมาศรัทธา คนเหล่านี้ย่อมเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าแนวทาง IS เป็นแนวทางอิสลามที่ถูกต้อง (หรือถูกต้องกว่า) แม้มุสลิมจำนวนมากจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
นอกจากนี้ มุสลิมบางคนอาจไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ IS ไม่คิดจะเป็นสมาชิก แต่เห็นว่าเป็นการดีที่มีคนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาต่อต้านผู้นำมุสลิมเผด็จการ ต่อต้านตะวันตก
            และยังมีประเภทไปด้วยเหตุผลอื่นๆ เป็นหลัก เช่น เศรษฐกิจ เรื่องของอิสลามเป็นเหตุผล “พ่วง” เท่านั้น
            IS จะเป็นอิสลามหรือไม่เป็นอิสลามจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สำคัญที่ว่ามุสลิมกระแสหลักต้องชูธงประกาศชัดว่าอย่างไรจึงเป็นอิสลาม ให้ความเป็นอิสลามปรากฏอยู่ในมุสลิมทุกคน
พร้อมๆ กับที่ประชาคมโลกต้องเข้าใจ ไม่หลงกลของพวกสุดโต่ง ไม่คิดว่าเป็นสงครามศาสนา หรือการปะทะระหว่างอายธรรมตะวันตกกับอิสลามดังที่บางคนพยายามยัดเยียดให้เข้าใจเช่นนั้น

พลังสื่อโซเชียลมีเดีย :
            ความสำเร็จหรือความร้ายแรงของดาอิชคือ ในช่วงเวลาไม่กี่ปีสามารถดึงคนร่วมร้อยประเทศเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม ผู้คนหลายหมื่นเข้าสมรภูมิซีเรียกับอิรักเพื่อสู้รบในนามดาอิช บางส่วนเสียชีวิต บางส่วนกลับประเทศกลายเป็นบุคคลอันตราย ที่สำคัญคือต้องตระหนักว่ายังมีอีกมากที่เห็นด้วยกับอุดมการณ์โดยไม่เปิดเผยตัว
            สาเหตุหนึ่งที่เป็นเช่นนี้มาจากเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ที่เข้าถึงตัวบุคคลอย่างเจาะจง และเชื่อมโยงกันทั้งโลก สื่อโซเชียลมีเดียเป็นสื่อที่ใช้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ราคาไม่แพง ใครๆ ก็มีอุปกรณ์รับส่งสื่อนี้ติดตัว
            ถ้าผู้ก่อการ้ายใช้ประโยชน์จากสื่อโซเชียลมีเดีย เหล่าผู้ต่อต้านก่อการร้ายสามารถใช้เช่นกัน และน่าจะมีพลังมากกว่าหลายเท่าหากดูจากจำนวนคนของแต่ละฝ่าย เป็นโอกาสดีที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหยิบยื่นให้ประชาชนคนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในระดับระดับโลก ร่วมกันต่อต้านก่อการร้าย ความรุนแรงอย่างผิดๆ ให้เสียงของผู้รักสันติกลบเสียงความหลงผิดของผู้ก่อการร้าย
            การรวมพลังคนทั้งโลกเพื่อต้านผู้ก่อการร้าย ลัทธิสุดโต่งเป็นเรื่องท้าทาย แต่หากประสบความสำเร็จแล้วจะเป็นได้ประโยชน์มหาศาล เป็นพลังให้กับการขับเคลื่อนในประเด็นอื่นๆ ด้วย เช่น การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม มลภาวะต่างๆ
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
ในโลกมุสลิมมีผู้เชื่อว่าซุนนีกับชีอะห์มีความขัดแย้ง และในขณะนี้มีผู้พยายามอ้างว่าสงครามในซีเรียกับอิรักคือสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์ โดยเชื่อมโยงว่า IS คือเครื่องมือของซุนนี แต่เมื่อองค์กร ผู้นำจิตวิญญาณอิสลามประกาศชัดว่า IS ไม่ใช่อิสลาม การอ้าง IS เป็นเหตุผลสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์จึงตกไป น่าแปลกใจที่รองประธานาธิบดีไบเดนกลับพยายามดึง IS เข้าไปอยู่ในอิสลาม ยังยืนยันว่า IS อยู่ในกลุ่มซุนนี กำลังทำสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์

บรรณานุกรม:
1. Institut Terjemahan & Buku Malaysia. (2012). การเคลื่อนไหวของการต่อต้านความรุนแรงระดับโลก. GLOBAL MOVEMENT OF MODERATES FOUNDATION. Retrieved from http://www.gmomf.org/wp-content/uploads/media/1228.pdf.
2. Jensen, Richard Bach. (2013). The first global wave of terrorism and international counter-terrorism, 1905–14. In An International History of Terrorism. (pp.16-33). Oxon: Routledge.
3. Latiff, Rozanna. (2016, January 25). Malaysia says Islamic State threat "very real" as video warns of attacks. Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/us-malaysia-security-meet-idUSKCN0V30Q5
4. OIC welcomes President Obama’s call to confront extremist ideology. (2014, September 25). Organisation of Islamic Cooperation. Retrieved from http://www.oic-oci.org/oicv2/topic/?t_id=9363&t_ref=3737&lan=en
5. Parameswaran, Prashanth. (2016, January 25). Islamic State Vows Revenge on Malaysia Amid Crackdown, Terror Meet. The Diplomat. Retrieved from http://thediplomat.com/2016/01/islamic-state-vows-revenge-on-malaysia-amid-crackdown-terror-meet/
6. PM Najib's speech at the International Conference on Deradicalisation and Countering Violent Extremism. (2016, January 25). The New Strait Times. Retrieved from http://www.nst.com.my/news/2016/01/123913/pm-najibs-speech-international-conference-deradicalisation-and-countering
-----------------------------