ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 แกะรอยโอบามาหาเสียงผ่านสหประชาชาติ

29 กันยายน 2012
ชาญชัย
สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีบารัก โอบามาต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสามารถวิเคราะห์ได้ในหลายมิติ บทวิเคราะห์นี้ตั้งอยู่ในกรอบ การเอื้อประโยชน์แก่ปธน.โอบามาในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งใกล้วันเลือกตั้งเข้ามาทุกทีแล้ว 
ข้อสังเกตประการแรก คือ สุนทรพจน์ดังกล่าวพูดในกรอบสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือมุสลิมอาหรับเป็นหลัก ไม่เอ่ยถึงประเด็นความมั่นคงอื่นๆ ไม่เอ่ยถึงจีน ไม่แตะเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้สำคัญต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ มากกว่าและเป็นประเด็นปัจจุบันเช่นกัน
เป็นไปได้ว่าในเวลาจำกัด ปธน.โอบามาเลือกพูดเพียงหมวดเดียว โดยไม่สนใจว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติมากที่สุดหรือไม่

สุนทรพจน์เริ่มด้วยการสดุดีเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเมืองเบงกาซี ประเทศลิเบียว่าเป็นผู้ที่เสียสละทำงานหนัก เป็นที่รักของชาวลิเบีย
ปธน.โอบามาแปรวิกฤตเหตุการณ์เผาโจมตีสถานกงสุลเบงกาซีเป็นโอกาสว่าสหรัฐฯ มีสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลลิเบียที่จัดตั้งตามระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลลิเบียไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุดังกล่าว อีกทั้งชาวลิเบียก็ไม่เห็นด้วยกับการเผาโจมตีสถานกงสุลด้วย
ในขณะเดียวกัน ตอกย้ำถึงความเข้มแข็งในนโยบายของตนว่าสหรัฐฯ จะจับตัวคนผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างแน่นอน
            จากประเด็นสถานกงสุลเบงกาซี ปธน.โอบามาขยายกรอบพูดเรื่อง Arab Spring ที่ทำให้ผู้นำอำนาจนิยมในโลกอาหรับหลายคนต้องหลุดจากเก้าอี้ แล้วกล่าวถึงกรณีซีเรียที่ยังวุ่นวายอยู่ว่าต้องล้มระบอบของบาชาร์ อัล-อัสซาดเพื่อคนซีเรียจะไม่ทุกข์ยากต่อไป ได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดใส
            จากนั้นพูดถึงเรื่องหลักการ กล่าวถึงค่านิยมเรื่องเสรีภาพและการตัดสินใจด้วยตนเอง ว่าสองเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพียงค่านิยมของชาติตะวันตก แต่เป็นค่านิยมสากล ย้ำว่าการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยทำให้ประเทศมีเสถียรภาพ มีความมั่งคั่งและให้โอกาสปัจเจกบุคคล ปัจจัยทั้งหมดนี้เกื้อหนุนให้โลกมีสันติภาพ
            เมื่อเอื้อนเอ่ยหลักประชาธิปไตย ข้อดีต่างๆ แล้วจึงค่อยพูดเรื่องที่ผมเห็นว่าคือไฮไลท์ของงานนี้ คือการพูดว่าประชาธิปไตยยังหมายถึงการที่พลเมืองมีเสรีภาพในการพูดสิ่งที่เขากับกลุ่มของเขาคิดเห็นโดยปราศจากความกลัว บนพื้นฐานของหลักนิติธรรมและกระบวนการที่ปกป้องสิทธิของทุกคน
            เหตุที่ยกเรื่องเสรีภาพการพูดเพราะต้องการโยงเข้าสู่เรื่องภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาอิสลาม อันเป็นเหตุให้เกิดประท้วงทั่วโลก
ปธน.โอบามาย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาอิสลาม อเมริกาเป็นประเทศที่ต้อนรับทุกคนทุกเผ่าพันธุ์ ทุกศาสนา เป็นบ้านของพวกมุสลิมที่อยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศ ให้เสรีภาพแก่ศาสนา และมีกฎหมายเพื่อปกป้องปัจเจกบุคคลจากศาสนาที่เขานับถือ พลเมืองอเมริกันหลายล้านคนต่อต้านภาพยนตร์หมิ่นศาสนานี้เช่นกัน
            ความผิดตกแก่พวกสุดโต่งพวกที่ประท้วงด้วยความรุนแรง เป็นพวกที่หว่านความเกลียดชัง

            ในสุนทรพจน์ยังได้ยกประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาค เช่น สหรัฐฯ สนับสนุนสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ต่อต้านรัฐบาลอิหร่านที่สนับสนุนรัฐบาลซีเรีย กลุ่มก่อการร้ายต่างประเทศ โครงการพัฒนานิวเคลียร์ที่ยังไม่สามารถทำตามข้อบังคับของสหประชาชาติ ทั้งนี้ รัฐบาลอเมริกาต้องการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิถีทางการทูต
            สหรัฐฯ ได้ถอนทัพออกจากอิรักแล้ว และกองทหารของสหรัฐฯ กับพันธมิตรจะถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานในปี 2014
            รวมความได้ว่สหรัฐอเมริกาซึ่งหมายถึงภายใต้รัฐบาลโอบามาสนับสนุนการอยู่ร่วมอย่างสันติระหว่างชาติมุสลิมกับประเทศอื่นๆ  และไม่มีนโยบายที่แข็งกร้าวต่อโลกมุสลิมเช่นในอดีต
ข้อมูลหลายแหล่งชี้ว่าปัจจุบันมีชาวอเมริกันนับล้านคนที่นับถืออิสลาม แม้คนมุสลิมอาจไม่ถูกใจปธน.โอบามาเสียทุกเรื่อง  แต่ท่านน่าจะเป็นที่ชื่นชมในหมู่โลกมุสลิมมากกว่านายมิตต์ รอมนีย์คู่แข่งชิงปธน.
            ชาวมุสลิมกล่าวว่าภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนา ทำร้าย หัวใจของพวกเขาโดยตรง ในทางกลับกันคือการ ได้ใจ จากพวกเขา (อย่างน้อยก็น่าพอเพียงที่จะไปเทคะแนนให้)
ต่อคนอเมริกันทั่วไป ในสุนทรพจน์ปธน.โอบามากล่าวเองว่า พลเมืองอเมริกันหลายล้านคนไม่เห็นด้วยกับการลบหลู่ศาสนา และน่าจะเห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ จะไม่แข็งกร้าวต่อภูมิภาคตะวันออกลางดังเช่นอดีตที่ผ่านมา
            หากจะมองว่าสุนทรพจน์ที่กล่าวในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติคือการหาเสียงเลือกตั้ง คาดว่าน่าจะได้คะแนนไม่น้อยทีเดียว
-------------------------------
(ดาวโหลดสุนทรพจน์ได้ที่ http://blogs.wsj.com/washwire/2012/09/25/full-text-of-obamas-remarks-to-united-nations/ และ วีดีโอสุนทรพจน์ของปธน.โอบามาฉบับเต็ม จาก: http://www.youtube.com/watch?v=Q_ijBilki-I)

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

America First, America Lonely

โดนัลด์ ทรัมป์ชูแนวคิด America First พร้อมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ประเทศ แต่หลายนโยบายที่ยึดแนวทางนี้ส่งผลให้สหรัฐโดดเดี่ยวตัวเอง โลกกำลังก้าวสู่ความเป็นพหุภาคีมากขึ้น

หลักนโยบายแม่บทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ “หลักนิยมทรัมป์” (Trump’s Doctrine) ตั้งอยู่บนแนวคิด “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) หมายถึงการบริหารประเทศที่ถือผลประโยชน์ของชาติกับพลเมืองเป็นที่ตั้ง แม้จะขัดแย้งประเทศอื่นๆ ละเมิดศีลธรรมคุณธรรม ตั้งอยู่บนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) แบบสุดขั้ว ระบบโลกเหมือนป่าดงดิบที่สัตว์ป่าทั้งหลายต่างดิ้นรนหาทางอยู่รอดโดยไม่คำนึงกฎใดๆ ยึดอธิปไตยชาติเป็นสำคัญ รัฐบาลทุกประเทศมีสิทธิ์และมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตน เป็นลัทธิอเมริกานิยม (Americanism) ไม่ใช่โลกนิยม (globalism) บทความนี้เขียนขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์บริหารประเทศกว่าปีครึ่งแล้ว ความเป็น “อเมริกาต้องมาก่อน” ปรากฏชัดเจนมากขึ้น ในที่นี้จะนำเสนอบางตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจหลักการดังกล่าวและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ไม่สนกติกาองค์การค้าโลกอีกต่อไป : ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวโจมตีองค์การค้าโลกเมื่อ…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

ติมอร์-เลสเต จะเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11 หรือไม่

นับจากประเทศกัมพูชาเข้าร่วมสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1999 จนถึงบัดนี้ยังไม่มีประเทศใดเข้าร่วมอาเซียนอีก อาเซียนปัจจุบันจึงคงมีสมาชิกทั้งสิ้น 10 ประเทศ ไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลประเทศติมอร์-เลสเตพยายามขอเข้าร่วมสมาคมอาเซียน เกิดคำถามว่าอาเซียนจะมีสมาชิกใหม่หรือไม่ อะไรเป็นเหตุผลการรับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิก             เมื่อเอ่ยชื่อประเทศติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) น้อยคนนักที่จะรู้จักหรือเคยไปเยือนประเทศนี้เนื่องจากเป็นรัฐเกิดใหม่ บางคนอาจรู้จักในนามติมอร์ตะวันออกจากข่าวการต่อสู้เพื่อเอกราชอย่างยาวนานกับอินโดนีเซีย ก่อนได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 2002             ติมอร์-เลสเต มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ตั้งอยู่บนเกาะติมอร์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซีย เมื่อได้รับเอกราชแล้วอาณาเขตรัฐประกอบด้วยชนหลายกลุ่ม ทั้งพวกที่เคยต่อสู้เพื่อเอกราช พวกที่เดิมอาศัยอยู่ที่เขตเมืองหรือหมู่บ้านภายใต้การปกครองของอินโดนีเซีย และพวกที่ลี้ภัยออกนอกอาณาเขตเนื่องจากความไม่สงบที่ผ่านมา สภาพที่ประชาชนมี…