วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

เข้าใจอาเซียน ตอน: ลักษณะวิถีอาเซียน

28 มกราคม 2013
ชาญชัย
การจะเข้าใจอาเซียนจำต้องเข้าใจ “ลักษณะวิถีอาเซียน” เพราะคือหลักคิด หลักปฏิบัติ การตัดสินใจเรื่องราวสำคัญๆ ของอาเซียน เป็นหลักการสำคัญในการศึกษาทำความเข้าใจอาเซียนอย่างเป็นระบบ มีหลักยึดที่สอดคล้องกับความเป็นอาเซียน
Taku Tamaki ได้ศึกษาวิถีอาเซียน (ASEAN way) และพบว่าการพยายามที่จะนิยามว่าอะไรคือวิถีอาเซียนนั้นมักจะก่อให้เกิดความสับสน วิธีที่ดีกว่าคือการตีความว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร
Amitav Acharya ชี้ว่า “วิถีอาเซียน” มีต้นกำเนิดจากการพูดถึง “แนวทางการแก้ไขความขัดแย้งและการสร้างความร่วมมือที่มีเอกลักษณ์ของชาติสมาชิกอาเซียนที่แสวงหาสันติภาพและความมั่นคงภูมิภาค”
Hadi Soesastro กล่าวถึงวิถีอาเซียนว่า “สมาชิกอาเซียนเห็นพ้องที่จะวางบรรทัดฐานแห่ง “วิถีอาเซียน” เพื่อเป็นแนวทางจัดการความขัดแย้งภายในกลุ่ม
            งานวิชาการจำนวนมากพยายามศึกษาแยกแยะลักษณะเฉพาะของอาเซียนที่เป็นเอกลักษณ์ พอใจประมวลประเด็นสำคัญๆ ได้ดังนี้

            1.ไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Non-interference)
หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Principle of Non-interference) คือหนึ่งในลักษณะเด่นชัดที่สุด ปรากฏอยู่ในกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความตอนหนึ่งระบุว่า เคารพความสำคัญพื้นฐานของมิตรภาพและความร่วมมือ และหลักการแห่งอธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน การไม่แทรกแซงกัน ฉันทามติและเอกภาพใน ความหลากหลาย
อธิบายโดยย่อคือ ชาติสมาชิกอาเซียนจะเคารพอธิปไตยระหว่างกัน แม้ระบบการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจแตกต่างกัน จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียนด้วยกันเอง
            ความไม่เป็นมิตรต่อกันอย่างสมบูรณ์คือเหตุผลหลักประการหนึ่งทำให้ต้องวางหลักการข้อนี้ ทุกวันนี้รัฐบาลหรือผู้นำชาติสมาชิกอาเซียนมีความเป็นมิตร ตระหนักถึงความร่วมมือมากกว่าในอดีต แต่ยังไม่เป็นมิตรโดยสมบูรณ์ การแทรกแซงระหว่างกันถูกมองว่าเป็นการคุกคามความมั่นคงของประเทศ
            (รายละเอียดเรื่อง หลักการไม่แทรกแซงกันจะนำเสนออีกครั้งในโอกาสต่อไป)

            2. การผูกพัน “อย่างหลวมๆ”
Rodolfo C. Severino อดีตเลขาธิการอาเซียนกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรปอย่างชัดเจนว่า “ความจริงแล้ว อาเซียนแตกต่างจากสหภาพยุโรป ... สหภาพยุโรปควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพกับสมาชิกและข้อตกลงร่วมมือต่างๆ ด้วยอำนาจกฎหมาย ส่วนอาเซียนร่วมมือกันด้วยกระบวนการสร้างความเข้าใจร่วมอย่างไม่เป็นทางการ ปราศจากข้อกฎบังคับทางกฎหมาย
            การรวมตัวของอาเซียนเป็นการรวม “กลุ่มแบบหลวมๆไม่ได้ผูกพันกันอย่างเหนียวแน่นตามอย่างองค์กรระหว่างประเทศบางแห่ง เช่น สหภาพยุโรป การเป็นอาเซียนหรือประชาคมอาเซียนในอนาคตไม่ได้มีความหมายต้องการให้ประชาคมอาเซียนเป็นองค์กรเหนือรัฐโดยสมบูรณ์ โดยเฉพาะประเด็นด้านความมั่นคงทางการเมือง ด้านการทหาร ความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้นหมายถึงเพิ่มความร่วมมือในส่วนรัฐบาลหรือผู้นำประเทศเห็นพ้องต้องกัน
            เหตุที่เป็นเช่นนี้เกิดจากการที่ชาติสมาชิกไม่ปรารถนาแทรกแซงกิจการภายในระหว่างกัน จึไม่ต้องการให้อาเซียนเป็นองค์กรเหนือรัฐ คือไม่ต้องการองค์กรอาเซียนแทรกแซงตนเองด้วย
            นอกจากนี้ยังแสดงถึงการที่ชาติสมาชิกพยายามรักษา ปกป้อง เสริมสร้างผลประโยชน์แห่งชาติจากตัวเองเป็นหลัก องค์กรอาเซียนมีฐานะเป็นส่วนเสริมหรือเป็นความจำเป็นที่ต้องร่วมมือกันในบางด้านบางกรณีเท่านั้น
            อย่างไรก็ตาม การผูกพันอย่างหลวมๆ ไม่ได้หมายความว่าอาเซียนจะไม่แสดงความเข้มแข็งความเป็นเอกภาพของตนในกรณีที่เป็นผลประโยชน์ร่วมของทุกชาติสมาชิก เช่น ความร่วมมือในยุคสงครามเย็น

            3. การแทรกแซงอีกรูปแบบหนึ่งแบบอาเซียน
Gillian Goh เห็นว่าวิถีอาเซียนมีมากกว่าหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน บางครั้งมีการแทรกแซงระหว่างกันแต่ด้วยบางวิธีการเท่านั้น เช่น พยายามควบคุมทางการเมืองระหว่างประเทศ กดดันภายใน เจรจาต่อรอง การพูดคุยและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ทางทั้งทางตรงทางลับ
            การแทรกแซงของอาเซียนจะกระทำโดยพยายามไม่โดดเดี่ยวหรือทำให้ชาติสมาชิกอับอายขายหน้า เช่นเดียวกับที่ประเทศที่ถูกแทรกแซงจะไม่ทำให้อาเซียนขายหน้าต่อสาธารณะเช่นกัน
            เนื่องจากการแทรกแซงมักกระทำเป็นการลับ ประชาชนทั่วไปยากจะเข้าถึงข้อมูลความจริงดังกล่าว แต่บางกรณีมีหลักฐานที่ชี้ว่าเกิดการแทรกแซง
            ตัวอย่าง กรณีปัญหาโรฮิงญาในเมียนมาร์ที่ถูกขับไล่ ถูกทำร้ายถึงแก่ชีวิต และหลายคนต้องหลบหนีออกจากประเทศ เลขาธิการอาเซียน (ในสมัยนั้น) ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ออกมาเตือนว่าประเด็นโรฮิงญาอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของ ภูมิภาคนั้น ถ้าประชาคมนานาชาติ รวมทั้ง อาเซียนไม่ดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพทันท่วงที
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นรัฐบาลเมียนมาร์ชี้แจงว่ารัฐบาลตระหนักว่าเหตุการณ์ดังกล่าว อาจทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศที่กำลังปฏิรูปเสื่อมเสีย
คำกล่าวของเลขาธิการอาเซียนเป็นทั้งข้อเรียกร้องกับคำเตือน การที่ออกมากล่าวในที่สาธารณะแสดงว่าได้รับความเห็นชอบจากชาติสมาชิกแล้ว เป็นตัวแทนขององค์กรอาเซียน ชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ อาจเตือนหรือกดดันรัฐบาลเมียนมาร์มากกว่านี้แต่กระทำเป็นการลับ ส่วนที่เลขาธิการอาเซียนพูดเป็นส่วนที่ต้องการเปิดเผยต่อสาธารณะ

            4. ชาติสมาชิกรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของตนสูงสุด
            เป็นธรรมดาที่ทุกประเทศต้องรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของตน ผลประโยชน์แห่งชาติในที่นี้เน้นในความหมายผลประโยชน์ที่ถือความมั่นคงของรัฐหรือผู้นำประเทศเป็นสำคัญ แม้ชาติสมาชิกพยายามประนีประนอม หาทางออกที่ลงตัวมากสุด พยายามรักษาบรรยากาศอันดีต่อกัน แต่บางครั้งความขัดแย้งแสดงอาการออกมาอย่างชัดเจน กระทบต่อภาพลักษณ์ของอาเซียน เช่น สภาพของความไม่เป็นเอกภาพ การแสดงออกที่ขาดความยับยั้งชั่งใจ
            กรณีตัวอย่าง เช่น การประชุม ASEAN Regional Forum (ARF) ในปี 2012 ที่กรุงพนมเปญ ในที่ประชุมได้หยิบยกความขัดแย้งระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนที่ต่างอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะปะการังสการ์โบโรห์ ฟิลิปปินส์เรียกร้องให้แถลงการณ์ร่วมหลังการประชุมมีข้อความพูดเรื่องพฤติกรรมอ้างสิทธิ์ของจีน แต่ประเทศสมาชิกบางส่วนไม่เห็นด้วย เกิดความขัดแย้งในที่ประชุม สุดท้ายไม่อาจตกลงเนื้อหาแถลงการณ์ กลายเป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปีนับแต่ก่อตั้งที่อาเซียนไม่สามารถออกแถลงการณ์เมื่อจบการประชุม

            5. การตัดสินใจของชาติสมาชิกไม่ขึ้นกับหลักเกณฑ์ที่แน่นอน
Kasira Cheeppensook ชี้ว่าการตัดสินใจของอาเซียนไม่ได้ดำเนินภายใต้สถาบันหรือกลไกที่มีหลักมีเกณฑ์
J.N. Mak กล่าวถึงบรรยากาศที่ประชุมของอาเซียนว่า กระบวนการเจรจาของอาเซียน “ปราศจากโครงสร้าง ไม่มีขั้นตอนนำสู่การตัดสินใจ เรื่องที่ต้องปฏิบัติตามผลการประชุม” และ “มักไม่มีวาระอย่างเป็นทางการ ประเด็นที่พูดคุยเจรจามักเป็นประเด็นที่อยู่ดีๆ ก็นำขึ้นมาพูดในที่ประชุม”
            ความเห็นของ J.N. Mak อาจไม่สอดคล้องกับความจริงทั้งหมดเพราะอาเซียนมีกำหนดการประชุมหลายอย่างที่ชัดเจน ทำต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี แต่สะท้อนว่าเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการประชุมมีความยืดหยุ่นสูง
Hadi Soesastro ชี้ว่าอาเซียนใช้ “หลักการเจรจาระหว่างผู้มีอำนาจที่กระทำอย่างเป็นส่วนตัวและเงียบเชียบ ลบล้างรอยด่างที่ปรากฏสู่สาธารณะ หลักการไม่ระบุตำแหน่งสถานที่ (being non-Cartesian) และไม่ยึดหลักกฎหมายกฎเกณฑ์” หลักการเหล่านี้มุ่งต้องการผลลัพธ์สุดท้ายโดยไม่สนใจวิธีการ และจะพยายามไม่ระบุเป้าหมายที่ชัดเจน จะพูดเพียงหลักการกว้างๆ และชาติสมาชิกจะจัดการเรื่องราวต่างๆ ของพวกเขาภายในองค์กรอาเซียน
            ลักษณะดังกล่าวทำให้ยากจะคาดการณ์ผลการประชุมแต่ละครั้งจะออกมาเป็นอย่างไร เป็นกระบวนการที่ที่ประชุมได้พูดคุยประเด็นที่หยิบยกขึ้นมา ได้ร่วมปรึกษาหารือ ทำความเข้าใจ โดยที่อาจมีข้อสรุปหรือไม่มีข้อสรุปก็เป็นได้
            นอกจากนี้ การตัดสินใจของชาติสมาชิกบางครั้งอาจไม่ยึดกฎบัตรหรือหลักการใดๆ โดยเฉพาะหากการประชุมหรือการพูดคุยเจรจานั้นกระทำเป็นการลับ ผลลัพธ์ของการประชุมแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับการเจรจาภายในที่ไม่เปิดเผยเนื้อหาการประชุม

            6. พยายามหาทางออกด้วยสันติวิธี ไม่เผชิญหน้า
Noordin Sopiee ระบุวิถีอาเซียนความตอนหนึ่งว่า “ประกอบด้วยหลักแสวงหาข้อตกลงร่วม หลักความสมานฉันท์ หลักอ่อนไหวต่อความรู้สึกของอีกฝ่าย ใช้ความสุภาพ ไม่เผชิญหน้าและแสวงหาความร่วมมือที่เป็นไปได้”
Marga Ortigas เห็นว่า “วิถีอาเซียน คือ การไม่เผชิญหน้า แสดงออกร่วมกัน ... และมักจะเก็บกวาดเรื่อง (ไม่ดี) ต่างๆ เก็บไว้ใต้พรม ข้อตกลงต่างๆ ต้องผ่านฉันทามติ ชาติสมาชิกทุกประเทศแสดงตัวในทางดี ทำให้อาเซียนดูดี รับแขกได้ตลอดเวลา และไม่ทำอะไรที่จะกลายเป็นข่าว (ร้าย)
            หลักการที่พูดถึงสอดคล้องกับหลักสันติวิธี ไม่แก้ปัญหาด้วยการเผชิญหน้าใช้ความรุนแรง หลักสันติวิธีเป็นหนึ่งในหลักสำคัญที่อาเซียนยึดถือมาตลอดตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

            โดยสรุป “ลักษณะวิถีอาเซียน” ที่นำเสนอเป็นการสรุปแบบรวบย่อ เพื่อเป็นหลักคิดเบื้องต้นในการศึกษาทำความเข้าใจเรื่องราวของอาเซียนอย่างเป็นระบบอย่างมีหลักยึด
แต่ละลักษณะมีเนื้อหา รายละเอียดจำนวนมาก จะนำเสนอในโอกาสต่อไป
------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
อาเซียนมีลักษณะเฉพาะของตน ถูกขนานนามว่าเป็น วิถีอาเซียน” (ASEAN way) การศึกษาอาเซียนควรเข้าใจวิถีอาเซียนก่อน บทความนี้อธิบายความสำคัญของการศึกษาวิถีอาเซียน
บทความนี้อธิบายการใช้ประโยชน์จากลักษณะวิถีอาเซียน โดยเฉพาะเพื่อการศึกษา วิจัย

บรรณานุกรม:
1. Taku Tamaki,  Making Sense of ‘ASEAN Way’: A Constructivist Approach, http://paperroom.ipsa.org/papers/paper_5293.pdf
2. Amitav Acharya, Ideas, identity, and institution-building: From the 'ASEAN way' to the 'Asia-Pacific way'?, The Pacific Review, https://www.eastwestcenter.org/fileadmin/resources/education/asdp_pdfs/asdp_pdfs_2011/NehRead_Kumira_Acharya.pdf
3. Gillian Goh, The ‘ASEAN Way’: Non-Intervention and ASEAN’s Role in Conflict Management, Stanford Journal of East Asian Affairs, http://www.stanford.edu/group/sjeaa/journal3/geasia1.pdf
4. กฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, http://aseansummit.mfa.go.th/15/thai/PDF/ASEAN_Charter_TH+EN.pdf
5. Koji Watanabe and Ryo Sahashi, New Challenges, New Approaches: Regional Security Cooperation in East Asia, http://www.jcie.org/japan/j/pdf/pub/publst/1444/1444-1.pdf
6. Rodolfo C. Severino, THE ASEAN WAY AND THE RULE OF LAW, 31 July 2012, http://www.asean.org/resources/2012-02-10-08-47-56/speeches-statements-of-the-former-secretaries-general-of-asean/item/the-asean-way-and-the-rule-of-law
7. ASEAN, THE ROHINGYAS AND MYANMAR’S RESPONSIBILITY TO PROTECT, AP R2P Brief, Vol. 2 No.9 (2012), http://www.r2pasiapacific.org/documents/R2P%20Ideas%20in%20Brief%20ASEAN%20The%20Rohingyas%20and%20Myanmars%20R2P.pdf
8. Amitav Acharya, Ideas, identity, and institution-building: From the 'ASEAN way' to the 'Asia-Pacific way'?, The Pacific Review, https://www.eastwestcenter.org/fileadmin/resources/education/asdp_pdfs/asdp_pdfs_2011/NehRead_Kumira_Acharya.pdf
9. Luke Hunt, ASEAN Summit Fallout Continues, July 20, 2012, http://thediplomat.com/asean-beat/2012/07/20/asean-summit-fallout-continues-on/
10. Kasira Cheeppensook, The ASEAN Way on Human Security, http://humansecurityconf.polsci.chula.ac.th/Documents/Presentations/Kasira.pdf
11. Marga Ortigas, The end of the "ASEAN way", Aljazeera, November 22, 2012, http://blogs.aljazeera.com/blog/asia/end-asean-way
-----------------------------

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2556

เข้าใจอาเซียน ตอน: ความสำคัญของการศึกษาวิถีอาเซียน

26 มกราคม 2013
ชาญชัย
            หลายประเทศที่สัมพันธ์กับอาเซียน รวมทั้งนักวิชาการต่างประเทศจำนวนมากที่ศึกษาเรื่องราวของอาเซียนมักจะพบความประหลาดใจ ได้ประสบการณ์ใหม่ที่ไม่คุ้นเคย เป็นลักษณะเฉพาะของอาเซียนและถูกขนานนามว่าเป็น “วิถีอาเซียน” (ASEAN way)
Kasira Cheeppensook ชี้ว่าการศึกษาอาเซียนตามแนวทางอย่างเป็นเหตุเป็นผล (rationalist approaches) จะทำให้เข้าใจไขว้เขว เพราะการตัดสินใจของอาเซียนไม่ได้ดำเนินภายใต้สถาบันหรือกลไกที่มีหลักมีเกณฑ์แน่นอน
            การตัดสินใจของอาเซียนไม่ได้หมายความว่าไม่เหตุผล แต่รูปแบบหรือลักษณะการคิดการตัดสินใจมีความยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงไปตามบริบท ไม่ยึดกับหลักการหรือกฎเกณฑ์ชุดใดอย่างตายตัว  
            เรื่องราวความประหลาดใจอธิบายได้ง่ายๆ เหมือนชาวตะวันตกคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้ใจเข้าใจวัฒนธรรมของชาติตะวันออก เมื่อเขาพยายามตีความพฤติกรรม ความคิดความอ่านของชาวตะวันออกจะรู้สึกสับสน หลักการที่มีอยู่ไม่อาจใช้กับชาวตะวันออกได้อย่างสมบูรณ์
ดังที่ Amitav Acharya ให้ข้อสรุปว่าวิถีอาเซียนคือชุดของความคิดที่ต่างจากแนวทางของชาติตะวันตก
            ทางออกของเรื่องนี้จึงต้องศึกษาให้เข้าใจวัฒนธรรม ค่านิยม วิถีชีวิตของอาเซียนก่อน

ความสำคัญของการศึกษาวิถีอาเซียน พอจะประมวลได้ดังนี้
            ประการแรก จำเป็นต่อการทำความเข้าใจอาเซียน
การศึกษาอาเซียนในฐานะองค์ระหว่างประเทศทั่วๆ ไปองค์กรหนึ่งจะได้ความเข้าใจในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากเรื่องราวความเป็นไปของอาเซียนมีลักษณะเฉพาะ การศึกษาทำความเข้าใจตามแนวทางหรือหลักการทั่วไปไม่อาจเข้าใจอาเซียนได้อย่างครบถ้วน จำต้องผสมผสานหลักการทั่วไปร่วมกับความเข้าใจในวิถีอาเซียนจึงจะสามารถเข้าใจอาเซียน เรื่องราวต่างๆ ได้ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น
นักวิเคราะห์หรือผู้เชี่ยวชาญองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ เมื่อมาศึกษาอาเซียนจะพบประสบการณ์ใหม่และเห็นว่าอาเซียนมีลักษณะเฉพาะของตน จำต้องศึกษาเรื่องนี้ให้เข้าใจเสียก่อน
ประการที่สอง ช่วยให้เข้าใจข้อดีข้อเสียของอาเซียน
การพูดถึงข้อดีข้อเสียขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่หยิบยกขึ้นมาพูดถึงเสมอ เป็นหัวข้อหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้เข้าใจว่าอะไรที่อาเซียนทำได้ ทำไม่ได้ อะไรที่ทำได้ดีหรือยังต้องพัฒนาอีกมาก
งานวิชาการหลายชิ้นเมื่อวิเคราะห์อาเซียนด้วยหลักทั่วไปได้ข้อสรุปว่าอาเซียนมีข้อเสียหลายประการ เป็นองค์กรที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่หากวิเคราะห์โดยใช้วิถีอาเซียนร่วมด้วย ผลสรุปจะแตกต่างออกไป (รายละเอียดหัวข้อนี้จะนำเสนอในโอกาสต่อไป)
การจะตีความข้อดีข้อเสียของอาเซียนจำต้องเข้าใจบริบทของอาเซียนมากกว่ายึดหลักการตามแนวทางตะวันตก
ประการที่สาม ทำให้สามารถได้แนวทางพัฒนาอาเซียนที่ทำได้จริง
            ที่สุดของการศึกษาองค์กรระหว่างประเทศคือการค้นหา เสนอแนวทางเพื่อพัฒนาองค์กรให้สามารถบรรลุเป้าหมาย ตอบสนองผลประโยชน์ของชาติสมาชิกและประโยชน์ของประชาชน ช่วยหาคำตอบว่าอาเซียนควรพัฒนาไปในทิศทางใด นโยบาย แนวทางการปฏิบัติควรเป็นอย่างไร

           การศึกษาวิถีอาเซียนกล่าวได้ว่าคือหัวใจของการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจอาเซียน สามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ช่วยให้เข้าใจคาดการณ์พฤติกรรมได้อย่างแม่นยำ และสามารถเสนอแนะแนวทางเพื่อพัฒนาอาเซียนให้เป็นองค์กรที่สร้างผลประโยชน์สูงสุด
            การศึกษาอาเซียนจึงจำต้องศึกษาวิถีอาเซียนก่อน
-----------------------

บรรณานุกรม:
1. Kasira Cheeppensook, The ASEAN Way on Human Security, http://humansecurityconf.polsci.chula.ac.th/Documents/Presentations/Kasira.pdf
2. Taku Tamaki,  Making Sense of ‘ASEAN Way’: A Constructivist Approach, http://paperroom.ipsa.org/papers/paper_5293.pdf
--------------------

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

ก้าวย่างที่ถอยห่างออกจากอียูของเดวิด คาเมรอน

25 มกราคม 2013
ชาญชัย
            ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เดวิด คาเมรอน ที่สัญญาจะจัดทำประชามติภายในสิ้นปี 2017 เพื่อให้ชาวอังกฤษตัดสินใจว่าประเทศควรเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปต่อหรือไม่กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะในกลุ่มสหภาพยุโรป
            ใจความสำคัญคือนายกฯ คาเมรอนต้องการปรับความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปเสียใหม่ ทางเลือกแรกคืออังกฤษเป็นสมาชิกอียูต่อไปแต่ปรับความสัมพันธ์ให้ถอยห่างมากขึ้น ทางเลือกที่สองคือถ้าอังกฤษตกลงกับอียูไม่ได้ อังกฤษจะถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกอียูถ้าผลประชามติออกมาเช่นนั้น
            ถ้อยแถลงของนายกฯ คาเมรอนสร้างความไม่พอใจแก่เยอรมนีกับฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเยอรมัน กีโด เวสเตอร์เวลลา ตำหนิว่าอังกฤษไม่ควรตัดสินใจทำอะไรง่ายๆ แบบนั้น “เยอรมนีต้องการให้สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกที่มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในสหภาพยุโรปต่อไป ... การตัดสินใจเลือกเอาเฉพาะส่วนที่ตนชอบนั้นทำไม่ได้” และกล่าวอีกว่า “ยุโรปไม่ใช่ผลรวมของผลประโยชน์แห่งชาติแต่เป็นประชาคมที่มีชะตากรรมร่วมแม้ในยามยากลำบาก” ส่วนรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศส ลอรอนต์ แฟบิอุส กล่าวอย่างประชดประชันว่า “ถ้าสหราชอาณาจักรต้องการถอนตัวจากยุโรปเราจะปูพรมแดงให้ท่าน”

            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่านายกฯ คาเมรอนหวังใช้การแยกตัวออกจากอียูเป็นเครื่องมือหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปซึ่งจะจัดในปี 2015 หัวหน้าพรรคแรงงาน นายเอ็ด มิลิแบด กล่าวโจมตีว่า “เขาไม่ได้ทำด้วยแรงจูงใจเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ พรรคผลักให้เขาทำอย่างนั้น” เรื่องนี้อาจมีส่วนอยู่บ้างแต่การที่คนอังกฤษจะตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งนั้นขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ อีกมาก อีกทั้งหากการแยกตัวออกเป็นเรื่องเหมาะสมพรรคการเมืองอื่นๆ ควรให้การสนับสนุนด้วย
            ความจริงที่ต้องกล่าวคือ แต่ไหนแต่ไรสหราชอาณาจักรระแวดระวังในการสัมพันธ์กับอียู ไม่ได้เป็นสมาชิกที่แนบแน่นอยู่แล้ว เช่น ไม่ได้ยกเลิกสกุลเงินปอนด์แล้วถือสกุลเงินยูโร ปีที่แล้วประกาศว่าอาจจะถอนตัวจากการดำเนินนโยบายร่วมมือการปราบปรามอาชญากรรมของอียู โดยยังคงร่วมมือในนโยบายด้านการปราบปรามและกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ ที่อังกฤษยังเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อตน
            การถอนตัวออกจากสมาชิกยูโรโซนหรือออกจากอียูก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เช่นกัน กว่าสามปีตั้งแต่สหภาพยุโรปประสบปัญหาเศรษฐกิจ กระบวนการรวมตัวให้แนบแน่นลึกซึ้งกว่าเดิมเกือบจะหยุดนิ่งโดยสิ้นเชิง ทั้งด้านความมั่นคง การป้องกันประเทศ นโยบายสังคมต่างๆ ฯลฯ ไม่มีประเทศใดแสดงท่าทีขอเข้าร่วมกลุ่มอีก ซ้ำร้ายกว่านั้นชาติสมาชิกบางประเทศบ่นพึมพำว่าควรอยู่ในยูโรโซนหรือสหภาพยุโรปต่อหรือไม่
            เฉพาะกรณีของอังกฤษ ความคิดที่จะถอนตัวออกจากอียูมีความเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น เมื่อนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ใช้สิทธิยับยั้งสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่เพิ่มอำนาจแก่สหภาพยุโรปเพื่อสู้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปลายปี 2011 ในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีเยอรมนี อังเกลา แมร์เคิล ถึงกับพูดว่า “ไม่เชื่อเลยว่าเดวิด คาเมรอนเคยนั่งโต๊ะเดียวกับพวกเรา” สื่อฝรั่งเศส Le Monde พาดหัวข่าวว่า “สิ้นสุดแล้วยุโรป 27 ประเทศ” ขณะที่สื่อเยอรมัน Der Spiegel พาดหัวว่า “ลาก่อน อังกฤษ” ในขณะที่นายกฯ คาเมรอน อธิบายว่า “เป็นสิทธิของอังกฤษที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ประเทศของตน”

            คำว่า “เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ” คือคำอธิบายสั้นๆ จากนายกฯ คาเมรอน
การตัดสินใจบนพื้นฐานผลประโยชน์แห่งชาตินั้นเป็นเรื่องเหมาะสม ปัญหาคือจะคำนวณอย่างไร ให้คุณค่ากับผลประโยชน์ด้านใด เช่น เมื่ออังกฤษประกาศว่าจะเข้าร่วมกับอียูเฉพาะส่วนที่ได้ประโยชน์ และไม่สนใจเข้าร่วมภาคส่วนอื่นๆ ประเทศสมาชิกที่เหลือจะคิดเห็นอย่างไร ในยามนี้ที่หลายประเทศส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อังกฤษอย่างรุนแรง จะกระทบต่อผลประโยชน์อังกฤษในอนาคตหรือไม่
            การที่นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน เลื่อนแถลงการณ์มาแล้วหลายครั้งเป็นเวลาหลายเดือน เชื่อได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเจรจาในทางลับกับชาติสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ ว่าจะตอบสนองข้อเรียกร้องของอังกฤษอย่างไร ณ วันนี้แม้นายกฯ คาเมรอนบอกว่าจะไม่เจรจาอีกถ้าไม่ได้สิ่งที่เขาต้องการส่วนเยอรมนีแสดงท่าทีเย็นชา เชื่อว่าการเจรจายังดำเนินต่อไป แต่หากยังตกลงกันไม่ได้ในขณะที่เวลาเดินไปเรื่อยๆ การวิพากษ์วิจารณ์แง่ลบย่อมหนาหูมากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งอียูกับอังกฤษ
            แท้ที่จริงทุกประเทศต่างยึดถือผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ การที่ฝรั่งเศส เยอรมนี กับชาติสมาชิกอื่นๆ ยังอยู่ในสภาพยุโรปหรือยูโรโซนต่อไปก็เพราะเห็นว่าได้ผลประโยชน์สูงสุด แต่นายกฯ คาเมรอนกำลังพาอังกฤษให้ถอยห่างจากสหภาพยุโรป ถอยห่างจากพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มุ่งรวมตัวในมิติต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม
            การก้าวถอยออกจากสหภาพยุโรปจะดีเลวอย่างไรนั้นสามารถถกเถียงกันต่อไป
-------------------------

บรรณานุกรม:
1. Cameron Promises Referendum by 2017 on U.K. Leaving EU, 23 January 2013, http://www.bloomberg.com/news/2013-01-23/cameron-to-promise-referendum-by-2017-on-u-k-leaving-eu.html
2. Hugo Brady, Britain's 2014 justice opt-out: Why it bodes ill for Cameron's EU strategy, http://www.cer.org.uk/sites/default/files/publications/attachments/pdf/2013/essay_brady_jha_23jan13-6888.pdf
3. Cameron's Collison Course: London Takes Major Gamble with EU Referendum, 23 January 2013, http://www.spiegel.de/international/europe/analysis-and-reaction-on-david-cameron-s-plan-for-a-referendum-on-eu-a-879241.html
4. María Lorca-Susino, The Euro in the 21st Century, (UK: Ashgate Publishing, 2010).
5. EU pledge sets election battlelines, AP, 24 January 2013,
http://uk.news.yahoo.com/eu-pledge-sets-election-battlelines-034105774.html
6. JAMES CHAPMAN, Day PM put Britain first: Defiant Cameron stands up to Euro bullies... but French plot revenge for historic veto, 10 December 2011, http://www.dailymail.co.uk/news/article-2071952/Eurozone-crisis-David-Cameron-vetoes-EU-treaty-save-euro.html
----------------------------------

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

การเมืองในประเทศ ขวากหนามโอบามา ขวากหนามอเมริกา

  23 มกราคม 2013
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 5924 วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ.2556 )

วันที่ 21 มกราคม 2013 กลายเป็นวันประวัติศาสตร์ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกวันหนึ่ง เมื่อบารัก ฮุสเซน โอบามา ที่ ประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของอเมริกากล่าวสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองท่ามกลางความยินดีของชาวอเมริกัน
            สุนทรพจน์ครั้งนี้เมื่อเทียบกับครั้งเมื่อสี่ปีก่อนมีทั้งส่วนที่คล้ายกันและแตกต่างกัน โดยรวมแล้วให้ความสำคัญกับหลักประชาธิปไตย ยึดถือการอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นเป้าหมายการบริหารประเทศ สถานการณ์การการต่อสู้กับการก่อการร้ายกำลังดีขึ้น การเมืองระหว่างประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น สหรัฐฯ ยังคงเป็นชาติมหาอำนาจ เศรษฐกิจประเทศกำลังฟื้นตัว อัตราคนว่างงานน้อยลง ต้องยอมรับว่าหลายเรื่องดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับสี่ปีก่อน ส่วนหนึ่งคือผลงานของประธานาธิบดีบารัก โอบามา และเป็นเหตุให้ได้รับการเลือกอีกสมัย

สำหรับสี่ปีต่อจากนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เฉพาะเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ ไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจโลก แต่รวมถึงปัญหาการเมืองภายในสหรัฐฯ ความแตกแยกระหว่างพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกัน ไม่สามารถตกลงในหลักการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่ายงบประมาณ การบริหารการเงินของภาครัฐ และสะท้อนออกมาเป็นประเด็นขัดแย้งต่างๆ เช่น เรื่อง Fiscal Cliff
            ความสำคัญของ Fiscal Cliff จึงไม่ใช่เพียงเรื่องควรขึ้นภาษีคนรวยลดภาษีคนจน รัฐบาลมีเงินจ่ายเงินเดือนข้าราชการ โครงการสวัสดิการต่างๆ หรืองบประมาณผูกพันอื่นๆ หรือไม่ แต่คือภาพสะท้อนความแตกแยกทางการเมืองที่ยังไม่มีทางออกร่วมกัน เพราะสองพรรคต่างยืนยันยืนหยัดในจุดยืนของตน จุดยืนที่ใช้ในการหาเสียงและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนของแต่ละฝ่าย
            ถ้าคาดการณ์ในทางลบ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมอันเป็นที่พอใจของสองฝ่าย อาจเป็นเหตุให้สองพรรคแบ่งแยกในประเด็นอื่นๆ ตามมาอีก ประธานาธิบดีโอบามาที่กำลังจะดำรงตำแหน่งอีก 4 ปี อาจมีค่าเท่ากับอีก 4 ปีที่จะสร้างความร้าวฉานทางการเมือง
            พิจารณาตามหลักการพื้นฐาน ระบบการเมืองสหรัฐฯ แม้ให้ประธานาธิบดีมีอำนาจบริหารเต็มที่ สามารถตัดสินใจตอบสนองภัยคุกคามได้รวดเร็วทันสถานการณ์ โดยมีระบบถ่วงดุลเพื่อป้องกันการใช้อำนาจในทางมิชอบหรือไม่ก่อผลดีที่สุด ในกรณีที่กำลังกล่าวถึงคือการถ่วงดุลจากระบบรัฐสภา ในแง่มุมหนึ่งความขัดแย้งระหว่างสองพรรคสะท้อนกลไกการถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ ประธานาธิบดีไม่อาจครอบงำรัฐสภา ไม่อาจดำเนินนโยบายใดๆ ตามที่ตนเห็นควรเท่านั้น แต่ก็เกิดภาพของความแตกต่างทางการเมืองในขณะนี้
            ในอีกมุมหนึ่ง กลไกการถ่วงดุลจากระบบรัฐสภายังสะท้อนมุมมองของประชาชนชาวอเมริกันที่คิดเห็นแตกต่างกันด้วย ต่างฝ่ายต่างสนับสนุนพรรคการเมืองของตน (ไม่ได้หมายความว่าสนับสนุนเต็มที่หรือสนับสนุนทุกเรื่อง)
            เมื่อศึกษาในรายละเอียดพบว่าสองพรรคมีอำนาจทางการเมืองก้ำกึ่งกัน ปัจจุบันมีวุฒิสมาชิกสายเดโมแครต 53 คน สายรีพับลิกัน 45 คนและวุฒิสมาชิกไม่สังกัดพรรคอีก 2 คน
            ส่วนสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีส.ส.จากพรรคเดโมแครต 200 คน ส.ส.จากพรรครีพับลิกัน 233 คน (ว่าง 2 ตำแหน่ง) แม้รีพับลิกันมีส.ส.มากกว่าแต่ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน
            ณ วันนี้ สภาบนหรือวุฒิสภาจึงอยู่ในอำนาจของพรรคเดโมแครต ส่วนพรรครีพับลิกันมีเสียงข้างมากในสภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎร
            ข้อสังเกตคือ สองพรรคต่างมีคะแนนเสียงก้ำกึ่งในสองสภา เป็นสภาพของความสูสีคู่คี่มาก
            และหากวิเคราะห์ให้ลึกขึ้น จะเห็นความถดถอยของพรรครีพับลิกันที่ได้ส.ส.ลดลง (แม้ยังครองเสียงข้างมากอยู่) ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามาสามารถดำรงตำแหน่งเพิ่มอีกสมัย
            ศึกเลือกตั้งส.ส.กับส.ว.ในปี 2014 จะมีความสำคัญต่อพรรครีพับลิกันมาก หากพรรคได้ส.ส.ลดลงอีก หรือถึงขึ้นสูญเสียเสียงข้างมากในสภาล่าง จะทำให้พรรคเดโมแครตครองทั้งสองสภาพร้อมกับตำแหน่งประธานาธิบดีคนปัจจุบัน
            สถานการณ์ของพรรครีพับลิกันในยามนี้ที่ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก น่าจะเป็นคำอธิบายว่าทำไมพรรครีพับลิกันจำต้องสู้ในบริบทการเมืองภายในประเทศอย่างหนัก และไม่ปรารถนาให้สี่ปีต่อจากนี้คือเวลาที่ประธานาธิบดีโอบามาสร้างผลงานเพิ่ม การต่อสู้ทางการเมืองนั้นเป็นเกมส์เมื่อคนหนึ่งชนะอีกคนหนึ่งคือผู้แพ้
            ขวากหนามที่สำคัญของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในขณะนี้คือขวากหนามทางการเมืองภายนั่นเอง
            ในอีกมุมมองที่กว้างขึ้น ความไม่ลงรอยระหว่างสองพรรคสร้างความเบื่อหน่ายต่อชาวอเมริกันมานานแล้วและอาจเพิ่มขึ้นอีก
            ผลสำรวจของแกลลัพ โพล (Gallup Poll) ล่าสุดเมื่อต้นปีชี้ว่าชาวอเมริกันให้คะแนนการทำงานของรัฐสภาสอบผ่านเพียงร้อยละ 14 และให้สอบตกถึงร้อยละ 81 คะแนนสอบผ่านครั้งนี้ต่ำกว่าผลสำรวจเมื่อเดือนพฤศจิกายนกับธันวาคมปีก่อนที่ร้อยละ 18 คะแนนที่ลดลงเป็นผลมาจากรัฐสภาแก้ปัญหา Fiscal Cliff ด้วยการเลื่อนการตัดสินใจแก้รากปัญหาออกไปอีก 2 เดือน

            สถิติย้อนหลังพบว่าชาวอเมริกันให้คะแนนรัฐสภาต่ำสุดที่ร้อยละ 10 เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และเคยได้สูงสุดที่ร้อยละ 84 เมื่อเดือนตุลาคม 2001 หลังเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11
            กล่าวได้ว่าการเมืองภายในสหรัฐฯ ในยามนี้คือช่วงเวลาที่ประชาชนไม่พอใจ เพราะนักการเมืองต่างพรรคต่างพูด ต่างจากเหตุการณ์ 9/11 ที่ทุกคนพร้อมใจกันพูดเสียงเดียวกัน ประชาชนพากันให้การสนับสนุนเพื่อต้านภัยร้ายที่คุกคามประเทศ
            ความแตกแยกทางการเมืองในวันนี้ จึงเป็นขวากหนามประเทศ

            แท้ที่จริงแล้ว ความแตกต่างทางความคิดอาจไม่เป็นเหตุความแตกแยก สังคมอเมริกาเป็นสังคมที่ให้ประชาชนคิดโดยอิสระเลือกโดยเสรี มีประเด็นทางสังคมหลายเรื่องที่ถกเถียงแบ่งเป็นฝักฝ่ายมานาน เช่น ควรอนุญาตทำแท้งเสรีหรือไม่ สิทธิเสรีภาพของพวกรักร่วมเพศ รวมถึงเรื่องประเด็นร้อนๆ อย่างกฎหมายการถือครองปืน เรื่องเหล่านี้สังคมยังหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือสังคมเห็นว่าต่างคนต่างยึดถือความเห็นของตนต่อไปคือข้อสรุปในวันนี้
            แต่ประเด็นหนี้สินประเทศอเมริกาที่กำลังพอกพูนขึ้นทุกวันไม่อาจรอต่อไปได้อีก การละเลยปัญหาคือการปล่อยให้ระเบิดเวลาขยายตัวเป็นระเบิดลูกใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ต้องมีข้อสรุปแก้ไขอย่างไรอย่างหนึ่ง ชาวอเมริกันกำลังเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองตัดสินใจ ไม่ถ่วงเวลาอีกต่อไป
            ทางออกที่ดีที่สุดคือ สังคมต้องร่วมเสนอทางออกเรื่องดังกล่าวว่าจะประนีประนอมอย่างไร กำหนดรายละเอียดว่าจะปรับลดหรือจะขึ้นภาษีอย่างไร ควรใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละเรื่องเท่าใด และต้องตกลงว่าการบรรลุข้อตกลงถือเป็นผลงานร่วมกันของสองพรรค ไม่ใช่ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา หรือพรรคใดพรรคหนึ่ง และเป็นความสำเร็จของคนทั้งชาติ
            ระบบการแบ่งแยกอำนาจ การถ่วงดุลซึ่งกันและกันเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาชาติ แต่ระบบหรือกลไกเหล่านี้มีเพื่อประโยชน์ต่อประเทศต่อประชาชน มิควรให้ระบบการเมืองภายในประเทศเป็นขวากหนามการบริหารประเทศ ขวากหนามความก้าวหน้าของชาติ
---------------------------

บทความบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
1. Fiscal Cliff: หนังเก่าฉายซ้ำ,17 มกราคม 2013
2. Fiscal Cliff: ปัญหาที่รุนแรงและซับซ้อนกว่าที่คิด, 7 ธันวาคม 2012
3. โอบามาไม่ได้ถือไม้กายสิทธิ์, พฤศจิกายน 2012, 
4. ปัญหาหนี้สินอเมริกา ประเด็นหาเสียงโค้งสุดท้าย, 27 ตุลาคม 2012, 
5. Fiscal Cliff การตัดสินใจครั้งสำคัญของสหรัฐฯ,10 ตุลาคม 2012

--------------------------

บรรณานุกรม:
1. David B. Magleby and Paul C. Light, Government by the People, edition 2009 (USA: Pearson Education, 2009).
2. Full text of President Barack Obama’s inauguration speech, 21 January 2013, http://news.nationalpost.com/2013/01/21/full-text-of-president-barack-obamas-inauguration-speech/
3. Why Did the Republicans Win the House? 11/10/2012 5:51 pm, http://www.huffingtonpost.com/geoffrey-r-stone/why-did-the-republicans-w_b_2110673.html
4. Congress Begins 2013 With 14% Approval, January 11, 2013, http://www.gallup.com/poll/159812/congress-begins-2013-approval.aspx
---------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

Fiscal Cliff: หนังเก่าฉายซ้ำ

17 มกราคม 2 0 13
ชาญชัย

            หลังผ่านการเจรจาต่อรองหลายรอบทั้งทางตรงทางลับระหว่างพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกัน ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกตั้งหน้าตั้งตารอข่าวว่าจะสามารถแก้ปัญหาทันสิ้นปีหรือไม่ ในที่สุดประธานาธิบดีบารัก โอบามาลงนามผ่านร่างกฎหมายเพื่อเลื่อนการตัดลดรายจ่ายและขึ้นภาษีบุคคลธรรมที่มีรายได้มากกว่า  4 แสนดอลลาร์ต่อปี หรือครัวเรือนที่มีรายได้มากกว่า 4.5 แสนดอลลาร์ต่อปี เป็นเวลา 2 เดือน ขยายความช่วยแก่ผู้ว่างงานตลอดปี 2013
            ที่สุดของความพยายามจากทั้งสองฝ่ายในรอบที่แล้วทำได้เพียงเลื่อนปัญหาออกไปอีก 2 เดือน ดังนั้นเส้นตายของ Fiscal Cliff รอบใหม่นี้คือต้นเดือนมีนาคม
            มาถึงรอบนี้จุดยืนของพรรครีพับลิกันยังคงเดิมคือต้องการให้รัฐบาลกลางตัดลดงบประมาณ โดยเฉพาะงบประมาณสวัสดิการช่วยเหลือผู้ว่างงานกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเพื่อแลกกับการที่พรรครีพับลิกันจะยอมเพิ่มระดับเพดานเงินกู้ วุฒิสมาชิก มิช แม็คคอนเนล กล่าวว่า โอบามาจะต้อง “ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและเป็นเวลาดีที่จะแก้เพดานหนี้” โฆษกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน นายจอห์น โบเนอร์ ให้เหตุผลว่า “คนอเมริกันไม่สนับสนุนเพิ่มเพดานหนี้หากรัฐบาลไม่ลดการใช้จ่ายด้วย”
โดยสรุปคือพรรครีพับลิกันต้องการแก้ปัญหา Fiscal Cliff ด้วยการปรับเพิ่มเพดานเงินกู้ โดยมีเงื่อนไขต้องตัดงบประมาณสวัสดิการที่ประธานาธิบดีโอบามาคัดค้านมาโดยตลอด

ในขณะที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาย้ำว่ารัฐบาลมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ หรือไม่ก็เบี้ยวจ่าย ส่วนที่รัฐบาลจะมีเงินพอจ่ายหรือไม่เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต้องแก้ปัญหานี้ และพยายามโยนความผิดให้พรรครีพับลิกันว่า “ถ้าผู้แทนรัฐสภาของรีพับลิกันปฏิเสธชำระเงินตรงเวลา การจ่ายเงินสวัสดิการสังคมและสวัสดิการทหารผ่านศึกจะล่าช้าออกไป รัฐบาลอาจไม่มีเงินจ่ายกองทัพ เจ้าของธุรกิจรายเล็กที่รัฐบาลติดต่อ” และเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ อีกจำนวนมาก พร้อมกับเตือนว่าแนวทางแก้ไขปัญหา Fiscal Cliff ของเขามีส่วนช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน
พร้อมกันนี้ประธานาธิบดีโอบามายืนยันจุดยืนเดิมว่าการแก้ปัญหา Fiscal Cliff ต้องตัดลดงบประมาณบางส่วนพร้อมกับขึ้นภาษีคนรวยซึ่งรีพับลิกันไม่เห็นด้วยในประเด็นหลังนี้
            เห็นได้ชัดว่าประเด็น Fiscal Cliff มาหยุดอยู่ที่ทางตันเดิม
            ที่ต่างออกไปคือครั้งนี้ดูเหมือนว่าพรรครีพับลิกันไม่สนใจกำหนดเส้นตายวันที่รัฐบาลไม่มีเงินชำระหนี้ สมาชิกพรรครีพับลิกันบางคนกล่าวว่าพวกเขาพร้อมจะยอมให้ประเทศไม่ชำระเงินตามกำหนดหรือให้หน่วยงานรัฐปิดทำการ (หมายถึงบางส่วน) เพื่อบังคับให้รัฐบาลโอบามายอมรับการตัดลดงบประมาณมากกว่าที่ประธานาธิบดีตั้งใจไว้
            สองฝ่ายยังอยู่ในห้วงเวลาแสดงอาการแข็งกร้าวอย่างชัดเจน
            เป็นไปได้ว่าการตัดสินใจทำอย่างไรอย่างหนึ่งในรอบนี้อาจล่าช้ากว่าครั้งก่อน เป็นไปตามความต้องการของพรรครีพับลิกัน แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าคือเมื่อสองฝ่ายยืนยันจุดยืนเดิม การแก้ไขปัญหารอบนี้จะลงเอยด้วยการยืดเวลาแก้ปัญหาออกไปอีกหรือไม่
ไม่ว่ารอบนี้จะยืดเวลาออกไปกี่เดือนหรือกี่ปีล้วนมีค่าเท่ากับหนังเก่าฉายซ้ำ คือไม่ตัดสินวิธีแก้รากปัญหา ทุกฝ่ายรักษาจุดยืนของตน เป็นเงื่อนปมที่คลายไม่ออก

            หากวิเคราะห์ให้ลึกๆ เนื้อแท้ของ Fiscal Cliff คือการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างสองพรรคโดยตรง เป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างพรรคเดโมแครตที่ขณะนี้มีประธานาธิบดีโอบามาเป็นแกนนำกับพรรครีพับลิกันที่พยายามบั่นทอนความนิยมของโอบามามาโดยตลอด นโยบายหรือประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Fiscal Cliff คือเวทีความขัดแย้งหลักของสองพรรคตั้งแต่ปี 2010 เรื่อยมา
            ในแง่มุมการต่อสู้ทางด้านหลักนโยบาย คือ การต่อสู้ระหว่างนโยบายรัฐสวัสดิการของประธานาธิบดีโอบามา กับนโยบายของพรรครีพับลิกันที่ต้องการลดอำนาจรัฐบาลกลาง ปล่อยให้เศรษฐกิจเป็นไปตามกลไกตลาดเสรีมากขึ้น ที่ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลหลักการรองรับของตัวเอง
            ดังนั้น ประเด็น Fiscal Cliff จึงไม่ใช่เพียงเรื่องจะควรขึ้นภาษีคนมีฐานะดี ปรับลดงบประมาณสวัสดิการหรือขึ้นเพดานเงินกู้ แต่รวมถึงหลักนโยบายเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน การขับเคี่ยวทางการเมืองที่พรรครีพับลิกันจะไม่อ่อนข้อให้
            ภายใต้มุมมองนี้ ประเด็น Fiscal Cliff จึงเป็นหนังเก่าฉายซ้ำหลายรอบเช่นกัน และน่าจะฉายซ้ำไปอีกนาน
นายคอชิค บาซู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกกล่าวถึงผลกระทบจาก Fiscal Cliff รอบใหม่อย่างชัดเจนว่า ถ้ารัฐสภาอเมริกาอนุมัติให้ปรับเพดานเงินกู้เพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยและรัฐบาลกลางตัดงบประมาณเนื่องจาก Fiscal Cliff เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตลดลงร้อยละ 0.4 ส่งผลให้เศรษฐกิจยุโรปหดตัวมากขึ้น เศรษฐกิจโลกเติบโตลดลงร้อยละ 1.4
สภาพเศรษฐกิจอเมริกา เศรษฐกิจโลกยังต้องร้อนๆ หนาวๆ กับ Fiscal Cliff ตามวัฏจักรฤดูกาลอีกต่อไป
--------------------------

บรรณานุกรม:
1. Obama Signs Bill Enacting Budget Deal to Avert Most Tax Hikes, Jan 3, 2013 12:25 PM GMT+0700, http://www.bloomberg.com/news/2013-01-03/obama-signs-bill-enacting-budget-deal-to-avert-most-tax-hikes.html
2. Hitting the debt limit: What bills would be paid?  Mon, Jan 14, 2013, http://news.yahoo.com/hitting-debt-limit-bills-paid-160938609--finance.html
3. Obama digs heels in, refuses to negotiate debt ceiling, 15 January 2013, http://news.yahoo.com/obama-says-refusal-lift-debt-ceiling-hurt-economy-170716116--business.html
4. U.S. Budget Poses Global Risk, Says World Bank, January 15, 2013, 6:37 p.m. ET, http://professional.wsj.com/article/SB10001424127887324595704578244041139940444.html?mod=WSJASIA_hps_LEFTTopWhatNews&mg=reno64-wsj
5. David Corn, Showdown: The Inside Story of How Obama Fought Back Against Boehner, Cantor, and the Tea Party (USA: William Morrow, 2012).
-------------------------

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

ถอดรหัสสุนทรพจน์สองเลขาธิการอาเซียน

11 มกราคม 2013
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 5912 วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ.2556)

            เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียนที่เพิ่งดำรงตำแหน่งครบวาระ 5 ปีได้กล่าวสุนทรพจน์สุดท้าย พร้อมกับที่นายเล ลุงมินห์ เลขาธิการอาเซียนคนใหม่จากประเทศเวียดนามกล่าวสุนทรพจน์แรกเมื่อเริ่มเข้าทำงาน
            สุนทรพจน์ทั้งสองได้กล่าวถึงหรือสะท้อนให้เห็นภาพอาเซียนบางอย่างที่สำคัญ ทำให้เห็นความคืบหน้า โอกาส อุปสรรคและปัญหาสำคัญๆ ของอาเซียน
            บทความนี้ได้สังเคราะห์วิเคราะห์สุนทรพจน์ทั้งสอง และนำเสนอเรื่องราวทั้งหมดตาม 3 เสาหลักประชาคมอาเซียนพร้อมกับภาพรวม ดังนี้
            ประการแรก ความท้าทายต่อเสาประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน
            ในเรื่องทั่วๆ ไป เลขาธิการ เล ย้ำว่าจะพยายามขับเคลื่อนให้ชาติสมาชิกทุกประเทศลงนามข้อตกลงหรือปฏิบัติตามความร่วมมือต่างๆ ของอาเซียน เช่น สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia) เพิ่มความร่วมมือต้านภัยคุกคามรูปแบบใหม่ (non-traditional) เช่น การก่อการร้าย อาชญกรรมข้ามชาติ ภัยธรรมชาติ
            ความท้าทายที่สำคัญที่สุดยังเป็นเรื่องการสร้างความร่วมมือและไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสมาชิก การสร้างแนวทางปฏิบัติร่วม ป้องกันความขัดแย้งและแก้ไขข้อพิพาท
            การอ้างกรรมสิทธิในทะเลจีนใต้เป็นข้อขัดแย้งที่สำคัญที่สุด หน้าที่ของอาเซียนคือเร่งหารือกับจีนเพื่อรับรองแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct in the South China Sea หรือ COC) ตามแนวทางของอาเซียนที่ยังไม่สามารถตกลงกับจีน
            ประเด็นการเรียกร้องสิทธิในทะเลจีนใต้ที่ประชาชนมักค่อยรับรู้คือ อาเซียนไม่ได้มีปัญหาเฉพาะกับจีน ประเด็นนี้เป็นปัญหาระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนด้วย และความขัดแย้งซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อมหาอำนาจทั้งจีนกับสหรัฐอเมริกาต่างเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเวทีที่สองยักษ์ใหญ่แสดงอำนาจของตน
            อดีตเลขาธิการนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เตือนว่าในทศวรรษหน้าโลกจะเต็มด้วยพลวัตของอำนาจ ความท้าทายจะเพิ่มมากขึ้น เกิดการทดสอบความเป็นเอกภาพ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาติสมาชิกอาเซียน
            เป็นคำถามว่าทำอย่างไรอาเซียนจึงสามารถอยู่กับมหาอำนาจที่กำลังแข่งขันกันอยู่ในขณะนี้ ทำอย่างไรชาติสมาชิกอาเซียนจะมีความไว้เนื้อเชื่อใจยิ่งขึ้น มีความยืดหยุ่น หันหน้าเข้าหากันเพื่อสันติภาพ เสถียรภาพร่วมกัน ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
            อาเซียนที่ก่อตั้งมาเพื่อแก้ปัญหาความมั่นโดยแท้ยังต้องดำเนินการแก้ไขกันต่อไป

            ประการที่สอง ความท้าทายต่อเสาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
            มีข่าวดีว่าในปี 2012 ที่ผ่านมาปริมาณการค้าในภายในอาเซียนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25.4
            แต่เลขาธิการ เล ชี้ว่าอาเซียนยังมีงานต้องทำอีกมากเพื่อให้สินค้าต่างๆ เคลื่อนไหวในภูมิภาคได้โดยเสรี ปฏิบัติตามการเปิดเสรีการค้าอย่างสมบูรณ์ ยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษีทั้งหมด ระบบศุลกากรที่มีมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียว อาเซียนเหลือเวลาอีก 3 ปีในการบรรลุผลข้อนี้ ยังมีความท้าทายที่รออยู่มาก
            ปัญหาสำคัญของอาเซียนคือ ชาติสมาชิกมีระดับการพัฒนาหรือความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแตกต่างกันมาก ทำอย่างไรจึงจะลดช่องว่างดังกล่าว ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าชาติสมาชิกไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างสมบูรณ์ ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มความร่วมมือและเป็นความร่วมมือที่ชาติสมาชิกทุกประเทศได้รับประโยชน์มากที่สุด
            อดีตเลขาธิการอาเซียนกล่าวถึงปัญหานี้เช่นกัน โดยเสนอให้เร่งดำเนินตามแผน การริเริ่มการรวมกลุ่มอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration หรือ IAI) สนับสนุนแผนการพัฒนาประเทศของชาติสมาชิก เช่น Lao Pilot Project (LPP) ของประเทศลาว
            ความร่วมมือทางเศรษฐกิจจะต้องเอื้อให้ชาติสมาชิกทั้งหลายได้ประโยชน์มากที่สุด ไม่ใช่บางประเทศได้มากแต่บางประเทศได้น้อยกว่าที่ควร อาเซียนต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยการลดช่องว่างระดับการพัฒนาประเทศ

            ประการที่สาม ความท้าทายต่อเสาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน
            ช่วงที่ผ่านมาอาเซียนประสบความสำเร็จในเรื่องการลงนามปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ก่อตั้งคณะกรรมาธิการอาเซียนด้านส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิของสตรีและเด็ก (ASEAN Commission for Women and Children) ศูนย์ประสานงานเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในการบริหารจัดการภัยพิบัติ (ASEAN Coordinating Center for Humanitarian Assistance on Disaster Management หรือ AHA Center) 
            และในหัวข้อนี้ เลขาธิการอาเซียนคนใหม่ย้ำให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อคุณภาพการศึกษาของเยาวชน ส่วนอดีตเลขาธิการกล่าวว่าต้องให้ความสำคัญต่อเรื่องของประชาชนมากขึ้น เช่น สิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีและความมั่นคงของมนุษย์
            ทั้งคู่ชี้ว่าหัวใจของของอาเซียนคือประชาชน
            ย่างเข้าใกล้ทศวรรษที่ 5 ตั้งแต่ก่อตั้งอาเซียน ความไว้เนื้อเชื่อใจในหมู่ชาติสมาชิกยังเป็นงานหลักของอาเซียนด้านความมั่นคง แม้ว่าภัยคุกคามจากสงครามเย็นได้ยุติไปแล้วกว่ายี่สิบปีแล้วก็ตาม อาเซียนยังวนเวียนกับการสร้างแนวทางป้องกันความขัดแย้งและแก้ไขข้อพิพาทภายใน และความท้าทายกำลังทวีกำลังรุนแรงขึ้น
            ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องดีและไม่อาจหลบหนี แต่การพัฒนาอย่างไรจึงจะเอื้อประโยชน์แก่ชาติสมาชิกทุกประเทศสูงสุด โดยต้องยอมรับความจริงว่าแต่ประเทศมีโอกาสหรือศักยภาพทางเศรษฐกิจไม่เท่าเทียมกัน ทำอย่างไรจึงจะประสานโอกาสและศักยภาพในหมู่ชาติสมาชิกอาเซียนด้วยกันในในยามที่ประเทศอื่นๆ นอกอาเซียนกำลังร่วมมือและแข่งขันอย่างจริงจัง
            และที่สุดแล้ว การรวมตัวเป็นอาเซียนหรือประชาคมอาเซียนต้องเห็นประชาชนเป็นเป้าหมาย เป็นตัวชี้วัดสำเร็จที่แท้จริง
            ทั้งหมดนี้นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียนกล่าวแนะนำในสุนทรพจน์สุดท้ายว่าต้องเพิ่มความพยายามในการสร้างประชาคมอาเซียน เร่งการสร้างความร่วมมือกับทั่วโลก
            อาเซียนจะก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลังย่อมขึ้นกับชาติสมาชิกอาเซียนเป็นสำคัญ
----------------------------------

บรรณานุกรม:

1. Inaugural Speech by HE Le Luong Minh Secretary-General of ASEAN at the Transfer of Office Ceremony, http://www.asean.org/news/asean-statement-communiques/item/inaugural-speech-by-he-le-luong-minh-secretary-general-of-asean-at-the-transfer-of-office-ceremony

2. Speech By Outgoing Secretary-General (2008 – 2012) H.E. Surin Pitsuwan Ceremony for the Transfer of Office of the Secretary – General of ASEAN, ASEAN Secretariat, 09 January 2013, http://www.asean.org/news/asean-statement-communiques/item/speech-by-outgoing-secretary-general-2008-2012-he-surin-pitsuwan-ceremony-for-the-transfer-of-office-of-the-secretary-general-of-asean-asean-secretariat-09-january-2013

---------------

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

เข้าใจอาเซียน ตอน: อาเซียนอยากมีสมาชิกมากกว่าสิบประเทศหรือไม่

9 มกราคม 2013
ชาญชัย
            เป็นที่ทราบว่าเดิมสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations) ที่ก่อตั้งในปี 1967 มีรัฐสมาชิกเริ่มต้นเพียง5 ประเทศ ต่อมาเพิ่มอีก 5 ประเทศจนกลายเป็น 10 ประเทศในปัจจุบัน คำถามเบื้องต้นคืออาเซียนจะมีสมาชิกมากกว่านี้ได้อีกหรือไม่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
            คำตอบมีได้หลายแง่มุม ดังต่อไปนี้

มุมมองจากภูมิศาสตร์
            ชื่อ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ความหมายชัดเจนในตัวเองว่าเป็นองค์กรระหว่างประเทศของชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
            คำว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เริ่มใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรคือ สหรัฐอเมริกากับอังกฤษ ได้ตั้งศูนย์บัญชาการการรบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นในค.ศ.1943 การเรียกชื่อเช่นนี้เพื่อความเด่นชัดทางด้านภูมิศาสตร์ โดยหมายถึงภูมิภาคที่ประกอบด้วยประเทศเมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย  โดยไม่รวมถึงฟิลิปปินส์ จนในทศวรรษ 1960 จึงรวมฟิลิปปินส์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค และในค.ศ.1984 เมื่อบรูไนได้รับเอกราชก็เข้าร่วม รวมทั้งติมอร์-เลสเตในค.ศ. 2002 รวมทั้งสิ้น 11 ประเทศ

            หากดูแผนที่จะเห็นชัดว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือบริเวณที่
·      ทิศเหนือจรดประเทศจีน
·      ทิศตะวันออกคือทะเลจีนใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก
·      ทิศตะวันออกคือประเทศอินเดียกับบังคลาเทศ (บังคลาเทศเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย เพิ่งได้เอกราชเป็นบังคลาเทศเมื่อค.ศ. 1961) ในอดีตพื้นที่แถบนี้ทั้งหมดเรียกว่าชมพูทวีป
·      ทิศใต้คือประเทศออสเตรเลีย ทวีปออสเตรเลีย
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อาเซียนถูกล้อมรอบด้วย 3 ประเทศใหญ่คือจีน อินเดียและออสเตรเลีย ทางขวามือติดมหาสมุทรแปซิฟิก ทางซ้ายมือติดมหาสมุทรอินเดีย
            จากมุมมองทางภูมิศาสตร์จะเห็นว่าอาเซียนเคยมีช่วงหนึ่งที่กินพื้นที่ครบทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่หลังจากที่ติมอร์-เลสเตได้รับเอกราชในค.ศ.2002 ทำให้ติมอร์-เลสเตกลายเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอาเซียน
            ดังนั้น หากยึดมุมมองทางภูมิศาสตร์ อาเซียนปัจจุบันกินพื้นที่เกือบจะครบทุกพื้นที่ของภูมิภาคและไม่น่าจะมีสมาชิกเพิ่มอีก ยกเว้นประเทศติมอร์-เลสเตเท่านั้น
            หากคิดนอกกรอบ อาจมีคำถามว่าความเป็นอาเซียนจำต้องยึดมั่นในขอบเขตทางภูมิศาสตร์หรือไม่ เป็นคำถามชวนคิดต่อ
ติมอร์-เลสเตจะมีโอกาสหรือไม่
            เมื่อพิจารณารายประเทศ ติมอร์-เลสเตคือประเทศที่มีโอกาสเข้าร่วมอาเซียน
            ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) หรือติมอร์ตะวันออกเดิมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย ได้รับเอกราชเมื่อค.ศ.2002 เป็นประเทศที่เพิ่งเกิดไม่นาน

            รัฐบาลติมอร์-เลสเตต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียน ประธานาธิบดี ดร. โฮเซ รามอส-ฮอร์ตา กล่าวว่า เราประสงค์จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนให้ได้อย่างเร็วที่สุด
            การจะได้เป็นสมาชิกอาเซียนหรือไม่นั้น กฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กำหนดเรื่องการรับสมาชิกใหม่ โดยมีหลักเกณฑ์ 4 ประการ คือ
            1. ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันเป็นที่ยอมรับว่าอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
            2. การยอมรับโดยรัฐสมาชิกอาเซียนทั้งปวง
            3. การตกลงที่จะผูกพันและเคารพกฎบัตรนี้ และ
            4. ความสามารถและความเต็มใจที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีของสมาชิกภาพ
และยังกำหนดอีกว่า “การรับสมาชิกให้ตัดสินโดยฉันทามติโดยที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ตามข้อเสนอแนะของคณะมนตรีประสานงานอาเซียน”
            ข้อที่เป็นอุปสรรคมากที่สุดคือการยอมรับโดยรัฐสมาชิกทั้งหมด หากประเทศใดประเทศหนึ่งไม่เห็นด้วยการเข้าเป็นสมาชิกจะเป็นอันตกไปทันทีไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
            ติมอร์-เลสเต สมัครเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2011 แต่กลุ่มอาเซียนได้เปิดเผยหลังการประชุมคณะมนตรีประสานงานอาเซียนครั้งที่ 2 ในวันที่ 11 กันยายน 2012 ว่า การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของติมอร์-เลสเตจะยังไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 21 ในเดือนพฤศจิกายน 2012
            การพิจารณารับติมอร์-เลสเต้จึงถูกเลื่อนออกไป

ควรรับติมอร์-เลสเตเข้าอาเซียนหรือไม่
            ประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากคืออาเซียนควรรับติมอร์-เลสเตเข้ากลุ่มหรือไม่ มีข้อเสนอที่เห็นด้วยและไม่เห็น ทั้งจากรัฐสมาชิกกับนักวิชาการ ฝ่ายที่สนับสนุนเห็นว่าการรับติมอร์-เลสเตเข้ามาย่อมเป็นผลดีต่อประเทศติมอร์-เลสเตเอง และอาเซียนจะได้รับประโยชน์ในระยะยาว  ชาติสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการรับติมอร์-เลสเตเข้าอาเซียน ส่วนประเทศที่คัดค้าน โดยเฉพาะสิงคโปร์แสดงตัวชัดเจนมากที่สุด เห็นว่าติมอร์-เลสเตไม่พร้อม เป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2015
            ข้อโต้แย้งประเด็นนี้ คือ ในอดีตอาเซียนเคยรับประเทศที่มีสภาพไม่ต่างจากติมอร์-เลสเตในปัจจุบัน เช่น การรับเมียนมาร์กับลาวและกัมพูชา อาเซียนในยุคนั้นยอมรับจุดอ่อนของประเทศเหล่านี้และเห็นว่าควรเข้าไปช่วยเหลือ แต่ข้อโต้แย้งกลับคือบริบทอาเซียนในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต การรับกลุ่มประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เข้าอาเซียนเกิดจากเหตุผลด้านความมั่นคงซึ่งสำคัญยิ่งยวดในสมัยนั้น
            ปัจจุบัน ประเทศติมอร์-เลสเตมีสถานภาพเป็นประเทศผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในกิจกรรมการประชุมต่างๆ ของอาเซียน

ปาปัวนิวกินีจะมีโอกาสหรือไม่
            ประเทศปาปัวนิวกินีเป็นอีกประเทศหนึ่งที่อยากเข้าอาเซียน ประเทศเป็นเกาะตั้งอยู่ทางทิศเหนือของออสเตรเลีย มีพรมแดนติดกับประเทศอินโดนีเซีย แต่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มโอเชียเนีย (Oceania) อันเป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มของหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก มีประชากรราว 6 ล้านคน
            ปาปัวนิวกินียังไม่เคยยื่นหนังสือขอเข้าร่วมอาเซียนอย่างเป็นทางการ และอาเซียนก็ยังไม่มีการหารือเกี่ยวกับการรับปาปัวนิวกินีเป็นสมาชิกอย่างเป็นจริงเป็นจัง ปัจจุบันยังคงสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ได้รับตั้งแต่ ค.ศ. 1976

            มีผู้ให้เหตุผลว่าปาปัวนิวกีนียากจะเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน เนื่องจากขัดกับหลักเกณฑ์เรื่องการรับสมาชิกใหม่ 2 ประการ คือ ประเทศไม่ได้ตั้งอยู่ในทางภูมิศาสตร์อันเป็นที่ยอมรับว่าอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และความเจริญก้าวหน้าของประเทศยังห่างไกลจากความสามารถที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีของสมาชิกภาพ
            เรื่องการไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีของสมาชิกภาพเป็นเหตุผลเดียวกับที่ประเทศติมอร์-เลสเตยังไม่เข้าอาเซียน
            โดยสรุปแล้ว โอกาสที่ปาปัวนิวกินีจะเข้าอาเซียนมีน้อย หลักฐานเชิงประจักษ์นั้นชัดเจนมาก เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงยังคงสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ได้รับตั้งแต่ ค.ศ. 1976 หรือเกือบจะ 4 ทศวรรษแล้ว

สรุป อาเซียนอยากได้สมาชิกใหม่หรือไม่
            ในการวิเคราะห์เรื่องนี้ ประเทศปาปัวนิวกินีเป็นตัวเลือกที่ควรตัดออกตั้งแต่ต้นดังเหตุผลที่ได้นำเสนอ เหลือแต่วิเคราะห์ว่าอาเซียนอยากได้ประเทศติมอร์-เลสเตเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนหรือไม่
            ชาติสมาชิกอาเซียนปัจจุบันมีความเห็นมีแตกต่างต่อการรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกใหม่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลคัดค้านอย่างไร เมื่อมีสมาชิกที่คัดค้าน อาเซียนย่อมไม่สามารถรับติมอร์ตามกฎบัตรอาเซียน
            ดังนั้น คำถามที่สำคัญกว่า ทำไมจึงควรรับ คือคำถามที่ว่า ทำไมบางประเทศไม่อยากรับหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เหตุผลที่ควรรับร้อยข้อไม่มีค่าเมื่อเทียบกับ เหตุผลที่ไม่ควรรับเพียงข้อเดียวของรัฐสมาชิกอาเซียนเพียงประเทศเดียว
            เรื่องนี้อธิบายได้ง่ายที่สุดหากมองในมุมผลประโยชน์ อาเซียนในปัจจุบันอยากทุ่มเทความสนใจมีความสัมพันธ์กับประเทศที่อาเซียนได้ประโยชน์อย่างจริงจัง เป็นเหตุผลของการเกิดอาเซียนพลัส เช่น ASEAN+3, ASEAN+6 และเป็นเหตุผลที่ตรงที่สุดในการอธิบายว่าทำไมอาเซียนจึงยังไม่รับประเทศติมอร์-เลสเตกับปาปัวนิวกินีเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน
            ประเทศเหล่านี้จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ต่อไป เช่นเดียวกับที่อาเซียนมีสมาชิก 10 ประเทศเท่าเดิม
---------------------------------

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง:
อาเซียนก่อตั้งมาเกือบ 50 ปีแล้ว อาเซียนมีความร่วมมือหลากหลายด้าน แต่อะไรเป็นจุดเริ่มต้นหรือวัตถุประสงค์สำคัญเมื่อเริ่มแรกก่อตั้ง
ทุกคนทราบว่าอาเซียนมีชาติสมาชิกสิบประเทศ แต่แรกเริ่มมีเพียงห้าประเทศ ต่อมารวมเอาประเทศในภูมิภาคเข้ามาอีกห้าประเทศ อะไรคือเหตุผลของการเพิ่มจำนวนสมาชิก
3. ติมอร์-เลสเต จะเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11หรือไม่
มีผู้ตั้งคำถามว่าติมอร์-เลสเต จะเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11 หรือไม่ คำตอบเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศติมอร์จะสามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขการรับสมาชิกตามกฎบัตรอาเซียนหรือไม่ คำตอบที่ตรงประเด็นกว่านั้นคือขึ้นอยู่กับความพยายามของติมอร์-เลสเตในการสร้างประเทศให้เจริญรุ่งเรือง สมกับเป็นรัฐสมัยใหม่ที่พร้อมจะก้าวไปกับชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ
-------------

บรรณานุกรม:
1. ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, http://www.learners.in.th/blogs/posts/277009
2. "ติมอร์ตะวันออกกับอาเซียน", http://aseanvision.com/news-top-detail.jsp?id=20091127113741799188&mm=11&yy=2009
3. กฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, http://aseansummit.mfa.go.th/15/thai/PDF/ASEAN_Charter_TH+EN.pdf
4. ติมอร์เดินหน้าสมาชิกใหม่อาเซียน เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-มั่นใจอินโดฯดันสุดสุด, http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1349087131&grpid=04&catid=04
5. Chairman’s Statement of the 21st ASEAN Summit Phnom Penh, 18 November 2012, http://asean2012.mfa.gov.kh/?page=detail&article=343&lg=en
6. หลายชาติค้าน! ติมอร์ตะวันออกสมัครเป็นสมาชิกอาเซียน, http://news.voicetv.co.th/global/5435.html
7. อาเซียนต้องใจเย็นๆ รอให้พร้อม ก่อนรับติมอร์เลสเต้เป็นสมาชิกลำดับที่ 11, http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=chuk007&month=17-03-2011&group=3&gblog=10
8. ไทยพร้อมหนุนติมอร์-เลสเตเป็นสมาชิกอาเซียน, http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9540000090001
9. สุภาค์พรรณ ขันชัย, ติมอร์ตะวันออก: ว่าที่สมาชิกใหม่ของประชาคมโลก, http://www.ias.chula.ac.th/Thai/modules.php?name=News&file=article&sid=34
10. The CIA World Factbook 2011, หรือที่ The World Factbook, https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/
11. ปาปัวนิวกินี, http://aspa.mfa.go.th/aspa/th/information_country/south-pacific/detail.php?ID=413
12. Papua New Guinea as an ASEAN Member? DECEMBER 7, 2012, http://aseanec.blogspot.com/2012/12/papua-new-guinea-as-asean-member.html
13. ASEAN’s Time to Invest in Timor-Leste, Dec 17th, 2012, http://cogitasia.com/asean%E2%80%99s-time-to-invest-in-timor-leste/
------------------------------------

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

Shale gas กับ Shale oil ผู้ท้าทายวงการน้ำมันโลก

5 มกราคม 2013
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 5906 วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ.2556)

            กระแสข่าวที่ภายในทศวรรษนี้สหรัฐอเมริกาจะลดการนำเข้าทรัพยากรน้ำมันจากต่างประเทศลงเรื่อยๆ และอาจไม่นำเข้าเลยก่อนสิ้นปี 2035 มีความชัดเจนมากขึ้น เหตุเนื่องจากสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน (shale gas) และน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) จำนวนมากจากแหล่งผลิตในประเทศที่ในอดีตมีข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุนการผลิตกับปัญหามลพิษ

Shale gas กับ Shale oil
            ทรัพยากรน้ำมันชั้นหินดินดานประกอบด้วยก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน (shale gas) กับน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil)
            shale gas คือก๊าซธรรมชาติที่ถูกกักไว้ในชั้นหินใต้ดิน มนุษย์ค้นพบ shale gas มานานแล้ว แต่ไม่สามารถนำมาใช้เพราะไม่อาจแข่งกับแหล่งก๊าซธรรมชาติประเภทอื่นๆ ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า มีปัญหาเรื่องมลพิษน้อยกว่า
            จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการพัฒนากรรมวิธีการผลิตที่เรียกว่า Hydraulic Fracturing และใช้เทคโนโลยีดังกล่าวร่วมกับเทคนิควิธีการขุดเจาะตามแนวนอนที่เรียกว่า Horizontal Drilling ทำให้สามารถผลิต shale gas ได้ในปริมาณมากและด้วยต้นทุนต่ำลง
            ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาใช้ก๊าซธรรมชาติจาก shale gas ในสัดส่วนร้อยละ 20 ของปริมาณก๊าซธรรมชาติทุกประเภท และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 40 ในปี 2032 ตามความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น

            น้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) หลายครั้งพบได้จากแหล่งเดียวกับที่พบก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน ในขณะที่บางแหล่งพบน้ำมันเป็นหลัก เช่น แหล่งขุดเจาะ ‘Avalon and Bone Springs’ คาดว่ามีน้ำมันที่นำขึ้นมาใช้ได้ถึง 1.58 พันล้านบาร์เรล แหล่ง Bakken คาดว่ามีน้ำมันถึง 3.65 พันล้านบาร์เรล
            ความสามารถใช้ทรัพยากรน้ำมันชั้นหินดินดานของสหรัฐฯ กลายเป็นเหตุเขย่าวงการน้ำมันโลก

ผลดีต่อสหรัฐอเมริกา
            ประเทศสหรัฐอเมริกาย่อมเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงในสองประการหลัก ดังนี้
            ประการแรก ในอนาคตสหรัฐฯ สามารถพึ่งพาตนเองในด้านพลังงานน้ำมัน 
            สหรัฐฯ เป็นประเทศที่บริโภคทรัพยากรน้ำมันมากที่สุดในโลก ในทศวรรษ 1970 ประสบปัญหาถูกองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) คว่ำบาตรไม่ยอมขายน้ำมันให้ เป็นเหตุให้คนอเมริกาทั้งประเทศต้องต่อคิวยาวเหยียดเพื่อรอเติมน้ำมันรถ กระทบการดำเนินชีวิตประจำวันของคนเกือบทั้งประเทศ นับจากนั้นประเด็นการเข้าถึงแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางกลายเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองภายในประเทศนอกเหนือจากเหตุผลด้านความมั่นคงทางการทหาร ในระยะหลังนโยบายสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคตะวันออกกลางมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นและอาจเป็นเหตุผลสำคัญทำให้สหรัฐฯ ถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายโจมตีในเหตุวินาศกรรม 9/11 เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ชาวอเมริกันเรียกร้องให้ประเทศลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง และกลายเป็นนโยบายของรัฐบาลในเวลาต่อมา

            รายงาน Global Trends 2030: alternative world ของสภาข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ ชี้ว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯ เริ่มใช้ก๊าซและน้ำมันจากชั้นหินดินดานแล้วโดยเฉพาะ shale gas ส่วน shale oil ยังอยู่ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา แต่คาดว่าอีกไม่เกิน 20 ปีสหรัฐฯ อาจไม่ต้องพึ่งการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศและมีศักยภาพในการส่งออกด้วย
            หากการคาดการณ์ดังกล่าวเป็นจริงเท่ากับสหรัฐฯ จะไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำมันจากต่างประเทศอีกต่อไป มีผลต่อนโยบายต่างประเทศอย่างชัดเจน

            ประการที่สอง เศรษฐกิจได้รับผลดี
            เนื่องจาก shale gas กับ shale oil ที่มีต้นทุนต่ำ ทำให้ประเทศได้ใช้น้ำมันราคาถูกกว่าปัจจุบัน ก่อผลดีต่อเศรษฐกิจอเมริกาหลายประการ เช่น ช่วยลดต้นทุนการผลิต ราคาผันผวนน้อยลง ช่วยลดการขาดดุลการค้าต่างประเทศ มีผู้คาดว่าจะทำให้จีดีพีโตขึ้นร้อยละ 1.7-2.2 และเพิ่มการจ้างงาน 2.4-3 ล้านตำแหน่งก่อนปี 2030

            โดยสรุปแล้ว การที่สหรัฐฯ สามารถนำน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งดังกล่าวมาใช้ถือเป็นการปลดแอกจากการพึ่งพาน้ำมันต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยตรง และส่งผลต่อนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะนโยบายต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

ปัญหาและอุปสรรคจากมลพิษ
            แม้ว่าเทคโนโลยีการผลิต shale gas กับ shale oil มาถึงจุดที่สามารถผลิตเพื่อการค้าและสามารถควบคุมมลพิษได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาเรื่องมลพิษไม่หมดไปโดยสิ้นเชิง ยังเป็นข้อจำกัดหรืออุปสรรคสำคัญของการใช้ shale gas กับ shale oil เช่น หากการสร้างฐานขุดเจาะไม่ดีแต่แรก หลุมบ่อต่างๆ ปิดไม่สนิท สารพิษร้ายแรงที่ใช้กับมลพิษที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตอาจกระจายขึ้นสู่ผิวดิน อีกทั้งยังมีปัญหาการบำบัดน้ำจำนวนมหาศาลที่ปนเปื้อนสารเคมี เหล่านี้อาจเป็นเหตุให้ประชาชนต่อต้านอย่างรุนแรง เป็นความเสี่ยงที่บริษัทกับรัฐบาลแบกรับอยู่

            มีข้อมูลชี้ว่าการผลิต shale gas ในสหรัฐฯ ถูกต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยอ้างว่าการสำรวจขุดเจาะ shale gas ทำให้เกิดการปนเปื้อนของก๊าซมีเทนในแหล่งน้ำท้องถิ่นขนาดที่ชาวนาสามารถจุดไฟบนน้ำจากบ่อในฟาร์มของตนเอง ตลอดจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาเรื่องมลพิษมีมูลความจริงมากขึ้นเมื่อประเทศฝรั่งเศสกับบัลแกเรียได้เลื่อนเวลาการขุดเจาะออกไปด้วยความกังวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

            อย่างไรก็ตาม การควบคุมมลพิษนั้นขึ้นกับการพัฒนาแหล่งก๊าซแหล่งน้ำมันของแต่บริษัทแต่ละประเทศ ในระยะยาวแล้วคาดว่าสหรัฐฯ จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การควบคุมมลพิษให้สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ข้อจำกัดหรืออุปสรรคลดน้อยลง

ยากจะคาดการณ์ราคาน้ำมันโลกในอนาคต
            shale gas กับ shale oil สร้างประโยชน์ต่อสหรัฐฯ อย่างแน่นอน คำถามสำคัญที่ตามมาคือราคาน้ำมันโลกจะลดลงด้วยหรือไม่
            โดยทั่วไปแล้วราคาน้ำมันโลกขึ้นกับอุปสงค์อุปทานตามกลไกตลาด ปัจจุบัน shale oil ของสหรัฐฯ ยังอยู่ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาและไม่ชัดว่าจะสามารถผลิตในปริมาณมากน้อยเพียงใด คาดการณ์ว่าในปี 2020 จะสามารถผลิตได้ 5-15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ณ ราคาต้นทุนที่ 44-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นกับแต่ละแหล่ง
            แม้จะมีการคาดการณ์ระดับราคาต้นทุนดังกล่าว ยังมีโอกาสที่ราคาจะลดลงมากกว่านี้เนื่องจากเทคโนโลยีอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาแบบก้าวกระโดด มีโอกาสที่เทคโนโลยีการผลิตจะดีขึ้นช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่าที่คาดการณ์ในปัจจุบัน
            ค่อนข้างเชื่อได้ว่านับจากนี้ shale gas กับ shale oil จะค่อยๆ ออกสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับอุปสงค์โลกที่เพิ่มมากขึ้นแต่ละปีละ ดังนั้น หากไม่คิดถึงปัจจัยอื่นๆ ราคาน้ำมันโลกไม่น่าจะผันผวนขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทานในแต่ละช่วงเวลา

            แต่ราคาน้ำมันมันโลกไม่ได้ขึ้นกับกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว มีปัจจัยด้านการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย 
            Oystein Noreng เป็นหนึ่งในผู้กล่าวอย่างชัดเจนว่าทุกวันนี้รัฐบาลกลุ่ม OPEC เป็นผู้กำหนดว่าจะผลิตและส่งออกน้ำมันแก่ตลาดโลกด้วยปริมาณมากน้อยเพียงใด ประเทศเหล่านี้มีข้อได้เปรียบกว่าประเทศผู้ผลิตอื่นเนื่องจากมีต้นทุนการผลิตต่ำสุด ส่วนประเทศผู้ส่งออกน้ำมันนอกกลุ่ม OPEC จะผลิตมากหรือน้อยขึ้นกับราคาน้ำมันในตลาดโลกเนื่องจากแต่ละแหล่งมีต้นทุนการผลิตแตกต่างกัน ประเทศผู้ส่งออกทั้งหมดมีการติดต่อเพื่อควบคุมปริมาณการผลิตโดยยึดถือเป้าหมายกำไรทั้งปีเป็นสำคัญ (เป้าหมายกำไรทั้งปีขึ้นกับราคาและปริมาณส่งออก) ส่งผลต่อระดับราคาน้ำมันโลกโดยตรง

            เมื่อสหรัฐฯ มีศักยภาพส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลก เกิดคำถามว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการให้ประเทศเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันด้วยหรือไม่ ต้องการเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีส่วนกำหนดราคาน้ำมันโลกหรือไม่ ที่ผ่านมานโยบายต่างประเทศกับนโยบายความมั่นคงเป็นตัวชี้ขาดเรื่องนี้

            หากสหรัฐฯ ส่งออกจำนวนมากจะทำให้ราคาน้ำมันโลกอ่อนตัว ประชาชนที่เคยใช้พลังงานทางเลือกอาจหันกลับมาใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติดังเดิม ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ผลิตพลังงานทุกประเภท กระทบต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพรัฐบาลของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันทั้งหลาย ในขณะที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน นโยบายส่งออกน้ำมันของสหรัฐฯ จึงเป็นประเด็นสำคัญระดับโลก มีผู้ได้กับผู้เสียประโยชน์ทั่วทั้งโลก แต่ ณ วันนี้สหรัฐฯ ยังไม่ประกาศชัดว่าต้องการเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน เป็นปริศนาที่รอคำตอบในอนาคต

            มีผู้กล่าวว่าพลังงานเปรียบเหมือนเลือดที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป ในอนาคตโลกจะใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นทั้งจากจำนวนประชากรที่เพิ่มมากกับระบบเศรษฐกิจที่ใช้ทรัพยากรพลังงานมากขึ้น ประเทศที่พึ่งการนำเข้ายิ่งเห็นความสำคัญต่อเรื่องนี้ 

            การที่สหรัฐฯ มีแนวโน้มชัดเจนว่าจะประสบความสำเร็จในการพัฒนา shale gas กับ shale oil จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมน้ำมันโลก ต่อวงการน้ำมันโลกอย่างแน่นอน และจะยิ่งส่งผลเป็นทวีคูณถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจมีบทบาทเป็นผู้ส่งออกทรัพยากรพลังงานน้ำมัน ณ วันนี้ยังไม่อาจคาดการณ์ทิศทางการตัดสินใจดังกล่าว แต่เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวข้องกับทุกประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศผู้ส่งออกหรือนำเข้าจำต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
ความก้าวหน้าเทคโนโลยีทำให้ Shale gas กับ tight oil กลายเป็นแหล่งปิโตรเลียมใหม่ของโลก มีผลต่อวงการอุตสาหกรรมน้ำมัน คาดว่าตลาดน้ำมันโลกจะมีผู้ผลิตรายใหม่เกิดขึ้น สหรัฐฯ อาจกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก บทบาทของโอเปกลดลง
บรรณานุกรม:
1. Imports by Area of Entry. http://www.eia.gov/dnav/pet/pet_move_imp_dc_nus-z00_mbblpd_a.htm
2. John R. Fanchi. Energy in the 21st Century, 2nd Edition, 2011
3. Oystein Noreng. Crude Power: Politics and the Oil Market, reprint 2007
4. National Intelligence Council. Global Trends 2030: alternative world. http://www.dni.gov/files/documents/GlobalTrends_2030.pdf
5. ประสบการณ์จากการศึกษาดูงาน เรื่อง : การสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน (Shale Gas) http://www.dmf.go.th/file/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99ShaleGas-%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%93%E0%B9%8C.pdf
6. Argus US Shale Oil Special Report - Argus Media http://www.argusmedia.com/Petroleum/Crude/~/media/Files/PDFs/Mkting/Argus%20US%20Shale%20Oil%20Special%20Report.ashx
7. What is shale gas and why is it important? http://www.eia.gov/energy_in_brief/article/about_shale_gas.cfm
8. U.S. Field Production of Crude Oil. http://www.eia.gov/dnav/pet/hist/LeafHandler.ashx?n=PET&s=MCRFPUS2&f=A
---------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...