วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

ข้อพึงระวังตีความเหตุการณ์ ‘ชาร์ลีเอบโด’

26 มกราคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2558, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1416)

            เหตุผู้ก่อการร้ายจำนวนหนึ่งเข้าโจมตีสำนักพิมพ์นิตยสารชาร์ลีเอบโด (Charlie Hebdo) ที่เขียนลบหลู่อิสลามเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมากลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก ในกระแสวิพากษ์วิจารณ์มีการพูดกันหลายแง่หลายมุม บ้างโจมตีมุสลิม บ้างโจมตีชาติตะวันตก อิสราเอล ส่อเค้าเพิ่มความบาดหมางระหว่างกลุ่มคนที่เห็นต่าง
ในการวิพากษ์วิจารณ์มีเรื่องที่ควรระวัง ดังนี้

ประเด็นแรก เป็นการโจมตีประเทศฝรั่งเศส ระบบประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องศาสนา
            เรื่องที่ต้องระวังยิ่งยวดคือกลายเป็นสงครามระหว่างมุสลิมกับคนที่ไม่ใช่มุสลิม
Nasser bin Ali al-Ansi ผู้นำอัลกออิดะห์ในเยเมนที่ชื่อ Organization of al-Qaeda al-Jihad in the Arabian Peninsula (AQAP) ประกาศว่าเหตุก่อการร้าย “ชาร์ลีเอบโด” เป็นคำสั่งโดยตรงจากผู้นำอัลกออิดะห์คนปัจจุบัน หรือ Ayman al-Zawahiri เพื่อแก้แค้นทางศาสนา
ถ้าเชื่อคำอ้างของผู้นำอัลกออิดะห์ การโจมตีครั้งนี้ไม่ได้มุ่ง “ชาร์ลีเอบโด” เท่านั้น พยายามชี้ว่าเป็นเรื่องของศาสนา ตามอุดมการณ์ของพวกอัลกออิดะห์
แต่ความจริงแล้ว ถ้าอ้างว่าเป็นอัลกออิดะห์ น่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งเก่า การต่อสู้ที่ยังดำเนินไปเรื่อยๆ ระหว่างกลุ่มก่อการร้ายกับชาติตะวันตก ไม่เกี่ยวข้องกับมุสลิมหรือศาสนาแต่อย่างไร การหยิบยกประเด็น “ชาร์ลีเอบโด” เป็นเพียงข้ออ้างหรือตัวจุดประเด็นเท่านั้น ไม่ว่า “ชาร์ลีเอบโด” จะลบหลู่อิสลามหรือไม่ อัลกออิดะห์ก็มุ่งทำลายชาติตะวันตกอยู่ดี
ถ้ายึดถือข้อมูลข้างต้น คู่กรณีหลักจึงเป็นอัลกออิดะห์กับรัฐบาลชาติตะวันตก เป็นความขัดแย้งเก่าที่ดำเนินเรื่อยมา

ผลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มุสลิมในฝรั่งเศสหลายคนถูกคุกคาม ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ต้องตระหนักว่าพวกสุดโต่งเหล่านี้แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่มุสลิม แม้พวกเขาจะแต่งตัวเหมือนมุสลิม ละหมาดเหมือนมุสลิมก็ตาม
Imade Annouri ผู้นำศาสนาคนหนึ่งกล่าวว่า “มุสลิมทุกคนรู้สึกไม่สบายใจ เหมือนกับถูกคุกคาม กลัวที่จะถูกใส่ร้ายป้ายสี [ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย] และอาจถูกทำร้าย”
นายโลรองต์ ฟาบิอุส (Laurent Fabius) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส เตือนว่าอย่ามองว่ามุสลิมฝรั่งเศสเป็นพวกผู้ก่อการร้าย “ศาสนาของผู้ก่อการร้ายไม่ใช่อิสลามที่พวกเขาทรยศ” คำกล่าวของรัฐมนตรีฟาบิอุสตอกย้ำการแยกมุสลิมออกจากผู้ก่อการร้าย
            Patrick Mennucci นักการเมืองสายสังคมนิยมกล่าวว่า มีมุสลิมในฝรั่งเศสราว 5-6 ล้านคน แต่มีผู้ก่อการร้ายเพียง 1,000 คนเท่านั้น “เราต้องระวังไม่ใส่ร้ายป้ายสีทุกคน” ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

            แม้ผู้ก่อเหตุมีพื้นฐานเป็นมุสลิม แต่พฤติกรรมส่อว่าไม่ใช่มุสลิม เป็นการนำศาสนามาบังหน้าเท่านั้น ดังนั้น ไม่ควรถือว่าศาสนาเป็นต้นเหตุ ที่สุดแล้วเป็นเรื่องของพวกสุดโต่งด้วยกัน คือมุสลิมสุดโต่งกับเสรีนิยมสุดโต่ง คนเหล่านี้เป็นคนจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับคนทั้งหมด แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อมุสลิมจำนวนมาก ทั้งๆ พวกเขาไม่เห็นด้วยกับผู้ก่อการร้าย ไม่เห็นด้วยกับพวกสุดโต่ง
อย่าให้ “ชาร์ลีเอบโด” สร้างความแตกแยกไม่ว่าจะเป็นสังคมภายในประเทศ หรือสังคมโลก
            ภัยคุกคามที่กำลังต่อสู้กับฝรั่งเศสคือพวกผู้ก่อการร้ายสุดโต่งที่อ้างศาสนา รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนอยู่แล้ว

ประเด็นที่ 2 คนฝรั่งเศสกังวลอิสลามานุวัตร (Islamization)
            ในอีกมุมหนึ่ง บางคนตีความว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวฝรั่งเศสกลัวมุสลิม ที่หนักกว่านี้คือ กังวลต่อสถานการณ์อิสลามในประเทศ ทำให้อัตลักษณ์ประเทศเปลี่ยนไป
เรื่องนี้ปัญหาเรื้อรังและเป็นประเด็นถกเถียงระดับชาติ เมื่อเดือนตุลาคม 2009 Nicolas Sarkozy ประธานาธิบดีในสมัยนั้นตั้งหัวข้ออภิปราย “อัตลักษณ์แห่งชาติ” มีการอภิปรายแสดงความเห็นอย่างกว้างขวางทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ชี้ว่าสังคมกังวลเรื่องการเข้ามาของต่างชาติ หรือพูดให้ตรงคืออิสลามานุวัตร (Islamization)

เป็นความจริงที่มุสลิมอพยพย้ายถิ่นเข้าประเทศ นำศาสนา วัฒนธรรม วิถีการดำเนินชีวิต อาหารการกินของตนที่แตกต่างจากชาวยุโรป ทำให้อัตลักษณ์เปลี่ยนแปลงในบางพื้นที่
ถ้าพิจารณาเรื่องนี้โดยยึดความจริงมากกว่าความรู้สึก ความจริงคือมีมุสลิมในประเทศเพียง 5-6 ล้านคน จากประชากรทั้งสิ้น 66.2 ล้านคน หรือเท่ากับร้อยละ 7.5-9.0 เป็นชนกลุ่มน้อยของสังคม (ชาวฝรั่งเศสกว่าร้อยละ 80 แจ้งว่านับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก รองมาคือมุสลิม)
อัตลักษณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไปบ้างจากเหตุมีมุสลิมมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นฝรั่งเศสเช่นเดิม  อีกทั้งสภาพบ้านเมืองทางกายภาพเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาประเทศ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลก ยกเว้นประเทศด้อยพัฒนา

            ความจริงอีกด้านคืออัตลักษณ์ฝรั่งเศสเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา นับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวยุโรปส่วนใหญ่แม้ถือว่าตนนับถือศาสนาคริสต์ แต่ผู้เข้าโบสถ์ลดน้อยลงอย่างน่าตกใจ เนื่องจากรัฐบาลพยายามแยกระหว่างรัฐกับศาสนา เด็กรุ่นใหม่ไม่คุ้นเคยกับศาสนา กลายเป็นความแปลกแยก การสอนพระคัมภีร์ในโบสถ์นับว่าจะลดความเข้มข้น หลักคำสอนให้ความสำคัญกับปัญหาสังคมมากกว่าเรื่องเกินธรรมชาติ
            มีสถิติที่น่าสนใจ คือ ในช่วงทศวรรษ 1980-90 ผู้ใหญ่ยุโรปกว่าร้อยละ 40 ยังตอบว่าศาสนาเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต แต่เมื่อถามว่าสำคัญหรือไม่ที่จะถ่ายทอดความเชื่อแก่ลูกหลาน ร้อยละ 17 เท่านั้นที่ตอบว่าสำคัญ นับวันอิทธิพลของศาสนาคริสต์จึงลดน้อยในทุกมิติ

            บางคนอาจมองการเปลี่ยนแปลงของอัตลักษณ์จากวัตถุสิ่งของภายนอก ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน หากนำภาพถ่ายในอดีตมาเปรียบเทียบกับภาพถ่ายปัจจุบันจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ตั้งแต่วิทยุ นาฬิกา รถยนต์ จนถึงตึกรามบ้านช่อง
            แต่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่าคือการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจคน แม้ในระบบทะเบียนจะแจ้งว่าชาวฝรั่งเศสกว่าร้อยละ 80 นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก แต่จะเหลือกี่คนที่ศรัทธาจริงจัง พฤติกรรม ค่านิยมของสังคมจึงเปลี่ยนแปลงจากเดิม
            ถ้าพูดถึงอัตลักษณ์ต้องกลับมาที่นิยาม ว่าอัตลักษณ์ของฝรั่งเศสคืออะไรกันแน่ นิยามที่ระบุไว้เป็นตัวอักษรสอดคล้องกับความจริงหรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องหรือไม่
            ในอีกด้านหนึ่ง ถ้ายึดมั่นว่าฝรั่งเศสส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ก็ไม่ควรมีใครต่อต้านหากคนฝรั่งเศสหันไปนับถืออิสลามมากขึ้น เพราะทั้งหมดนี้มาจากเจตจำนงของประชาชนโดยเสรีมิใช่หรือ ความพยายามที่จะรักษาสภาพเดิมๆ ก็ไม่ต่างจากการกลับไปสู่ยุโรปสมัยกลางตอนปลายที่พวกเสรีนิยมต่อต้านศาสนาจักร

            สถานการณ์ในขณะนี้คือ คนกลุ่มหนึ่งปกป้อง “ชาร์ลีเอบโด” เรียกร้องเสรีภาพสื่อ แต่กังวลอิสลามขยายตัว (กังวลคนใช้เสรีภาพไปนับถืออิสลาม) จึงเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันเอง
            ทั้งๆ ที่รากฐานของเสรีนิยมคือการยึดมั่นว่าแต่ดั้งเดิมมนุษย์มีสิทธิ์ตามธรรมชาติเต็มร้อย การยึดมั่นเสรีนิยมในปัจจุบันคือการรักษา “ภาวะมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์” (a State of perfect Freedom) ไม่ว่าจะเป็นด้านการกระทำ การคิด โดยไม่ต้องสนใจเจตจำนงของผู้อื่น เชื่อว่าประชาชนเป็นผู้มีเหตุผล มีความสามารถที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตน ดังนั้น รัฐจึงควรมีบทบาทน้อยที่สุด มีบทบาทเท่าที่จำเป็น เช่น ทำหน้าที่ควบคุมป้องกันไม่ให้บุคคลหนึ่งไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของอีกบุคคลหนึ่ง

ส่งเสริมประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ปกป้องทุกศาสนา:
เสรีประชาธิปไตยส่งเสริมให้คนมีเสรีภาพในการยึดถือศาสนาความเชื่อต่างๆ ยอมรับความหลากหลายของชาติพันธุ์ แต่เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในฝรั่งเศสคือ นำประเด็นการก่อการร้ายของพวกสุดโต่งซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของสังคม มาเป็นเหตุจำกัดเสรีภาพ สร้างภาพความน่าหวาดกลัวของอิสลามอย่างผิดๆ
ถ้าไตร่ตรองให้รอบคอบจะเข้าใจว่าเสรีประชาธิปไตยของฝรั่งเศสกำลังถูกบั่นทอน ไม่ใช่เพราะพวกเสรีนิยมสุดโต่ง “ชาร์ลีเอบโด” หรือผู้ก่อเหตุร้ายซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยนิด แต่มาจากการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่คนจำนวนไม่น้อยรังเกียจมุสลิมซึ่งขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตย

ความชิงชังระหว่างผู้คนในสังคมจะเป็นเหตุให้อารยธรรมเสื่อม ต่อให้ประเทศมีความก้าวหน้าทางวิทยาการมากเพียงไร มีศิลปะที่วิจิตรตระการ มีภาษาที่ขึ้นชื่อว่าไพเราะที่สุด มีตึกรามบ้านช่องทันสมัยใหญ่โต มีประวัติศาสตร์ว่าเป็นต้นแบบการปฏิวัติประชาชน (ปฏิวัติฝรั่งเศส) นำระบอบเสรีประชาธิปไตยมาใช้ในโลกสมัยใหม่
หากความขัดแย้งระหว่างคนในชาติเป็นเรื่องจริง เท่ากับชี้ว่าสังคมฝรั่งเศสกำลังถดถอยจากเสรีนิยมประชาธิปไตย อารยธรรมกำลังเสื่อมโทรม โดยเฉพาะจิตใจของคนสังคม
            สังคมต้องหันกลับมามองว่าพลเมืองทุกคนคือส่วนหนึ่งของสังคม จะต้องก้าวไปด้วยกันแม้หน้าตา สีผิว ค่านิยมบางอย่างจะแตกต่างกัน

ประธานาธิบดีฟร็องซัว ออล็องด์ กล่าวว่ามุสลิมในประเทศเป็นเหยื่อรายแรกของความสุดโต่ง “ประชาชนฝรั่งเศสที่เป็นมุสลิมมีสิทธิ์ บทบาทหน้าที่ดังเช่นพลเมืองทั้งหมด พวกเขาต้องได้รับการคุ้มครองปกป้อง” “พฤติกรรมต้านมุสลิม ต้านยิว จะต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง” ฝรั่งเศสมีกฎหมาย ค่านิยมของตน และเรื่องสำคัญคือ “เสรีภาพ ประชาธิปไตย”
            เช่นเดียวกับที่เยอรมนีซึ่งมีการชุมนุมประท้วงต่อต้านมุสลิม ชนกลุ่มน้อย นายกฯ แมร์เคิลประกาศจะดูแลปกป้องชาวยิวและมุสลิมในประเทศจากอคติ ชี้ว่าประชาธิปไตยที่เข้มแข็งเป็นหนทางต่อต้านความสุดโต่งที่ดีที่สุด เป็นการย้ำเตือนคำกล่าวก่อนหน้านี้ที่พูดว่า “อิสลามเป็นของประเทศเยอรมนี” พร้อมกับกล่าวว่า “วิถีชีวิตแบบชาวยิวเป็นของพวกเรา” รับปากว่าจะดูแลความปลอดภัยของมัสยิดต่างๆ “เพราะเราจะไม่ยอมให้ผู้ที่อ้างการก่อการร้ายอิสลามมาแบ่งแยกพวกเรา และสร้างความหวาดระแวงต่อมุสลิมทั้งหมดในเยอรมนี”
            “ในฐานะนายกรัฐมนตรี ข้าพเจ้าจะปกป้องมุสลิมในประเทศของเรา พวกเราทุกคนในบ้านหลังนี้จะทำเช่นนี้”
            ที่สุดแล้ว ประธานาธิบดีออล็องด์ย้ำเน้นให้ประชาชนยึดมั่นใน “เสรีภาพ ประชาธิปไตย” นายกฯ แมร์เคิลย้ำว่าพลเมืองที่เป็นพวกยิวหรือมุสลิมต่างเป็นส่วนหนึ่งของ “บ้าน” หลังใหญ่ที่ชื่อว่าประเทศ บ้านที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดองเท่านั้นที่คนในบ้านจะอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ใช่เพื่อบางคนบางกลุ่มแต่เพื่อทุกคนที่อาศัยในบ้านหลังเดียวกันนี้
------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
เมื่อพูดถึงการสกัดกั้นการแผ่ขยายของกลุ่มก่อการร้าย คำตอบคือ ต้องไม่ปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายมีเงื่อนไขที่จะก่อเหตุ เราไม่อาจป้องกันเหตุก่อการร้ายทั้งหมด จึงต้องมุ่งลดความเสี่ยง จำกัดขอบเขตความสูญเสีย เสรีนิยมแบบตะวันตกมีข้อดีที่ให้เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่มีปัญหาเรื่องเสรีภาพที่ขัดแย้งกับความศรัทธาในศาสนา รัฐบาลที่ยึดมั่นในเสรีนิยมเช่นนี้จำต้องบริหารจัดการให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ไม่ใช่เอาน้ำมันราดกองไฟ เพราะจะก่อให้เกิดคำถามข้อสงสัยตามมาอีกหลายข้อ

กรณี “ชาร์ลีเอ็บโด” สังคมควรตั้งคำถามว่าผู้ก่อเหตุยิงสังหารกระทำตามหลักอิสลามหรือไม่ หรือว่าเป็นพวกบิดเบือนศาสนา เข้าใจหลักศาสนาผิดพลาด ในอีกด้านหนึ่ง การล้อเลียนโดยอ้างว่าเป็นเรื่องของการใช้เสรีภาพ ไม่ช่วยสร้างสรรค์สังคม เป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความแตกแยก ความเกลียดชัง เพราะเป็นที่รับรู้ทั่วไปอยู่แล้วว่าการลบหลู่อิสลามสร้างความแตกแยกในสังคม เป็นต้นเหตุความรุนแรง สังคมควรส่งเสริมพวกสุดโต่งเหล่านี้หรือไม่

บรรณานุกรม :
1. Al-Qaeda’s Zawahiri ‘ordered’ Paris attack. (2015, January 14). Al Arabiya News. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2015/01/14/Al-Qaeda-in-Yemen-claims-Charlie-Hebdo-attack.html
2. Birnbaum, Michael., & Deane, Daniela. (2015, January 15). Hollande vows to protect all religions in France, but warns open society untouchable. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/hollande-vows-to-protect-all-religions-in-france-also-large-muslim-population/2015/01/15/921ec08e-9c3c-11e4-a7ee-526210d665b4_story.html
3. Brown, Stephen. (2015, January 15). Merkel vows to protect Germany's Jews and Muslims from extremism. Reuters. Retrieved from http://in.reuters.com/article/2015/01/15/germany-islam-idINL6N0UU2CY20150115
4. Central Intelligence Agency. (2014, July). France. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/fr.html
5. Europe’s Muslims feel heat of backlash after Paris attacks. (2015, January 14). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/world/news/689331
6. Gaus, Gerald F. (1996). Liberalism. In Stanford Encyclopedia of Philosophy. Retrieved from http://plato.stanford.edu/entries/liberalism/ (1 of 13) [8/7/02 1:04:30 PM]
7. Gregory, Shaun. (2000). French Defence Policy Into the Twenty-First Century. Great Britain: ST. Martin’s Press.
8. Johnston, David C. (2007). Liberalism. In Encyclopedia of Governance. ( pp.524-528). USA: SAGE Publications.
9. Mandel, Maud S. (2014). Muslims and Jews in France: History of a Conflict. New Jersey: Princeton University Press.
10. Paxton, Robert O., & Hessler, Julie. (2012). Europe in the Twentieth Century (5th Ed.). USA: Wadsworth.
-------------------------------

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

มูลเหตุที่ต้องเปลี่ยนตัวนายกมาลิกี (ตอนจบ)

26 กันยายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
            (ตีพิมพ์ใน นิตยสารหนังสือข่าวทหารอากาศ ปีที่ 75 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม 2558)

            รัฐบาลโอบามาเชื่อว่าหากอิรักได้นายกฯ คนใหม่ที่ไม่ใช่นายนูรี อัลมาลิกี ปัญหาการเมืองอิรักจะคลี่คลาย อีกทั้งเห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญยิ่งกว่าการก่อการในอิรัก ที่กองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) กับกองกำลังซุนนีบางเผ่าและอดีตสมาชิกพรรคบาธ ร่วมกันก่อการยึดพื้นที่หลายเมืองหลายจังหวัด แต่จากการศึกษาพบว่ามูลเหตุการเปลี่ยนตัวมีเรื่องอื่นๆ มากกว่าที่กล่าวข้างต้น ดังได้อธิบายในตอนแรกแล้วว่า ความร่วมมือระหว่างประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) แห่งซีเรีย ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี (Hassan Rohani) แห่งอิหร่าน และนายกฯ มาลิกี ทำให้เกิดขั้ว “ผู้นำชีอะห์”
          ในบรรดา 3 รัฐบาล 3 ประเทศ อิหร่านคือประเทศที่ทรงอำนาจมากที่สุด และมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานการณ์ในอิรัก เป็นมูลเหตุที่ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ ข้อสาม (ข้อสุดท้าย)

            ข้อสาม ความเกี่ยวพันของอิหร่าน
            ความเกี่ยวพันของอิหร่านสามารถอธิบายได้อย่างน้อย 2 ประเด็นคือ “ความเกี่ยวพันกับการเมืองอิรักและสหรัฐฯ” กับประเด็น “อิหร่านกับภูมิภาค” ดังนี้

           ความเกี่ยวพันกับการเมืองอิรักและสหรัฐฯ :
            อิรักกับอิหร่านมีพรมแดนติดกัน ประชากรอิรักที่ปัจจุบันมีราว 33 ล้านคนส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ คือร้อยละ 60-65 ของประชากรทั้งหมด ในระดับประชาชนจึงมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างพี่น้องมุสลิมชีอะห์อิรักกับอิหร่าน
            ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียในทศวรรษ 1990 เรื่อยมาจนถึงสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนในปี 2003 พวกชีอะห์บางกลุ่มในอิรักมีการติดต่อกับอิหร่านอย่างใกล้ชิด รัฐบาลอิหร่านมีอิทธิพลต่อพวกชีอะห์บางสาย เช่น กลุ่มของ Muqtada al-Sadr/Moqtada al-Sadr บุตรของ Ayatollah Muhammad Sadiq al-Sadr เมื่อสหรัฐฯ คืนอำนาจปกครองแก่ชาวอิรัก กลุ่มชีอะห์เหล่านี้มีส่วนร่วมในกระบวนการเมือง จากการศึกษาพบว่าในการเลือกตั้งปี 2010 ขั้วการเมืองของนายกฯ มาลิกี ไม่ใช่กลุ่มที่ได้คะแนนมากที่สุด แต่เหตุผลสำคัญที่ช่วยให้สามารถเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล จนนายมาลิกีได้เป็นนายกฯ สมัยที่ 2 เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ และอิหร่านพร้อมๆ กัน

            การแก้ปัญหาอิรักล่าสุดที่กำลังพูดถึง เป็นสถานการณ์ที่ตรงข้ามกับอดีต นั่นคือต้องการขัดขวางไม่ให้นายมาลิกีเป็นนายกฯ สมัยที่ 3 มีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลโอบามากับรัฐบาลอิหร่านจับมือร่วมกันอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือรอบนี้ยังเป็นปริศนา เนื่องจากกระทรวงต่างประเทศอิหร่านออกแถลงการณ์ปฏิเสธสื่อที่รายงานว่ารัฐบาลอิหร่านกับสหรัฐฯ ได้ปรึกษาหารือเรื่องการเฟ้นหาตัวนายกฯ อิรักคนใหม่ ยืนยันหนักแน่นว่าอิหร่านจะไม่เข้าแทรกแซงกิจการภายในประเทศเพื่อนบ้าน สื่อรายงานข่าวที่ปราศจากมูลความจริง เจ้าหน้าที่อิหร่านผู้หนึ่งกล่าวว่าอิหร่านเคยประกาศหลายครั้งแล้วว่า “การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของอิรักขึ้นกับกรอบรัฐธรรมนูญ ความต้องการและกระบวนการทางการเมืองภายในของอิรัก” อิหร่านต่อต้านการแทรกแซงกิจการภายในของอิรักทุกรูปแบบ
            อยาตุลเลาะห์ อาลี โฮไซนี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Hosseini Khamenei) ผู้นำจิตวิญญาณของอิหร่าน เอ่ยว่าจะไม่ยอมเจรจาทางการเมืองกับสหรัฐฯ “เว้นแต่เฉพาะกรณีพิเศษจริงๆ” การเจรจากับสหรัฐฯ ไม่ส่งผลดีต่ออิหร่านและอาจเป็นผลเสียด้วย ถ้อยคำกล่าวดังกล่าวแสดงท่าทีค่อนข้างลบต่อรัฐบาลสหรัฐฯ และอาจเป็นการส่งสัญญาณขอให้รัฐบาลโอบามาลดเงื่อนไขการเจรจาต่อโครงการพัฒนานิวเคลียร์ และยุติการคว่ำบาตรที่ยังคงอยู่

            ดังนั้น ณ ขณะนี้ ยังเป็นการเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า อิหร่านได้ตกลงกับสหรัฐฯ เรื่องการขัดขวางนายมาลิกีหรือไม่ แต่หากดูจากข้อมูลบริบทประกอบ มีเหตุผลพอสมควรที่จะเชื่อเช่นนั้น โดยเฉพาะหากประชาคมโลกได้ฟังข่าวดี ว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงเรื่องโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านที่เป็นปัญหาต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี
            และหากเป็นเช่นนั้นจริง เท่ากับว่าอิหร่านกับสหรัฐฯ ได้ยกระดับความสัมพันธ์อย่างก้าวกระโดด และเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในรอบหลายทศวรรษ

            อิหร่านกับภูมิภาค :
            ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง กองกำลัง IS ประกาศเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการสถาปนารัฐอิสลามในอิรักกับซีเรีย สอดรับกับการก่อการในซีเรียและอิรัก เรื่องนี้เป็นภัยคุกคามต่ออิหร่านโดยตรง แม้ว่าการก่อการยังไม่ได้เกิดขึ้นในอิหร่าน แต่เกิดกับมิตรประเทศสำคัญ มีพรมแดนติดอิหร่าน สถานการณ์เปรียบเหมือนไฟที่กำลังลุกไหม้ข้างบ้าน และตอนนี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน 2 ด้าน รัฐบาลอิหร่านจึงอยู่ไม่เป็นสุข ตระหนักว่าภัยคุกคามกำลังอยู่ใกล้ตัวอีกแล้ว
            เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เวลาพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะหมายถึงความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นมิตรต่อกัน รัฐบาลอิหร่านโจมตีรัฐบาลสหรัฐฯ พาดพึงถึงอิสราเอล อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี ครั้งหนึ่งกล่าวว่า ลัทธิประชาธิปไตยเป็นภัยคุกคามอิสลาม
            และในปี 2002 เมื่อรัฐบาลจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชส่งกองทัพอเมริกันบุกอิรักและประกาศว่าอิหร่านเป็นหนึ่งใน ‘axis of evil’ เช่นเดียวกับอิรัก ทำให้อิหร่านเชื่อว่าตนอาจเป็นเป้าหมายรายต่อไป

            ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เริ่มดีขึ้น เมื่อนายฮัสซัน โรฮานี ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว ดำเนินนโยบายปรับความสัมพันธ์รอบทิศ พร้อมกับเจรจาโครงการนิวเคลียร์กับประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สหรัฐฯ กับพันธมิตรยุติการคว่ำบาตรเศรษฐกิจการเมืองอิหร่าน จนสถานการณ์เรื่องโครงการนิวเคลียร์กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ บางประเทศเริ่มผ่อนคลายการคว่ำบาตรอิหร่านทีละน้อย เศรษฐกิจอิหร่านเริ่มฟื้นตัว พลังอำนาจของอิหร่านโดยรวมกำลังเข้มแข็งขึ้น
            ภายใต้สถานการณ์ของอิหร่านที่กำลังดีขึ้นและการก่อรูปของความสัมพันธ์ขั้ว “ผู้นำชีอะห์” พวกซุนนีในภูมิภาคย่อมสามารถตีความว่าอาจเป็นภัยคุกคามต่อพวกตน สอดคล้องกับคำกล่าวของอยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี เอ่ยถึงการกระบวนการเลือกนายกฯ อิรักล่าสุดว่า “การชะงักงันทางการเมืองจะจบสิ้นเมื่อสามารถแต่งตั้งนายกฯ อิรักคนใหม่” เกิดรัฐบาลเพื่อเริ่มต้นทำงาน และให้บทเรียนที่ดีแก่บรรดาผู้ที่สร้างความวุ่นวายให้ประชาชนต่อต้านรัฐบาล
            ถ้อยคำของอยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี พูดถึง 2 ประเด็น เรื่องแรกคือ เอ่ยถึงฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ซึ่งในกรณีอิรักหมายถึงซุนนีท้องถิ่นบางกลุ่มบางเผ่าในอิรัก ที่ร่วมกับ IS และอดีตสมาชิกพรรคบาธลุกฮือต่อต้านรัฐบาลมาลิกี

            ในช่วงที่กองกำลัง IS กำลังรุกคืบอย่างรวดเร็ว ประธานาธิบดีโรฮานีแสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาลมาลิกีอย่างเต็มที่ ประกาศว่าอิหร่านจะพยายามสุดความสามารถเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย และ “จะไม่ยอมให้ผู้สนับสนุนพวกผู้ก่อการร้ายทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของอิรัก” ด้วยการใช้การก่อการร้ายต่ออิรัก คำกล่าวของประธานาธิบดีโรฮานีชี้ว่า ภัยคุกคามอิรักไม่ใช่เพียงความขัดแย้งภายในประเทศ แต่มาจากการขับเคลื่อนนอกประเทศอิรัก ที่อาศัยการก่อการร้ายเป็นเครื่องมือทำลายรัฐบาลมาลิกี
            มีประเด็นถกเถียงว่า รัฐบาลบางประเทศในภูมิภาคให้การสนับสนุนกองกำลัง IS/ISIL/ISIS หรือไม่ บางข้อมูลเช่น นาย Andrew Tabler นักวิชาการจาก Washington Institute for Near East Studies ชี้ว่ารัฐบาลคูเวต กาตาร์และซาอุดิอาระเบีย เป็นผู้สนับสนุน โดยที่รัฐบาลสหรัฐฯ รู้เห็นเป็นใจ “กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตระหนักในกิจกรรมดังกล่าวและได้แสดงความกังวลเรื่องการถ่ายเทเงินนี้ แต่นักการทูตตะวันตกกับเจ้าหน้าที่พร้อมใจกันทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว”
            ทำนองเดียวกับ Flynt Leverett กับ Hillary Mann Leverett เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ควรกดดันซาอุฯ ให้เลิกสนับสนุนพวกญิฮาด (หมายถึง IS) เพราะสุดท้ายจะบั่นทอนผลประโยชน์สหรัฐฯ

            แต่รัฐบาลซาอุดิอาระเบียปฏิเสธ แถลงชี้แจงว่าประเทศซาอุดิอาระเบียต้องการให้ “เครือข่ายของอัลกออิดะห์ทั้งหมดพ่ายแพ้และถูกทำลาย รวมทั้ง IS ที่กำลังปฏิบัติการในอิรัก” “ซาอุดิอาระเบียไม่ได้ช่วยเหลือ ISIS หรือกลุ่มก่อการร้ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเงินหรือกำลังใจ” คำกล่าวอ้างใดๆ ที่ตรงข้ามกับแถลงการณ์นี้เป็นคำกล่าวหาเท็จ
            ซาอุฯ สนับสนุนอธิปไตย ความเป็นเอกภาพและบูรณภาพแห่งดินแดนของอิรัก ปรารถนาให้พลเมืองอิรักทุกคนได้รับการปกป้องและพ้นจากความยากลำบาก “ต่อต้านการแทรกแซงจากต่างชาติ และการแทรกแซงกิจการภายในอิรักทุกรูปแบบ” ขอให้ประชาชนอิรักทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าศาสนาใด ร่วมเป็นหนึ่งเดียวเอาชนะภัยคุกคามในขณะนี้
            ด้านนาย Khalid al-Attiyah รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ชี้แจงว่า “เรื่องที่พูดว่าเราสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงหรือกลุ่มสุดโต่งนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างไร”
            ประเด็นเรื่องรัฐบาลซาอุฯ คูเวต และกาตาร์ให้การสนับสนุน IS หรือไม่ จึงยังเป็นประเด็นถกเถียงกันต่อไป จนกว่าจะมีหลักฐานที่ชัดเจน

            อีกประเด็นที่อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี ให้ความเห็นว่าภาวะชะงักงันทางการเมืองจะยุติเมื่ออิรักได้ตัวนายกฯ คนใหม่ ซึ่งหมายถึงคนใหม่ที่ไม่ใช่นายมาลีกี ที่ฝ่ายซุนนีอิรักไม่พอใจ เป็นต้นเหตุของสงครามกลางเมืองในตลอด 8-9 ปีที่ผ่านมา
            ในมุมมองของท่านเชื่อว่าทั้ง 2 เรื่องสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น นั่นคือ สถานการณ์ในอิรักจะดีขึ้น ถ้าได้นายกฯ คนใหม่ ซึ่งหมายความว่าฝ่ายอิหร่านจะต้องยอมสูญเสียนายกฯ มาลิกีที่มีสัมพันธ์ดีกับตน แต่ท่านเห็นด้วยกับแนวทางนี้ คงเป็นเพราะเชื่อว่าจะทำให้การเมืองอิรักเดินหน้าต่อไปได้ เป็นเหตุระงับสงครามกลางเมืองอิรักซึ่งทำให้ทั้งพวกชีอะห์กับซุนนีเสียชีวิตเดือนละนับร้อยนับพันคน และหวังอาศัยการเปลี่ยนตัวผู้นำอิรักเป็นการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้งว่า รัฐบาลอิหร่านปัจจุบันต้องการปรับความสัมพันธ์รอบทิศกับประเทศเพื่อนบ้าน ลบล้างภาพพวกชีอะห์ข่มเหงซุนนีในอิรัก ดังที่ประธานาธิบดีโรฮานี ได้กล่าวว่า นโยบายของท่านตั้งอยู่บน “การผ่อนคลายความตึงเครียด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและปฏิสัมพันธ์กับทั่วโลกอย่างสร้างสรรค์” และ “อิหร่านไม่ต้องการเผชิญหน้าท้าทายโลก  และจะพยายามควบคุมพวกสายเหยี่ยว พวกชอบก่อสงคราม”
            การเปลี่ยนตัวนายกฯ มาลิกี จึงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องราวของอิหร่านโดยตรง ทั้งในส่วนที่อิหร่านเกี่ยวข้องกับการเมืองอิรัก ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคตะวันออกกลาง และความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ 

สรุป :
            รวมความแล้ว บุคคลผู้เป็นนายกฯ ของรัฐบาลอิรักชุดใหม่ ยังเป็นผู้ที่คัดเลือกจากสายชีอะห์ แต่ผู้มาแทนที่คงไม่ดำเนินนโยบายรวบอำนาจ กดขี่ฝ่ายต่อต้านซึ่งมักเป็นพวกซุนนี จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง เป็นทางเลือกที่ลงตัวระหว่างพวกซุนนี ชีอะห์และชาวเคิร์ดในอิรัก รวมทั้งบรรดาประเทศผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังของแต่ละฝ่าย เพื่อให้การเมืองนิ่ง ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไป อยู่ร่วมด้วยความปรองดองสมานฉันท์ ไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่จัดสรรให้ลงตัวมากกว่าเดิม
            ล่าสุด รัฐบาลอิรักได้นายกฯ คนใหม่แล้ว คือนายไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider al-Abadi) แต่อิรักจะคืนสู่ภาวะสงบหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่านายกฯ อาบาดีจะบริหารประเทศอย่างไร จะแบ่งสรรอำนาจจริงหรือไม่ พวกซุนนีอิรักจะพอใจกับสิ่งที่ได้รับหรือไม่ ประเด็นการจัดการกองกำลัง IS ที่ยังคงอยู่และมีอิทธิพลในหลายพื้นที่ หากนายกฯ อาบาดีทำสำเร็จจะเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในรอบ 10 ปี จะช่วยรักษาชีวิตผู้คนนับพันนับหมื่น ประเทศอิรักได้เวลาฟื้นตัว เริ่มต้นบูรณะประเทศอย่างจริงจัง
            ในภาพกว้าง เกิดคำถามว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับอิหร่านครั้งนี้ จะส่งผลต่อระเบียบความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลางหรือไม่ อย่างไร อิหร่านกำลังจะประสบความสำเร็จตามนโยบายปรับความสัมพันธ์รอบทิศกับประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ และประเทศเพื่อนบ้านจะคิดเห็นต่อสถานการณ์อย่างไร เหล่านี้เป็นประเด็นที่ควรติดตามต่อไป
            ทั้งหมดนี้ มาจากจุดเริ่มต้น ด้วยการเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศอิรักเพียงคนเดียว เรื่องนี้จะเป็นความฝันหรือความจริง
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
นูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง หลังกองทัพสหรัฐฯ ถ่ายโอนอำนาจการปกครองคืนแก่ชาวอิรัก ความไม่พอใจของพวกซุนนี การก่อการของ IS และรัฐบาลโอบามาตัดสินใจยุติสนับสนุนนายกฯ มาลิกี เป็นเหตุผลแรกที่ต้องเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศอิรัก การที่รัฐบาลมาลิกีร่วมมือกับอิหร่านและซีเรียมากขึ้น เกิดภาพของขั้ว “ผู้นำชีอะห์” เป็นเหตุผลที่ 2

บรรณานุกรม ตอนจบ:
1. Alexander, Yonah., & Hoenig, Milton. (2008). The New Iranian Leadership: Ahmadinejad, Terrorism, Nuclear Ambition, and the Middle East. USA: Greenwood Publishing Group.
2. Central Intelligence Agency. (2014, May 29). Iraq. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/iz.html
3. FM Source Rejects Reuters' Report on Iran-US Negotiations over Al-Abadi. (2014, August 14). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930523000475)
4. Iran's Rowhani urges 'serious' nuclear talks without delay (2013, August 6). AFP. http://uk.news.yahoo.com/irans-rowhani-urges-serious-nuclear-talks-124625688.html#aa3X2E0
5. Jentleson, Bruce W. 2010. American Foreign Policy: The Dynamics of Choice in the 21st Century, New York: W. W. Norton & Company.
6. Kingdom's statement on networks fighting in Iraq. (2014, June 18). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/588646
7. Leverett, Flynt., & Leverett, Hillary Mann. (2014, June 15). America's Middle East Delusions. The National Interest. Retrieved from http://nationalinterest.org/feature/americas-middle-east-delusions-10672
8. Maliki’s bloc leads in Iraq election. (2014, May 19). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/middle_east/malikis-bloc-leads-in-iraq-election/2014/05/19/f7e695cb-414b-4a63-879e-bd13df8ad8d7_story.html
9. Rogin, Josh. (2014, June 14). America's Allies Are Funding ISIS. The Daily Beast. Retrieved from http://www.thedailybeast.com/articles/2014/06/14/america-s-allies-are-funding-isis.html
10. Supreme Leader Categorically Dismisses Political Talks with US. (2014, August 13). Fars News. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930522001255
11. World should talk to Iran in the language of respect, not sanctions: Rohani. (2013, August 4). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/politics/109793-world-should-talk-to-iran-in-the-language-of-respect-not-sanctions-rohani
----------------------

มูลเหตุที่ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ มาลิกี (ตอนแรก)

26 กันยายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน นิตยสารหนังสือข่าวทหารอากาศ ปีที่ 74 ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม 2557)

            สถานการณ์ในอิรักเป็นที่จับตาของประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง นับจากผู้ก่อการร้ายกลุ่ม Islamic State of Iraq and the Levant (ISIL) หรือ Islamic State in Iraq and Syria (ISIS) และชื่อล่าสุดคือ รัฐอิสลาม (Islamic State หรือ IS) ร่วมกับกองกำลังซุนนีท้องถิ่นบางกลุ่ม และอดีตสมาชิกพรรคบาธของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนเข้าควบคุมพื้นที่ราวครึ่งหนึ่งของประเทศ กลุ่มกองกำลังเหล่านี้ประกาศต้องการล้มล้างรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) ทางด้านประธานาธิบดีบารัก โอบามาเรียกร้องให้นายกฯ มาลิกีก้าวลงจากอำนาจ ไม่เสนอชื่อตัวเองเป็นนายกฯ อีกสมัย ท่ามกลางสถานการณ์คับขันดังกล่าว นายกฯ มาลิกียืนยันสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะลงชิงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 3 การเมืองอิรักอยู่ในภาวะชะงักงัน

            เรื่องราวความวุ่นวายของการเมืองอิรักในยุคหลังอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน อาจเริ่มที่เมื่อสหรัฐฯ ถ่ายโอนอำนาจการปกครองประเทศคืนแก่ชาวอิรัก รัฐบาลสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช สนับสนุนนายนูรี อัลมาลิกี มุสลิมนิกายชีอะห์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง หลังโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน
            นายกฯ มาลิกีประกาศว่าจะฟื้นฟูความสมานฉันท์ปรองดองในประเทศ ด้วยการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่มีเอกภาพ กระจายอำนาจอย่างเหมาะสมระหว่าง พวกชีอะห์ ซุนนีและชาวเคิร์ด ซึ่งเป็นคน 3 กลุ่มใหญ่ของประเทศ เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในอันเป็นปัญหาใหญ่เนื่องจากประเทศตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง ต่อไม่นานก็ประจักษ์ว่านายกฯ มาลิกีบริหารแบบรวบอำนาจ ควบคุมกองกำลังทหารตำรวจด้วยตนเอง จับกุมผู้นำซุนนีด้วยข้อกล่าวหาว่าสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เจ้าหน้าที่ซุนนีหลายคนยืนยันว่านายกฯ มาลิกีใช้ข้อกล่าวหาการก่อการร้ายเพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมือง
            ไม่ว่านายกฯ มาลิกีจะรวบอำนาจด้วยเหตุผลใด ผลลัพธ์ที่ได้คือยิ่งเพิ่มความร้าวฉานระหว่างกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะพวกชีอะห์กับซุนนี เกิดเหตุรุนแรงรายวัน ทั้งระเบิดรถยนต์ ระเบิดพลีชีพ มักมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในวันสำคัญทางศาสนา สถานที่สำคัญทางศาสนาของทั้ง 2 ฝ่าย แต่ละเดือนมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตนับร้อยราย บางเดือนเป็นพันราย

            ในมุมมองของพวกซุนนีกับชาวเคิร์ด เห็นว่านายกฯ มาลิกีซึ่งเป็นสายชีอะห์ไม่กระจายอำนาจตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ อย่างไรก็ตาม นายกฯ มาลิกีสามารถยึดอำนาจไว้มั่น จนสามารถดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 เนื่องจากรัฐบาลโอบามาให้การสนับสนุน และอยู่ครบเทอมจนกระทั่งอิรักจัดเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง นายกฯ มาลิกีเสนอตัวเองเป็นนายกฯ อีกสมัย (รัฐธรรมนูญอิรักไม่มีบัญญัติห้ามดำรงตำแหน่งนายกฯ 3 สมัยติดต่อกัน) แต่คราวนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เกิดการยึดอำนาจในหลายพื้นที่ รัฐบาลโอบามาประกาศว่าปัญหาทั้งหมดต้องแก้ที่ตัวนายกฯ มาลิกีเป็นสำคัญ และกลายเป็นประเด็นคำถามว่าทำไมจึงต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ หลังจากที่ให้การสนับสนุนมาตลอดเกือบ 10 ปี

มูลเหตุที่ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ :
            ประเด็นมูลเหตุของการเปลี่ยนตัวนายกฯ ยังไม่มีคำตอบชัดเจน แต่เป็นประเด็นน่าสนใจ เพราะสถานการณ์อิรักซับซ้อนซ่อนเงื่อน เกี่ยวข้องกับทั้งการเมืองภายใน เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านพลังงานโลก และเป็นภูมิภาคที่มีประเด็นความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนนโยบายของประเทศต่างๆ รวมทั้งชาติมหาอำนาจ
            จากการวิเคราะห์พบว่า มูลเหตุของการเปลี่ยนตัวนายกฯ น่าจะมาจากเหตุผลหลักอย่างน้อย 3 ข้อ คือ การก่อการของ IS การดำเนินนโยบายที่ใกล้ชิดกับอิหร่านและซีเรีย และความเกี่ยวพันของอิหร่าน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

            ข้อแรก ปัญหาการก่อการของ IS/ISIL/ISIS
            ISIL หรือ ISIS เป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว (2013) มีรากฐานจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายหลายกลุ่มที่มารวมตัวกัน จัดระบบระเบียบองค์กรใหม่ กลุ่มเดิมที่เข้ามาร่วมบางกลุ่มมีความใกล้ชิดกับพวกอัลกออิดะห์ ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติ หลายสัญชาติจากหลายทวีป แต่ส่วนใหญ่เป็นพวกซุนนีอิรัก (หมายถึง ชาวอิรักเชื้อสายอาหรับ เป็นมุสลิมนิกายซุนนี แต่ไม่รวมพวกเคิร์ด ที่ส่วนใหญ่นับถือนิกายซุนนีเช่นกัน)
            การก่อการครั้งล่าสุดเริ่มเมื่อเดือนมิถุนายน 2014 กองกำลัง ISIL/ISIS เปิดฉากบุกโจมตีเมืองต่างๆ สามารถยึดพื้นที่ทางภาคตะวันตกและภาคเหนือได้หลายเมืองหลายจังหวัด โดยแทบปราศจากการต่อต้าน ในขณะที่ประชาชนจำนวนนับล้านต้องอพยพออกจากพื้นที่ ข้อมูลล่าสุดของสหประชาชาติประเมินว่ามีผู้อพยพออกจากประเทศเกือบ 1 ล้านคน พื้นที่เกิดเหตุเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นถิ่นอาศัยของพวกซุนนี และในเวลาต่อมาได้ประกาศสถาปนารัฐอิสลาม (Islamic State หรือ IS/ISIS/ISIL)

            อย่างไรก็ตาม IS ไม่ได้ก่อการยึดเมืองโดยลำพัง ได้ร่วมกับกองกำลังท้องถิ่นซุนนีบางกลุ่ม และอดีตสมาชิกพรรคบาธของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายร่วมกันคือโค่นล้มรัฐบาล นาย Andrew Tabler นักวิชาการจาก Washington Institute for Near East Studies กล่าวว่า “ISIS เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังซุนนีที่กำลังต่อสู้กับกองกำลังชีอะห์จากความขัดแย้งทางศาสนาในภูมิภาคนี้ อยู่ในสงครามต่อสู้กับรัฐบาลมาลิกีและสู้กับระบอบอัสซาด” และเกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

            ในช่วงที่กองกำลัง IS รุกหนัก ทำเนียบขาวแสดงท่าทีกังวลต่อสถานการณ์ ยืนยันว่ารัฐบาลมาลิกีเป็นมิตรสำคัญของสหรัฐฯ แต่เห็นว่าการต่อต้านผู้ก่อการร้ายเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอิรักโดยตรง ประธานาธิบดีโอบามากล่าวซ้ำหลายครั้งว่า สหรัฐฯ จะไม่ส่งทหารกลับไปรบในอิรักอีก แต่จะช่วยเหลือผ่านวิธีการอื่นๆ ที่สนับสนุนกองทัพอิรัก ปัญหาอิรักไม่อาจแก้ด้วยกำลังทหารเท่านั้น ที่ผ่านมาผู้นำอิรักไม่สามารถแก้ปัญหาความไม่ไว้วางใจและความแตกแยกทางศาสนาที่ระอุมาอย่างยาวนาน ปัญหาจึงต้องแก้ที่รัฐบาลอิรักด้วย สหรัฐฯ จะไม่พาตัวเองกลับไปจมอยู่ในอิรักดังเช่นอดีต จนทำให้สหรัฐฯ ต้องสูญเสีย ต้องเสียสละอย่างมากมายอีก
            ในยามที่กองกำลัง IS บุกยึดได้ราวครึ่งประเทศ สถาปนารัฐอธิปไตยของผู้ก่อการร้าย และกำลังมุ่งลงใต้ประชิดกรุงแบกแดด ทำเนียบขาวกลับให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในอิรัก เห็นว่าต้องแก้ไขที่ตัวผู้นำประเทศอิรัก

            ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างพวกซุนนีกับชีอะห์ในอิรักดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมา กลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ไม่มีทีท่าว่าจะยุติ ตลอด 8-9 ปีที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนนายกฯ มาลิกี แต่คราวนี้ รัฐบาลโอบามาเปลี่ยนใจเห็นว่าอิรักต้องเปลี่ยนตัวผู้นำคนใหม่ที่ไม่ใช่นายมาลิกีอีกต่อไป ด้วยความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยยุติสถานการณ์ความวุ่นวายในอิรัก
            รวมความแล้ว เหตุผลข้อแรกนี้อธิบายว่า ความไม่พอใจของพวกซุนนี การก่อการของ IS และรัฐบาลโอบามาตัดสินใจยุติสนับสนุนนายกฯ มาลิกี เป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศอิรัก

            ข้อสอง นายกฯ มาลิกีใกล้ชิดอิหร่านกับซีเรียมากขึ้น
            นายนูรี อัลมาลิกี เดิมเป็นแกนนำคนหนึ่งของพรรค Da’awa Party สายชีอะห์ ได้ลี้ภัยในซีเรียราว 20 ปีก่อนเดินทางกลับอิรัก เพื่อรับตำแหน่งรองประธานกรรมการสลายพรรคพาธ (หลังโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน) และได้รับตำแหน่งประธานกรรมาธิการความมั่นคงของ Transitional National Assembly ก่อนได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง การเลือกนายมาลิกีเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายคาดไม่ถึง เพราะบทบาทของท่านมักเป็นผู้ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง แต่ทั้งหมดนี้มาจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้การสนับสนุน
            นายมาลิกีเป็นนายกฯ ถึง 2 สมัย (2007-2014) หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ถ่ายโอนอำนาจการปกครองคืนแก่ชาวอิรัก และเตรียมถอนกองทัพกลับประเทศ ดังนั้น การขึ้นสู่อำนาจของนายมาลิกีจึงมาจากรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นหลัก ทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีความสัมพันธ์อันแนบแน่น

            แต่ในระยะหลัง นายกฯ มาลิกีเริ่มมีความสัมพันธ์กับซีเรียและอิหร่านมากขึ้น สนับสนุนรัฐบาลอัสซาดแห่งซีเรียปราบปรามฝ่ายต่อต้าน มีข่าวว่าอิรักยอมให้อิหร่านส่งอาวุธแก่ซีเรียผ่านประเทศตน ความจริงเรื่องการส่งอาวุธยังเป็นที่ถกเถียงอยู่ แต่ในเชิงนโยบายนายกฯ มาลิกีประกาศสนับสนุนรัฐบาลซีเรียของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด โดยให้เหตุผลว่า “ถ้าฝ่ายต่อต้านได้ชัย [พวกซุนนีที่โค่นล้มอัสซาดจะร่วมมือกับซุนนีประเทศอื่นๆ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลอื่นๆ] จะเกิดสงครามกลางเมืองในเลบานอน เกิดการแบ่งแยกในจอร์แดนและเกิดสงครามระหว่างนิกายในอิรัก”
            ในมุมมองนี้เห็นว่า เหตุผลเรื่องความแย้งระหว่างชีอะห์กับซุนนีเป็นเรื่องเก่าและเกิดขึ้นต่อเนื่องเรื่อยมา ตั้งแต่นายอัลมาลิกีเริ่มเป็นนายกฯ แต่ไม่ว่าสถานการณ์อิรักจะเลวร้ายอย่างไร รัฐบาลสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนมาตลอด ถึงกับสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 ดังนั้น การที่รัฐบาลโอบามาอ้างว่าจะสนับสนุนนายกฯ มาลิกีถ้าเปลี่ยนพฤติกรรมไม่รวบอำนาจ ดูแลพวกซุนนีให้ดีกว่าเดิมจึงน่าจะเป็น “ข้ออ้าง” ที่หยิบขึ้นมาใช้เป็นเหตุผลไม่สนับสนุนนายกฯ มาลิกีเท่านั้น
            ถ้ามองในภาพกว้าง นักวิเคราะห์บางคนอธิบายว่า สงครามกลางเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในซีเรียกับอิรัก มีลักษณะตรงกันหลายอย่าง เช่น ผู้นำประเทศเป็นสายชีอะห์ ฝ่ายประชาชนผู้ต่อต้านเป็นพวกซุนนี รัฐบาลอิหร่านมีความผูกพันสนับสนุนรัฐบาลอัสซาดกับรัฐบาลมาลิกี และมีกองกำลัง IS ปรากฏอยู่ในทั้ง 2 ประเทศ
            สภาพที่ปรากฏจึงเป็นการเกิดขั้ว “ผู้นำชีอะห์” คือ อิรัก ซีเรียและอิหร่าน ซึ่งถ้าวิเคราะห์ในเชิงภัยคุกคาม ย่อมมองได้ว่าหากรัฐบาลทั้ง 3 ประเทศเข้มแข็งและรวมตัวเหนียวแน่น ย่อมไม่เป็นการดีต่อประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง
            อนึ่ง “ผู้นำชีอะห์” ในที่นี้เน้นภาพของผู้นำที่เกี่ยวพันกับความเป็นชีอะห์ ส่วนจะผูกโยงกับศาสนามากน้อยเพียงไร เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้ ดังที่นาย Ramzy Mardini นักวิเคราะห์จาก Atlantic Council อธิบายว่า นายกฯ มาลิกี “ไม่ใช่นักประชาธิปไตย ไม่ใช่พวกชาตินิยมหรือยึดถืออุดมการณ์ศาสนา อุดมการณ์กับหลักนิยมที่เขายึดถือคือพวกเอาตัวรอด (survivalism)” ไม่แตกต่างจากผู้นำอาหรับหลายคน
            ผู้ที่เชื่อแนวทางนี้เห็นว่า การที่นายกฯ มาลิกีสนับสนุนรัฐบาลอัสซาด ไม่ใช่เพราะสนับสนุนอิหร่านเต็มร้อยหรือต่อต่านสหรัฐฯ แต่เป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เป็นไปได้ว่ารัฐบาลมาลิกีได้รับผลประโยชน์ตอบแทนบางอย่างทั้งจากอิหร่านกับซีเรีย ทั้งหมดนี้เพื่อความมั่นคงทางการเมืองของตนเป็นหลัก และมีศัตรูร่วมคือพวกซุนนี กองกำลัง IS

สรุป ตอนแรก :
            ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ จึงควรให้ความสนใจต่อความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติของโลกเป็นราคาที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด อิรักเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสำคัญรายหนึ่งของโลก ปัญหาภายในอิรักมีโอกาสส่งผลต่ออุปทานน้ำมันโลกซึ่งจะกระทบต่อไทยโดยตรง นอกจากนี้ เราสามารถศึกษาหลักคิดและนโยบายของชาติมหาอำนาจผ่านเหตุการณ์ในภูมิภาคต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ที่ใกล้ชิดกับประเทศไทย
            ในตอนแรกนี้ได้นำเสนอมูลเหตุที่ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ อิรัก 2 ข้อ ชี้ให้เห็นว่าอิรักยังเป็นประเทศที่อ่อนไหว การเมืองขาดเสถียรภาพ ความขัดแย้งภายในประเทศเอื้อให้ผู้ก่อการร้ายเข้าแทรกแซง การดำเนินนโยบายช่วยเหลือเพื่อนบ้านกลุ่มหนึ่ง ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอีกกลุ่มเห็นว่าเป็นภัยคุกคาม
            ในตอนหน้าจะเป็นมูลเหตุอีกข้อที่ให้ภาพในระดับภูมิภาคที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นำสู่การวิเคราะห์องค์รวมและพร้อมกับข้อคิดบางประการ
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :

รัฐบาลอิหร่านปัจจุบันต้องการปรับความสัมพันธ์รอบทิศกับประเทศเพื่อนบ้าน การเปลี่ยนตัวนายกฯ มาลิกี จึงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องราวของอิหร่านโดยตรง ทั้งในส่วนที่อิหร่านเกี่ยวข้องกับการเมืองอิรัก ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคตะวันออกกลาง และความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อาจมีผลต่อการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่านที่กำลังเข้มข้นในขณะนี้

ปฏิบัติการทางอากาศของสหรัฐในอิรักกับการยึดอำนาจนายกฯ มาลิกี
การปรากฏตัวของกำลังอากาศสหรัฐ ไม่ใช่เพื่อการปราบปรามกองกำลัง IS แต่ใช้เหตุช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยเพื่อเป็นข้ออ้างให้กองกำลังอากาศสหรัฐเข้าควบคุมน่านฟ้าอิรักทั้งหมด แสดงถึงพลังอำนาจ “การมีอยู่” ของสหรัฐ ในช่วงจังหวะที่อิรักกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ ที่นายกฯ มาลิกีเปรียบเปรยว่าคือ “รัฐประหาร”

รัฐบาลโอบามาตั้งเงื่อนไขจะสนับสนุนรัฐบาลอิรักอย่างเต็มกำลังในการปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIL/ISIS ก็ต่อเมื่ออิรักได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งหมายถึงนายกฯ อัลมาลิกีต้องพ้นจากอำนาจ นายกฯ อัลมาลิกีปฏิเสธข้อเรียกร้องและเห็นว่าเท่ากับเป็นการรัฐประหารรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลต่อตัวแสดงสำคัญๆ เช่น การคงอยู่ของ ISIL ความสัมพันธ์ระหว่าง ISIL กับพวกซุนนีกลุ่มต่างๆ 

แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาจะประกาศว่าอนาคตของอิรัก ชาวอิรักต้องตัดสินใจเองในฐานะรัฐอธิปไตย งานศึกษาบางชิ้นให้ข้อสรุปว่ารัฐบาลสหรัฐคือผู้อยู่เบื้องหลังให้นายอัลมาลิกีก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และทั้งๆ ที่รู้ซึ้งพฤติกรรมของนายกฯ อัลมาลิกี รัฐบาลโอบามายังสนับสนุนให้เขาดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 และขณะนี้มีข่าวว่ากำลังกดดันให้นายกฯ อัลมาลิกีลาออก เพื่อความปรองดองสมานฉันท์ แก้ปัญหาการก่อการของ ISIL/ISIS ในขณะนี้

บรรณานุกรม ตอนแรก:
1. Allawi, Ali A. (2007). The Occupation of Iraq: Winning the War, Losing the Peace. USA: Yale University Press.
2. Arango, Tim., & Gordon, Michael R. (2014, April 30). Amid Iraq’s Unrest, Maliki Campaigns as Strongman. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/04/30/world/middleeast/unrest-in-iraq-narrows-odds-for-maliki-win.html?hpw&rref=world&_r=0
3. Chandrasekaran, Rajiv. (2013, March 16). Five myths about Iraq. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/opinions/five-myths-about-iraq/2013/03/15/f7a62a40-8772-11e2-9d71-f0feafdd1394_story.html
4. Press Briefing by Press Secretary Jay Carney, 6/12/2014. (2014, June 12). The White House.  Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/06/12/press-briefing-press-secretary-jay-carney-6122014
5. Rajiv Chandrasekaran, Five myths about Iraq. (2013, March 16). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/opinions/five-myths-about-iraq/2013/03/15/f7a62a40-8772-11e2-9d71-f0feafdd1394_story.html
6. Rogin, Josh. (2014, June 14). America's Allies Are Funding ISIS. The Daily Beast. Retrieved from http://www.thedailybeast.com/articles/2014/06/14/america-s-allies-are-funding-isis.html
7. Statement by the President on Iraq. (2014, June 13). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/06/13/statement-president-iraq
----------------------------

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

การปล่อยให้ ‘ชาร์ลีเอบโด’ ล้อเลียนซ้ำเป็นการยั่วยุหรือไม่

18 มกราคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6647 วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ.2558,http://www.ryt9.com/s/tpd/2072889)

นิตยสารชาร์ลีเอบโด (Charlie Hebdo) ฉบับวางตลาดล่าสุดหลังเหตุผู้ก่อการร้ายบุกสำนักพิมพ์ ยังเป็นภาพล้อเลียนอิสลาม Luz ผู้วาดการ์ตูนหน้าปกฉบับใหม่อธิบายว่า “จากหน้าปกนี้ เราต้องการแสดงให้เห็นว่า เรามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ตลอดเวลา ทำซ้ำได้ทุกอย่าง” เราวาดการ์ตูนตามที่ต้องการ
นิตยสารฉบับล่าสุดได้รับการตีพิมพ์ถึง 3,000,000 ฉบับ จากปกติที่ตีพิมพ์ 60,000 ฉบับ หรือเพิ่มขึ้นถึง 50 เท่า อีกทั้งตีพิมพ์ใน 6 ภาษา รวมทั้งภาษาตุรกีและอาราบิค

            ในมุมหนึ่งคือการยืนยันเสรีภาพของสื่อ ต้องชื่นชมควากล้าหาญของสำนักพิมพ์ที่ยึดมั่นจุดยืน และเชื่อได้ว่ารัฐบาลฝรั่งเศสเห็นดีเห็นงามด้วย
            ในอีกมุมหนึ่ง เกิดคำถามว่ารัฐบาลฝรั่งเศสกำลังปล่อยให้เกิดการ “ยั่วยุ” หรือไม่ เป็นการ “ขยายแผล” ให้หนักกว่าเดิมหรือไม่ แม้จะประกาศว่าไม่ได้ต่อต้านอิสลาม ไม่ได้ทำสงครามศาสนา แต่ผู้ก่อเหตุย่อมไม่สนใจคำชี้แจงเหล่านี้ และเห็นว่าการตีพิมพ์ล้อเลียนซ้ำคือการ “ท้าทาย”
กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประณามนิตยสารชาร์ลีเอบโดฉบับล่าสุดว่า “ยั่วยุอารมณ์ของมุสลิมทั่วโลก และทำร้ายจิตใจของพวกเขา โหมไฟลัทธิสุดโต่งอย่างไม่จบสิ้น”

            รัฐบาลฝรั่งเศสส่งทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจเข้มในจุดต่างๆ ทั่วประเทศ ทหารตำรวจนับหมื่นนับแสนนายเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ตระหนักว่าประเทศยังอยู่ในภาวะเสี่ยง คำถามคือการปล่อยให้เกิดการ “ยั่วยุ” ซ้ำ หากเกิดเหตุร้ายอีก ผู้ยั่วยุควรมีส่วนรับผิดชอบหรือไม่ คราวนี้จะโทษผู้ก่อการร้ายอย่างเดียวคงไม่ได้
สื่อ PressTV ของอิหร่านชี้ว่า ทั้งผู้ก่อการร้ายกับผู้ยั่วยุต่างไม่สนใจผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อของการเผชิญหน้าระหว่าง 2 ฝ่าย
ก่อนเกิดเหตุร้าย สำนักพิมพ์ได้รับคำขู่เรื่อยมาเนื่องจากการลบหลู่อิสลาม ในวันเกิดเหตุ “ชาร์ลีเอบโด” ฉบับตีพิมพ์วันนั้นพาดหัวท้าทายว่า “ฝรั่งเศสยังไม่ถูกโจมตีเลย รอต่อไป เรายังมีเวลาจนสิ้นเดือนมกราคมที่จะส่งคำอวยพรปีใหม่” วันที่ตีพิมพ์กลายเป็นวันที่ผู้ก่อการร้ายลงมือ ถ้าจะล้อเลียน “ชาร์ลีเอบโด” อาจพาดหัวอย่างนี้ว่า “อือม์ ไม่ต้องรอถึงสิ้นเดือนหรอก เรามาสวัสดีปีใหม่ถึงบ้านท่านแล้ว”

เป้าหมายคือสร้างความกลัว สร้างความแตกแยก :
            หนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของการก่อการร้ายคือ สร้างความหวาดกลัว โดยเฉพาะสร้างความหวาดกลัวแก่พลเรือน สังคม เช่น ภาพผู้ก่อการร้ายถือปืน สังหารพลเรือนอย่างโหดเหี้ยม สื่อต่างๆ ช่วยแพร่ขยายความน่ากลัว ข่าว “ชาร์ลีเอบโด” แพร่กระจายไปทั่วโลก เป็นที่กล่าวขานกันทั่ว
เหตุร้ายไม่ได้กระทำต่อสำนักพิมพ์เท่านั้น มุสลิมทั่วไปได้รับผลกระทบ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศฝรั่งเศส (Central Council of Muslims in France) เรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มการเฝ้าดูแลมัสยิดหลังเกิดเหตุมือมืดยิงปืนใส่มัสยิดกว่า 50 แห่ง
            สื่อ Arab News รายงานว่า ระเบิดเพลิงและหัวหมูถูกโยนเข้าไปในมัสยิดหลายแห่ง สตรีที่คลุมศีรษะถูกเยาะเย้ยถากถาง ในอินเตอร์เน็ตเต็มด้วยข้อความต่อต้านมุสลิม มุสลิมในยุโรปสัมผัสกระแสต่อต้าน Imade Annouri ผู้นำศาสนาคนหนึ่งกล่าวว่า “มุสลิมทุกคนรู้สึกไม่สบายใจ เหมือนกับถูกคุกคาม กลัวที่จะถูกใส่ร้ายป้ายสี [ว่าเป็นพวกสุดโต่ง] และอาจถูกทำร้าย”

            หลายคนที่ไม่ใช่มุสลิมก็กลัวมุสลิมมากขึ้น โรคกลัวอิสลาม (Islamophobia) ที่มีมาต่อเนื่องหลายทศวรรษยิ่งแพร่ระบาดหนัก (โรคกลัวอิสลามหมายถึงการที่ชาวฝรั่งเศสที่ส่วนใหญ่เป็นพวกผิวขาว นิกายคาทอลิกมองมุสลิมเป็นภัยคุกคาม เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายทศวรรษ)
            ในระดับประชาชน จึงเกิดขึ้นกระแสต่อต้านมุสลิมกับต่อต้านตะวันตกไปพร้อมๆ กัน ฝรั่งเศสซึ่งมีประเด็นพหุสังคมมาหลายทศวรรษกำลังเผชิญปัญหาความเข้ากันของชนกลุ่มต่างๆ มากขึ้น เป็นประเด็นการเมืองระดับประเทศ
จากเหตุร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น สามารถทำให้ผู้นำประเทศกว่า 50 ชาติมารวมกัน เฉพาะฝรั่งเศสประเทศเดียวมีคนออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวหลายล้านคน หน่วยงานความมั่นคงของประเทศต่างๆ ต้องประชุมหารือเพื่อรับมือ
น่าคิดไหมว่า ผู้ก่อเหตุเพียงไม่กี่คนสามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้ถึงเพียงนี้

คิดในแง่ร้ายสุด :
            ถ้าคิดอย่างซับซ้อน บางคนอาจนึกถึง “เป้าหมายแอบแฝง” ว่าใครต้องการอะไร ต้องการนำสังคมไปสู่ทิศทางใด การตีพิมพ์ลบหลู่ซ้ำ อาจเป็นต้นเหตุนำสู่การปะทะอย่างต่อเนื่องระหว่างฝรั่งเศสกับพวกผู้ก่อการร้ายที่ถูกตีตราว่าเป็นมุสลิมสุดโต่ง
            เรื่องที่รัฐบาลออล็องด์รู้ดีคือ พวกมุสลิมสุดโต่งในฝรั่งเศสยังมีอีกมาก อาจมีนับร้อยนับพันและอาจเพิ่มขึ้นอีกจากการยั่วยุรอบนี้ สำนักงานใหญ่องค์การตำรวจยุโรป (Europe’s police organization) หรือ Europol รายงานข้อมูลเมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ชี้ว่าชาวยุโรปกว่า 5,000 คนเข้าร่วมการต่อสู้ในซีเรีย คนเหล่านี้เมื่อกลับประเทศจะกลายเป็นบุคคลอันตราย Rob Wainwright ผู้อำนวยการ Europol กล่าวว่ายุโรปกำลังถูกคุกคามด้วยการก่อการร้ายอย่างรุนแรงที่สุดนับจากเหตุการณ์ 9/11 คนที่กลับมาจากซีเรียอาจก่อเหตุด้วยตนเองเหมือนกรณี “ชาร์ลีเอบโด”
            นั่นหมายถึง “คนฝรั่งเศส” จะเข้าสู่ภาวะสงครามต่อต้านก่อการร้ายเต็มตัว ชาวฝรั่งเศสทุกคน ผลประโยชน์ฝรั่งเศสทุกที่ ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดในโลกมีสิทธิ์กลายเป็น “เป้าสังหาร เป้าทำลาย” ไม่ต่างจากชาวยิวในฝรั่งเศสกับเยอรมนีที่ตกเป็นเป้าของพวกสุดโต่ง ชาวยิวกับมุสลิมในฝรั่งเศสซึ่งมีปัญหากันอยู่แล้วจะยิ่งต่างคนต่างอยู่ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทั้ง 2 กลุ่มที่ต่างเป็นชนกลุ่มน้อยของสังคม

            ในแง่มุมหนึ่ง เหตุการณ์นี้อาจช่วยสร้างความเป็นเอกภาพแก่คนในชาติ (ไม่ใช่ทุกคนเห็นด้วยกับรัฐบาล แต่หลายคนเห็นด้วย) ประธานาธิบดีฟร็องซัว ออล็องด์ เป็นผู้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อเสรีภาพของประเทศ ได้คะแนนนิยมทางการเมืองเพิ่มขึ้นไม่น้อย แต่ในอีกมุมหนึ่งจะยิ่งตอกย้ำความแตกต่าง สร้างความแตกแยกกับพวกที่ไม่เห็นด้วยต่อแนวทางของรัฐบาลออล็องด์
            สุดท้ายผลจะเป็นประการใด เวลาจะให้ความกระจ่าง ที่แน่ๆ คือ เหตุร้ายทำนองนี้จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ไม่ช้าก็เร็ว ประชาชนฝรั่งเศสคนไหนจะเป็นเหยื่อรายต่อไป
Francesco Sisci มองแง่นี้ในกรอบกว้างสุด ชี้ว่าที่สุดแล้วกระทบต่อทุกคนในโลก ไม่เพียงแต่ชาติตะวันตกเท่านั้น เพราะอิสลามเป็นศาสนาโลก มีมุสลิมเกือบทุกประเทศ ทุกคนตกอยู่ในความเสี่ยงเมื่อพวกสุดโต่งขยายตัว
กรณี “ชาร์ลีเอบโด” เกิดขึ้นเป็นกระแสสั้นๆ และจากไป แต่ความขัดแย้งความตึงเครียดไม่ว่าจะเป็นการต้านมุสลิมหรือต้านตะวันตกจะยังคงอยู่ และอาจกำลังรอให้เกิดเหตุร้ายใหม่เพื่อโหมไฟให้ลุกโชนขึ้นอีก

รัฐบาลจะลิดรอนเสรีภาพของประชาชนหรือไม่ :
            สถานการณ์ในขณะนี้คือ รัฐบาลส่งทหารและตำรวจนับหมื่นนับแสนนายเข้าควบคุมดูแลในที่ต่างๆ ในแง่หนึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการเฝ้าดูแลรักษาความสงบ คำถามคือจะกระทบต่อเสรีภาพการดำเนินชีวิตของชาวฝรั่งเศสหรือไม่
            ไม่ว่ารัฐบาลจะสัญญาให้ความคุ้มครองดูแลมัสยิด ชาวยิวอย่างไร ความจริงคือวิถีการดำเนินชีวิตของหลายคนต้องเปลี่ยนไป ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น
            รัฐกำลังใช้สถานการณ์เช่นนี้เพื่อควบคุมสังคมให้เข้มงวดกว่าเดิมหรือไม่ สิทธิเสรีภาพของประชาชนกำลังถูกลิดรอนหรือไม่
            เรื่องที่ต้องติดตามต่อไปคือ รัฐบาลจะใช้เหตุนี้เพื่อปรับแก้กฎหมายลิดรอนสิทธิประชาชนหรือไม่

อีกหนึ่งทางเลือก แก้ไขแบบโอบามา :
            เมื่อปี 2012 ชาวมุสลิมทั่วโลกท้วงสหรัฐฯ เกิดเหตุเผาโจมตีสถานกงสุลสหรัฐ ประจำเมืองเบงกาซี ประเทศลิเบีย ทำให้เอกอัครราชทูตรวมทั้งเจ้าหน้าที่อีก 3 คนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ข้อมูลบางชิ้นเห็นว่าเกี่ยวข้องกับการผลิตและฉายภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาอิสลามเรื่องหนึ่ง
            ประธานาธิบดีบารัก โอบามาใช้เวทีที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ กล่าวย้ำว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาอิสลาม อเมริกาเป็นประเทศที่ต้อนรับทุกคนทุกเผ่าพันธุ์ ทุกศาสนา เป็นบ้านของพวกมุสลิมที่อยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศ ให้เสรีภาพแก่ศาสนา และมีกฎหมายเพื่อปกป้องปัจเจกบุคคลจากศาสนาที่เขานับถือ พลเมืองอเมริกันหลายล้านคนต่อต้านภาพยนตร์หมิ่นศาสนานี้เช่นกัน
            ในขณะเดียวประธานาธิบดีโอบามาตอกย้ำว่ารัฐธรรมนูญอเมริกา ให้เสรีภาพแก่การพูด ยกตัวอย่างว่าท่านเป็นคริสเตียน เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็ไม่ห้ามหากมีผู้ดูหมิ่นความเชื่อของคริสเตียน หรือแม้กระทั่งในฐานะที่เป็นประธานาธิบดี ท่านต้องทนต่อคำพูดแย่ๆ ทุกวัน อย่างไรก็ตาม ท่านจะปกป้องให้คนมีสิทธิในการแสดงออกดังกล่าว

            สหรัฐฯ ต่อต้านพวกหัวรุนแรงที่หว่านความเกลียดชัง แม้กระทั่งมุสลิมเองด้วยกันยังต้องทนต่อพวกหัวรุนแรงเหล่านี้ที่ทำลายชีวิตประชาชนคนธรรมดาไปแล้วมากมาย อนาคตเป็นของคนทุกศาสนา ทุกเพศทุกวัย เราต้องร่วมกันสร้างโลกที่เข้มแข็งขึ้นเพราะความแตกต่างของเรา
            ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลเข้าควบคุมสถานการณ์และทำให้เรื่องเงียบไป ไม่มีการยั่วยุซ้ำ ความรุนแรงไม่ลุกลามบานปลาย ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ คือเป้าหมายใหญ่ของผู้ก่อการร้าย ต้องชื่นชมประธานาธิบดีโอบามาที่สามารถรักษาได้ทั้งเสรีภาพและความมั่นคงภายในประเทศอย่างละมุนละม่อม

เมื่อพูดถึงการสกัดกั้นการแผ่ขยายของกลุ่มก่อการร้าย คำตอบคือ ต้องไม่ปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายมีเงื่อนไขที่จะก่อเหตุ เราไม่อาจป้องกันเหตุก่อการร้ายทั้งหมด จึงต้องมุ่งลดความเสี่ยง จำกัดขอบเขตความสูญเสีย เสรีนิยมแบบตะวันตกมีข้อดีที่ให้เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่มีปัญหาเรื่องเสรีภาพที่ขัดแย้งกับความศรัทธาในศาสนา รัฐบาลที่ยึดมั่นในเสรีนิยมเช่นนี้จำต้องบริหารจัดการให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ไม่ใช่เอาน้ำมันราดกองไฟ
--------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
กรณี “ชาร์ลีเอ็บโด” สังคมควรตั้งคำถามว่าผู้ก่อเหตุยิงสังหารกระทำตามหลักอิสลามหรือไม่ หรือว่าเป็นพวกบิดเบือนศาสนา เข้าใจหลักศาสนาผิดพลาด ในอีกด้านหนึ่ง การล้อเลียนโดยอ้างว่าเป็นเรื่องของการใช้เสรีภาพ ไม่ช่วยสร้างสรรค์สังคม เป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความแตกแยก ความเกลียดชัง เพราะเป็นที่รับรู้ทั่วไปอยู่แล้วว่าการลบหลู่อิสลามสร้างความแตกแยกในสังคม เป็นต้นเหตุความรุนแรง สังคมควรส่งเสริมพวกสุดโต่งเหล่านี้หรือไม่

บรรณานุกรม :
1. 5,000 European fighters in Syria pose risk. (2015, January 13). Oman Observer/Reuters. Retrieved from http://omanobserver.om/5000-european-fighters-in-syria-pose-risk/
2. Anderson, L.V. (2015, January 13). What Does the NewCharlie Hebdo Cover Mean? Its Cartoonist Explains. Slate. Retrieved from http://www.slate.com/blogs/browbeat/2015/01/13/charlie_hebdo_new_cover_translated_and_explained_cartoonist_luz_on_new_mohammed.html
3. Anderson, Sean K., & Sloan, Stephen. (2009). Historical Dictionary of Terrorism (3rd Ed.). USA: Scarecrow Press.
4. Europe’s Muslims feel heat of backlash after Paris attacks. (2015, January 14). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/world/news/689331
5. Iran Condemns New Charlie Hebdo Cover. (2015, January 14). Sputnik. Retrieved from http://sputniknews.com/middleeast/20150114/1016879105.html
6. Mandel, Maud S. (2014). Muslims and Jews in France: History of a Conflict. New Jersey: Princeton University Press.
7. Sisci, Francesco. (2015, January 14). 'Red terror' guide to battling extremists. Asia Times. Retrieved from http://www.atimes.com/atimes/World/WOR-01-140115.html
8. Sloan, Stephen. (2006). Terrorism: The Present Threat in Context. UK: Berg.
9. Thomas, Leigh. (2015, January 13). Charlie Hebdo to print tearful Prophet Mohammad on front page. The Globe and Mail/Reuters. Retrieved from http://www.theglobeandmail.com/news/world/charlie-hebdo-to-print-tearful-prophet-mohammad-on-front-page/article22423362/
-------------------------

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558

‘ชาร์ลีเอ็บโด’ การเผชิญหน้าของ 2 สุดโต่ง เสรีนิยมสุดโต่งกับมุสลิมสุดโต่ง

11 มกราคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6640 วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2067940)

            ก่อนเที่ยงของวันที่ 7 มกราคม เกิดเหตุผู้ก่อการบุกเข้าไปในสำนักพิมพ์ สังหารเจ้าหน้าสื่อนิตยสารชาร์ลีเอ็บโด (Charlie Hebdo) ที่เขียนล้อเลียนอิสลาม เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิต 12 คน รวมทั้งบรรณาธิการใหญ่ นักเขียนการ์ตูนชื่อก้อง
            เจ้าหน้าที่รายงานว่าผู้ต้องสงสัย 2 รายเป็นพี่น้องกันคือ Said Kouachi อายุ 32 ปีกับ Cherif Kouachi อายุ 34 ปี สองคนพี่น้องเป็นมุสลิมเกิดในปารีส ส่วนรายที่ 3 คือ Hamyd Mourad อายุ 18 ปี
            ข้อมูลจากกล้องวีดีโอตัวหนึ่งบันทึกภาพและเสียงของผู้ก่อเหตุ ชี้ว่ามาด้วยเหตุผลต้องการแก้แค้นทางศาสนา ทำนองเดียวกับกลุ่มใกล้ชิดอัลกออิดะห์กลุ่มหนึ่งในเยเมนอ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุ เพื่อแก้แค้นทางศาสนา Said Kouachi หนึ่งในผู้ต้องสงสัยเคยเดินไปเยเมนเมื่อปี 2011 ได้รับการฝึกจากอัลกออิดะห์ที่นั่น
            แม้ว่าต้นเหตุคงมาจากประเด็นศาสนา ควรเข้าใจว่านิตยสารชาร์ลี เอ็บโดไม่ได้เสียดสีเฉพาะศาสนาอย่างเดียว “ชาร์ลี เอ็บโด” เน้นการเสียดสีวิจารณ์การเมือง ศาสนา สังคม ฯลฯ จึงไม่อาจสรุปว่ามุ่งเป้าที่ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

ปัญหานิยาม “พวกสุดโต่ง” :
            ในโลกของพวกตะวันตกมักใช้คำว่า “พวกสุดโต่ง” (extremist) โดยเฉพาะมุสลิมสุดโต่ง ไม่ว่าในทางวิชาการจะนิยามอย่างไร คำๆ นี้ถูกใช้ในความหมายแง่ลบ เป็นพวกนิยมความรุนแรง มักสร้างปัญหาต่อโลกเสรีประชาธิปไตย โดยเฉพาะในหมู่ชาติตะวันตก

            การที่บางคนบางกลุ่มใช้ความรุนแรงแล้วถูกตีตราว่า “เป็นพวกสุดโต่ง” และใช้คำคำนี้อย่างพร่ำเพรื่อ อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหลายอย่าง
            ข้อแรก ผู้ก่อเหตุเป็นตัวแทนของอิสลามหรือไม่
            กรณี “ชาร์ลีเอ็บโด” สังคมควรตั้งคำถามว่าพวกเขากระทำตามหลักอิสลามหรือไม่ หรือว่าเป็นพวกบิดเบือนศาสนา เข้าใจหลักศาสนาผิดพลาด กระทำด้วยจิตใจ “อันโหดร้าย” สวนทางหลักศาสนาอย่างสิ้นเชิง

            กองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจน แม้ว่าพวกเขาจะเรียกตัวเองว่าเป็นรัฐอิสลาม ละหมาดวันละ 5 ครั้งไม่ได้ขาด แต่ผู้นำประเทศผู้นำศาสนาทั้งสายซุนนี-ชีอะห์ต่างออกมากล่าวอย่างชัดเจนว่า IS ไม่ใช่อิสลาม
            Grand Mufti Sheikh Abdulaziz Aal Alsheikh ผู้นำศาสนาในซาอุดิอาระเบีย ประณามอัลกออิดะห์และรัฐอิสลาม (Islamic State) ว่าเป็น “ศัตรูหมายเลข 1” ของอิสลาม “แนวคิดของลัทธิสุดโต่ง (extremism) หัวรุนแรง (radicalism) และก่อการร้าย (terrorism) ... ไม่มีอะไรที่สอดคล้องกับอิสลาม และเป็นศัตรูหมายเลข 1 ของอิสลาม “ผู้รับเคราะห์ร้ายจากลัทธิสุดโต่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิม จากอาชญกรรมที่ก่อโดยพวกที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม อัลกออิดะห์และกลุ่มต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับพวกเขา”
            Mehmet Gormez ผู้นำศาสนาสูงสุดของตุรกี ผู้สืบทอด caliphate จากสมัยอาณาจักรออตโตมาน ประกาศว่ามุสลิมไม่ควรเป็นศัตรูต่อ “ผู้อื่นที่มีมุมมอง การยึดถือคุณค่า ความเชื่อแตกต่าง และถือว่าพวกเขาเป็นศัตรู”
            Muslim Public Affairs Council (MPAC) ออกแถลงการณ์ว่า “การแพร่ขยายของแนวคิดพวกสุดโต่ง กองกำลังติดอาวุธและลัทธิก่อการรร้ายบ่อนทำลายโลก ทำลายอารยธรรมมนุษย์ ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นอิลาม แต่เป็นศัตรูหมายเลข 1 ของอิสลาม และมุสลิมเป็นเหยื่อรายแรกของพวกมัน
            นาย Iyad Ameen Madani เลขาธิการองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) แสดงความชื่นชมต่อแถลงการณ์ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่จะร่วมกันต่อต้านอุดมการณ์ของ ISIL อัลกออิดะห์ Boko Haram และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ยืนยันว่าแนวทางของกลุ่มก่อการร้ายอย่าง IS ไม่มีส่วนใดที่เข้ากับอิสลาม หรือหลักการใดๆ ที่เข้ากับความยุติธรรม ความเท่าเทียม ความเมตตา เสรีภาพแห่งความเชื่อและการอยู่ร่วมกัน OIC ขอประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มเหล่านี้
            ประธานาธิบดีโรฮานีแห่งอิหร่านกล่าวว่า “ศัตรูของอิสลามพยายามสร้างความแตกแยกระหว่างมุสลิม และผลักดันให้พวกเขาก่อความรุนแรงเนื่องจากความแตกต่างทางศาสนา แต่มุมมองของอิสลามปฏิเสธความรุนแรง ความสุดโต่ง และเราต้องพยายามสุดกำลังที่จะสร้างมิตรภาพและความใกล้ชิดระหว่างมุสลิมด้วยกัน”
            ดังนั้น สังคมควรตั้งคำถามว่าพวกที่ถูกตีตราเป็นมุสลิมสุดโต่ง แท้จริงที่แล้วเขาได้กระทำตามหลักศาสนาหรือไม่ และการตีตราเรียกพวกเขาเป็นมุสลิมจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือไม่

            ข้อสอง มีพวกเสรีนิยมสุดโต่งหรือไม่
            ในขณะที่คำว่า “มุสลิมสุดโต่ง” ถูกใช้อย่างแพร่หลาย สังคมควรตั้งคำถามว่ามี “พวกเสรีนิยมสุดโต่ง” ด้วยหรือไม่ คนเหล่านี้อ้างเสรีภาพเพื่อกระทำตามอำเภอใจ ไม่สนใจว่าสิ่งที่กระทำส่งผลต่อผู้อื่นอย่างไร สิ่งที่กระทำนั้นสร้างสรรค์หรือทำลายสังคม การล้อเลียนลบหลู่ศาสนาคือการหว่านเพาะภัยคุกคามประเทศหรือไม่
            ในโลกประชาธิปไตย พวกเสรีนิยมสุดโต่งอาจเป็นเพียงคนที่ติดเหล้าติดบุหรี่อย่างหนัก อ้างว่าเป็นสิทธิส่วนตัวของพวกเขา แต่คนเหล่านี้ในระยะยาวจะมีปัญหาสุขภาพ ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ความรับผิดชอบต่อครอบครัวลดลง รัฐและคนใกล้ชิดต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาล การดูแล เป็นประเด็นที่สังคมควรถกกันต่อไปเพื่อทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
            ลองคิดดูง่ายๆ ว่าสังคมใดจะมีความสุขความปลอดภัยมากกว่ากัน ระหว่างสังคมที่ปลอดเหล้าปลอดบุหรี่ กับสังคมที่เต็มด้วยคนติดเหล้าติดบุหรี่

“ชาร์ลีเอ็บโด” เสรีนิยมสุดโต่ง :
            สื่อตะวันตกมักนำเสนออีกว่าผู้ก่อการเป็นพวกสุดโต่ง (extremist) คำถามที่น่าคิดคือ พวกนิยมลบหลู่ศาสนา กระทำเป็นประจำเป็นอาชีพ พวกนี้เป็นพวกสุดโต่งด้วยหรือไม่ เนื่องจากเชื่อได้ว่าคนเหล่านี้กระทำโดยเจตนา รู้ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมแต่ยังกระทำต่อเนื่อง
            หากทบทวนประวัติศาสตร์จะพบว่าเหตุการณ์ลักษณะ “ชาร์ลีเอ็บโด” เป็นเรื่องซ้ำเดิมเคยเกิดขึ้นหลายครั้ง
            ในปี 2012 มุสลิมทั่วโลกประท้วงภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนา ข้อมูลบางแหล่งชี้ว่าเชื่อมโยงกับการเผาสถานกงสุลสหรัฐประจำเมืองเบงกาซี เอกอัครราชทูตสหรัฐนายคริสโตเฟอร์ สตีเว่นส์ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันอีก 3 คนเสียชีวิตในบริเวณสถานกงสุล
            ในกรณี “ชาร์ลีเอ็บโด” สื่อรู้ตัวเพราะถูกคุกคามเรื่อยมา มีข้อมูลว่า Stéphane Charbonnier บรรณาธิการอำนวยการ ได้รับการคุ้มครองจากตำรวจในระดับหนึ่งอยู่แล้ว และเมื่อปี 2011 สำนักงานเคยถูกขว้างด้วยระเบิดเพลิงหลังตีพิมพ์เนื้อหาลบหลู่อิสลาม

            การล้อเลียนไม่ช่วยสร้างสรรค์สังคม เป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความแตกแยก ความเกลียดชัง เพราะเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่รับรู้ทั่วไปอยู่แล้วว่าการลบหลู่อิสลามสร้างความแตกแยกในสังคม เป็นต้นเหตุความรุนแรง
            ถ้าเป็นนักเสรีนิยมต้องการส่งเสริมประชาธิปไตยสามารถกระทำได้สารพัดวิธี ไม่จำต้องใช้วิธีลบหลู่ศาสนา
            สื่อตะวันตกมักนำเสนอในแง่ว่าผู้ก่อการเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ คำถามน่าคิดคือ พวกนิยมลบหลู่ศาสนาเป็นผู้บั่นทอนความมั่นคงของชาติหรือไม่
            “บ้านเมืองที่แตกแยก ประชาชนจะเป็นสุขได้อย่างไร”

เป็นเรื่องของพวกสุดโต่งด้วยกันหรือไม่ :
            ถ้าเชื่อว่าชาวฝรั่งเศสคือผู้ที่มีหัวใจแห่งเสรีภาพ อดทนต่อความเห็นต่าง พวกเขาจะต้อง “อดทน” ต่อศาสนาอื่นๆ ที่แตกต่างหลากหลายด้วย การแสดงออกซึ่งการดูหมิ่นศาสนาอย่างรุนแรงจึงไม่ใช่วิสัยที่ชาวฝรั่งเศสทั่วไปจะกระทำ
            เช่นเดียวกับการมองฝ่ายมุสลิม ต้องใช้ความระมัดระวังเพื่อเข้าใจว่ามุสลิมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงเช่นนี้หรือไม่ ผู้ก่อเหตุเป็นตัวแทนของมุสลิมหรือไม่ หรือเป็นเพียงอาชญากรที่อ้างศาสนาเท่านั้น
            รวมความแล้ว สังคมต้องระวังไม่ให้ความสุดโต่งของทั้ง 2 กลุ่มเป็นต้นเหตุเพิ่มความขัดแย้ง

            มีคำคมกล่าวว่า “ผู้ใดหว่านสันติ ผู้นั้นจะได้ชื่นชมความหอมหวานจากสันติ ผู้ใดหว่านความแตกแยกก็จะจมอยู่ในความเน่าเปื่อย”

            แนวทางของ“ชาร์ลีเอ็บโด” คือการแสดงออกถึงการวิพากษ์วิจารณ์ในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น ข้อควรคิดคือการแสดงออกดังกล่าว “สร้างสรรค์” หรือ “ทำลาย”
            ถ้ามองในแง่สิทธิเสรีภาพ ควรตอบคำถามว่า “สังคมประชาธิปไตยควรส่งเสริมแนวทางเช่นนี้หรือไม่” ถ้ามีลูกมีหลานก็ตั้งคำถามว่า “ต้องการให้ลูกหลานตนเองเป็นคนชอบเสียดสีคนอื่นหรือไม่”
            การดูหมิ่นเสียดสีจึงไม่อาจพิจารณาเพียงเรื่องเสรีภาพเท่านั้น ควรพิจารณาว่าเป็นการ “สร้างสรรค์” หรือ “ทำลาย”
            ที่สุดแล้วคงเป็นเพียงการแสดงออกของพวกสุดโต่ง 2 กลุ่ม ที่ฝ่ายหนึ่งนิยมใช้ “ความรุนแรงต่อจิตใจ“ ด้วยการใช้สื่อเป็นเครื่องมือ กับอีกฝ่ายที่นิยมใช้ “ความรุนแรงต่อร่างกาย” ใช้อาวุธสงครามทำร้ายผู้คน สร้างความหวาดผวาแก่สังคม
            สังคมควรส่งเสริมพวกสุดโต่งเหล่านี้หรือไม่
----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
เมื่อพูดถึงการสกัดกั้นการแผ่ขยายของกลุ่มก่อการร้าย คำตอบคือ ต้องไม่ปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายมีเงื่อนไขที่จะก่อเหตุ เราไม่อาจป้องกันเหตุก่อการร้ายทั้งหมด จึงต้องมุ่งลดความเสี่ยง จำกัดขอบเขตความสูญเสีย เสรีนิยมแบบตะวันตกมีข้อดีที่ให้เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่มีปัญหาเรื่องเสรีภาพที่ขัดแย้งกับความศรัทธาในศาสนา รัฐบาลที่ยึดมั่นในเสรีนิยมเช่นนี้จำต้องบริหารจัดการให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ไม่ใช่เอาน้ำมันราดกองไฟ เพราะจะก่อให้เกิดคำถามข้อสังสัยตามมาอีกหลายข้อ

บรรณานุกรม :
1. Bilefsky, Dan., & Baume, Maia de la. (2015, January 7). Suspects Identified in Attack on French Newspaper, Charlie Hebdo. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/01/08/world/europe/charlie-hebdo-paris-shooting.html?_r=0
2. Grand Mufti: IS is Islam’s ‘enemy No. 1’. (2014, August 20). Saudi Gazette. Retrieved from http://www.saudigazette.com.sa/index.cfm?method=home.regcon&contentid=20140820215352
3. Iranian President: Islam Rejects Violence, Extremism. (2014, June 23). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930402001046
4. Michaels, Jim. (2015, January 9). Al-Qaeda in Yemen says it's behind Paris attack. USA Today. Retrieved from http://www.usatoday.com/story/news/world/2015/01/09/paris-charlie-hebdo-yemen-al-qaeda-pentagon/21520311/
5. OIC welcomes President Obama’s call to confront extremist ideology. (2014, September 25). Organisation of Islamic Cooperation. Retrieved from http://www.oic-oci.org/oicv2/topic/?t_id=9363&t_ref=3737&lan=en
6. Washington's Blog. (2014, August 24). Muslim Leaders Worldwide Condemn ISIS. Global Research.  Retrieved from http://www.globalresearch.ca/muslim-leaders-worldwide-condemn-isis/5397364
--------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558

อาเซียนกับแนวโน้มการก่อการร้ายในอนาคต

8 มกราคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(สรุปจากการนำเสนอในงานสัมมนา อาเซียนกับแนวโน้มการก่อการร้ายในอนาคต” 
จัดโดยศูนย์อาเซียนศึกษา สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๘)

            เมื่อพูดถึงกลุ่มก่อการร้ายที่กำลังโดดเด่นในขณะนี้ กลุ่มรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) คือกลุ่มที่โดดเด่นที่สุด ประกาศชัดเจนต้องการสถาปนารัฐอิสลาม เป็นกองกำลังติดอาวุธที่มีผู้เข้าร่วมจากหลายประเทศทั่วโลก แม้กระทั่งจากยุโรปและย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
            การปรากฏตัวของ IS ก่อให้เกิดคำถามว่าจะส่งผลต่อความมั่นคงในประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาคตะวันออกกลางหรือไม่ หลายประเทศได้รับผลกระทบ ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย

            เมื่อพิจารณาปฏิบัติการของ IS ในภูมิภาคตะวันออก พบว่าความสำเร็จของ IS ขึ้นกับปัจจัยสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ
            ข้อแรก คือ เริ่มจากเกิดความไม่สงบภายในประเทศ เช่น เกิดอาหรับสปริงในซีเรีย มีกองกำลังติดอาวุธหลายกลุ่มหลายชาติเข้าต่อต้านรัฐบาลอัสซาด และในเวลาต่อมาก็ปรากฏ IS ส่วนกรณีอิรัก เริ่มจากการที่พวกซุนนีบางกลุ่มไม่พอใจรัฐบาลมาลิกี ตามมาด้วยการปรากฏตัวของกองกำลัง IS เข้ายึดพื้นที่บางส่วนได้อย่างรวดเร็ว
            ข้อสอง การที่ IS ตั้งมั่นคงอยู่ได้ในซีเรียกับอิรักเพราะคนท้องถิ่นสนับสนุนหรือไม่ต่อต้าน กองกำลัง IS ไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่เข้าร่วมปะปนกับคนในพื้นที่ ได้เข้าบริหารหลายเมือง พื้นที่อิทธิพลของ IS ทั้ง 2 ประเทศนี้เป็นเขตของพวกซุนนีเป็นส่วนใหญ่
            ดังนั้น หาก IS ต้องการก่อการในกลุ่มประเทศอาเซียน จะต้องมีองค์ประกอบทั้ง 2 ข้อ
            การศึกษาติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะช่วยอธิบาย คาดการณ์อนาคตต่อภูมิภาคอื่นๆ
-------------------------

ไม่มีนิยามก่อการร้ายที่เป็นบรรทัดฐาน

เหตุการณ์ 9/11 บั่นทอนทุนนิยม หรือ ช่วย "กระชับ" ระเบียบโลก

ผู้ก่อการร้าย IS ที่ปรากฎอยู่ทั่วไปในสื่อโซเชียลมีเดีย

นี่คือการจัดระเบียบตะวันออกกลางครั้งประวัติศาสตร์ ?

"ประชาชนมั่นคง ประเทศชาติมั่นคง"


บทความที่เกี่ยวข้อง :
ในมุมหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่า IS เป็นภัยคุกคาม ต้องกำจัดอย่างถอนรากถอนโคน ในอีกมุมหนึ่งชี้ว่าการปราบปราม IS ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือทันที ที่สำคัญคือต้องรอความร่วมมือจากประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะพวกซุนนี เมื่อวิเคราะห์แล้วนำสู่คำถามว่ารัฐบาลโอบามามีความตั้งใจปราบปรามกองกำลัง IS มากน้อยเพียงใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

วิกฤตอิรักรอบใหม่ที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายน ในตอนแรกนั้นสื่อมุ่งกล่าวถึงกองกำลัง ISIL/ISIS ที่สามารถยึดครองหลายเมืองได้อย่างรวดเร็ว แต่ล่าสุดการบรรยายเหตุการณ์ในอิรักให้ความสำคัญกับการลุกฮือของพวกซุนนีอิรัก ภาพวิกฤตอิรักจึงกลายเป็นสงครามระหว่างรัฐบาลชีอะห์ผู้กดขี่ข่มเหงประชาชน (โดยเฉพาะพวกซุนนี) กับฝ่ายต่อต้าน ซึ่งส่วนใหญ่คือประชาชนอิรักผู้นับถือนิกายซุนนี กองกำลัง ISIL สถานการณ์ในอิรักจึงคล้ายสงครามกลางเมืองซีเรียมากขึ้นทุกที

ISIS/ISIL เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นอย่างมีเป้าหมายเฉพาะ กำลังก่อการทั้งในซีเรียกับอิรัก การปรากฏตัวของกลุ่มสะท้อนปัญหาการเมืองภายในอิรักที่เรื้อรังมานาน ความแตกแยกของฝ่ายต่างๆ การจะกำจัด ISIS/ISIL อย่างถอนรากถอนโคนคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายอย่าง รวมทั้งมีประเทศผู้ให้การสนับสนุน น่าติดตามกลุ่มดังกล่าวจะนำอิรักสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ มีผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไร

ซาอุดิอาระเบียปฏิเสธเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เมื่อศึกษาโดยละเอียดพบว่าทางการซาอุฯ ไม่พอใจการดำเนินนโยบายของรัฐบาลโอบามาต่อตะวันออกลาง ในยามที่ซาอุฯ กับมิตรประเทศอาหรับกำลังอยู่ระหว่างการจัดระเบียบตะวันออกกลาง

จากที่ลังเลใจมาตลอดหนึ่งปี พยายามเลื่อนการตัดสินใจว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีในซีเรีย เหตุการณ์การใช้อาวุธเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม กลายเป็นข้ออ้าง เป็นจุดเปลี่ยนนโยบายของโอบามาต่อซีเรีย สหรัฐคิดโจมตีกองทัพรัฐบาลอัสซาดด้วยตนเอง ด้วยไม่ฟังคำทัดทานจากหลายประเทศ เหตุผลหลักประการหนึ่งคือต้องการช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

6. IS = ซุนนีอิรัก?
           ข้อมูลจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ ประเมินว่ามีชาวต่างชาติจากกว่า 90 ประเทศ จึงดูเหมือนว่า IS คือผู้ก่อการร้ายนานาชาติ ซึ่งมีส่วนถูกต้อง แต่หากพิจารณาจากสัดส่วนของสมาชิก สมาชิก IS ส่วนใหญ่เป็นชาวอิรัก มีพื้นเพเป็นพวกซุนนี ความเข้าใจเรื่องนี้มีความสำคัญ ผูกโยงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานการณ์ในอิรัก ข้อเขียนชิ้นนี้จะอธิบายความเกี่ยวโยงเหล่านี้ ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...