วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความขัดแย้งในร่างข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านฉบับสมบูรณ์

28 มิถุนายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6808 วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2191997)

            เป็นเวลาราว 18 เดือนนับจากอิหร่านกับกลุ่ม P5+1 (สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีนและเยอรมนี) บรรลุข้อตกลงชั่วคราว “Joint Plan of Action” เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2014 ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวอิหร่านหยุดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นเกินร้อยละ 5 กำจัดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่มีความเข้มข้นเกินกว่าร้อย 5 ทั้งหมด ส่วนชนิดที่มีความเข้มข้นไม่เกินร้อยละ 5 จะแปรให้อยู่ในรูปไม่สามารถเสริมสมรรถนะสูงขึ้นกว่านี้ จะไม่ติดตั้งจำนวนเครื่องเสริมสมรรถนะ (centrifuge) เพิ่มเติม จะไม่เดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เมืองอารัค (Arak) ระงับการพัฒนาโครงการที่เมืองฟอร์โดว์ (Fordow) กับนาทานซ์ (Natanz) ชั่วคราว อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency : IAEA) เข้าตรวจสอบทุกวัน
ด้านสหภาพยุโรปจะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร คืนเงิน 4.2 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกกักไว้
            ตลอดปีเศษอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงชั่วคราว แต่เนื่องจากยังไม่ได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ จึงใช้วิธีต่ออายุข้อตกลงชั่วคราวเป็นระยะๆ กำหนดสิ้นสุดรอบปัจจุบันคือสิ้นเดือนมิถุนายน

ประเด็นขัดแย้ง :
            ในการประชุมเมื่อปลายเดือนมีนาคม หลายฝ่ายคิดว่าน่าจะได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ แต่ด้วยเหตุผลบางประการจึงต้องยืดขยายใช้ข้อตกลงฉบับชั่วคราวอีกรอบ
            ในครั้งนั้น เกิดประเด็นความไม่เข้าใจบางประการระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ เนื่องจากร่างข้อตกลง “Joint Comprehensive Plan of Action” ฉบับวันที่ 2 เมษายนที่ฝ่ายสหรัฐประกาศ มีบางประเด็นที่รัฐบาลอิหร่านไม่เห็นด้วยและทักท้วงทันที
          ข้อแรก เรื่องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
หากยึดตามร่างที่ฝ่ายสหรัฐประกาศ มาตรการคว่ำบาตรจะค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน ขึ้นกับว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่ เงื่อนไขแต่ละข้อต้องใช้เวลาจัดการมากน้อยต่างกัน
            ในช่วงต้นฝ่ายอิหร่านยืนยันว่าทันทีที่ลงนามข้อตกลงมีผลบังคับใช้ การคว่ำบาตรทั้งสิ้นจะต้องยุติ โดยเฉพาะการคว่ำบาตรจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ประธานาธิบดีโรฮานีแห่งอิหร่านย้ำว่า “จะไม่ลงนามในข้อตกลงใดๆ ถ้าการคว่ำบาตรไม่ยกเลิกทั้งหมดในวันที่ลงนาม ... เราต้องการข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์”
            ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี (Ayatollah Khamenei) กล่าวว่า “การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การเงิน ธนาคารทั้งหมด ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับคณะมนตรีความมั่นคง รัฐสภาสหรัฐ หรือฝ่ายบริหารสหรัฐ ควรยกเลิกทันทีหรือ ณ เวลาที่ข้อตกลงเริ่มมีผลบังคับ ส่วนการคว่ำบาตรอื่นๆ ที่เหลือให้ยกเลิกในช่วงเวลาอันสมเหตุผล” พร้อมกับกล่าวว่าสหรัฐพยายามวางเกณฑ์คลายมาตรการคว่ำบาตรแบบซับซ้อนหลายชั้น ซึ่งไม่มีหลักประกันว่าจะเป็นผลดีต่ออิหร่าน ไม่เห็นด้วยที่ต้องรอให้ IAEA พิสูจน์ยืนยันว่าโปร่งใสจึงยกเลิกการคว่ำบาตร “เนื่องจากมีข้อพิสูจน์หลายรอบแล้วว่าหน่วยงานดังกล่าวไม่เป็นอิสระและไม่ยุติธรรม (fair)”

          ข้อ 2 สามารถตรวจสอบได้ทุกที่หรือไม่
ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ที่มาจากแหล่งของสหรัฐระบุว่า IAEA จะเข้าตรวจสอบเป็นประจำ ตรวจสอบทั้งระบบ ประเด็นขัดแย้งคือสามารถตรวจสอบได้ทุกจุดทั่วประเทศอิหร่านหรือไม่
อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี กล่าวว่าคนต่างชาติ “ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเขตความมั่นคงของประเทศโดยอ้างการตรวจสอบ”
            ในช่วงที่กำลังถกเถียง แอช คาร์เตอร์ (Ash Carter) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “จะอาศัยความไว้ใจไม่ได้” เจ้าหน้าที่จะต้องสามารถเข้าถึงทุกจุดที่ต้องการแม้กระทั่งที่ตั้งทางทหาร ส่วนวุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคน (John McCain) แห่งพรรครีพับลิกันชี้ว่าการที่ท่านอยาตุลเลาะห์ไม่ยินยอมให้ตรวจสอบทุกพื้นที่คือความล้มเหลว
ล่าสุด อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี กล่าวว่าอิหร่านจะไม่ยอมรับข้อตกลง “การตรวจสอบของ IAEA บนข้อกำหนดที่มหาอำนาจยอมรับ” ส่วนหนึ่งหมายถึงการตรวจสอบทุกจุดทุกที่ รวมทั้งที่ตั้งทางทหาร
            ประเด็นวิพากษ์คือ กฎการทำหน้าที่ของ IAEA คือการตรวจสอบเพื่อตรวจหาสารกัมมันตภาพรังสีเท่านั้น ไม่สามารถใช้เหตุดังกล่าวเพื่อเข้าตรวจสอบที่ตั้งทางทหารที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ นี่เป็นกฎที่ใช้กับอีก 125 ประเทศทั่วโลก
แต่เงื่อนไขล่าสุดของรัฐบาลโอบามาต้องการเข้าตรวจที่ตั้งทางทหารโดยไม่มีข้อจำกัด อ้างว่าต้องทำเช่นนี้จึงมั่นได้ว่าอิหร่านไม่ได้ปกปิดซ่อนเร้น เท่ากับเป็นการบีบบังคับให้อิหร่านต้องปฏิบัติตามกฎที่รัฐบาลสหรัฐกำหนด และอยู่นอกเหนือเกณฑ์มาตรฐาน ไม่มีประเทศใดยอมให้กระทำเช่นนั้น อีกทั้ง ถ้าเกณฑ์การตรวจสอบที่มีอยู่ไม่ดีพอ ก็ไม่น่าจะสรุปว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกโปร่งใส

ประเด็นความขัดแย้งใหม่ เรื่องระงับกิจกรรมนิวเคลียร์เป็นเวลา 10 ปี :
            นอกจากประเด็นความขัดแย้งเก่าข้างต้น อาจมีประเด็นความขัดแย้งใหม่เพิ่มอีก 1 เรื่อง นั่นคือสื่อบางฉบับรายงานว่าอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลง “ระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในส่วนที่อ่อนไหวเป็นเวลา 10 ปี” บางฉบับรายงานว่าอิหร่านไม่รับข้อตกลงเรื่อง “ไม่ดำเนินกรรมกิจใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์เป็นเวลา 10 ปี”
            ถ้ายึดตามร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ที่สหรัฐนำเสนอเมื่อ 2 เมษายน รัฐบาลอิหร่านจะ “ระงับกิจกรรมนิวเคลียร์ส่วนที่อ่อนไหวเป็นเวลา 10 แต่ไม่ได้ระงับกิจกรรมนิวเคลียร์ทั้งหมด”
            เช่น ลดจำนวนเครื่องเสริมสมรรถนะ (centrifuge) จาก 19,000 เครื่องเหลือ 6,104 เครื่อง เป็นรุ่น IR-1s (เป็นเครื่องรุ่นแรก รุ่นเก่า) ในจำนวนนี้จะเดินเครื่องเพียง 5,060 เครื่องเป็นเวลา 10 ปี
            จะไม่เสริมสมรรถนะให้มีความเข้มข้นเกินร้อยละ 3.67 เป็นเวลา 15 ปี
            ลดจำนวนยูเรเนียมสมรรถนะต่ำ (low-enriched uranium : LEU) ความเข้มข้นไม่เกินร้อยละ 3.67 จากที่เก็บไว้ราว 10,000 กิโลกรัม เหลือเพียง 300 กิโลกรัมเป็นเวลา 15 ปี
ไม่ใช้ฟอร์โดว์เป็นสถานที่เสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างน้อย 15 ปี และใช้สถานที่ดังกล่าวในทางสันติเท่านั้น เช่น เป็นศูนย์วิจัย ไม่ค้นคว้าวิจัยเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่ฟอร์โดว์เป็นเวลา 15 ปี ไม่เป็นที่เก็บสะสมวัตถุนิวเคลียร์เป็นเวลา 15 ปี และอยู่ภายใต้การตรวจตราของ IAEA
            อิหร่านจะทำการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่นาทานซ์ด้วยเครื่องรุ่น IR-1 จำนวน 5,060 เครื่องเป็นเวลา 10 ปี เครื่องเสริมสมรรถนะอื่นๆ ที่เกินกว่านี้จะอยู่ในคลังเก็บของ IAEA เป็นเวลา 10 ปี
            อิหร่านจะไม่ใช้เครื่องรุ่นที่ใหม่กว่า ไม่ว่าจะเป็น IR-2, IR-4, IR-5, IR-6, หรือ IR-8 เป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี จำกัดการค้นคว้าพัฒนาเครื่องรุ่นใหม่ๆ
            อิหร่านจะปรับแก้เตาปฏิกรณ์น้ำมวลหนัก (heavy-water reactor) ที่อารัคเป็นเตารูปแบบใหม่ที่ P5+1 เห็นชอบ เตาแบบใหม่จะไม่ผลิตพลูโตเนียมที่สามารถใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ จะทำลายหรือเคลื่อนย้ายแกนเตาตัวเดิมไปยังประเทศอื่น
            อิหร่านจะจำกัดขีดความสามารถการเสริมสมรรถนะ การค้นคว้าพัฒนาเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี หลังจากนั้น การค้นคว้าพัฒนาจะต้องปรึกษากับ P5+1
            รวมความแล้ว ในการเจรจาที่ผ่านมาจนถึง 2 เมษายน ฝ่ายอิหร่านยอมลดขนาดโครงการ ส่วนที่เหลืออยู่เป็นส่วนที่พิสูจน์ชัดว่ามีเพื่อสันติจริงๆ
            การปรับโครงการนิวเคลียร์ให้ตรงกับหลักเกณฑ์ของนานาชาติ คือ จุดยืนของรัฐบาลโอบามาที่ประกาศเรื่อยมาว่าเคารพสิทธิของชาวอิหร่านที่จะใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ และขอให้รัฐบาลอิหร่านรับผิดชอบต่อสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty) กับข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง โครงการจะต้องเปิดเผยโปร่งใส ได้รับการตรวจสอบติดตาม การเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมจะต้องอยู่ในระดับต่ำสุดทั้งเชิงคุณภาพกับปริมาณ จนไม่มีโอกาสนำไปใช้ผลิตเป็นอาวุธ
การรายงานของสื่อบางฉบับที่ระบุว่าอิหร่านยังคงรักษา “กิจกรรมนิวเคลียร์หรือกิจกรรมส่วนที่อ่อนไหว” จึงสร้างความสับสนแก่สังคม และสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลโอบามา
            เรื่องสำคัญที่สุดคือ ต้องเข้าใจว่าทางการอิหร่านได้ลดขนาดโครงการ ระงับกิจกรรมนิวเคลียร์ที่อ่อนไหวตั้งแต่การประชุมเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2013 ทุกวันนี้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นโครงการที่ใช้เพื่อสันติ
            ในเรื่องนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อย น่าจะได้คำตอบชัดเจนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ถ้าย้อนหลังไปเมื่อปลายมีนาคม ในช่วงนั้นดูเหมือนว่ากำลังจะได้ข้อสรุปร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ แต่แล้วสถานการณ์พลิกผันเมื่อนายเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แสดงสุนทรพจน์ใจความว่าข้อตกลงที่รัฐบาลโอบามากำลังจะทำกับอิหร่านนั้น “เป็นข้อตกลงที่แย่ แย่มาก ไม่มีข้อตกลงยังดีเสียกว่า” พร้อมกับที่คนของพรรครีพับลิกันหลายคนออกมาสนับสนุนนายกฯ เนทันยาฮู
            ประธานาธิบดีโอบามาตอบโต้ยืนยันว่าแนวทางของตนดีที่สุด ยกเหตุผลต่างๆ นานา แต่ที่สุดก็ปรับท่าทีชี้ว่าข้อตกลงเป็นเพียงร่าง ยังมีรายละเอียดที่ต้องตกลงกัน ขอให้ทุกฝ่าย “รอดู” ข้อตกลงสุดท้าย พร้อมกับเปิดช่องว่า “เรายังต้องทำงานจนกว่าจะถึงสิ้นเดือนมิถุนายนเพื่อมั่นว่าได้เอกสารที่ใช้การได้”
            ไม่กี่วันต่อมา ความจริงทางการเมืองก็กระจ่างเมื่อนายจอห์น เคอร์รี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเชื่อมั่นว่าฝ่ายการเมืองจะสามารถมีข้อสรุป เพราะ 2 พรรคได้หารือและประนีประนอม
นับจากนี้สถานการณ์การเจรจาโครงการนิวเคลียร์จะดุเดือดเข้มข้น ไม่แน่ใจว่าจะเหลือทางออกอีกกี่ทาง ถ้าหากรัฐบาลสหรัฐยังยืนกรานจะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทีละขั้นตอน และต้องตรวจสอบที่ตั้งทางทหาร
            น่าคิดว่ารัฐบาลโอบามากำลังใช้ข้อนี้เพื่อบีบให้อิหร่านล้มการเจรจาหรือไม่ หรือว่าเป็นทางออกของรัฐบาลโอบามาด้วยการทำให้การเจรจายืดเยื้อออกไปอีก
----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
หลังการเจรจาอย่างยืดเยื้อ ในที่สุดทุกฝ่ายประกาศว่าบรรลุข้อสรุปได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ แต่ไม่กี่วันหลังจากนำเสนอร่างฯ ต่อสาธารณะ ปรากฏว่าอิหร่านคัดค้านไม่เห็นตรงใน 2 ประเด็นหลัก และกลายเป็นว่าร่างฯ ที่นำเสนอโดยฝ่ายสหรัฐฯ ไม่ใช่ร่างที่เห็นตรงกับอิหร่าน ความซับซ้อนเพิ่มมากยิ่งขึ้นเมื่อพรรครีพับลิกันแสดงท่าทีไม่ยอมรับร่างฯ ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามาแสดงท่าทีอ่อนลงเรื่อยๆ พยายามหาทางประนีประนอมกับรีพับลิกัน

รัฐบาลอิสราเอลพูดอยู่เสมอว่าอิหร่านใกล้จะประสบความสำเร็จในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เป้าหมายคือทำลายล้างอิสราเอล แม้อิหร่านกับชาติมหาอำนาจ 6 ประเทศที่เรียกว่ากลุ่ม P-5+1 ได้ข้อตกลงฉบับชั่วคราวและเมื่อต้นเดือนเมษาที่ผ่านมาได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ นายกฯ เนทันยาฮูยังเชื่อเช่นเดิม สวนทางความจริงที่ว่า ทุกวันนี้โครงการฯ ของอิหร่านหดตัว อยู่ภายใต้การตรวจตราของ IAEA ซึ่งได้พิสูจน์ชัดแล้วว่าโครงการฯ ในขณะนี้มีเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น ความเข้าใจของนายกฯ เนทันยาฮูจึงกลายเป็นภาพหลอนที่คอยหลอกลอนให้หลายคนเชื่อเช่นนั้น

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Deal reached on Iranian nuclear program. (2013, November 23). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2013/11/23/deal-reached-on-iranian-nuclear-program/
2. Details of Agreement to Limit Iran’s Nuclear Program. (2015, April 2). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/interactive/2015/04/02/world/middleeast/iran-nuclear-agreement.html?_r=0
3. Iran Leader: 10-year-Long Nuclear Restrictions Unacceptable. (2015, June 24). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13940403000026
4. Iran, major powers to start implementing Geneva nuclear deal on Jan. 20. (2014, January 12). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/component/content/article/94-headline/113395-iran-major-powers-to-start-implementing-geneva-nuclear-deal-on-jan-20
5. Netanyahu: Deal with Iran a ‘historic mistake,’ Israel not bound by it. (2013, November 24). JTA. http://www.jta.org/2013/11/24/news-opinion/israel-middle-east/deal-with-iran-a-historic-mistake-netanyahu-says
6. President Rouhani: Iran won't sign final nuclear deal unless all sanctions lifted. (2015, April 9). RT. Retrieved from http://rt.com/news/248121-iran-rouhani-sanctions-deal/
7. The White House. (2013, September 24). Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly 24 September 2013
8. The White House. (2015, April 2). Parameters for a Joint Comprehensive Plan of Action Regarding the Islamic Republic of Iran's Nuclear Program. Retrieved from http://www.state.gov/r/pa/prs/ps/2015/04/240170.htm
9. Yazdani, Payman. (2015, June 23). Additional Protocol doesn’t give access to military sites unrelated to nuclear work: CSIS researcher. Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/index_View.asp?code=247591
---------------------------------

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ท่าทีรัฐบาลอาเบะต่อหญิงบำเรอ

21 มิถุนายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6801 วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2186748)

การเข้าใจท่าที นโยบายของรัฐบาลอาเบะต่อประเด็นหญิงบำเรอ (comfort women) เพียงเรื่องเดียวจะช่วยเข้าใจนโยบายความมั่นคงสำคัญๆ ของญี่ปุ่น เพราะเรื่องเหล่านี้เชื่อมโยงกัน อยู่ภายใต้กรอบหลักคิดเดียวกัน ท่าทีรัฐบาลอาเบะต่อหญิงบำเรอมีดังนี้

            ประการแรก จุดยืนดั้งเดิมของอาเบะ
            วันที่ 2 มีนาคม 2007 นายอาเบะครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยแรก (เริ่มเดือนกันยายน 2006) กล่าวปฏิเสธว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นบังคับผู้หญิงต่างชาติเป็นทาสทางเพศ
            ต่อมาอธิบายเพิ่มว่าหมายถึงไม่เคยบังคับแบบฉกชิงตัวมา
            ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2012 นายอาเบะย้ำว่าไม่มีหลักฐานทหารญี่ปุ่นบีบบังคับคนจีน เกาหลีให้เป็นหญิงบำเรอในช่วงทำสงครามกับเอเชีย ไม่เสียใจที่ไปสักการะทหารญี่ปุ่นที่ศาลเจ้ายาสุกุนิ พรรค LDP ยังต้องการทบทวนรัฐธรรมนูญเพื่อเสริมสร้างกองกำลังป้องกันตนเอง เพิ่มงบกลาโหม ขยายบทบาทให้ทหารญี่ปุ่นเข้าร่วมการรบ “เพื่อการป้องกันร่วม” (collective self-defense) กับพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศญี่ปุ่นโดยตรง
            ท่าทีดังกล่าวขัดแย้งแถลงการณ์โคโนะ และเท่ากับปฏิเสธการยอมรับของอดีตรัฐบาล

            นอกจากนี้ ก่อนที่นายอาเบะดำรงตำแหน่งนายกฯ เขาเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบประวัติศาสตร์ของพรรค LDP ที่นำเสนอมุมมองว่า การทำสงครามกับประเทศในเอเชียเป็นไปเพื่อป้องกันตนเอง ปลดปล่อยประเทศเหล่านี้จากจักรวรรดินิยมตะวันตก ประเด็น “หญิงบำเรอ” และ “การทำลายล้างนานกิง” เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง สนับสนุนจัดตั้งสมาคมปฏิรูปตำราประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นของกลุ่มชาตินิยม เพื่อเน้นประวัติศาสตร์ด้านบวก ลดเนื้อหาที่เป็นด้านมืด เช่นในปี 2001 ตัดคำว่า “หญิงบำเรอ” ออกจากตำรา

            ประการที่ 2 ขอศึกษาทบทวนท่าทีต่อหญิงบำเรอ
            ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2014 นายโยชิฮิเดะ ซูกะ (Yoshihide Suga) หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นของรัฐบาลอาเบะ กล่าวว่ารัฐบาลกำลังทบทวนเรื่องหญิงบำเรอใหม่อีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางการขอโทษต่อเหตุการณ์ดังกล่าว หลังจากที่ฝ่ายขวายืนยันไม่เคยมีเรื่องหญิงบำเรอมาก่อน
            ทางการเกาหลีใต้กับจีนวิพากษ์นายกฯ อาเบะว่าพยายามลดระดับคำขอโทษ และการยอมรับความโหดร้ายที่ทหารญี่ปุ่นได้กระทำในช่วงสงคราม
            นายซูกะให้เหตุผลว่าเหตุที่ต้องทบทวนงานศึกษาหญิงบำเรอเพราะเป็นงานของเมื่อ 20 ปีก่อน แต่ ยอมรับว่ามีการบังคับผู้หญิงให้เป็นหญิงบำเรอในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
            ประเด็นน่าคิดคือ การศึกษาใหม่อีกทั้งเท่ากับปฏิเสธข้อสรุปของการศึกษาครั้งก่อนหรือไม่
            นายโทมิอิชิ มุรายามา (Tomiichi Murayama) อดีตนายกฯ กล่าวเตือนรัฐบาลอาเบะว่าการทบทวนขอโทษหญิงบำเรอจะไม่เกิดประโยชน์อันใดต่อประเทศ “ไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดที่กองทัพญี่ปุ่นต้องการสถานบำเรอและรัฐบาลมีส่วนจัดตั้งสถานที่เหล่านั้น”
            หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ รัฐบาลอาเบะประกาศยึดมั่นแถลงการณ์โคโนะ นายซูกะกล่าวว่า “รัฐบาลไม่มีความคิดที่จะทบทวนแถลงการณ์โคโนะ” ที่ผ่านมามีคำแนะนำให้ญี่ปุ่นเจรจากับเกาหลีใต้เรื่องเนื้อหาการขอโทษ การประกาศยึดถือแถลงการณ์โคโนะเกิดขึ้นหลังรัฐบาลเกาหลีใต้ประท้วง ประธานาธิบดีปาร์คประกาศไม่ยอมเจรจากับนายกฯ อาเบะ
            ไม่กี่วันต่อมานายกฯ อาเบะกล่าวด้วยตนเองว่า “จะไม่ทบทวนแถลงการณ์โคโนะในรัฐบาลของข้าพเจ้า” ทั้งยังกล่าวว่า “รู้สึกหัวใจสลายเมื่อพิจารณาความเจ็บปวดแสนสาหัส” ที่เกิดกับหญิงเหล่านั้น
            การเปลี่ยนท่าทีกลับไปกลับมา จนในที่สุดประกาศไม่ทบทวนแถลงการณ์โคโนะน่าจะมาจากแรงกดดันจากรัฐบาลเกาหลีใต้ (และอาจรวมถึงสหรัฐด้วย) แต่ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังคืออะไร การประกาศไม่ทบทวนแถลงการณ์โคโนะ เป็นกรณีที่แตกต่างจากจุดยืนอื่นๆ เช่น การเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ การแก้ตำราเรียน ปฏิเสธการสังหารหมู่นานกิง
            แสดงให้เห็นว่าที่สุดแล้วรัฐบาลอาเบะยอมถอยอีกก้าว หรือในอีกมุมหนึ่งคือผลประโยชน์ที่ได้มีคุณค่ายิ่งกว่า

          ประการที่ 3 ยอมรับมุมมองประวัติศาสตร์ แถลงการณ์ของรัฐบาลชุดก่อนๆ
หลังเผชิญแรงกดดันจากเกาหลีใต้และอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ในเวลาต่อมารัฐบาลอาเบะประกาศยอมรับมุมมองประวัติศาสตร์และแถลงการณ์ของรัฐบาลในอดีต นายกฯ อาเบะกล่าวว่า” นักการเมืองควรนบนอบประวัติศาสตร์ และควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์กับผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีประเด็นถกเถียง ... ข้าพเจ้าขอประกาศอีกครั้งอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลอาเบะยึดถือการยอมรับประวัติศาสตร์ของรัฐบาลชุดก่อนๆ รวมทั้งแถลงการณ์ของมูรายามาและโคอิซูมิ” (แถลงการณ์โคอิซูมิเมื่อปี 2005 ประกาศว่าญี่ปุ่นจะไม่ทำสงครามอีก) และประกาศหลายครั้งแล้วว่า “รัฐบาลอาเบะจะไม่ทบทวนแก้ไขแถลงการณ์โคโนะ”
            นายกฯ อาเบะพยายามไม่เพื่อผูกมัดตัวเองกับประวัติศาสตร์ โยนให้เป็นหน้าที่ของนักวิจัยที่จะค้นหาคำตอบ การค้นหาประวัติศาสตร์เป็นเรื่องทางวิชาการก็จริง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบันผูกโยงกับประวัติศาสตร์ ประเด็นข้อพิพาทหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยูเป็นตัวอย่างที่ต้องหยิบยกประวัติศาสตร์ และฝ่ายญี่ปุ่นก็ใช้ประวัติศาสตร์เป็นประโยชน์แก่ตนเอง
            การที่นายกฯ อาเบะพยายามชี้ว่าไม่ควรนำเรื่องประวัติศาสตร์มาเป็นประเด็น จึงเป็นกรณีเฉพาะเจาะจงเรื่องหญิงบำเรอเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เป็นความจริงที่จีน เกาหลีใต้กับอีกหลายประเทศใช้ประเด็นหญิงบำเรอเป็นเครื่องโจมตีรัฐบาลอาเบะ

            ในอีกด้านหนึ่ง ในขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแก้ประวัติศาสตร์ ตามคำสั่งของรัฐบาลอาเบะ เช่นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีข่าวจากสื่อว่าสำนักพิมพ์ Suken Shuppan ของญี่ปุ่นได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นแก้ไขตัดเรื่องหญิงบำเรอออกจากหนังสือ 3 เล่ม
นอกจากการแก้ไขตำราเรียนภายในประเทศแล้ว ยังมีกลุ่มเคลื่อนไหวมุ่งต่อต่างประเทศ เช่น Ikuhiko Hata นักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกับพวกรวม 19 คนเห็นว่าตำราประวัติศาสตร์ Traditions & Encounters: A Global Perspective on the Past ของ McGraw-Hill ที่ระบุว่ามีหญิงบำเรอถึง 200,000 คนนั้นมากเกินจริง ตัวเลขจริงน่าจะอยู่ที่ราว 20,000 คน และปฏิเสธว่าทหารญี่ปุ่นไม่ได้สังหารหมู่หญิงบำเรอเพื่อกลบเกลื่อนความจริง ชี้ว่าไม่มีหลักฐานข้อมูลดังกล่าว เรียกร้องให้สำนักพิมพ์แก้ไขให้ถูกต้อง
การเอ่ยปากว่ายอมรับประวัติศาสตร์จึงสวนทางกับการแก้ไขตำราประวัติศาสตร์

ประการที่ 4 นายกฯ อาเบะไม่เอ่ยคำว่า “ขอโทษ”
ในการประชุมสุดยอดเอเชีย-แอฟริกา 2015’ (Asian-African Summit 2015) เมื่อปลายเมษายนที่ผ่านมา นายกฯ อาเบะกล่าวสุนทรพจน์ย้ำว่าญี่ปุ่นจะ “แก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศต่างๆ ด้วยสันติวิธี” “ญี่ปุ่น ด้วยความรู้สึกสำนึกผิดอย่างยิ่ง (deep remorse) ต่อสงครามในอดีต ขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะเป็นชาติที่ยึดมั่นในหลักการทั้งหลายของบันดุง (Bandung) ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม”
            มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านายกฯ อาเบะไม่ใช้คำว่า “ขอโทษด้วยความจริงใจ” (heartfelt apology) ต่อความทุกข์ยากที่ญี่ปุ่นกระทำต่อประชาชนในเอเชียจาก “การปกครองอาณานิคมและการรุกราน” ดังเช่นนายโทมิอิชิ มุรายามากับนายจุนอิชิโร โคอิซูมิ (Junichiro Koizumi) ขณะดำรงตำแหน่งนายกฯ เคยใช้เมื่อปี 1995 กับ 2005 ตามลำดับ
            อันที่จริงก่อนแสดงสุนทรพจน์ นายกฯ อาเบะเอ่ยปากแล้วว่าจะไม่ใช้คำว่า “การรุกราน” หรือ “ขอโทษ” ให้เหตุผลว่า “ถ้าแถลงการณ์เหมือนสมัยนายกฯ มูรายามากล่าวในวาระครบรอบ 50 ปีสงคราม (โลกครั้งที่ 2) และเหมือนของ นายกฯ โคอิซูมิในวาระครบรอบ 60 ปีก็ไม่จำต้องแถลงซ้ำอีก” “อย่างที่ผมเคยพูดแล้วว่า ผมสืบทอดมรดกของมุมมองประวัติศาสตร์ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเขียน (คำเหล่านั้น) ซ้ำ” และต้องการแสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นในปัจจุบันตั้งอยู่บน “เส้นทางการเป็นชาติรักสันติและมุ่งมั่นที่จะมีส่วนสนับสนุนสันติภาพ”

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            เมื่อประเมินจากจุดยืนของอาเบะตั้งแต่ต้นจนถึงล่าสุด นายกฯ อาเบะผ่อนคลายท่าทีแข็งกร้าว อย่างไรก็ตามเกิดข้อสงสัยว่า แม้ปากพูดยอมรับจุดยืนของรัฐบาลชุดก่อน แต่การแสดงออกไม่ชัดเจน ขัดแย้งในบางจุด
ปลายเดือนพฤษภาคม หลังนายกฯ อาเบะประกาศยอมรับแถลงการณ์โคโนะและอื่นๆ ลี เซียนลุง (Lee Hsien Loong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยังเห็นว่าญี่ปุ่นจำต้องยอมรับความผิดพลาดในอดีต ความเห็นสาธารณชนญี่ปุ่นต้องการปฏิเสธการตีความประวัติศาสตร์อย่างผิดๆ ตามแนวทางของนักวิชาการและนักการเมืองฝ่ายขวา โดยรวมแล้วญี่ปุ่นได้แสดงความสำนึกผิดหรือขอโทษ (remorse or apologies) ต่อสงครามแล้ว โดยเฉพาะจากนายกรัฐมนตรีมูรายามาเมื่อ 20 ปีก่อน แต่เฉพาะเรื่องหญิงบำเรอ การสังหารหมู่นานกิงนั้นยังไม่ชัดเจนนัก
ด้านอดีตนายกรัฐมนตรีมุรายามาเรียกร้องให้นายกฯ อาเบะเอ่ยการกระทำอันโหดร้ายในสมัยสงครามอย่างสัตย์ซื่อตรงไปตรงมา ส่วนนาย Yohei Kono อดีตหัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีผู้ประกาศแถลงการณ์โคโนะตั้งข้อสงสัยว่านายกฯ อาเบะยอมรับจุดยืนท่าทีของรัฐบาลชุดก่อนๆ ตามที่กล่าวไว้หรือไม่

ถ้ารัฐบาลอาเบะขอโทษอย่างจริงใจ (ไม่ว่าจะเอ่ยคำดังกล่าวหรือไม่) ยอมรับความโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลก และตั้งใจว่าจะไม่ให้เกิดซ้ำอีก ญี่ปุ่นในอนาคตคงไม่เป็นผู้ก่อสงครามอีก แต่ถ้าไม่เป็นจริงตามนั้น ญี่ปุ่นอาจเข้าสงครามอีกครั้งเพราะจำต้องป้องกันตนเองอีกรอบ เพียงแต่คราวหน้าคงเปลี่ยนเป็นการปลดปล่อยชาติเอเชียแปซิฟิกจากจักรวรรดินิยมจีน
อาจเร็วเกินไปที่จะสรุปฟันธงในตอนนี้ แต่ทุกอย่างจะกระจ่างชัดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
--------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
            “หญิงบำเรอ” คือ สตรีที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารของกองทัพจักรพรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสตรีจากหลายประเทศที่กองทัพญี่ปุ่นยาตราทัพไปถึง ส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลีกับจีน
            ข้อเขียน “โลกไม่ลืม “หญิงบำเรอ” (comfort women)” ให้ความเข้าใจพื้นฐาน เหตุการณ์ในอดีต เพื่อนำสู่การเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ หญิงบำเรอเกี่ยวข้องกับประเด็นอื่นๆ เช่น การเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ การปรับแก้ตำราเรียน การสังหารหมู่นานกิง การปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงของรัฐบาลอาเบะ พัวพันถึงยุทธศาสตร์สหรัฐฯ นำเสนอท่าทีของประเทศต่างๆ กลยุทธ์ เทคนิคของแต่ละประเทศทั้งฝ่ายรุกกับตั้งรับ จนถึงการวิเคราะห์องค์รวมให้เห็นภาพทั้งหมด เกี่ยวข้องกับประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกโดยตรง

หญิงบำเรอคือสตรีหลายประเทศที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารญี่ปุ่น เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องราวของหญิงบำเรอถูกนำมาตีแผ่จากฝ่ายเกาหลีใต้ จีน กลายเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลฝ่ายขวาญี่ปุ่น เชื่อมโยงกับนโยบายความมั่นคงที่ญี่ปุ่นต้องการมีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาค เชื่อมโยงกับความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2
 
สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. ธเนศ ฤดีสุนันท์. (2553). ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาตินิยมจีนกับญี่ปุ่นในประเด็นสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 (1937-1945). (วิทยานิพนธ์). Retrieved from http://digi.library.tu.ac.th/thesis/po/1296/04chapter3.pdf
2. Abe says no ‘apology’ needed in statement. (2015, April 21). The Japan News. Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0002096962
3. Abe says there will be no change to wartime sex slave apology. (2014, March 14). Japan Today/AFP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/abe-says-there-will-be-no-change-to-wartime-sex-slave-apology
4. Abe to become Japan's 7th PM in 6 years after landslide LDP win. (2012, December 17). Japan Today. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/exit-polls-ldp-wins-japan-election
5. Cabinet Secretariat. (2015, April 22). Address to the Asian-African Summit 2015-- on the occasion of the Asian-African Conference Commemoration-- by Prime Minister Shinzo Abe. Retrieved from http://japan.kantei.go.jp/97_abe/statement/201504/aas2015.html
6. Hirano, Ko. (2015, April 22). Abe’s omissions in Jakarta were ‘unwise’ step backward, historian says. The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2015/04/22/national/politics-diplomacy/abes-omissions-jakarta-unwise-step-backward-historian-says/#.VTeLudKqqko
7. Hsieh Chia-chen, & Y.F. Low. (2015, Jan 10). Taiwan demands Japan's apology over comfort women issue. CNA. Retrieved from http://focustaiwan.tw/news/aipl/201501100019.aspx
8. Ignatius, David. (2015, March 26). David Ignatius’s full interview with Japanese Prime Minister Shinzo Abe. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/blogs/post-partisan/wp/2015/03/26/david-ignatiuss-full-interview-with-japanese-prime-minister-shinzo-abe/
9. Japan may make another provocative move over WWII sex slavery. (2014, February 20). The Japan Times/AP. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2014/02/20/national/japan-may-make-another-provocative-move-over-wwii-sex-slavery/#.Uwa6p2KSz6Q
10. Japan may review study on WWII sex slavery. (2014, February 21). Japan Today/AP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/japan-may-review-study-on-wwii-sex-slavery
11. Japan says it has no plan to revise wartime sex-slave apology. (2014, March 11). Japan Today/AFP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/japan-says-it-has-no-plan-to-revise-wartime-sex-slave-apology
12. Lee Hsien Loong. (2015, May 29). Keynote Address: Lee Hsien Loong. IISS Shangri-La Dialogue 2015. Retrieved from https://www.iiss.org/en/events/shangri%20la%20dialogue/archive/shangri-la-dialogue-2015-862b/opening-remarks-and-keynote-address-6729/keynote-address-a51f
13. Murayama says 1995 sex slavery apology review not in Japan's interest. (2014, February 28). Japan Today/AFP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/murayama-says-1995-sex-slavery-apology-review-not-in-japans-interest
14. Sandler, Stanley (Ed.). (2001). Comfort Women. In World War II in the Pacific: An Encyclopedia. (pp. 259-263). New York : Garland Publishing, Inc.
15. Yamaguchi, Mari.  (2015, June 9). Japan Ex-Leaders Known for WWII Apologies Want Abe to Repeat. The New York Times/AP. Retrieved from http://www.nytimes.com/aponline/2015/06/09/world/asia/ap-as-japan-wwii-apology.html?_r=0
16. Yoshida, Reiji. (2015, March 18). Japanese historians seek revision of U.S. textbook over ‘comfort women’ depiction. The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2015/03/18/national/history/japanese-historians-seek-revision-of-u-s-textbook-over-comfort-women-depiction/#.VQlmj9KUfmA
---------------------------------

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558

รู้จักหญิงบำเรอ (comfort women)

14 มิถุนายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6794 วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2181513)

            ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเอเชียตะวันออก ระหว่างจีน เกาหลี ญี่ปุ่นจะมีประเด็นหญิงชาวบ้านที่ถูกทหารญี่ปุ่นใช้เป็นเครื่องปรนเปรอทางเพศระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่รู้จักกันในนาม “หญิงบำเรอ” (comfort women)
            รัฐบาลจีนกับเกาหลีใต้ใช้ประเด็น “หญิงบำเรอ” กล่าวโจมตีญี่ปุ่นอย่างรุนแรงต่อเนื่องเมื่ออาเบะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยปัจจุบัน ผู้มาพร้อมกับนโยบายชุดใหม่ ญี่ปุ่นมีบทบาทความมั่นคงภูมิภาค “อย่างกระตือรือร้น” พร้อมกับที่ประธานาธิบดีโอบามาใช้นโยบายปรับสมดุลด้วยการเคลื่อนย้ายกองกำลังทางเรือ ทางอากาศมากระจุกตัวที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยเห็นว่าศตวรรษใหม่นี้เป็นศตวรรษของเอเชีย
            เรื่องราวอดีตที่ผ่านมากว่า 70-80 ปีกลายเป็นเรื่องที่มีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยเฉพาะการตั้งข้อสงสัยเป็นนัยว่าญี่ปุ่นกำลังจะทำให้เกิด “หญิงบำเรอ” อีกรอบในอนาคต

หญิงบำเรอ (comfort women) คือใคร :
หญิงบำเรอ (comfort women) หรือที่รู้จักในภาษาญี่ปุ่น “Jugun Ianfu(หญิงบำเรอกองทัพ -“military comfort women”) ผู้ทำงานใน “iansho (ศูนย์บริการ - “comfort centers” หรือ military brothels) หรือ “สถานีบำเรอ” (comfort stations) ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐ
เดิมนั้นคือหญิงญี่ปุ่นที่มาด้วยความสมัครใจ แต่เมื่อสงครามขยายตัว ทหารมากขึ้น ความต้องการหญิงบำเรอเพิ่มมากขึ้น หันไปหาสาวต่างชาติด้วยวิธีการต่างๆ ที่หลายคนไม่ได้มาด้วยความสมัครใจ ถูกล่อลวง
โดยทั่วไป เมื่อเอ่ยถึงหญิงบำเรอจะหมายถึงสตรีที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารญี่ปุ่น เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930-1940 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
หญิงเหล่านี้มาจากหลายประเทศ ส่วนใหญ่เป็นคนเกาหลีกับจีน นอกจากนั้นยังมีพม่า มาเลย์ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เวียดนาม ลาว กัมพูชา ชาวเกาะในแปซิฟิก ติมอร์ตะวันออก ปาปัวนิวกีนี แม้กระทั่งชาวเนเธอร์แลนด์ สตรีเหล่านี้เป็นหญิงบำเรอหลังจากกองทัพญี่ปุ่นรุกรานประเทศเหล่านั้น หรือมีชาวต่างชาติในประเทศเหล่านั้น

            ไม่มีผู้ใดทราบจำนวนที่แท้จริง นักประวัติศาสตร์บางคนคิดว่าน่าจะอยู่ที่ 100,000-200,000 ราย แต่ฝ่ายญี่ปุ่นเห็นว่าน่าจะน้อยกว่านั้น อาจมีเพียง 20,000 คน
            หญิงเกาหลีที่ให้บริการส่วนใหญ่ถูกเรียกตัวเมื่อมีอายุระหว่าง 14-18 ปี บางคนได้รับการทาบทามแต่แรกว่าให้เป็นโสเภณี แต่ส่วนใหญ่ถูกล่อลวง ข่มขู่และบังคับด้วยกำลัง หลายคนได้รับการชี้ชวนว่าไปทำงานในภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงงาน แต่สุดท้ายเมื่อทราบว่าต้องเป็นหญิงบำเรอก็ไม่สามารถกลับบ้านแล้ว บางรายเป็นการแลกตัวเพื่อผู้ชายในครอบครัวไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน

            World War II in the Pacific: An Encyclopedia บรรยายว่าเมื่อแรกเริ่มเข้าสู่กระบวนการ หญิงเหล่านี้จะถูกเฆี่ยนตี ข่มขืน จนกว่าเธอจะยอมปรนนิบัติปรนเปรอผู้ชายวันละ 30-40 คน หลายคนติดกามโรคนานาชนิด หลายคนถูกบังคับให้ทำแท้งเมื่อตั้งครรภ์ บางคนตัดสินใจหนีชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย
ในขณะทำหน้าที่จะได้ค่าบริการครั้งละ 1.5 เยนและได้มากขึ้นถ้าผู้ใช้บริการมียศสูงขึ้น ต่อการใช้บริการนาน 30-40 นาที บ่อยครั้งมักจะใช้เวลาสั้นกว่านั้นเนื่องจากมีผู้ต่อคิวมาก มีข้อมูลว่าตามกำหนดหญิงบำเรอจะได้กลับบ้านหลังได้รับค่าบริการครบ 1,000 เยน หญิงชุดแรกที่ตั้งเป้าเดินทางมาให้บริการ กลับประเทศอย่างรวดเร็ว เพราะทุกที่ที่รถไฟผ่านจะมีทหารขอใช้บริการ แต่หญิงต่างชาติส่วนใหญ่ไม่โชคดีขนาดนั้น เนื่องจากอายุน้อย ขาดการศึกษาจึงมักถูกฉ้อโกง ไม่รวมถึงการที่ต้องใช้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้ออาหารสิ่งของจำเป็นแก่ตนเอง อย่างไรก็ตาม หลายคนสามารถส่งเงินกลับบ้าน แต่คนที่ฝากเงินไว้ในบัญชีของญี่ปุ่นต้องสูญเงินทั้งหมดเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม

ทั้งๆ ที่มีหญิงบำเรอไม่น้อย น่าแปลกใจว่าเมื่อสิ้นสงครามเรื่องราวของพวกเธอไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง มีข้อมูลว่าบางคนพยายามปกปิดเรื่องราวของตนเอง ครอบครัวไม่เอ่ยถึง ที่น่าเศร้าคือร้อยละ 90 อยู่ในสภาพไม่สามารถมีบุตรอีกต่อไป เกิดบาดแผลทางจิตใจ ต้องทนใช้ชีวิตที่เหลืออย่างอับอาย สังคมไม่ยอมรับ โดยเฉพาะสาวเกาหลีเมื่อกลับถึงบ้านเกิดตัวเองจะต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว อดสู การเป็นหญิงบำเรอได้ทำลายชีวิตเธอทั้งชีวิต

วิเคราะห์วิพากษ์หญิงบำเรอ :
            ประการแรก ชาวเกาหลีคือทาสหรือมนุษย์
ในกรณีเกาหลี สิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นปฏิบัติต่อหญิงบำเรอเกาหลี อาจมาจากมุมมองที่ว่าเกาหลีอยู่ในฐานะอาณานิคม คนเกาหลีจึงอยู่ในฐานะทาสหรือกึ่งทาส เช่นเดียวกับหญิงประเทศอื่นๆ ที่กองทัพญี่ปุ่นรุกรานและจับเชลยได้ แนวคิดนี้คือแนวคิดดั้งเดิมของการต่อสู้ระหว่างอาณาจักร เผ่าชนต่างๆ การสังหารศัตรูเป็นเรื่องปกติของยุคโบราณ เชลยบางคนได้รับการไว้ชีวิตด้วยการให้เป็นทาสรับใช้
ดังนั้น หากยึดกรอบแนวคิดนี้ ญี่ปุ่นไม่ได้กระทำเกินเลย แต่ที่ผิดเนื่องจากถูกพิพากษาภายใต้กรอบแนวคิดสิทธิมนุษยชนสมัยใหม่

            ประการที่ 2 ทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นบางชุดปฏิเสธเรื่องหญิงบำเรอ
            สิงหาคม 1993 สมัยนายกฯ คิอิจิ มิยาซาวะ (Kiichi Miyazawa) จากพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ได้ออกแถลงการณ์โคโนะ (Kono Statement) ยอมรับว่ากองทัพญี่ปุ่นมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมต่อการจัดตั้งและการจัดการสถานีบำเรอและการเคลื่อนย้ายหญิงบำเรอ หญิงบางรายมาด้วยการฝืนใจ ถูกขู่บังคับ อยู่อย่างทุกข์ยากภายใต้บรรยากาศที่ถูกขู่บังคับ “รัฐบาลญี่ปุ่นขอใช้โอกาสนี้ขอโทษอย่างจริงใจ (sincere apologies) อีกครั้งและสำนึกผิด (remorse) ต่อคนเหล่านั้น”
            ปัญหาปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่หญิงบำเรอเป็นทาสหรือมนุษย์ แต่อยู่ที่การเรียกร้องคำ “ขอโทษ” อย่างจริงใจจากรัฐบาลญี่ปุ่น โดยเฉพาะรัฐบาลฝ่ายขวาอย่างอาเบะที่แสดงท่าทีไม่ชัดเจน ขัดแย้ง

            นาย Jeff Kingston เห็นว่าการที่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ยอมรับรอยด่างที่เกิดขึ้นในอดีต ทำให้ตนเองกลายเป็นตัวประกันของประวัติศาสตร์ ที่จะต้องพยายามเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ ท่ามกลางแรงต้านจากประเทศรอบข้าง รวมทั้งจากชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งที่เห็นว่าประเทศเคยทำผิดและสมควรชดใช้ความผิด
การตีความประวัติศาสตร์ที่แตกต่างเป็นอุปสรรคต่อการสมานฉันท์กับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ญี่ปุ่นแปลกแยกจากชาติเอเชีย เรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว 7-8 ทศวรรษยังเป็นที่ถกเถียงจนถึงบัดนี้ จีน เกาหลีใต้และเกาหลีเหนือยังคงเห็นว่าสงครามครั้งนั้นเป็นการรุกราน เป็นความโหดร้ายทารุณของกองทัพญี่ปุ่น
            คงไม่ผิดนักถ้าจะพูดว่าทุกประเทศพยายามเขียนประวัติศาสตร์ตนเองให้ดูดี น่าภูมิใจ แต่ด้วยเหตุนี้เองทำให้ประวัติศาสตร์ของประเทศมักมีเนื้อหาขัดแย้งเมื่อเทียบกับตำราประวัติศาสตร์ของเพื่อนบ้าน

            ประการที่ 3 ปัญหาอยู่ที่การสร้างภาพลักษณ์
            รากปัญหามาจากนโยบายฝ่ายขวาต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และติดอยู่ในกรอบว่าญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ มีเกียรติ ต้องยกย่องเชิดชู
            แต่ความจริงบางอย่างสร้างมลทินแก่ภาพลักษณ์เหล่านั้น
            โดยปกติหลายประเทศใช้วิธีไม่เอ่ยถึงรอยด่างประวัติศาสตร์ แต่ในกรณีญี่ปุ่น ประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนกับเกาหลีใต้จะเอ่ยเรื่องรอยด่างเหล่านี้ เป็นการตอบโต้หากฝ่ายขวาญี่ปุ่นพยายามลบล้างรอยด่าง ทุกครั้งที่พูดถึงประวัติศาสตร์ช่วงนี้จึงเป็นช่วงแห่งวิวาทะทางการเมืองระหว่างประเทศ 
            แท้ที่จริงแล้ว ประเทศหรืออาณาจักรใดๆ ล้วนเคยมีผู้ปกครองที่ดีกับไม่ดีทั้งสิ้น มีรอยด่างประวัติศาสตร์ อาณาจักรจีนกับเกาหลีโบราณก็ตกอยู่สภาพเช่นนี้ ฮ่องเต้แม้เป็นโอรสแห่งสวรรค์ แต่หากไม่สามารถปกครองบ้านเมือง เอาใจใส่ราษฎร ย่อมต้องถูกโค่นอำนาจ ถึงขั้นเกิดราชวงศ์ใหม่ เป็นวัฎจักรเช่นนี้
            เนื้อหาตำราประวัติศาสตร์ที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์อดีตผู้ปกครอง รอยด่างต่างๆ จึงเป็นส่วนที่ปรากฏให้เห็นในตำราประวัติศาสตร์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นของชาติตะวันออกหรือตะวันตก เป็นการยอมรับ รอยด่างที่เกิดขึ้นในอดีต
            น่าจะเป็นการง่ายกว่าที่จะสร้างชาติโดยยอมรับรอยด่างประวัติศาสตร์ ประกาศ “อุดมการณ์ฝ่ายขวาใหม่” แทนที่จะอนุรักษ์ “อุดมการณ์ฝ่ายขวาดั้งเดิม” พร้อมกับการพยายามสร้างประวัติศาสตร์ให้ดูดี
            เว้นแต่มีวาระซ่อนเร้น

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            การหลักการดี มีระบบที่ดี ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในระบบจะปฏิบัติตามได้อย่างสมบูรณ์ เพราะความจริงคือ “มนุษย์นั้นไม่สมบูรณ์” การมีความตั้งใจดีไม่ได้แปลว่าจะไม่ทำผิดเลย ประโยชน์ของความตั้งใจดีคือการไม่ยุติที่จะพัฒนาตนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป
มีข้อมูลว่าหญิงบำเรอไม่ช่วยให้ทหารญี่ปุ่น “บางคน” หยุดข่มขืนหญิงชาวบ้าน ทหารบางคนสารภาพว่าเมื่อยึดพื้นที่ได้ จะสังหารคนทั้งหมดเหลือแต่หญิงสาว เนื่องจากหญิงเหล่านี้จะต้องถูกรุมข่มขืนก่อนแล้วค่อยยิงทิ้ง
            มีคนกล่าวว่า “ถ้ารู้ปัญหา ปัญหาได้รับการแก้ไขแล้วครึ่งหนึ่ง” กรณีหญิงบำเรอเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างว่าจะต้องยอมรับรู้ปัญหา เป็นข้อคิดให้อีกนับร้อยนับพันประเด็นที่สังคมโลกที่ต้องรู้ปัญหา ยอมรับรู้ปัญหา จึงจะนำสู่โอกาสแก้ไขอย่างถูกวิธี
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
            “หญิงบำเรอ” คือ สตรีที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารของกองทัพจักรพรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสตรีจากหลายประเทศที่กองทัพญี่ปุ่นยาตราทัพไปถึง ส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลีกับจีน
            ข้อเขียน “โลกไม่ลืม “หญิงบำเรอ” (comfort women)” ให้ความเข้าใจพื้นฐาน เหตุการณ์ในอดีต เพื่อนำสู่การเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ หญิงบำเรอเกี่ยวข้องกับประเด็นอื่นๆ เช่น การเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ การปรับแก้ตำราเรียน การสังหารหมู่นานกิง การปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงของรัฐบาลอาเบะ พัวพันถึงยุทธศาสตร์สหรัฐฯ นำเสนอท่าทีของประเทศต่างๆ กลยุทธ์ เทคนิคของแต่ละประเทศทั้งฝ่ายรุกกับตั้งรับ จนถึงการวิเคราะห์องค์รวมให้เห็นภาพทั้งหมด เกี่ยวข้องกับประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกโดยตรง


สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Ahn, Christine. (2014, June 26). Seeking truth for 'comfort women'. Asia Times. Retrieved from http://www.atimes.com/atimes/Korea/KOR-02-260614.html
2. Kingston, Jeff. (2013). Contemporary Japan: History, Politics, and Social Change since the 1980s (2nd ed.). USA: John Wiley & Sons Ltd.
3. Manyin, Mark E., Nikitin, Mary Beth D., Chanlett-Avery, Emma., Cooper, William H., & Rinehart, Ian E. (2014, June 24). U.S.-South Korea Relations. Congressional Research Service. Retrieved from https://www.fas.org/sgp/crs/row/R41481.pdf
4. Sandler, Stanley (Ed.). (2001). Comfort Women. In World War II in the Pacific: An Encyclopedia. (pp. 259-263). New York : Garland Publishing, Inc.
5. Yoshida, Reiji. (2015, March 18). Japanese historians seek revision of U.S. textbook over ‘comfort women’ depiction. The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2015/03/18/national/history/japanese-historians-seek-revision-of-u-s-textbook-over-comfort-women-depiction/#.VQlmj9KUfmA
---------------------------------

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิสัยทัศน์ความมั่นคงเอเชียแปซิฟิกของลี เซียนลุง

7 มิถุนายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6787 วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2176546)

ในการประชุมแชงกรี-ลา (Shangri-La Dialogue) ประจำปี 2015 ลี เซียนลุง (Lee Hsien Loong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ฉายภาพสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิก มีใจความสำคัญว่าปัจจุบันสหรัฐกับจีนเป็นตัวแสดงหลัก สหรัฐยังคงเป็นอำนาจนำ กองกำลังสหรัฐในภูมิภาคเป็นปัจจัยสร้างเสถียรภาพที่สำคัญ ผลประโยชน์หลักในเอเชียยังคงเช่นเดิม นั่นคือหวังให้ภูมิภาคมีเสถียรภาพ เปิดโอกาสทางธุรกิจแก่ทุกประเทศ จัดระเบียบภูมิภาคที่ชาติมหาอำนาจสามารถพัวพันอย่างสร้างสรรค์ หลายประเทศเห็นดีกับนโยบายของสหรัฐรวมทั้งสิงคโปร์
            ผลประโยชน์ของสหรัฐเพิ่มขึ้นพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชีย สอดคล้องกับที่รัฐบาลโอบามาเพิ่มความสำคัญ อย่างไรก็ตามยุทธศาสตร์ปรับสมดุลกำลังเปลี่ยนแปลง จีนกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นคู่ค้าอันดับแรกหรืออันดับ 2 ของเกือบทุกประเทศในเอเชียแปซิฟิก เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และสหรัฐ จีนพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกับประเทศอื่นๆ มากขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ตลาด เทคโนโลยีและการลงทุน
            ในขณะเดียวกันจีนปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ต้องการมีกองเรือที่ทรงอานุภาพ อย่างไรก็ตามจีนยังคงก้าวขึ้นมาอย่างสันติ ดูได้จากความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน ความสัมพันธ์ 2 ประเทศไม่เหมือนสมัยสงครามเย็น มีการแข่งขันกัน แต่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในหลายด้านและมีโอกาสที่จะได้ผลประโยชน์ร่วม จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของสหรัฐและเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ด้วย ด้านสหรัฐเป็นแหล่งเทคโนโลยีและแนวคิดของจีน คนจีนราว 1 ใน 4 ล้านคนกำลังศึกษาในสหรัฐ รวมทั้งบุตรหลานของชนชั้นปกครอง ทั้งสหรัฐกับจีนต่างร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาระดับโลก เช่น การแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์และภาวะโลกร้อน

            ชาติเอเชียทุกประเทศหวังความสัมพันธ์สหรัฐ – จีนจะราบรื่น ไม่มีชาติใดต้องการเลือกข้าง ทุกประเทศดีใจที่เห็นรัฐบาลทั้ง 2 ร่วมมือกันแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งๆ ที่ต่างมีแรงกดดัน เกิดเหตุตึงเครียดที่ไม่คาดฝัน
            จึงเป็นสัญญาณที่ดีเมื่อสหรัฐกับจีนเห็นว่ามหาสมุทรแปซิฟิกกว้างใหญ่พอสำหรับทั้งคู่ ซึ่งหมายถึงทั้งคู่จะมีส่วนร่วมและแข่งขันโดยสันติ ร่วมกันแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ไม่สร้างแรงตึงเครียด อีกทั้งไม่ใช่การแบ่งมหาสมุทรแปซิฟิกออกเป็น 2 ขั้ว ประเทศทั้งหลายอยู่ในสถานการณ์ต้องเลือกข้าง เสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างขั้ว

รูปแบบการแข่งขันที่ควรจะเป็น :
            ถ้าพูดอย่างมองโลกตามความจริง การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นคือเป็นการแข่งขันแบบใด
            รูปแบบหนึ่งคือการแข่งขันที่อยู่ในกรอบกติกาและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ จีนคือกรณีตัวอย่างที่แสวงหาความร่วมมือ สร้างมิตรภาพกับทุกประเทศในเอเชีย ดำเนินนโยบายสร้างแนวเขตเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม ก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB) AIIB เสริมสร้างอิทธิพลระดับโลกแก่จีน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอบสนองความต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความต้องการเงินทุนของประเทศในภูมิภาค เป็นกรณีตัวอย่างว่าจีนสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ AIIB ไม่ต่างจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือธนาคารโลก หรือการที่ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB)
            นี่เป็นนโยบายที่ชอบธรรม สร้างสรรค์ สิงคโปร์จึงสนับสนุน AIIB และเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง ซึ่งรวมถึงอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ออสเตรเลียและอื่นๆ

            ในทำนองเดียวกัน สหรัฐปรับสมดุลด้วยการเข้าพัวพันเอเชียมากกว่าอดีต หนึ่งในนโยบายสำคัญคือ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement: TPP) ประธานาธิบดีโอบามาให้ความสำคัญ พยายามผลักดันอย่างหนัก ปัจจุบันสภาผู้แทนราษฏรกำลังพิจารณาหลังผ่านชั้นวุฒิสภา ประเทศคู่เจรจาทั้งหลายหวังว่าจะผ่านการพิจารณาเช่นกัน เพราะเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ก้อนโตที่จะได้ หากการเจรจาบรรลุผลความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับหลายประเทศในแถบแปซิฟิกจะลงลึกกว่าเดิมมาก แต่หากล้มเหลวจะกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งต่อสหรัฐ เอเชียและทั่วโลก
            นอกจากนี้ สิงคโปร์หวังว่าสักวันหนึ่งสหรัฐจะเข้าร่วม AIIB เช่นเดียวกับที่จีนเข้าร่วม TPP

            รูปแบบการแข่งขันอีกแนวทางหนึ่ง สามารถอธิบายด้วยการยกประเด็นข้อพิพาทเหนือดินแดนและน่านน้ำในทะเลจีนตะวันออกกับทะเลจีนใต้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาข้อพิพาททำนองนี้ทวีความรุนแรง เครื่องบินกับเรือรบบินฉวัดเฉวียนรอบหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู ตามตะเข็บพรมแดนระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ผู้อ้างความเป็นเจ้าของโดยฝ่ายเดียวในพื้นที่พิพาททำการขุดเจาะหาน้ำมันกับก๊าซ ก่อสร้างฐานปฏิบัติการ เพิ่มทหารประจำการ
            การยั่วยุก่อให้เกิดการตอบโต้ สหรัฐตอบโต้ด้วยการส่งเรือและเครื่องบินแล่นเข้าใกล้พื้นที่พิพาทมากกว่าเดิม เป็นการส่งสัญญาณไม่ยอมรับการอ้างอธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้โดยฝ่ายเดียว ต่างฝ่ายต่างรู้สึกถูกบังคับให้ตอบโต้อีกฝ่าย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน
            ประเด็นคือทุกประเทศในภูมิภาคจะเป็นฝ่ายเสียหายหากความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาคถูกคุกคาม เพราะเส้นทางเดินเรือและสายการบินหลักต่างต้องผ่านทะเลจีนใต้ ทุกประเทศต้องทำการค้าผ่านเส้นทางทะเลจีนใต้ แม้กระทั่งรัฐที่ได้ประโยชน์จากการเดินเรือและการบินโดยเสรีในย่านนี้
            ไม่มีชาติใดสามารถถอนการอ้างกรรมสิทธิ์โดยไม่สูญเสียคะแนนนิยมทางการเมือง แต่ผลของการอ้างกรรมสิทธิ์คือทุกประเทศจะยึดมั่นในจุดยืน การแก้ข้อพิพาทยุ่งยากกว่าเดิม ข้อพิพาททางทะเลเหล่านี้ไม่น่าจะมีทางออกในเร็ววัน แต่สามารถและควรจะจัดการควบคุม ป้องกันไม่ให้ทวีความตึงเครียด เกิดผลร้ายต่างๆ

จีนกับอาเซียนควรเร่งสรุป “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (Code of Conduct for the South China Sea หรือ COC) เพื่อทำลายวัฏจักรอันเลวร้ายและไม่ปล่อยให้ข้อพิพาททำลายความสัมพันธ์ตามแนวชายแดน ทางที่ดีที่สุดคือทุกประเทศปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea หรือ UNCLOS)

            ในทางกลับกัน หากเกิดเหตุปะทะจะเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจหรืออุบัติเหตุ ถ้าหลีกเลี่ยงการปะทะแต่ยังใช้หลักอำนาจคือความถูกต้อง (might is right) จะเกิดสถานการณ์ที่อยู่ไม่เป็นสุขและไม่ยั่งยืน
            ในระยะยาวแล้ว เสถียรภาพของภูมิภาคไม่อาจดำรงด้วยการมีกำลังที่เหนือกว่า ต้องมาจากการเห็นร่วมและความชอบธรรมจากประชาคมโลกร่วมกับสมดุลอำนาจ

ความร่วมมือระดับภูมิภาค :
            50 ปีก่อนยังไม่มีใครเอ่ยถึงความร่วมมือ การรวมตัวระดับภูมิภาค ณ ขณะนั้นการเป็นอาณานิคมเพิ่งสิ้นสุด มีประเทศเกิดใหม่หลายประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักเป็นการสัมพันธ์กับประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอดีตเจ้าอาณานิคม ความร่วมมือด้านความมั่นคงสัมพันธ์กับสงครามเย็น เกิดสงครามเกาหลี ความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวัน เกิดสงครามเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ไม่ลงรอยกัน
            ทุกวันนี้คาบสมุทรเกาหลียังเป็นปัญหา แต่ความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวันลดน้อยลงมาก การค้าระหว่างภูมิภาคเพิ่มขึ้น เหตุผลหลักมาจากการค้ากับจีน การค้าระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นด้วย เฉพาะระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่นในเวลา 10 ปี เพิ่มขึ้นเท่าตัว ส่วนการค้าระหว่างอาเซียนกับเกาหลีเพิ่มถึง 5 เท่า
            นั่นหมายความว่าภูมิภาคต่างๆ กำลังเข้าหากันมากขึ้น ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศที่อดีตเป็นอริปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน ด้วยสัมพันธ์ที่ลงลึกและเร่งการรวมตัว อาเซียนมีแผนที่จะร่วมมือ สร้างโอกาสที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกว่าเดิม กลายเป็นประชาคมอาเซียนในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ และร่วมกันจัดการปัญหาที่กระทบภูมิภาค

            อาเซียนแสดงบทบาทนำในการสร้างโครงข่ายความร่วมมือ ครอบคลุมประเทศในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก ออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ และประเทศอื่นๆ ในเอเชียแปซิฟิก หนึ่งในรูปแบบความร่วมมือคือ การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum: ARF) การประชุมช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันแม้เป็นประเทศคู่อริ การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา (ADMM-PLUS) เปิดโอกาสให้เกิดการพูดคุยในเรื่องความมั่นคงโดยตรง เสริมสร้างความไว้วางใจต่อกัน
การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS) เป็นอีกความริเริ่มของอาเซียน เอื้อให้ความร่วมมือระดับภูมิภาคขยายตัว เนื่องจากเพิ่มสมาชิกอีกหลายประเทศ ได้แก่ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รัสเซียและสหรัฐ ร่วมกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) EAS จึงรวมประเทศที่อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกัน ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขั้วเอเชียตะวันออกที่แยกมหาสมุทรแปซิฟิกออกจากกัน
            การรวมกลุ่มไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ยังมีงานที่ต้องทำ มีความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ต้องจัดการ แต่ละประเทศจัดลำดับความสำคัญแตกต่างกัน บางประเทศหวังตอบสนองกระแสชาตินิยม ผลักดันเรื่องความพอเพียงมากกว่าการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน บางประเทศยุ่งอยู่กับการเปลี่ยนแปลง พัฒนาทางการเมืองภายใน ทำให้รัฐบาลลดความสนใจต่อประเด็นภูมิภาค

อนาคตอีก 50 ปีข้างหน้า :
            ในอนาคตอาเซียนควรเป็นตัวแสดงที่มีประสิทธิภาพและเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ช่องว่างการพัฒนาของกลุ่มประเทศอินโดจีนลดน้อยลง ชาติสมาชิกผูกพันใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม ข้าพเจ้าคาดว่าสหรัฐ จีนและญี่ปุ่นยังคงเป็นมหาอำนาจ อินเดียจะมีบทบาทมากขึ้น หวังว่าระบบการค้าโลกจะยังคงเป็นแบบเปิด เอเชียแปซิฟิกใช้ระบบการค้าเสรีแทนข้อตกลงการค้าปัจจุบันที่มีมากมายหลากหลาย ไม่ควรเป็นระบบโลกที่ยึดหลัก “อำนาจคือความถูกต้อง” ประเทศที่เข้มแข็งกว่าสามารถทำอะไรก็ได้ในขณะที่ประเทศอ่อนแอกว่าต้องทนทุกข์ ควรเป็นโลกที่การสัมพันธ์ด้วยความชอบธรรมและสร้างสรรค์เป็นบรรทัดฐานระหว่างประเทศ ทุกประเทศไม่ว่าใหญ่หรือเล็กสามารถเจริญมั่งคั่งบนแนวทางสันติ
            ไม่มีแผนที่ใดนำทางสู่ภาพแห่งอนาคตดังกล่าว อนาคตไม่เป็นเส้นตรง แต่ถ้าเราอดใจไม่ยึดประโยชน์ระยะสั้น มุ่งมองผลประโยชน์ร่วมระยะยาว พยายามแสวงหาระเบียบโลกที่มีสันติ เปิดกว้าง และรวมทุกประเทศเข้าด้วยกัน เราจะสามารถสร้างความมั่นใจและความไว้เนื้อเชื่อใจทีละขั้น มีโอกาสที่ในอีก 50 ปีข้างหน้าจะเป็นโลกที่มีเสถียรภาพ เจริญมั่งคั่งและก้าวสูงขึ้นไป
-------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
หลังการหารือระหว่างรัฐบาลโอบามากับอาเบะอยู่นานนับปี ในที่สุดความสัมพันธ์ความมั่นคงทางทหารก็ปรากฏหลักฐานชัดเจนอีกครั้งด้วยแผนความร่วมมือด้านความมั่นคงฉบับใหม่ชื่อว่า “แผนความร่วมมือป้องกันประเทศสหรัฐ-ญี่ปุ่นด้านความมั่นคง” บัดนี้ “กองกำลังป้องกันตนเอง” ญี่ปุ่นมีเป้าหมายออกไปปฏิบัติการทั่วโลกร่วมกับกองทัพอเมริกัน บางคนอาจตั้งคำถามว่าพื้นที่หรือสมรภูมิใดจะเป็นแห่งแรกที่กองทัพญี่ปุ่นจะออกไป “ป้องกันตนเองร่วม”

            การวิพากษ์ Pivot to Asia หรือยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียสามารถทำได้หลายรูปแบบ มองในหลายแง่มุม งานเขียนชิ้นนี้ชี้จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ผ่านประเด็นความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เป็นความขัดแย้งจากผลพวงของประวัติศาสตร์ กลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะแก้ไขภายใต้บริบทปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยอมให้กันไม่ได้ ต้องตอบสนองความคาดหวังจากการเมืองภายในของแต่ละประเทศ เกิดการแก้เกมแบบชิงไหวชิงพริบ นำสู่คำตอบว่าทำไมยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียจึงอ่อนกำลัง ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย ในอนาคตจะต้องปรับแก้ยุทธศาสตร์หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการหวังผลอย่างจริงจัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่จะต้องหาพันธมิตรเพิ่ม หรือทำให้ประเทศเหล่านั้นถอยห่างจากจีนมากขึ้น ซึ่งในกรอบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีเพียงไม่กี่ประเทศดังปรากฏบนแผนที่

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม :
1. Lee Hsien Loong. (2015, May 29). Keynote Address: Lee Hsien Loong. IISS Shangri-La Dialogue 2015. Retrieved from https://www.iiss.org/en/events/shangri%20la%20dialogue/archive/shangri-la-dialogue-2015-862b/opening-remarks-and-keynote-address-6729/keynote-address-a51f

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558

โรฮีนจา ระเบิดเวลาประชาธิปไตยเมียนมาร์

31 พฤษภาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6780 วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2171605)

            ในการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ได้ข้อสรุปร่วมหลายประการ เริ่มจากการแก้ปัญหาผู้อพยพติดค้างกลางทะเล ยืนยันท่าทีของมาเลเซียกับอินโดนีเซียที่จะรับคนเหล่านี้ชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปีในระหว่างการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ประเทศที่ 3
ที่ประชุมผลักดันขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ ตามหลักการแบ่งเบาภาระระหว่างประเทศ (International Burden Sharing) มิให้ภาระตกอยู่กับไม่กี่ประเทศที่กำลังแบกรับอยู่ ดังที่นาจิบ ราซัค (Najib Razak) นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้กล่าวล่วงหน้าแล้วว่า “เรือมนุษย์โรฮีนจาเป็นเรื่องใหญ่ ... จึงต้องรับการช่วยเหลือจากนานาชาติ”
            การประชุมให้ความสำคัญกับการต่อต้านขบวนการค้ามนุษย์ กวดขันการบังคับใช้กฎหมาย การทำงานร่วมกัน
ส่วนรากปัญหานั้น รายงานสรุประบุแนวทางแก้ไขด้วยการส่งเสริมความเข้มแข็งแก่ชุมชน เช่น สนับสนุนการค้าการลงทุนในพื้นที่เสี่ยง การฝึกอาชีพ ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
รัฐบาลไทย มาเลย์และอินโดมุ่งนำเสนอว่าเป็นเพียงทางผ่าน ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง และไม่ใช่ผู้สร้างปัญหา ขอให้ประชาคมโลกเข้าใจ ด้านเมียนมาร์ยืนยันท่าทีเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับชาติสมาชิกอาเซียนยืนยันไม่แทรกแซงกิจการภายใน
จะเห็นได้ว่ารัฐบาลเมียนมาร์กับประเทศเพื่อนบ้านที่เกี่ยวข้องพยายามนำสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ คือให้เรื่องโรฮีนจาเงียบหาย จากนี้ไปจึงเหลือแต่การรอดูว่าองค์กรระหว่างประเทศ ชาติมหาอำนาจจะตอบสนองเรื่องนี้อย่างไร เพราะพวกเขาได้วาง “เป้าหมายระยะยาว” ไว้แล้วเช่นกัน

วิเคราะห์องค์รวม :
            มีประเด็นสำคัญดังนี้
            ประการแรก การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
            ดังที่นำเสนอครั้งก่อน ถ้ามองในกรอบแคบ ประเด็นโรฮีนจาเป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้งในรอบนี้เกิดจากขบวนการค้ามนุษย์ เกี่ยวข้องกับหลายคนหลายประเทศ รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเข้มแข็งจะไม่มีรายงานจากหน่วยงานสหประชาชาติว่าเฉพาะไตรมาสแรกของปีนี้ ชาวโรฮีนจากับบังคลาเทศราว 25,000 คนพยายามลักลอบเข้าประเทศทางเรือ มากเป็น 2 เท่าของช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน
            ในอนาคต ประเด็น “เรือมนุษย์โรฮีนจา” ฟื้นคืนชีพอีกหรือไม่ จึงขึ้นกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง

            ประการที่ 2 โรฮีนจามาแล้วไม่กลับ
            เวลาพูดถึงการช่วยเหลือผู้อพยพลี้ภัย ประเด็นที่หลายประเทศกังวลคือความช่วยเหลือของตนจะยิ่งเป็นเหตุให้ผู้อพยพพากันหลั่งไหลเข้าประเทศมากขึ้น
            โรฮีนจาในขณะนี้คือคนไร้สัญชาติ ประเทศที่รับคนเหล่านี้เข้าทำงานคือรับคนงานไร้สัญชาติด้วย ปัญหาที่จะเกิดในอนาคตคือ หากประเทศที่รับทำงานไม่ต้องการแรงงานเหล่านี้ คนเหล่านี้จะอยู่ที่ใด  จะส่งคืนที่ใดในเมื่อรัฐบาลเมียนมาร์ไม่ยอมรับ
            แรงงานโรฮีนจาจึงแตกต่างจากแรงงานเมียนมาร์อื่นๆ
            โรฮีนจาที่อพยพออกมาไม่คิดที่จะกลับประเทศอีกแล้ว พวกเขาหวังตั้งรกรากในประเทศใหม่ ซึ่งหมายถึงการอยู่อย่างถาวร หวังได้รับการปกป้องคุ้มครองและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ตามกฎหมาย ในขั้นสุดท้ายคือเป็นพลเมืองประเทศนั้น คำถามคือประเทศเหล่านั้นพร้อมจะให้สิทธิพลเมืองหรือไม่

            มาเลเซียเป็นตัวอย่างประเทศที่มีแรงงานโรฮีนจาลักลอบทำงานในประเทศหลายหมื่นคน จำนวนไม่น้อยอาศัยหลายปีแล้ว คนเหล่านี้มักทำงานที่แรงงานอื่นๆ ไม่ปรารถนา เช่น งานสกปรก เสี่ยงอันตราย แรงงานโรฮีนจาสามารถดำเนินชีวิตอย่างมั่นคงพอสมควร จนมีลูกมีหลาน และเริ่มเรียกร้องสิทธิต่างๆ ที่สำคัญคือการขอฐานะพลเมืองแก่ตนและลูกหลาน
            ที่ผ่านมารัฐบาลมาเลย์ไม่มีนโยบายให้คนเหล่านี้ได้รับสิทธิเป็นพลเมือง แม้กระทั่งลูกหลานที่เกิดในมาเลเซีย พูดภาษามาเลย์

            เป็นไปได้ว่าหากจำนวนโรฮีนจาเพิ่มขึ้น อยู่นานขึ้น เสียงของพวกเขาจะดังขึ้น พร้อมแรงกดดันจากต่างชาติ กลายเป็นปัญหาระดับประเทศ
            และถ้าโรฮีนจาได้รับสวัสดิการต่างๆ สิทธิการเป็นพลเมือง พวกเขาจะแห่อพยพเข้ามาเลเซียมากกว่านี้ นี่คือความกังวลจากมาเลย์และประเทศทั้งหลาย

            ประการที่ 3 การส่งผู้อพยพสู่ประเทศที่ 3
            ภายใต้กรอบแนวคิดเรื่องโรฮีนจามาแล้วไม่กลับ ข้อคิดอีกประการคือ ถ้าหากผู้อพยพโรฮีนจา คนบังคลาเทศ หรือประเทศใดๆ สามารถเดินทางออกจากประเทศตนไปสู่ประเทศอื่น แล้วในที่สุดสามารถตั้งรกรากอยู่ประเทศที่ 3 ในอเมริกา ยุโรป หรือที่ใดๆ ได้โดยง่าย การเคลื่อนย้ายคนเหล่านี้สู่ประเทศที่ 3 จะเป็นแรงกระตุ้น ไม่ต่างจากการที่บางประเทศรับคนเหล่านี้ไว้ทำงานอย่างถาวรหรือกึ่งถาวร เกิดกระแสผู้อพยพโรฮีนจา บังคลาเทศ ฯลฯ หลั่งไหลออกจากพื้นที่เพื่อมุ่งหน้าสู่ประเทศที่ 3 นั่นหมายความว่าในอนาคตบรรดาประเทศที่ 3 เหล่านี้จะต้องรับผู้อพยพอย่างต่อเนื่องอีกหลายล้านคนหรือไม่สิ้นสุด (เพราะจะมีผู้ต้องการอพยพเพิ่มเติม)
            เกิดกระแสเดินทางไปสู่ประเทศอื่นที่ดีกว่า

            ปัญหาแทรกซ้อนคือ ประเทศที่เป็นจุดรับฝากคนชั่วคราวจะต้องแบกรับภาระยาวนานหลายปีกว่าที่ผู้อพยพจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ประเทศที่ 3
            มีข้อมูลว่าแต่ละปีผู้อพยพทั่วโลกราว 80,000 คนจะได้รับการส่งตัวไปอยู่ประเทศที่ 3 ในจำนวนนี้สหรัฐรับถึงร้อยละ 70 ของจำนวนทั้งหมด ปัจจุบันมีผู้อพยพลี้ภัยทั่วโลกหลายล้านคน ทั้งจากตะวันออกกลาง แอฟริกาและอื่นๆ เกิดคำถามว่าประเทศที่จะเป็นจุดพักคนจะต้องทำหน้าที่กี่สิบปี และจะต้องเป็นผู้แบกรับผู้อพยพที่ไม่มีประเทศใดต้องการใช่หรือไม่

จึงไม่แปลกใจที่ Anifah Aman รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียกล่าวอย่างชัดเจนว่า มาเลเซียไม่สามารถรับผู้อพยพมากกว่านี้อีกแล้ว ที่แล้วมารับคนจำนวนมากเข้าประเทศ จนบัดนี้ยังไม่มีประเทศใดแสดงเจตจำนงต้องการรับผู้อพยพเพิ่มเติม “เราต้องดูแลผลประโยชน์ของเราเช่นกัน ต่อปัญหาสังคมและความมั่นคง เราต้องพิจารณาประเด็นเหล่านี้” ต้องถามเมียนมาร์เพื่อหาทางออกร่วมกัน
            และต้องตอบคำถามว่า มีประเทศอื่นใดพร้อมรับผู้อพยพนับล้านหรือไม่ หรือควรหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นๆ
            ประเด็นผู้อพยพเป็นเรื่องซับซ้อน มีปัญหาซ้อนหลายมิติ จำต้องคิดให้รอบคอบ

            ประการที่ 4 ขอให้โรฮีนจาเป็นพลเมือง
            ประเด็นขัดแย้งที่แหลมคมมากที่สุดคือความเป็นพลเมืองของโรฮีนจา ไม่ว่ารัฐบาลเมียนมาร์จะคิดเห็นอย่างไร นานาชาติได้ข้อสรุปเรื่องนี้แล้ว สมัชชาสหประชาชาติมีมติเมื่อ 29 ธันวาคม 2014 เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาร์รับรองความเป็นพลเรือน “เต็มขั้น” ของพวกโรฮีนจา

สหรัฐเป็นอีกประเทศที่แสดงจุดยืนขอความเป็นพลเมืองแก่โรฮีนจา นาย Antony J. Blinken รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวหลังหารือกับรัฐบาลเมียนมาร์เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า สหรัฐพร้อมจะมีส่วนช่วยเหลือ เห็นด้วยกับการเอ่ยถึง “รากปัญหาเพื่อการแก้ไขอย่างยั่งยืน” ย้ำว่าปัจจัยทางการเมืองกับสังคมเป็นเหตุให้โรฮีนจาพยายามอพยพออกจากพื้นที่ ผู้อพยพ “จำนวนไม่น้อยคือโรฮีนจาจากรัฐยะไข่ เหตุที่อพยพเนื่องจากสภาพอันเลวร้ายที่พวกเขาเผชิญในรัฐยะไข่ เราได้หารือกับผู้นำ (เมียนมาร์) ในเรื่องนี้” เห็นว่าโรฮีนจาต้องได้รับฐานะพลเมือง
            ถ้อยคำของรัฐมนตรีช่วย Blinken ตอกย้ำท่าทีของประธานาธิบดีโอบามาที่กล่าวในขณะเยือนเมียนมาร์เมื่อปี 2014 ว่า “ทุกรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายตั้งอยู่บนหลักนิติธรรมและปฏิบัติต่อประชาชนทุกคนอย่างเทียมภายใต้กฎหมาย ข้าพเจ้าคิดว่าการปฏิบัติต่อโรฮีนจากับชนกลุ่มน้อยทางศาสนาอื่นๆ อย่างแบ่งแยก ไม่ใช่ลักษณะประเทศที่พม่าต้องการจะเป็นในระยะยาว” ประชาธิปไตยไม่อาจสำเร็จได้หากมีแบ่งแยก เกิดพลเมืองชั้น 2

            ผู้ยึดมั่นสิทธิมนุษยชนสากลจะถือว่าพัฒนาการประชาธิปไตยของเมียนมาร์สัมพันธ์กับความเป็นพลเมืองของโรฮีนจา แม้รัฐบาลปัจจุบันจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ประเด็นโรฮีนจาพร้อมจะเป็นเหตุให้หลายประเทศลงมติ “คว่ำบาตร”
            รัฐบาลเมียนมาร์ย่อมรับรู้ความกังวลในเรื่องนี้

สรุป :
            ประเด็นโรฮีนจาไม่ใช่เรื่องใหม่ เรื่องน่าคิดคือหากมองย้อนอดีต เหตุความรุนแรงในปี 2012 นำสู่การตีแผ่เรื่องราวโรฮีนจาสู่สายตาชาวโลก ตามด้วยข้อเรียกร้องจากสมัชชาสหประชาชาติให้รัฐบาลเมียนมาร์มอบความเป็นพลเมืองเต็มขั้นแก่คนเหล่านี้ เชื่อมโยงกับการที่รัฐบาลเมียนมาร์กลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง
            เหตุเรือมนุษย์โรฮีนจา บังคลาเทศในปี 2015 รื้อฟื้นเรื่องราวอีกครั้ง น่าสนใจติดตามว่าจะเป็นการผลักดัน “เป้าหมายระยะยาว” อีกรอบหรือไม่ ส่วนเรื่องการรับผู้อพยพจำนวนมากนั้นคงไม่มีประเทศใดยินดี สุดท้ายต้องลงเอยด้วยการแสดงท่าทีกดดันรัฐบาลเมียนมาร์
ดังที่วิเคราะห์ข้างต้นว่า นานาชาติสามารถอ้างเป็นเหตุ “คว่ำบาตร” เมียนมาร์ได้เสมอ “ถ้าต้องการ” คิดแบบแง่ร้ายสุดๆ โรฮีนจาคือระเบิดเวลาลูกใหญ่ พัวพันถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ อธิปไตยของเมียนมาร์
            ในอนาคตเรื่องราวโรฮีนจาจะกลับมาฉายซ้ำอีก จนว่าพวกเขาจะได้ฐานะพลเมือง
---------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
            การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้สามารถเริ่มต้นด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศพม่า ตั้งแต่ยุคโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ในอดีตได้ถักทอร้อยเรื่องราวของโรฮีนจาที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ หลายเหตุการณ์แม้กระทั่งยุคล่าอาณานิคม สงครามโลกครั้งที่ 2 จนพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศ กลับมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง
            ข้อเขียนชิ้นนี้นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่ชนพื้นเมืองอาระกันยังไม่ถูกเรียกว่าโรฮีนจา เข้าสู่ความขัดแย้งหลายระลอก จนพม่าประกาศเอกราช เกิดการปฏิวัติ รัฐบาลทหารกำหนดว่าใครเป็นพลเมือง พร้อมกับเหตุผลข้อโต้แย้ง ประเด็นถกเถียงและคาดการณ์อนาคต

เรือมนุษย์โรฮีนจา เรือมนุษย์บังคลาเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ คนเหล่านี้อพยพทางเรือต่อเนื่องหลายปีแล้ว การที่ประชาชนรับรู้ในช่วงนี้เพราะสื่อหลายประเทศช่วยกันประโคมข่าว แต่ระดับเจ้าหน้าที่ ผู้มีหน้าที่รับรู้เรื่อยมา สิ่งที่ทำได้แน่นอนคือการเข้มงวดต่อต้านอาชญากรข้ามชาติ เป็นภาพสะท้อนความมั่นคงจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่อื่นๆ เรื่องเหล่านี้ “ใกล้ตัว” กว่าโรฮีนจามากนัก

            ประเด็นโรฮีนจา (Rohingya) เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและชาติสมาชิกอาเซียนอีกหลายประเทศโดยตรง มีผลต่อความเป็นไปของเมียนมาและกระทบต่อทั้งภูมิภาค เป็นเรื่องเก่าหลายทศวรรษ (หรือหลายศตวรรษ) และคงจะอยู่คู่กับอาเซียนอีกนาน จึงเป็นประเด็นที่ควรศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้
            “10 คำถาม โรฮีนจา” จะตอบคำถามหรือนำเสนอ 10 ข้อ 10 ประเด็น เริ่มจากการเรียกชื่อ ควรเรียก “โรฮีนจาหรือโรฮินญา” อธิบายต้นกำเนิดโรฮีนจา เป็นชาวเบงกาลีหรือไม่ เหตุผลเบื้องหลังรัฐบาลเมียนมาไม่ถือโรฮีนจาเป็นพลเมือง จากนั้นอธิบายเหตุปะทะเมื่อปี 2012 ซึ่งเป็นจุดเริ่มของความสนใจรอบใหม่ ความเกี่ยวข้องของขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ ปัญหาชุมชนโรฮีนจาซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม นโยบายและท่าทีของรัฐบาลเมียนมา โอบามาและมาเลเซีย สอดแทรกด้วยการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ ช่วยตอบโจทย์อนาคตของโรฮีนจา อนาคตประชาธิปไตยเมียนมาซึ่งมีผลกระทบต่ออาเซียนทั้งหมด

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป


บรรณานุกรม:
1. Adnan, Mohd Hamdan. (2012). Refugee issues in Malaysia: the need for a proactive, human rights based solution. Retrieved from http://www.une.edu.au/asiacentre/PDF/No12.pdf
2. Malaysia detains hundreds of migrants arriving on boats. (2015, May 11). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2015/05/150511065720103.html
3. Malaysia rejects any more migrants as crisis worsens. (2015, May 18). Al Jazeera. Retrieved from http://www.wsj.com/articles/myanmar-threatens-boycott-of-migration-meeting-1431849696
4. Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand. (2015, May 29). Summary Special Meeting on Irregular Migration in the Indian Ocean 29 May 2015, Bangkok, Thailand. Retrieved from http://www.mfa.go.th/main/th/media-center/14/56880-Summary-Special-Meeting-on-Irregular-Migration-in.html
5. Ng, Eileen. (2015, May 25). Rohingya Seek Better Life in Malaysia, but Reality Is Stark. ABC News/AP. Retrieved from http://abcnews.go.com/International/wireStory/rohingya-seek-life-malaysia-reality-stark-31288058
6. Rajoo, D Arul. (2015, May 26). US, Japan Offer Help To Solve Rohingya Issue, Says Najib. Bernama. Retrieved from http://www.bernama.com/bernama/v8/newsindex.php?id=1138123
7. Solomon, Feliz. (2015, May 22). US Urges Burma to Address Root Causes of Rohingya Crisis. The Irrawaddy. Retrieved from http://www.irrawaddy.org/burma/us-urges-burma-to-address-root-causes-of-rohingya-crisis.html
8. The White House. (2014, November 14). Remarks by President Obama and Daw Aung San Suu Kyi of Burma in Joint Press Conference | November 14, 2014. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/11/14/remarks-president-obama-and-daw-aung-san-suu-kyi-burma-joint-press-confe
9. U.N. urges Myanmar to give citizenship to Rohingya Muslims. (2014, December 30). Al Arabiya News/AP. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/asia/2014/12/30/U-N-urges-Myanmar-to-give-citizenship-to-Rohingya-Muslims.html
---------------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...