วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ผลประโยชน์แห่งชาติร่วมและการขัดแย้ง กรณีออสเตรเลียดักฟังอินโดนีเซีย

24 พฤศจิกายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6229 วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2556)
            รัฐบาลอินโดนีเซียเรียกตัวเอกอัครราชทูตประจำออสเตรเลียกลับประเทศหลังจากมีข้อมูลว่าหน่วยข่าวกรองออสเตรเลียดักฟังโทรศัพท์มือถือผู้นำประเทศ นายมาร์ตี นาตาเลกาวา (Marty Natalegawa) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกล่าวโจมตีโดยอ้างอิงข้อมูลของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนที่เปิดเผยผ่านสื่อว่าเมื่อปี 2009 หน่วยข่าวกรองออสเตรเลียสอดแนมบุคคลสำคัญของอินโดนีเซีย 10 คน ได้แก่ ประธานาธิบดีกับภรรยาและบุคคลในรัฐบาลอีก 8 คน พฤติกรรมดังกล่าวเป็น “การกระทำที่ไม่เป็นมิตร ไม่ใช่ลักษณะความสัมพันธ์ของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ส่งผลกระทบรุนแรงต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี
            ด้านนายโทนี แอบบอตต์ (Tony Abbott) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียปกป้องสิทธิ์ในงานข่าวกรองที่จำต้องมีเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติพร้อมกับอ้างว่าเป็นประโยชน์ต่อพันธมิตร ไม่ใช่เพื่อทำร้าย “รัฐบาลทุกประเทศเก็บข้อมูลและรัฐบาลทุกประเทศรู้ว่ารัฐบาลอื่นๆ เก็บข้อมูล” ท่าทีของนายกฯ แอบบบอตต์ชี้ว่าไม่ได้กระทำอะไรผิด การข่าวเพื่อประโยชน์ของมิตรประเทศ และทุกประเทศก็กระทำในลักษณะเดียวกัน
            ฝ่ายอินโดนีเซียไม่เห็นด้วย เห็นว่าการปกป้องการดักฟังเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ ประธานาธิบดียูโดโยโนกล่าวว่า “การกระทำดังกล่าวจากสหรัฐกับออสเตรเลียกำลังทำลายความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับอินโดนีเซีย”
            รัฐมนตรีนาตาเลกาวาตั้งคำถาม “ผมต้องการคำตอบอย่างยิ่งว่าทำไมการสนทนาส่วนตัวระหว่างท่านประธานาธิบดีกับภรรยาจึงสำคัญต่อความมั่นของออสเตรเลีย” พร้อมกับเรียกร้องขอคำโทษ และออสเตรเลียจะต้องให้คำมั่นว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ผลประโยชน์แห่งชาติ เรื่องที่ประนีประนอมไม่ได้:
            ในหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเมื่อเอ่ยถึงผลประโยชน์แห่งชาติ ทุกรัฐบาล นักการเมืองทุกคนย่อมต้องประกาศตัวรักษาผลประโยชน์แห่งชาติสุดกำลัง ข้อดีคือประเทศได้รับประโยชน์ ข้อเสียคืออาจเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งเมื่อฝ่ายหนึ่งได้แต่อีกฝ่ายเสีย กรณีออสเตรเลียดักฟังโทรศัพท์ผู้นำอินโดนีเซียก็เข้าข่ายนี้
            เมื่อเรื่องราวปรากฏเพื่อข่าวที่รู้กันทั่ว บรรดารัฐมนตรี นักการเมืองในสังกัดของประธานาธิบดียูโดโยโนต่างดาหน้าออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าว ปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ การเรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับประเทศ การระงับการแลกเปลี่ยนข่าวกรองคือส่วนหนึ่งของการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม
            ไม่ต่างจากรัฐบาลของนายกฯ แอบบอตต์ที่ต้องกล่าวปกป้องการสอดแนม เพราะเป็นผลประโยชน์แห่งชาติเช่นกัน “ทุกประเทศ ทุกรัฐบาลทำการเก็บข้อมูล ไม่ใช่เรื่องประหลาด ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ” รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะแบ่งปันข้อมูลให้กับอินโดนีเซียมากขึ้น “เพราะข้าพเจ้าต้องการให้ประชาชนอินโดนีเซียรู้ทุกเรื่อง และรู้ว่าทุกอย่างที่เราทำคือเพื่อช่วยเหลืออินโดนีเซียเช่นเดียวกับที่ช่วยเหลือออสเตรเลีย อินโดนีเซียคือประเทศที่ข้าพเจ้าให้ความเคารพอย่างยิ่ง”
            ลักษณะการพูดของนายกฯ แอบบบอต์คือปกป้องการสอดแนม เป็นการแสดงตัวว่าปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ พร้อมกับพยายามชี้ว่าการกระทำดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์ของอินโดนีเซียด้วย การชี้แจงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีผลประโยชน์หลายด้านที่ต้องรักษา คือ ผลประโยชน์ของประเทศ ผลประโยชน์ในความสัมพันธ์กับอินโดนีเซียและกับสหรัฐซึ่งมีความทับซ้อน มีความเข้ากันได้และการขัดแย้งกัน การมุ่งผลประโยชน์ด้านใดด้านหนึ่งกระทบต่อผลประโยชน์ของอีกด้าน เป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

            ฝ่ายอินโดนีเซียย่อมไม่เห็นด้วยกับคำชี้แจง ประธานาธิบดียูโดโยโนเดินหน้ารุกต่อ กล่าวตอบโต้ว่า “ข้าพเจ้าเสียใจอย่างยิ่งที่นายกฯ ออสเตรเลียเห็นว่าให้การดักฟังอินโดนีเซียเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่รู้สึกผิด”
            รัฐบาลยูโดโยโนเรียกร้องการขอโทษ (apologize) แต่การขอโทษอาจไม่ใช่เพียงการกล่าวอย่างเป็นทางการเท่านั้น อาจมีข้อเรียกร้องอื่นที่ต้องกระทำ เช่น ยุติการดักฟังผู้นำประเทศ นักการเมืองทั้งหมด เป็นการแก้ไขตามข้อมูลที่เปิดเผยออกมา ทำให้รัฐบาลแอบบอตต์ต้องคิดหนัก
            นายกฯ แอบบอตต์พยายามแก้เกมด้วยการกล่าวเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ประชุมรัฐสภา “ออสเตรเลียให้ความเคารพต่อรัฐบาลและประชาชนอินโดนีเซียอย่างสูง ... ข้าพเจ้าถือว่าประธานาธิบดียูโดโยโนเป็นเพื่อนที่ดีของออสเตรเลีย อันที่จริงเป็นหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดที่เรามีในโลกนี้ นี่จึงเป็นเหตุที่ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างจริงใจ (sincerely regret) ต่อรายงานข่าวอันน่าอับอายทุกชิ้นเมื่อไม่นานนี้ที่กระทบต่อท่าน” แต่ “อย่าได้คาดหวังว่าประเทศออสเตรเลียจะขอโทษ (apologize) ในสิ่งที่เรากระทำเพื่อปกป้องประเทศของเรา ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือในอดีต” เหมือนกับที่รัฐบาลประเทศอื่นๆ จะไม่ขอโทษในการกระทำในลักษณะเดียวกันนี้ พร้อมกับยืนยันว่าในกรณีของออสเตรเลีย “เราใช้ทรัพยากรทั้งสิ้นที่เรามี รวมทั้งเรื่องข้อมูล (information) เพื่อช่วยเหลือมิตรประเทศและพันธมิตรของเรา”
            นี่เป็นการแก้เกมของรัฐบาลแอบบอตต์ที่แสดงความเสียใจ (regret) แต่ไม่ขอโทษ (apologize) พร้อมกับให้เหตุผลว่าทุกประเทศก็กระทำการสอดแนม และไม่มีรัฐบาลใดจะขอโทษในพฤติกรรมเช่นนี้

            ผลที่ตามมาคือรัฐบาลอินโดนีเซียยังไม่พอใจ ไม่ถือว่าการแถลงในรัฐสภาดังกล่าวคือคำชี้แจงหรือการตอบสนองที่เพียงพอ ประธานาธิบดียูโดโยโนกล่าวย้ำอีกครั้งว่า “ประเทศอินโดนีเซียและข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าทำไมออสเตรเลียจึงดักฟังเจ้าหน้าที่บางคน รวมทั้งข้าพเจ้า นี่ไม่ใช่ยุคสงครามเย็น” ด้านรัฐมนตรีมาร์ตีกล่าวว่ารัฐบาล “กำลังลดความร่วมมือทีละด้าน” เหมือนน้ำประปาที่ไหลออกเรื่อยๆ
            สถานการณ์จึงดูเหมือนว่ารัฐบาลแอบบอตต์ตกเป็นรอง เป็นฝ่ายถูกโจมตี รัฐบาลแอบบอตต์ยืดอกประกาศรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ทั้งสองฝ่ายอยู่ในฐานะเดียวกันคือรัฐบาลผู้มีหน้าที่ต้องปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ

ผลประโยชน์แห่งชาติระหว่างออสเตรเลียกับอินโดนีเซียและสหรัฐ:
            ออสเตรเลียกับอินโดนีเซียเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง แม้ว่าชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายตะวันตก พูดภาษาอังกฤษ มีวัฒนธรรมแบบตะวันตก และในขาข้างหนึ่งพยายามอิงว่าตนเป็นพวกตะวันตก แต่ที่หลีกไม่พ้นคือตัวกับขาอีกข้างอยู่ติดกับทวีปเอเชีย อยู่ทางตอนใต้ของอาเซียน ติดกับอินโดนีเซีย
            ส่วนอินโดนีเซียแม้จะถูกรัฐบาลออสเตรเลียสอดแนมเรื่อยมานานหลายทศวรรษ มีเรื่องเห็นตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้าง โดยรวมแล้วสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมจำนวนมาก อินโดนีเซียยังต้องร่วมมือกับออสเตรเลียในการต่อต้านการก่อร้าย ไม่ให้กระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของตนดังเช่นเหตุที่เกาะบาหลีเมื่อปี 2002 สังหารนักท่องเที่ยวกว่า 2 ร้อยคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวออสเตรเลีย อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ได้รับการช่วยเหลือทางการเงินมากที่สุดจากออสเตรเลีย สองประเทศมีข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคง วัฒนธรรม การศึกษา บริษัทออสเตรเลียจำนวนมากเข้ามาลงทุนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหมืองแร่
            หากออสเตรเลียไม่อาจตัดสัมพันธ์กับอินโดนีเซีย การตัดสัมพันธ์กับสหรัฐยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าจะเอ่ยเฉพาะงานข่าวกรอง ออสเตรเลียเป็นหนึ่งสมาชิก  “Five Eyes” กลุ่มพันธมิตรเพื่อการสอดแนม 5 ชาติ มีสหรัฐเป็นแกนนำ ถ้อยแถลงของนายกฯ แอบบอตต์ต่อรัฐสภายืนยันจุดยืนดังกล่าวชัดเจน พูดชัดๆ คือออสเตรเลียจะทำการสอดแนมต่อไป
            หรือจะถ้าจะดูความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับสหรัฐ การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับชาติมหาอำนาจเป็นเรื่องสำคัญยิ่งไม่ว่าจะมองในมิติใด ถ้าอธิบายแบบสั้นๆ จะพบว่าในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น รัฐบาลอินโดนีเซียแทบไม่เอ่ยถึงสหรัฐ ไม่พยายามกล่าวโทษ ทั้งๆ ที่เป็นที่รู้กันว่าออสเตรเลียเป็นหนึ่งในเครือข่ายเท่านั้น เจ้าของระบบสอดแนมและผู้ต้องการข้อมูลตัวจริงคือรัฐบาลอเมริกัน

เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง:
            ในเรื่องราวที่เกิดขึ้น การตอบโต้ไปมา หากไม่พูดถึงความเกี่ยวโยงกับการเมืองภายในประเทศจะทำให้เข้าใจไม่ครบถ้วน
            อินโดนีเซียกำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งในกลางปีหน้า ในขณะที่พลพรรคของประธานาธิบดียูโดโยโนกำลังย่ำแย่ สังคมเต็มด้วยการคอร์รัปชัน นักการเมืองคนสำคัญหลายคนของพรรคมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริต สังคมมีปัญหาเรื่องความขัดแย้งของกลุ่มศาสนา นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าพรรคฝ่ายค้านอย่าง Kopassus น่าจะได้คะแนนเพิ่ม การแสดงท่าทีขึงขังต่อการดักฟังโทรศัพท์อาจช่วยดึงคะแนนเสียงให้กับพลพรรคผู้สนับสนุนได้บ้าง หรืออย่างน้อยไม่เป็นเหตุให้เสียคะแนนมากกว่าที่เป็นอยู่
            ไม่ต่างจากรัฐบาลแอบบอตต์ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อไม่นาน ฝ่ายค้านจ้องหาโอกาสเล่นงานรัฐบาลมือใหม่
            หากพิจารณาเรื่องราวทั้งหมด ทั้งสองรัฐบาลแตะเรื่องการสอดแนมอย่างผิวเผิน จำกัดขอบเขตเฉพาะที่ปรากฏเป็นข่าวเท่านั้น ไม่มีฝ่ายเรียกร้องให้อีกฝ่ายเลิกการล้มสอดแนมทั้งหมดเพราะเป็นไปไม่ได้ การสอดแนมจึงยังดำเนินต่อไป บรรดานักการเมืองทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดี ดังนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงงานข่าวกรองของแต่ละประเทศอย่างมีนัยสำคัญ แต่มีผลต่อการเมืองภายในประเทศ

            ประเด็นที่ควรคิดต่อคือเรื่องนี้ควรจบอย่างไร การลงเอยแบบใดจึงจะเรียกว่าได้ดูแลผลประโยชน์แห่งชาติมากที่สุด แบบใดที่ต่างฝ่ายต่างไม่เสียคะแนนนิยมภายในประเทศ เป็นไปได้ว่าอาจจบลงที่สมัชชาสหประชาชาติประกาศข้อมติเรียกร้องยกเลิกการสอดแนมผู้นำประเทศ ลดการสอดแนมที่ไม่สมเหตุผล
            เรื่องเหล่านี้คือหัวข้อที่ตัวแทนของสองรัฐบาลต้องพูดคุยส่วนตัว (เป็นไปได้ว่าอาจพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์เพราะสะดวกที่สุด ตัวแทนแต่ละฝ่ายสามารถสนทนาได้โดยตรง) เวลาจะเป็นเครื่องมือเยียวยาที่ดีจนกว่าสองฝ่ายจะบรรลุเป้าหมายเบื้องลึกที่ต้องการ และจนกว่าจะมีข้อมูลใหม่จากนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน
-----------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
ในยามที่การสอดแนม การจารกรรมจาก NSA กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลก คุณอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมันได้ประกาศนโยบายต่อต้านการสอดแนมอันเกินกว่าเหตุ ด้วยการริเริ่มและการดำเนินอย่างจริงจัง ทำให้อีกหลายประเทศทั่วโลกต่างเข้ามาประสานพลัง ต่อต้านการสอดแนมจาก NSA และได้เห็นแบบอย่างภาวะผู้นำโลกของเยอรมนีในหลายด้าน
นับวันคนทั่วโลกจะรับทราบข้อมูลการสอดแนมของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐหรือ NSA และกลายเป็นที่วิพากษ์ว่าเหมาะสมหรือไม่ รัฐบาลหลายประเทศไม่อาจทนนิ่งเฉยต้องหากไม่ต่อต้านการสอดแนมก็คือต่อต้านการเปิดโปง เรื่องที่เกิดขึ้นมีข้อคิดหลายแง่มุม เช่น มีความจำเป็นเพื่อการต่อต้านการก่อการร้าย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนคนนับล้าน การกระทบต่อความมั่นคงของชาติ เรื่องของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนยังไม่จบเพียงเท่านี้

บรรณานุกรม:
1. Jakarta retaliates over spy claims. The Australian. http://www.theaustralian.com.au/national-affairs/policy/jakarta-retaliates-over-spy-claims/story-fn59nm2j-1226762903398# 18 November 2013.
2. Indonesia Reviews Cooperation With Australia Over Spy Claims. Jakarta Globe/AFP. http://www.thejakartaglobe.com/news/indonesia-reviews-cooperation-with-australia-over-spy-claims/ 19 November 2013.
3. Indonesia Recalls Ambassador From Australia Over Spy Allegations. Jakarta Globe. http://www.thejakartaglobe.com/news/indonesia-recalls-ambassador-from-australia-over-spy-allegations/ 18 November 2013.
4. Australia's spy agencies targeted Indonesian president's mobile phone. The Guardian. http://www.theguardian.com/world/2013/nov/18/australia-tried-to-monitor-indonesian-presidents-phone 18 November 2013.
5. Abbott treating spy issue 'too lightly', Indonesian President Yudhoyono says. The Australian. http://www.theaustralian.com.au/national-affairs/policy/indonesian-ambassador-to-fly-to-jakarta-alone-to-tell-sby-spying-story/story-fn59nm2j-1226763037214 19 November 2013.
6. Australian PM ‘Regrets Any Embarrassment’ to Indonesia. Jakarta Globe/AFP. http://www.thejakartaglobe.com/news/australian-pm-regrets-any-embarrassment-to-indonesia/ 19 November 2013.
7. Tony Abbott refuses to apologise for Indonesian spying program. The Sydney Morning Herald. http://www.smh.com.au/federal-politics/political-news/tony-abbott-refuses-to-apologise-for-indonesian-spying-program-20131119-2xsn4.html 19 November 2013.
8. Indonesia Suspends People Smuggling Cooperation Following Australia Spy Scandal. Jakarta Globe/AFP. http://www.thejakartaglobe.com/news/indonesia-suspends-intelligence-military-cooperation-with-australia/ 20 November 2013.
9. Tempers Flare in Indonesia Over Australia Spy Scandal. Jakarta Globe. http://www.thejakartaglobe.com/news/tempers-flare-in-indonesia-over-australia-spy-scandal/ 20 November 2013.
--------------------

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อีกมุมมองของปมสังหารยัสเซอร์ อาราฟัต

17 พฤศจิกายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6222 วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2556, http://www.ryt9.com/s/tpd/1779025)

            ข่าวนักวิทยาศาสตร์จากห้องทดลองในสวิสเซอร์แลนด์ได้พิสูจน์และมีข้อสรุปที่เชื่อได้ว่านายยัสเซอร์ อาราฟัต (Yasser Arafat) อดีตผู้นำองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ (Palestinian National Authority หรือ PA) เสียชีวิตเพราะถูกลอบวางยาพิษด้วยสารพอโลเนียม-210 ทำให้ประเด็นปมสังหารนายอาราฟัตได้รับการวิพากษ์อย่างกว้างขวางอีกครั้ง
            ในบรรดาการวิเคราะห์ทั้งหมด อิสราเอลเป็นประเทศที่ต้องสงสัยมากที่สุดด้วยเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้
            ประการแรก อิสราเอลมีความตั้งใจมานานแล้ว
            นายอาราฟัตเป็นเป้าหมายการสังหารมานานแล้วไม่ต่างจากแกนนำกลุ่มอื่นๆ ในปาเลสไตน์เนื่องจากทางการอิสราเอลมีนโยบายชัดเจนว่าต้องการกำจัดแกนนำที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายต่ออิสราเอล นายอาราฟัตจึงเป็นเป้าหมายใหญ่และสำคัญยิ่งเพราะเป็นถึงประธานองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ตั้งแต่ปี 1968 จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 2004 ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มฟาตาห์ (Fatah) ในปี 1956
            ในมุมมองของอิสราเอล ทางการอิสราเอลเห็นว่าเป็นนายอาราฟัตเป็นภัยคุกคามความมั่นคงอิสราเอลโดยตรง ในปี 1985 นายเอเรียล ชารอน (Ariel Sharon) ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “การก่อการร้ายถูกกระตุ้น ประสานงานและนำทิศทางด้วยคนๆ เดียวคือยัสเซอร์ อาราฟัต ประธานองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์”
            ตัวอาราฟัตเองเคยเล่าว่าเขารอดจากความพยายามสังหารเขามาแล้วกว่า 40 ครั้ง เช่น ในปี 1985 เขารอดหวุดหวิดเมื่อเครื่องบินรบอิสราเอลโจมตีศูนย์บัญชาการของเขาที่ตูนิเซีย การโจมตีครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 73 คน ในเดือนธันวาคม 2001 ขีปนาวุธอิสราเอลโจมตีศูนย์บัญชาการที่เมือง Ramallah เขารอดหวุดหวิดอีกครั้งเนื่องจากสามารถหนีเข้าไปหลบในที่ปลอดภัยได้ก่อน

            ประการที่สอง หลักฐานจากคณะรัฐมนตรี 2003
            มีข้อมูลว่าในปี 2003 คณะรัฐมนตรีอิสราเอลภายใต้นายเอเรียล ชารอน นายกรัฐมนตรีอนุมัติการสังหารโดยไม่ผ่านการไต่สวน รัฐบาลมีนโยบาย “สังหารเป้าหมายเฉพาะ” ที่คาดว่าเป็นหัวหน้าผู้ก่อการร้าย นาย MK Haim Ramon ผู้แทนราษฎรจากพรรคแรงงานอิสราเอลกล่าวว่า “ชารอนต้องการให้อาราฟัตสาบสูญไป เพื่อให้ปาเลสไตน์ได้ผู้นำสายกลางเข้ามาแทนที่”
            ในเดือนสิงหาคม 2003 นาย Shaul Mofaz รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอิสราเอลประกาศว่า “เราจะสังหารอาราฟัตด้วยวิธีการและเวลาที่เราเลือก”
            มติกับนโยบายของรัฐบาลชารอนดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากแผนตอบโต้ Second Intifada หรือ Al-Aqsa Intifada (เริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2000 สิ้นสุดในปี 2004) มุ่งกำจัดแกนนำและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายอันส่งผลทำให้พลเรือนอิสราเอลเสียชีวิตจำนวนหลายร้อยคน
            Second Intifada หรือ Al-Aqsa Intifada เริ่มต้นเมื่อนายชารอนขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคลีคูต (Likud) เดินทางไปวิหาร Temple Mount หรือมัสยิด al-Aqsa Mosque อันศักดิ์สิทธิ์ของมุสลิมในกรุงเยรูซาเล็ม ก่อให้ชาวปาเลสไตน์พร้อมใจกันลุกฮือประท้วงทั่วประเทศ สองฝ่ายต่างใช้ความรุนแรงต่อกัน เกิดการปะทะกันหลายปี ฝ่ายปาเลสไตน์ใช้ระเบิดพลีชีพและอาวุธต่างๆ ทำให้ชาวอิสราเอลเสียชีวิตกว่า 900 คน ดังนั้น ต้นเหตุของการเสียชีวิตของชาวอิสราเอลและเหตุรุนแรงรอบนี้เกิดจากนายชารอนโดยแท้ และเชื่อกันว่าเมื่อท่านได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ จึงใช้ตำแหน่งอำนาจของตนสั่งสังหารนายอาราฟัตอีกครั้งอย่างจริงจังด้วยสารพิษพอโลเนียม-210

            ประการที่สาม ความต้องการดินแดน
            การสถาปนาประเทศขึ้นมาใหม่บนดินแดนอิสราเอลปัจจุบันเป็นความใฝ่ฝันสูงสุด เป็นความต้องการของชาวอิสราเอลมานับร้อยปี หลังจากที่ต้องระหกระเหิน ต้องทนทุกข์ในฐานะพลเมืองชั้น 2 ของหลายประเทศทั่วโลก
            แม้อิสราเอลจะก่อตั้งประเทศได้ แต่ความต้องการดินแดนเพิ่มเติมยังไม่จบสิ้น นักการเมืองหลายคนยึดมั่นแนวทางดังกล่าว การเข้ายึดครองพื้นที่ในฉนวนกาซา เขตเวสต์แบงก์ตะวันตกและเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นหลักฐานที่สำคัญ
            ที่ผ่านมารัฐบาลอิสราเอลอ้างเหตุผลต่างๆ นานาเพื่อจะรักษาการยึดครองพื้นที่เหล่านี้ ทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่ๆ ตกลงไว้แล้วว่าจะเป็นของรัฐปาเลสไตน์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมารัฐบาลอิสราเอลอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ป้องกันการโจมตีโดยการก่อการร้ายจากกองกำลังต่างๆ ของปาเลสไตน์ อ้างว่าการสร้างที่อยู่ในอาศัยในเขตยึดครองไม่กระทบกระบวนการเจรจาสันติภาพกับปาเลสไตน์
            เกิดคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าทางการอิสราเอลหวังใช้การสังหารนายอาราฟัตเพื่อยั่วยุให้กิดความขัดแย้ง เพื่ออิสราเอลจะมีข้ออ้างในการยึดครองพื้นที่ดังกล่าวต่อไป สามารถขยายโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในเขตยึดครองอย่างต่อเนื่อง แนวคิดนี้สอดคล้องกับคำพูดของนายชารอนที่แต่ไหนแต่ไรเขาประกาศในที่สาธารณะว่าตนมีนโยบายขยายอาณาเขตอิสราเอล (Greater Israel) ซึ่งหมายถึงการยึดครองเขตเวสต์แบงก์ ปฏิบัติต่อชาวปาเลสไตน์อย่างเข้มงวด
            ทุกวันนี้อิสราเอลกับปาเลสไตน์ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพในขั้นสุดท้าย แต่ในสภาพดังกล่าวอิสราเอลเป็นฝ่ายได้ประโยชน์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ได้ใช้ประโยชน์จากเขตยึดครองพื้นที่ๆ เป็นของปาเลสไตน์ โดยพฤตินัยแล้วบางส่วนของเขตพื้นที่เหล่านี้จึงมีค่าเท่ากับเป็นดินแดนของอิสราเอล นอกจากนี้ยังสามารถกดขี่ชาวปาเลสไตน์ กดดันให้สภาพเศรษฐกิจสังคมย่ำแย่

            ประการที่สี่ การทำลายองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์
            แม้นายอาราฟัตจะมีอายุถึง 75 ปีแล้วแต่ยังมีสุขภาพแข็งแรงพอสมควร มีฐานะเป็นผู้นำองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ (PA) เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์ จุดศูนย์รวมของกลุ่มต่างๆ จึงมีความเชื่อว่าหากปราศจากนายอาราฟัตกลุ่มต่างๆ จะแตกแยก อาจเกิดการต่อสู้กันเองอย่างรุนแรง ดังที่ผ่านมาก็มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มฮามาสกับกลุ่มฟาตาห์ (Fatah) ในฉนวนกาซา หรือแม้กระทั่งกลุ่มฟาตาห์ที่นายอาราฟัตก่อตั้งกับมือก็มีปัญหาการแตกแยกภายในเป็นหลายกลุ่ม ในทางปฏิบัติแล้วนายอาราฟัตไม่สามารถควบคุมทุกรายละเอียด การแตกแยกและข่าวการคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นอย่างดาษดื่นภายในองค์กรเป็นหลักฐานสำคัญ
            ความรุนแรงที่ขยายตัวจาก Second Intifada การก่อการร้ายด้วยระเบิดพลีชีพ ทำให้รัฐบาลชารอนอ้างว่านายอาราฟัตไม่มีความตั้งใจหรือไม่สามารถยับยั้งคนของตน เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เห็นว่าควรเปลี่ยนผู้นำ PA รัฐบาลชารอนจึงเริ่มดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวนายอาราฟัตและป้ายสีว่าท่านเป็นศัตรูของโลกเสรี
            ความต้องการทำลายองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์จึงมาจากเหตุผลที่ว่าองค์การประกอบด้วยกลุ่มย่อยๆ หลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีอุดมการณ์หลากหลายตั้งแต่เป็นพวกมุสลิมสุดโต่งจนถึงพวกฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ที่ผ่านมาการรวมตัวของกลุ่มเหล่านี้เป็นผลงานจากน้ำพักน้ำแรงจากความสามารถ บารมีเฉพาะตัวของนายอาราฟัตโดยแท้ หากกำจัดนายอาราฟัตจะทำให้กลุ่มเหล่านี้ไม่สามารถรวมตัวกันได้อีก PA จะอ่อนแอลงหรืออาจสลายตัว เมื่อถึงเวลานั้นอิสราเอลสามารถค่อยๆ เจรจาตกลงหรือกำจัดกลุ่มย่อยทีละกลุ่มได้โดยง่าย

            ประการที่ห้า การชะลอกระบวนการเจรจา
            ประเด็นที่ไม่ควรละเลยคือก่อนเกิด Second Intifada ในปลายปี 2000 แผนสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่เรียกว่า Camp David II ของประธานาธิบดีบิลล์ คลินตันเกือบจะได้ข้อยุติแล้ว (หากอิสราเอลบรรลุข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายกับปาเลสไตน์ นั่นหมายความว่าสองฝ่ายจะมีเขตแดนชัดเจน อิสราเอลต้องถอนตัวจากพื้นที่ยึดครองทั้งหมด ปาเลสไตน์จะกลายเป็นรัฐอธิปไตย) แต่ด้วยการเยือนวิหาร Temple Mount หรือมัสยิด al-Aqsa Mosque ของนายชารอนเป็นชนวนก่อให้เกิดความรุนแรงรอบใหม่ การเจรจาจึงหยุดชะงักทันที
            ต่อมาในช่วงปี 2003 สันติภาพระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอลมีความเป็นไปได้มากขึ้นอีกครั้ง กลุ่มต่างๆ ในปาเลสไตน์มีเอกภาพและต้องการสันติภาพกับอิสราเอล รัฐบาลสหรัฐเริ่มดำเนินกระบวนการเจรจาอีกรอบ ในช่วงต้นปี 2004 เป็นช่วงเวลาที่หลายฝ่ายเห็นว่ารัฐปาเลสไตน์กำลังใกล้จะเป็นความจริง เหลือแต่บริบทที่เหมาะสมกับการตัดสินใจของผู้นำเท่านั้น แต่การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของนายอาราฟัตทำให้กระบวนการเจรจาสันติภาพ การสถาปนารัฐปาเลสไตน์หยุดชะงักทันทีอีกครั้ง ต้องรอเริ่มต้นใหม่ด้วยผู้นำ PA คนใหม่ นั่นคือนายมะห์มุด อับบาส (Mahmoud Abbas)
            มีข้อมูลว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่นายอาราฟัตแต่งตั้งนายอับบาสเป็นนายกรัฐมนตรีปาเลสไตน์มาจากแรงกดดันของรัฐบาลจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช และไม่นานหลังการถ่ายโอนอำนาจสมบูรณ์เขาก็จะถูกวางยาพิษ
            ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังของการเจรจาที่หยุดชะงักคืออะไร ผลที่ปรากฏคืออิสราเอลสามารถยึดครองพื้นที่บางส่วนและดำเนินโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่ยึดครองต่อไป

            กว่า 9 ปีแล้วนับจากวันที่นายยัสเซอร์ อาราฟัตเสียชีวิต ผู้เกี่ยวข้องหลายคนชี้ว่าอิสราเอลต้องรับผิดชอบแต่ที่ผ่านมาทางการอิสราเอลปฏิเสธเรื่อยมาว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายอาราฟัต อีกทั้งข้อมูลการตรวจสอบมีเพียงข้อสรุปว่าท่านน่าจะเสียชีวิตด้วยพอโลเนียม-210 ไม่อาจสรุปว่าใครเป็นผู้ลงมือ การวิเคราะห์มูลเหตุจูงใจข้างต้นเป็นการคาดคะเนตามข้อมูลที่ปรากฎ ตามหลักวิชาการในแนวทางหนึ่งเท่านั้น ยังมีการวิเคราะห์อีกหลายแนวทาง ยังมีข้อมูลและเงื่อนงำอื่นๆ อีกมาก เช่น ทำไมรัฐบาลฝรั่งเศสไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร รัฐบาลสหรัฐมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ เกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิดนายอาราฟัตหรือไม่ ปมสังหารนายยัสเซอร์ อาราฟัตจึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ได้อีกนานเท่านาน
-------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ตั้งแต่ยุคโบราณมนุษย์รู้จักยาพิษ นำมาใช้เป็นอาวุธเรื่อยมา และเมื่อความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้นมนุษย์เริ่มคิดค้นสารพิษใหม่ที่ร้ายแรงกว่าสารพิษที่พบตามธรรมชาติ พอโลเนียม-210 คือตัวอย่างสารพิษที่มนุษย์แสวงหามานานแล้ว นั่นคือสารพิษหรือยาพิษที่ไร้สีไร้กลิ่นไร้รส ไม่มีทางเยียวยาที่ได้ผลดี ตรวจจับไม่ได้ (ยากแก่การตรวจจับ) ผู้เสียชีวิตมักเป็นบุคคลพิเศษ บุคคลสำคัญทางการเมือง พอโลเนียม-210 จึงเป็นยาพิษสมัยใหม่ที่คิดค้นมาเพื่อจัดการบุคคลเหล่านี้


ยัสเซอร์ อาราฟัต เป็นบุคคลสำคัญของโลก ได้ชื่อว่าเป็นผู้ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์ ชีวิตของท่านตั้งแต่วัยหนุ่มเต็มด้วยการต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ มีผู้พยายามสังหารท่านหลายครั้ง แต่สามารถหลบรอดคมห่ากระสุนอย่างหวุดหวิด จนกระทั่งคืนวันที่ 12 ตุลาคม 2004 ท่านล้มป่วยกะทันหันอย่างรุนแรงในบ้านพักของท่านเอง ผู้เชี่ยวชาญบางคนเห็นว่าท่านเสียชีวิตด้วยพอโลเนียม-210

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป


บรรณานุกรม:
1. Lendman, Stephen. Did Israel Kill Arafat? Global Research. 8 November 2013. http://www.globalresearch.ca/did-israel-kill-arafat/5357306
2. Chossudovsky, Michel. The Assassination of Yasser Arafat was Ordered by The Israeli Cabinet: “We will Choose the Right Way and the Right Time to Kill Arafat.” Global Research. 7 November 2013. http://www.globalresearch.ca/the-assassination-of-yasser-arafat-was-ordered-by-the-israeli-cabinet-we-will-choose-the-right-way-and-the-right-time-to-kill-arafat/5357121
3. Stokes, Jamie. (Editor). 2009. Encyclopedia of The Peoples of Africa and the Middle East. New York: Infobase Publishing.
4. Mattar, Philip. 2004. The Encyclopedia of the Modern Middle East and North Africa. 2nd Edition. USA: Thomson Gale.
-------------

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ครบรอบหนึ่งปีญี่ปุ่นซื้อหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู ความตึงเครียดที่ก่อตัวอยู่ภายใน

ครบรอบหนึ่งปีญี่ปุ่นซื้อหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู ความตึงเครียดที่ก่อตัวอยู่ภายใน
พฤศจิกายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน นิตยสารหนังสือข่าวทหารอากาศ. ปีที่ 73 ฉบับที่ 11 เดือนพฤศจิกายน 2556.)

            วันที่ 11 กันยายนเมื่อปีก่อนเป็นวันที่ทางการญี่ปุ่นซื้อเกาะ 3 เกาะของหมู่เกาะเซนกากุ (Senkaku) หรือที่จีนเรียกว่าหมู่เกาะเตียวหยู (Diaoyu Islands) จากชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่อ้างสิทธิเป็นเจ้าของ หมู่เกาะที่ทั้งญี่ปุ่นกับจีนต่างอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของและเป็นประเด็นพิพาทระหว่างสองประเทศมานานหลายทศวรรษแล้ว
            รัฐบาลญี่ปุ่นอ้างว่าเหตุที่ต้องเข้าซื้อหมู่เกาะดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้ตกอยู่ในมือของพวกชาตินิยมญี่ปุ่นที่เคยพูดว่าจะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นการยั่วยุต่อจีนอย่างรุนแรง ในมุมมองของรัฐบาลญี่ปุ่นเห็นว่าหมู่เกาะดังกล่าวเป็นของตน รัฐเข้าซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เพราะทางการจีนย่อมไม่อยู่นิ่งเฉยหากชาวญี่ปุ่นพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว
            ผลจากการเข้าซื้อหมู่เกาะทำให้รัฐบาลจีนประท้วงอย่างรุนแรง และเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในหมู่ประชาชนจีน หลายคนไม่ซื้อสินค้าญี่ปุ่น เรือกับเครื่องบินลาดตระเวนสองประเทศเกิดการเผชิญหน้าหลายครั้ง ตลอดปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยรวมเสื่อมโทรมลง ชาวจีนจำนวนมากอยู่ในอาการโกรธแค้นไม่ต่างจากพวกชาตินิยมญี่ปุ่น
            ความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องธรรมดาเพราะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองกับอันดับสามของโลก และยังพัวพันกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ จนถึงประเทศทั้งหลายในย่านภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผ่านมาหนึ่งปีความขัดแย้งยังคุกรุ่น:
            ตลอดปีที่ผ่านมาทางการจีนรายงานว่าได้ส่งเรือและเครื่องบินลาดตระเวนแล่นรอบหรือบินผ่านหมู่เกาะหลายครั้งเพื่อแสดงการมีอธิปไตยเหนือหมู่เกาะ ทั้งยังพยายามขับไล่เรือสัญชาติญี่ปุ่นที่แล่นเข้ามาใกล้ฝั่ง ส่วนทางการญี่ปุ่นรายงานว่าเรือลาดตระเวนญี่ปุ่นได้เผชิญหน้ากับเรือลาดตระเวนจีนหลายครั้ง บางครั้งเรือญี่ปุ่นแล่นเข้าใกล้เรือจีนมากเพื่อกีดกันให้เรือจีนออกจากน่านน้ำดังกล่าว
            ในโอกาสครบรอบหนึ่งปีของการซื้อหมู่เกาะ นายโยชิฮิเดะ ซูกะ (Yoshihide Suga) หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวว่าหมู่เกาะดังกล่าว “เป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตญี่ปุ่น” ญี่ปุ่นยังประสงค์มีความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ดีกับจีนแม้มีประเด็นขัดแย้ง พร้อมจะเจรจากับจีนเสมอ
            ด้านนายหง เหล่ย (Hong Lei) โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนแถลงข่าวตอบโต้ว่าจีนจะไม่ทนอยู่นิ่งเฉยถ้าอธิปไตยดินแดนถูกละเมิด “ญี่ปุ่นจะต้องรับผลการกระทำของตนหากทำการยั่วยุโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ” อย่างไรก็ตามจีนยังปรารถนามีสัมพันธ์ที่ดีกับญี่ปุ่น นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จีนเห็นว่าการที่ทางการญี่ปุ่นเรียกร้องให้มีการเจรจาระดับสูงเป็นเรื่องไม่จริงใจ เนื่องจากยังยึดมั่นว่าหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยูเป็นของญี่ปุ่น พยายามแสดงความเป็นเจ้าของ
            จะเห็นได้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นใช้วิธีการรุกรับการทางเมืองพร้อมกัน คือไม่ยกเลิกแนวคิดที่จะส่งเจ้าหน้าที่พลเรือนไปประจำหมู่เกาะ แต่ก็ไม่แสดงท่าทีว่าจะดำเนินการดังกล่าวเพื่อแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของ เช่นเดียวกับจีนที่ยืนยันตลอดเวลาว่าหมู่เกาะดังกล่าวเป็นของจีน ส่งเรือกับเครื่องบินทำการลาดตระเวนแสดงความเป็นเจ้าของอย่างต่อเนื่อง ย้ำเตือนให้ญี่ปุ่นไม่ทำการยั่วยุที่จีนไม่อาจทนได้ แต่ยังปรารถนาที่จะมีสัมพันธ์ที่ดีกับญี่ปุ่นอยู่เสมอ
            ประเด็นสำคัญคือ ณ ปัจจุบัน ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการให้เกิดการปะทะหรือเกิดสงครามระหว่างกัน ต่างรู้ว่าอะไรสามารถทำได้ อะไรคือการล้ำเส้นต้องห้าม

ความตึงเครียดที่ก่อตัวอยู่ภายใน:
            หนึ่งปีที่ผ่านมาถ้าไม่นับช่วงที่กำลังเผชิญหน้าอย่างตึงเครียด สองประเทศพยายามรักษาระดับความสัมพันธ์ไม่ให้เลวร้ายลงไปอีก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แม้มีผลกระทบบ้างแต่เกิดจากปัจเจกบุคคลมากกว่า แต่ภายใต้ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีความตึงเครียดที่ซ่อนอยู่ภายใน หากพิจารณาในแง่การป้องกันประเทศ ทั้งสองประเทศต่างกำลังเสริมสร้างกำลังรบอย่างเข้มข้น
            ในกรณีของญี่ปุ่น การเร่งเสริมสร้างกำลังรบส่วนหนึ่งเกิดจากนายชินโซ อาเบะนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นพวกสายเหยี่ยว มีนโยบายด้านความมั่นคงที่เข้มข้น เริ่มจากการกระชับความสัมพันธ์กับอเมริกา ย้ำเตือนสนธิสัญญาความมั่นคงญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ที่อเมริกาพร้อมจะปกป้องญี่ปุ่น เห็นว่าการมีสหรัฐฯ ปรากฏในเอเชีย “สำคัญอย่างยิ่ง” ต่อการป้องปรามจีน เดินสายกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ที่กังวลอิทธิพลจากจีน
            รัฐบาลอาเบะได้เพิ่มงบประมาณกลาโหมซึ่งเป็นการเพิ่มครั้งในแรกในรอบ 11 ปี ส่วนหนึ่งใช้จัดซื้อยุทโธปกรณ์ รวมทั้งอากาศยานเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุม แบบ E-767 และมีแนวคิดขยายบทบาทของกองทัพ นายกรัฐมนตรีอาเบะเอ่ยปากว่าญี่ปุ่นควรมีนาวิกโยธินเพื่อใช้ในกรณีที่ข้าศึกยึดครองหมู่เกาะต่างๆ
            เหตุผลของการดำเนินนโยบายดังกล่าวข้างต้น สมุดปกขาวว่าด้วยนโยบายความมั่นคงของประเทศ ฉบับปีล่าสุด 2013 อธิบายอย่างตรงไปตรงมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจีนว่ากองทัพจีนเพิ่มปฏิบัติการทางทหารมากขึ้น และครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างกว่าเดิม ล่วงล้ำทั้งน่านน้ำ น่านฟ้าอากาศญี่ปุ่น ปัญหาการอ้างสิทธิหมู่เกาะเซนกากุ อาจกลายเป็นเหตุลุกลามบานปลาย เป็นภารกิจเร่งด่วนที่กองทัพญี่ปุ่นจะต้องปรับปรุงให้พร้อมรับมือ

            ทางด้านจีนนั้นหลายปีที่ผ่านมาได้ปรับปรุงทุกเหล่าทัพให้ทันสมัยอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการต่อต้านภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพิ่มขยายกิจกรรมทางทหารทั้งน่านน้ำ น่านฟ้าอากาศ รัฐบาลจีนเพิ่มงบประมาณกลาโหมอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามกำลังเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

            ในขณะที่ญี่ปุ่นกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จีนกับรัสเซียก็แสดงตัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียเป็นไปด้วยดี สองรัฐบาลเน้นความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศทั้งด้านอาวุธและความร่วมมือทางการเมืองระหว่างประเทศ เห็นว่าความร่วมมือดังกล่าวมีผลทั้งต่อระดับทวิภาคีและระดับโลก
            ขีดความสามารถด้านการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียเข้ากันได้ดีกับอำนาจเศรษฐกิจจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดการสนับสนุนซึ่งกันและกัน ใกล้เคียงกับที่ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณกลาโหม พยายามขยายบทบาททางทหารของตนในยามที่สหรัฐฯ มีปัญหาต้องลดงบประมาณกลาโหม ต้องการให้พันธมิตรมีส่วนในการรักษาความมั่นคงมากขึ้น

            การวิเคราะห์ภาพรวมชี้ว่าโอกาสที่ความขัดแย้งเรื่องการอ้างสิทธิหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยูจะกลายเป็นเหตุปะทะรุนแรงนั้นมีความเป็นไปได้ต่ำ เนื่องจากสองรัฐบาลคำนึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมา ดังจะสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าแม้ในทางการเมืองระหว่างประเทศจะมีความขัดแย้ง มีการเผชิญหน้าในอาณาบริเวณหมู่เกาะ ทั้งสองประเทศพยายามไม่ให้กระทบด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน
            ในอีกมุมหนึ่งความขัดแย้งเรื่องการอ้างสิทธิดังกล่าวจะดำเนินต่อเนื่องไปอีกนาน ตราบเท่าที่สองฝ่ายยังคงรักษาจุดยืนของตน
            ครบรอบหนึ่งปีญี่ปุ่นซื้อหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู สองประเทศมีความสัมพันธ์อันซับซ้อนทั้งด้านบวกด้านลบ มีความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน มีความขัดแย้งเรื่องสิทธิครอบครอง และมีความตึงเครียดที่กำลังก่อตัวอยู่ภายใน ทั้งหมดนี้ไม่เพียงส่งผลในระดับทวิภาคีแต่กระเทือนทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เกี่ยวข้องพัวพันกับชาติมหาอำนาจหลายประเทศ เป็นประเด็นที่ควรติดตามใกล้ชิด
-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
ทางการญี่ปุ่นเปิดตัวเรือรบอิซูโม (Izumo) เรือรบรุ่นใหม่ที่ใหญ่ที่สุดที่ญี่ปุ่นต่อเองนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา กองทัพญี่ปุ่นจัดให้เรือดังกล่าวอยู่ในชั้นเรือพิฆาต แต่สามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์จำนวน 9-14 ลำ และอาจบรรทุกเครื่องบินรบรุ่นใหม่ล่าสุด F-35 จึงมีข้อวิพากษ์ว่าญี่ปุ่นกำลังเสริมกำลังรบขนาดใหญ่หรือไม่ จะกระทบความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างไร 
ทฤษฎีสัจนิยมให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งชาติมากที่สุด รัฐต้องระแวดระวัง เตรียมการรับมือภัยคุกคามทุกชนิด พร้อมเผชิญหน้าฝ่ายตรงข้าม แต่ภายใต้แนวคิดนี้นโยบายความมั่นคงแห่งชาติเต็มด้วยความหวาดระแวง ความไม่เชื่อใจ กลายเป็นดาบสองคมให้ประเทศเพื่อนบ้านมองด้วยความหวาดระแวง มองอย่างเป็นภัยคุกคามเช่นกัน นโยบายความมั่นแห่งชาติญี่ปุ่นสะท้อนลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน

            การวิพากษ์ Pivot to Asia หรือยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียสามารถทำได้หลายรูปแบบ มองในหลายแง่มุม งานเขียนชิ้นนี้ชี้จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ผ่านประเด็นความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เป็นความขัดแย้งจากผลพวงของประวัติศาสตร์ กลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะแก้ไขภายใต้บริบทปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยอมให้กันไม่ได้ ต้องตอบสนองความคาดหวังจากการเมืองภายในของแต่ละประเทศ เกิดการแก้เกมแบบชิงไหวชิงพริบ นำสู่คำตอบว่าทำไมยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียจึงอ่อนกำลัง ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย ในอนาคตจะต้องปรับแก้ยุทธศาสตร์หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการหวังผลอย่างจริงจัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่จะต้องหาพันธมิตรเพิ่ม หรือทำให้ประเทศเหล่านั้นถอยห่างจากจีนมากขึ้น ซึ่งในกรอบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีเพียงไม่กี่ประเทศดังปรากฏบนแผนที่

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. “One year on, China's Diaoyu Islands patrol mission continues”, People’s Daily, 10 September 2013, http://english.peopledaily.com.cn/90883/8395979.html
2. China slams Japanese official's remarks on Diaoyu Islands, People’s Daily, 11 September 2013, http://english.peopledaily.com.cn/90883/8395979.html
3. Japan on high alert for disputed islands anniversary, Japan Today/AFP, 11 September 2013, http://www.japantoday.com/category/national/view/japan-on-high-alert-for-disputed-islands-anniversary
4. China warns Japan against stationing workers on disputed isles, Japan Today/Reuters, 11 September 2013, http://www.japantoday.com/category/national/view/china-warns-japan-against-stationing-workers-on-disputed-isles
5. DEFENSE OF JAPAN 2013, Japan Ministry of Defense, http://www.mod.go.jp/e/publ/w_paper/2013.html, accessed 9 July 2013
6. Jon Day, News Analysis: Japan sends conflicting messages to China on anniversary of "nationalizing" disputed islands, Xinhua, 11 September 2013, http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-09/11/c_125371557.htm
7. Leslie H. Gelb and Dimitri K. Simes, “Beware Collusion of China, Russia”, The National Interest, 25 June 2013, http://nationalinterest.org/article/beware-collusion-china-russia-8640, accessed 1 September 2013
------------------------

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ภาวะผู้นำของเยอรมนีกับการต่อต้าน NSA

10 พฤศจิกายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6215 วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2556)
           เป็นความจริงที่ทุกประเทศต่างสอดแนมซึ่งกันและกัน ไม่มีประเทศใดต้องการเพลี่ยงพล้ำหรือพ่ายแพ้ในศึกสงคราม การข่าวกรองเป็นส่วนหนึ่งของสงคราม เป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ ไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญความจำเป็นของการข่าว ในยามที่ข้อมูลการข่าวกรองของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (National Security Agency หรือ NSA) ถูกนำออกเปิดเผยมากขึ้นเรื่อยๆ คุณอังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมันสามารถใช้ประโยชน์จากการเปิดโปงของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนในหลายด้าน ทั้งด้านการเมืองภายในประเทศ การเมืองระหว่างประเทศ ทั้งหมดนี้แสดงถึงภาวะผู้นำที่น่าชื่นชม พอจะสรุปประเด็นสำคัญๆ ได้ดังนี้

          ประการแรก ไม่ยอมรับสภาพ มีความเป็นตัวของตัวเอง
            เมื่อเหตุการณ์ดักฟังที่รั่วไหลออกมาไม่สามารถปิดบังสังคมได้อีกต่อไป ทางการเยอรมันเริ่มชี้ว่าการดักฟังเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการดักฟังผู้นำประเทศหรือประชาชน ให้เหตุผลการดักฟังประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการก่อการร้ายเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การดักฟังผู้นำประเทศเป็นการทำลายความไว้วางใจต่อกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อผู้กระทำคือมิตรประเทศสำคัญ
            รัฐบาลเยอรมันเรียกร้องขอคำชี้แจงจากรัฐบาลอเมริกัน เรียกร้องให้ยุติการสอดแนมทันที ไม่กี่วันต่อมารัฐบาลอเมริกาตอบสนองโดยดี นายเจย์ คาร์นีย์ (Jay Carney) โฆษกทำเนียบขาวแถลงว่า “ท่านประธานาธิบดีให้ความมั่นใจแก่นายกรัฐมนตรี (เยอรมัน) ว่าสหรัฐไม่ได้กำลังติดตามและไม่คิดติดตามการสื่อสารของนายกฯ แมร์เคิล
            สองสามปีที่ผ่านมา นโยบายต่างประเทศของเยอรมนีแตกต่างจากสหรัฐในเรื่องสำคัญหลายเรื่อง เช่น ไม่ออกเสียงสนับสนุนการจัดตั้งเขตห้ามบินในลิเบีย (เป็นต้นเหตุทำให้กองทัพรัฐบาลกัดดาฟีถูกทำลาย ฝ่ายต่อต้านสามารถล้มล้างรัฐบาลได้ในที่สุด) ไม่สนับสนุนการโจมตีกองทัพรัฐบาลซีเรีย และกรณีล่าสุดคือพฤติกรรมสอดแนมของอเมริกา
            อันที่จริงแล้วเยอรมนีกับสหรัฐมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคงทางทหารที่ทั้งคู่ต่างเป็นสมาชิกนาโต มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือทางการเมืองระหว่างประเทศและอื่นๆ อีกมากมาย ผ่านความตึงเครียดในช่วงสงครามเย็นด้วยกัน แต่ความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเห็นด้วยทุกเรื่องเสมอไป การแสดงออกของเยอรมนีเป็นตัวอย่างแก่การเป็น “มิตรประเทศ” ว่าไม่จำต้องเห็นด้วยทุกเรื่องหรือทำตามทุกอย่างเสมอไป
            เยอรมนีเป็นรองสหรัฐในทุกด้าน แต่ท่าทีอันแข็งกร้าว การไม่อยู่นิ่งเฉย ไม่ยอมรับสภาพที่ถูกสอดแนม การมีจุดยืนในนโยบายของตนเองคือสิ่งแรกที่แสดงถึงความเป็นผู้นำของชาติที่เข้มแข็ง มีศักดิ์ศรี

          ประการที่สอง เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนในประเทศและทั่วโลก
            นายกฯ แมร์เคิล กล่าวว่า “ไม่ใช่เรื่องของดิฉันเท่านั้นแต่เกี่ยวข้องกับพลเมืองเยอรมันทุกคน” ในอีกตอนหนึ่งกล่าวว่า “ดิฉันของย้ำอีกครั้งว่าการสอดแนมระหว่างมิตรด้วยกันเป็นเรื่องที่ทุกคนรับไม่ได้ และเรื่องนี้ทำเพื่อพลเมืองทุกคนในประเทศเยอรมนี” ในฐานะผู้นำประเทศมีบทบาทปกป้องพลเมืองทุกคน การแสดงจุดยืนดังกล่าวนับว่าไม่แปลก แต่จะได้ใจคนทั้งประเทศ เป็นวิธีการสร้างคะแนนนิยมที่ประหยัดที่สุดและยั่งยืนที่สุด
            การแสดงจุดยืนของผู้นำเยอรมันส่งผลขยายออกไปสู่ประเทศอื่น ทำให้หลายประเทศในสหภาพยุโรปออกมาแสดงจุดยืนร่วมกัน นายเอลิโอ ดิ รูโป (Elio di Rupo) นายกรัฐมนตรีเบลเยียมกล่าวว่า “พวกเราไม่ยอมรับระบบการจารกรรมไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม” และ “ต้องมีมาตรการ ... ที่ไม่ใช่ระดับประเทศ แต่เป็นมาตรการของยุโรป” เช่นเดียวกับนายมาร์ค รูทท์ (Mark Rutte) นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรง ข้าพเจ้าสนับสนุน (นายกฯ แมร์เคิล) อย่างเต็มที่”
            การแสดงออกของนายกฯ แมร์เคิล จึงไม่เพียงได้ใจชาวเยอรมันเท่านั้น แต่ยังได้ใจคนทั่วทั้งยุโรปและที่อื่นๆ ด้วย ทำให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักในสิทธิความเป็นส่วนตัวที่จะต้องปกป้อง เป็นการส่งเสริมเสรีภาพของปัจเจกชน ตรงข้ามกับ NSA ที่สอดแนมคนนับล้านทั่วโลก
            การดึงความร่วมมือจากคนทั้งโลกเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มหาศาล ทำให้รัฐบาลหลายประเทศไม่ว่าจะเพื่อผลประโยชน์ในการบริหารประเทศหรือเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนต่างต้องให้ความร่วมมือ ขอมีส่วนร่วมในการต่อต้านการสอดแนม
            มาถึงขั้นนี้ชี้ว่านายกฯ แมร์เคิลไม่ถอยแน่นอน เพราะชาวเยอรมันและอีกนับร้อยนับพันล้านคนทั่วโลกให้การสนับสนุน

          ประการที่สาม หาแนวร่วม ประสานพลังกับรัฐบาลยุโรปและทั่วโลก
            ตั้งแต่การสอดแนมเป็นประเด็นร้อน นายกฯ แมร์เคิลใช้วิธีประสานความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรป เป็นอีกครั้งที่ได้แสดงบทบาทผู้นำของสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังประสานกับนานาประเทศทั่วโลก ผลลัพธ์คือเยอรมนีกับบราซิลได้ร่วมกันจัดทำและได้ส่งร่างข้อมติต่อคณะกรรมาธิการสมัชชาสหประชาชาติ เรียกร้องยุติการสอดแนมที่ปราศจากเหตุผลอันสมควร เนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่าสมาชิกสหประชาชาติ “กังวลอย่างยิ่งต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการนำไปใช้ในทางที่ผิดอันเนื่องจากการสอดแนมนอกอาณาเขตหรือการดักจับการติดต่อสื่อสารที่อยู่ในอำนาจของศาลต่างประเทศ” ความอีกตอนหนึ่งระบุว่า “การสอดแนมการสื่อสารส่วนบุคคลและการดักจับข้อมูลส่วนตัวของพลเรือนเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เป็นการล่วงละเมิดสิทธิแห่งเสรีภาพในการแสดงออกและความเป็นส่วนตัวอย่างรุนแรง คุกคามรากฐานของสังคมประชาธิปไตย”
            มีกระแสข่าวว่าวงการทูตทั่วโลกให้การสนับสนุนอย่างล้นหลาม เป็นความพยายามครั้งแรกของนานาชาติที่จะกีดกั้นการสอดแนมจากอีกประเทศหนึ่ง เป็นการประสานพลังทางการเมืองระหว่างประเทศของนานาชาติเพื่อต้านการสอดแนม
            ไม่ว่าร่างข้อมติดังกล่าวจะผ่านการพิจารณาหรือไม่ ไม่ว่าจะมีผลบังคับใช้มากน้อยเพียงไร ณ ขณะนี้เยอรมนีได้แสดงความเป็นผู้นำโลก เป็นที่พึ่งของอีกหลายประเทศ

          ประการที่สี่ แก้ไขอย่างครบถ้วน
            เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศเยอรมันเรียกทูตอังกฤษเข้าพบเพื่อขอคำอธิบายในข้อกล่าวหาอังกฤษสอดแนมเยอรมนี เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่สื่อ The Independent ของอังกฤษรายงานว่าหน่วยข่าวกรองอังกฤษได้ตั้งสถานีดักฟังลับในสถานทูตอังกฤษประจำประเทศเยอรมนีในลักษณะเดียวกับที่สหรัฐกระทำ ชี้ว่าอุปกรณ์ของอังกฤษสามารถดักสัญญาณโทรศัพท์มือถือ Wi-Fi และการสื่อสารทางไกลทั่วทั้งกรุงเบอร์ลินซึ่งรวมถึงรัฐสภาเยอรมันและทำเนียบรัฐบาล
            เรื่องราวความร่วมมือระหว่างหน่วยข่าวกรองของสหรัฐกับอังกฤษเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก และมีระบบมีชื่อเรียกต่างๆ มากมาย ยกตัวอย่าง เช่น Echelon คือระบบสอดแนมที่สหรัฐดำเนินการร่วมกับอังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เพื่อดักจับสัญญาณทั่วโลก ประกอบด้วยสัญญาณโทรศัพท์ แฟกซ์ อีเมล สัญญาณดาวเทียม สัญญาณไมโครเวฟ สัญญาณโทรศัพท์มือถือ และสัญญาณที่ผ่านสายไฟเบอร์ออฟติก ผ่านสถานีดักฟังที่ตั้งไว้ตามจุดต่างทั่วโลก รวมทั้งระบบดาวเทียมจารกรรม
            โครงการภายใต้ชื่อ PRISM ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลใน Yahoo กับ Google ได้อย่างถูกกฎหมายผ่านการรับรองของศาล และยังมีโครงการ MUSCULAR สามารถเจาะเข้าระบบ clouds ของ Yahoo กับ Google สามารถดักข้อมูลแบบ real time
            เอกสารของ NSA ยังพูดถึงปฏิบัติการ Stateroom ว่าเป็นการดักฟังสัญญาณจากอาคารสถานทูตของตนที่อยู่ต่างประเทศ ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นความลับที่แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ในสถานทูตก็ไม่ทราบข้อเท็จจริง อุปกรณ์เครื่องมือสอดแนมต่างๆ ได้รับการปกปิดหรือตกแต่งเพื่อไม่ให้คนอื่นล่วงรู้ว่าคืออะไร
             รวมความแล้ว สหรัฐกับอังกฤษมีโครงการมีวิธีการสอดแนมมากมาย ดังนั้น การหยุดสหรัฐเพียงประเทศเดียวจึงไม่เพียงพอ ต้องหยุดประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในเครือข่ายด้วย โดยเฉพาะอังกฤษที่รับผิดชอบการสอดแนมทั่วทั้งยุโรปโดยตรง

            การที่หน่วยข่าวกรองอังกฤษดักฟังรัฐสภากับทำเนียบนายกฯ เยอรมันก่อให้เกิดคำถามขึ้นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่ออังกฤษอย่างไร เป็นพฤติกรรมที่มิตรประเทศควรกระทำต่อกันหรือไม่ คำว่า “มิตรประเทศ พันธมิตร” ของสหรัฐกับอังกฤษมีความหมายตรงตามที่เอ่ยอ้างหรือไม่ การดักฟังไม่ใช่เรื่องความไม่เหมาะสมทางการทูตเท่านั้นแต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงเยอรมันอย่างยิ่ง
            ในอีกแง่มุมหนึ่ง อธิบายด้วยตรรกะง่ายๆ ว่าบรรดานักการเมือง เจ้าหน้าที่ในรัฐสภาและทำเนียบรัฐบาลต้องไม่พอใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นธรรมดาที่ผู้นำมีอำนาจย่อมไม่อยากให้ใครมาล่วงรู้ความลับของตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติหรือเรื่องส่วนตัว ดังนั้น นักการเมืองเยอรมันทุกคนทุกพรรคต่างพร้อมใจกันต่อต้าน

            เมื่อทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดจะพบว่าฝ่ายการเมืองเยอรมันแทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรเลย อาศัยเพียงการติดต่อทางการทูต การพูดผ่านสื่อก็สามารถบั่นทอนชื่อเสียงของอเมริกา บั่นทอนระบบการจารกรรมของสหรัฐที่ลงทุนหลายหมื่นหลายแสนล้านดอลลาร์ เป็นอีกครั้งที่ชี้ว่าสติปัญญากับการยึดหลักความถูกต้องมีพลังอำนาจมากกว่างบประมาณมหาศาล เทคโนโลยีอันซับซ้อน
            หากวิเคราะห์ว่านายสโนว์เดนกำลังเป็นฝ่ายรุกเพื่อบั่นทอนความมั่นคงของสหรัฐ การดำเนินนโยบายของรัฐบาลแมร์เคิลเท่ากับเป็นการเปิดแผลให้ใหญ่ขึ้น ให้เรื่องราวไปถึงสมัชชาสหประชาชาติ และเป็นผู้ควบคุมเกมส์อีกคนหนึ่ง มีส่วนควบคุมทิศทางของประเด็น สามารถใช้ประโยชน์จากเรื่องที่เกิดขึ้น รัฐบาลสหรัฐกับรัฐบาลอังกฤษจึงไม่ได้ปวดหัวเพราะนายสโนว์เดนเพียงคนเดียว ยังต้องเผชิญหน้ากับอีกหลายประเทศที่มีเยอรมนีเป็นแกนนำ

            น่าชื่นชมนายกฯ แมร์เคิลที่ได้แสดงบทบาทความเป็นผู้นำของประเทศ  การแสดงบทบาทดังกล่าวไม่ได้มุ่งชื่อเสียงหรือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก แต่เป็นการปกป้องความมั่นคงของประเทศ ส่งเสริมเกียรติภูมิแห่งชาติ แสดงบทบาทผู้นำนานาประเทศ ปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้คนทั่วโลก
            ทั้งหมดนี้เพราะผู้นำประเทศเลือกที่จะทำหน้าที่ของตน ไม่กลัวการเผชิญหน้า ดำเนินนโยบายอย่างมีสติปัญญา เดินหน้าเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่แอบเจรจาลับกับใครเพื่อให้เรื่องจบๆ ไป
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
นับวันคนทั่วโลกจะรับทราบข้อมูลการสอดแนมของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐหรือ NSA และกลายเป็นที่วิพากษ์ว่าเหมาะสมหรือไม่ รัฐบาลหลายประเทศไม่อาจทนนิ่งเฉยต้องหากไม่ต่อต้านการสอดแนมก็คือต่อต้านการเปิดโปง เรื่องที่เกิดขึ้นมีข้อคิดหลายแง่มุม เช่น มีความจำเป็นเพื่อการต่อต้านการก่อการร้าย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนคนนับล้าน การกระทบต่อความมั่นคงของชาติ เรื่องของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนยังไม่จบเพียงเท่านี้

บรรณานุกรม:
1. “Press Briefing by Press Secretary Jay Carney, 10/24/2013”. The White House. http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/10/25/press-briefing-press-secretary-jay-carney-10242013 accessed 25 October 2013.
2. Merkel calls US spying breach of trust. Al Jazeera. http://www.aljazeera.com/news/europe/2013/10/merkel-calls-us-spying-breach-trust-2013102416161685214.html 24 October 2013.
3. 'That's Just Not Done': Merkel Comments on Spying Allegations. Spiegel Online. http://www.spiegel.de/international/germany/merkel-comments-on-allegations-the-us-spied-on-her-cell-phone-a-929870.html 24 October 2013.
4. Press TV. 21 Nations United Nations Resolution against the US for Spying on World Leaders. Global Research. 27 October 2013. http://www.globalresearch.ca/21-nations-united-nations-resolution-against-the-us-for-spying-on-woreld-leaders/5355676 accessed 29 October 2013.
5. Germany's Quandary: The Debate over Asylum for Snowden. Spiegel Online. http://www.spiegel.de/international/world/the-political-debate-over-offering-snowden-asylum-in-germany-a-931497.html 4 November 2013.
6. Et Tu, UK? Anger Grows over British Spying in Berlin. Spiegel Online. http://www.spiegel.de/international/europe/revelation-of-spy-nest-in-british-berlin-embassy-angers-germans-a-931868.html 5 November 2013.
7. Revealed: Britain's 'secret listening post in the heart of Berlin'. The Independent. http://www.independent.co.uk/news/uk/home-news/revealed-britains-secret-listening-post-in-the-heart-of-berlin-8921548.html 5 November 2013.
8. Whitehead, John W. Obama, NSA Spying and the Dangers of Secretive, Authoritarian Government. http://www.informationliberation.com/?id=45402 4 November 2013.
 --------------------

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

นายกหลี่ เค่อเฉียงกับความพยายามสานสัมพันธ์จีน-เวียดนาม

4 พฤศจิกายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
            เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมานายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ ตั้งใจสานสัมพันธ์ในสามด้านคือ ความร่วมมือทางทะเล ความร่วมมือบนบกและความร่วมมือทางการเงิน นายกฯ หลี่กล่าวว่าความร่วมมือทั้งสามด้านจะช่วยให้ความสัมพันธ์สองประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากความเห็นต่างสู่ความร่วมมือ ความร่วมมือทวิภาคีไม่เพียงสร้างผลประโยชน์แก่ประชาชนทั้งสองประเทศ ยังส่งเสริมสันติภาพ การพัฒนาและความมั่งคั่งของภูมิภาคด้วย
            ด้านนายเหงวียน เติ๋น สุง (Nguyen Tan Dung) นายกรัฐมนตรีเวียดนามกล่าวเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี พร้อมจะทำงานร่วมกับจีนผ่านการติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูง สร้างความไว้วางใจทางการเมือง เพิ่มความร่วมมือทั้งทางทะเล ทางบกและความร่วมมือทางการเงิน และความร่วมมือในประเด็นระดับภูมิภาคและระดับโลก

ความร่วมมือ 3 ด้าน:
            ในการเยือนคราวนี้สองประเทศได้ประกาศความร่วมมือ 3 ด้าน สรุปสาระสำคัญดังนี้
            1. ความร่วมมือทางทะเล
            จีนเห็นว่าข้อพิพาททะเลจีนใต้เป็นปัญหาหลักเพียงข้อเดียวที่เป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ สองฝ่ายเห็นร่วมกันที่จะจัดการปัญหาอย่างเหมาะสม ระวังที่จะไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์สองประเทศ ยึดมั่นปฏิบัติตาม “ข้อตกลงว่าด้วยหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการแก้ไขประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับทะเล” ตามที่ได้ลงนามเมื่อปี 2011จะควบคุมไม่ให้ข้อพิพาทลุกลามบานปลาย รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงเกษตรของทั้งสองฝ่ายจะพูดคุยผ่านสายด่วนถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น สองฝ่ายจะปฏิบัติตามปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea หรือ DOC) อย่างเคร่งครัด และพยายามหาข้อสรุปในการจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (code of conduct for the South China Sea หรือ COC) โดยยึดหลักฉันทามติ
            ในด้านความร่วมมือทางทะเล นายกฯ หลี่คาดหวังว่าภายในหนึ่งปีสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงการพัฒนาเศรษฐกิจรอบอ่าวเป่ยปู้ (Beibu Bay) ความร่วมมือพัฒนาทะเลจีนใต้ร่วมกันจะเป็นวิธีแก้ไขข้อพิพาทที่มีอยู่ เปลี่ยนจากข้อพิพาทกลายเป็นการสร้างผลประโยชน์ร่วม ข้อสรุปที่ได้คือในปีนี้จะเริ่มทำการสำรวจร่วมน่านน้ำปากอ่าวเป่ยปู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม

            2. ความร่วมมือบนบก
            ในด้านการค้าการลงทุน สองประเทศจะพยายามปรับการค้าทวิภาคให้สมดุล ตั้งเป้าเพิ่มการค้าระหว่างกันให้ได้ถึงปีละ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ก่อนสิ้นปี 2015 (ข้อมูลทางการเวียดนามชี้ว่าปี 2012 การค้าทวิภาคีอยู่ที่กว่า 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์)
            ในด้านการเชื่อมต่อ ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงเรื่องโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ตาม “แผนพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าเวียดนามกับจีน ระยะ 5 ปี 2012-2016” ในการเยือนของนายกฯ หลี่ครั้งนี้ได้ข้อสรุปว่าสองฝ่ายจะจัดตั้งทีมทำงานร่วมเพื่อศึกษาความร่วมมือดังกล่าว โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างทางหลวงเชื่อมจังหวัดลางเซิน (Lang Son) กับกรุงฮานอย (Hanoi) เร่งศึกษาเส้นทางระหว่างมงไค (Mong Cai) กับฮาลอง (Ha Long) และเร่งรัดศึกษาโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อเมืองหลาวกาย (Lao Cai) ฮานอยและไฮฟอง (Hai Phong)
            อันที่จริงแล้วโครงการเหล่านี้ไม่ใช่โครงการใหม่ เช่น โครงการก่อสร้างทางหลวงเชื่อมจังหวัดลางเซินกับกรุงฮานอย เดิมมีแผนว่าจะทำให้แล้วเสร็จภายในปี 2020 แต่จากสถานการณ์ล่าสุดอยู่ในขั้นตอนของการตั้งคณะศึกษาร่วมเท่านั้น โครงการจึงไม่น่าจะแล้วเสร็จทันปี 2020

            3. ความร่วมมือทางการเงิน
            สองฝ่ายตกลงสร้างเครือข่ายความมั่นคงทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เน้นการจัดการวิกฤตเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศ ให้มีการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบทวิภาคี (bilateral currency swap) กระบวนการชำระเงินและส่งมอบสินค้าจากการซื้อขายข้ามประเทศ (settling cross-border trade) ด้วยสกุลเงินท้องถิ่น ข้อสรุปจากการประชุมคือจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อศึกษาความร่วมมือทางการเงิน

วิเคราะห์องค์รวม:
            การเยือนเวียดนามช่วยให้ความสัมพันธ์สองประเทศดีขึ้น ผู้นำประเทศต่างเห็นด้วยที่จะเพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจทางการเมือง แลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ระดับสูง รักษาบรรยากาศสงบเรียบร้อยในทะเลจีนใต้ ความไว้เนื้อเชื่อใจทางการเมืองยังเป็นประเด็นสำคัญที่สองฝ่ายต้องพยายามอีกต่อไป ไม่เพียงเฉพาะระดับเจ้าหน้าที่ ยังรวมถึงระดับประชาชนทั่วไป
            น่าชื่นชมว่านายกฯ หลี่ได้พยายามสานสัมพันธ์กับเวียดนามด้วยตนเอง การเยือนของจีนเป็นการเยือนระดับผู้นำประเทศในรอบ 10 ปี สองประเทศยังมีประเด็นข้อพิพาทที่หาข้อสรุปไม่ได้ จึงตกลงร่วมมือเฉพาะส่วนที่ทำได้ ขยายผลประโยชน์ร่วมให้มากพร้อมกับลดความเห็นต่างให้เหลือน้อยที่สุด ความเห็นต่างเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือ การร่วมสำรวจน่านน้ำปากอ่าวเป่ยปู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมเป็นกรณีตัวอย่างของความร่วมมือเชิงรูปธรรม ส่วนที่เหลือเป็นเพียงการศึกษาวางแผนร่วมกัน

            เรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้คือเศรษฐกิจจีนนับวันยิ่งเติบโต โลกมีแนวโน้มเชื่อมต่อมากขึ้น จีนดำเนินนโยบายเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจการเมืองกับประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งเวียดนาม ดังนั้นสองประเทศมีแนวโน้มสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมืองมากขึ้น หากมองด้วยสายตาการมีอิทธิพลต่อกันเวียดนามกังวลว่าจีนจะส่งอิทธิพลต่อตนมากขึ้นในอนาคต
            ความกังวลที่จีนจะครอบงำเวียดนามคือความกังวลเดิมๆ ย้อนหลังประวัติศาสตร์นับร้อยนับพันปีที่จีนมักมีอิทธิพลเหนือเวียดนามในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ในขณะที่เวียดนามผ่านร้อนผ่านหนาวจากความพยายามต่อสู้เพื่อความเป็นไทต่อทุกชาติรวมทั้งจีน
            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าผลจากขนาดเศรษฐกิจระดับการพัฒนาที่แตกต่างและความไม่ลงรอย ทำให้จีนไม่สามารถดำเนินนโยบายต่อเวียดนามตามที่ตนต้องการ เวียดนามสูญเสียโอกาสที่น่าจะได้จากความสัมพันธ์กับจีน แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งชาวเวียดนามบางส่วนเห็นว่าเป็นอีกครั้งที่สามารถสกัดอิทธิพลของจีน รักษาความเป็นอิสระของประเทศ เป็นตัวแทนของการต่อสู้เพื่อความเป็นไทของเวียดนาม

            จีนมีทางเลือกหันไปสร้างความสัมพันธ์กับประเทศอื่น แต่ก็เกรงว่ามหาอำนาจอื่นจะร่วมมือกับเวียดนาม หากเวียดนามจำต้องร่วมมือกับประเทศใดประเทศหนึ่ง เช่นในการพัฒนาเศรษฐกิจ จีนย่อมเห็นว่าการร่วมมือกับจีนดีกว่าแน่นอน การเยือนเวียดนามของนายกฯ หลี่เป็นหลักฐานแสดงความพยายามของจีนได้เป็นอย่างดี
            ที่สุดแล้ว เวียดนามยังต้องมีความสัมพันธ์กับจีนต่อไป เพียงแต่ต้องรักษาระยะห่างจากจีน ยิ่งกังวลว่าจะถูกครอบงำมากเพียงไร ก็จะยิ่งพยายามพาตัวให้ออกห่างมากเท่านั้น แสดงออกเป็นรูปธรรมผ่านการร่วมมือกับประเทศอื่นๆ
            สิ่งที่จีนทำได้และควรทำคือการแสดงออกถึงความจริงใจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับที่จีนในปัจจุบันดำเนินนโยบายเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ร่วมมือในส่วนที่เวียดนามเห็นด้วย ให้เป็นการตัดสินใจที่มาจากเวียดนามอย่างแท้จริง

            นอกจากเหตุผลทางการเมือง ประเด็นสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาคือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น เวียดนามมีความจำเป็นเร่งด่วนเพียงใดหรือเวียดนามต้องการชะลอโครงการ ต้องการเวลาพิจารณามากกว่านี้ จีนหวังว่าการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งจะเอื้อให้การส่งออกการลงทุนจากภาคใต้ของจีนสู่หลายประเทศในอาเซียน ประเด็นคือแล้วเวียดนามจะได้ประโยชน์จากระบบขนส่งดังกล่าวมากน้อยเพียงไร ในเมื่อเศรษฐกิจเวียดนามยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับจีน เวียดนามจะได้ประโยชน์จากการค้าการลงทุนมากน้อยเพียงไร
            ประเด็นถัดมาคือระบบเศรษฐกิจเวียดนามรองรับการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ หากการเชื่อมต่อสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วรุนแรง สินค้าจากจีนและอาเซียนที่หลั่งไหลเข้ามาสู่ตลาดเวียดนามจะกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศการผลิตของท้องถิ่นหรือไม่ เป็นประเด็นที่จำต้องพิจารณาและศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ
            ดังนั้น เมื่อพูดถึงความร่วมมือ พูดถึงผลประโยชน์ร่วม แน่นอนว่าทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ แต่เท่านี้อาจไม่เพียงพอ ต้องชัดเจนว่าความร่วมมือดังกล่าวเป็นการตอบสนองประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก หรือตอบสนองผลประโยชน์ร่วมอย่างเท่าเทียมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาผลเสียที่อาจเกิดขึ้นว่าจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจสังคมภายในอย่างไร การมุ่งมองแต่ผลดีอย่างเดียวย่อมปราศจากความรอบคอบและไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด

            ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้จริง ถ้าเวียดนามเห็นชอบอย่างแท้จริงทั้งในเชิงหลักการและระยะเวลา
ตราบใดที่เวียดนามมีความต้องการน้อยกว่ายังไม่ได้ประโยชน์จากความร่วมมือเต็มที่ เมื่อนั้นเวียดนามย่อมไม่เห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนเมื่อเทียบกับจีน
            เป็นธรรมดาที่ประเทศเล็กกว่ามีอำนาจน้อยกว่าจะต้องกังวลเมื่อจะร่วมมือกับประเทศที่ใหญ่กว่า ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือคอยเตือนใจอยู่เสมอ ในโลกยุคปัจจุบันความร่วมมือย่อมก่อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายหากได้พิจารณาบนผลประโยชน์ร่วมอย่างเท่าเทียม ได้ศึกษาผลดีผลเสียอย่างรอบคอบ และจะบรรลุผลได้โดยรวดเร็วเมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันที่จะยึดมั่นแนวทางดังกล่าว เวียดนามอาจต้องการเวลาเพื่อพิจารณาเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสของจีนที่จะแสดงความจริงใจดังที่นายกรัฐมนตรีจีนเยือนเวียดนามเพื่อสานสัมพันธ์ ผลความร่วมมือของสองประเทศจะเป็นตัวอย่างที่ดีแก่การร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ต่อไป
-------------------
บรรณานุกรม:
1. ส่วนวิจัยธุรกิจ 2 ฝ่ายวิจัยธุรกิจ. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบอ่าวเป่ยปู้. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย. กุมภาพันธ์ 2553. http://www.exim.go.th/doc/newsCenter/9031.pdf accessed 22 October 2013.
2. Nguyen Khac Vien. 2552. เวียดนาม: ประวัติศาสตร์ฉบับพิสดาร. ต้นฉบับ Vietnam: A Long History. แปลโดย เพ็ชรี สุมิตร. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพ: ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
3. China, Vietnam agree to deepen partnership along three tracks. Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-10/13/c_132795280.htm 14 October 2013.
4. China, Vietnam agree to deepen partnership. Viet Nam News. http://vietnamnews.vn/politics-laws/246235/china-vietnam-agree-to-deepen-partnership.html 14 October 2013.
5. VN, China detail new partnership. Viet Nam News. http://vietnamnews.vn/politics-laws/246298/vn-china-detail-new-partnership.html 16 October 2013.
6. Chinese premier arrives in Hanoi for Vietnam visit. Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-10/13/c_132794829.htm 13 October 2013.
7. Womack, Brantly. Edited by Ganguly, Sumit and Thompson, William. 2011. Asymmetric Rivals: China and Vietnam. Asian Rivalries: Conflict, Escalation, and Limitations on Two-level Games. USA.: Stanford University Press.
------------------

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ปฏิบัติการเปิดโปง NSA ของเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน

3 พฤศจิกายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6208 วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2556, http://www.ryt9.com/s/tpd/1768782 
และได้รับการเผยแพร่ผ่าน US Watch” โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ, http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1807

            เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่นายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอและสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ  (National Security Agency หรือ NSA) ได้ทยอยเปิดเผยข้อมูลลับของ NSA
            การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนในตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อข้อมูลชิ้นหนึ่งชี้ว่ามีผู้นำ 35 ประเทศถูกสอดแนม ประเทศเหล่านี้ประกอบด้วยประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐอย่างเช่นเยอรมนี ฝรั่งเศส เม็กซิโก บราซิลและหลายประเทศในสหภาพยุโรป กับประเทศที่เป็นปรปักษ์อย่างคิวบาและเวเนซุเอลา เอกสารลับยังชี้อีกว่า NSA ร้องขอหมายเลขโทรศัพท์ผู้นำประเทศเหล่านี้จากเจ้าหน้าทำเนียบขาว กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานอื่นๆ เพื่อ NSA จะได้ทำการสอดแนม จากข้อมูลดังกล่าวย่อมแสดงว่าการดักฟังผู้นำประเทศไม่ใช่การกระทำที่เป็นกรณีพิเศษหรือเจาะจงต่อผู้นำบางประเทศหรือในบางสถานการณ์ แต่เป็นแนวทางที่ NSA ดำเนินการเป็นปกติ เกิดคำถามว่าทำไมมิตรประเทศใกล้ชิดจึงยังถูกดักฟัง
            ในเวลาไล่เลี่ยกันสื่อหลายแห่งหลายประเทศรายงานข้อมูลของนายสโนว์เดนว่าประชาชนจำนวนมากถูกดักฟังทางโทรศัพท์จนน่าตกใจ เว็บไซต์ Cryptome หรือที่นิยมเรียกกันว่า Wikileaks เปิดเผยข้อมูลว่าในช่วงระหว่างวันที่ 10 ธันวาคม 2012 ถึง 8 มกราคม 2013 NSA ดักฟังโทรศัพท์ประชาชนรวมทั้งหมด 124,800 ล้านครั้ง อัฟกานิสถานถูกดักฟัง 21,980 ล้านครั้ง ปากีสถานถูกดักฟัง 12,760 ล้านครั้ง ซาอุดิอาระเบีย 7,800 ล้านครั้ง แม้กระทั่งชาวอเมริกันยังถูกดักฟังถึง 3,000 ล้านครั้งหรือเฉลี่ยวันละ 100 ล้านครั้ง ทำให้ตัวเลขของฝรั่งเศสที่ 70 ล้านครั้งกับอิตาลีที่ 46 ล้านครั้งกลายเป็นจำนวนเล็กน้อย
            ควรตระหนักด้วยว่าข้อมูลชิ้นนี้รายงานเพียงว่ามี 14 ประเทศที่ถูกดักฟัง แท้จริงแล้วอาจมีอีกหลายประเทศที่ถูกดักฟังเช่นเดียวกัน
            การดักฟังประชาชนจำนวนมากทำให้รัฐบาลหลายประเทศในยุโรปออกโรงคัดค้านพฤติกรรมดังกล่าว คุณอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมันถึงกับกล่าวว่า “ห้ามจารกรรมในหมู่มิตรด้วยกัน” กฎข้อนี้ “บังคับใช้ต่อพลเมืองทุกคนในเยอรมนี”
            ในประเทศสหรัฐมีการประท้วงเช่นกัน แนวร่วมประชาชน ‘Stop Watching Us’ ได้ยื่นรายชื่อจำนวน 575,000 รายชื่อแก่รัฐสภา เรียกร้องขอให้สมาชิกรัฐสภา “ทบทวนโครงการจารกรรมของ NSA ทั้งหมด” ข้อร้องเรียนต้องการปกป้องชาวอเมริกันและคนทั่วโลก

ข้อโต้แย้งการดักฟัง:
            หลังเกิดเหตุประท้วงทั้งจากภายในและภายนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง นายเจมส์ แคลปเปอร์ (James Clapper) ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการข่าวกรอง สภาผู้แทนราษฎรว่าฝ่ายข่าว “ไม่ได้จารกรรมชาวอเมริกาอย่างผิดกฎหมาย ไม่ได้จารกรรมพลเมืองประเทศใดๆ โดยไม่เลือก เราจารกรรมเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการข่าวต่างประเทศที่สำคัญตามที่ได้รับอนุญาตจากกฎหมาย มีระบบการตรวจสอบหลายชั้นเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด” และยืนยันว่า “เราเชื่อว่าเรากระทำสิ่งที่ถูกกฎหมาย ... เราไม่จารกรรมผู้บริสุทธิ์ทั้งชาวอเมริกันหรือพลเรือนประเทศใดๆ"
            นายพลคีธ อเล็กซานเดอร์ (Keith Alexander) ผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติชี้แจงว่าข้อกล่าวหาที่ทางการสหรัฐดักฟังโทรศัพท์พันธมิตรในยุโรปหลายสิบล้านครั้งเป็นข้อมูลที่ “ผิดพลาดอย่างยิ่ง” อธิบายว่าการดักฟังเหล่านั้นเป็นการเก็บข้อมูลโดยพันธมิตรนาโตและประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหาร “เป็นข้อมูลที่เก็บโดยพันธมิตรนาโตและแบ่งปันข้อมูลกับเราในปฏิบัติการทางทหารที่นาโตเข้าร่วม”
            การชี้แจงข้างต้นมีข้อสงสัยบางประการ เช่น ทำไมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเพิ่งให้คำอธิบายดังกล่าวหลังจากเรื่องเกิดมานานแล้ว ทำไมชาติอื่นๆ ในนาโตไม่ออกมาพูดเช่นนี้ตั้งแต่ต้น อีกทั้งคำอธิบายดังกล่าวไม่ได้ตอบคำถามว่าทำไมชาวอินเดียจึงถูกดักฟัง 6,280 ล้านครั้ง หรือที่ชาวอเมริกันยังต้องถูกดักฟังถึง 3,000 ล้านครั้ง ประเด็นเหล่านี้ยังต้องการคำชี้แจงเพิ่มเติม

ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล คุกคามความมั่นคงแห่งชาติ:
            ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นการดักฟังทั้งหมดให้ความสำคัญกับเรื่องความเหมาะสม การดักฟังผู้นำของมิตรประเทศเป็นการไม่สมควร การดักฟังประชาชนจำนวนมากเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว ละเมิดสิทธิมนุษยชน
            แนวทางแก้ไขที่พูดถึงคือ รัฐบาลอเมริกันต้องหยุดการดักฟังผู้นำมิตรประเทศ และจำกัดขอบเขตการดักฟังประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ สอดคล้องกับท่าทีของทำเนียบขาว จากเดิมที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวเมื่อเดือนกันยายนว่า “อเมริกาไม่สนใจที่จะจารกรรมคนทั่วไป การข่าวของเราเน้นเป้าหมายในการค้นหาข้อมูลที่จำเป็นต่อการปกป้องประชาชนของเรา และในหลายครั้งได้ปกป้องพันธมิตรของเรา” ล่าสุดแสดงท่าทีว่ารัฐบาลโอบามากำลังทบทวนแผนการรวบรวมข่าวกรองเพื่อให้มีความสมดุลระหว่างความจำเป็นด้านความมั่นคงกับความเป็นส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นของพลเมืองอเมริกันหรือพันธมิตร
            การปรับปรุงแก้ไข การจำกัดการสอดแนมประชาชนเป็นเรื่องดีสมควรสนับสนุน แต่ต้องไม่ละเลยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่ที่สุดของโลก และไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องความไม่เหมาะสมทางการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น ควรตั้งคำถามด้วยว่าเป็นเรื่องกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติหรือไม่

กรณี The Guardian:
            นายสโนว์เดนอาศัยสื่อหลายแห่งช่วยเปิดเผยข้อมูล สื่อเหล่านี้มักจะเปิดเผยข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศตน ถึงกระนั้นยังมีประเด็นที่รัฐบาลเห็นว่าสื่อกำลังทำผิดกฎหมาย
            สื่อ The Guardian ของอังกฤษเป็นกรณีตัวอย่าง เมื่อนายเดวิด คาเมนรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษออกโรงเตือนสื่อดังกล่าวว่าห้ามเผยแพร่ข้อมูลที่ได้จากนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ถึงกับขู่ว่าจะฟ้องศาล เนื่องจากรัฐบาลไม่อนุญาตการเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ที่ทางราชการจัดว่าเป็นความลับ นายกฯ คาเมรอนกล่าวว่า “ผมไม่ต้องการให้ศาลออกคำสั่ง การยื่น D-Notices (ห้ามสื่อเผยแพร่) หรือมาตรการอื่นที่รุนแรงกว่านี้ ผมคิดว่าเป็นการดีกว่าที่จะร้องขอให้หนังสือพิมพ์มีความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ถ้าพวกเขาไม่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมก็ยากที่รัฐบาลจะยืนนิ่งเฉยและไม่ทำอะไร”
            ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคม The Guardian ยอมให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านการข่าวของอังกฤษที่เรียกว่า Government Communications Headquarters (GCHQ) มาสังเกตการทำลายข้อมูลลับของ NSA ที่ได้จากนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนภายหลังที่รัฐบาลขู่ว่าจะฟ้องศาล แลกกับการที่ The Guardian สามารถนำเสนอเรื่องราวของ NSA ผ่านสำนักงานที่นิวยอร์ก
            ท่าทีของรัฐบาลอังกฤษไม่มีอะไรน่าแปลกใจ เพราะ GCHQ คือหน่วยงานข่าวกรองที่ทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกับ NSA และที่สำคัญคือ GCHQ ของอังกฤษทำงานใกล้ชิดกับ NSA มานานแล้ว เป็นการทำงานร่วมเป็นทีม เป้าหมายคือการสอดแนมตามแบบฉบับของ NSA ในย่านยุโรปทั้งหมด หากเปิดโปง NSA เท่ากับเปิดโปง GCHQ โดยปริยาย การที่รัฐบาลสั่งห้ามเปิดเผยข้อมูลทำให้การทำงานของหน่วยงานเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาต่อไป ทิ้งไว้แต่คำถามว่าหากไม่มีการเปิดโปงคนนับล้านทั่วโลกจะต้องถูกสอดแนมต่อหรือไม่ ท่าทีของรัฐบาลอังกฤษขัดแย้งกับท่าทีของหลายประเทศในยุโรปหรือไม่

เพื่อการต่อต้านการก่อการร้ายเท่านั้นหรือ:
            ตลอดเวลาที่ผ่านมาทางการสหรัฐจะยกเหตุผลต่อต้านการก่อการร้ายเพื่อชี้ว่ารัฐมีความจำเป็นที่จะต้องมีระบบการข่าวที่ดี ทั้งที่โดยความจริงแล้วการข่าวมีมากกว่าการต่อต้านการก่อการร้าย แต่ไหนแต่ไรประเด็นความมั่นคงทางทหารคือเรื่องที่การข่าวให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง แม้ทุกวันนี้โลกไม่อยู่ในยุคสงครามเย็นแล้ว ความมั่นคงทางทหารยังเป็นเรื่องสำคัญที่สุดอยู่ดี
            ในอีกด้านหนึ่งหน่วยข่าวภาครัฐสอดแนมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางเศรษฐกิจ เช่น สนับสนุนการเจรจาต่อรอง การตัดสินใจของฝ่ายบริหาร และเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายบาย
            นายมาร์ค โลเวนทอล (Mark Lowenthal) อธิบายว่าการข่าวด้านเศรษฐกิจจะกระทำด้วยความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างฝ่ายข่าวกรองกับภาคธุรกิจสหรัฐ ปัญหาการแบ่งปันข้อมูลแก่ภาคธุรกิจคือ ควรจะให้ข้อมูลหรือร่วมมือกับผู้ใดเนื่องจากอุตสาหกรรมหรือธุรกิจแต่ละประเภทจะประกอบด้วยหลายรายที่แข่งขันกัน การสอดแนมไม่ได้กระทำต่อรัฐหรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ยังกระทำต่อบริษัทเอกชน องค์กรภาคประชน จนถึงระดับปัจเจกบุคคล
            คุณวิเวียน เรดดิง (Viviane Reding) คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการยุติธรรมของสหภาพยุโรป (European Union Commissioner for Justice) ตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ของชาวยุโรปผู้บริสุทธิ์นับล้านคน นี่ไม่ใช่การต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย บางทีอาจเป็นการกระทำเพื่อจะได้ข้อมูลลับทางการค้า” ทางด้านเจ้าหน้าที่ของ NSA ตอบประเด็นนี้ว่ารัฐบาล “ไม่ได้ใช้ขีดความสามารถด้านการข่าวเพื่อประโยชน์ของบริษัทสหรัฐ แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าเราไม่สนใจข้อมูลทางเศรษฐกิจ”
            NSA จะสอดแนมเพื่อประโยชน์เรื่องการเจรจาต่อรองของรัฐหรือเพื่อประโยชน์ของบริษัทเอกชนหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องค้นหาความจริงต่อไป และอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคนนับล้านทั่วโลกจึงถูก NSA ติดตามสอดแนม

            เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นถ้าคิดแบบเรียบง่ายคือนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนเปิดเผยข้อมูลอย่างมือสมัครเล่น แต่หากคิดว่านี่คือการเปิดโปงของมืออาชีพ หากตั้งสมมติฐานว่านี่คือแผนบั่นทอนรัฐบาลอเมริกา ย่อมต้องคาดการณ์ต่อว่าเรื่องราวยังไม่จบ นายสโนว์เดนยังมีข้อมูลที่รอเปิดโปงอีก เพื่อบั่นทอนรัฐบาลอเมริกาจนถึงที่สุด
            การรีบด่วนสรุปประเด็นเรื่องราวต่างๆ จึงน่าจะเป็นโทษมากกว่า เพราะข้อสรุป ณ วันนี้อาจผิดพลาดหรือกลายเป็นเท็จเมื่อนายสโนว์เดนปล่อยหมัดเด็ดเพื่อหักล้างข้อสรุปแบบรวดรัด เช่น สมมุติว่ารัฐบาลโอบามาฟันธงว่าไม่เคยดักฟังนักธุรกิจต่างชาติเพื่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ นายสโนว์เดนจึงแสดงหลักฐานการดักฟังดังกล่าวเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลโอบามาอย่างรุนแรง
            ทั้งหมดนี้ชี้ว่านายสโนว์เดนยังเป็นผู้เล่นฝ่ายรุก รัฐบาลสหรัฐกับรัฐบาลอื่นๆ จำต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบ แสดงออกอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของการเปิดโปง และหลายคนคงเห็นพ้องว่าควรจะพูดกับนายสโนว์เดนดังที่ผู้ประท้วงอเมริกันบางคนชูป้ายว่า “Thank You”
--------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง
การเปิดเผยเรื่องราวของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน เป็นอีกครั้งที่ทำให้สังคมโลกตระหนักว่ารัฐได้ดำเนินการจารกรรม สอดแนม สายลับอย่างต่อเนื่อง และชี้ว่าสื่อโซเชียลมีเดีย เครือข่ายสังคมออนไลน์คือช่องทางการได้ข้อมูลตามการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี พัฒนาการของสังคมโลก

บรรณานุกรม:
1. Spying on allied leaders carries big risks: Our view. USA Today. http://www.usatoday.com/story/opinion/2013/10/24/nsa-eavesdropping-foreign-leaders-angela-merkel-editorials-debates/3183277/ 24 October 2013.
2. Press TV. 21 Nations United Nations Resolution against the US for Spying on World Leaders. Global Research. 27 October 2013. http://www.globalresearch.ca/21-nations-united-nations-resolution-against-the-us-for-spying-on-woreld-leaders/5355676 accessed 29 October 2013.
3. EU leaders unite over US spying allegations. Al Jazeera. http://www.aljazeera.com/news/europe/2013/10/eu-leaders-unite-anger-over-us-spying-2013102503124552333.html 25 October 2013.
4. Leak Reveals NSA Spied on 46 Million Italian Phone Calls. Corriere della Sera.  http://www.corriere.it/13_ottobre_28/leak-reveals-nsa-spied-on-46-million-italian-phone-calls-1ae5c508-3fc7-11e3-9fdc-0e5d4e86bfe5.shtml 28 October 2013.
5. 'That's Just Not Done': Merkel Comments on Spying Allegations. Spiegel Online. http://www.spiegel.de/international/germany/merkel-comments-on-allegations-the-us-spied-on-her-cell-phone-a-929870.html 24 October 2013.
6. US protesters call for end to spying. Al Jazeera. http://www.aljazeera.com/news/americas/2013/10/us-protesters-call-end-spying-2013102621619345970.html 27 October 2013.
7. NSA chief defends its spying programs. USA Today. http://www.usatoday.com/story/news/world/2013/10/29/nsa-spying-congress-testimony/3304221/ 29 October 2013.
8. NSA chief: We didn't spy on European citizens. CBS News. http://www.cbsnews.com/8301-250_162-57609833/nsa-chief-we-didnt-spy-on-european-citizens/ 29 October 2013.
9. David Cameron makes veiled threat to media over NSA and GCHQ leaks. The Guardian. http://www.theguardian.com/world/2013/oct/28/david-cameron-nsa-threat-newspapers-guardian-snowden 28 October 2013.
10. Prime Minister threatens Guardian with legal action over 'damaging' spy leaks. Daily Mail. http://www.dailymail.co.uk/news/article-2478692/Prime-Minister-threatens-Guardian-legal-action-damaging-spy-leaks.html 29 October 2013.
11. Harris, Shane., and Hudson, John. U.S. Official Blames Shutdown for Failure to Explain NSA Spying. Foreign Policy. 28 October 2013. http://thecable.foreignpolicy.com/posts/2013/10/28/us_official_blames_shutdown_for_failure_to_explain_nsa_spying accessed 29 October 2013.
12. Readout of the President’s Phone Call with Chancellor Merkel of Germany. The White House. 23 October 2013. http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/10/23/readout-president-s-phone-call-chancellor-merkel-germany accessed 25 October 2013
13. “Press Briefing by Press Secretary Jay Carney, 10/24/2013”. The White House. http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/10/25/press-briefing-press-secretary-jay-carney-10242013 accessed 25 October 2013.
14. Cook, Terry L. 1999. Big Brother NSA & its Little Brother: National Security Agency's Global Surveillance Network. USA: Hearthstone Pub.
15. Lowenthal, Mark. 2009. Intelligence: From Secrets to Policy. 4th edition. USA: CQ Press.
16. Amid flood of revelations, US weighs ending spying on allied heads of state. The Washington Post. http://www.washingtonpost.com/politics/federal_government/key-senator-suggests-total-review-of-intelligence-programs-as-europe-considers-sanctions/2013/10/28/220508c8-4033-11e3-b028-de922d7a3f47_story.html 29 October 2013.
17.“EU official alleges NSA sought economic edge for U.S.” CBS News. http://www.cbsnews.com/8301-202_162-57609911/eu-official-alleges-nsa-sought-economic-edge-for-u.s/ 29 October 2013.
--------------------