วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เลือกคนที่แย่น้อยกว่า (the lesser of the two evils)

30 ตุลาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7297 วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2559)

‘The lesser of the two evils’ หรือ “คนที่แย่น้อยกว่า” เกี่ยวข้องกับการรณรงค์เลือกตั้งทางลบ (Negative Campaign) งานศึกษาบางชิ้นระบุว่า คนถูกผลักดันให้ออกไปใช้สิทธิ์ ไม่ใช่เพื่อเลือกคนที่ใช่ นโยบายที่ชอบ แต่ไปเลือกคนที่แย่น้อยกว่า หวังสกัดไม่ให้คนที่แย่ที่สุดชนะเลือกตั้ง
            ข้อสรุปเรื่องการหาเสียงแบบสาดโคลน โจมตีฝ่ายตรงข้าม เป็นเหตุกระตุ้นให้ออกไปใช้สิทธิ์หรือไม่ยังถกเถียงกันอยู่ เป็นไปได้ว่าการเลือกตั้งบางครั้ง ผู้มีสิทธิ์หลายคนออกไปใช้สิทธิ์ด้วยเหตุผลนี้
ผลสำรวจจาก Pew Research Center เมื่อกันยายนที่ผ่านมา ชี้ว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งร้อยละ 55 รู้สึกสับสน (frustrated) ต่อทรัมป์ ร้อยละ 53 ต่อฮิลลารี ร้อยละ 53 รังเกียจ (disgusted) ทรัมป์ และร้อยละ 48 รังเกียจฮิลลารี
            ชี้ว่าร้อยละ 33 คิดเลือกทรัมป์ด้วยเหตุผลหลักที่ “เขาไม่ใช่คลินตัน” ร้อยละ 32 คิดเลือกฮิลลารีเพราะ “เธอไม่ใช่ทรัมป์” รวมแล้วผู้ตอบแบบสอบถามกว่าครึ่งคิดไปเลือกตั้งไม่ใช่เพราะฮิลลารีหรือทรัมป์ดีเหมาะสมกับตำแหน่ง แต่เพราะเมื่อเปรียบเทียบข้อเสียแล้วอีกคนแย่น้อยกว่า

นิยาม ‘the lesser of the two evils’
หลักการเลือกตั้งทั่วไปสอนว่าเลือกผู้สมัครที่ดีที่สุด ผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม เสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์สูงสุด แต่บางครั้งประชาชนไม่คิดว่ามีตัวเลือกที่คู่ควรชนะเลือกตั้ง ไม่มีผู้สมัครคนใดดีพอที่จะเป็นประธานาธิบดี ส.ส. เพราะต่างมีข้อเสียจุดบกพร่องมาก แต่เกรงว่าหากคนที่แย่ที่สุดชนะจะทำเศรษฐกิจพัง บ้านเมืองวุ่นวาย ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่คิดเช่นนี้จึงอยากออกไปเลือก “คนที่แย่น้อยกว่า” (‘the lesser of the two evils’)

สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มาของหลักการนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการเลือกตั้ง ผู้สมัครที่ได้คะแนนน้อยจะเท่ากับไม่ได้สักคะแนน หรือที่เรียกว่าหลัก ‘winner-take-all’ หลักคิดนี้มาจากการมองว่ารัฐ (state) เหมือนรัฐประเทศ (State) ที่ต้องมีผู้ปกครองหนึ่งเดียวเพื่อการบริหารจัดการอย่างมีเอกภาพ ในระดับประเทศจะมีประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขและเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ดังนั้น ในแต่ละรัฐ เมื่อได้ผู้สมัครที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งให้คะแนนสูงสุด (ได้คะแนนที่เรียกว่า popular vote) Electors (มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ทำหน้าที่เลือกประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดี) ทุกคนของรัฐนั้นจะเทคะแนนเลือกผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดเพียงคนเดียว ได้คะแนนที่เรียกว่า electoral votes ผู้ได้คะแนน electoral votes สูงสุดคือผู้ชนะเลือกตั้ง
(ยกเว้นสองรัฐ คือ รัฐเมน (Maine) กับเนบรัสกา (Nebraska) ที่ไม่ใช้หลักการนี้)
เมื่อผนวกกับระบบ 2 พรรค ที่ 2 พรรคต่างมีฐานเสียงของคน ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยึดแนวทางนี้จะไม่เลือกผู้สมัครหรือพรรคที่ได้คะแนนต่ำ ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะเลือกตัวแทนจากรีพับลิกันหรือเดโมแครทเท่านั้น พรรคเล็กๆ พรรคทางเลือกที่ 3 หรือผู้สมัครอิสระจึงแทบไม่มีโอกาส

ความสัมพันธ์กับการรณรงค์เลือกตั้งทางลบ :
การที่ประชาชนรับรู้เรื่องเสื่อมเสียของทรัมป์กับฮิลลารีมาจากการสาดโคลนระหว่างผู้สมัคร 2 คนด้วยกันเอง เกิดปรากฏการณ์ “แย่” กับ “แย่กว่า”
            กรณีการเปิดโปงพฤติกรรมทางเพศเป็นตัวอย่างที่ดี มีคนปล่อยเทปวีดีโอที่ทรัมป์พูดถึงพฤติกรรมทางเพศแบบไม่เลือกหน้า ไม่เว้นแม้กระทั่งหญิงมีสามี ทรัมป์แก้ตัวว่าเป็นการพูดส่วนตัว (locker-room talk) โต้ว่าอดีตประธานาธิบดีบิล คลันตัน ฉาวโฉ่กว่าตนมาก นำผู้หญิง 4 คนมาแสดงตัวว่าเคยถูกคลินตันข่มขืน ในขณะที่ฮิลลารีพยายามปกป้องสามีตนเอง
แม้ฮิลลารีเป็นหญิง ไม่มีประเด็นชู้สาว แต่ไม่วายถูกโจมตีโดยผูกโยงพฤติกรรมสามี
หลังจากนั้นมีข้อมูลทรัมป์ล่วงละเมิดทางเพศเช่นกัน ทรัมป์ชี้ว่าหญิง 9 คนที่กล่าวหาว่าเขาละเมิดทางเพศเป็นเรื่องโกหก เขาไม่รู้จักหญิงเหล่านี้
เหตุละเมิดทางเพศอาจเป็นจริงหรือเท็จ เป้าหมายสำคัญคือสาดโคลนฝ่ายตรงข้าม ชี้ว่าใคร “แย่กว่ากัน”

โดยภาพรวม Darrell West จาก Brookings Institution เห็นว่า “ผู้สมัครแต่ละรายมีข้อด้อยชัดเจน หลายคนมองว่าคลินตันไว้ใจไม่ได้ ส่วนอารมณ์แปรปรวนของทรัมป์ไม่เหมาะกับตำแหน่งประธานาธิบดี” ผลโพลล์บ่งชี้ว่าทรัมป์ได้คะแนนน้อยกว่าเพราะ “แย่กว่า” ฮิลลารี

เป็นทางออกที่ดีหรือไม่ :
ผู้ที่สนับสนุนให้ช่วยกันเลือก “คนที่แย่น้อยกว่า” ตั้งอยู่บนฐานคิดว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศเสียหาย “ยิ่งมีโอกาสเสียหายหนัก ยิ่งต้องออกไปเลือกฝ่ายตรงข้าม”
            ฐานคิดนี้ดูเหมือนดีในแง่ช่วยป้องกันผลเสียร้ายแรงที่สุด แต่ถ้าไตร่ตรองอย่างรอบคอบ การเลือกคนแย่น้อยกว่าเท่ากับบ่งชี้ว่าตัวเลือกที่มีอยู่ล้วนไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีทั้งสิ้น ต่างกันเพียง “แย่มาก” กับ “แย่น้อย” เท่านั้น
            ในระยะยาว หากสังคมยังจำต้องเลือกผู้ปกครองประเภท “แย่มาก” กับ “แย่น้อย” ไม่ช้าไม่นาน หายนะย่อมมาสู่ประเทศ ประวัติศาสตร์เตือนใจว่าอารยธรรมไม่ได้สูญสิ้นในช่วงเวลาสั้นๆ แต่กินเวลาหลายปี หลายสิบปี เป็นกระบวนการที่ค่อยๆ เสื่อมโทรม นั่นหมายความว่ามีโอกาสแก้ไข เพียงแต่จะคิดแก้หรือไม่ ทันเวลาหรือไม่
            วิธีช่วยกันเลือก “คนแย่น้อยกว่า” อาจซื้อเวลาได้อีก 4 ปีหรือมากกว่านั้น แต่หากไม่ปฏิรูปตัวเองอย่างจริงจัง ในที่สุดอาจเข้าสู่จุดที่ไม่อาจแก้ไขได้อีกแล้ว
            ดังนั้น จึงต้องมองให้ไกลกว่า ลึกกว่าผู้สมัคร 2 คน หรือการเลือกตั้งเฉพาะหน้า

ความแข็งแกร่งของพรรคเป็นประโยชน์แก่ใคร :
ดูเหมือนว่า 2 พรรคการเมืองใหญ่ตอบสนองความต้องการของประชาชน แข่งกันด้วยนโยบาย ตัวเลือกที่ผ่านการคัดกรอง ผ่านการชิงชัยระดับภายในพรรค และประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ตัดสินใจเลือก 1 ใน 2 คนจาก 2 พรรค สำหรับผู้ที่คิดว่าไม่มีตัวเลือกที่ดี ให้เลือกผู้สมัครที่แย่น้อยกว่า

            หากมองย้อนอดีต การเมืองอเมริกาอยู่ในมือของ 2 พรรคใหญ่มานานแล้ว รัฐบาลอยู่ควบวาระเรื่อยมา แม้บริหารประเทศผิดพลาดใหญ่หลวง สวนทางความต้องการของประชาชน
            เหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะพรรคฝ่ายค้าน (ซึ่งหมายถึงทั้ง 2 พรรคใหญ่ที่ผลักกันเป็นฝ่ายค้าน) ไม่คิดล้มรัฐบาล จะอาศัยการเลือกตั้งประธานาธิบดี เป็นเครื่องตัดสินว่า 4 ปีข้างหน้า พรรคใดชนะเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ จึงไม่มีรัฐประหาร เกิดภาพการเมืองเข้มแข็ง

            ในแง่มุมหนึ่งต้องยอมรับว่า การไม่มีรัฐประหาร รัฐบาลอยู่ครบวาระเป็นภาพสะท้อนว่ารัฐบาลเข้มแข็ง พรรคการเมืองเข้มแข็ง ปัญหาใหญ่คือ สภาพดังกล่าวไม่เป็นเครื่องชี้วัดว่ารัฐบาลมุ่งบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์สุขของชาวอเมริกันเสมอไป

ที่ผ่านมามีข้อสงสัยว่านโยบายของรัฐบาลหลายชุดหลายอย่าง เป็นนโยบายเพื่อคนอเมริกันหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
            ถ้าใครหรือกลุ่มผลประโยชน์ใดสามารถกำหนดแผนแม่บท เท่ากับว่าผลประโยชน์ของกลุ่มเหล่านั้นจะได้รับการตอบสนองอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าชาวอเมริกันจะเห็นชอบหรือไม่

ดังนั้น สภาวะที่การเมืองดูเหมือนเข้มแข็ง ประชาธิปไตยมั่นคง ถ้ามองอีกมุม การเมืองอเมริกาเป็นระบอบที่ประชาชนยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าพรรคพยายามออกนโยบายที่ตรงใจประชาชน หวังได้คะแนนเสียง แต่จะมีหลายนโยบายที่ประชาชนไม่เห็นด้วยแต่ก็ต้องเลือก เพราะไม่มีตัวเลือกอื่นแล้ว เพราะ 2 พรรคใหญ่มีนโยบายเรื่องนั้นเหมือนกันหรือใกล้เคียง (ต่างกันที่วิธีปฏิบัติ)

เกิดคำถามว่าเป็นการ "ฮั้ว" ของ 2 พรรคหรือไม่ เพื่อที่เมื่อฝ่ายใดเป็นรัฐบาลจะมั่นใจว่าอยู่ครบเทอม และสู้กันอีกครั้งด้วยการเลือกตั้งครั้งต่อไป ชนชั้นปกครองที่อยู่ใน 2 พรรคนี้จึงรักษาอำนาจของตนอย่างมั่นคง
            ขอเพียงมีการเลือกตั้ง คนไปใช้สิทธิ์จำนวนมาก ไม่ว่าผู้สมัครพรรคใดชนะ จะมีประธานาธิบดีตามกฎหมาย ได้แก้ปัญหาที่ระยะหลังคนไม่ออกไปใช้สิทธิ์ สามารถพูดว่าประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ได้รัฐบาลใหม่ตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว การปกครองดำเนินต่อเนื่อง
            รัฐบาลใหม่สามารถชูธงส่งเสริมประชาธิปไตยทั่วโลกต่อไป

ข้อเสนอ ระบบทะเบียนผู้มีสิทธิ์เป็นผู้ปกครอง :
            ประชาชนไม่เชื่อมั่นระบบการเมืองเพราะเห็นว่าคนที่พยายามเข้าสู่อำนาจหวังกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน ระบบการเลือกตั้งที่เป็นอยู่เป็นหลักฐานว่าไม่สามารถสรรหาผู้มุ่งทำประโยชน์แก่ส่วนรวม (ผลสำรวจหลายสิบปีที่ผ่านมาเป็นหลักฐาน)

ข้อเสนอคือต้องปฏิรูประบบคัดสรรคนที่มุ่งสรรหาคนทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม นอกเหนือคุณสมบัติอื่นๆ เช่น มีความรู้ความสามารถ โดยวางระบบคัดสรรเบื้องต้นที่ผู้สมัครต้องผ่านเกณฑ์ดังกล่าว เช่น คัดสรรคนที่เสียสละมากกว่า มีประวัติทำความดีต่อส่วนรวมมากกว่า สร้างระบบทะเบียนผู้ประกาศตัวอยากเป็นประธานาธิบดี ส.ส. เช่น สมมุติว่ามีคน 5,000 คนอยากลงสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีหรือ ส.ส. คนเหล่านี้ถือเป็นบุคคลสาธารณะทันที ต้องเปิดเผยโปร่งใส มีระบบติดตามตรวจสอบคนเหล่านี้และคนใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง คนเหล่านี้ต้องผ่านเกณฑ์ติดตามภายใต้ระยะเวลาที่กำหนดก่อนมีสิทธิ์ลงสมัครเลือกตั้ง (เป็นเวลาหลายปี) และถูกติดตามต่อเนื่องนับจากวันที่เข้าสู่ระบบทะเบียน และแม้หลังออกจากการเป็นผู้มีสิทธิ์ลงสมัคร
ด้วยวิธีการนี้กระบวนการคัดสรรคนดีมีฝีมือ มุ่งรับใช้สังคม จึงเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่เฉพาะช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ประชาชนไม่ตกอยู่ในภาวะที่ต้องทนเลือก “คนที่แย่น้อยกว่า” แต่ได้บุคคลที่ผ่านการคัดสรรต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ บนมาตรฐานเดียวกัน

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
ไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของผู้ปกครอง แต่การเลือกคนที่ “แย่น้อยกว่า” รัฐบาลที่ “แย่น้อยกว่า” ไม่ใช่ทางออก เป็นภาวะจำยอมมากกว่า หากต้องการสังคมที่เจริญรุ่งเรืองยั่งยืน ต้องปฏิรูประบบให้ได้คนดีมีฝีมือเข้าถืออำนาจ คนที่คิดเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ใช้ระบอบการเมืองการปกครอง ระบบคัดสรรและ/หรือระบบเลือกตั้งที่สามารถมุ่งสู่เป้าหมายได้จริง ที่ไม่ใช่เป็นเพียงทฤษฏีสวยหรู แต่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ได้แต่พร่ำสอนให้คนยึดอุดมคติตามทฤษฎีที่สวยหรู ในขณะที่สังคมกำลังเสื่อมถอยและต้องการหนทางใหม่
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง
เป้าหมายของการหาเสียงคือชนะการเลือกตั้ง ผู้สมัครเลือกตั้งไม่ได้หาเสียงด้วยการแสดงความดีงามของตน นโยบายที่ดีกว่าเท่านั้น บางคนใช้วิธีรณรงค์เลือกตั้งทางลบ สร้างความเสื่อมเสียฝ่ายตรงข้าม หลายเรื่องที่หยิบขึ้นมาพูดไม่มีผลทางกฎหมาย แต่ทำให้ประชาชนคิดว่าผู้สมัครฝ่ายตรงข้างแย่ ไม่น่าเลือก เมื่อต่างฝ่ายต่างใช้จึงเกิดการสาดโคลนกันไปมา ประชาชนบางส่วนเอือมระอาการเมืองแบบนี้ ในขณะที่อีกหลายคนเห็นว่ามีประโยชน์เช่นกัน

บรรณานุกรม:
1. Bardes, Barbara A., Shelley, Mack C., & Schmidt, Steffen W. (2012). American Government and Politics Today: Essentials (2011 - 2012 Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
2. Bessette, Joseph M., Pitney, John J. Jr. (2011). American Government and Politics: Deliberation, Democracy and Citizenship. USA: Wadsworth.
3. Howard R. Ernst, Larry J. Sabato, Encyclopedia Of  American Political Parties  And Elections, (NY: Infobase Publishing, 2007)
4. Kollman, Ken. (2015). The American Political System (2nd Ed.). USA: W. W. Norton & Company.
5. Miroff, Bruce., Seidelman, Raymond., Swanstrom,Todd., & De Luca, Tom. (2010). The Democratic Debate: American Politics in an Age of Change (5th Ed.). USA: Wadsworth.
6. Pohl, Ines. (2016, October 10). Analysis: A debate full of hate, without highlights. Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/analysis-a-debate-full-of-hate-without-highlights/a-36003063
7. Poll: Most US voters 'disgusted' with presidential race. (2016, September 22). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2016/09/poll-voters-digusted-presidential-race-160921124354232.html
8. Rusling, Matthew. (2016, August 7). News Analysis: For many Americans, 2016 presidential election is choice between "lesser of two evils". Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2016-08/07/c_135570563.htm
9. Tumulty, Karen., Rucker, Philip. (2016, October 19). At third debate, Trump won’t commit to accepting election results if he loses. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/trump-wont-commit-to-accepting-election-results-if-he-loses/2016/10/19/9c9672e6-9609-11e6-bc79-af1cd3d2984b_story.html
10. US presidential debate shows Trump stands strong despite tape scandal — expert. (2016, October 10). TASS. Retrieved from http://tass.com/world/905300
-----------------------------

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การรณรงค์เลือกตั้งทางลบ (Negative Campaign)

23 ตุลาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7290 วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2559)

คนจำนวนไม่น้อยยอมรับว่าสหรัฐอเมริกาคือผู้นำฝ่ายโลกเสรี ผู้นำประชาธิปไตย แต่ในระยะหลังความเป็นประชาธิปไตยของสหรัฐลดน้อยถอยลง หลักฐานชิ้นสำคัญคือพลเมืองอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ไว้ใจนักการเมือง รัฐสภาของตนเอง ผู้คนออกไปใช้สิทธิ์น้อยลงทุกที นักวิชาการบางคนชี้ว่าส่วนหนึ่งมาจากการรณรงค์เลือกตั้งทางลบ
ในการเลือกตั้งหาเสียง นอกจากผู้สมัครจะพยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูดี ยังพยายามทำให้ฝ่ายตรงข้ามดูแย่ วิธีการหลังเรียกว่าการรณรงค์เลือกตั้งทางลบ (Negative Campaign) หรือหาเสียงแบบสาดโคลน เหตุผลที่ใช้เพราะชาวบ้านจดจำภาพลบได้ดีกว่าภาพบวก
การเลือกวุฒิสมาชิกรัฐนอร์ทแคโรไลนา (North Carolina) เมื่อปี 2014 แข่งขันอย่างดุเดือด เฉพาะรัฐนี้เพียงรัฐเดียวผู้สมัครใช้เงินถึง 115 ล้านดอลลาร์ (4,025 ล้านบาท) เงินทั้งหมดส่วนใหญ่หมดไปกับค่าโฆษณาผ่านวิทยุโทรทัศน์ เป็นโฆษณาเชิงลบ โจมตีฝ่ายตรงข้าม
นับจากปี 1964 การนำเสนอเชิงนโยบายลดน้อยลง โฆษณาแง่ลบ โจมตีฝ่ายตรงข้ามเพิ่มขึ้น ใช้งบประมาณเพื่อการนี้มากขึ้น เป็นแรงกดดันให้ผู้สมัครต้องหาเงินสนับสนุนการหาเสียงอย่างเพียงพอ

ลักษณะการรณรงค์เลือกตั้งทางลบ :
ประการแรก สร้างภาพลบล้างภาพบวก
การรณรงค์เลือกตั้งทางลบ (Negative Campaign) ตรงข้ามกับการหาเสียงชูว่าผู้สมัครมีนโยบายที่ดีกว่า เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์สูง ซื่อสัตย์
            เป็นการพยายามสร้างบุคลิกภาพ ภาพลักษณ์แง่ลบต่อฝ่ายตรงข้าม เช่น ชี้ให้สาธารณชนเห็นว่าผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามอ่อนแอ ไร้น้ำยา ฉ้อฉล ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ไม่ซื่อสัตย์ เชื่อถือไม่ได้ ขาดคุณธรรม ไม่รักชาติ
ประการที่ 2 เป็นข้อกล่าวหา ไม่มีผลทางกฎหมาย
บางครั้งเป็นการกล่าวหาอีกฝ่ายด้วยเรื่องที่ไม่มีผลทางกฎหมาย
ยกตัวอย่าง การเปิดโปงพฤติกรรมทางเพศ
30 วันก่อนวันเลือกตั้ง มีคนปล่อยเทปวีดีโอที่โดนัลด์ ทรัมป์พูดถึงพฤติกรรมทางเพศแบบไม่เลือกหน้าของตนเมื่อปี 2005 ทรัมป์โต้กลับด้วยการนำผู้หญิง 4 คนมาเปิดเผยว่าถูกบิล คลินตันล่วงละเมิดทางเพศ และฮิลลารีพยายามปกป้องสามีเรื่องนี้
หลังจากนั้นมีข้อมูลทรัมป์ล่วงละเมิดทางเพศเช่นกัน ทรัมป์โต้ว่าหญิง 9 คนที่กล่าวหาว่าเขาละเมิดทางเพศเป็นเรื่องเท็จ เขาไม่รู้จักหญิงเหล่านี้ เชื่อว่าเป็นแผนของฝ่ายฮิลลารี ด้านฮิลลารีโต้ว่าทรัมป์เคยพูดถึงพฤติกรรมทางเพศของตน
เหตุละเมิดทางเพศอาจเป็นจริงหรือเท็จ ประเด็นสำคัญคือทั้งหมดไม่มีผลทางกฎหมาย มีผลเพียงการสาดโคลนกันไปมา ทำให้อีกฝ่ายเสื่อมเสียเท่านั้น
บางครั้งอ้างพฤติกรรม ข้อมูลบางชิ้นเพื่อขยายความและสรุป เช่น ฮิลลารีชี้ว่ารัสเซียแฮ็กข้อมูลลับของอเมริกาแล้วส่งให้วิกิลีกส์ (wikileaks) เพื่อปล่อยข้อมูลบ่อนทำลายประเทศ รัฐบาลรัสเซียกำลังแทรกแซงการเลือกตั้งอเมริกา แต่ทรัมป์กลับคิดผูกมิตรกับรัสเซีย จึงกล่าวหาว่าหากทรัมป์ชนะเลือกตั้งจะเป็นหุ่นเชิด (puppet) ของรัสเซีย
เป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นชัดว่าฮิลลารีใช้วิธีจับแพะชนแกะ

วิธีการรณรงค์เลือกตั้งทางลบ :
            มีวิธีการเด่นๆ ดังนี้
ประการแรก ขุดคุ้ยข้อมูลความเสื่อมเสีย
เมื่อหาเสียงด้วยการสร้างภาพลบ ผู้สมัครฝ่ายหนึ่งพยายามทำให้ประชาชนเห็นว่าไม่ควรเลือกผู้สมัครฝ่ายตรงข้าม ด้วยเรื่องส่วนตัว ประวัติในอดีต เมื่อต่างฝ่ายต่างใช้ แต่ละฝ่ายจึงขุดคุ้ยข้อมูลความเสื่อมเสียของอีกฝ่าย
ยกตัวอย่าง ฮิลลารี คลินตันเปิดประเด็นเรื่องการเสียภาษีของทรัมป์ สื่อขุดคุ้ยต่อพบว่าทรัมป์ไม่ได้เสียภาษีถึง 18 ปี หลังระบุว่าตนขาดทุน 916 ล้านดอลลาร์ในปี 1995 เป็นเหตุได้รับการลดหย่อนภาษี การขาดทุนเหล่านั้นเป็นผลจากการบริหารกิจการหลายอย่างผิดพลาด ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเป็นเทคนิคเลี่ยงภาษี
แม้ทรัมป์ไม่ผิดกฎหมาย แต่เป็นที่ขังกาและหลายคนรังเกียจเศรษฐีที่สามารถหาช่องเลี่ยงภาษีจำนวนมหาศาล ในขณะที่คนธรรมดาต้องจ่ายภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ประการที่ 2 สร้างภาพลบนความเชื่อของคน
การสร้างภาพลบ ไม่จำต้องรอให้มีหลักฐานชัดเจนเสมอไป ขอเพียงตั้งอยู่บนความเชื่อ คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น
ยกตัวอย่าง การเลือกตั้งปี 1964 Lyndon Johnson ออกโฆษณาหาเสียงทางโทรทัศน์ พูดเป็นนัยว่าหาก Barry Goldwater เป็นประธานาธิบดี จะนำประเทศสู่หายนะ โฆษณาชุดนี้ออกเพียงครั้งเดียว ไม่ได้เอ่ยชื่อ Goldwater แต่ผู้ชมโยงว่าหาก Goldwater ชนะเลือกตั้งอาจก่อสงครามนิวเคลียร์ เพราะเป็นคนที่กล้าทำสงครามโลก ชาวอเมริกันหวาดผวาเรื่องนี้มาก เกิดความหวาดวิตกรุนแรง คะแนนนิยมของ Johnson เพิ่มขึ้นมากด้วยโฆษณาชุดนี้เพียงครั้งเดียว
Goldwater โต้กลับด้วยการออกโฆษณาชี้ว่า Johnson ทุจริตคอร์รัปชัน โกงเลือกตั้ง ในสภาพสังคมยุคนั้นที่ศีลธรรมเสื่อมโทรม เกิดความวุ่นวายทางเชื้อชาติ ปัญหายาเสพติด คนติดเหล้า เหตุอาชญากรรมพบเห็นดาษดื่น
การเลือกตั้งปี 2008 บารัก โอบามา ผู้สมัครจากเดโมแครท ชี้ว่า McCain ผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามคือตัวแทนสมัยที่ 3 ของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ที่ขณะนั้นชาวอเมริกันไม่พอใจอย่างยิ่ง การป้ายสีดังกล่าวได้ผล หลายคนเห็นว่าแนวคิดของ McCain ใกล้เคียงกับบุช
จะสังเกตว่าทั้ง 3 กรณี ไม่มีหลักฐานชี้ชัด เพียงตั้งอยู่บนความเชื่อ ความคิดเห็นของสังคม การหาเสียงเชิงลบจึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สร้างความกลัว

ในกรณีที่ผู้สมัครขาดประสบการณ์ ผู้คนคิดเช่นนั้น จะโดนโจมตีด้วยวิธีนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้เป็นนักธุรกิจตลอดชีวิต เป็นเหยื่อชิ้นงาม ถูกตั้งคำถามว่ารู้เรื่องการเมือง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่
            ถ้ามองย้อนอดีต กลยุทธ์หาเสียงแบบนี้ไม่ใช่ของใหม่ ปี 1800 ฝ่ายตรงข้ามของ Thomas Jefferson โจมตีว่าหาก Jefferson ชนะเลือกตั้ง บ้านของคุณจะลุกเป็นไฟ นองเลือด ผู้หญิงของคุณถูกข่มขืน ฯลฯ

ความเสียหายที่มากกว่าการไปหรือไม่ไปเลือกตั้ง :
            งานศึกษาหลายชิ้นให้ความสำคัญต่อผลการไปใช้สิทธิ์ บางชิ้นระบุว่าการรณรงค์เลือกตั้งทางลบทำให้คนเบื่อหน่ายการเมือง ไม่ไปใช้สิทธิ์ แต่ข้อมูลบางชิ้นกลับบอกว่าช่วยกระตุ้นให้คนออกไปใช้สิทธิ์ เลือกคนที่แย่น้อยกว่า เพราะหวังสกัดไม่ให้คนที่แย่ที่สุดชนะการเลือกตั้ง ('the lesser of the two evils')

การไปหรือไม่ไปใช้สิทธิ์เป็นเรื่องเฉพาะหน้า เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้ง ถ้ามองให้ไกลกว่าการเลือกตั้ง ไม่ว่าคนจะออกไปใช้สิทธิ์มากขึ้นหรือลดลง การรณรงค์เลือกตั้งทางลบทำให้สาธารณชนลดความเชื่อถือต่อนักการเมือง มองรัฐบาลในแง่ลบ ผลสำรวจความคิดเห็นต่อนักการเมืองเป็นหลักฐานบ่งบอกความเสื่อมศรัทธาต่อการเลือกตั้ง ระบอบประชาธิปไตย
การสาดโคลนไปมาระหว่างผู้สมัคร สุดท้ายจึงลงเอยที่ระบอบการเมือง

Mark Gerzon อธิบายอย่างน่าสนใจว่าในยามที่กำลังสาดโคลนกัน คนจะมุ่งจับถ้อยคำแง่ลบ มากกว่าสนใจตัวนโยบาย คนฟังจะคล้อยตามมากขึ้นเรื่อยๆ มีอารมณ์ร่วมกับผู้พูด ผู้สนับสนุนแต่ละฝ่ายจะยิ่งแตกแยก คิดไปคนละทาง แทนที่จะพยายามหาจุดร่วม ระดับคุณธรรมจริยธรรมของคนลดลง การพูดด้วยความคิดสุดโต่งบดบังความคิดเห็นสายกลาง แม้การหาเสียงแบบนี้ไม่ถึงกับก่อสงครามกลางเมือง แต่ตอกย้ำความแตกต่างแปลกแยก ทำลายความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งดี ส่งเสริมค่านิยมพูดแง่ลบ สนใจฟังเรื่องร้ายๆ ของฝ่ายตรงข้าม สุดท้ายคือการเอาชนะด้วยวาทศิลป์ แต่ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ยังอยู่ที่เดิม

ในการอภิปรายตัวต่อตัวแต่ละครั้ง ผู้ชมจะส่งเสียงหัวเราะขบขันเป็นระยะๆ เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าคนจำนวนไม่น้อยชอบฟัง การอภิปรายเพื่อเฟ้นหาผู้นำประเทศไม่ต่างจากละครเบาสมองประเภทเสียดสีสังคม หรือรายการตลกที่พูดพาดพิงนักการเมือง

ประโยชน์ของการรณรงค์เลือกตั้งทางลบ :
งานศึกษาส่วนใหญ่จะอธิบายการหาเสียงแบบสาดโคลนในแง่ลบ ถ้าพิจารณาในแง่กฎหมาย การรณรงค์เลือกตั้งทางลบมีให้เห็นอย่างดาษดื่นเพราะการพูดทางการเมืองได้รับความคุ้มครอง สื่อมวลชนได้รับความคุ้มครอง ในแง่นี้ต้องยอมรับว่าเป็นสังคมที่ให้เสรีภาพการพูด เสรีภาพสื่อ
ข้อดีอีกอย่างคือ ช่วยให้ประชาชนได้ข้อมูล “อีกด้าน” ข้อมูลที่เคยรับรู้ในหมู่คนเล็กๆ กลายเป็นประเด็นที่สาธารณชนรับรู้ พูดคุยในสภากาแฟทั่วประเทศ เช่น ทรัมป์นำหญิง 4 คนที่อ้างว่าถูกบิล คลินตันล่วงละเมิดทางเพศมาประกาศให้สาธารณชนรับรู้ ส่วนฮิลลารีชี้ว่าทรัมป์ไม่เสียภาษีมาแล้ว 18 ปี
การพูดภาพลบช่วยให้ประชาชนได้ข้อมูล 2 ด้าน ช่วยให้ผู้มีสิทธิ์ต้องไตร่ตรองว่าผู้สมัครแต่ละคนมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

การสร้างภาพลบเป็นเรื่องที่ทำกันเรื่อยมา แม้มีเสียงวิพากษ์ข้อเสีย แต่กลายเป็นเรื่องปกติ อยู่คู่กับการเลือกตั้งของอเมริกา กลยุทธ์ วิธีการที่ใช้กลายเป็นแบบอย่างแก่ชาติประชาธิปไตยอื่นๆ
การรณรงค์เลือกตั้งทางลบ เป็นเรื่องราวของการพูดแง่ลบ พูดให้เสื่อมเสีย มีข้อเสียหลายข้อ แต่ช่วยให้สังคมรับรู้ภาพลักษณ์ “อีกด้าน” รู้ข้อมูลที่หลายคนไม่รู้มาก่อน ประโยชน์หลักตกอยู่กับผู้สมัครหาเสียงที่ใช้วิธีนี้ เพราะพิสูจน์แล้วว่าหากใช้อย่างถูกต้องสามารถทำลายคะแนนนิยมฝ่ายตรงข้ามได้มากมาย กระตุ้นให้ประชาชนไปคูหากากบาทให้กับตน
ส่วนปัญหาเศรษฐกิจสังคมที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในช่วงหาเสียง เป็นเรื่องที่ต้องค่อยๆ แก้กันไป เหมือนประเด็นอื่นๆ ที่ค้างคามากมาย
น่าคิดเหมือนกันว่าถ้าลดการหาเสียงแบบสาดโคลน ประเทศจะเจริญรุ่งเรืองกว่านี้หรือไม่
-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
นโยบายปรับความสัมพันธ์กับรัสเซีย ให้ความสำคัญกับการจัดการผู้ก่อการร้าย IS มากกว่าล้มระบอบประธานาธิบดีอัสซาด เป็นประเด็นที่แตกต่างจากท่าทีเดิมของรีพับลิกัน นโยบายให้พันธมิตรนาโต เกาหลีใต้ช่วยแบกรับค่าใช้จ่าย นโยบายการค้ายุติธรรม (fair trade) เป็นเรื่องเก่าดำเนินมาแล้วหลายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเก่าหรือใหม่ การหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์มีเป้าหมายสำคัญคือมุ่งทำลายคะแนนของฮิลลารี คลินตัน เป็นส่วนหนึ่งของหลัก “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์

ในการเลือกตั้งบางครั้ง ไม่มีผู้สมัครคนใดที่ดีพอ คู่ควรกับตำแหน่ง แต่ด้วยระบอบกับระบบพยายามให้ประชาชนออกไปเลือกตั้ง หลายคนจึงใช้วิธีเลือกคนที่แย่น้อยกว่า เพื่อสกัดไม่ให้คนที่แย่ที่สุดได้ถืออำนาจบริหารประเทศ แต่แนวคิดเช่นนี้ไม่ช่วยให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองยั่งยืน เป็นเพียงการซื้อเวลา จึงต้องคิดหาระบบเลือกตั้ง/สรรหาให้ได้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยไม่ยึดกรอบว่าต้องเป็นการเลือก/สรรหาช่วงเวลาหาเสียงเท่านั้น

บรรณานุกรม:
1. Bardes, Barbara A., Shelley, Mack C., & Schmidt, Steffen W. (2012). American Government and Politics Today: Essentials (2011 - 2012 Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
2. Barstow, David., Craig, Susanna., Buettner, Russ., & Twohey Megan. (2016, October 1). Trump Tax Records Obtained by The Times Reveal He Could Have Avoided Paying Taxes for Nearly Two Decades. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/10/02/us/politics/donald-trump-taxes.html?_r=0
3. Bessette, Joseph M., Pitney, John J. Jr. (2011). American Government and Politics: Deliberation, Democracy and Citizenship. USA: Wadsworth.
4. Gerzon, Mark. (2016). The Reunited States of America: How We Can Bridge the Partisan Divide. USA: Berrett-Koehler Publishers.
5. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
6. Greenberg, Edward S., Page, Benjamin I. (2009).The Struggle for Democracy (9th Ed.). USA: Pearson Education.
7. McAdam, Doug., Kloos, Karina. (2014). Deeply Divided: Racial Politics and Social Movements in Postwar America. New York: Oxford University Press.
8. McKay, David. (2009). American Politics and Society (7th Ed.). USA: Blackwell Publishing.
9. Nichols, John., McChesney, Robert W. (2013). Dollarocracy: How the Money and Media Election Complex is Destroying America. New York: Nation Book.
10. Pohl, Ines. (2016, October 10). Analysis: A debate full of hate, without highlights. Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/analysis-a-debate-full-of-hate-without-highlights/a-36003063
11. Polsby, Nelson W., Wildavsky,  Aaron., Schier, Steven E., & Hopkins, David A. (2016). Presidential Elections: strategies and structures of American politics (14th Ed.). Maryland: Rowman & Littlefeld.
12. Quinnell, Kenneth. (2007). Advertisements (political), negative. In Encyclopedia Of American Political Parties And Elections. NY: Infobase Publishing.
13. Steven R. Weisman. (2016, October 1). Steven Weisman: Americans don’t mind paying taxes, but they want Trump to, also. The Salt Lake Tribune. Retrieved from http://www.sltrib.com/opinion/4419720-155/steven-weisman-americans-dont-mind-paying
14. Tumulty, Karen., Rucker, Philip. (2016, October 19). At third debate, Trump won’t commit to accepting election results if he loses. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/trump-wont-commit-to-accepting-election-results-if-he-loses/2016/10/19/9c9672e6-9609-11e6-bc79-af1cd3d2984b_story.html
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ความจริงที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรของทรัมป์ (3)

17 ตุลาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7283 วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.
2559)

ประเด็นทบทวนซาอุฯ :
            ความคิดของทรัมป์ต่อซาอุดิอาระเบียใกล้เคียงกับที่คิดต่อญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นั่นคือ รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากเพื่อป้องกันประเทศเหล่านี้ แต่สหรัฐได้ผลประโยชน์น้อย เดิมซาอุฯ ตะวันออกกลางมีความสำคัญที่เป็นแหล่งน้ำมัน แต่ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนแล้ว เมื่อสามารถผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil/tight oil)

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลซาอุฯ กับสหรัฐ :
            รัฐบาลซาอุดิอาระเบียเริ่มสัมพันธ์ดีกับสหรัฐตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) กุมภาพันธ์ 1945 ไม่กี่เดือนก่อนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กษัตริย์ Abdel-Aziz พบประธานาธิบดีรูสเวลท์ สองฝ่ายตกลงว่าสหรัฐจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์น้ำมันซาอุฯ แลกกับสหรัฐจะปกป้องราชวงศ์จากภัยคุกคาม
            ตลอดช่วงสงครามเย็น ซาอุฯ อยู่ฝ่ายอเมริกา ต่อเนื่องจนสิ้นสงครามเย็น สหรัฐยังคงให้ซาอุฯ เป็นหนึ่งในแกนนำดูแลภูมิภาคตะวันออกกลาง
1990 เมื่ออิรักบุกยึดคูเวต ซาอุฯ เกรงว่าอิรักจะบุกซาอุฯ ด้วย จึงร้องขอความช่วยเหลือ รัฐบาลสหรัฐส่งกองทัพ 230,000 นายพร้อมกองทัพอีกหลายประเทศ ปลดปล่อยคูเวต รัฐบาลซาอุฯ ตอบแทนด้วยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่อเมริกา มีข้อมูลว่าซาอุฯ ใช้จ่ายเพื่อการนี้ถึง 64 พันล้านดอลลาร์ (ส่วนหนึ่งมอบให้ประเทศอื่นๆ ที่ร่วมรบด้วย)
            ความสัมพันธ์ทวิภาคีไม่ได้ราบรื่นเสียทุกเรื่อง เช่น ประเด็นอิสราเอล ปาเลสไตน์ ปี 1948 กองทัพซาอุฯ ร่วมทำสงครามอาหรับกับอิสราเอล สหรัฐอยู่ข้างอิสราเอล

            ทรัมป์พยายามหยิบยกความระหองระแหงระหว่างรัฐบาลโอบามากับฝ่ายซาอุฯ ชูประเด็นว่าพวกซาอุฯ ต่างหากที่ต้องพึ่งพิงความช่วยเหลือจากอเมริกา ดังนั้น ซาอุฯ ควรให้ผลประโยชน์อย่างคุ้มค่า
            ความเข้าใจเช่นนี้มีส่วนถูก ข้อมูลที่ปรากฏจากสื่อบ่งบอกเช่นนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่า 2 ฝ่ายคิดจากเลิกร้างความสัมพันธ์ ผลประโยชน์ของสหรัฐมีมากกว่าเม็ดเงินที่ซาอุฯ ให้โดยตรง

            ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ราชวงศ์ซาอุฯ ตอบแทนด้วยการผลิตน้ำมันป้อนสหรัฐและตลาดโลกอย่างเพียงพอ ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องเป็นราคาที่ “เหมาะสม” นั่นคือไม่ต่ำหรือสูงจนรับไม่ได้ ไม่ปล่อยให้ความเป็นไปของซาอุฯ กับภูมิภาคเป็นเหตุราคาน้ำมันผันผวน หาซื้อยาก จนกระทบต่อเศรษฐกิจโลก กระทบต่อสหรัฐ
การที่รัฐบาลสหรัฐพยายามมีอิทธิพลในภูมิภาคที่อุดมด้วยน้ำมัน ไม่ใช่เพราะหวังใช้น้ำมันจากภูมิภาคนี้เท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบโลก ความเป็นมหาอำนาจ หากวันใดรัสเซียหรือจีนครอบงำตะวันออกกลาง สหรัฐจะสูญเสียพันธมิตร สูญเสียผลประโยชน์มหาศาลอย่างประเมินค่าไม่ได้ และอาจสูญเสียอิสราเอลด้วย
ถ้าจะเอ่ยเจาะจงเศรษฐกิจ สหรัฐได้ประโยชน์มหาศาลจากการค้าน้ำมันของตลาดโลก เพราะเชื่อมโยงกับสกุลเงินดอลลาร์

            เป็นอีกประเด็นที่ทรัมป์หาเสียงโดยย่อประเด็นให้สั้น ตัดรายละเอียด ให้คนฟังเข้าใจง่ายๆ อันตรายร้ายแรงที่ซ่อนอยู่คือ เข้าใจไม่ครบ ความจริงถูกบิดเบือน

ความจริงที่ทรัมป์ไม่พูด นโยบายลดการนำเข้า :
ทรัมป์พยายามลดทอนความสำคัญของซาอุฯ ด้วยการเอ่ยว่าสหรัฐไม่จำต้องพึ่งน้ำมันจากซาอุฯ เพราะปัจจุบันสามารถผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil/tight oil)
ข้อมูลล่าสุด ปี 2015 สหรัฐนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียม 9.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยนำเข้าจาก 88 ประเทศ (น้ำมันปิโตรเลียมประกอบด้วยน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์เหลวจากการกลั่นน้ำมัน) ในจำนวนนี้ร้อยละ 78 เป็นน้ำมันดิบ
ในช่วงเวลาเดียวกัน สหรัฐส่งออกปิโตรเลียม 4.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ตลาด 147 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน (เช่น น้ำมันเครื่อง) ปริมาณนำเข้าสุทธิเท่ากับ 4.7 ล้านบาร์เรลเช่นกัน
            สหรัฐนำเข้าปิโตรเลียมจากซาอุฯ เฉลี่ยวันละ 1.06 ล้านบาร์เรล เท่ากับร้อยละ 11 ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด และนำเข้าจากแคนนาดา 3.76 ล้านบาร์เรลหรือเกือบ 4 เท่าของซาอุฯ ดังนั้น สหรัฐสามารถซื้อทดแทนจากประเทศอื่นๆ หรือจะแทนด้วยน้ำมันหินดินดานย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

            ความจริงที่ทรัมป์ไม่เอ่ยถึงคือ รัฐบาลสหรัฐที่ผ่านมา (ทั้งรัฐบาลรีพับลิกันกับเดโมแครท) ดำเนินนโยบายลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ โดยค่อยๆ ลดการนำเข้า เพิ่มการใช้แหล่งพลังงานภายในประเทศ องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ประเมินว่าก่อนสิ้นปี 2020 สหรัฐจะกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกแซงหน้าซาอุดิอาระเบีย
หากการคาดการณ์ดังกล่าวถูกต้อง แนวโน้มคือสหรัฐจะพึ่งพาแหล่งพลังงานภายในประเทศมากขึ้นๆ ซึ่งเท่ากับว่าจะลดการนำเข้าจากทุกประเทศ ไม่เฉพาะซาอุฯ

            หากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีอาจดำเนินนโยบายลดการนำเข้าจากซาอุฯ ทั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นเป็นมิตรหรือศัตรู แต่เป็นไปตามยุทธศาสตร์แม่บทของประเทศที่กำหนดเช่นนั้น ต้นทุนจากน้ำมันชั้นหินดินดาน พลังงานทางเลือกอื่นๆ ลดต่ำลงเรื่อยๆ และได้รับความนิยมมากขึ้น

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
หลักคิดรวบยอดของทรัมป์คือ สหรัฐเสียงบประมาณกับพันธมิตรมากเกินไป ผลประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มเสีย ทางออกคือชาติพันธมิตรต้องแบกรับภาระเพิ่มเติม อันจะช่วยลดปัญหาขาดดุลของสหรัฐ มิฉะนั้นจะพิจารณาถอนตัวจากความเป็นพันธมิตร ยืนยันว่านโยบายของตนไม่ใช่พวก isolationist แต่เป็นการนำอย่างชาญฉลาด เข้มแข็งกว่าเดิม ความตั้งใจของตนคือทำให้ชาวอเมริกันร่ำรวยกว่าเดิม เพราะด้วยสิ่งนี้ที่จะทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง
            จากตัวอย่างทั้ง 3 กรณี วิเคราะห์ได้ว่า
          ประการแรก “เรื่องเก่า เล่าใหม่”
            นโยบายต่างประเทศของทรัมป์เป็นที่น่าตกตะลึง เมื่อพูดถึงการทบทวนความสัมพันธ์กับพันธมิตรอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นาโต ซาอุดิอาระเบีย เพราะทั้ง 4 ประเทศ/กลุ่มล้วนเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐมาช้านาน
            แต่ถ้าพิจารณาให้ดี จะพบว่าประเด็นที่พูดถึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เป็นประเด็นที่ดำเนินเรื่อยมา ย้อนหลังตั้งแต่สิ้นสมัยสงครามโลก เริ่มสงครามเย็น เป็นประเด็นที่ถกกันเรื่อยมาทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของเดโมแครทหรือรีพับลิกัน ต่างตรงที่ทรัมป์ “พูดตรง พูดแรง” พูดสั้นๆ ทำให้ผู้ที่ฟังเผินๆ จะหลงอยู่ในถ้อยคำ ความเข้าใจแคบๆ ที่ทรัมป์พยายามหยิบยื่นให้
            แท้จริงแล้วนโยบายของทรัมป์ต่อชาติพันธมิตรเหล่านี้ไม่มีอะไรพิเศษแปลกใหม่ พูดให้ชัดคือหาเสียงโดยใช้นโยบายที่มีอยู่แล้ว กำลังดำเนินการอยู่แล้ว เว้นแต่ประโยคที่ว่าอาจถอนตัวจากการเป็นพันธมิตร

            ถ้าจะพูดเรื่องประหยัดงบประมาณกลาโหม หากชาติพันธมิตรแบ่งเบาภาระเพิ่มเติม ย่อมต้องถือว่าได้บรรเทาภาระงบประมาณกลาโหมสหรัฐ ช่วยลดการขาดดุล เป็นไปตามแนวคิดของทรัมป์ แต่หากคิดลดงบประกลาโหมจริงๆ วิธีประหยัดที่ได้ผลมากกว่าหลายสิบหลายร้อยเท่าคือลดขนาดกองทัพ ลดจำนวนกองทัพในที่ต่างๆ ทั่วโลก (ดังที่ทรัมป์พูดว่าให้ประเทศต่างๆ ปกป้องตนเอง จะถอนกองทัพนับแสนนายที่ประจำการนอกประเทศกลับบ้าน)
            รัฐบาลสหรัฐทุกยุคทุกสมัยคิดถึงประเด็นภาระงบประมาณ แต่ที่ยังคงทหารจำนวนมากในต่างแดน มีฐานทัพตามที่ต่างๆ ทุกทั่วภูมิภาคของโลก เพราะเป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ที่มองผลประโยชน์ภาพรวมทั้งหมด ไม่เฉพาะเรื่องขาดดุลมากหรือขาดดุลน้อยเท่านั้น
ดูเหมือนว่าทรัมป์จะไม่เข้าใจหรือไม่ยอมเข้าใจเรื่องนี้ หรือว่าเป็นเพียงกลยุทธหาเสียง

ประการที่ 2 การฉวยประโยชน์ของฮิลลารี
ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ย่อมรู้ดีว่าเรื่องที่ทรัมป์พูดไม่ใช่เรื่องอะไรแปลกประหลาด รู้ว่าประเด็นเหล่านั้นกำลังอยู่ระหว่างเจรจาเรื่อยมา แต่ด้วยวิธีนำเสนอของทรัมป์ทำให้บางคนคิดว่าเป็นประเด็นใหม่ จึงฉวยประโยชน์โจมตีทรัมป์ว่าอ่อนด้อยเรื่องการต่างประเทศ ไม่เข้าใจหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แนวทางของทรัมป์บั่นทอนความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตร
            จุดสุดยอดคือ ฮิลลารีฉวยโอกาสเชื่อมโยงนโยบายต่างประเทศกับการเป็นประธานาธิบดี กล่าวว่า “ในเดือนพฤศจิกายน ชาวอเมริกันไม่เพียงเลือกประธานาธิบดี แต่ยังเลือกผู้บัญชาการทหารสูงสุด (commander-in-chiefตำแหน่งทางทหารของประธานาธิบดี) คนต่อไป ผู้ที่จะตัดสินเลือกว่าควรทำสงครามหรือไม่ (ตัดสินเรื่อง) ชีวิตกับความตาย” คนอย่างทรัมป์ไม่เหมาะกับตำแหน่งดังกล่าว เพราะแนวคิดของทรัมป์ไม่เพียงแปลกประหลาด แต่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง สภาพอารมณ์ไม่เหมาะกับตำแหน่งที่ต้องอาศัยความรู้ ความมั่นคงทางจิตใจ และเต็มด้วยความรับผิดชอบ ไม่ใช่คนที่ควรถือรหัสนิวเคลียร์ (สั่งปล่อยอาวุธนิวเคลียร์)
          เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์หาเสียงด้วยการ “สร้างความกลัวแก่ชาวอเมริกัน” ด้วยสารพัดภัยคุกคาม ฮิลลารี คลินตันโต้กลับด้วยการ “สร้างความกลัวแก่ชาวอเมริกัน” เช่นกัน ด้วยการชี้ว่า “ทรัมป์” คือภัยคุกคามใกล้ตัวที่สุด ร้ายแรงที่สุด

            ถ้าไม่คิดอะไรมาก การหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกาอาจเป็นเพียงวิวาทะของนักการเมือง แต่หากคิดอย่างจริงจัง คิดถึงคุณสมบัติของผู้ปกครองประเทศ อนาคตของชาติ ควรหรือที่ประเทศจะมีผู้นำที่คิดถึงแต่จะเอาชนะเลือกตั้ง โดยไม่คำนึงว่าชาติบ้านเมืองจะเสียหายอย่างไร บุคคลเช่นนี้เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษต่อประชาชน
            ถ้าเป็นผู้สมัครที่มีสติปัญญา กอปรด้วยความรู้ มีคุณธรรม น่าจะสามารถชี้จุดอ่อนฝ่ายตรงข้ามบนพื้นฐานข้อเท็จจริง เสนอแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม นโยบายที่ดีกว่า บนพื้นฐานที่มุ่งสร้างประโยชน์แก่ประชาชน แก่โลกอย่างยั่งยืน
            มีคำถามว่าระบบเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาสามารถคัดสรรคนดีมีฝีมือเข้าบริหารประเทศหรือไม่
-------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ทรัมป์ชูนโยบายทบทวนความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตร เห็นว่าการคงทหารหลายหมื่นนายในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ไม่ก่อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ เท่าที่ควร ต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก ไม่คุ้มค่า ไม่สนใจว่าหากถอนการเป็นพันธมิตรจะส่งผลต่อระบบความมั่นคงภูมิภาคและโลกอย่างไร ความจริงที่ต้องเข้าใจคือประเทศเหล่านี้ช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณมานานแล้ว และยังคงเจรจาต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

ทรัมป์วิพากษ์นาโตว่าเก่าแก้ล้าสมัย ไม่ช่วยต่อต้านก่อการร้ายเท่าที่ควร สหรัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณมากแต่ประโยชน์น้อย จึงคิดพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต ความจริงคือรัฐบาลสหรัฐทุกรัฐบาลพยายามปรับปรุงแก้ไขเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และไม่คิดถอนตัวออกจากนาโต เพราะการสูญเสียพันธมิตรยุโรปเป็นโทษมากกว่า พูดอีกอย่างคือทุกวันนี้ได้ประโยชน์มากอยู่แล้ว

บรรณานุกรม:
1. How the US Could be the World's Next Major Producer of Oil. (2013, January 13). CNBC. Retrieved from http://www.cnbc.com/id/100375838
2. Katusa, Marin. (2015). The Colder War: How the Global Energy Trade Slipped from America's Grasp. USA: John Wiley & Sons.
3. Phillips, Lela. (2003). Saudi Arabia. In Bankston III, Carl L. (Ed.), World Conflicts: Asia and the Middle East (Vol.2, pp. 460-474). California: Salem Press, Inc.
4. Rozen, Laura. (2016, June 2). Clinton dumps on Trump. Al Monitor. Retrieved from http://www.al-monitor.com/pulse/originals/2016/06/hillary-clinton-trump-unfit-commander-chief.html
5. Rubin, Jennifer. (2016, April 28). Donald Trump’s incoherent speech on foreign policy shows why he’s unfit to be president. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/us-election-2016-trump-s-incoherent-speech-on-foreign-policy-shows-why-he-s-unfit-to-be-president-a7004671.html
6. Saudi Arabian Army. (2013, October 23). Saudi Defence. Retrieved from http://www.saudidefence.com/saudi-arabian-army/
7. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html
8. U.S. Energy Information Administration. (2016, October 4). How much petroleum does the United States import and export? Retrieved from http://www.eia.gov/tools/faqs/faq.cfm?id=727&t=6
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ความจริงที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรของทรัมป์ (2)

9 ตุลาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7276 วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.
2559)

ประเด็นทบทวนนาโต :
            ทรัมป์วิพากษ์นาโตหลายเรื่อง สรุปใจความว่ามีปัญหา 3 ข้อ ข้อแรกคือล้าสมัยเพราะก่อตั้งสมัยสงครามเย็น บริบทปัจจุบันแตกต่างไปมาก ข้อ 2 สมาชิกนาโตให้ความสำคัญกับก่อการร้ายน้อยเกินไป มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่เข้าร่วมทำสงครามกับ IS/ISIL/ISIS
            ข้อ 3 ชาติสมาชิกแบกรับภาระน้อยเกินไป ดูจากงบประมาณกลาโหมต่ำกว่าร้อยละ 2 ของจีดีพี ผิดจากข้อตกลงตามกำหนด กองทัพจึงอ่อนแอกว่าที่ตั้งเป้า ตีความว่าสหรัฐต้องเป็นผู้แบกภาระส่วนที่ขาด ต้องจ่ายเงินสนับสนุนมากแต่ประโยชน์น้อย ไม่ยุติธรรมต่อสหรัฐ อีกทั้งขณะนี้ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนแต่ก่อน ดังนั้นหากชาติสมาชิกนาโตไม่ช่วยแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จะขอพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต และถ้าการทำเช่นนี้เป็นเหตุให้นาโตแตกก็ให้แตกไปเลย
            เป็นอีกประเด็นที่ทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรง คราวนี้คือขู่ถอนตัวจากนาโต ปล่อยให้นาโตแตกหรือล่มสลาย ก่อให้เกิดการวิเคราะห์ต่างๆ นานาทั้งต่อตัวทรัมป์และอนาคตนาโต

เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation: NATO) ก่อตั้งหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มสงครามเย็น ประกอบด้วยฝากฝั่งอเมริกาเหนือกับยุโรปตะวันตก เป็นองค์กรเพื่อความมั่นคงโดยเฉพาะ จัดตั้งระบบพันธมิตรทางทหารถ่วงดุลอำนาจฝ่ายคอมมิวนิสต์ เป็นเสาหลักของฝ่ายโลกเสรี กำลังทหารส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มนี้ รวมถึงอาวุธนิวเคลียร์
เมื่อสิ้นสงครามเย็นบทบาทนาโตหลากหลายมากขึ้น แต่ความสำคัญลดลงตามภัยคุกคามที่ลดลง ทั้งยังดำเนินนโยบายปรับความสัมพันธ์กับรัสเซียและยุโรปตะวันออก สมาชิกนาโตแต่ละประเทศดำเนินนโยบายที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น พัฒนาการของอียูที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ
เช่นในปี 2003 เมื่อสหรัฐตัดสินใจบุกอิรัก มีแต่อังกฤษที่สนับสนุนอย่างเต็มที่เท่านั้น ประเทศอย่างฝรั่งเศส เยอรมนีและอื่นๆ ไม่ส่งทหารเข้าร่วมรบ
            เช่นเดียวกับรอบนี้ ดังที่ทรัมป์บอกว่ามี 2 ประเทศเท่านั้นที่สนับสนุนสหรัฐในการทำสงครามต่อต้านก่อการร้าย IS

การแบ่งรับภาระงบประมาณ :
คำขู่สำคัญของทรัมป์คือจะพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต หากชาติสมาชิกไม่ช่วยแบกรับภาระเพิ่มเติม และโยงเหตุผลมากมาย ข้อเท็จจริงคือข้อวิพากษ์ของทรัมป์เป็นเรื่องจริงทั้งหมด แต่เป็นเรื่องเก่าทั้งหมดเช่นกัน เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายได้หารือปรับปรุงแก้ไขเรื่อยมา สิ่งที่ปรากฏ ณ วันนี้คือผลจากการเจรจาต่อรองในอดีต
เริ่มจากประเด็นช่วยแบกรับภาระงบประมาณ ข้อเท็จจริงคือ ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1950 หรือเริ่มก่อตั้งนาโต รัฐบาลสหรัฐเรียกร้องให้ชาติสมาชิกนาโตแบ่งรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล (เพราะขณะนั้นหมายถึงการเผชิญหน้าค่ายสังคมนิยมโซเวียตฝั่งยุโรป) ชาติสมาชิกช่วยบางส่วนแต่น้อยกว่าที่ต้องการ ในการนี้ส่วนหนึ่งหมายถึงการที่ประเทศยุโรปตะวันตกเพิ่มงบประมาณกลาโหม เสริมสร้างกองทัพตนเอง เป็นประเด็นถกเถียงในหมู่นาโตที่เรียกกว่า “burdensharing debate

เยอรมันตะวันตก (ขณะยังไม่รวมประเทศ) กับอังกฤษเคยโต้แย้งว่าสหรัฐได้รับผลประโยชน์ด้านอื่นๆ จากการลงทุนทางทหาร เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมทหารของสหรัฐ (แต่ยุโรปได้น้อย) ที่สำคัญคือเนื่องจากยุโรปตะวันตกเป็นพื้นที่กันชนระหว่างสหรัฐกับค่ายสังคมนิยม หากเกิดสงครามขึ้นจริง ยุโรปตะวันตกจะเสียหายหนักเพราะเป็นพื้นที่สมรภูมิโดยตรง นอกจากนี้สหรัฐหัวเรือใหญ่ของกองทัพนาโต หากต้องการให้ยุโรปแบ่งเบาภาระเพิ่มเติม ต้องแบ่งอำนาจบังคับบัญชาให้ยุโรปด้วย
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเด็นแบ่งเบาภาระงบประมาณเป็นเรื่องที่เจรจาหารือต่อเนื่อง และรุนแรงขึ้นมากในทศวรรษ 1980 เมื่อสหรัฐประสบปัญหาขาดดุลหนัก จำต้องรัดเข็มขัด แต่เนื่องจากความตึงเครียดจากสงครามเย็นเริ่มคลายตัว ความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตดีขึ้น ฝ่ายยุโรปจึงลังเลใจ

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อสิ้นสุดสงครามเย็น ยุโรปตะวันตกไม่เห็นภัยคุกคามจากพวกคอมมิวนิสต์อีกแล้ว สหรัฐปิดฐานทัพหลายแห่ง ถอนกำลังจำนวนมาก รวมถึงอาวุธนิวเคลียร์จำนวนหนึ่งกลับประเทศ เหตุการณ์กลับกลายเป็นว่าพันธมิตรยุโรปอยากให้สหรัฐคงกำลังจำนวนหนึ่งต่อไป ด้วยแนวคิดให้สหรัฐช่วยแบกรับภาระความมั่นคง โดยที่ยุโรปคิดจะลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียว
            นับจากสิ้นสงครามเย็น งบประมาณกลาโหมของประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตกไม่ทรงตัวก็ลดลง เมื่อเกิดวิกฤตการเงิน 2008 ยิ่งทำให้หลายประเทศต้องปรับลดงบประมาณ ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน เบลเยียมและเดนมาร์กปรับลดงบกลาโหมในสัดส่วนเลข 2 หลัก ปรับลดโครงการจัดซื้ออาวุธใหม่หลายรายการหรือไม่ก็เลื่อนออกไป
            ภาวะเศรษฐกิจอันเปราะบางในปัจจุบันเป็นอีกเหตุผล กดดันให้รัฐบาลต้องรัดเข็มขัด มุ่งใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหาสังคม มากกว่าคิดถึงเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว

ที่ผ่านมารัฐบาลโอบามาเรียกร้องให้ชาติสมาชิกนาโตเพิ่มงบประมาณกลาโหม หวังให้ชาติสมาชิกอื่นๆ แสดงบทบาทมากขึ้น เหตุผลสำคัญคือเพื่อต้านอิทธิพลทางทหารของรัสเซียที่กำลังฟื้นตัว ความขัดแย้งยูเครนก่อให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างนาโตกับรัสเซียอีกรอบ รัฐบาลโอบามาหวังให้ชาติสมาชิกนาโตอื่นๆ ขยายกองทัพ แต่ชาติสมาชิกเหล่านี้ไม่ได้คิดเช่นนั้น
มิถุนายน 2011 Robert Gates รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (สมัยรัฐบาลโอบามา) กล่าวว่าบางประเทศหวังความคุ้มครองจากนาโต แต่ไม่ยอมแบ่งรับความเสี่ยงและค่าใช้จ่าย เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ที่ยุโรปหวังลดงบประมาณกลาโหมโดยใช้เงินภาษีของชาวอเมริกัน ตอนนี้ไม่ใช่ยุคสงครามเย็น
มิถุนายน 2013 Ivo Daalder เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำนาโต พูดย้ำตรงไปตรงมาว่า สัดส่วนที่ชาติยุโรปแบกรับน้อยเกินไปจนถึงระดับที่อยู่ไม่ได้อีกแล้ว (unsustainable level)
การเรียกร้องให้สมาชิกนาโตอื่นๆ ช่วยแบกรับภาระงบประมาณนาโตจึงไม่ใช่เรื่องใหม่

ความเป็นนาโตในปัจจุบัน :
นาโตกลับมาให้ความสำคัญกับพลังอำนาจของรัสเซียอีกครั้งเมื่อรัฐบาลปูตินเข้าแทรกแซงสถานการณ์ในยูเครน ส่งทหารเข้ายึดครองไครเมีย (Crimea) เมื่อปี 2014 ไม่ว่าจะมองว่าเป็นการรุกรานหรือป้องกัน เรื่องนี้กลายเป็นสถานการณ์ร้อนแรงให้กลุ่มยุโรปตะวันตกต้องทบทวนขีดความสามารถกองทัพ ทบทวนนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศครั้งใหญ่
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ชาติสมาชิกอียูร้องขอให้สหรัฐเพิ่มกำลังทหารในยุโรป รัฐบาลโอบามาส่งทหารเข้ายุโรปเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่มุ่งคว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซียเป็นหลัก ไม่คิดเผชิญหน้าทางทหาร เชื่อว่าสามารถแก้ไขด้วยวิถีทางการทูต พร้อมกับย้ำความร่วมมือกับยุโรป ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า “ยุโรปกับอเมริการวมเป็นหนึ่งเพื่อสนับสนุนรัฐบาลยูเครนและประชาชนยูเครน” “เรารวมใจเพื่อให้รัสเซียจ่ายราคาในสิ่งที่ได้กระทำในทางใดทางหนึ่ง”
กรณียูเครนเห็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับนาโต แต่ไม่ใช่ยุโรปจะตามใจสหรัฐทุกอย่าง

ทรัมป์พูดถึงสมาชิกนาโต 2 ประเทศที่เข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีผู้ก่อการร้าย IS ในซีเรีย ซึ่งหมายถึง อังกฤษกับฝรั่งเศส ถ้าจะพูดประเด็นนี้ในเชิงลึกจะเป็นเรื่องอ่อนไหวมาก เพราะสมาชิกนาโตหลายประเทศเห็นต่างในการแก้ปัญหาซีเรีย แนวคิดที่ว่า IS เป็นผู้ก่อการร้ายที่รัฐอุปถัมภ์ เป็นเรื่องของรัฐบาลบางประเทศต้องการล้มล้างรัฐบาลอัสซาดแห่งซีเรีย
            เป็นอีกกรณีตัวอย่างที่ชี้ว่านาโตปัจจุบันแตกต่างจากอดีต

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
ทรัมป์พูดถูกว่าควรปฏิรูปองค์การนาโต เพื่อรองรับภัยคุกคามในสมัยศตวรรษที่ 21 ที่แตกต่างจากสมัยสงครามเย็น ข้อวิพากษ์ของทรัมป์เป็นเรื่องจริงทั้งหมด แต่เป็นเรื่องเก่าทั้งหมดเช่นกัน เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายได้หารือปรับปรุงแก้ไขเรื่อยมา มีความเห็นต่างมากมายในหมู่สมาชิก แต่รัฐบาลสหรัฐไม่เคยพูดเรื่องคิดถอนตัวจากนาโต เพราะทุกวันนี้ได้ประโยชน์จากนาโตมากอยู่แล้ว การเจรจาต่อรองที่ดำเนินเรื่อยมาก็เพื่อการปรับปรุงนาโตให้อยู่ในสภาพที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
สิ่งที่ปรากฏ ณ วันนี้คือผลจากการเจรจาต่อรองที่ดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบัน สหรัฐไม่เพียงกังวลรัสเซีย ยังกังวลจีนที่กำลังก้าวขึ้นมาเช่นกัน และทั้ง 2 ประเทศมีผลประโยชน์ร่วม ผูกความสัมพันธ์แนบแน่น ครั้งหนึ่งประธานาธิบดีปูตินกล่าวถึงความสัมพันธ์กับจีนว่า “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับรัสเซียมีความสำคัญยิ่งทั้งในระดับทวิภาคีและระดับโลก”
จีนกับรัสเซียพยายามทำลายนโยบายที่เรียกว่า “ปิดล้อมคู่” (dual containment) พยายามสร้างระบบการเมืองโลก เศรษฐกิจระหว่างประเทศใหม่
            ถ้าพูดเฉพาะด้านการทหาร รัสเซียมีสินค้า (อาวุธกับเทคโนโลยี) ที่จีนต้องการ ส่วนจีนมีเงินมหาศาลพร้อมที่จะใช้จ่าย ความร่วมมือของ 2 ประเทศต่างส่งเสริมซึ่งกันและกัน

หากสหรัฐถอนตัวจากนาโต ปล่อยให้พวกยุโรปป้องกันตัวเอง ดังที่พูดกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เป็นไปได้ว่ารัสเซียจะจับมือกับอียูทำสนธิสัญญาไม่รุกรานต่อกัน อียูเลิกล้มนโยบายขยายตัวสู่ตะวันออก เป็นประโยชน์ต่ออียูที่สามารถปรับลดงบประมาณกลาโหมให้ต่ำกว่าเดิม ส่วนรัสเซียสามารถทุ่มงบประมาณพัฒนาเศรษฐกิจสังคม หรือทุ่มงบประมาณกลาโหมไปสู่เอเชีย ภูมิภาคอื่นๆ

            หลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงให้ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตร หุ้นส่วน สหรัฐไม่สามารถดำเนินการตามลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตร มิตรประเทศต่างๆ เหตุผลหนึ่งที่สหรัฐเป็นมหาอำนาจในปัจจุบันเพราะมีพันธมิตรมาก
            กลุ่มอียูเป็นหนึ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะการต่อต้านรัสเซีย แม้รัฐบาลอียูบางประเทศอาจไม่พอใจนโยบายบางอย่างของสหรัฐแต่ความร่วมมือต้านรัสเซียเป็นประโยชน์มากกว่า ทำนองเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐไม่พอใจอียู
ฮิลลารีกล่าวว่า “รัสเซียกับจีนขาดพลังพันธมิตรอย่างที่สหรัฐมี” 2 ประเทศนี้คงอยากเห็นประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำให้ประเทศตัวเองอ่อนแอ แต่ชาวอเมริกันจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเช่นนี้
ความคิดที่สหรัฐจะทิ้งนาโตเป็นไปได้ยาก ถ้าคิดจะทิ้งคงทิ้งไปนานแล้วไม่ต้องรอให้ทรัมป์พูด

ประเด็นสำคัญที่สุดคือ แท้จริงแล้วนโยบายของทรัมป์ต่อนาโตไม่มีอะไรแปลกใหม่ เป็นหลักนโยบายที่มีอยู่แล้วและกำลังดำเนินอยู่แล้ว แต่วิธีการพูดของทรัมป์อาจทำให้คนฟังรู้สึกแปลกใหม่ ที่แปลกใหม่จริงคงมีเพียงประโยคที่ว่าขู่ว่าจะ “ถอนตัวจากนาโต”
ถ้าตัดประโยคนี้ทิ้ง นโยบายของทรัมป์ต่อนาโตคือ เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นต่อไป
-------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
ทรัมป์ชูนโยบายทบทวนความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตร เห็นว่าการคงทหารหลายหมื่นนายในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ไม่ก่อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ เท่าที่ควร ต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก ไม่คุ้มค่า ไม่สนใจว่าหากถอนการเป็นพันธมิตรจะส่งผลต่อระบบความมั่นคงภูมิภาคและโลกอย่างไร ความจริงที่ต้องเข้าใจคือประเทศเหล่านี้ช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณมานานแล้ว และยังคงเจรจาต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

ความสัมพันธ์กับซาอุดิอาระเบียเป็นอีกกรณีที่ทรัมป์ชี้ว่าต้องทบทวนความสัมพันธ์เพราะประเทศเสียงบประมาณกลาโหมแก่ซาอุฯ มากเกินไป โดยไม่เอ่ยถึงผลประโยชน์อื่นๆ ที่สหรัฐฯ ได้จากภูมิภาค ลดทอนความสำคัญการนำเข้าน้ำมันจากซาอุฯ ทั้งๆ ที่ทุกรัฐบาลมีนโยบายลดการนำเข้าจากทุกประเทศอยู่แล้ว ฮิลลารี คลินตันใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของทรัมป์ “สร้างความกลัวแก่ชาวอเมริกัน” ด้วยการชี้ว่า “ทรัมป์” คือภัยคุกคามใกล้ตัวที่สุด ร้ายแรงที่สุด

บรรณานุกรม:
1. Garcia, Feliks. (2016, April 28). Donald Trump foreign policy speech: 5 contradictions in the presidential hopeful's plan. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/donald-trump-foreign-policy-speech-5-contradictions-in-the-presidential-hopefuls-plan-a7005711.html
2. Gelb, Leslie H., Simes, Dimitri K. (2013, June 25). Beware Collusion of China, Russia. The National Interest. Retrieved from http://nationalinterest.org/article/beware-collusion-china-russia-8640
3. Hale, Thomas., Held, David., & Young, Kevin. (2013). Gridlock: Why Global Cooperation is Failing when We Need It Most. UK: Polity Press.
4. Harper, Jo. (2016, June 2). Clinton blasts Trump as 'unfit' for presidency in foreign policy speech. Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/clinton-blasts-trump-as-unfit-for-presidency-in-foreign-policy-speech/a-19303490
5. Howorth, Jolyon. (2015). Implications of the US Rebalance toward Asia: European Security and NATO. In Origins and Evolution of the US Rebalance toward Asia: Diplomatic, Military, and Economic Dimensions. (Pp.197-222). New York: Palgrave Macmillan.
6. Lucas, Edward. (2008). The New Cold War: Putin's Russia and the Threat to the West. New York: Palgrave Macmillan.
7. Obama Finds Cold War Echoes in Face-Off With Putin. (2014, March 24). Bloomberg. Retrieved from http://www.bloomberg.com/news/2014-03-23/obama-finds-cold-war-echoes-in-face-off-with-putin.html
8. Rubin, Jennifer. (2016, April 28). Donald Trump’s incoherent speech on foreign policy shows why he’s unfit to be president. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/us-election-2016-trump-s-incoherent-speech-on-foreign-policy-shows-why-he-s-unfit-to-be-president-a7004671.html
9. Samuels, Richard J. (Ed.). (2006). Burdensharing. In Encyclopedia Of United States National Security. (p.96). California: Sage Publications.
10. The White House. (2014, April 24). Joint Press Conference with President Obama and Prime Minister Abe of Japan. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/24/joint-press-conference-president-obama-and-prime-minister-abe-japan
11. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html
12. Trump predicts "very massive recession" in U.S. (2016, April 3). CNBC/Reuters. Retrieved from http://www.cnbc.com/2016/04/03/trump-predicts-very-massive-recession-in-us.html
13. Trybus, Martin. (2014). Buying Defence and Security in Europe. UK: Cambridge University Press.
14. Ye, Zicheng. (2011). Inside China's Grand Strategy: The Perspective from the People's Republic. USA: The University Press of Kentucky.
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ความจริงที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรของทรัมป์ (1)

2 ตุลาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7269 วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.
2559)

            สำหรับชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา นโยบายต่างประเทศเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เส้นแบ่งระหว่างเรื่องต่างประเทศกับเรื่องในประเทศนับว่าจะจางหายไป เป็นโลกไร้พรมแดน โลกเชื่อมโยงมากขึ้นทุกวัน
            ในบางปี ประเด็นต่างประเทศมีความสำคัญเป็นพิเศษ เช่น สมัยสงครามเวียดนาม การเลือกตั้งปี 2008 เมื่อทหารอเมริกันจำนวนมากอยู่ในอิรักกับอัฟกานิสถาน บารัก โอบามาตัวแทนจากเดโมแครทชูนโยบายถอนทหารกลับประเทศ การเลือกตั้งรอบนี้มีความสำคัญเช่นกัน ส่วนหนึ่งเกิดจากแนวนโยบายของผู้สมัครโดยตรง โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เสนอเจรจาทบทวนความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรเก่าแก่อย่าง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น นาโต ซาอุดิอาระเบีย
หลักคิดรวบยอดของทรัมป์คือ เห็นว่าสหรัฐเสียงบประมาณแก่พันธมิตรเหล่านี้มากเกินไป ผลประโยชน์ที่ได้ในปัจจุบันน้อยเกินไป ทางออกคือชาติพันธมิตรต้องแบกรับภาระเพิ่มเติม อันจะช่วยลดปัญหาขาดดุลของสหรัฐ มิฉะนั้นจะพิจารณาถอนตัวจากความเป็นพันธมิตร
            ทรัมป์ยืนยันว่าแนวทางของตนไม่ใช่พวก isolationist แต่เป็นการนำอย่างชาญฉลาด เข้มแข็งกว่าเดิม เป้าหมายคือทำให้ชาวอเมริกันร่ำรวยกว่าเดิม เพราะด้วยสิ่งนี้จะทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง
บทความนี้จะวิเคราะห์วิพากษ์นโยบายของทรัมป์ต่อชาติพันธมิตรดังกล่าว

ประเด็นทบทวนความสัมพันธ์ต่อญี่ปุ่น เกาหลีใต้ :
โดนัลด์ ทรัมป์เห็นว่าน่าจะเปิดโอกาสให้ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง 2 ประเทศนี้อยากมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่แล้ว จะถอนทหารอเมริกันที่ประจำการในญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ลดแรงต้านในประเทศที่ต้องคอยปกป้อง 2 ประเทศนี้จากเกาหลีเหนือกับจีน สหรัฐ “ไม่สามารถเป็นตำรวจโลก” นับวันศักยภาพการเป็นตำรวจโลกมีแต่จะเสื่อมถอย ทั้งยังเชื่อว่าหากสหรัฐถูกโจมตี 2 ประเทศจะไม่ช่วยอย่างเต็มกำลัง
ปัจจุบัน ทหารอเมริกันราว 50,000 นายประจำการตามฐานทัพต่างๆ ในญี่ปุ่น 28,500 นายในเกาหลีใต้ ไม่นับเรือรบ เครื่องบินรบ ระบบอาวุธทันสมัยมากมาย บางคนเชื่อว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ด้วย ล่าสุดสหรัฐส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์ B-1 ไปประจำการเกาหลีใต้ และอยู่ระหว่างการหารือติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ที่ทั้งจีนกับรัสเซียคัดค้านอย่างรุนแรง
แต่ถ้ารัฐบาลญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้จะเพิ่มงบประมาณสนับสนุนเพื่อคงกองทัพสหรัฐที่ประจำการใน 2 ประเทศนี้ จะยอมคงทหารประจำการต่อไป แม้ไม่ค่อยเต็มใจนัก

การที่ทรัมป์เอ่ยเรื่องให้ญี่ปุ่น เกาหลีใต้มีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง สหรัฐถอนกำลังกลับ เป็นส่วนหนึ่งที่กำลังพูดว่า 2 ประเทศนี้ต้องหาทางป้องกันตัวเอง รวมถึงภัยจากนิวเคลียร์ เท่ากับลบล้างสนธิสัญญาป้องกันประเทศทวิภาคีที่มีต่อกัน ลบล้างความเป็นพันธมิตรที่ดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2
แนวทางของทรัมป์สร้างความตื่นตระหนักแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น วงการทหาร นักวิชาการ นักวิเคราะห์ รวมทั้งสื่อมวลชน หากสหรัฐถอนกำลัง 2 ประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง ภูมิรัฐศาสตร์ของทั้งคาบสมุทรเกาหลีจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อต่อเอเชียแปซิฟิกและโลก

ถ้าพิจารณาเฉพาะญี่ปุ่น หลายประเทศในเอเชียแปซิฟิกที่เคยถูกกองทัพญี่ปุ่นรุกรานในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคงต่อต้านการพัฒนากองทัพญี่ปุ่นในปัจจุบัน ต้องเข้าใจว่าทั้งๆ ที่ถูกจำกัดด้วยกรอบรัฐธรรมนูญ  ทุกวันนี้ญี่ปุ่นมีกองทัพทันสมัย ทรงอานุภาพอยู่แล้ว นักวิชาการบางคนเชื่อว่าญี่ปุ่นมีความรู้ มีเทคโนโลยี สามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็วถ้าต้องการ ขาดแต่เพียงยังไม่ลงมือผลิตเท่านั้น
ความคิดให้ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ป้องกันตนเอง มีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง จึงไม่ใช่เรื่องของสหรัฐ เท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับหลายสิบประเทศ เกี่ยวข้องกับระบบความมั่นคงภูมิภาคและโลก
ประธานาธิบดีโอบามาวิพากษ์ทรัมป์ว่า “ไม่ค่อยรู้เรื่องนโยบายต่างประเทศ นโยบายนิวเคลียร์ เรื่องคาบสมุทรเกาหลี หรือเรื่องอื่นๆ ของโลก” เตือนชาวอเมริกันให้สนใจนโยบายต่างประเทศของผู้สมัครแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร เพราะจะส่งผลใหญ่หลวงต่อทั้งสหรัฐและโลก

วิพากษ์นโยบายทรัมป์ต่อญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ :
            ทรัมป์อธิบายว่าสนธิสัญญาป้องกันประเทศที่ทำกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เกิดในช่วงฐานะการคลังประเทศแข็งแกร่ง แต่บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป สหรัฐมีปัญหาขาดดุลการค้า ศักยภาพกองทัพลดลงมาก
            เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าสหรัฐมีปัญหาเรื่องขาดดุลรุนแรง แต่กองทัพสหรัฐยังแข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งของโลก แม้ศักยภาพลดลงในบางจุด แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้แผน อยู่ในความควบคุม ที่สำคัญคือไม่มีประเทศใดคิดทำสงครามโดยตรงกับสหรัฐ และไม่เป็นผลดีต่อทุกประเทศ ถ้าโลกเกิดสงครามใหญ่
            การชี้ว่าศักยภาพกองทัพลดลงมาก เป็นปัญหาใหญ่ จึงเป็นการให้น้ำหนักเกินจริง

            ทรัมป์อธิบายอีกว่าด้วยข้อตกลงปัจจุบัน หากญี่ปุ่นโดนโจมตี สหรัฐต้องเข้าช่วยเต็มกำลัง ในทางกลับกันถ้าสหรัฐโดนโจมตี ญี่ปุ่นจะไม่ช่วยขนาดนั้น ถ้อยคำนี้กำลังพูดว่าสหรัฐเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เรื่องที่ทรัมป์ไม่เข้าใจหรือไม่พูดถึงคือ ที่มาที่ไปของสนธิสัญญา ส่วนถ้าจะพูดเจาะจงสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐใช้ความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เพื่อผลประโยชน์อื่นๆ ที่ใหญ่กว่า เช่น เข้ามาพัวพันในเอเชียแปซิฟิก ต้องการพันธมิตรช่วยปิดล้อมจีน การแสดงตัวเป็นมหาอำนาจโลก
ทรัมป์พูดเรื่องนี้เรื่องนั้นมากมาย เช่น เสนอให้ 2 ประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง โยงถึงความเป็นตำรวจโลกของอเมริกา แท้จริงแล้วประเด็นของทรัมป์ต่อญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ สรุปสั้นๆ มีเรื่องเดียวคือ ต้องการให้ 2 ประเทศแบ่งเบาภาระงบประมาณส่วนนี้มากขึ้นเท่านั้นเอง

ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ช่วยแบ่งรับค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว :
เรื่องที่สาธารณชนควรเข้าใจคือ ฝ่ายญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ช่วยแบ่งรับค่าใช้จ่าย (cost sharing) มานานหลายสิบปีแล้ว ข้อเท็จจริงคือสหรัฐมีฐานทัพของตนตามที่ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคของโลก ในการนี้มีข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับเจ้าของประเทศว่าจะแบ่งรับภาระค่าใช้จ่ายอย่างไร ในช่วงสงครามเกาหลี ช่วงที่ประเทศเกาหลีใต้เริ่มตั้งตัว สหรัฐแบกรับภาระทั้งหมด เมื่อถึงปลายทศวรรษ 1980 ความตึงเครียดจากสงครามเย็นเริ่มกลายตัว  สหรัฐขาดดุลมหาศาล กลายเป็นแรงกดดันให้ประเทศต่างๆ ต้องช่วยแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม รัฐบาลเกาหลีใต้ยอมช่วยบางส่วน
การเจรจามักยืดเยื้อยาวนาน เพราะต่างเห็นว่าการคงอยู่ของกองทัพอเมริกันเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่าย ยากจะได้ข้อสรุปร่วมว่าแต่ละฝ่ายควรออกค่าใช้จ่ายเท่าใด ทางการเกาหลีใต้อ้างว่ายังไม่ได้นำค่าเช่าที่ ตัวอาคาร สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มาคำนวณ ด้านหลักการของสหรัฐคือเกาหลีใต้จะต้องรับภาระมากขึ้นๆ เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองทั้งในเกาหลีใต้กับสหรัฐ บางคนถึงกับเสนอลดจำนวนทหารที่ประจำการในเกาหลีใต้
            ในอดีตที่ผ่านมา มีข้อมูลมากมายที่ชี้ว่าญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เพิ่มการแบกรับภาระงบประมาณ เช่น ในสมัยนายกฯ Fukuda Takeo (1976–1978) ช่วยแบ่งเบาภาระเพิ่มเติม ทำให้ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่นดีขึ้น

            เมื่อรัฐบาลโอบามาประกาศยุทธศาสตร์ปรับสมดุลเอเชียแปซิฟิก ประเด็นงบประมาณคืออีกเรื่องที่ฝ่ายการเมืองให้ความสนใจ จะต้องดำเนินการอย่างไรจึงไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณไม่พอ เพราะเป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องกินเวลาหลายปี (ต้องใช้จ่ายต่อเนื่องหลายปี)
แนวทางของรัฐบาลโอบามานอกจากเรียกร้องให้ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณเพิ่มเติม ยังสนับสนุนให้ 2 ประเทศเพิ่มงบกลาโหมของตนเอง เพิ่มศักยภาพกองทัพ (ทำนองเดียวกับที่ให้ประเทศยุโรปตะวันตกเพิ่มงบประมาณกลาโหมรับมือสงครามเย็น) เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมรัฐบาลอาเบะจึงประกาศเพิ่มงบประมาณกลาโหม ทำนองเดียวกับรัฐบาลเกาหลีใต้ เพราะทั้งหมดอยู่ในแผนที่คิดล่วงหน้ามาแล้วหลายปี เช่น ในระยะ 5 ปีข้างหน้าญี่ปุ่นจะซื้ออาวุธเพิ่ม 240,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 8.4 ล้านล้านบาท)
            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า ภายใต้การบริหารของรัฐบาลอาเบะ ญี่ปุ่นจะมีส่วนเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงโลกมากขึ้น สหรัฐยินดีกับบทบาทดังกล่าว กองทัพสหรัฐในภูมิภาคและญี่ปุ่นจะเป็นกองกำลังที่มีขีดความสามารถ ทันสมัยมากที่สุด
ข้อมูลทั้งหมดให้ข้อสรุปว่า การเรียกร้องให้ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณทหารสหรัฐที่ประจำการใน 2 ประเทศดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เป็นประเด็นที่หารือเรื่อยมา และทั้ง 2 ประเทศเพิ่มงบประมาณสนับสนุนมากขึ้นๆ มีข้อมูลว่าปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นช่วยจ่ายถึงปีละ 1.6 พันล้านดอลลาร์ (190 พันล้านเยน) รัฐบาลเกาหลีใต้ช่วยจ่ายปีละ 867 ล้านดอลลาร์ ไม่นับค่าใช้จ่ายส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวฐานทัพโดยตรง ที่เจ้าของประเทศเป็นผู้แบกรับ

สมมุติว่าทรัมป์ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี ขอเพียงรัฐบาล 2 ประเทศนี้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยละ เช่น 3-5 เปอร์เซ็นต์ เพียงเท่านี้ทุกอย่างจะกลับสู่สภาพเดิม ทรัมป์สามารถพูดว่าได้ทำตามนโยบายที่หาเสียงแล้ว
เนื้อหาสาระนโยบายของทรัมป์ต่อญี่ปุ่น เกาหลีใต้มีเพียงเท่านี้เอง ที่เหลือทั้งหมดมากมายคือวาทกรรม
เป็นกลเม็ดหาเสียงของทรัมป์ที่พยายามสร้างความแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่นๆ ให้ผู้ฟังเห็นว่าแตกต่าง ทั้งที่โดยความจริงแล้วไม่มีสาระสำคัญประการใด

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของทรัมป์ ปลายเดือนมีนาคม 2016 นายโยชิฮิเดะ ซูกะ (Yoshihide Suga) หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า รัฐบาลอาเบะคงนโยบายเช่นเดิม คือ ไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ “ไม่ว่าใครเป็นประธานาธิบดี ความเป็นพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐ คือเสาหลักของนโยบายต่างประเทศญี่ปุ่น” “เราจะร่วมงานกับสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อความมั่งคั่งและความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและของโลก”
            ถ้อยคำของหัวหน้าเลขาธิการซูกะ อาจเป็นถ้อยคำของผู้มีความเข้าใจมากที่สุด นั่นคือทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอย่างที่เข้าใจ
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
นโยบายปรับความสัมพันธ์กับรัสเซีย ให้ความสำคัญกับการจัดการผู้ก่อการร้าย IS มากกว่าล้มระบอบประธานาธิบดีอัสซาด เป็นประเด็นที่แตกต่างจากท่าทีเดิมของรีพับลิกัน นโยบายให้พันธมิตรนาโต เกาหลีใต้ช่วยแบกรับค่าใช้จ่าย นโยบายการค้ายุติธรรม (fair trade) เป็นเรื่องเก่าดำเนินมาแล้วหลายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเก่าหรือใหม่ การหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์มีเป้าหมายสำคัญคือมุ่งทำลายคะแนนของฮิลลารี คลินตัน เป็นส่วนหนึ่งของหลัก “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์


ทรัมป์วิพากษ์นาโตว่าเก่าแก้ล้าสมัย ไม่ช่วยต่อต้านก่อการร้ายเท่าที่ควร สหรัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณมากแต่ประโยชน์น้อย จึงคิดพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต ความจริงคือรัฐบาลสหรัฐทุกรัฐบาลพยายามปรับปรุงแก้ไขเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และไม่คิดถอนตัวออกจากนาโต เพราะการสูญเสียพันธมิตรยุโรปเป็นโทษมากกว่า พูดอีกอย่างคือทุกวันนี้ได้ประโยชน์มากอยู่แล้ว

ความสัมพันธ์กับซาอุดิอาระเบียเป็นอีกกรณีที่ทรัมป์ชี้ว่าต้องทบทวนความสัมพันธ์เพราะประเทศเสียงบประมาณกลาโหมแก่ซาอุฯ มากเกินไป โดยไม่เอ่ยถึงผลประโยชน์อื่นๆ ที่สหรัฐฯ ได้จากภูมิภาค ลดทอนความสำคัญการนำเข้าน้ำมันจากซาอุฯ ทั้งๆ ที่ทุกรัฐบาลมีนโยบายลดการนำเข้าจากทุกประเทศอยู่แล้ว ฮิลลารี คลินตันใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของทรัมป์ “สร้างความกลัวแก่ชาวอเมริกัน” ด้วยการชี้ว่า “ทรัมป์” คือภัยคุกคามใกล้ตัวที่สุด ร้ายแรงที่สุด

บรรณานุกรม:
1. Akira, Iikura., Braddick, Christopher. (2008). Fukuda Takeo (1905–1995). In The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia. (pp.761-762). USA: ABC-CLIO.
2. Comments by Donald Trump Draw Fears of an Arms Race in Asia. (2016, April 2). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2016/04/02/world/politics-diplomacy-world/obama-bashes-trump-lack-knowledge-foreign-policy-world-events/#.VwCHUJx97IV
3. Joint Press Conference with President Obama and Prime Minister Abe of Japan. (2014, April 24). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/24/joint-press-conference-president-obama-and-prime-minister-abe-japan
4. Kerry says U.S. backs Japan's military buildup. (2013, December 18). Japan Today/AFP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/kerry-says-u-s-backs-japans-military-buildup
5. Kim, Young C. (2015). The US Policy of Rebalance: Japanese and South Korean Perspectives. In Origins and Evolution of the US Rebalance toward Asia: Diplomatic, Military, and Economic Dimensions. (Pp.147-170). New York: Palgrave Macmillan. Manning, Robert A. (2016, March 29). Trump’s ‘Sopranos’ Worldview Would Undo Asian Alliances. Atlantic Council. Retrieved from http://www.atlanticcouncil.org/blogs/new-atlanticist/trump-s-sopranos-worldview-would-undo-asian-alliances
7. Ramzy, Austine. (2016, March 28). Comments by Donald Trump Draw Fears of an Arms Race in Asia. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/29/world/asia/donald-trump-arms-race.html?_r=0
8. Rubin, Jennifer. (2016, April 28). Donald Trump’s incoherent speech on foreign policy shows why he’s unfit to be president. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/us-election-2016-trump-s-incoherent-speech-on-foreign-policy-shows-why-he-s-unfit-to-be-president-a7004671.html
9. Sutter, Robert. (2014). The United States in Asia Durable Leadership. In David Shambaugh and Michael Yahuda (Eds.), International Relations of Asia (2nd ed.). Maryland: Rowman & Littlefield.
10. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html
11. Trump details ‘America first’ foreign policy views, threatening to withdraw troops from Japan, South Korea. (2016, March 27). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2016/03/27/world/politics-diplomacy-world/trump-details-america-first-foreign-policy-views-threatening-withdraw-troops-japan-south-korea/#.Vvh-wtJ97IV
12. Young, James V. (2003). Eye on Korea: An Insider Account of Korean-American Relations. USA: Texas A&M University.
-----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...