วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

‘อิสลามหัวรุนแรง’ ของทรัมป์: “It's not personal, ...”

26 มิถุนายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7171 วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2559)

โดนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้ “เหมารวม” ว่ามุสลิมทุกคนคือผู้ก่อการร้าย ศาสนาอิสลามสนับสนุนการก่อการร้าย แต่ ท่าทีและนโยบายของทรัมป์ “ส่อเหมารวมว่ามุสลิมทุกคนคือผู้ต้องสงสัย” เช่น เสนอนโยบายตรวจสอบติดตามมุสลิมทุกคน ตรวจตรามัสยิดทุกแห่ง ทั้งๆ ที่มุสลิมมัสยิดส่วนใหญ่ต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS ผู้ที่สนับสนุน IS เป็นคนส่วนน้อยเท่านั้น
          ถ้าทรัมป์เข้าใจและยอมรับความแตกต่างระหว่างผู้ก่อการร้าย IS กับมุสลิมทั่วไป ทรัมป์จะไม่เสนอนโยบายตรวจตรามัสยิดทุกแห่ง จุดอ่อนสำคัญที่สุดคือใครก็เป็นผู้ก่อการร้ายได้ไม่จำต้องเป็นมุสลิมเท่านั้น

ความขัดแย้งระหว่างอิสลามกับคริสต์ :
            ไม่ว่าประวัติศาสตร์ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ปัจจุบันมุสลิมกับผู้นับถือคริสต์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่ามีความขัดแย้งระหว่าง 2 ศาสนามานานหลายร้อยปีแล้ว
          เรื่องที่หลายคนจะหยิบยกขึ้นมาพูดคือสงครามครูเสดที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 900 ปีก่อน เรื่องดังกล่าวยังถูกนำมาเอ่ยถึงอยู่เสมอราวกับว่าสงครามยังคงดำเนินต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่เปลี่ยนรูปเปลี่ยนวิธี ไม่ว่าความคิดเช่นนี้จะสวนทางกับข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด เช่น คนมุสลิมกับผู้นับถือคริสต์ทั่วโลกส่วนใหญ่อยู่ร่วมกันโดยสันติ ผู้นำศาสนา องค์กรศาสนา ผู้นำประเทศหลายประเทศเน้นย้ำให้อยู่อย่างสันติ ระบอบประชาธิปไตยให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา
          ข้อเท็จจริงคือมุสลิมทั่วโลกจำนวนไม่น้อยต่อต้านตะวันตก ส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยสงครามครูเสด ส่วนหนึ่งเป็นความขมขื่นในสมัยล่าอาณานิคม เมื่อพวกอาหรับ เปอร์เซีย เติร์กและชนหลายกลุ่มที่นับถืออิสลามถูกชาติตะวันตกยึดครอง ขูดรีดผลประโยชน์ การก่อตั้งประเทศอิสราเอล ฯลฯ
            รวมความแล้ว มุสลิมจำนวนมากรู้สึกขมขื่นต่อประวัติศาสตร์เมื่อนักล่าอาณานิคมตะวันตก รัฐบาลตะวันตกกดขี่ขูดรีดตนหลายยุคหลายสมัย

            ไม่เพียงแต่ประวัติศาสตร์หลายร้อยปีที่ชักนำให้มุสลิมต่อต้านตะวันตก ความเป็นไปของโลกในยุคปัจจุบันมีส่วนสำคัญทำให้มุสลิมบางคนต่อต้านตะวันตกเช่นกัน ความวุ่นวายในหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง การรุกคืบของวัฒนธรรมตะวันตก ล้วนถูกอธิบายว่าคือการรุกราน การทำลายล้างจากรัฐบาลตะวันตก
            ข้อมูล ความรู้เช่นนี้มีอยู่ทั่วไป มุสลิมจำนวนมากศึกษาเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่เด็ก เป็นไปได้ว่าบางคนบางกลุ่มเกิดความคิด “ตอบโต้ด้วยความรุนแรง” แม้คำสอนของอิสลามกระแสหลักจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
            ข้อเท็จจริงที่ทรัมป์ละเลยคือมุสลิมส่วนใหญ่รักสันติ ตัวอย่างใกล้ตัวมากที่สุดคือมุสลิม 3 ล้านคนในอเมริกานั่นเองที่เกือบทั้งหมดไม่เพียงอยู่อย่างสันติมานานนับร้อยปี ทั้งยังเป็นฝ่ายถูกคุกคามด้วยซ้ำ

          ขณะที่ทรัมป์มุ่งพูดถึงภัยที่จะมาจากมุสลิม ฮิลลารี คลินตันพูดถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐกับชุมชนมุสลิมในประเทศว่านับจากโศกนาฏกรรม 9/11 เป็นต้นมาได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด พลเมืองที่เป็นมุสลิมผู้รักสันติหลายล้านคนกำลังดำเนินชีวิต ทำงาน ดูแลครอบครัวตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ พวกเขากำลังพยายามจัดการพวกหัวรุนแรงเช่นกัน สิ่งที่รัฐควรทำคือสนับสนุนพวกเขา ไม่ใช่ให้เป็นแพะรับบาปหรือโดดเดี่ยวพวกเขา

การสร้างความแปลกแยกระหว่างมุสลิมกับสังคมอเมริกา :
เรื่องที่ทุกคนรู้ (รวมทั้งทรัมป์) ความแปลกแยกกลายเป็นประเด็นสำคัญตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 สังคมอเมริกันถูกตอกย้ำภัยจาก “อิสลามหัวรุนแรง” ผ่านผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์และอื่นๆ สารพัดกลุ่ม สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่ง IS/ISIL/ISIS กลายเป็นที่เป็นผู้ก่อการร้ายกลุ่มสำคัญในขณะนี้ พร้อมกับเหตุการณ์ก่อการร้ายเป็นระยะๆ ในหลายประเทศ และล่าสุดคือการสังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้ (Orlando Shooting)
ความแปลกแยกในที่นี้หมายถึง การรู้สึกแตกต่าง ถูกปฏิบัติอย่างแตกต่างโดยไม่สมเหตุผล ถูกกีดกันให้ห่างออกไป เกิดความรู้สึกไม่อยากอยู่ร่วมกัน ทั้งๆ ที่เป็นพลเมืองอเมริกันเหมือนกัน วิธีที่พบเห็นบ่อยคือชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่พยายาม “อยู่ห่าง” จากคนที่มีหน้าตาคล้ายคนตะวันออกกลาง ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานบ่งบอกว่าเขาคนนั้นเป็นผู้ก่อการร้าย ซ้ำร้ายอาจนับถือศาสนาความเชื่ออื่นๆ เพียงแต่มีหน้าตาคล้ายคนตะวันออกกลาง
            อันตรายร้ายแรงจากแนวนโยบายของทรัมป์คือตอกย้ำความ “แปลกแยก” ระหว่างมุสลิมกับสังคมอเมริกา เกิดคำถามว่าคือทรัมป์กำลังสร้างภาพ “ลบ” ต่อศาสนาอิสลามหรือไม่ กำลังละเมิดรัฐธรรมนูญ บั่นทอนเสรีภาพการนับถือศาสนาทางอ้อมหรือไม่

พฤติกรรมของทรัมป์ตรงข้ามกับรัฐบาลโอบามาที่ในเวลาเดียวกันพยายามเอ่ยเรื่องเสรีภาพการนับถือศาสนา ประธานาธิบดีโอบาแถลงหลังเกิดเหตุว่า “ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติใด ศาสนา ความเชื่อหรือเพศใด เราทั้งหมดเป็นคนอเมริกัน เราจำต้องดูแลซึ่งกันและกัน ปกป้องกันและกันในทุกเวลาเมื่อเผชิญหน้าพฤติกรรมอันโหดร้ายนี้”
            เป็นภาพที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงระหว่างทรัมป์กับรัฐบาลโอบามา

ทรัมป์มีความคิดแอบแฝงหรือไม่ :
            ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าคนที่ชื่อโดนัลด์ ทรัมป์จะไม่สามารถแยกแยะระหว่างผู้ก่อการร้าย IS กับมุสลิมทั่วไปที่รักสันติ เพราะเรื่องราวในโลกมีมากมายไม่มีใครสามารถเข้าใจรู้ดีไปหมดทุกเรื่อง แต่ในฐานะ “ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี” จะต้องมีทีมงาน ทีมนโยบาย ทีมที่ปรึกษามากพอจนสามารถแยกแยะว่าอะไรคืออะไร
            ทรัมป์ไม่ได้หาเสียงคนเดียว เป็นเหมือนผู้สมัครคนอื่นๆ ที่มีทีมงาน มีผู้ให้คำแนะนำ และผู้พยายามมาให้คำแนะนำ จึงต้องสรุปว่านโยบายที่ใช้หาเสียงผ่านการกลั่นกรองมาดีแล้ว (และน่าจะเป็นเช่นนั้นถ้าหวังชนะการเลือกตั้ง) อีกทั้งทรัมป์พูดเรื่องมุสลิมหลายรอบในต่างกรรมต่างวาระ ผ่านการตอบโต้หลายครั้ง จึงไม่อาจปฏิเสธว่านโยบายต่อมุสลิมนั้นเกิดจากความไม่เข้าใจ ไม่ตั้งใจ
            ด้วยสมมุติฐานข้างต้น จึงเกิดคำถามสำคัญว่านโยบายแง่ลบต่อมุสลิมทั้งหลายทั้งปวงนั้น ทรัมป์มีความคิดแอบแฝงใดหรือไม่

            ประการหนึ่งที่เห็นชัดคือ ทรัมป์หาเสียงด้วยวิธีการสร้างความแปลกแยก ให้คนอเมริกันหวาดผวาเรื่องผู้ก่อการร้ายอย่างรุนแรง เพื่อให้ได้คะแนนเสียง โดยยอมทิ้งพลเมืองเชื้อสายอาหรับ คนที่นับถืออิสลามเพราะเห็นว่าเป็นคนส่วนน้อย
            แก่นของระบอบประชาธิปไตยข้อหนึ่งคือ ใช้หลักเสียงข้างมาก (Majority Rule) ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การปกครองโดยเสียงข้างมาก เป็นการปกครองโดยประชาชนทั้งหมดร่วมกัน โดยยอมรับความจริงว่าคนย่อมไม่คิดเห็นตรงกันทั้งหมด เพื่อให้ได้หาข้อยุติจึงใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ไม่ละเมิดสิทธิและพยายามรักษาผลประโยชน์ของเสียงข้างน้อย
          กลยุทธ์การหาเสียงของทรัมป์นอกจากละเมิดสิทธิของเสียงข้างน้อยแล้วยังใช้ประโยชน์ด้วยการสร้างความแปลกแยก

It's not personal, it's business.:
            นับจากโศกนาฏกรรม 9/11 รัฐบาลบุชออกนโยบายหลายอย่างเพื่อต่อต้านก่อการร้าย ไม่ว่าจะอิงข้อมูลที่เป็นทางการหรือจากนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนล้วนบ่งบอกว่า ทุกวันนี้รัฐบาลตรวจสอบติดตามคนอเมริกันผู้ต้องสงสัยทุกคน การดักฟังโทรศัพท์ แอบเปิดอ่านอีเมล์เป็นภารกิจที่ทำเป็นปกติ
            และนโยบายดังกล่าวยังคงอยู่จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน
ดังนั้น ผู้ที่เข้าใจมาตรการป้องกันผู้ก่อการร้ายจะสรุปว่าข้อเสนอของทรัมป์ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย อีกทั้งจะเป็นโทษมากกว่า จึงเกิดคำถามว่าแล้วทำไมทรัมป์จึงพยายามเสนอนโยบายตรวจสอบติดตามมุสลิมทุกคน ชูประเด็น “อิสลามหัวรุนแรง” กำลังหาเสียงโดยโหนกระแสโรคหวาดกลัวอิสลาม (Islamophobia) ที่มีอยู่ในสังคมอเมริกา (และอีกหลายประเทศในยุโรป) หรือไม่

            ประเด็น “อิสลามหัวรุนแรง” สามารถวิเคราะห์ผ่านหลายมุมมอง บทวิเคราะห์นี้ยึดกรอบว่าโดยส่วนตัวแล้วโดนัลด์ ทรัมป์อาจไม่ได้จงเกลียดจงชังมุสลิม แต่ที่พยายามปลุกกระแส “อิสลามหัวรุนแรง” เชื่อมโยงกับการก่อการร้ายในประเทศก็เพียงเพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นอีกประเด็นที่ “ให้ความรู้สึกรุนแรง” มากเพียงพอที่จะผลักให้คนอเมริกันออกจากบ้านไปคูหาเลือกตั้งและกากบาท สอดคล้องสำนวนที่ว่า “It's not personal, it's business.
ตัวอย่างผลสำรวจเมื่อสิ้นเดือนมกราคม 2016 ของ Bloomberg News ทำร่วมกับ Des Moines Register บ่งชี้ว่าความนิยมของทรัมป์เพิ่มขึ้นเมื่อพูดเรื่อง “อิสลามหัวรุนแรง” ห้ามมุสลิมอพยพเข้าประเทศจนแซงนำเท็ด ครูซ (Ted Cruz) ผู้สมัครพรรคเดียวกันที่ได้คะแนนตามมาเป็นที่ 2 อย่างหลุดลุ่ย
            ยิ่งมาถึงวันนี้เห็นชัดว่าแม้ทรัมป์จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งจากในและต่างประเทศ คนของพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ให้การ “สนับสนุน”
อีกประเด็นที่ควรพูดคือเรื่องไม่รับผู้อพยพมุสลิมเข้าประเทศ Stephen Yale-Loehr ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจาก Cornell ชี้ว่านโยบายห้ามผู้อพยพเข้าเมืองเพราะเหตุผลทางศาสนาไม่น่าจะทำได้ เพราะเท่ากับละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 14
ที่สุดแล้ว หากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี ทรัมป์อาจยื่นเสนอนโยบายนี้แล้วก็ตกไป เพราะศาลศาลสูงสุด (Supreme Court) ไม่ให้ผ่าน เมื่อถึงตอนนั้นไม่มีใครโทษทรัมป์ได้เพราะได้ทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ และไม่มีผลอะไรต่อทรัมป์เพราะได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
คงต้องขอพูดอีกครั้งว่า It's not personal, it's business.
          ผู้มีสติปัญญาในสังคมอเมริกันควรตั้งคำถามว่าการทำเช่นนี้ประเทศชาติจะได้หรือเสียประโยชน์มากกว่ากัน
---------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
โดนัลด์ ทรัมป์ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐไม่พลาดโอกาสนำเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้มาสนับสนุนนโยบายกีดกันมุสลิมบางกลุ่มเข้าประเทศ เทคนิคการหาเสียงทรัมป์สรุปสั้นๆ ได้ว่า “เล่นกับความรู้สึก” ของคน โดยขยายความประเด็นนั้นๆ ให้รุนแรงที่สุด (สร้างความรู้สึกให้แรงสุด) โจมตีผู้สมัครคนอื่นว่าผิดหมด (ทำลายแนวทางเลือกอื่นๆ) พร้อมกับเสนอวิธีแก้ไขที่ไม่อาจสมเหตุผลแต่ตอบสนองความรู้สึกของผู้ที่มองแง่ลบต่อมุสลิมอยู่แล้ว

บรรณานุกรม:
1. Buncombe, Andrew. (2016, January 31). Donald Trump has clear lead over rivals in final poll before Iowa caucus. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/donald-trump-has-clear-lead-over-rivals-in-final-poll-before-iowa-caucus-a6844496.html
2. CIA chief says ISIL 'formidable' despite setbacks. (2016, June 17). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2016/06/cia-chief-isil-formidable-setbacks-160616160207789.html
3. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
4. Healy, Patrick., Barbaro, Michael. (2015, December 7). Donald Trump Calls for Barring Muslims From Entering U.S. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/politics/first-draft/2015/12/07/donald-trump-calls-for-banning-muslims-from-entering-u-s/
5. Martin, Jonathan., Burns, Alexander. (2016, June 13). Blaming Muslims After Attack, Donald Trump Tosses Pluralism Aside. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/06/14/us/politics/donald-trump-hillary-clinton-speeches.html?_r=0
6. National Security Agency. (2013, October). The National Security Agency: Missions, Authorities, Oversight and Partnerships. Retrieved from http://www.NSA.gov/public_info/_files/speeches_testimonies/2013_08_09_the_NSA_story.pdf
7. Orlando shooting: Obama slams Trump's Muslim ban call. (2016, June 15). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2016/06/obama-slams-trump-anti-muslim-rhetoric-160614164625273.html
8. Text of Hillary Clinton’s remarks on the Orlando shooting and terrorism. (2016, June 13). Market Watch. Retrieved from http://www.marketwatch.com/story/text-of-hillary-clintons-remarks-on-the-orlando-shooting-and-terrorism-2016-06-13
9. The White House. (2016, June 12). Remarks by the President After Briefing on the Attack in Orlando, Florida. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2016/06/13/remarks-president-after-briefing-attack-orlando-florida
10. Trump backs surveillance of mosques despite criticism of rhetoric. (2016, June 15). Arab News/Reuters. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/940096/world
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การสังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้กับเทคนิคหาเสียงของทรัมป์

19 มิถุนายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7164 วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2559)

เมื่อวันอาทิตย์ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา เกิดเหตุมือปืนกราดยิงประชาชน เป็นเหตุให้ 49 คนเสียชีวิต บาดเจ็บจำนวนมาก ผู้ลงมือคือนายโอมาร์ มาทีน (Omar Mateen) อายุ 29 ปี เป็นพลเมืองอเมริกัน พ่อแม่เป็นผู้อพยพจากอัฟกานิสถาน นายมาร์ทีนเป็นมุสลิม ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยกว่า 10 ปีแล้ว ครอบครองปืนอย่างถูกกฎหมาย นายมาทีนประกาศตนจงรักภักดีต่อนายอบู บาการ์ อัล-บักดาดี (Abu Bakr al-Baghdadi) ผู้นำกลุ่มรัฐอิสลาม (IS)

ท่าทีของทรัมป์ :
            ไม่นานหลังเกิดเหตุโดนัลด์ ทรัมป์ใช้เหตุการณ์นี้กล่าวสนับสนุนนโยบายไม่รับมุสลิมอพยพเข้าประเทศ ชี้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือเรื่องที่เขาเตือนล่วงหน้าแล้ว แม้นายมาทีนเป็นพลเมืองอเมริกันโดยกำเนิด “แต่พ่อแม่เขาไม่ใช่และแนวคิดของเขาก็ไม่ได้เกิดที่นี่”
            ในระยะหลังทรัมป์จำกัดกรอบไม่รับมุสลิมอพยพกับมุสลิมจากบางประเทศเข้าเมือง โดยเฉพาะประเทศที่มีประวัติก่อการร้ายต่อสหรัฐ ชี้ว่าคนเหล่านี้คือต้นเหตุของการก่อการร้ายในประเทศ ถึงกับเชื่อว่าเป็นแผนของผู้ก่อการร้ายที่จะแอบแฝงเข้าประเทศ
            ข้อเท็จจริงที่ทรัมป์ละเลยคือ ปัจจุบันประชากรอเมริกันที่นับถืออิสลามมีราว 3.3 ล้านคน ในจำนวนนี้ร้อยละ 24 เป็นคนที่เปลี่ยนมานับถืออิสลามภายหลัง (ก่อนหน้านี้นับถือศาสนาอื่น) ร้อยละ 40 ของผู้ต้องสงสัยที่ถูกทางการจับกุมคือคนที่เปลี่ยนมานับถืออิสลามภายหลัง คนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้อพยพหรือลูกหลานของผู้อพยพ อาจเป็นคนอเมริกันผิวขาวแท้ๆ

            ประเด็นที่วิพากษ์กันมากคือทรัมป์ระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นอิสลามหัวรุนแรง (radical Islamic terrorist) “อิสลามหัวรุนแรงต่อต้านสตรี ต่อต้านเกย์ และต่อต้านอเมริกัน”
            ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าทรัมป์ไม่ได้บอกว่ามุสลิมทุกคนหัวรุนแรง หวังจะทำงานร่วมกับชุมชนมุสลิม หวังให้ชาวอเมริกันทุกคนรวมทั้งมุสลิมประสบความสำเร็จ อเมริกันยังคงจะอดกลั้นและเป็นสังคมเปิดต่อไป
            หนึ่งในมาตรการที่ทรัมป์เรียกร้องคือออกกฎหมายตรวจสอบติดตามมัสยิดต่างๆ “ด้วยความเคารพ เราต้องตรวจตรามัสยิดต่างๆ และเราต้องตรวจตราสถานที่อื่นๆ เพราะถ้าไม่แก้ไขปัญหา มันจะกินประเทศของเราทั้งเป็น” ต้องรู้ว่าผู้คิดก่อเหตุกำลังคุยกับใคร องค์กรไหน รู้ว่ามัสยิดใดหรือกลุ่มไหนมีแนวคิดหัวรุนแรง
นอกจากนโยบายไม่รับมุสลิมอพยพ นโยบายอื่นๆ เช่น สนับสนุนให้คนอเมริกันมีอาวุธต่อไป หากไม่ปล่อยให้มีเสรีภาพในการถือครองปืน จะเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตราที่ 2 และจะกลายเป็นว่าผู้ก่อการร้ายเท่านั้นที่มีอาวุธ จะเพิ่มประสิทธิภาพเรื่องข่าวกรองและทำสงครามเอาชนะ IS ในต่างแดน

เทคนิคการหาเสียงของทรัมป์ :
            การสังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้สามารถประมวลเทคนิคหาเสียงของทรัมป์ ดังนี้
            ประการแรก ตอบสนองความต้องการของประชาชน
            ทรัมป์มีมุมมองโดยรวมที่ค่อยไปทางลบต่อมุสลิม สอดคล้องกับชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่คิดเช่นนี้เหมือนกัน ถ้ายึดหลักประชาธิปไตยอาจตีความว่าทรัมป์เป็นผู้สมัครที่ “ตอบสนอง” ความต้องการของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
            กรณีการควบคุมปืนเป็นอีกตัวอย่าง
            ฮิลลารีชูประเด็นควบคุมอาวุธปืนเป็นแนวทางของเดโมแครท แต่คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย ตรงข้ามกับทรัมป์ที่สนับสนุนเรื่องประชาชนมีอาวุธปืน เชื่อมโยงกับประเด็นความน่ากลัวของมุสลิมหัวรุนแรง สร้างภาพอย่างผิดๆ ว่าถ้าประชาชนไม่มีอาวุธ ผู้ก่อการร้ายจะก่อเหตุตามใจชอบ
จะเห็นว่าทรัมป์มุ่งนำเสนอประเด็นที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชน “มีความรู้สึกรุนแรง”

            แม้ผู้นำองค์กรมุสลิมอเมริกันกว่า 10 แห่งทั่วประเทศแถลงประณามการสังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้ ผู้ก่อเหตุทำผิดหลักศาสนาและขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้สูญเสีย แต่มุสลิมบางคนเชื่อว่าชาวอเมริกันทั่วไปไม่สนใจแถลงการณ์เหล่านั้น หลายคนยังมองมุสลิมเป็นพวกหัวรุนแรง เกลียดชังคนอาหรับ เหตุสังหารหมู่จะเป็นอีกครั้งที่จะกระตุ้นกระแสเกลียดชังมุสลิม

            ประการที่ 2 พูดตรงพูดความจริง?
            เทคนิคอีกประการที่ทรัมป์ใช้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกคือย้ำว่าตนเป็นคนพูดตรง พูดความจริง
            การพูดตรงพูดความจริงน่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์หาเสียง ประเด็นอยู่ที่พูดความจริงที่เป็น “ความจริง” หรือไม่ หรือเพียงพูดสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดเห็นเช่นนั้น สรุปสั้นๆ คือ พูดทวนความในใจของคนฟังซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทำให้คนฟังคล้อยตาม และเห็นว่านโยบายของทรัมป์คือนโยบายที่ดีตอบสนองความต้องการของประชาชน

            ในขณะเดียวกันจะโจมตีว่าคนอื่นอ่อนแอ
แต่ไหนแต่ไรพรรครีพับลิกันจะโจมตีประธานาธิบดีโอบามาว่าเป็นผู้นำที่อ่อนแออยู่เสมอ ในประเด็นความมั่นคงทางทหารพวกพรรครีพับลิกันมักใช้ถ้อยคำลีลาที่รุนแรงกว่าประธานาธิบดีโอบามา ทั้งๆ ที่โดยสาระอาจแทบไม่ต่างกันเลย
มีกรณีตัวอย่างที่สนใจคือ เมื่อรัฐบาลโอบามาถูกกดดันทั้งจากภายในและภายนอกประเทศให้โจมตีกองทัพรัฐบาลซีเรียหลังเกิดเหตุใช้อาวุธเคมีที่ชานกรุงดามัสกัสเมื่อสิงหาคม 2013 มีผู้เสียชีวิตถึง 1,429 คน รัฐบาลโอบามาประกาศชัดว่ากองทัพรัฐบาลอัสซาดต้องรับผิดชอบ
พวกรีพับลิกันกดดันให้ประธานาธิบดีโอบามาสั่งการโจมตี แต่ประธานาธิบดีโอบามาโยนให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสินใจ ที่สุดแล้วเรื่องเงียบหายไปเฉยๆ (ทางสภาชี้แจงว่าต้องใช้เวลาพิจารณา) ไม่มีการชี้แจงเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
            บางครั้งทรัมป์พูดโจมตีคนอื่นว่าอ่อนแออย่างไร้เหตุผล เช่น ทรัมป์รู้ว่าฮิลลารีจะไม่เอ่ยคำว่า “อิสลามหัวรุนแรง” จึงนำจุดนี้เป็นข้อสรุปว่าฮิลลารีอ่อนแอ อันที่จริงแล้วจะเอ่ยคำดังกล่าวหรือไม่ ไม่ควรเป็นข้อสรุปว่าคนผู้นั้นเป็นผู้นำที่เข้มแข็งหรือไม่
            รวมความแล้ว การโจมตีพวกเดโมแครทว่าอ่อนแอคือแนวทางของรีพับลิกัน ทรัมป์ไม่ได้แตกต่างจากพรรค ไม่ว่าจะโจมตีประธานาธิบดีโอบามาหรือฮิลลารีนำสู่ข้อสรุปเดียวกันคือต้องเลือกรีพับลิกันซึ่งหมายถึงตัวเขานั่นเอง

ประการที่ 3 พูดแบบ “เหมารวม”
ความตอนหนึ่งทรัมป์กล่าวโทษมุสลิมอเมริกันที่ไม่ยอมส่งมอบพวกหัวรุนแรงให้กับเจ้าหน้าที่ พวกเขา “ไม่ส่งมอบคนที่พวกเขารู้ว่าเป็นคนเลว” จึงเกิดเหตุรุนแรงและมีคนตาย ประโยคนี้ทรัมป์ใช้วิธี “เหมารวม” ว่ามุสลิมอเมริกันทุกคนช่วยปกป้องมุสลิมหัวรุนแรง ถ้าทรัมป์ตั้งใจพูดเช่นนั้นจริงเท่ากับทรัมป์สร้างกระแสเกลียดชังมุสลิม ไม่ต่างจากมุสลิมบางคนประกาศทำสงครามกับผู้นับถือคริสต์
            การพูดแบบ “เหมารวม” เป็นการย่อถ้อยคำให้กะทัดรัด เข้าใจง่าย จดจำง่าย ข้อเสียคือสร้างความเข้าใจผิดได้ง่าย เช่นกรณีนี้อาจตีความว่าหมายถึงมุสลิมอเมริกันทุกคนที่ปกป้องพวกหัวรุนแรง

ความจริงแล้วพฤติกรรมของมาร์ทีนไม่เป็นที่ยอมรับจากมุสลิมกระแสหลัก องค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation: OIC) มีแถลงการณ์เตือนการหาเสียงเพื่อเป้าหมายส่วนตัว ใช้วาทกรรมสร้างกระแสหวาดกลัวอิสลาม OIC ยืนยันหลักการอิสลามที่ให้รักสันติ ก่อการร้ายทุกรูปแบบเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
            แถลงการณ์ของ OIC ครั้งนี้สอดคล้องกับแถลงการณ์ในอดีต เช่นเมื่อกันยายน 2014 ยืนยันว่าแนวทางของกลุ่มก่อการร้ายอย่าง IS ไม่มีส่วนใดที่เข้ากับอิสลาม และขอประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มเหล่านี้

            ประการที่ 4 สร้างภาพให้เห็นความรุนแรง
การสังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้เป็นโศกนาฏกรรมในตัวเองอยู่แล้ว เป็นเหตุร้ายที่รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์การสังหารหมู่โดยมือปืน ทรัมป์อาศัยเหตุร้ายนี้ “ขยายผล” ให้เห็นความรุนแรงที่จะ “มากขึ้น” ชี้ว่าในอนาคตจะเกิด “ซ้ำอีก” และ “รุนแรงกว่าเดิม”
ผู้ก่อการร้ายก่อเหตุเพราะรู้ว่าไม่สามารถสู้กับฝ่ายตรงข้ามซึ่งหน้า จึงใช้วิธีก่อเหตุรุนแรงต่อคนทั่วไป ยิงหรือจุดระเบิดให้มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนมาก ด้วยความหวังว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะสร้างความหวาดผวาแก่สังคม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ วิธีหาเสียงของทรัมป์สร้าง “ความหวาดผวาให้หนักกว่าเดิม” ตอกย้ำความน่ากลัวของมุสลิมหัวรุนแรง น่าคิดว่าทรัมป์กำลังก่อการร้ายกับประเทศตัวเองหรือไม่ กำลัง “ขยายผล” เหตุร้ายออร์แลนโด้หรือไม่

            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวโต้นโยบายการตรวจตรามุสลิมอเมริกันว่า “เรากำลังปฏิบัติต่อมุสลิมอเมริกันอย่างแตกต่าง (จากพลเมืองอื่นๆ) หรือไม่ ...เรากำลังเริ่มแบ่งแยกพวกเขาเพราะความเชื่อหรือไม่” หากสังคมอเมริกันเกลียดชังมุสลิมเท่ากับเข้าแผนโฆษณาชวนเชื่อของ IS ที่ต้องการให้มุสลิมทำสงครามกับทุกศาสนา ผลักดันให้หลายคนอยู่ฝ่ายผู้ก่อการร้าย
            ความอีกตอนกล่าวว่า เราเคยผ่านเหตุการณ์ในอดีตที่รัฐบาลของเราปฏิบัติอย่างมิชอบต่อพลเมือง “เป็นส่วนของประวัติศาสตร์ที่น่าละลาย” นั่นไม่ใช่อุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่ช่วยให้เราปลอดภัยขึ้น นโยบายตรวจตรามุสลิมอเมริกันจะทำให้ผู้ก่อการร้ายลดความพยายามหรือไม่ เราจะมีพันธมิตรมากขึ้นไหม

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
เมื่อพิจารณาคำปราศรัยคำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐผ่านเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้ สรุปสั้นๆ ได้ว่าทรัมป์ใช้วิธี “เล่นกับความรู้สึก” ของคน โดยขยายความประเด็นนั้นๆ ให้รุนแรงที่สุด (สร้างความรู้สึกให้แรงสุด) โจมตีผู้สมัครคนอื่นว่าผิดหมด (ทำลายแนวทางเลือกอื่นๆ) พร้อมกับเสนอวิธีแก้ไขที่ไม่อาจสมเหตุผลแต่ตอบสนองความรู้สึกของผู้ที่มองแง่ลบต่อมุสลิมอยู่แล้ว
น่าสนใจว่าสถานการณ์โลกจะเป็นอย่างไรหากสหรัฐอเมริกาได้โดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
เป็นหลักการที่ถูกต้องถ้าผู้พูดเลือกพูดประเด็นที่ผู้ฟังสนใจ ผู้ฟังจะชอบใจถ้าได้ฟังเรื่องที่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อตน แต่การหาเสียงด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นการชี้นำสังคมไปผิดทิศผิดทาง ไม่ใช่คุณสมบัติของผู้ที่ประกาศตัวอาสาเป็นตัวแทนประชาชนรับใช้ประเทศ กรณีทรัมป์หาเสียงเพื่อเอาใจพวกที่นิยมชมชอบอิสราเอลเป็นกรณีตัวอย่าง เป็นจุดอ่อนประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง

บรรณานุกรม:
1. Anderson, Sean K., & Sloan, Stephen. (2009). Historical Dictionary of Terrorism (3rd Ed.). USA: Scarecrow Press.
 2. Hanania, Ray. (2016, June 13). MUSLIM ORGANIZATIONS DENOUNCE ORLANDO MASSACRE. The Arab Daily News. Retrieved from http://thearabdailynews.com/2016/06/13/muslim-organizations-denounce-orlando-massacre/
3. Martin, Jonathan. (2016, June 12). Donald Trump Seizes on Orlando Shooting and Repeats Call for Temporary Ban on Muslim Migration. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/06/13/us/politics/trump-clinton-sanders-shooting-reaction.html
4. Orlando shooting: Obama slams Trump's Muslim ban call. (2016, June 15). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2016/06/obama-slams-trump-anti-muslim-rhetoric-160614164625273.html
5. Organization of Islamic Cooperation. (2014, September 25). OIC welcomes President Obama’s call to confront extremist ideology. Retrieved from http://www.oic-oci.org/oicv2/topic/?t_id=9363&t_ref=3737&lan=en
6. Organization of Islamic Cooperation. (2016, June 13). The OIC Calls for Caution before Passing Judgment over the Incident in Florida or Associating it with Political Agendas. Retrieved from http://www.oic-oci.org/oicv3/topic/?t_id=11295&t_ref=4439&lan=en
7. Read Donald Trump’s Speech on the Orlando Shooting. (2016, June 13). TIME. Retrieved from http://time.com/4367120/orlando-shooting-donald-trump-transcript/
8. Swicord, Jeff. (2016, June 13). Islamist Extremism in US Getting Closer Look. VOA News. Retrieved from http://www.voanews.com/content/islamist-extremism-in-america/3374109.html
9. Trump backs surveillance of mosques despite criticism of rhetoric. (2016, June 15). Arab News/Reuters. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/940096/world
10. The White House. (2013, August 30). Government Assessment of the Syrian Government’s Use of Chemical Weapons on August 21, 2013”. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/30/government-assessment-syrian-government-s-use-chemical-weapons-august-21)
11. The White House. (2013, August 31). Statement by the President on Syria. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/31/statement-president-syria
12. Usborne, David. (2016, June 15). After Orlando, President Obama denounces Donald Trump on policy towards Muslims. 'Where does it stop?' The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/after-orlando-president-obama-denounces-donald-trump-on-policy-towards-muslims-where-does-it-stop-a7082446.html
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ข้อเสนอโครงสร้างเครือความมั่นคงเอเชียแปซิฟิกของสหรัฐ

12 มิถุนายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7157 วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2559)

ในการประชุมแชงกรี-ลา (Shangri-La Dialogue) ปีล่าสุดเมื่อต้นเดือนมิถุนายน แอช คาร์เตอร์ (Ash Carter) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับความมั่นคงของเอเชียแปซิฟิกหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทะเลจีนใต้ บางเรื่องที่นำเสนอเป็นเรื่องใหม่ บางเรื่องเป็นของเดิม พอสรุปสาระสำคัญทั้งจากข้อมูลในอดีตและล่าสุด ดังนี้

ยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชีย :
            แอช คาร์เตอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐกล่าวว่านโยบายปรับสมดุลในช่วงต่อไปไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องความมั่นคงเท่านั้น สหรัฐจะพัวพันด้านเศรษฐกิจ การทูตให้มากขึ้น TPP จะเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างเข้มข้น รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐจะเดินทางมาประเทศในภูมิภาคถี่กว่าเดิม
อันที่จริงแล้ว ยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) หรือยุทธศาสตร์ปรับสมดุลเอเชียแปซิฟิก (rebalanced strategy in Asia-Pacific) คือการที่รัฐบาลสหรัฐปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ กำลังทหารตามบริบทที่เปลี่ยนไป ให้ความสำคัญต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น ยุทธศาสตร์ครอบคลุมทุกด้านอย่างสมบูรณ์ ทั้งด้านการทหาร การเมือง การค้าการลงทุน การพัฒนาและค่านิยม
ในแง่มุมความมั่นคงทางทหาร มักสัมพันธ์กับนโยบายเดินเรือเดินอากาศเสรีในทะเลจีนใต้และสัมพันธ์กับสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี ประเด็นเกาหลีเหนือ

            ความตอนหนึ่งรัฐมนตรีคาร์เตอร์กล่าวว่า “อันที่จริงแล้วเมื่อประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก้าวขึ้นมา เมื่อประเทศพัฒนา งบกลาโหมเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจรุ่งโรจน์ เราคาดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงคำนิยาม การแสวงหาผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของประเทศเหล่านี้” เกาหลีเหนือยังคงยั่วยุ ยังคงทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงโขดหิน เกาะแก่งต่างๆ เพื่อสิทธิ์ในการประมง ทรัพยากรพลังงาน และเสรีภาพการเดินเรือเดินอากาศ
            ในคำชี้แจงที่ประกาศต่อสาธารณะ ความสำคัญของยุทธศาสตร์ปรับสมดุลคือ เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐเพื่อความสนับสนุนความมั่นคงภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก “เพราะภูมิภาคนี้เป็นถิ่นอาศัยของประชากรเกือบครึ่งโลกและครองเศรษฐกิจโลกเกือบครึ่ง มีผลต่อความมั่นคงและความมั่งคั่งของอเมริกา” ไม่มีจุดมุ่งหมายฉุดรั้งประเทศใดหรือคิดจะล้มประเทศใด
พร้อมกับระบุว่าเป็นแนวทางที่ทั้งพรรครีพับลิกันกับเดโมแครทต่างให้การสนับสนุน

ลักษณะเครือข่ายโครงสร้างความมั่นคงใหม่ :
หัวใจหลักที่ฝ่ายสหรัฐนำเสนอปีนี้คือ แนวคิดการสร้างเครือข่ายความมั่นคง (security network) ในสุนทรพจน์ที่ตั้งชื่อว่า “The Asia-Pacific’s Principled Security Network” ซึ่งหมายถึงแนวคิดโครงสร้างความมั่นคงแบบใหม่เพิ่มเติมรูปแบบเดิมที่มีอยู่แล้ว (ยกตัวอย่าง กลไกของอาเซียนคือหนึ่งในโครงสร้างความมั่นคงเดิม) โครงสร้างใหม่นี้อยู่ระหว่างการหารือและปีที่ผ่านมามีความคืบหน้ามาก
            รัฐบาลสหรัฐต้องการเข้ามีส่วนร่วมในโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาค เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของทุกประเทศ “สหรัฐอเมริกาต้องการปกป้องสิทธิ์ของทุกประเทศ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ให้ชนะ ก้าวขึ้นมา มั่งคั่งและตัดสินใจอนาคตของตนเอง”

            จากสุนทรพจน์และคำอธิบายพอจะสรุปลักษณะเครือข่ายความมั่นคงใหม่ได้ว่า ทุกประเทศต้องมีส่วนร่วม ประเด็นความมั่นคงเป็นเรื่องที่ทุกประเทศต้องมีส่วนรักษาความมั่นคง ร่วมแบ่งปันผลประโยชน์ สหรัฐจะให้ความสำคัญกับ East Asia Summit สนับสนุนอาเซียนเป็นศูนย์กลางโครงสร้างความมั่นคง จะกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตร หุ้นส่วน เช่น อาเซียน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย
            ภายใต้โครงสร้างความมั่นคงใหม่ รัฐบาลสหรัฐตั้งใจจะเชื่อมโยงความมั่นคงของประเทศกับประเทศอื่นๆ เข้าด้วยกันให้ใกล้ชิดกว่าเดิม มีภัยคุกคามร่วมหลายอย่าง เข่น ก่อการร้าย การเดินเรือเสรี

           รัฐมนตรีคาร์เตอร์พูดอย่างน่าฟังน่าคิดว่า “สหรัฐไม่ได้พยายามสร้างสงครามเย็น (Cold War) รูปแบบใดๆ หรือแบ่งแยก เผชิญหน้า” กับใครในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐหวังระบบที่ทุกประเทศมีส่วนร่วม ทุกคนทำงานร่วมกัน ไม่ได้พยายามผลักให้แยกจากกัน นั่นไม่ใช่แนวทางของเรา สหรัฐไม่ต้องการเผชิญหน้าขัดแย้งกับจีนโดยตรง “เราไม่ต้องการขัดแย้งกับรัสเซียหรือจีน พวกเราเป็นมหาอำนาจและเคารพกัน” และพูดอย่างชวนคิดว่า “แต่พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของเขาเองซึ่งอาจชักนำให้เป็นปรปักษ์กับสหรัฐอเมริกาหรือประเทศอื่นๆ ทั่วโลก”

ลักษณะประการอื่นๆ คือ เปิดเผย โปร่งใส เคารพสิทธิของทุกประเทศ ไมใช่เรื่องของพลังอำนาจทางทหาร ไม่ใช่เรื่องของขั้วอำนาจ การบ่อนทำลาย การข่มขู่จากประเทศที่ใหญ่กว่า แต่ตั้งอยู่บนการเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคง กฎหมายระหว่างประเทศ บรรทัดฐานระหว่างประเทศ และแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ทั้งนี้โครงสร้างใหม่จะต้องไม่หนีประเด็นที่ยาก
ในขณะเดียวกันสหรัฐจะเพิ่มกำลังรบ เพิ่มขีดความสามารถทางทหารเพื่อความมั่นคงของภูมิภาคยึดมั่นว่าจะแก้ปัญหาข้อพิพาทด้วยสันติวิธี
            ในกรณีทะเลจีนใต้ ทุกประเทศต้องยุติหรือระงับการอวดความเป็นเจ้าของพื้นที่พิพาท ยุติการเสริมกำลังรบในเขตพื้นที่พิพาท สหรัฐจะต่อต้านการเสริมกำลังรบในพื้นที่พิพาท
            สหรัฐจะปกป้องการเดินเรือและเดินอากาศเสรี สหรัฐจะบิน แล่นเรือและปฏิบัติตามที่กฎหมายระหว่างประเทศอนุญาตดังเช่นที่กองกำลังสหรัฐทำเช่นนี้ทั่วโลก
และพูดทิ้งท้ายว่า “แต่ละประเทศกำลังตัดสินทางเลือกด้วยตนเอง ... เราหวังว่าทุกประเทศรวมทั้งจีนจะเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายและไม่กันตัวเองออกจากระบบ แต่ละประเทศต้องตัดสินใจทางเลือกเหล่านี้ด้วยตัวเอง”

วิเคราะห์และสรุป :
            ประการแรก ไม่ได้ละทิ้งโครงสร้างเดิมของอาเซียน
            จากข้อมูลล่าสุดเครือข่ายใหม่โครงสร้างใหม่ที่พูดถึงไม่ได้ละทิ้งโครงสร้างเดิมของอาเซียน เป็นการปรับปรุงโครงสร้างใหม่ที่รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ผลักดัน
            อย่างไรก็ตาม มีคำถามว่าเครือข่ายใหม่จะบดบังความสำคัญเครือข่ายที่มีอยู่เดิมหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป สหรัฐต้องการเข้ามาเป็นผู้ชี้นำ แสดงบทบาทนำในเครือข่ายนี้ใช่หรือไม่ ระบบการตัดสินใจจะยึดหลักฉันทามติ (consensus) ที่อาเซียนยึดมาตลอดหรือไม่ บทบาทของจีนเป็นอย่างไร
            อีกคำถามสำคัญคือโครงสร้างใหม่เอื้อผลประโยชน์ทุกประเทศจริงหรือไม่ โครงสร้างความมั่นคงใหม่จะมีลักษณะคล้ายนาโต (NATO) หรือความร่วมมือสามฝ่ายระหว่างสหรัฐ-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้หรือไม่

          ประการที่ 2 สหรัฐกำลังแสดงบทบาทขอเป็นผู้นำแล้ว
            โครงสร้างใหม่ไม่น่าจะเกิดขึ้นง่ายๆ ลำพังเรื่องจีนจะมีส่วนหรือไม่ การตัดสินใจจะยึดหลักฉันทามติหรือไม่ก็ยุ่งยากเพียงพอแล้ว แต่ไม่ว่าเครือข่ายใหม่จะสำเร็จตามความประสงค์หรือไม่ นับว่าสหรัฐกำลัง “พัวพันมากขึ้น” แสดงบทบาท “ขอเป็นผู้นำ” แล้ว
            ภายใต้แผนสร้างเครือข่ายความมั่นคงใหม่นี้จะเป็นอีกเหตุผลให้รัฐบาลสหรัฐชุดนี้และชุดต่อไปๆ แสดงบทบาทของตนนอกเหนือจากเหตุผลเดิม เช่น การรักษาการเดินเรือเดินอากาศเสรี ดังที่สหรัฐชี้แจงว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ปรับสมดุลที่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว

          ประการที่ 3 จัดระเบียบคาบสมุทรเกาหลี จัดระเบียบทะเลจีนใต้
            ถ้ามองในมุมกว้างขึ้น หลายปีที่ผ่านมานับจากได้รัฐบาลชินโซ อาเบะ รัฐบาลโอบามากระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลอาเบะกลายเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงที่เข้มแข็งกว่าเดิมมาก ได้แผนความร่วมมือป้องกันประเทศสหรัฐ-ญี่ปุ่นด้านความมั่นคง (Guidelines for U.S.-Japan Defense Cooperation) ฉบับใหม่ที่เปิดทางให้ญี่ปุ่นมีบทบาททางทหารเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด
            ความสำเร็จที่โดดเด่นมากที่สุดคือการที่รัฐบาลอาเบะสามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องหญิงบำเรอ (comfort women) กับรัฐบาลเกาหลีใต้ของประธานาธิบดี ปาร์ค กึน-เฮ (Park Geun-hye) ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลปาร์คเห็นว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปรับความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น แต่แล้วอยู่ดีๆ ก็ตกลงกันได้ การปรับความสัมพันธ์นี้ทำให้ความร่วมมือ 3 ฝ่าย อันได้แก่สหรัฐ-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้เริ่มเห็นทิศทางสดใสกว่าเดิมมาก
ไม่มีหลักฐานว่ารัฐบาลโอบามาอยู่เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าวหรือไม่ แต่หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลโอบามาพยายามนำนายกฯ อาเบะกับประธานาธิบดีปาร์คมานั่งบนโต๊ะเจรจาเดียวกัน
ดังนั้น พอจะสรุปได้ว่ารัฐบาลโอบามาประสบความสำเร็จในการ “ปรับสมดุล” พันธมิตรคาบสมุทรเกาหลี จึงเหลือแต่การ “ปรับสมดุล” ทะเลจีนใต้เท่านั้น

          ประการที่ 4 การแข่งขันจัดระเบียบเอเชียแปซิฟิกของมหาอำนาจ
            การจัดระเบียบภูมิภาคการจัดระเบียบโลกไม่ใช่เรื่องใหม่ ถ้าจะพูดให้ครบฝ่ายจีนกำลังอยู่ระหว่างจัดระเบียบโลกใหม่ตามแนวทางของตนเช่นกัน ดังที่เคยเสนอในบทความ “ข้อเสนอ 7 ยุทธศาสตร์ผลักดันสัมพันธ์จีน-อาเซียน” “จีนเดินหน้าต่อต้านระเบียบโลกตะวันตก สร้างระเบียบโลกใหม่”
ในมุมของจีน รัฐบาลจีนย่อมไม่อาจทนนิ่งเฉยปล่อยให้ฝ่ายสหรัฐเดิมเกมสร้างอิทธิพล แสวงหาผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว เมื่อสหรัฐ “เขยิบ” จีนจึงต้อง “ขยับ” เช่นกัน
ถ้ากลับมาพูดเรื่องใกล้ตัวอาเซียน ทะเลจีนใต้เป็นเส้นทางเดินเรือที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของโลก ปัจจุบันราวร้อยละ 50 ของเรือพาณิชย์ทั่วโลกอาศัยเส้นทางดังกล่าว การส่งออกนำเข้าของทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกล้วนพึ่งพาเส้นทางนี้ การคุมเส้นทางเดินเรือจึงเหมือนกับการคุมเส้นทางไหลเวียนของเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงร่างกาย (ประเทศ) เป็นประโยชน์สำคัญยิ่ง (vital interest) ของทุกประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคที่ต่างฝ่ายต่างยอมให้กันไม่ได้
            ข้อควรระวังคือ การมุ่งพูดแต่มุมความขัดแย้งอาจเป็นการโหมกระพือปัญหาให้ “รุนแรงเกินจริง” ดังนั้น นอกจากจะพูดปัญหาเพื่อให้เข้าใจ “โจทย์” จะต้องพูดถึง “แนวทางแก้ไข” อย่างเป็นรูปธรรม พูดถึงวิธีการลดระดับความร้อนแรงของสถานการณ์ บางครั้งการ “แช่แข็ง” สถานการณ์อาจเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด
เครือข่ายโครงสร้างความมั่นคงใหม่จะ “ตอบโจทย์” หรือจะเป็น “ตัวปัญหา” จึงเป็นคำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อน พร้อมๆ กับที่อาเซียนต้อง “ปรับสมดุล” ตัวเอง
-----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
คำว่าเดินเรือเสรี ฟังดูผิวเผินเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย แต่คำว่าเดินเรือเสรีของรัฐบาลหมายถึงเฉพาะสหรัฐเท่านั้นที่มีความเสรีเป็นพิเศษเหนือประเทศอื่นๆ ส่วนประเทศอื่นๆ ที่เรือจะต้อง “เสรีภายใต้กรอบระเบียบที่วางไว้” ซึ่งเสรีน้อยกว่าของสหรัฐ อีกทั้งรัฐบาลสหรัฐจะใช้ทุกวิธีเพื่อกดดันบังคับให้นานาประเทศต้องอยู่ภายใต้เสรีตามระเบียบดังกล่าว เป็นตัวอย่างความเป็นจักรวรรดินิยม

บรรณานุกรม:
1. Carter, Ashton. (2015, May 30). The United States and Challenges of Asia-Pacific Security: Ashton Carter. IISS Shangri-La Dialogue 2015. Retrieved from http://www.iiss.org/en/events/shangri%20la%20dialogue/archive/shangri-la-dialogue-2015-862b/plenary1-976e/carter-7fa0
2. Garamone, Jim. (2015, April 27). Carter: U.S, Japan Defense Guidelines ‘Break New Ground’. DoD News. Retrieved from http://www.defense.gov/news/newsarticle.aspx?id=128678
3. Japan officially apologizes, offers funds. (2015, December 28). The Korea Herald. Retrieved from http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20151228000889
4. Lua, Jiamin., Chan, Huan Jun. (2016, June 4). US not seeking Cold War in South China Sea dispute: US Defense Secretary. Channel News Asia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/singapore/us-not-seeking-cold-war/2845212.html
5. Lyle, Amaani. (2013, March 12). National Security Advisor Explains Asia-Pacific Pivot. Retrieved from http://www.defense.gov/news/newsarticle.aspx?id=119505
6. Parrish, Karen. (2016, June 4). Carter Outlines ‘Principled Network Security’ Actions for Asia-Pacific. DoD News. Retrieved from http://www.defense.gov/News-Article-View/Article/791274/carter-outlines-principled-network-security-actions-for-asia-pacific
7. Parrish, Karen. (2016, June 4). Carter, Admirals Take Questions on China at Shangri-La Dialogue. DoD News. Retrieved from http://www.defense.gov/News-Article-View/Article/791296/carter-admirals-take-questions-on-china-at-shangri-la-dialogue
8. Simon, Sheldon W. (2014). ASEAN and Southeast Asia: Remaining Relevant. In David Shambaugh and Michael Yahuda (Eds.), International Relations of Asia (2nd ed.). Maryland: Rowman & Littlefield.

-----------------------------

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐกับนโยบายต้านจีน

5 มิถุนายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7150 วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2559)

การยึดถือว่าระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามร้ายแรง ทำให้รัฐบาลสหรัฐต่อต้านคอมมิวนิสต์ และชักนำให้หลายประเทศทั่วโลกเข้าสู่ความขัดแย้งดังกล่าว รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องเลือกข้าง หน่วยลับของสหรัฐมีส่วนโค่นล้มรัฐบาลหลายประเทศที่เป็นมิตรกับสหภาพโซเวียต แล้วตั้งรัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับสหรัฐแทน แม้ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นอำนาจนิยมเผด็จการหรือไม่ก็ตาม
ความเป็นปรปักษ์ดังกล่าวครอบงำความสัมพันธ์ทางการเมืองเศรษฐกิจโลก กระทบต่อสังคมโลกอย่างกว้างขวางซึมลึกต่อเนื่องกว่า 4 ทศวรรษ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตหลายพันล้านคน
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็นในครั้งนั้นอย่างเข้มข้น เป็นที่มาของการก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนเมื่อ 1967 รัฐสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ โน้มเอียงเข้าข้างทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำ
ทุกวันนี้หลายคนพยายามนำคำว่าสงครามเย็น (Cold War) กลับมาใช้อย่างผิดๆ ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังเปิดฉากทำสงครามเย็นกับขั้วจีนอีกครั้ง เหตุที่ไม่ควรใช้คำว่าสงครามเย็นเพราะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีนในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์การเมืองอีกแล้ว จีนไม่ได้พยายามแผ่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ การใช้คำว่าสงครามเย็นอาจทำให้เข้าใจผิด เกิดการแยกขั้วโดยปริยายอย่างผิดๆ เพราะเคยแยกมาก่อน น่าสงสัยว่าทำไม่พวกตะวันตกยังคงพยายามใช้คำนี้

สัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐในยุคโลกาภิวัตน์ :
            ถ้าย้อนหลังไปสมัยสงครามเย็น National Security Council Report 68 (NSC-68) เมื่อปี 1950 ระบุอย่างชัดเจนว่าการที่โซเวียตครอบงำประเทศในแถบยูเรเชีย (Eurasia) ทั้งจากการบุกยึดด้วยกำลังทหาร ใช้วิธีการเมืองหรือวิธีอื่นๆ เป็นเรื่องที่สหรัฐยอมรับไม่ได้ พร้อมกับตีตราว่าสหภาพโซเวียต “ชั่วร้าย” (evil) ชี้ว่ารัฐบาลโซเวียตต้องการเปลี่ยนโลกให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งหมด ซึ่งหมายถึงการทำลายประเทศสหรัฐด้วย จึงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงลำดับแรก
ในยุคนั้นรัฐบาลสหรัฐพยายามชี้นำว่าสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เป็นภัยร้ายต่อเสรีภาพปัจเจกบุคคล เป็นภัยร้ายต่อทุนนิยม ทั้งนี้เพราะเป็น “ยุทธศาสตร์” สร้างกระแสสนับสนุนจากชาวอเมริกันและประเทศอื่นๆ ด้วยการสร้าง “ความหวาดกลัว” เห็นปรปักษ์ “เป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่อยู่ร่วมกันไม่ได้” ตามมาด้วย “การแบ่งแยก” ให้เป็นฝักฝ่าย ในทางวิชาการจึงเกิดยุค 2 ขั้ว (bipolar world)

ต่อมาในช่วงปี 1970-72 เกิดเหตุการณ์สำคัญ รัฐบาลนิกสันปรับความสัมพันธ์กับจีนต้านสหภาพโซเวียต เป็นตัวอย่างสำคัญว่าผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตยจับมือกับคอมมิวนิสต์จีนเพื่อต้านโซเวียต
            ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐคือตัวอย่างปัจจุบัน ซ้ำรอยลักษณะสหรัฐจับมือกับจีนในสมัยสงครามเย็น

ดังที่ได้นำเสนอในบทความก่อนแล้วว่า ในการเยือนเวียดนามเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวยอมรับความเป็นเวียดนามในปัจจุบัน “ข้าพเจ้าพูดอย่างชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาไม่ได้พยายามยัดเยียดรูปแบบรัฐบาลแก่เวียดนามหรือประเทศอื่นใด เราเคารพอธิปไตยและอิสรภาพของเวียดนาม ในขณะเดียวกัน เรายังคงพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เราเชื่อว่าเป็นเรื่องสากล รวมถึงเสรีภาพการพูด เสรีภาพของสื่อ เสรีภาพทางศาสนาและเสรีภาพในการชุมนุม”
            ในอีกวาระหนึ่งกล่าวว่า “ประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็กหรือใหญ่ล้วนมีอธิปไตย อธิปไตยนี้ควรได้รับการยอมรับ เขตแดนจะต้องไม่ถูกล่วงล้ำ ประเทศใหญ่ไม่ควรคุกคามประเทศเล็กกว่า ควรแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ” นี่คือเรื่องที่รัฐบาลข้าพเจ้ายึดถือ
การที่เป็นเช่นนี้อธิบายได้ว่ารัฐบาลสหรัฐคบค้ากับเวียดนามบนฐานผลประโยชน์แห่งชาติที่ไม่เกี่ยวข้องกับความแตกต่างเรื่องระบอบการปกครองเศรษฐกิจ

            ปัจจุบันจีนกับเวียดนามคล้ายคลึงกัน คือปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์คือแกนนำรัฐบาล แต่ระบบเศรษฐกิจค่อนมาทางการค้าเสรีมากขึ้น ทั้ง 2 ประเทศมีความเป็นการค้าเสรีมากพอจนได้เป็นสมาชิกขององค์การค้าโลก ที่น่าสนใจกว่านั้นคือสหรัฐทำการค้าการลงทุนจำนวนมากกับจีน ชาวอเมริกันซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีนมากกว่าประเทศใดๆ ในโลก ข้อมูลบางชิ้นระบุว่าราวร้อยละ 40 ของสินค้าที่นำเข้าเป็นสินค้า MADE IN CHINA (ความแพร่หลายของสินค้าจีนพบเห็นได้ในหลายประเทศทั่วโลก) จนรัฐบาลสหรัฐปวดหัวกับการขาดดุลการค้ากับจีน จีนถือครองพันธบัตรอเมริกามากกว่าประเทศใดๆ ตัวเลขเมื่อเดือนพฤษภาคม (2016) ถือครองถึง 1.2703 ล้านล้านดอลลาร์

ประชาชน 2 ฝั่งเดินทางไปมาหาสู่โดยสะดวก นักศึกษาจีนเดินทางไปศึกษาต่อในสหรัฐปีละหลายหมื่นคน ข้อมูลปี 2014-15 นักศึกษาจีนคือนักศึกษาต่างชาติที่มากที่สุดในสหรัฐ มีมากถึง 3 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 31 ของจำนวนนักศึกษาต่างชาติทั้งหมด ลองจินตนาการว่าสหรัฐได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก นักศึกษาต่างชาติทั่วโลกจึงเดินทางไปศึกษาต่อในสหรัฐ ในจำนวนนี้ทุก 10 คนเป็นชาวจีนถึง 3 คน (ราวกับว่ารัฐบาลจีนไม่หวั่นเกรงว่านักศึกษาเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคต่อการปกครอง หรือคนเหล่านั้นจะเข้าไปบ่อนทำลายอเมริกา เผยแพร่คอมมิวนิสต์)
            ดังนั้น ในแง่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเดินทางไปมาหาสู่กัน สะท้อนว่าสหรัฐมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน อีกทั้งรัฐบาลสหรัฐไม่ได้อ้างเรื่องการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์จากจีนอีกแล้ว

            ประเด็นขัดแย้งที่รัฐบาลสหรัฐหยิบยกมาพูดคือ เรื่องสิทธิมนุษยชน เสรีภาพพื้นฐาน แต่กลับกลายเป็นว่า ณ วันนี้ปัญหาสิทธิมนุษยชนเวียดนามไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ประธานาธิบดีโอบามาพูดอย่างชัดเจนว่า “สหรัฐอเมริกาตอบรับความพยายามของเวียดนามที่กำลังปรับปรุงระบบกฎหมาย กำลังปฏิบัติกฎหมายเพื่อประกันสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐานให้ดีกว่าเดิมตามกรอบรัฐธรรมนูญเวียดนาม 2013”
            และย้อนกลับมาพูดถึงประเทศตัวเองว่า “ไม่มีประเทศใดสมบูรณ์ 2 ศตวรรษแล้วที่สหรัฐอเมริกายังคงพยายามปฏิบัติให้บรรลุอุดมคติของผู้ก่อตั้งประเทศ เรายังคงแก้ปัญหาจากไม่ความสมบูรณ์ เช่น มีเงินมากไปในการเมืองของเรา ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจที่ถ่างกว้าง ระบบยุติธรรมด้านอาชญากรรมที่มีอคติต่อเชื้อชาติ ผู้หญิงยังคงได้เงินเดือนต่ำกว่าผู้ชายในงานเดียวกัน เรายังมีปัญหาอื่นๆ ... ข้าพเจ้าได้ยินเรื่องเหล่านี้ทุกวัน แต่การเผชิญหน้าความไม่สมบูรณ์ เปิดให้อภิปราย ให้ทุกคนได้พูดได้ช่วยให้เราเติบโตแข็งแกร่ง มั่งคั่งและยุติธรรมมากขึ้น”

เรื่องที่น่าแปลกใจคือเมื่อเทียบกับจีนแล้ว จีนเป็นคอมมิวนิสต์เหมือนกันแต่ดูเหมือนว่ายังมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับสหรัฐ จนรัฐบาลจีนต้องพยายามเจรจาเพื่อวางกรอบความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับสหรัฐ ให้เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน รวมทั้งระบอบการเมืองและวิถีการพัฒนาประเทศ
            และแม้ว่ารัฐบาลโอบามาจะเอ่ยปากตอบรับหากจีนก้าวขึ้นมาอย่างสันติ แต่จากความจริงที่ปรากฏดูเหมือนว่าจะไม่เป็นเช่นนั้นสักเท่าใด แม้กระทั่งเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเวียดนาม นักวิชาการหลายคนสรุปเหตุผลว่าเพื่อร่วมกันต้านจีน
            ถ้าจะมองให้กว้างขึ้น หลายประเทศในโลกนี้ยังปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ ใช้หลักศาสนาที่ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลของประเทศเหล่านี้หลายประเทศเป็นพันธมิตรของสหรัฐ มีความสัมพันธ์แนบแน่นยิ่งกว่าเวียดนาม
            ข้อสรุปสำคัญคือ การที่รัฐบาลสหรัฐถือว่าจีนเป็นปรปักษ์ในปัจจุบันจึงไม่ขึ้นกับความแตกต่างทางอุดมการณ์การเมือง (เว้นแต่จะใช้เป็นข้ออ้าง)

ความพยายามดึงเวียดนามต้านจีน :
            หนึ่งในประเด็นความสัมพันธ์สำคัญระหว่างเวียดนาม-สหรัฐคือความร่วมมือต้านจีน เป็นที่รู้กันว่าในหมู่ชาติสมาชิกอาเซียน เวียดนามเป็น 1 ใน 2 ประเทศที่ขัดแย้งกับจีนเรื่องทะเลจีนใต้อย่างเปิดเผย
            ในแง่สหรัฐ ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แอช คาร์เตอร์ (Ash Carter) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐชี้ว่าสถานการณ์ในเอเชียแปซิฟิกคือหนึ่งในประเด็นความมั่นคงที่สำคัญที่สุด สหรัฐจะให้ความสำคัญและเพิ่มบทบาทของตนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กระชับสัมพันธ์กับมิตรประเทศ จีนพยายามอ้างความเป็นเจ้าของพื้นที่น่านน้ำมากเกินควร ก่อสร้างสนามบิน ส่งเรือรบเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อน สหรัฐเพียงต้องการรักษาการเดินเรือเดินอากาศเสรีเพื่อผลประโยชน์ของทุกประเทศ

ถ้ามองจากมุมสหรัฐที่เปิดเผยต่อสารณชน ลำพังเพียงประเด็นนี้สามารถเผชิญหน้าโดยตรงกับจีน แต่รัฐบาลสหรัฐยังพยายามดึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเข้ามาเป็นพวก พร้อมกับที่ประเทศเหล่านี้หวังความช่วยเหลือจากสหรัฐด้วย
            ผลลัพธ์ทีเกิดขึ้นคือการเผชิญหน้าทางทหาร การทูตระหว่างสหรัฐกับจีน และคาดว่าจะเกิดความตึงเครียดต่อเนื่องยาวนานหลายปี และน่าจะยาวนานหลายทศวรรษ ดังเช่นสงครามเย็นที่กินเวลากว่า 4 ทศวรรษ
            แต่โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งจนบานปลายยังน้อยอยู่ เพราะประเทศในภูมิภาคระวังตัวอย่างดี และด้วยเหตุผลที่ว่าเวียดนามหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ร่วมกับจีนกับสหรัฐ คำถามจึงอยู่ที่ว่าประเทศอย่างเวียดนามจะอยู่ร่วมกับมหาอำนาจอย่างไร เป็นไปได้ว่ารัฐบาลเวียดนามต้องการแสดงอาการ “ขัดแย้งกับจีน” ในระดับหนึ่ง เพื่อดึงสหรัฐเข้ามาใกล้ นำสู่การปรองดองฟื้นฟูความสัมพันธ์ และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการนี้ เป็นความตั้งใจของเวียดนามที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับทั้ง 2 มหาอำนาจ ถ่วงดุลมหาอำนาจในประเด็นขัดแย้ง
จึงไม่ง่ายนักที่รัฐบาลสหรัฐจะฉวยประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

            ความเข้าใจที่สำคัญอีกประการคือ ด้วยความที่สหรัฐเป็นประชาธิปไตย การดำเนินนโยบายของรัฐบาลจะต้องได้การสนับสนุนจากประชาชนหรืออย่างน้อยไม่ต่อต้านรุนแรง รัฐบาลสหรัฐจึงต้องพยายามสร้างกระแสสังคมด้วยวิธีต่างๆ นานา และในยุคนี้จะต้องปลุกกระแสระดับโลกด้วย ลดแรงต่อต้านจากสังคมนานาชาติ อันจะส่งผลกระทบต่อภายในประเทศอีกที (กรณีสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่คนยุโรปต่อต้าน) เป็นเรื่องของการต่อสู้เชิงข้อมูลข่าวสาร จิตวิทยา
            การให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแก่สังคมจึงเป็นมาตรการสำคัญ การทำเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อทำลายล้างใคร เป็นเพียงการปกป้องสังคมแผ่นดินของตนเอง
            เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมอุดมปัญญา
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ในสมัยสงครามเย็น นักวิชาการ ตำราจำนวนมากสอนว่าประเทศเสรีประชาธิปไตยเข้ากับสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ไม่ได้ มองคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามร้ายแรง แต่ปัจจุบันความแตกต่างด้านระบอบเศรษฐกิจการปกครองดูจะไม่เป็นปัญหาร้ายแรงดังเช่นอดีต ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนาม-สหรัฐในขณะนี้คือหลักฐาน การยึดถือว่าใครประเทศใดเป็นมิตรหรือศัตรูต่างหากที่เป็นสร้างความตึงเครียด สร้างสงครามทำลายล้างกัน

บรรณานุกรม:
1. China's holdings of U.S. Treasuries rise for third month. (2015, July 17). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2015-07/17/c_134419649.htm
2. China marks six priorities for new-type of major-country relations with US. (2014, November 12). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-11/12/c_133785087.htm
3. Ferdinando, Lisa. (2016, May 27). Naval Academy Graduates to Face Evolving Global Challenges, Carter Says. DoD News. Retrieved from http://www.defense.gov/News-Article-View/Article/783990/naval-academy-graduates-to-face-evolving-global-challenges-carter-says
4. Institute of International Education. (2016). International Students in the United States. Retrieved from http://www.iie.org/Services/Project-Atlas/United-States/International-Students-In-US#.V0_Qhnlq3IU
5. Leffler, Melvyn P., Westad, Odd Arne (Eds.). (2010). The Cambridge History of the Cold War: Crises and Détente (Volume 2). New York: Cambridge University Press.
6. Roberts, Geoffrey. (1999). The Soviet Union in World Politics: Coexistence, Revolution and Cold War, 1945-1991. London: Routledge.
7. Samuels, Richard J. (Ed.). (2006). NSC-68 (NATIONAL SECURITY REPORT). In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.531-532). California: Sage Publications.
8. Shirk, Susan L. (2007). China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail Its Peaceful Rise. New York: Oxford University Press.
9. The White House. (2016, May 23). Joint Statement: Between the United States of America and the Socialist Republic of Vietnam. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2016/05/23/joint-statement-between-united-states-america-and-socialist-republic
10. The White House. (2016, May 23). Remarks by President Obama and President Quang of Vietnam in Joint Press Conference. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2016/05/23/remarks-president-obama-and-president-quang-vietnam-joint-press
11. The White House. (2016, May 24). Remarks by President Obama in Address to the People of Vietnam. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2016/05/24/remarks-president-obama-address-people-vietnam
-----------------------------