วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ผลข้อมติ 2249 (2015) ต่อวิกฤตสงครามกลางเมืองซีเรีย

29 พฤศจิกายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 6962 วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2558)

20 พฤศจิกายน คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติผ่านร่างมติ 2249 (2015) ให้รัฐสมาชิก “ใช้มาตรการทุกอย่างตามกฎหมายระหว่างประเทศ” ต่อต้าน ISIS ทำลายฐานที่มั่นในซีเรียกับอิรัก รวมทั้งกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ หลังเหตุโจมตีกรุงปารีสและอีกหลายแห่ง
ในข้อมติพรรณนาว่าผู้ก่อการร้ายมีอุดมการณ์รุนแรงสุดโต่ง (violent extremist ideology) โจมตีทำร้ายพลเรือนอย่างเป็นระบบ ละเมิดสิทธิมนุษยชน กฎหมายระหว่างประเทศ ยึดครองพื้นที่บางส่วนของประเทศอิรักกับซีเรีย เป็นภัยคุกคามต่อรัฐสมาชิกในทุกภูมิภาค ISIL เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและสันติภาพของโลก เช่นเดียวกับ Al-Nusrah Front ผู้ก่อการร้ายทุกกลุ่มทุกคนที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับอัลกออิดะห์
            ข้อมติเปิดทางสะดวกแก่ปฏิบัติการทางทหารในซีเรียกับอิรักโดยไม่ต้องกังวลเรื่องละเมิดอธิปไตย 2 ประเทศดังกล่าว ส่งทหารเข้าทำการรบทางภาคพื้นดินได้โดยสะดวกใจ และเท่ากับสามารถยึดครองพื้นที่อย่างน้อยในช่วงเวลาหนึ่งด้วย โดยกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อปราบปรามกวาดล้าง IS กับกลุ่มผู้ก่อการร้ายอื่นๆ เท่านั้น
            บัดนี้ โดยข้อมติ 2249 (2015) การต่อต้านก่อการร้ายเป็นหน้าที่ของรัฐสมาชิกทุกประเทศ ไม่ว่าจะด้วยกำลังทางทหาร การตัดท่อน้ำเลี้ยง

            นับเป็นข้อมติครั้งแรกที่ชาติมหาอำนาจทั้ง 5 (สหรัฐ รัสเซีย จีน อังกฤษ และฝรั่งเศส) เห็นด้วยกับการกวาดล้าง IS/ISIL/ISIS ในซีเรียกับอิรัก รวมทั้งผู้ก่อการร้ายกลุ่มต่างๆ ที่ใกล้ชิดอัลกออิดะห์ เปิดทางให้ทำได้ทุกอย่างตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังไม่ระบุรายละเอียด ดังนั้นจึงต้องติดตามต่อว่าจะกวาดล้าง IS ด้วยวิธีใด ร่วมมือกันอย่างไร

วิเคราะห์ข้อมติ :
            ประการแรก ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างเพื่อล้มระบอบอัสซาด
            ข้อมติระบุชัดว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัด IS กับพลพรรคอัลกออิดะห์เท่านั้น ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างเพื่อล้มระบอบอัสซาด จึงเป็นผลดีต่อฝ่ายรัฐบาลซีเรียโดยตรง
            บัดนี้ไม่สามารถล้มรัฐบาลอัสซาดด้วยกำลังอีกแล้ว เพราะฝ่ายต่อต้านสายกลางที่เป็นชาวซีเรียท้องถิ่นนั้นอ่อนแอเกินไป เคิร์ดซีเรียไม่คิดหวังและไม่มีกำลังมากพอที่จะล้มรัฐบาลอัสซาด ผู้ก่อการร้ายกำลังถูกปราบปรามอย่างหนัก กองกำลังติดอาวุธต่างชาติถูกรัสเซียโจมตีอย่างต่อเนื่องไม่สามารถต่อกรกองทัพอัสซาดอีกต่อไป

            ประการที่ 2 ฝ่ายสหรัฐกับพันธมิตรจะส่งทหารเข้ารบทางพื้นราบหรือไม่
พฤศจิกายน 2015 หลังเหตุก่อการร้ายกรุงปารีส Ben Rhodes ผู้ช่วยที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีโอบามาแสดงความเห็นว่า จากบทเรียนที่ผ่านมาทำให้รัฐบาลโอบามาเห็นว่าการส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน การยึดครองพื้นที่ในตะวันออกกลางไม่ใช่วิธีต่อต้านก่อการร้ายที่ดีที่สุด เนื่องจากใช้งบประมาณสูงและยากจะรักษาให้อยู่ในสภาพดังกล่าว นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการรักษาเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศนั้นและความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน
ดังนั้น หากต้องส่งทหารเข้ารบทางพื้นราบจะต้องเป็นกองกำลังนานาชาติ และสหรัฐเป็นฝ่ายสนับสนุน ในระหว่างสหรัฐกับพันธมิตรจะต้องดูแลพื้นที่ รวมถึงการดูแลให้ความช่วยเหลือชุมชนด้วย

            ในช่วงนี้หลายประเทศกำลังอยู่ระหว่างเจรจาวางแผนส่งทหารเข้าปราบปรามกวาดล้างผู้ก่อการร้าย รัสเซียกำลังเสนอแผนของตนด้วย คุณ Vitaly Churkin เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติกล่าวว่าสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงพยายามขัดขวางแผนของรัสเซีย

            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมารัฐบาลตุรกีเอ่ยถึงการส่งทหารเข้ากวาดล้าง IS ในซีเรียอย่างจริงจัง เป็นไปได้ว่าตุรกีร่วมกับหลายประเทศ เช่น อังกฤษจะส่งทหารเข้าซีเรียรบทางภาคพื้นดิน ส่วนสหรัฐจะให้ความช่วยเหลือเรื่องกำลังรบทางอากาศ ข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ เพื่อกวาดล้าง IS และล้มระบอบอัสซาด
            บัดนี้ จากข้อมูลที่ปรากฏเพิ่มเติมสามารถสรุปได้แล้วว่า แผนส่งทหารเข้ารบภาคพื้นดินเป็นเรื่องจริง ฝ่ายสหรัฐกับพันธมิตรพยายามกีดกันรัสเซียไม่ให้อยู่ในแผนของตน เหตุก่อการร้ายกรุงปารีสเพิ่มความชอบธรรม กระตุ้นให้รัฐบาลต่างๆ ตัดสินใจร่วมแผนกวาดล้าง IS ในซีเรียกับอิรัก
            ข้อมติ 2249 (2015) คือหลักฐานชัดเจนที่สุด

            สถานการณ์ล่าสุดที่หลายคนสนใจคือ เครื่องบินรบ Su-24 ของรัสเซียถูกเครื่องบินรบตุรกียิงร่วง นักบินเสียชีวิต 1 นาย ประธานาธิบดีโอบามาอธิบายเหตุตุรกียิงเครื่องบินรัสเซียว่า เครื่องบินรัสเซีย “ปฏิบัติการใกล้ชายแดนตุรกี โจมตีฝ่ายต่อต้านสายกลางที่ตุรกีกับอีกหลายประเทศสนับสนุน” ถ้ารัสเซียมุ่งโจมตี IS โอกาสที่จะเกิดเหตุดังกล่าวคงน้อยลง พร้อมกับกล่าวว่าตุรกี “มีสิทธิป้องกันดินแดนและน่านฟ้าของตน” พันธมิตรนาโตออกโรงสนับสนุนตุรกีเช่นกัน
            เหตุที่ตุรกียิงเครื่องบินรบรัสเซียน่าจะเป็นเพราะต้องการยั่วยุรัสเซีย สร้างความบาดหมางระหว่าง 2 ประเทศ จากนั้นนำไปผูกโยงให้เป็นความบาดหมางระหว่างฝ่ายสหรัฐกับรัสเซีย เป็นอีกข้ออ้างว่า 2 ฝ่ายไม่สามารถร่วมมือปราบปรามผู้ก่อการร้าย

ฝ่ายรัสเซียโต้กลับรุนแรงด้วยการเรียกคนกลับประเทศ ห้ามไปท่องเที่ยวตุรกีโดยอ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัยจากก่อการร้าย ไม่ซื้อสินค้าเกษตร ส่งเครื่องบินรบไปประจำการเพิ่มในซีเรีย
แต่เรื่องที่ฝ่ายสหรัฐกับพันธมิตรกังวลมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการติดตั้งระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ S-300 กับ S-400 ในฐานทัพรัสเซียในซีเรีย ขีปนาวุธทั้ง 2 ชนิดไม่เพียงต่อต้านอากาศยานทุกรูปแบบเท่านั้น ยังสามารถต่อต้านขีปนาวุธข้ามทวีปด้วย ที่ผ่านมาสหรัฐ รัฐอาหรับ รวมทั้งอิสราเอลต่อต้านการขายขีปนาวุธ S-300 แก่ซีเรีย บัดนี้ประธานาธิบดีปูตินตัดสินใจเฉียดขาด ติดตั้งขีปนาวุธทั้ง 2 แบบ เป็นภัยคุกคามต่อประเทศในย่านนั้นทั้งหมด เป็นมาตรการโต้กลับอย่างถึงพริกถึงขิง
ล่าสุด ประธานาธิบดีแอร์โดกานเริ่มเสียงอ่อนกล่าวว่าไม่ต้องการให้เกิดความตึงเครียดระหว่างตุรกีกับรัสเซีย ยืนยันว่าได้เตือนเครื่องบินรัสเซียกว่า 5 นาทีให้ออกจากน่านฟ้า และกล่าวว่า “ถ้ารู้ว่าเป็นเครื่องบินรัสเซียเราคงไม่ทำเช่นนั้น”

            ประการที่ 3 ประเด็นเรื่องเวลา
            การที่คณะมนตรีความมั่นคงเห็นชอบให้ปราบปราม IS กับอัลกออิดะห์ ไม่ได้บ่งชี้ว่าผู้ก่อการร้ายจะต้องสูญหายจากซีเรียกับอิรักทันที อาจจะกินเวลาอีกหลายปี อาจเป็น 10 ปี 30 ปีก็เป็นได้
            เรื่องนี้จะเหมือนกับกรณีนโยบายปราบปราม IS ของรัฐบาลโอบามากับพันธมิตรที่มุ่งใช้วิธีการโจมตีทางอากาศ สหรัฐยังยอมรับว่าต้องกินเวลาหลายปี ซึ่งอาจหมายถึง 10 ปี 30 ปี
            ปัจจุบัน ปฏิบัติการโจมตีของรัสเซียสามารถบั่นทอนผู้ก่อการร้าย กองกำลังติดอาวุธต่างชาติ ช่วยให้กองทัพอัสซาดสามารถรุกคืบหลายจุด แต่ยังไม่แน่ใจว่าสามารถปราบปรามได้ทั้งหมดหรือไม่ มีความต้องการเช่นนั้นหรือไม่ เพราะสถานการณ์ซับซ้อน
            ในขณะที่บางประเทศยังติดปัญหาการเมืองภายใน เช่น รัฐบาลอังกฤษยังไม่สามารถชักจูงให้สภามีมติโจมตีผู้ก่อการร้ายทางอากาศ ทั้งๆ ที่เกิดเหตุก่อการร้ายกรุงปารีส (ก่อนหน้านี้พยายามชักจูงให้ส่งทหารเข้ารบภาคพื้นดินแต่ไม่สำเร็จ รัฐบาลคาเมรอนจึงเปลี่ยนมาเป็นแค่โจมตีทางอากาศซึ่งยังไม่สำเร็จอยู่ดี)
            การที่นานาชาติยังไม่ระบุแผนชัดเจน ติดขัดปัญหาหลายประการและเหตุผลอื่นๆ จึงไม่สามารถคาดการณ์ว่าจะมีผลต่อการยึดคืนพื้นที่ทั้งหมดได้เมื่อไหร่ อย่างไร

            ประการที่ 4 ทำไมการโจมตีของรัสเซียได้ผลมากกว่า
            มีเรื่องน่าแปลกใจว่ากองทัพอากาศของสหรัฐกับพันธมิตรหลายประเทศมีจำนวน มีประสิทธิภาพเหนือกว่ารัสเซีย มีระบบสอดแนมเป็นหนึ่งของโลก แต่ทำไมการโจมตีของรัสเซียดูเหมือนได้ผลมากกว่า
            หลังเหตุก่อการร้ายกรุงปารีส รัฐบาลโอบามากับพันธมิตรหลายประเทศประกาศยกระดับการโจมตี และยังคงวนเวียนอยู่กับการประชุมแสวงหาความร่วมกันมือในหมู่พันธมิตร ก่อนหน้านี้พอจะยอมรับได้ว่าจำต้องหารือพันธมิตรเพื่อสร้างพวก สร้างความชอบธรรม บัดนี้คณะมนตรีความมั่นคงให้ความชอบธรรมแล้ว สหรัฐจะถล่ม IS กับอัลกออิดะห์หนักอย่างไรก็ได้ จึงเป็นประเด็นที่ควรติดตามว่ารัฐบาลโอบามาจะดำเนินการอย่างไร หรือปล่อยให้รัสเซียเป็นหนึ่งในการโจมตีผู้ก่อการร้ายต่อไป

ข้อมูลล่าสุด ทางการรัสเซียแถลงว่าฝ่ายสหรัฐกับพันธมิตรยังไม่พร้อมที่จะร่วมโจมตีผู้ก่อการร้ายกับรัสเซีย ยุทธการต่อต้านผู้ก่อการร้ายในซีเรียขณะนี้จึงมีอย่างน้อย 2 แผน คือแผนของรัสเซียกับแผนของฝ่ายสหรัฐกับพันธมิตร ติดขัดที่รัฐบาลโอบามายังไม่ยอมให้ข้อมูลว่าแยกแยะว่ากลุ่มใดเป็นผู้ก่อการร้าย กลุ่มใดเป็นฝ่ายต่อต้านชาวซีเรีย อีกเหตุผลคือปฏิบัติการของรัสเซียเอื้อต่อกองทัพรัฐบาลอัสซาด รัฐบาลซีเรียยึดคืนพื้นที่มากขึ้นทุกขณะซึ่งฝ่ายสหรัฐไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น

ประการที่ 5 อัสซาดจะปราบปรามเคิร์ดซีเรียหรือไม่
หนึ่งในคำถามสำคัญคือ ความสัมพันธ์ในอนาคตระหว่างรัฐบาลซีเรียกับเคิร์ดซีเรียจะเป็นอย่างไร เพราะ 4 ปีที่ผ่านมาพวกเคิร์ดพยายามแบ่งแยกดินแดน สร้างเขตปกครองตนเอง และทำได้ดีพอสมควร สามารถต้านทานการโจมตีจาก IS แรงกดดันจากรัฐบาลตุรกี ในขณะที่กองทัพอัสซาดดูเหมือนไม่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามเคิร์ดซีเรียแต่อย่างไร
            จากข้อมูลที่ปรากฏ ฝ่ายต่อต้านสายกลางของรัฐบาลโอบามา ถ้าไม่นับพวกผู้ก่อการร้าย กองกำลังอาวุธต่างชาติ ก็คือพวกเคิร์ดซีเรียกับซุนนีอาหรับ ดังนั้น ถ้าซีเรียปราศจากผู้ก่อการร้าย ประเทศจะแยกออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ คือส่วนของรัฐบาลอัสซาด เคิร์ดซีเรีย และซุนนีอาหรับซีเรีย (อาจมีฝ่ายต่อต้านสายกลางกลุ่มเล็กๆ อื่นๆ กระจายในหลายพื้นที่)
            ดังนั้น สมมุติว่าผู้ก่อการร้ายอ่อนแรง ถอนตัวออกไป ซีเรียยังถูกแบ่งแยกอยู่ดี

น่าเชื่อว่าการมีข้อมติเป็นผลจากการสร้างฐานทัพรัสเซียในซีเรีย การเข้าแทรกแซงของรัสเซียทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ รัฐบาลอัสซาดเป็นฝ่ายได้เปรียบ ความคิดที่จะล้มอัสซาดด้วยกำลังเป็นอันจบสิ้น
อย่างไรก็ตาม อนาคตของซีเรียที่จะเป็นประเทศหนึ่งเดียวคงยากจะเป็นไปได้ รัฐบาลอัสซาดสามารถรักษาพื้นที่ส่วนหนึ่ง และต้องสูญเสียบางส่วน
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
ก่อนหน้านี้มีความพยายามยุติสงครามกลางเมืองซีเรีย แต่การเจรจาล้มเหลว ผลที่ตามมาคือรัสเซียเข้ามาตั้งฐานทัพในซีเรียและเปิดฉากโจมตี เป็นไปได้ว่านี่คือการสกัดกั้นแผนล้มระบอบอัสซาดของสหรัฐกับพันธมิตรด้วยการส่งกองทัพเข้าซีเรียรบทางภาคพื้นดิน 

บรรณานุกรม:
1. Geoff Dyer. (2015, November 21). UN passes resolution urging action against Islamic State. CNBC/Financial Times. Retrieved from http://www.cnbc.com/2015/11/21/financial-times-un-passes-resolution-urging-action-against-islamic-state.html
2. Kremlin says Western powers ‘not ready’ to work in anti-Daesh coalition with Russia. (2015, November 27). Gulf News/AP. Retrieved from http://gulfnews.com/news/europe/russia/kremlin-says-western-powers-not-ready-to-work-in-anti-daesh-coalition-with-russia-1.1627376
3. Obama points finger at Russia over jet shoot-down by Turkey. (2015, November 24). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/politics/2015/11/24/hollande-to-press-obama-on-russia-cooperation-in-isis-fight.html
4. Obama Security Advisor: 'Ground Forces in Syria Are Not Sustainable'. (2015, November 19). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/interview-with-ben-rhodes-about-paris-attacks-and-syria-a-1063687.html
5. ‘Putin has not returned my call’, Turkey's Erdogan tells FRANCE 24. (2015, November 27). FRANCE24. Retrieved from http://www.france24.com/en/20151126-exclusive-interview-erdogan-turkey-russian-putin-jet-syria-islamic-state
6. Security Council. (2015, November 20). Resolution 2249 (2015). Retrieved from http://www.securitycouncilreport.org/atf/cf/%7B65BFCF9B-6D27-4E9C-8CD3-CF6E4FF96FF9%7D/s_res_2249.pdf
7. UN calls on world to fight ISIS as Security Council unanimously adopts French-drafted resolution. (2015, November 20). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/322931-un-resolution-fight-terrorism-isis/
8. Ünal, Ali. (2014, October 12). TURKISH FM: WEST UNDERSTANDS TURKISH FOREIGN POLICY’S CONSISTENCY IN SYRIA AND IRAQ. Daily Sabah. Retrieved from http://www.dailysabah.com/politics/2014/10/12/turkish-fm-west-understands-turkish-foreign-policys-consistency-in-syria-and-iraq
-------------------------------

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

มองอีกมุม IS ก่อการร้ายกรุงปารีส

22 พฤศจิกายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 6955 วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2558)

            IS/ISIL/ISIS กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อผู้ก่อการร้ายจำนวนหนึ่งก่อเหตุพร้อมกันหลายจุดในกรุงปารีส หนึ่งในนั้นคือนอกสนามกีฬาแห่งชาติ (Stade de France) ทีมฟุตบอลฝรั่งเศสกำลังแตะนัดกระชับมิตรกับทีมเยอรมนี ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ (Francois Hollande) แห่งฝรั่งเศสกำลังนั่งชมอยู่ในสนามด้วย
            ข้อมูลหลายชิ้นที่ปรากฏบ่งชี้ว่าผู้ก่อการสังกัด IS แถลงว่า “พี่น้อง 8 คนคาดด้วยระเบิดและถือปืนไรเฟิล” ทำสงครามครูเสดโจมตีฝรั่งเศส โทษฐานที่ “โจมตีมุสลิมในกาหลิบ (หมายถึง IS) ด้วยเครื่องบิน”
            แนวทางที่ใช้ยังคงเป็นการสร้างความสะเทือนขวัญให้มากที่สุด ผู้อยู่ในเหตุการณ์คอนเสิร์ตคนหนึ่งเล่าว่า “มีเลือดเต็มไปหมด มีศพอยู่ทุกที่ ได้ยินเสียงกรีดร้อง ทุกคนพยายามหนี”
            ผู้ก่อเหตุทั้งหมดมาในสภาพพร้อมที่จะ “จบ” ชีวิตตัวเอง คงไม่มีใครตั้งเป้าว่าจะมีชีวิตอีก หลายคนจบชีวิตด้วยการจุดระเบิดตัวเองหลังก่อเหตุยิงกราด กลายเป็นระเบิดพลีชีพ พฤติกรรมทำนองนี้กำลังประกาศว่าพวกเขา “ตั้งใจ” มาตาย พวกเขา “ไม่กลัวตาย” ปฏิบัติการครั้งนี้คือการ “จบ” ชีวิตตัวเอง
            และเป็นการประกาศทิ้งท้ายให้รู้ว่าเหตุร้ายทำนองนี้จะเกิดขึ้นอีก ปารีส ฝรั่งเศส จะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เป็นการเตือนประเทศอื่นๆ ไปในตัวด้วย
หากมองว่าเหตุการณ์นี้คือสงคราม จะหมายถึงสงครามที่อาจไม่มีวันยุติ การปะทะ การระเบิด เหตุร้ายต่างๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในโมงยามที่ไม่มีใครรู้ ในหลายวิธีหลายรูปแบบ ไม่ยึดติดวิธีการ

ฝรั่งเศสประกาศทำสงคราม? :
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประธานาธิบดีออลลองด์ประกาศว่า IS คือผู้ลงมือ “ทำสงคราม” กับฝรั่งเศส รัฐบาล “จะทำทุกอย่างทุกที่ทั้งในและนอกประเทศ” เพื่อเอาชนะ IS
            รัฐบาลฝรั่งเศสจึงประกาศทำสงครามกับ IS หลังเหตุโจมตีกรุงปารีส คำถามคือฝรั่งเศสเพิ่งประกาศทำสงครามหรือ แล้วที่ผ่านมาปฏิบัติการทางทหาร โจมตีทิ้งระเบิด IS ในซีเรียและอิรักหมายความว่าอย่างไร
            ความเข้าใจที่ถูกต้องคือรัฐบาลฝรั่งเศสกับรัฐบาลตะวันตกหลายประเทศ ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง “ประกาศทำสงคราม” กับ IS และลงมือทิ้งระเบิดตั้งแต่ปีที่แล้ว (2014) เมื่อรัฐบาลโอบามาประกาศทำสงครามกับรัฐอิสลาม (IS) ประธานาธิบดีโอบามากล่าวในขณะนั้นว่า IS เป็นภัยคุกคามต่อประชาชนอิรักกับซีเรีย และต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง “หากปล่อยทิ้งไว้ ภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายเหล่านี้จะเติบใหญ่ขึ้นเหนือกว่าระดับภูมิภาค และจะคุกคามแม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา”
            ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมยุทธการ ส่งเครื่องบินรบเข้าประจำการในตะวันออกกลางและออกปฏิบัติการโจมตีร่วมกับสหรัฐและอีกหลายประเทศ
            เมื่ออยู่ในสงครามย่อมหมายถึง ทุกฝ่ายยอมรับว่าในระหว่างนี้มีความเสี่ยงที่จะถูก “โต้กลับ”  ต่างฝ่ายต่างมีผู้บาดเจ็บล้มตาย
            พลเมืองฝรั่งเศสและประเทศทั้งหลายที่กำลังทำสงครามกับ IS จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเป้าหมาย ชาวฝรั่งเศสน่าจะรู้ตัวและตระหนักอยู่แล้วว่ามีโอกาสที่จะเกิดเหตุก่อการร้าย
            เมื่อ IS สูญเสียชีวิตนับพันนับหมื่น คราวนี้เป็นฝ่ายฝรั่งเศสบ้าง การโจมตีกรุงปารีสเป็นเพียง 1 การตอบโต้เท่านั้น
            ถ้าจะอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายไม่ซับซ้อน จะได้คำตอบเช่นนี้

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าจากถ้อยคำต่างๆ ของรัฐบาลฝรั่งเศสกลายเป็นว่ารัฐบาลเห็นว่าการโจมตีกรุงปารีสเป็นพฤติกรรมของการทำสงคราม ด้วยเหตุนี้จึงขอประกาศทำสงครามกับ IS
            น่าประหลาดใจที่รัฐบาลฝรั่งเศสไม่พูดกับพลเมืองของตนว่าที่ถูกโจมตีเพราะอยู่ในภาวะสงคราม กำลังทำสงครามกับ IS อยู่แล้ว
ควรมองการโจมตีกรุงปารีสว่าคือการโต้กลับด้วยซ้ำ

ส่งทหารเข้ารบกับต้นตอปัญหา :
            เหตุก่อการร้ายในกรุงปารีสทำให้หลายคนตั้งคำถามว่านโยบายของรัฐบาลสหรัฐกับพันธมิตรจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือไม่ จะต้องเร่งปราบปราม IS ให้หนักหน่วงกว่าเดิมหรือไม่
            ก่อนหน้านี้รัฐบาลโอบามาเพิ่งจะเพิ่มความเข้มข้น เพิ่มการโจมตีทางอากาศ ส่งหน่วยรบพิเศษลงพื้นที่
            คำถามที่หลายคนสงสัยคือจะส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดินหรือไม่

ในเชิงความคิดเห็น บางคนเห็นว่าเหตุกรุงปารีสเป็นหลักว่านโยบายรัฐบาลโอบามาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง สหรัฐกับพันธมิตรต้องตัดสินใจใช้วิธีการที่เด็ดขาดกว่านี้
ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยบางคนเชื่อว่ารัฐบาลโอบามาคงไม่คิดส่งทหารนับหมื่นเข้าพื้นที่ซีเรียปะทะกับผู้ก่อการร้าย บ้างเห็นว่าปฏิบัติการรบภาคพื้นดินไม่ช่วยลดการก่อการร้าย

            ในมุมมองเชิงตรรกะเชิงยุทธการนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง อีกมุมหนึ่งที่ต้องระลึกเสมอคือการมองต้นตอของปัญหา การปรากฏตัวการดำรงอยู่ได้ของ IS เกิดจากความขัดแย้งภายในซีเรียที่ลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมือง กลายเป็นสงครามที่มี “มือที่ 3” เข้ามาเกี่ยวข้อง ตราบใดที่คนชาติเดียวกันยังตกลงกันไม่ได้ ย่อมยากจะจัดการกองกำลังติดอาวุธสารพัดกลุ่มที่เข้ามาในซีเรีย
            ที่ผ่านมามีการเจรจาแก้ไขปัญหาหลายรอบแต่ไม่สำเร็จ ผลการเจรจาแก้ปัญหาสงครามกลางเมืองครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ยังติดขัดเรื่องอนาคตของประธานาธิบดีอัสซาด ยังเป็นการติดขัดเรื่องเดิม เรื่องที่ไม่ได้ข้อสรุปไม่ว่าจะคุยมาแล้วกี่รอบ

ล่าสุด ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียสายกลาง National Coalition of Syrian/Syrian National Coalition (SNC) ยังยึดมั่นจุดยืนเดิมว่าอนาคตซีเรียต้องไม่มีรัฐบาลของอัสซาดอีกต่อไป Samir Nashar สมาชิกคนหนึ่งของ SNC แสดงท่าทีว่าพวกเขาไม่ขอปรองดองกับระบอบอัสซาด หากในอนาคตยังมีรัฐบาลอัสซาดหรือยังเกี่ยวข้องกัน “มันดูเหมือนว่าฝ่ายต่อต้านปรองดองกับระบอบ (อัสซาด)” นาย Nashar ยังเห็นว่าเหตุก่อการร้ายกรุงปารีสไม่ช่วยให้ฝ่ายตะวันตกกับรัสเซียมีข้อสรุปร่วมต่อการแก้ปัญหาซีเรีย สุดท้ายจะเป็นเพียงเหตุการณ์ที่สะเทือนอารมณ์และจางหายไป
            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า SNC เป็นกลุ่มที่ชาติตะวันตกกับพันธมิตรอาหรับสนับสนุน กำหนดให้เป็นกลุ่มเข้าบริหารประเทศซีเรียในอนาคต ท่าทีของ SNC มักบ่งบอกทิศทางบางอย่างเสมอ และท่าทีล่าสุดยังคงเป็นเช่นเดิม นั่นคือ ฝ่ายต่อต้านสายกลางที่สหรัฐกับพันธมิตรสนับสนุนไม่ต้องการปรองดอง ซีเรียในอนาคตต้องไม่มีอัสซาด

            ท่าทีนี้เป็นท่าทีเดียวกับรัฐบาลโอบามาและพันธมิตร จอห์น เคอรรี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศกล่าวว่าประธานาธิบดีอัสซาด “เป็นต้นเหตุทำให้เกิด Daesh (IS) ดังนั้น ตราบใดที่อัสซาดยังอยู่จะไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างสมบูรณ์” ด้วยมุมมองแบบนี้กลายเป็นว่ารัฐบาลอัสซาดนั่นแหละเป็นต้นเหตุของการเกิด IS ถ้าจะโทษก็ต้องโทษรัฐบาลอัสซาด นี่คือตรรกะของรัฐบาลชาติตะวันตกกับพันธมิตรอาหรับ

ไม่ใช่สงครามด้วยอาวุธระหว่างตะวันตกกับอิสลาม :
IS ประกาศให้สมาชิกสังหารพลเรือนตะวันตกด้วยทุกวิถีทาง เป็นการต่อต้าน “พวกนักรบครูเสด” (crusaders) “ถ้าคุณสามารถสังหารพวกนอกรีตชาวอเมริกันหรือยุโรป จะสังหารด้วยวิธีการใดๆ ก็ได้ โดยเฉพาะคนฝรั่งเศสกับออสเตรเลีย หรือพวกนอกรีตอื่นๆ รวมทั้งพลเมืองของประเทศเหล่านี้ที่เข้าร่วมทำสงครามต่อต้านรัฐอิสลาม” “จงสังหารพวกนอกรีตไม่ว่าเขาเป็นพลเรือนหรือทหาร เนื่องจากพวกเขาอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน ต่างเป็นคนนอกรีต”
การโจมตีปารีสครั้งนี้ก็เช่นกัน IS อ้างว่าเป็นการทำสงครามครูเสดกับฝรั่งเศส

สงครามครูเสดครั้งแรกเกิดขึ้นในปีค.ศ.1095-1097 (บางตำราระบุว่าคือ 1097–1101) สงครามเกิดขึ้นหลายรอบ ส่วนใหญ่ถือว่าสงครามครูเสดครั้งสุดท้ายมาจากกษัตริย์ Louis IX แห่งฝรั่งเศส เหตุการณ์สิ้นสุดกลางทศวรรษ 13 จึงเป็นสงครามที่จบสิ้นนานแล้ว ปัจจุบันไม่มีสงครามเช่นนี้อีก ผู้ที่ยังยึดมั่นในแนวคิดนี้จำกัดอยู่ในคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น เช่น อัลกออิดะห์ IS
            และต้องย้ำว่ากลุ่มมุสลิมกระแสหลักปฏิเสธ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของกลุ่มสุดโต่งเหล่านี้ ผู้นำมุสลิม องค์กรมุสลิมหลายแห่งประกาศว่า IS ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอิสลามแม้แต่น้อย และเป็นศัตรูหมายเลข 1 ของอิสลาม
ปัจจุบัน รัฐบาลประชาธิปไตยให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา และไม่เฉพาะคริสต์หรืออิสลาม ยังรวมถึงศาสนาความเชื่ออื่นๆ มากมาย

ความเข้าใจที่สำคัญอีกข้อคือ นโยบายของรัฐบาลไม่จำต้องสอดคล้องกับความเห็นของประชาชนเสมอไป และไม่ใช่พลเมืองทุกคนที่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล เห็นได้ชัดว่าชาวอเมริกันจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลโอบามา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบไม่ขาดสาย
ดังนั้น ต้องไม่ตีความว่ารัฐบาลโอบามาคือประเทศสหรัฐหรือคนอเมริกันทั้งหมด แต่ต้อง “แยกแยะ” ไม่ต่างจากที่ต้องแยกแยะว่าเป็นมุสลิมทั่วไป หรือพวก IS

หลักศาสนาอิสลามไม่เข้ากับอารยธรรมตะวันตกในบางประเด็น เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพตามแนวทางตะวันตก หลักประชาธิปไตย แต่ไม่ได้หมายความว่า 2 ฝ่ายขัดแย้งถึงขั้นต้องทำสงครามด้วยอาวุธ เข่นฆ่าอีกฝ่าย
            ความเป็นไปของโลกทุกวันนี้บ่งชี้ว่ามุสลิมอาศัยในชาติตะวันตกและประเทศอื่นๆ อย่างสงบสุขตามสมควร แม้กระทั่งสหรัฐหรือฝรั่งเศสที่มีมุสลิมจำนวนมาก
            ผู้อ้างว่าเป็นสงครามระหว่างอารยธรรมตะวันตกกับอิสลามนั้น จึงเป็นผู้บิดเบือนข้อเท็จจริง พยายามยั่วยุให้เกิดความรุนแรง เป็นพวกหาผลประโยชน์จากความชิงชัง การเข่นฆ่าผู้คน
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
Free Syrian Army (FSA) เป็นชื่อรวมๆ ของกองกำลังต่อต้านรัฐบาลอัสซาดหลายสิบกลุ่มที่สหรัฐกับพันธมิตรตั้งขึ้น สมาชิกประกอบด้วยชาวต่างชาติกับพลเมืองซีเรีย บางกลุ่มเป็นพวกสุดโต่ง การจัดแบ่งกลุ่มแบบ “เหมารวม” ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและสับสนว่าใครเป็นฝ่าย FSA รัฐบาลสหรัฐกับพันธมิตรกำลังสนับสนุนใคร พวกที่อ้างว่าเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลนั้นเป็นพลเมืองซีเรียแท้หรือไม่ คนที่เป็นพลเมืองซีเรียแท้มีปากเสียงมากเพียงใด

บรรณานุกรม:
1. Abu-Nasr, Donna., & Syeed, Nafeesa. (2015, November 16). Key Issues Remain After Syria Deal Reached in Vienna. Bloomberg. Retrieved from http://www.bloomberg.com/news/articles/2015-11-15/syria-deal-risks-failure-as-fate-of-assad-other-issues-ignored
2. Davis, Julie Hirschfeld. (2015, November 17). Cease-Fire and Political Transition in Syria Crucial to Defeating ISIS, Kerry Says. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/11/18/world/europe/john-kerry-france-isis.html?_r=0
3. Islamic State group claims deadly Paris attacks. (2015, November 14). France24. Retrieved from http://www.france24.com/en/20151114-paris-attacks-islamic-state-group-claim-terrorism-jihadists-syria
4. Jotischky, Andrew. (2013). Crusading and the Crusader States. New York: Routledge.
5. Schultz, Warren C. (2004). Crusade. In Encyclopedia of Islam & the Muslim World. (pp.163-167). USA: Macmillan Reference.
6. Paris attacks: ‘There was blood everywhere’. (2015, November 14). France24. Retrieved from http://www.france24.com/en/20151114-paris-attacks-shootings-there-was-blood-everywhere-bataclan
7. The White House. (2014, September 10). Statement by the President on ISIL. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/10/statement-president-isil-1
8. Wroe, David. (2014, September 22). Islamic State followers urged to attack Australians by any means possible. The Sydney Morning Herald. Retrieved from http://www.smh.com.au/federal-politics/political-news/islamic-state-followers-urged-to-attack-australians-by-any-means-possible-20140922-10kg74.html
-------------------------------

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Group of Twenty (G20)

15 พฤศจิกายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 6948 วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2558)
Group of Twenty (G20) คือการประชุมเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจการเงินของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้ากับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging economies) สมาชิกประกอบด้วยสมาชิกของกลุ่ม G7 อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ แคนาดา และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ ตุรกี และสหภาพยุโรป รวม 20 ประเทศ (สหภาพยุโรปถือว่าเป็น 1 ประเทศ)
G20 ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นคนละกลุ่มกับ G20 อีกกลุ่มที่สมาชิกประกอบด้วยประเทศกำลังพัฒนาล้วนๆ ตั้งขึ้นสมัยการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบที่ 9 หรือรอบโดฮา (Doha Round) เริ่มต้นเมื่อปี 2001 สมาชิกของกลุ่มหลังนี้ไม่แน่นอน เข้าๆ ออกๆ มีข้อมูลว่ามีสมาชิก 21 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา โบลิเวีย บราซิล จีน ชิลี คิวบา อียิปต์ กัวเตมาลา อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก ไนจีเรีย ปากีสถาน ปารากวัย ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ แทนซาเนีย เวเนซูเอลา อุรุกวัย ซิมบับเว และไทย เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ผลักดันการเจรจาสินค้าเกษตรนำโดยบราซิลกับอินเดีย เรียกร้องให้สหรัฐกับยุโรปลดอุดหนุนการผลิตสินค้าเกษตรภายในประเทศ เป็นฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับขั้วสหรัฐกับพันธมิตรยุโรป
G20 ที่จะนำเสนอต่อไปนี้คือกลุ่มที่มีสมาชิก G7 รวมอยู่ด้วย

รู้จัก G20:
G20 คือเวทีการประชุมของกลุ่ม ประธานกลุ่มจะสลับหมุนเวียนในหมู่สมาชิก มีวาระ 1 ปี และจะมีระบบที่เรียกว่า "Troika" เป็นกลไกสนับสนุนการทำงานของประธานประจำปี เนื่องจากกลุ่มไม่มีสำนักงานเลขาอย่างเป็นทางการ
ระบบ "Troika" ประกอบด้วยประเทศที่เป็นประธานในขณะนี้ ประเทศที่เป็นประธานเมื่อปีก่อนและที่จะเป็นในปีหน้า รวม 3 ประเทศ
การประชุม G20 เริ่มครั้งแรกเมื่อปี 1999 เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย (วิกฤตต้มยำกุ้ง) เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารของชาติสมาชิก ต่อมาในปี 2008 เป็นจุดเริ่มต้นของการประชุมระดับผู้นำประเทศ

เป้าหมายพื้นฐานของการประชุมคือต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างสมดุล แข็งแกร่งและยั่งยืน ส่งเสริมการสร้างงาน ควบคุมระบบการเงินเพื่อลดความเสี่ยง ป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤต พัฒนาโครงสร้างระบบการเงินระหว่างประเทศ

ด้วยลักษณะสมาชิกที่ประกอบด้วยประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้ว (G7) กับกลุ่มประเทศที่กำลังจะไปได้ดี กลุ่มมีสัดส่วนเศรษฐกิจโลกถึงร้อยละ 75 และคิดเป็นร้อยละ 85 ของจีดีพีโลก เท่ากับเป็นการประชุมเศรษฐกิจโลกโดยดึง 20 ประเทศจากทั้งหมด 193 ประเทศทั่วโลก เป็น 20 รัฐบาลที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลก
ด้วยหวังว่าการประชุมของ 20 ประเทศนี้จะช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินโลกที่เกิดวิกฤตครั้งใหญ่น้อยเป็นระลอกๆ อีกประเด็นที่หลายคนเป็นห่วงคือ หากเกิดวิกฤต บางรัฐบาลอาจเลือกใช้นโยบายกีดกันการค้า กระทบต่อการค้าเสรีทั่วโลก G20 เป็นอีกเวทีเพื่อการหารือป้องกันภาวะดังกล่าว

และหารือประเด็นอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อทั้ง 2 กลุ่ม
ตัวอย่างประเด็นพูดคุยเช่น หารือเรื่องปัญหาขาดดุลของสหรัฐที่เรื้อรังยาวนานหลายปี หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ในการนี้จีนเป็นประเทศหนึ่งที่ได้ดุลจากสหรัฐจำนวนมหาศาล หากเศรษฐกิจสหรัฐมีปัญหาย่อมส่งผลต่อจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เป็นที่ทราบกันว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นผู้กู้รายใหญ่ ตัวเลขจากทางการจีนระบุว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2015 จีนถือครองพันธบัตรอเมริกา 1.2703 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นและสูงสุดนับจากเดือนมิถุนายน 2014 ส่วนญี่ปุ่นลดการถือครอง ตัวเลขเมื่อเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 1.2149 ล้านล้านดอลลาร์ ณ วันนี้จีนถือครองพันธบัตรอเมริกามากที่สุด
หากสหรัฐจะแก้ปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด รัฐบาลมีทางเลือกไม่มาก เช่น ลดการใช้จ่ายภาครัฐ ใช้งบประมาณสมดุล ขึ้นภาษี ขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือใช้หลายวิธีร่วมกัน แต่วิธีการเหล่านี้บั่นทอนเศรษฐกิจทั่วโลก ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่จะต้องกระตุ้นการบริโภคภายในทดแทนการส่งออก อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น
            ในอนาคตหากเศรษฐกิจจีนเติบใหญ่และประสบปัญหา วาระการหารือจะเป็นเรื่องของจีนเช่นกัน

G20 กับโครงสร้างระบบการเงินโลก:
            G20 โดดเด่นขึ้นมากในปี 2008 กลายเป็นผู้มีบทบาทนำต่อการแก้วิกฤตการเงิน 2008 ไม่แพ้องค์กรระหว่างประเทศหลักๆ อย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
            ในขณะนั้นหลายฝ่ายเป็นห่วงว่าวิกฤตจะลุกลามบานปลายกลายเป็นวิกฤตทั่วโลก ไม่ต่างจาก Great Depression สมัยต้นทศวรรษ 1930 เหตุการณ์ในปลายปี 2008 ต่อเนื่อง 2009 เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เต็มด้วยเรื่องที่ไม่คาดฝันและไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรอีก นำสู่คำถามว่าระบบการเงินเศรษฐกิจโลกมีความมั่นคง มีเสถียรภาพมากเพียงไร
            เสถียรภาพของระบบการเงินโลกเป็นประเด็นถกเถียงมานานแล้ว ในขณะที่เศรษฐกิจโลกเจริญเติบ ผู้คนมากมายได้ประโยชน์ นับวันระบบจะซับซ้อนและปริมาณเม็ดเงินที่ไหลเวียนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความผันผวนตามสถานการณ์โลก ระบบการเงินต้องอยู่คู่โลก แต่ระบบควบคุมตรวจสอบระดับระหว่างประเทศอ่อนแอ ขาดองค์กรระหว่างประเทศที่มีอำนาจควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมามีผู้เสนอแนวคิดหลายอย่างเกี่ยวกับ “โครงสร้างระบบการเงินโลก” (international financial architecture: IFA) แนวคิดเรื่อง IFA เริ่มต้นเมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นประเด็นสำคัญหนึ่งที่ถกในเวที G20 และเอ่ยถึงซ้ำอีกเมื่อเกิดวิกฤต 2008
            การที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลสหรัฐเป็นฝ่ายเรียกร้อง เห็นว่าเป็นภาวะที่นานาชาติต้องเข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ ถ้ามองในมุมสหรัฐคือช่วยยับยั้งไม่ให้วิกฤตย่ำแย่กว่านี้ ถ้ามองในมุมนานาชาติคือลดผลกระทบที่อาจร้ายแรงกว่านี้หากไม่ยื่นมือเข้าช่วย ทั้งหมดนี้คือรักษาการค้าเสรี ให้กำลังซื้อจากสหรัฐฟื้นตัว เป็นเรื่องของการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
            สถานการณ์ในระยะนี้ซับซ้อนขึ้นอีก เมื่อหลายประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา นำโดยจีนกับพวกกำลังหารือที่จะสร้างระบบการเงินโลกใหม่ องค์กรใหม่ๆ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบใหม่
            ในอนาคตจะเกิดระบบการเงินใหญ่น้อยซ้อนกันหรือไม่

มหาอำนาจเศรษฐกิจกำลังเคลื่อน:
            ก่อนหน้าจะมี G20 เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐเป็นผู้สร้างและควบคุมระบบการเงินโลก ประเทศกำลังพัฒนาเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เรียกร้องให้แก้ไขแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลกมักเป็นตัวอย่างที่ถูกเอ่ยถึง
ประเทศพัฒนาแล้วรวมกลุ่มของตนเองเพื่อหารือประโยชน์ของกลุ่ม ดังเช่น G7 แต่ G20 เป็นการรวมสมาชิก G7 กับประเทศกำลังพัฒนาที่มีพลังอำนาจเศรษฐกิจสูงหรือกำลังก้าวขึ้นมา
            กำเนิด G20 นอกจากบ่งชี้ปัญหาของเศรษฐกิจสหรัฐยังบ่งชี้ถึงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจการเงินโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีอำนาจต่อรองมากขึ้น

            การประชุมรอบปี 2009 ที่เมืองพิตส์เบิร์ก ที่ประชุมเห็นด้วยที่จะขยายบทบาทของกลุ่มให้เป็นศูนย์กำหนดนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ยังคงวนเวียนอยู่กับการวางระบบเศรษฐกิจการเงินโลก ยกระดับการตรวจสอบควบคุมที่มีมาตรฐาน ป้องกันการกีดกันการค้า เสริมสร้างเสถียรภาพของระบบ สร้างระบบเตือนภัยเศรษฐกิจร่วมกับ IMF
            การประชุมในปี 2009 ชาติสมาชิกเห็นชอบเรื่องการปฏิรูปปรับปรุงระบบการตรวจสอบติดตามความเสี่ยงต่อการเงินโลก ส่งเสริมความโปร่งใส การหนีภาษี การช่วยเหลือการเงินแก่ประเทศที่กำลังประสบปัญหาโดยเฉพาะที่ยุโรป สามารถระดมเงินถึง 750 พันล้านดอลลาร์เพื่อการดังกล่าว
            แผนปฏิรูปเหล่านี้สะท้อนว่าแม้ชาติตะวันตกก็ยอมรับว่าต้องปฏิรูปตนเอง ต้องควบคุมตนเอง

            ทุนนิยม การค้าเสรีมีข้อเสียหลายประการ แต่ไม่อาจปฏิเสธว่าหลายประเทศได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ รายได้ต่อหัวของหลายประเทศเพิ่มสูงขึ้น ผู้คนมากมายมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้ในเวลา 30 ปีความยากจนลดลง ข้อมูลของธนาคารโลกปี 2010 บ่งชี้ว่ากลุ่มคนยากจนที่สุดของโลก (extreme poverty) ลดลงจากร้อยละ 52 เหลือร้อยละ 26
            มาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั่วไปดีขึ้น

ในการนี้ประเทศที่โดดเด่นมากที่สุดคือกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกกับเอเชียใต้ โดยเฉพาะจีนกับอินเดีย ใช้นโยบายส่งเสริมการส่งออกเป็นตัวเร่งอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ และได้ผลอย่างดี
            วิกฤตการเงิน 2008 ทำให้นักวิชาการหลายคนชี้ว่าอำนาจเศรษฐกิจสหรัฐถดถอยอย่างเด่นชัด เทียบกับที่บางประเทศโดยเฉพาะจีน อินเดีย บราซิลกำลังก้าวขึ้นมา เริ่มวิเคราะห์กันแล้วว่าระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่เป็นโทษต่อสหรัฐมากกว่า จีนจะเป็นชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจแทนที่สหรัฐในที่สุด บางคนคิดไปไกลว่าจะเกิดความวุ่นวายในช่วงเปลี่ยนผ่านดังเช่นสมัยต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อสหรัฐก้าวขึ้นมาแทนอังกฤษ
            การเติบโตทางเศรษฐกิจ การเกินดุลการค้าของจีนต่อสหรัฐทำให้จีนโดดเด่นเป็นพิเศษ เสียงของจีนในเวทีโลกเด่นดังขึ้นทุกวัน ทั้งนี้ต้องขอบคุณระบบทุนนิยม การค้าเสรี

            อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางส่วนตั้งคำถามว่าจีนจะเกินดุลได้อีกกี่ปี ในเมื่อมีข้อมูลว่าความสามารถการแข่งขันนับวันจะลดน้อยลง อัตราค่าแรงสูงขึ้น
            รายได้ที่สูงขึ้นเพิ่มการบริโภคในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ มีผลต่อจีดีพี ดังนั้น ในอนาคตเศรษฐกิจจีนจะพึ่งพาการบริโภคจากภายในประเทศมากขึ้น
อนาคตของจีนกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะโชติช่วงยั่งยืนยังเป็นคำถามให้ถกกันเสมอ ทิศทางการเติบโตจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจการเงินใหม่ที่จีนกับพวกกำลังพัฒนา
เรื่องเหล่านี้จะปรากฏในการประชุมของ G20

ปีนี้ (2015) ตุรกีเป็นเจ้าภาพ วาระการประชุมนอกจากประเด็นเศรษฐกิจแล้ว ยังหารือเรื่องอื่นๆ เช่น ความขัดแย้งในซีเรีย ปัญหาผู้อพยพ เป็นการใช้เวทีหารือประเด็นร้อนตามความเหมาะสม ขยายบทบาทของ G20 แต่ยังถือว่าเป็นการการประชุมที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพการเงินเศรษฐกิจเช่นเดิม
---------------------------
            
บรรณานุกรม:
1. Cacheux, Jacques Le. (2011). The International Monetary Fund (IMF). In International Encyclopedia of Political Science. (1244-1248). USA: SAGE Publications.
2. China's holdings of U.S. Treasuries rise for third month. (2015, July 17). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2015-07/17/c_134419649.htm
3. Clark, Cynthia L. (Ed.). (2011). Barack Obama’s Remarks on Recovery Act of 2009. In The American economy: a historical encyclopedia. (Rev. ed.). California: ABC-CLIO, LLC.
4. Dicken, Peter. (2011). Global Shift, Sixth Edition: Mapping the Changing Contours of the World Economy (6 Ed.). New York: The Guilford Press.
5. Elson, Anthony. (2011). Governing Global Finance: The Evolution and Reform of the International Financial Architecture. New York: Palgrave Macmillan.
6. G20 2015 Turkey. (2015). G20 Members. Retrieved from https://g20.org/about-g20/g20-members/
7. Hoekman, Bermard. (2009). Doha Round. In The Princeton Encyclopedia of the World Economy. (pp. 293-299). New York: Princeton University Press.
8. Li, David Daokui. (2015). The future of the Chinese economy. In Routledge Handbook of the Chinese Economy. (pp.324-342). Oxon: Routledge.
9. Oatley, Thomas. (2012). Global Economic Issues. In Encyclopedia of Global Studies. (Vol. 2., pp.660-667). USA: SAGE Publications.
-------------------------------

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การพบปะของ 2 ประธานาธิบดีจีนกับไต้หวัน

8 พฤศจิกายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 6941 วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2558)

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้พบปะประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่ว (Ma Ying-jeou) แห่งไต้หวันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา 2 ผู้นำได้จับมือทักทายด้วยรอยยิ้ม พูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ฝ่าย เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อตุลาคม 1949 (ราว 66 ปี) หรือนับตั้งแต่ฝ่ายพรรคชาตินิยม (ก๊กมินตั๋ง) พ่ายแพ้กองทัพแดงของเหมา เจ๋อตงถอยมาปักหลักที่ไต้หวัน
            เนื่องจากเป็นการพบปะครั้งแรก จึงเน้นสร้างความประทับที่ดีต่อกัน ประกาศล่วงหน้าว่าไม่มีการลงนามข้อตกลงใดๆ ไม่ต้องคิดถึงเรื่องตกลงเจรจารวมประเทศ ในขณะที่มีคำถามจากพรรคฝ่ายค้าน Democratic Progressive Party’s (DPP) ว่าประธานาธิบดีหม่าจะไป “ขายไต้หวัน” หรือไม่

การพบปะในอดีต การปูทาง :
            การพบปะของ 2 ประธานาธิบดีถือว่าผลงานของรัฐบาลหม่าที่ปูทางหลายปีเพื่อให้เกิดวาระนี้
            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลปักกิ่งไม่ยอมเจรจากับรัฐบาลไทเป เนื่องจากไม่ยอมรับว่ารัฐบาลไทเปเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม เป็นพวกกบฏไปตั้งมั่นเกาะไต้หวันซึ่งจีนถือว่าเป็นมณฑลหนึ่งมาโดยตลอด
            ที่ผ่านมา 2 ฝ่ายจะพูดคุยผ่านบุคคลที่ไม่นับว่าเป็นข้าราชการหรือคนของทางการเต็มตัว แต่ด้วยการติดต่อสัมพันธ์ ทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นหากจะใช้ช่องทางเดิมย่อมดำเนินต่อไปได้
            แต่การพบปะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ระหว่างเจ้าหน้าที่ตัวแทนรัฐบาลจีนกับไต้หวัน เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นการประชุมอย่างเป็นทางการ “ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ “ของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งมีค่าเท่ากับรัฐบาลปักกิ่งยอมรับรัฐบาลไทเปในระดับหนึ่ง แม้ว่าสื่อ Xinhua กับสื่ออื่นๆ ของจีนจะเรียกตัวแทนฝ่ายไต้หวันว่าเป็น “ประธานคณะกรรมการกิจการจีนแผ่นดินใหญ่ของฝ่ายไต้หวัน” (head of the Mainland Affairs Council on the Taiwan side) การเรียกเช่นนี้ชี้ว่ารัฐบาลจีนยังไม่ได้ยอมรับอธิปไตยของไต้หวัน ซึ่งมีชื่อประเทศอย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐจีน (Republic of China)
            อย่างไรก็ตาม การยอมรับฐานะ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ไต้หวัน นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่รัฐบาลจีนเริ่มแสดงท่าทีบางอย่าง “ยอมรับ” รัฐบาลไทเปมากขึ้น และเมื่อมีการพบปะอย่างเป็นทางการครั้งแรกย่อมน่าจะมีครั้งต่อๆ ไป กลายเป็นการติดต่อระหว่าง “ฝ่ายราชการ” กับ “ฝ่ายราชการ”
            และปูทางสู่การพบปะของ 2 ผู้นำในครั้งนี้

วิเคราะห์ :
            ประการแรก ผลประโยชน์ที่รัฐบาลหม่าได้
            รัฐบาลหม่ามีนโยบายฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน การลดความตึงเครียดระหว่าง 2 ฝ่าย สร้างประโยชน์แก่ไต้หวันมากมาย เช่น ไม่ต้องเพิ่มงบประมาณกลาโหม การเร่งสร้างพลังอำนาจทหารให้ทัดเทียมจีนเป็นเรื่องที่ไปไม่ได้ นับวันกองทัพจีนมีความทันสมัย มีพลังอำนาจเหนือไต้หวัน
ที่สำคัญกว่าคือไม่ทำลายบรรยากาศการค้าการลงทุน
นับวันเศรษฐกิจ 2 ประเทศพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอย่างมาก บริษัทไต้หวันจำนวนมากเคลื่อนย้ายโรงงานไปที่จีน สื่อไต้หวันรายงานว่าในปี 2012 มีนักธุรกิจไต้หวันราว 2 ล้านคนกำลังทำธุรกิจในจีน ในจำนวนนี้ราว 8 แสนคนทำงานและอาศัยที่เมืองเซี่ยงไฮ้
            รัฐบาลไต้หวันจึงไม่เสี่ยงให้ประชาชนของตนประท้วงรัฐบาลตนเอง จะรวมชาติหรือไม่นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ความสำคัญกว่าคือไม่กระทบต่อการค้าการลงทุน แม้กระทั่งพรรคฝ่ายค้าน DPP ที่แสดงท่าทีต่อต้านนโยบายรวมชาติ

            ประการที่ 2 สิ่งที่คนไต้หวันต้องการ
            ย้อนหลัง 30-40 ปี รัฐบาลไต้หวันยังปลูกฝังเยาวชนให้กลับไปกู้ชาติ หวังว่าสักวันหนึ่งจีนจะกลายเป็นประเทศหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองที่นำโดยรัฐบาลไต้หวัน ความฝันนี้นับวันจะเลือนราง ที่สำคัญคือขัดแย้งกับความต้องการของคนไต้หวันที่มุ่งสนใจเรื่องปากท้องมากกว่าทุกสิ่ง หวังใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรี ล้อมรอบด้วยความสุขจากวัตถุ
            คนไต้หวันต้องการให้ 2 ฝ่ายมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ดีต่อกัน การเมืองระหว่างประเทศสนับสนุนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ กังวลว่าหากรวมประเทศหรือเป็น “1 ประเทศ 2 ระบบ” พวกเขายังจะสามารถดำเนินชีวิตมีความสุขดังเดิมหรือไม่
            ถ้าพูดจากมุมคนไต้หวัน พวกเขาหวังว่าความสัมพันธ์ 2 ฝ่ายอยู่ในกรอบดังกล่าว นักการเมืองไต้หวันอาศัยเรื่องนี้โจมตีอีกฝ่าย ดึงประชาชนให้สนับสนุนตน

            ประการที่ 3 ผลประโยชน์ของจีน
ในปี 1992 รัฐบาลจีนประกาศนโยบาย “1 ประเทศ 2 ระบบ” (one country, two systems) ยอมให้ไต้หวันรวมชาติกับจีน ด้วยการที่ไต้หวันมีระบบการเมืองการปกครองของตนเอง (ทำนองคล้ายฮ่องกง)
            นับเป็นนโยบายที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม ยอมให้ไต้หวันปกครองตนเองในระดับหนึ่ง ผลประโยชน์ใหญ่หลวงที่ได้คือท่าทีของจีนต่อการลดความขัดแย้งเรื่องรวมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวันจะเป็นกรณีตัวอย่างที่ประชาคมโลกกำลังเฝ้าจับตาว่าจะจีนจะใช้กำลังเพื่อหักเอาไต้หวันกลับคืนหรือไม่ หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนไม่ได้ทำเช่นนั้นเนื่องจากไต้หวันไม่ล่วงล้ำเส้นต้องห้าม ไม่ประกาศเป็นรัฐอธิปไตย
            ขอเพียงไต้หวันไม่ล่วงล้ำเส้นต้องห้าม ฐานะของจีนในเวทีโลกจะโดดเด่น ลดการถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ
            การพบปะของ 2 ผู้นำแม้จะยังห่างไกลจากการรวมประเทศ แต่ได้แสดงอีกครั้งให้เห็นว่าที่สุดแล้ว ปัญหาสงครามกลางเมืองจะต้องแก้ไขด้วยการเจรจา ความปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกันโดยสันติ รัฐบาลจีนได้แสดงอีกครั้งว่ายืนยันจุดยืนเช่นนี้

ข้อเสนอทางออก :
            ท่าทีของพรรค Democratic Progressive Party (DPP) แม้เห็นด้วยกับหลักการจีนเดียว แต่ต่างกันในรายละเอียด คุณไช่ อิงเหวิน (Tsai Ing-wen) ผู้นำพรรค DPP และผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวัน เคยแสดงความเห็นว่าไต้หวันยังต้องการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยต่อไป ความสัมพันธ์กับจีนต้องเกื้อหนุนความมั่นคงและเสถียรภาพภูมิภาค เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ฝ่ายจริงๆ
            ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่าไช่ อิงเหวินจะชนะการเลือกตั้งในต้นปีหน้า (2016) นั่นหมายความว่าเส้นทางการรวมประเทศจะ “ดูเหมือนถอยห่าง” ออกไปอีกระยะหนึ่ง

            แต่ถ้าจะมององค์รวม ไต้หวันควรยอมรับว่าไม่อาจกลับไปกู้ชาติได้อีกแล้ว ประเด็นจึงอยู่ที่จะอยู่ร่วมกับจีนอย่างไร

            ส่วนฝ่ายจีนควรมองว่าลำพังไต้หวันไม่เป็นภัยคุกคามทางทหาร ถ้าจะเป็นก็เนื่องจากสามารถดึงสหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่โอกาสที่จะดึงสหรัฐเข้ามาพัวพันกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตนับวันจะลดน้อยลง เนื่องจากคนไต้หวันสนใจเรื่องทำมาหากิน ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมากกว่าการเรื่องกู้ชาติ รัฐบาลจีนเป็นฝ่ายย้ำเตือนประชาคมโลกอยู่เสมอว่าจีนในยุคโลกาภิวัตน์ต้องการเป็นมิตรกับทุกประเทศ เพราะหากนานาชาติคว่ำบาตร ไม่ลงทุน ไม่ค้าขายกับจีนจะกลายเป็นปัญหาใหญ่
            หากจีนต้องการรุกคืบ การขยายการค้าการลงทุนกับต่างประเทศ น่าจะเป็นแนวทางที่ได้ประโยชน์มากกว่า ดูนุ่มนวลละมุนละไมมากกว่า และกำลังมุ่งสู่ทางทิศนี้ เศรษฐกิจ 2 ประเทศนับวันจะผูกพันเชื่อมโยง ไม่ว่า DPP จะมองว่าเป็นภัยคุกคามหรือไม่ก็ตาม

            ส่วนรัฐบาลสหรัฐถ้าจะหาเรื่องจีน มีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจกว่ามาก ประเด็นความมั่นคงของไต้หวันกลายเป็นประเด็นรองเมื่อเทียบกับทะเลจีนใต้ที่กว้างใหญ่ มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าหลายเท่า

ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า “เป็นเวลา 66 ปีแล้วนับจากฝ่ายชาตินิยมถอยร่นมาปักหลักที่เกาะไต้หวัน ณ วันนี้ ผลจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ยังเป็นมรดกตกทอดจนถึงคนรุ่นปัจจุบัน เรื่องความแตกต่างทางการเมืองการปกครองยังเป็นประเด็นที่ต้องถกกันต่อไป ทางออกที่ดีอาจเป็นการปล่อยให้คนรุ่นหลานรุ่นเหลนในอนาคตเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย เมื่อถึงเวลานั้นการตัดสินใจอาจเป็นเรื่องง่าย เพราะอยู่ภายใต้บริบทที่เอื้ออำนวย คนไต้หวันกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ไม่ใช่ใครอื่นไกล ตามหลักรัฐชาติ (Nation-state) สมัยใหม่ถือว่าคนชาติ (nation) เดียวกัน การรวมตัวแล้วแยกออก การแยกออกแล้วรวมตัวกันใหม่ เป็นเรื่องปกติของความเป็นไปในโลกนี้”
            สัญญาณการรวมตัวกำลังเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป คนไต้หวันนับล้านที่ไปทำงานลงทุนในประเทศจีนซื้อบ้านใกล้กับโรงงานของพวกเขา บางคนแต่งงานกับคนจีนแผ่นดินใหญ่มีลูกมีหลาน นี่คือการรวม 2 ประเทศที่กำลังเกิดขึ้นจริง ตรงกับที่ประธานาธิบดีหม่าพูดต่อหน้าประธานาธิบดีสีเปรียบเปรยความสัมพันธ์ 2 ฝ่ายว่า “เลือดย่อมเข้มกว่าน้ำ”

การพบปะระหว่าง 2 ผู้นำครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะจากฝ่ายต่อต้าน บางคนเห็นว่าประธานาธิบดีหม่าทำเพื่อให้ชื่อตัวเองถูกจารึกในประวัติศาสตร์เท่านั้น ซึ่งท่านก็ยอมรับว่าจะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เป็นความสำเร็จที่ผ่านปูทางไว้ถึง 7 ปี อันที่จริงท่านหวังว่าจะพบผู้นำจีนตั้งแต่การประชุมเอเปกเมื่อปี 2013
ไม่ว่าประธานาธิบดีหม่าจะมีเป้าหมายกี่ประการ การพบปะของ 2 ผู้นำเป็นอีกขั้นของการสานความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ว่าจะได้รวมประเทศหรือไม่ก็ตาม นี่คือประโยชน์ที่ได้ คือสิ่งที่ผู้นำควรทำมิใช่หรือ
และโลกจะจับตามองว่าจีนจะสร้างอนาคตที่สวยงามแก่ชนรุ่นหลังดังคำที่พูดต่อหน้าประธานาธิบดีหม่าหรือไม่
-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
เป็นครั้งแรกใน 65 ปีที่เจ้าหน้าที่รัฐไต้หวันกับเจ้าหน้าที่รัฐจีนได้ประชุมหารืออย่างเป็นทางการ หลังจาก 2 ฝ่ายได้กระชับความสัมพันธ์ในหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นถกเถียงลึกๆ ยังเป็นเรื่องการรวมชาติ แต่เรื่องเฉพาะหน้าที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์มาโดยตลอด และเห็นว่าควรกระชับความสัมพันธ์ให้มากขึ้นกว่านี้ แม้ว่าไต้หวันจะเป็นผู้ออกหน้าก็ตาม

บรรณานุกรม:
1. Chiao, Yuan-Ming. (2015, November 6). Ma touts meeting as "bridge building” for his successor. The China Post. Retrieved from http://www.chinapost.com.tw/taiwan/china-taiwan-relations/ bottom 2015/11/06/450228/Ma-touts.htm
2. China's line. (2015, March 17). The Economist. Retrieved from http://www.economist.com/news/china/21646571-chinese-leaders-send-warnings-taiwans-opposition-party-ahead-elections-next-year-chinas-bottom
3. Cross-Strait affairs chiefs hold first formal meeting. (2014, February 11). People’s Daily/Xinhua. Retrieved from http://english.peopledaily.com.cn/90785/8533026.html
4. Hsiao, Alison. (2015, November 6). MA-XI MEETING: DPP opposition to Ma-Xi exchange ‘inappropriate’. Taipei Times. Retrieved from http://www.taipeitimes.com/News/taiwan/archives/2015/11/06/2003631817
5. Shirk, Susan L. (2007). China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail Its Peaceful Rise. New York: Oxford University Press.
6. President Xi to meet Taiwan leader in Singapore. (2015, November 4). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2015-11/04/c_134780926.htm
7. Pu, Zhendong., & Zhao, Shengnan. (2014, February 11). Meeting heralds 'new model' for cross-Straits talk. China Daily. Retrieved from http://www.chinadaily.com.cn/china/2014-02/11/content_17276099.htm
8. Ramzy, Austin. (2015, November 7). Presidents of China and Taiwan Shake Hands in First Ever Meeting. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/11/08/world/asia/presidents-china-taiwan-meet-shake-hands-singapore.html?_r=0
9. Wang, Jenn-hwan (2006). Sovereignty, survival, and the transformation of the Taiwan state. In State Making in Asia. (pp.94-112). Oxon: Routledge.
10. Zhang, Qingmin. (2011). China’s Diplomacy. Singapore: Cengage Learning Asia.
---------------------

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

‘ล้มซัดดัม’ วาทะอันแหลมคมของโทนี แบลร์

1 พฤศจิกายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 6934 วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2558)

นายโทนี แบลร์ (Tony Blair) อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษให้สัมภาษณ์ว่า “ข้าพเจ้าสามารถเอ่ยคำขอโทษต่อความผิดพลาดเรื่องข้อมูลข่าวกรองที่ได้รับ” เพราะอิรักไม่มีโครงการพัฒนาอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction: WMD) ดังที่เราคิด แม้ว่ารัฐบาลซัดดัมจะใช้อาวุธเคมีกับประชาชนตนเองและคนอื่น
            ขอโทษต่อ “ความผิดพลาดบางอย่างอันเนื่องจากการวางแผน ... ความเข้าใจต่อผลที่จะตามมาหลังล้มระบอบ” ยอมรับว่าการโค่นล้มรัฐบาลซัดดัมในปี 2003 ทำให้อิรักปั่นป่วนโกลาหล เกิดความขัดแย้งระหว่างนิกายศาสนาหลายปี และทำให้เกิดอัลกออิดะห์ในอิรัก ต้นกำเนิด ISIS ชาวอิรักหลายหมื่น ทหารอเมริกันกว่า 4,000 นายและทหารอังกฤษ 179 นายเสียชีวิตจากการบุกอิรักครั้งนั้น
            อย่างไรก็ตาม อดีตนายกฯ แบลร์เห็นว่าการตัดสินใจโค่นรัฐบาลซัดดัมนั้นถูกต้องแล้ว “ข้าพเจ้าไม่ขอโทษเรื่องการโค่นล้มซัดดัม แม้จนวันนี้คือปี 2015 ข้าพเจ้าคิดว่าดีที่เขาไม่อยู่อีกแล้ว” เพราะกดขี่ประชาชนตนเองอย่างหนัก เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน คูเวต และใช้อาวุธเคมีกับชาวเคิร์ดทางตอนเหนือของประเทศ
            ส่วนเรื่องการเติบใหญ่ของ ISIS ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการบุกอิรัก แต่ยังมีปัจจัยเกื้อหนุนอื่นๆ เช่น อาหรับสปริง อีกทั้ง ISIS มีต้นกำเนิดจากซีเรียไม่ใช่อิรัก
โดยรวมแล้ว เมื่อพูดถึงการแทรกแซงของต่างชาติ อดีตนายกฯ แบลร์เห็นว่าจนบัดนี้ชาติตะวันตกยังไม่มีข้อสรุปว่าควรทำอย่างไร ที่อิรักได้คงกำลังทหารหลังแทรกแซง ที่ลิเบียแทรกแซงโดยไม่ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน ส่วนที่ซีเรียเรียกร้องให้รัฐบาลก้าวลงจากอำนาจ “โดยที่ยังไม่แทรกแซงไม่แต่น้อย”

บุกอิรักโหมไฟก่อการร้าย :
อดีตนายกฯ แบลร์ยอมรับว่าการโค่นล้มระบอบซัดดัมเอื้อให้ก่อการร้ายเติบโต ยอมรับว่ามี “ส่วนผิด” ในเรื่องนี้
ถ้าฟังดูเผินๆ ดูเหมือนว่าอดีตนายกฯ แบลร์เป็นสุภาพชน เป็นนายกฯ ที่รับผิดชอบ แต่ความจริงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้ก่อการร้ายเติบใหญ่ เป็นเรื่องของอุดมการณ์ ความขัดแย้งดั้งเดิมที่มีมาอย่างยาวนาน เช่น มุสลิมบางคนบางกลุ่มต่อต้านชาติตะวันตกอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะบุกอิรักหรือไม่ ผู้ก่อการร้าย กองกำลังติดสุดโต่งมีอยู่เสมอ อัลกออิดะห์เกิดก่อนการบุกโค่นล้มรัฐบาลซัดดัม IS/ISIL/ISIS เป็นเพียงปรากฎการณ์หนึ่งเท่านั้น หากไม่มี IS ยังมีอีกหลายกลุ่มหลายชื่อที่จ่อคิวอยู่
ที่สุดแล้วหากจะกล่าวโทษอดีตนายกฯ แบลร์ด้วยเรื่อง IS จะเป็นเพียงความผิดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

โค่นล้มรัฐบาลต่างชาติเป็นเรื่องชอบธรรม :
            มากกว่าการ “ขอโทษ” หรือ “ไม่ขอโทษ” อดีตนายกฯ แบลร์พยายามชี้ว่าการโค่นล้มรัฐบาลอย่างซัดดัมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ถ้ายึดดังกล่าวดังกล่าว นับจากนี้ข่าวกรองจะถูกหรือผิดไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะอย่างไรเสียก็ต้องล้มระบอบซัดดัมอยู่ดี ข่าวกรองในมุมมองของอดีตนายกฯ แบลร์มีค่าเป็นเพียง “เหตุผล” หรือ “ข้ออ้าง” เพื่อนำเสนอต่อสาธารณชนเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนยอมรับ ลดแรงเสียดทานในระยะนั้น

            ถ้าอธิบายในอีกมุมหนึ่ง การอ้างว่าสามารถโค่นล้มรัฐบาลซัดดัมแม้ข่าวกรองผิดจะส่งผลรุนแรงหลักคิดความมั่นคง
            ย้อนหลังก่อนที่รัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชจะส่งกองทัพบุกอิรัก ได้วางหลักนโยบาย แนวคิดการชิงลงมือก่อน (preemption) ว่าสหรัฐมีสิทธิที่จะป้องกันตนเอง ในกรณีที่เผชิญภัยคุกคามที่จวนจะถึงตัวแล้ว (imminent threat) ไม่จำต้องรอให้ถูกโจมตีก่อนจึงโต้กลับ โดยเฉพาะหากผู้ก่อการร้ายคิดจะโจมตีด้วยอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับหลักนิยมโจมตีชาวบ้านก่อน บางคนเกรงว่าจะยิ่งเป็นเหตุให้ประเทศตกเป็นเป้าก่อการร้าย พันธมิตรหลายประเทศไม่เห็นด้วยเช่นกัน แต่ไม่อาจต้านการตัดสินใจของประธานาธิบดีบุช การต่อต้านรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อรัฐบาลบุชไม่สามารถแสดงหลักฐานว่ามี WMD ในอิรัก ขัดแย้งกับหลักนิยมต้องชิงโจมตีก่อนเนื่องจาก “ภัยคุกคามนั้นมีอยู่จริง”
การดำรงอยู่ของรัฐบาลซัดดัมไม่เข้าข่ายเป็นภัยคุกคามที่จวนจะถึงตัว

            ในที่สุดรัฐบาลบุชโทษว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายข่าวกรอง เท่ากับยอมรับว่าหลักนิยมนี้มีจุดอ่อนในตัวเอง ทั้งยังเกิดคำถามตามมาว่านอกจากอิรักแล้ว อิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจวนตัวด้วยหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลบุชประกาศว่าทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” (Axis of Evil)
            เกิดคำถามมากมายต่อนโยบายความมั่นของสหรัฐและรัฐบาลแบลร์ที่เดินตามรัฐบาลบุชอย่างใกล้ชิด

ความเชื่อแบบผิดๆ ของบุช :
รัฐบาลบุชประกาศอย่างชัดเจนว่าเป้าหมายคือปลดปล่อยอิรักจากจอมเผด็จการ สถาปนาประเทศอิรักให้เป็นประชาธิปไตยเป็นแบบอย่างแก่ภูมิภาคตะวันออกกลาง เชื่อว่าหากทำให้มีการเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่จะช่วยแก้ปัญหาความวุ่นวายทุกอย่างในอิรัก ได้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) เมื่อปี 2007
            แต่รัฐบาลมาลิกีไม่ช่วยแก้ปัญหาอิรักตามที่คาดหวัง ขาดเจตจำนงที่จะปฏิบัติต่อพลเมืองทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม นักการเมืองหลายคนฉวยโอกาสคอร์รัปชันเพราะการเมืองอ่อนแอ ระบบตรวจสอบไร้ประสิทธิภาพ เล่นพรรคเล่นพวก ส่งเสริมผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง
การเลือกตั้งเท่ากับเป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งของอำนาจนิยม แก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ส่งเสริมผู้นำอำนาจท้องถิ่นนอกกฎหมาย กองกำลังติดอาวุธต่างๆ รวมทั้งผู้ก่อการร้าย

สาเหตุสำคัญอีกข้อคือ ต่างฝ่ายต่างไม่มีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาผ่านระบบรัฐสภา ชาวเคิร์ดต้องการปกครองตนเอง พวกชีอะห์ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยหลายกลุ่มต่างแก่งแย่งชิงอำนาจ ส่วนพวกซุนนีเห็นว่าพวกรัฐบาลที่นำโดยนายกฯ ชีอะห์พยายามยึดอำนาจบริหารประเทศไว้กับตนเอง

รัฐบาลสหรัฐกับพันธมิตรอ้างว่าซัดดัม ฮุสเซนเป็นจอมเผด็จการ ทำร้ายประชาชน จึงต้องโค่นล้ม แต่รัฐบาลใหม่ที่เกิดจากการวางรากฐานของสหรัฐกลายเป็นเผด็จการอีกระบอบ เป็นเผด็จการรัฐสภา แบ่งแยกด้วยนิกายศาสนา
เป็นต้นเหตุให้เกิดการแบ่งแยกทางสังคมอย่างร้าวลึก แบ่งแยกถึงระดับชุมชน ระดับปัจเจกบุคคล
เป็นต้นเหตุให้พลเมืองอิรักบางส่วนหันไปสนับสนุน IS

            ความเชื่อที่ว่าเมื่อโค่นล้มระบอบซัดดัมแล้วให้อิรักปกครองด้วยประชาธิปไตยจึงล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง อิรักกลายเป็นรัฐล้มเหลว (Failed State) เพราะคนในชาติแตกแยกเป็นหลายก๊กหลายเหล่า ไม่มีความตั้งใจที่จะอยู่ร่วมกันภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เกิดปัญหาต่อเนื่องอีกหลายอย่าง
อิรักในขณะนี้เอื้อประโยชน์ต่อบางกลุ่ม เช่น ชาวเคิร์ด แต่ถ้ามองในระดับ “ประเทศ” ใครกล้าพูดอย่างเต็มคำว่าประเทศอิรักในปัจจุบันดีกว่าอิรักในสมัยซัดดัม ที่สำคัญคือประเทศปราศจากเอกภาพ อยู่ในภาวะขัดแย้งรุนแรง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ความสงบสุขจะคืนสู่ประเทศ

รัฐบาลตะวันตกพยายามหาแนวทางที่เหมาะสม :
            อดีตนายกฯ แบลร์อ้างกรณีอิรัก ลิเบีย ซีเรียที่แตกต่างกัน พยายามชี้ว่าเป็นความพยายามทดลองหลายวิธีที่แตกต่างกัน จนบัดนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าควรแทรกแซงด้วยวิธีใด ควรส่งทหารเข้ารบภาคพื้นดินหรือไม่ ควรคงกองกำลังทหารไว้หรือไม่
            แม้ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออิรักกลายเป็นรัฐล้มเหลว ผู้คนล้มตายหลายหมื่นหลายแสน หลายล้านคนอพยพ ราวกับว่าอดีตนายกฯ แบลร์จะไม่รับรู้ปัญหาคลื่นผู้อพยพหลายแสนคนทั้งจากแอฟริกา ตะวันออกกลางที่กำลังหลั่งไหลเข้ายุโรป เป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ และอาจเป็นปัญหาใหญ่กว่านี้อีกในอนาคต ทั้งหมดนี้มาจากนโยบายแทรกแซงลิเบีย ซีเรียและอิรัก
รวมความแล้ว ท่านสรุปว่าหลักการแทรกแซงโค่นล้มรัฐบาลต่างชาติเป็นเรื่องถูกต้อง สมควรกระทำต่อไป

ถ้านับเฉพาะอาหรับสปริงส์ ไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลหลายประเทศถูกคว่ำ บางประเทศการเปลี่ยนผ่านดำเนินไปด้วยดี เช่น ตูนิเซีย บางประเทศต้องทำรัฐประหารซ้ำอย่างกรณีอียิปต์ ได้รัฐบาลทหารอีกรอบ เพียงแต่เป็นผู้นำคนใหม่ เปลี่ยนจากมูบารัคเป็นอัลซิซี ลิเบียยังเป็นรัฐล้มเหลว ไม่สามารถแม้กระทั่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่วนซีเรียยังคงรบต่อไปและหนักหน่วงกว่าเดิมเมื่อรัสเซียไปตั้งฐานทัพในซีเรียและโจมตีฝ่ายต่อต้าน ผู้ก่อการร้ายกลุ่มต่างๆ
ประเทศใดจะเป็นรายต่อไป

รัฐบาล ผู้นำประเทศมีสิทธิ์หลวกลวงประชาชนหรือไม่ :
            ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกสหรัฐว่าการทำสงครามกับอิรักเป็นความผิดพลาด ประธานาธิบดีบุชประเมินสถานการณ์ผิดพลาด สมรภูมิอิรักทำให้สหรัฐถลำลึก สูญเสียงบประมาณมหาศาล บทบาทของสหรัฐในสายตานานาชาติตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือนับตั้งแต่สหรัฐเป็นอภิมหาอำนาจ
ในเชิงนโยบายความมั่นคงเป็นเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องที่ไม่อาจละเลยคือการโค่นล้มระบอบซัดดัมโดยใช้ข้อมูลข่าวกรองที่ผิดพลาดเป็นกุศโลบายของผู้ปกครองหรือไม่ พูดให้ชัดกว่านี้คือรัฐบาล ผู้นำประเทศมีสิทธิ์หลอกลวงประชาชนหรือไม่

            ทั้งรัฐบาลอังกฤษ สหรัฐ ต่างพยายามแสดงตนว่าเป็นผู้นำโลกประชาธิปไตย ประเทศเป็นของประชาชน ฟังเสียงประชาชน ทำเพื่อประชาชน หลักคิดที่ซ่อนอยู่ในคำอธิบายของอดีตนายกฯ แบลร์ชวนให้ตั้งคำถามว่าเป็นการ “หลอกลวง” ประชาชนใช่หรือไม่
            Paul Wolfowitz รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้นยอมรับในเวลาต่อมาว่าจำต้องอ้างเหตุผลเรื่องอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับได้
            แม้ว่าคนอังกฤษเป็นผู้มีการศึกษา มีวัฒนธรรมอันดีหลายอย่าง แต่ในบางกรณีรัฐบาลสามารถ “ลวง” พลเมืองตนเอง เพื่อเป้าหมายบางอย่างที่คนอังกฤษยากจะเข้าใจและยอมรับ
            ตกลงว่าเป็นลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน หรือไม่ นี่คือเบื้องหลัง วาทะอันแหลมคมของโทนี แบลร์
---------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” ที่ประกาศในสมัยประธานาธิบดีบุชนิยามว่าเป็นส่งกองทัพเข้ารุกรานอย่างเปิดเผย เป็นนิยามที่ไม่ครอบคลุม บิดเบือน จึงต้องกำหนดนิยามใหม่ อีกประเด็นที่ไม่ควรละเลยคือความเชื่อมโยงกับการส่งเสริมประชาธิปไตย การค้าเสรี คำถามที่สำคัญคือ รัฐบาลโอบามาได้ละทิ้งหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” หรือไม่ หรือเป็นเพียงปรับตัวให้เข้ากับบริบท

บรรณานุกรม:
1. Castle Stephen. (2015, October 29). Delayed Report on Britain’s Role in Iraq War Is Expected in Summer. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/10/30/world/europe/delayed-report-on-britains-role-in-iraq-war-is-expected-in-summer.html?_r=0
2. Cleveland, William L. & Bunton, Martin. (2013). A History of the Modern Middle East (Fifth Edition). USA: Westview Press.
3. Dobbs, Michael. (2003, September 12). Wolfowitz Shifts Rationales on Iraq War. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/archive/politics/2003/09/12/wolfowitz-shifts-rationales-on-iraq-war/2dc7af35-c9ea-4912-bee6-02484412cd37/
4. Dunne, Charles W. (2011). Iraq: Policies, Politics, and the Art of the Possible. In Akbarzadeh, Shahram (editor). America's Challenges in the Greater Middle East: The Obama Administration's Policies (pp.11-30). New York: Palgrave Macmillan.
5. Freytas-Tamura, Kimiko de. (2015, October 25). Tony Blair Says Iraq War Helped Give Rise to ISIS. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/10/26/world/europe/tony-blair-says-iraq-war-helped-give-rise-to-isis.html
6. Ghanim, David. (2011). Iraq’s dysfunctional democracy. California: ABC-CLIO, LLC.
7. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.
8. Mullen, Jethro. (2015, October 25). Tony Blair says he's sorry for Iraq War 'mistakes,' but not for ousting Saddam. CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2015/10/25/europe/tony-blair-iraq-war/
-------------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...