วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

GCC เดือดร้อน? หากอิรักชนะ IS (2)

29 มีนาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6717 วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2125881)

คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) เป็นตัวแสดงหนึ่งที่เกี่ยวข้อง ความเป็นไปของ IS หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ภายในอิรักส่งผลต่อ GCC โดยตรง ในแง่ผลบวก IS เป็นภัยคุกคามที่เด่นชัดทั้งต่อราชอาณาจักรและประชาชน การต่อต้าน IS จึงเท่ากับช่วยเหลือประเทศตนเอง ทั้งยังชูบทบาทของ GCC ในภูมิภาค การเป็นผู้พิทักษ์อิสลาม
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลอิรักสามารถปราบ IS จะส่งผลเสียต่อ GCC เช่นกัน ดังนี้

ผลเสียประการแรก ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอิรักกับอิหร่าน :
            อิหร่านเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่ออิรักโดยธรรมชาติ ผูกโยงกับความเป็นชีอะห์ เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองสายชีอะห์ในอิรัก และผลประโยชน์เฉพาะของแต่ละรัฐบาล เป็นเหตุผลให้ประเทศอาหรับกังวลใจ ประเด็นนี้เป็นเรื่องเก่า แต่มักจะถูกเอ่ยถึงเป็นระยะ เช่น พฤษภาคม 2004 ในช่วงที่กำลังเจรจาคืนอธิปไตยแก่อิรัก กษัตริย์อับดุลเลาะห์ที่สองแห่งจอร์แดน (King Abdullah II) แสดงจุดยืนว่าจอร์แดนจะไม่ส่งทหารเข้าไปและขอให้ประเทศเพื่อนบ้านอิรักอื่นๆ ทำตามด้วย พวกเราต่างมีความประสงค์บางอย่าง เป็นการยั่วยวนและล่อลวงเกินไปที่จะใช้กองทหารของท่านเป็นหน้าฉากเพื่อหวังจะมีอิทธิพลต่อสังคมภายในประเทศอิรัก” “ข้าพเจ้าตัดสินใจบนพื้นฐานมุมมองของศีลธรรม และไม่คิดว่าเป็นการถูกต้องหากประเทศจอร์แดนจะส่งทหารเข้าไปในอิรัก เช่นเดียวกับประเทศ (เพื่อนบ้านอิรัก) อื่นๆ  … (เพราะ) พวกเราต่างมีผลประโยชน์พิเศษและพูดอย่างเจาะจงมากขึ้นว่า ประเทศอาหรับอื่นๆ สามารถส่งทหารเข้าไปได้ แต่ไม่ใช่ประเทศที่อยู่รอบอิรัก
กษัตริย์อับดุลเลาะห์ตรัสเช่นนี้ ย่อมหมายถึงประเทศอิหร่านที่มีพรมแดนติดอิรัก และอีกหลายประเทศ หากประเทศเพื่อนบ้านต่างส่งทหารเข้าไปในอิรัก อาจเกิดการปะทะระหว่างชีอะห์กับซุนนี ทางที่ดีที่สุด คือ ขอให้ต่างไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในอิรัก แต่ก็เปิดทางให้ประเทศอาหรับอื่นๆ ที่ไม่มีพรมแดนติดต่อกับอิรักสามารถส่งทหารเข้าไปได้ ซึ่งอิหร่านย่อมเห็นว่าตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

            Charles W. Dunne ให้เหตุผลอีกประเด็นว่า ชาติอาหรับแม้ไม่พอใจประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) แต่ก็ไม่พอใจที่รัฐบาลบุชโค่นล้มระบอบซัดดัมด้วย เนื่องจากเห็นว่าอิรักมีประโยชน์ในการต้านอิหร่าน การโค่นซัดดัมทำให้ชีอะห์ในอิรักได้รับการปลดปล่อย สามารถเข้าครองอำนาจในรัฐบาล เป็นผู้ปกครองประเทศแทนซัดดัม
ตั้งแต่นายกฯ มาลิกีจนถึงนายกฯ อาบาดีคนปัจจุบันต่างแสดงท่าทีร่วมมือกับอิหร่าน ประธานาธิบดีโรฮานีแห่งอิหร่านแสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาลอิรักอย่างเต็มที่ ประณาม “ผู้ก่อการร้ายที่ทำร้ายประชาชนอิรักผู้บริสุทธิ์” และ “จะไม่ยอมให้ผู้สนับสนุนพวกผู้ก่อการร้ายทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของอิรัก” ด้วยการใช้ก่อการร้ายทำลายอิรัก
ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างอิรักกับอิหร่าน ถึงกับมีกระแสข่าวว่าอิหร่านส่งทหารจำนวนมากเข้าช่วยรบในสมรภูมิทิกริต แต่นายโมฮัมหมัด จาวัด ซารีฟ (Mohammad Javad Zarif) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่อิหร่านให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลและกองทัพอิรัก แต่ไม่มีทหารหรือกองกำลังเข้าร่วมสมรภูมิภาคพื้นดิน
ความร่วมมือระหว่างอิรักกับอิหร่านกลายเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเป็นเหตุผลที่รัฐบาลโอบามาลังเลใจให้การสนับสนุนด้านกำลังรบทางอากาศ จนรัฐบาลอิรักต้องเรียกร้อง

ผลเสียประการที่ 2 อิรักหวาดระแวง GCC :
            นาย Adnan al-Asadi ปลัดกระทรวงหมาดไทยอิรักในสมัยรัฐบาลมาลิกีเคยเตือนรัฐบาลซาอุฯ ให้ยุติการแทรกแซงกิจการภายในอิรัก ชี้ว่า “ปัญหาของจังหวัดอันบารทางภาคตะวันตกเป็นปัญหาระดับประเทศ ไม่ใช่ข้อพิพาทระหว่างชนเผ่า
            จังหวัดอันบารคือจุดแรกที่ ISIL/ISIS เริ่มก่อการยึดพื้นที่อิรักตั้งแต่ปลายปี 2013 ต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2014 ก่อนจะรุกใหญ่ในเดือนมิถุนายน
            ทางการซาอุฯ ประกาศว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เห็นว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลมาลิกีที่จะปกปิดความล้มเหลวของตนเองมากกว่า

            เมื่อมาถึงยุครัฐบาลอาบาดี นายกฯ อาบาดีแสดงท่าทีซ้ำเดิม กล่าวว่ามีกลุ่มคนที่สนับสนุน IS จริง และคนเหล่านี้อยู่ในซาอุฯ และบางประเทศในอ่าวเปอร์เซีย นายกฯ อาบาดีกล่าวต่อว่า รัฐบาลของประเทศในอ่าวเปอร์เซียกับตุรกีตั้งใจสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาล “พวกเขาจินตนาการว่าจะสามารถใช้คนเหล่านี้กดดันศัตรูและคู่แข่งในภูมิภาค”
            ดังนั้น ไม่ว่าประเทศในกลุ่ม GCC จะสนับสนุนผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS จริงหรือไม่ รัฐบาลอิรักแสดงท่าทีไม่พอใจ หวาดระแวง GCC
ตราบใดที่ IS ยังคงอยู่ ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ฝ่ายจะอยู่ในภาวะอึมครึม

ผลเสียประการที่ 3 เสริมสร้างความเข้มแข็งมั่นคงแก่อิหร่าน :
ผลเสียประการที่ 3 เป็นผลสืบเนื่องจาก 2 ข้อแรก การปราบปราม IS/ISIL/ISIS ในขณะนี้เสริมสร้างให้อิหร่านเข้มแข็ง
ความกังวลของ GCC ต่ออิหร่าน
กลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียร่วมกันจัดตั้ง GCC เพื่อต้านภัยคุกคามที่เข้ามาในภูมิภาค โดยเฉพาะการปฏิวัติอิหร่าน (1979) หวังว่าความร่วมมือ GCC จะช่วยผนึกกำลังเพื่อต้านอิหร่าน
ความขัดแย้งของ 2 ฝ่ายเกี่ยวข้องกับความแตกต่างด้านนิกายศาสนา พวกซุนนีบางกลุ่มคอยกระตุ้นเตือน ชี้นำว่าชาวซาอุฯ เป็นผู้นำมุสลิมทั้งโลก ส่วนชีอะห์เป็นพวกนอกรีต การปฏิวัติอิสลามอิหร่านกลายเป็นภัยคุกคามที่ชัดเจน
            การประท้วงรัฐบาลของพวกชีอะห์ในบาร์เรนที่เข้มข้นขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ยิ่งทำให้ซาอุฯ กังวล
ด้านอิหร่านไม่พอใจซาอุฯ กับพวกเช่นกัน โดยเฉพาะการที่รัฐบาลซาอุฯ สนับสนุนซัดดัม ฮุสเซนทำสงครามอิรัก-อิหร่านในทศวรรษ 1980 งบประมาณที่กองทัพซัดดัมใช้ทำสงครามส่วนหนึ่งมาจากซาอุฯ กับคูเวต

ปัจจุบัน GCC ให้เหตุผลว่าอิหร่านพยายามแทรกแซงกิจการภายในกลุ่ม เป็นตัวก่อปัญหาในภูมิภาค ไม่ว่าจะในเยเมน ซีเรีย อิรัก ปาเลสไตน์ หรือบาห์เรน Shaikh Khalid bin Ahmed Al Khalifa รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศบาเรนห์ กล่าวว่าอิหร่านพยายามแทรกแซงกิจการภายในประเทศของกลุ่ม GCC “เราได้บอกต่ออิหร่านแล้วว่าการเข้าแทรกแซงไม่ใช่ทางออกและจะไม่ไปไหน แต่พวกเขาไม่ฟัง ยังพยายามแทรกแซงก้าวก่ายเรื่องภายในของกลุ่ม GCC
เฉพาะสมรภูมิทิกริต เจ้าชาย Turki al-Faisal แห่งซาอุฯ อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง กล่าวว่า “ตอนนี้ดูเหมือนว่าอิหร่านกำลังครอบงำอิรักมากกว่าเดิม เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้” ส่วนเจ้าชาย Saud al-Faisal รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศซาอุฯ กล่าวว่า “สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในทิกริตคือสิ่งที่พวกเรากังวล อิหร่านกำลังครอบงำประเทศนี้”
            คำพูดของเจ้าชายตอกย้ำมุมมองของซาอุฯ ต่ออิหร่าน เพราะขณะนี้หลายประเทศช่วยเหลืออิรักปราบปรามผู้ก่อการร้าย รวมทั้งซาอุฯ ด้วย เฉพาะสหรัฐมีเจ้าหน้าที่กว่า 2,000 นายประจำการในอิรัก ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลอิรัก ไม่รวมกำลังทางอากาศ  ความช่วยเหลือที่อิหร่านให้กับอิรักเป็นความช่วยเหลือที่รัฐบาลอิรักเรียกร้องอย่างเป็นทางการไม่แตกต่างจากกรณีซาอุฯ หรือสหรัฐ
            แต่เจ้าชายไม่เอ่ยว่าความช่วยเหลือจากสหรัฐกับซาอุฯ คือการครอบงำอิรัก

            นิวเคลียร์อิหร่าน
            ไม่เพียงเรื่องการแทรกแซงอิรัก GCC กังวลนโยบายของอิหร่านโดยเฉพาะเรื่องโครงการพัฒนานิวเคลียร์
            ท่าทีล่าสุดเมื่อกลางเดือนมีนาคม GCC เรียกร้องให้อิหร่านปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของนานาชาติเพื่อความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค ซึ่งหมายถึงการควบคุมโครงการนิวเคลียร์ให้ใช้ในทางสันติอย่างแท้จริง พิสูจน์ได้
เจ้าชาย Turki al-Faisal ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ P5+1 ที่มุ่งควบคุมโครงการนิวเคลียร์แทนที่จะกำจัดทั้งหมด ชี้ว่าจะเป็นเหตุให้ประเทศในภูมิภาคแข่งขันเสริมสร้างขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ “ถ้าอิหร่านมีความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในทุกระดับตามต้องการ จะไม่ใช่เพียงซาอุดีอาระเบียที่จะขอให้ตนมีขีดความสามารถเหล่านั้นด้วย” และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็จะเดินทางตามนั้นไม่มีใครยับยั้งได้
            ดูเหมือนรัฐบาลซาอุฯ จริงจังกับเรื่องนี้ ได้ลงนามความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับจีน ฝรั่งเศส และอาร์เจนตินา มีแผนสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 16 แห่งในอีก 20 ปีข้างหน้า ในอนาคตซาอุฯ จึงเป็นอีกประเทศที่มีขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์อย่างสูง

            ขณะนี้การเจรจานิวเคลียร์อิหร่านยังไม่บรรลุข้อตกลงฉบับถาวร ไม่ว่าจะได้ข้อตกลงฉบับถาวรหรือไม่ อิหร่านไม่น่าจะถูกคว่ำบาตรรุนแรงอีกต่อไป ดังนั้น ประเทศจะค่อยๆ ฟื้นตัวในทุกมิติ ที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่มีเหตุที่อิหร่านจะถูกรุกรานเพราะโครงการนิวเคลียร์อีกต่อไป ทั้งในเชิงนโยบายและการจัดวางกำลังของสหรัฐฯ (ถ้าดูแผนที่จะเห็นชัดว่า โอกาสที่จะถูกรุกรานด้วยกองทัพสหรัฐลดลง เพราะรัฐบาลโอบามาได้ถอนทัพออกจากอิรักกับอัฟกานิสถานแล้ว ที่อัฟกานิสถานยังพอมีอยู่ แต่ลดน้อยลงมาก)

            ในภาพรวม อิหร่านกำลังฟื้นตัว รัฐบาลอาบาดีเริ่มตั้งตัวได้ ไม่เป็นฝ่ายตั้งรับอีกต่อไป มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่รัฐบาลอิหร่านกับอิรักจะคงความสัมพันธ์ที่ดีหรือดีขึ้นกว่าเดิม ปัจจัยเหล่านี้เสริมสร้างความเข้มแข็งมั่นคงแก่อิหร่าน
            ในตอนหน้าจะนำเสนอเหตุผลในภาพที่ใหญ่ขึ้น การวิเคราะห์องค์รวม
--------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับเป็นตัวแสดงหนึ่งที่เกี่ยวข้อง ความเป็นไปของ IS หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ภายในอิรักส่งผลต่อ GCC โดยตรง เป็นเรื่องซับซ้อนวิเคราะห์ได้หลายแง่มุม ในแง่ผลบวก IS เป็นภัยคุกคามที่เด่นชัดทั้งต่อราชอาณาจักรและปัจเจกบุคคล การต่อต้าน IS จึงเท่ากับช่วยเหลือประเทศตนเอง ทั้งยังชูบทบาทของ GCC การเป็นผู้พิทักษ์อิสลาม 

2.GCC เดือดร้อน?หากอิรักชนะ IS (3)
GCC ประกาศชัดให้อัสซาดก้าวลงจากอำนาจ บางประเทศให้ความช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านอย่างเปิดเผย ให้ทั้งเงิน อาวุธ หาก IS ในอิรักพ่ายแพ้จะเป็นข่าวร้ายของ GCC พิสูจน์ว่าพวกชีอะห์อิรักมีความเข้มแข็งที่จะปกครองประเทศต่อไป ในภาพรวมสะท้อนความเข้มแข็งของชีอะห์ “จันทร์เสี้ยวชีอะห์” พิสูจน์ตนเองอีกครั้งว่าเข้มแข็งกว่าเดิม กระทบต่ออนาคตของ GCC อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3.ใครได้ใครเสีย หากอิรักชนะ IS (Ookbee)
สมรภูมิทิกริตไม่ใช่่เรื่องการปราบปรามผู้ก่อการร้าย IS ในอิรักเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายหลายประเทศ ที่ควรเอ่ยถึงได้แก่ 1.ชีอะห์อิรัก 2.อิหร่าน 3.ซุนนีอิรัก 4.พวกเคิร์ด 5.ซีเรีย 6.IS/ISIL/ISIS 7.รัฐบาลสหรัฐฯ 8.GCC ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ได้มีต่อการเมืองอิรักเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบภูมิภาคตะวันออกกลาง เกี่ยวข้องกับชาติมหาอำนาจ

บรรณานุกรม:
1. Abu-Nars, Donna. (2004, May 17). Jordan Won't Send Peacekeepers to Iraq. Associated Press. Retrieved from http://www.highbeam.com/doc/1P1-94630152.html
2. Al-Maliki antics ‘attempt to cover up own failures’. (2014, March 18). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/542141
3. Arab Gulf states reject Iran’s role in Iraq. (2015, March 13). Al Arabiya News. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2015/03/12/Arab-Gulf-states-reject-Iran-s-role-in-Iraq.html
4. Arrested terrorists in Iraq reveal its ties with Saudi Arabia. (2014, January 19). Iran News. Retrieved from http://www.iranews.com.br/noticia/11601/terroristas-presos-no-iraque-revelam-seus-lacos-com-a-arabia-saudita
5. Boucek, Christopher., &  Sadjadpour, Karim. (2011, September 20). Rivals - Iran vs. Saudi Arabia. Carnegie Endowment. Retrieved from. http://carnegieendowment.org/2011/09/20/rivals-iran-vs.-saudi-arabia/68jg
6. Burns, Robert. (2015, March 5). Iranian role in fighting IS in Iraq: Where will it lead? Salon/AP. Retrieved from http://www.salon.com/2015/03/06/iranian_role_in_fighting_is_in_iraq_where_will_it_lead_2/
7. Dunne, Charles W. (2011). Iraq: Policies, Politics, and the Art of the Possible. In Akbarzadeh, Shahram (editor). America's Challenges in the Greater Middle East: The Obama Administration's Policies (pp.11-30). New York: Palgrave Macmillan.
8. Full transcript: Amanpour interviews Iranian Foreign Minister Zarif. (2015, March 5). CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2015/03/05/world/amanpour-iran-zarif-transcript/
9. Ghanim, David. (2011). Iraq’s dysfunctional democracy. California: ABC-CLIO, LLC.
10. Iraqi PM Blasts Saudi Arabia, Other Persian Gulf Arab States for Backing ISIL. (2014, October 13). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930721000490
11. Mohammed Al A'Ali. (2012, December 26). GCC warns Iran 'stop interference'. Gulf Daily News. Retrieved from http://www.gulf-daily-news.com/NewsDetails.aspx?storyid=344444
12. Naguib, Sameh. (2009). Egypt: The Moment of Change. El-Mahdi, Rabab., & Marfleet, Philip (editors). New York: Zed Books.
13. Rouhani, Maliki Underline Fight against Terrorism. (2014, June 13). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930323000432
14. Usher, Barbara Plett. (2015, March 16). Iran deal could start nuclear fuel race - Saudi Arabia. BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/world-middle-east-31901961
------------------------------

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

GCC เดือดร้อน? หากอิรักชนะ IS (1)

22 มีนาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6710 วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2120403)
สมรภูมิทิกริต (Tikrit) ที่กองทัพอิรักร่วมกับชีอะห์อิรักเข้าต่อสู้กับพวกรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) กำลังเป็นที่ข่าวขาน ที่ผ่านมามีข้อมูลชี้ชัดว่าพวกซุนนีอิรักบางกลุ่มบางเผ่าให้ความร่วมมือ IS เป็นต้นเหตุสำคัญช่วย IS ยึดหลายเมืองอย่างรวดเร็ว
มาบัดนี้ ฝ่ายรัฐบาลโต้กลับและดูเหมือนว่าเป็นฝ่ายมีชัย เกิดคำถามว่าหาก IS พ่ายแพ้ จะเป็นผลดีผลเสียต่อแต่ละฝ่ายอย่างไร

คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council : GCC) เป็นตัวแสดงหนึ่งที่แสดงบทบาทเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น GCC ประกอบด้วยประเทศซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์และบาห์เรน เป็นกลุ่มประเทศที่ใกล้ชิด บางประเทศมีพรมแดนติดกับอิรัก ความเป็นไปของ IS หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ภายในอิรักส่งผลต่อ GCC โดยตรง เป็นเรื่องซับซ้อนวิเคราะห์ได้หลายแง่มุมและถกเถียงกันได้มาก
            บทความนี้จะนำเสนอในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพที่ครอบคลุม

GCC :
คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ก่อตั้งเมื่อปี 1981 มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมความร่วมมือด้านการทหาร เศรษฐกิจและการเมือง หากพูดให้ตรงคือเพื่อต้านภัยคุกคามที่เข้ามาในภูมิภาค โดยเฉพาะการปฏิวัติอิหร่าน (1979) หวังว่าความร่วมมือ GCC จะเป็นการผนึกกำลังเพื่อต้านอิหร่านโดยตรง
3 ทศวรรษที่ผ่านมาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจมีความก้าวหน้ามากที่สุด สอดคล้องกับที่ GCC มีพลังอำนาจด้านเศรษฐกิจมากที่สุดเนื่องจากเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก เมื่อรวมกันแล้วมีปริมาณน้ำมันสำรองราวร้อยละ 40 ของโลก และก๊าซธรรมชาติร้อยละ 25 (ตัวเลขเมื่อปี 2014)
ส่วนความร่วมมือด้านความมั่นคงพัฒนาช้ากว่า ในปี 1984 ได้จัดตั้งหน่วยรบเคลื่อนที่เร็วร่วม ที่เรียกว่า Peninsula Shield Force และกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วเมื่อไม่กี่ปีมานี้

GCC ได้หรือเสียต้องคิดอย่างซับซ้อน :
            หากอิรักชนะ IS แล้วจะมีทั้งผลดี ผลเสียต่อ GCC ในการวิเคราะห์จึงขอแยกพิจารณาผลดี ผลเสีย และวิเคราะห์ภาพรวมในตอนจบ

ผลดี : ได้ปราบ IS
            ในแง่มุมหนึ่ง IS เป็นภัยคุกคามต่อรัฐบาล GCC เพราะต้องการสร้างรัฐอิสลามตามแบบฉบับของตน นายอาบู บาการ์ อัล-บักดาดี (Abu Bakr al-Baghdadi) ผู้นำ IS ประกาศว่าตนคือ “เคาะลีฟะฮ์” (Khalifah) หรือ “กาหลิบ” (Caliph) เป็นผู้นำมุสลิมทั้งปวง ประกาศให้กลุ่ม รัฐ องค์กรมุสลิมทั่วโลกเชื่อฟังตนในฐานะผู้นำรัฐอิสลาม
            ถ้ายึดถือตามคำประกาศของบักดาดี บรรดาประเทศใน GCC ต้องมานบนอบอยู่ใต้ IS

           การสถาปนารัฐอิสลาม (caliphate) เป็นหนึ่งในแนวคิดของมุสลิมมานานแล้ว หลายคนถือว่าอาณาจักรออตโตมัน (Ottoman) คือตัวอย่างรูปแบบรัฐอิสลามดังกล่าว มีคัมภีร์กุรอ่านเป็นธรรมนูญสูงสุด เป็นปรัชญาการปกครองหลักของนิกายซุนนี ผู้นำจะมาจากการคัดเลือกของสภาซูรอ (al-shura) อันเป็นสภาที่รวมของผู้นำศาสนา (อิหม่าม)
            ในประวัติศาสตร์ ระบบเคาะลีฟะฮ์ขึ้นๆ ลงๆ แข่งกันระบบราชวงศ์ (ในระบบราชวงศ์กษัตริย์มีอำนาจสูงสุดในเขตแดน แยกอำนาจฝ่ายโลกออกจากศาสนา แม้จะปกครองโดยอิงหลักอิสลาม) มีอำนาจทั้งในฝ่ายศาสนาและฝ่ายโลก แต่หลายศตวรรษต่อมาเกิดการแยกอำนาจศาสนจักรออกจากอาณาจักรฝ่ายโลก และเคาะลีฟะฮ์องค์สุดท้ายอันเป็นที่ยอมรับทั่วไปคือ Sultan Abdul Majeed II แห่งอาณาจักรออตโตมัน
            จากข้อมูลประวัติศาสตร์ มีเคาะลีฟะฮ์มาแล้ว 31 พระองค์ หากยอมรับบักดาดี เท่ากับว่าได้เคาะลีฟะฮ์องค์ที่ 32 แล้ว

            จนบัดนี้ประชาคมโลกไม่ยอมรับรัฐอิสลามของบักดาดี อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้เป็นภัยร้ายแรงในทุกระดับ การที่ประชาชนในกลุ่ม GCC เข้าร่วมจำนวนมาก เป็นผู้สนับสนุนทั้งทางตรงทางอ้อม สะท้อนว่าอุดมการณ์ IS มีผลต่อประชาชนของพวกเขา โดยเฉพาะพวกซุนนีกับมุสลิมสุดโต่งบางคนบางกลุ่ม
            ถ้าพิจารณาอุดมการณ์ IS ในระดับบุคคล IS มุ่งหวังเปลี่ยนมุสลิมทั่วโลกหันมานับถืออิสลามตามแนวทางของตนเอง กลุ่มเป้าหมายสำคัญคือพวกซุนนี ส่วนพวกชีอะห์ ศาสนาความเชื่ออื่นๆ จะถูกกวาดล้างหรือทำให้กลายเป็นทาส
            นักการศาสนา องค์กรมุสลิมกระแสหลักจึงไม่ยอมรับ IS เป็นมุสลิมแท้ เช่นเดียวกับที่ IS ไม่ยอมรับมุสลิมกระแสหลัก

นโยบายของ GCC ต่อ IS :
            ประการแรก ปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS
            อดีตกษัตริย์อับดุลลาห์ บิน อะซิซ (King Abdullah bin Abdul Aziz) แห่งซาอุดีอาระเบีย (ที่เพิ่งเสด็จสวรรคตเมื่อต้นปี) ประกาศจะปราบปราม “กลุ่มผู้ก่อการร้าย” ที่จะคุกคามราชอาณาจักร ชี้ว่าบางคน “ถูกล่อลวง” ให้เข้าลัทธิก่อการร้าย “ผู้ก่อการร้ายใช้ศาสนาเป็นเครื่องบังหน้าเพื่อปกปิดผลประโยชน์ส่วนตัว” หวังโจมตีบ้านเกิดของเรา ลูกหลานของเรา “เป้าหมายของพวกเขาคือหว่านความแตกแยกในหมู่มุสลิม”
            เจ้าชาย Saud Al-Faisal รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศซาอุดีอาระเบียชี้ว่า IS “เป็นปีศาจ (evil) และทำให้ภาพลักษณ์ของศาสนาอิสลามอันยิ่งใหญ่ต้องมัวหมอง”

            การปราบปราม IS ของซาอุฯ กับประเทศในกลุ่ม GCC ผูกโยงกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลโอบามาอย่างใกล้ชิด โดยใช้กำลังรบทางอากาศสกัดกั้นไม่ให้ IS รุกคืบเพิ่มเติมและบั่นทอนกำลังเรื่อยๆ พร้อมกับปิดล้อมทางเศรษฐกิจ ตัดเส้นทางการเงิน ตามด้วยแผนขั้นสุดท้ายคือ ให้กองทัพอิรักเข้ากวาดล้าง
            สมาชิก GCC ทั้ง 6 ประเทศกับชาติอาหรับอื่นๆ เช่น อิรัก จอร์แดน เลบานอน ต่างร่วมสนับสนุน กองทัพอากาศของซาอุฯ กาตาร์ บาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าร่วมปฏิบัติการโจมตี IS ข้อมูลของสหรัฐฯ ชี้ว่าการโจมตีทางอากาสได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถสังหารผู้ก่อการร้ายได้หลายพันคน ทำลายยานพาหนะ รถถังนับร้อยคัน

            ประการที่ 2 สนับสนุนเอกภาพและบูรณาภาพแห่งดินแดนของอิรัก
            มีนาคม 2015 คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับประกาศไม่ต้องการให้ต่างชาติแทรกแซงกิจการภายในอิรักจากเหตุวิกฤตในขณะนี้ “GCC รัฐอาหรับยืนยันสนับสนุนเอกภาพและบูรณาภาพแห่งดินแดนของอิรัก เพื่อที่รัฐบาลอิรักจะสามารถรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพภายในอิรัก และสนับสนุนการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ยอมรับอธิปไตยของอิรักตลอดอาณาเขตทั้งหมด”
            การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวประชาชนอิรักทุกหมู่เหล่าจะต้องร่วมมือกัน ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประเทศ มีความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียว
            นโยบายสนับสนุนเอกภาพและบูรณาภาพแห่งดินแดนของอิรัก เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของ GCC เรื่อยมา ในขณะที่อิรักในยามนี้ประเทศเหมือนแยกออกเป็น 3 เขตการปกครองตนเอง (ทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัย) คือ เขตชีอะห์ เขตชาวเคิร์ด และเขต IS ร่วมกับซุนนี อนาคตของอิรักยังไม่แน่นอนตราบเท่าที่พวกซุนนียังไม่พอใจรัฐบาลที่นำโดยชีอะห์

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            IS เป็นภัยคุกคามที่เด่นชัดทั้งต่อราชอาณาจักรและปัจเจกบุคคล การต่อต้าน IS จึงเท่ากับช่วยเหลือประเทศตนเอง
            ในภาพกว้าง การปรากฏตัวของ IS ส่งเสริมบทบาทของ GCC ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศและศาสนา
            ในด้านการเมืองระหว่างประเทศ ได้ส่งเสริมบทบาทเป็นผู้นำในโลกอาหรับ โดยเฉพาะซาอุฯ ที่พยายามแสดงบทบาทนี้มาตลอด และพยายามจะแสดงบทบาทของ GCC มากขึ้น

            มีความเข้าใจที่สำคัญว่านับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลซาอุฯ กับหลายประเทศในกลุ่มต้องพึ่งพาความมั่นคงจากอเมริกามาตลอด
            นักวิชาการบางคนชี้ว่าในระยะหลังซาอุฯ ต้องการเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น พัฒนาประเทศร่วมกับภูมิภาค ลดการพึ่งพาสหรัฐ เพราะบางครั้งรัฐบาลสหรัฐไม่ค่อยฟังเสียง ฟังความต้องการของซาอุฯ อีกทั้งซาอุฯ กับพวกในปัจจุบันมีความเข้มแข็งกว่าอดีต พยายามค้นหาเส้นทางอนาคตที่ไม่อิงชาติตะวันตกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แสวงหาความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ หาตลาดส่งออกน้ำมันใหม่ๆ รวมถึงการค้าขายกับจีน

            2-3 ปีที่ผ่านมา GCC มุ่งพัฒนาสู่การเป็นสหภาพ (คล้ายสหภาพยุโรป) หวังกระชับความร่วมมือในหมู่สมาชิกทุกด้าน แม้กระทั่งด้านการทหารที่พัฒนาช้า ความร่วมมือด้านการทหารในอนาคตอาจนำสู่การจัดตั้งกองกำลังร่วมทั้งในระดับ GCC และระดับที่ใหญ่กว่า ที่กำลังพูดถึงล่าสุดคือกองกำลังร่วมอาหรับเพื่อต่อต้านผู้ก่อการร้าย กองกำลังสุดโต่ง
            หาก GCC และ/หรือสันนิบาตรอาหรับบรรลุการจัดตั้งหน่วยรบร่วม บริบทความมั่นคงในภูมิภาคจะเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกครั้ง การจัดตั้งหน่วยรบร่วมมีความเป็นไปได้เมื่อพิจารณาจากบริบทความมั่นคงในภูมิภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์อันดีภายใน GCC และ GCC กับประเทศอื่นๆ เช่น อียิปต์ เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

            ในด้านศาสนา GCC คือกองกำลังหลักของมุสลิมที่ต่อต้านผู้ก่อการร้าย อดีตกษัตริย์อับดุลลาห์ บิน อะซิซ ตรัสว่า “เราจะไม่หยุดพักจนกว่าจะถอนรากถอนโคนลัทธิก่อการร้ายและกลุ่มสอนผิด ที่ใช้อิสลามเป็นสะพานสู่เป้าหมายของพวกเขา” มุสลิมสอนให้อยู่ร่วมกับคนกลุ่มอื่นๆ อย่างสันติ
            ในแง่นี้ GCC จึงทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์อิสลาม เป็นอีกบทบาทที่ต้องจับตา
            ตอนต่อไปจะวิเคราะห์ผลกระทบด้านลบต่อ GCC หากอิรักสามารถปราบ IS
-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
เมื่อรัฐบาลอิรักเปิดฉากโจมตีเพื่อยึดคืนเมืองทิกริตจากกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) รัฐบาลโอบามาแสดงความกังวลว่าความขัดแย้งระหว่างซุนนี-ชีอะห์ในอิรักจะรุนแรงกว่าเดิม ทั้งๆ ที่รัฐบาลสหรัฐประกาศว่า IS เป็นภัยคุกคามต่อโลกและสหรัฐ จะต้องปราบปรามให้ราบคาบ และก่อนหน้าที่มีกระแสข่าวเรียกร้องให้อิหร่านส่งทหารเข้าร่วมรบทางภาคพื้นดิน และดูเหมือนว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่เห็นชอบที่ชาวชีอะห์อิรักจะทำหน้าที่ปกป้องมาตุภูมิของตน

รัฐบาลอิหร่านปัจจุบันต้องการปรับความสัมพันธ์รอบทิศกับประเทศเพื่อนบ้าน การเปลี่ยนตัวนายกฯ มาลิกี จึงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องราวของอิหร่านโดยตรง ทั้งในส่วนที่อิหร่านเกี่ยวข้องกับการเมืองอิรัก ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคตะวันออกกลาง และความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อาจมีผลต่อการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่านที่กำลังเข้มข้นในขณะนี้

รองประธานาธิบดีไบเดนอ้างว่ารัฐบาลตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ให้เงินและอาวุธกับผู้ก่อการร้าย รวมทั้งกลุ่ม IS แม้ว่าทำเนียบขาวจะชี้แจงว่าท่านไม่ได้ตั้งใจหมายความเช่นนั้นจริง แต่เป็นอีกข้อมูลอีกชิ้นที่ชี้ว่าชาติอาหรับให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย และเกิดคำถามว่าคำพูดของท่านสร้างความกระจ่างหรือสร้างความสับสนกันแน่

เนื่องจากรัฐบาลอิรักเห็นว่า GCC มีส่วนสนับสนุน IS ส่วน GCC มองว่ารัฐบาลอิรักในปัจจุบันคือพวกชีอะห์ ดังนั้นหาก IS พ่ายแพ้เท่ากับทำให้อิรักเข้มแข็งขึ้น ยิ่งใกล้ชิดกับอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่แข็งแกร่งกว่าเดิม 

5. GCC เดือดร้อน?หากอิรักชนะ IS (3)
GCC ประกาศชัดให้อัสซาดก้าวลงจากอำนาจ บางประเทศให้ความช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านอย่างเปิดเผย ให้ทั้งเงิน อาวุธ หาก IS ในอิรักพ่ายแพ้จะเป็นข่าวร้ายของ GCC พิสูจน์ว่าพวกชีอะห์อิรักมีความเข้มแข็งที่จะปกครองประเทศต่อไป ในภาพรวมสะท้อนความเข้มแข็งของชีอะห์ “จันทร์เสี้ยวชีอะห์” พิสูจน์ตนเองอีกครั้งว่าเข้มแข็งกว่าเดิม กระทบต่ออนาคตของ GCC อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

6ใครได้ใครเสีย หากอิรักชนะ IS (Ookbee)
สมรภูมิทิกริตไม่ใช่่เรื่องการปราบปรามผู้ก่อการร้าย IS ในอิรักเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายหลายประเทศ ที่ควรเอ่ยถึงได้แก่ 1.ชีอะห์อิรัก 2.อิหร่าน 3.ซุนนีอิรัก 4.พวกเคิร์ด 5.ซีเรีย 6.IS/ISIL/ISIS 7.รัฐบาลสหรัฐฯ 8.GCC ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ได้มีต่อการเมืองอิรักเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบภูมิภาคตะวันออกกลาง เกี่ยวข้องกับชาติมหาอำนาจ

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป


บรรณานุกรม :
1. จรัญ มะลูลีม, ผศ.ดร. (2558) Islamic State ในอิรักและซีเรีย ใน เอกสารประกอบการประชุมเชิงสัมมนาทางวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษา ครั้งที่ 2/2558 อาเซียนกับแนวโน้มการก่อการร้ายในอนาคต ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
2. ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (2557) ISIS กับการเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลาง จุลสารศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์, ฉบับที่ 9 ปี 2557, 32-33
3. Alliance to curb flow of funds, fighters to Islamic State. (2014, September 12). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/628601
4. Arab Gulf states reject Iran’s role in Iraq. (2015, March 13). Al Arabiya News. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2015/03/12/Arab-Gulf-states-reject-Iran-s-role-in-Iraq.html
5. Dakroub, Hussein. (2014, September 24). Nasrallah: Lebanon must not join U.S. anti-terror coalition. The Daily Star. Retrieved from http://www.dailystar.com.lb/News/Lebanon-News/2014/Sep-24/271761-nasrallah-lebanon-must-not-join-us-anti-terror-coalition.ashx#axzz3EDmpEZ7V
6. Isil terrorists do not represent Islam. (2014, August 18). Gulf News. Retrieved from http://gulfnews.com/opinions/editorials/isil-terrorists-do-not-represent-islam-1.1373601
7. King: No rest until we wipe out terror. (2014, October 6). Arab News/AP. Retrieved from http://www.arabnews.com/featured/news/640341
 8. Lippman, Thomas W. (2011). Saudi Arabia: A Controversial Partnership. In Akbarzadeh, Shahram (editor). America's Challenges in the Greater Middle East: The Obama Administration's Policies (pp.31-52). New York: Palgrave Macmillan.
9. Nakhleh, Emilea. Updated by Toth, Anthony B. (2004). GULF COOPERATION COUNCIL. In The Encyclopedia of the Modern Middle East and North Africa. (2nd Ed., pp.948-949). USA: Thomson Gale
10. Napoleoni, Loretta. (2014). The Islamist Phoenix: The Islamic State and the Redrawing of the Middle East. New York: Seven Stories Press.
11. Nordland, Rod. (2014, June 30). Russian Jets And Experts Sent to Iraq To Aid Army. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/06/30/world/middleeast/iraq.html?_r=0
12. Saudi king vows to crush terrorists. (2014, June 29). Gulf News. Retrieved from http://gulfnews.com/news/gulf/saudi-arabia/saudi-king-vows-to-crush-terrorists-1.1353522
13. ‘Urgent need’ for unified Arab force to counter radicals. (2015, March 10). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/716291
14. Wahab, Siraj. (2014, September 12). US-Arab coalition vows to crush. Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/featured/news/629026
15. Weiler, Thomas J. (2010). Gulf Cooperation Council. In The Encyclopedia of Middle East Wars: The United States in the Persian Gulf, Afghanistan, and Iraq Conflicts. (p.503). California : ABC-CLIO, LLC.
---------------------------------

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2558

นิวเคลียร์อิหร่านกับวาทกรรมของรัฐบาลโอบามา พรรครีพับลิกัน และนายกฯ เนทันยาฮู

15 มีนาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6703 วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2115152)

            โครงการนิวเคลียร์อิหร่านที่กำลังเจรจาเพื่อหาข้อตกลงฉบับถาวร กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวสุนทรพจน์พาดพิงรัฐบาลโอบามา เกิดวิวาทะระหว่างนายกฯ เนทันยาฮู รัฐบาลโอบามาและคนของพรรครีพับลิกัน

วาทะเนทันยาฮู สมาชิกพรรครีพับลิกัน :
นายกฯ  เนทันยาฮูได้รับเชิญจากพรรครีพับลิกันให้มาเยือนอเมริกา แสดงสุนทรพจน์ใจความว่าข้อตกลงที่รัฐบาลโอบามากำลังจะทำกับอิหร่าน “เป็นข้อตกลงที่แย่ แย่มาก ไม่มีข้อตกลงยังดีเสียกว่า” เพราะ “ไม่ป้องกันอิหร่านที่จะสร้างระเบิด” เห็นว่าสหรัฐควรเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรจนกว่าอิหร่านจะยอมละทิ้งโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมด
            ตลอดช่วงเวลาที่นายกฯ เนทันยาฮูเยือนสหรัฐ คนของพรรครีพับลิกันออกมากล่าวสนับสนุน วุฒิสมาชิกรีพับลิกัน 47 คนออกจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำประเทศอิหร่านเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ประกาศว่าประธานาธิบดีคนต่อไป (ชี้ว่าหมายถึงคนจากพรรครีพับลิกัน) อาจแก้ไขข้อตกลงใดๆ ที่ไม่ผ่านรัฐสภา และรัฐสภาในอนาคตอาจปรับแก้ข้อตกลงใดๆ ที่เกิดขึ้น
            นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าคือการปฏิเสธข้อตกลงนิวเคลียร์ ไม่ไว้หน้าประธานาธิบดีโอบามา สะเทือนถึงภาพลักษณ์การเมืองประเทศ
โมฮัมหมัด จาวัด ซารีฟ (Mohammad Javad Zarif) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โต้กลับชี้ให้เห็นความก้าวร้าวของรีพับลิกันว่า “วุฒิสมาชิกเหล่านี้ต้องรู้ว่าสหรัฐไม่ใช่โลกทั้งใบ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตั้งอยู่บนหลักกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงของรัฐบาลต่างๆ ไม่ใช่กฎหมายภายในของสหรัฐอเมริกา”

การตอบโต้ของรัฐบาลโอบามา :
            ซูซาน ไรซ์ (Susan Rice) ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีโอบามา ทบทวนประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิสราเอลว่า 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ยาวนานเกือบ 70 ปีแล้ว ประธานาธิบดีทรูแมนจากพรรคเดโมแครตเป็นคนแรกที่ประกาศยอมรับอิสราเอลในฐานะประเทศอธิปไตย ประธานาธิบดีนิกสันจากพรรครีพับลิกันเป็นคนที่ยืนเคียงข้างอิสราเอลในสงคราม Yom Kippur ประธานาธิบดีคาร์เตอร์เป็นคนที่ช่วยสร้างสันติภาพระหว่างอียิปต์กับอิสราเอลที่ยังยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้ ประธานาธิบดีคลินตันกับจอร์จ ดังเบิ้ลยู. บุชสนับสนุนอิสราเอลที่ต้องต่อสู้กับฮิซบอลเลาะห์กับฮามาส ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของผู้นำประเทศ หรือพรรคการเมือง แต่คือการเป็นพันธมิตรของ 2 ประเทศ
            “ความมั่นคงของอิสราเอล คือความมั่นคงร่วมของเรา เป็นวัตถุประสงค์ด้านการต่างประเทศเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่สุดของประธานาธิบดีโอบามา ให้มั่นใจว่าอิหร่านจะไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ดังที่ประธานาธิบดีโอบามากล่าวซ้ำหลายครั้งว่าพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์”

นอกจากโครงการนิวเคลียร์ที่เป็นปัญหา อิหร่านยังเป็นภัยคุกคามจากอีกหลายประเด็น เช่น สนับสนุนก่อการร้าย ละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง พยายามบั่นทอนเสถียรภาพของประเทศเพื่อนบ้าน สนับสนุนอัสซาด ฮามาสและฮิซบอลเลาะห์ คุกคามอิสราเอลอย่างหนัก รัฐบาลสหรัฐจะยังคงคว่ำบาตรอิหร่านในประเด็นเหล่านี้ จะยังคงต้านภัยคุกคามเหล่านี้
ประธานาธิบดีโอบามายืนยันว่านโยบายของตนคือ ใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันอิหร่านให้เจรจา ทศวรรษที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าอิหร่านจะยังคงพัฒนานิวเคลียร์ต่อไปแม้ถูกคว่ำบาตร (โดยเฉพาะสมัยมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) ประธานาธิบดีคนก่อน) หากจะให้อิหร่านระงับโครงการจำต้องให้เกิดความรู้สึกว่าการคว่ำบาตรถูกยกเลิก
หากบรรลุข้อตกลง ไม่เพียงแต่จะตัดช่องทางที่อิหร่านจะสามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ ยังจะมีกลไกคอยตรวจสอบติดตามว่าอิหร่านแอบดำเนินการในทางลับหรือไม่

วิเคราะห์วิวาทะ :
            หากฟังข่าวเผินๆ จะรู้สึกว่ามีความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างรัฐบาลโอบามา พรรครีพับลิกันและนายกฯ เนทันยาฮู แต่เมื่อพิจารณาข้อมูล วิเคราะห์อย่างถ่องแท้ พบว่า
            ประการแรก ทั้งรัฐบาลโอบามา พรรครีพับลิกัน รัฐบาลอิสราเอลมีเป้าหมายเดียวกัน
            ข้อเท็จจริงคือ ทั้ง 3 ฝ่ายต่างมีจุดยืนร่วมกันคือ “ห้ามอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์” ต่างกันเล็กน้อยตรงที่นายกฯ อิสราเอลมีจุดยืนว่าห้ามอิหร่านมี “ขีดความสามารถ” ที่จะสร้างอาวุธ แต่ผลสุดท้ายจะตรงกันหมด
            ไม่ว่ารัฐบาลโอบามา (พรรคเดโมแครต) จะขัดแย้งกับพรรครีพับลิกันอย่างไร 2 ฝ่ายมีท่าทีร่วมกันว่า “ห้ามอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์”
            ไม่ว่ารัฐบาลโอบามาจะมีวิวาทะกับนายกฯ เนทันยาฮูอย่างไร ทั้ง 2 รัฐบาลมีเป้าหมายร่วมคือ “ห้ามอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์”
            ดังนั้น ไม่ว่าสิ่งที่เห็น สิ่งที่ปรากฏจะเป็นอย่างไร ข้อสรุปสุดท้ายคือ “ห้ามอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์” แม้นายกฯ เนทันยาฮูไม่มาสหรัฐ ไม่แสดงสุนทรพจน์ราวกับต้องการตะโกนคำว่าเป็น “ข้อตกลงแย่”  แม้วุฒิสมาชิกพรรครีพันลิกัน 47 คน จะไม่ออกหนังสือเปิดผนึก หรือแม้กระทั่งรัฐบาลโอบามาไม่ตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆ
            ที่แตกต่างคือแต่ละฝ่ายจะมี ”ลีลา” อย่างไร เช่น แสดงท่าทางรักชาติยิ่งชีพ เข้มแข็งดุดันสมกับความเป็นมหาอำนาจ หรืออ่อนสุภาพลุ่มลึก

            ประการที่ 2 ทั้งพรรคเดโมแครต รีพับลิกัน รัฐบาลอิสราเอลถือว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม
ในกรอบที่กว้างกว่าอาวุธนิวเคลียร์ ประธานาธิบดีโอบามาย้ำว่าประเด็นที่เห็นร่วมกันคือ ทั้งคู่เห็นว่า “อิหร่านเป็นระบอบอันตราย ยังคงพัวพันเรื่องที่ขัดแย้งต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา อิสราเอลและภูมิภาค” “อิหร่านยังคงคุกคามอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง ออกแถลงการณ์ต่อต้านพวกยิว”
เรื่องที่จำต้องตระหนักคือ หากประเด็นนิวเคลียร์ได้ข้อยุติ ใช่ว่าสถานการณ์จะคืนสู่ความสงบ ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ขึ้นอยู่กับรัฐบาลสหรัฐจะหยิบยกให้เป็นประเด็นหรือไม่

          ประการที่ 3 ประเด็นที่พูดคือเรื่องเก่าเล่าใหม่
การเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้คือการเจรจาต่อเนื่องจากการเจรจาก่อนหน้านี้ ผลการเจรจาครั้งก่อนได้ข้อตกลงชั่วคราวที่เรียกกว่า Joint Plan of Action อิหร่านยอมลดหรือระงับโครงการบางส่วน แลกกับที่หลายประเทศคลายมาตรการคว่ำบาตร
ตั้งแต่เริ่มมีข้อตกลงฉบับชั่วคราว รัฐบาลอิสราเอลก็แสดงท่าทีไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว นายกฯ ทันยาฮูประกาศว่า “อิสราเอลไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าวและข้าพเจ้าขอประกาศชัดว่าจะไม่ยอมให้อิหร่านมีขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์”
            ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเนทันยาฮูพยายามชี้ชวนให้รัฐบาลโอบามากดดันอิหร่าน เช่น ให้ปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบปฏิกรณ์น้ำมวลหนัก (heavy-water reactor) ที่เมือง Arak หรือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง พร้อมกับยื่นเงื่อนไขว่าหากอิหร่านไม่ยอมปฏิบัติตามสหรัฐจะต้องเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรให้รุนแรงกว่าที่เป็นอยู่

            ส่วนจุดยืนของรัฐบาลโอบามาคงเดิมเรื่อยมา คือเคารพสิทธิของอิหร่านที่จะใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ เพียงแต่จะต้องเปิดเผยโปร่งใส ได้รับการตรวจสอบติดตาม
            ด้านพรรครีพับลิกันเห็นว่ายอมให้มากเกินไป สมาชิกพรรคบางคนแสดงท่าทีสอดคล้องกับนายกฯ เนทันยาฮู เช่น ต้องการให้อิหร่านละทิ้งโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด แม้ว่าจะใช้เพื่อสันติก็ตาม โดยอาศัยมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงเพื่อกดดันให้รัฐบาลอิหร่านยอมรับเงื่อนไข
            เมื่อดูข้อมูลย้อนหลังจะพบว่าท่าทีจุดยืนของรัฐบาลโอบามา พรรครีพับลิกัน และนายกฯ เนทันยาฮูเป็นเช่นนี้มาตลอด

ในเหตุวิวาทะล่าสุด ประธานาธิบดีโอบามายังกล่าวด้วยตนเองว่าท่าทีของนายกฯ เนทันยาฮูไม่มีอะไรใหม่ ประเด็นหลักที่แตกต่างคือทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์
            จะเห็นได้ว่าทุกฝ่ายพูดเหมือนเดิม ตอบเหมือนเดิม
            จึงเกิดคำถามว่าทำไมต้องพูดซ้ำอีกรอบ บางคนอาจตอบว่าเนื่องจากอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่กำลังทำข้อตกลงฉบับถาวร เป็นการย้ำเตือนจุดยืน การอธิบายเช่นนี้มีส่วนถูกแต่ไม่ครอบคลุม อาจถูกโต้กลับว่าทุกฝ่ายพูดซ้ำหลายรอบแล้วและยังคงรักษาจุดยืนเดิม ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร จะตอบอย่างไรอยู่แล้ว

วาทะเพื่อการเมืองภายใน :
            มีความเป็นไปได้ว่า นายกฯ เนทันยาฮูใช้เวทีที่สหรัฐหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปในวันอังคารที่ 17 มีนาคมนี้ ชี้ว่านโยบายของตนนั้นถูกต้องเหมาะสม (ขนาดพรรครีพับลิกันที่น่าจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปยังสนับสนุน) สื่อหลักของสหรัฐกับอิสราเอลต่างประโคมข่าวของท่าน (โดยไม่ต้องลงทุนซื้อโฆษณา) ยิ่งมีความขัดแย้งกับรัฐบาลโอบามา เกิดวิวาทะระหว่างกัน ทำให้สื่อนำเสนอข่าวต่อเนื่องหลายวัน
            คงต้องขอบคุณทั้งพรรครีพับลิกันกับรัฐบาลโอบามาที่ต่างได้แสดง “บทบาท” ของตน

            พรรคร่วมรัฐบาลอิสราเอลหลายคนออกมาชื่นชนสุนทรพจน์ของนายกฯ เนทันยาฮู แต่ในมุมของ Isaac Herzog แกนนำฝ่ายค้านเห็นว่าสุนทรพจน์ดังกล่าวไม่ช่วยยับยั้งอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งยังชี้ว่านโยบายของเนทันยาฮูมีแต่ทำให้อิสราเอลถูกโดดเดี่ยว “รังแต่ทำให้ความสัมพันธ์กับมหามิตรและพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ร้าวหนักกว่าเดิม”

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคมดูเหมือนว่าผู้มีบทบาทต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่านมากที่สุดคือรัฐบาลอเมริกันกับอิสราเอล ข้อเท็จจริงคือ ข้อตกลงต้องผ่านความเห็นชอบ การลงนามของคู่เจรจาทั้งหมด ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐ รัสเซีย จีนและเยอรมนี หรือที่เรียกว่า P5+1 ในการนี้ไม่ต้องการชื่อของอิสราเอล ทั้งยังมีคำถามว่ารัฐบาลเนทันยาฮูมีอิทธิพลชักจูงประเทศคู่เจรจาได้กี่ประเทศ
-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
สมาชิกรัฐสภาฝ่ายที่ต้องการให้อิหร่านละทิ้งโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ใช้การคว่ำบาตรอย่างรุนแรงเพื่อกดดันให้รัฐบาลอิหร่านยอมรับเงื่อนไข การเจรจาในช่วงนี้เป็นจุดสำคัญ เพราะหากเลยเส้นตาย 1 กรกฎาคม 2015 สหรัฐจะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะกลายเป็นหนึ่งในประเด็นหาเสียงอย่างสมบูรณ์ สถานการณ์จะซับซ้อนยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

ในมุมมองของอิสราเอล การขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์อิหร่านจะต้องควบคุมโครงการอิหร่านอย่างสมบูรณ์ ไม่ปล่อยให้มีโอกาสผลิตอาวุธได้แม้แต่น้อย เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวรัฐบาลอิสราเอลพร้อมที่จะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดสิทธิอันพึงมีของอิหร่าน อาศัยแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ อิทธิพลของสหรัฐ กดดันให้อิหร่านยอมกระทำตามความต้องการของตน

รัฐบาลอิสราเอลพูดอยู่เสมอว่าอิหร่านใกล้จะประสบความสำเร็จในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เป้าหมายคือทำลายล้างอิสราเอล แม้อิหร่านกับชาติมหาอำนาจ 6 ประเทศที่เรียกว่ากลุ่ม P-5+1 ได้ข้อตกลงฉบับชั่วคราวและเมื่อต้นเดือนเมษาที่ผ่านมาได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ นายกฯ เนทันยาฮูยังเชื่อเช่นเดิม สวนทางความจริงที่ว่า ทุกวันนี้โครงการฯ ของอิหร่านหดตัว อยู่ภายใต้การตรวจตราของ IAEA ซึ่งได้พิสูจน์ชัดแล้วว่าโครงการฯ ในขณะนี้มีเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น ความเข้าใจของนายกฯ เนทันยาฮูจึงกลายเป็นภาพหลอนที่คอยหลอกลอนให้หลายคนเชื่อเช่นนั้น

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Baker, Peter. (2015, March 6). G.O.P. Senators Write to Iran on Nuclear Pact. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/03/10/world/asia/white-house-faults-gop-senators-letter-to-irans-leaders.html
2. Deal reached on Iranian nuclear program. (2013, November 23). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2013/11/23/deal-reached-on-iranian-nuclear-program/
3. Doyle McManus. (2015, March 3). Herzog: Netanyahu's speech to Congress has politics written all over it. Los Angeles Times. Retrieved from http://www.latimes.com/opinion/op-ed/la-oe-mcmanus-netanyahu-speech-iran-politics-20150304-column.html
4. Lis, Jonathan. (2015, March 4). Herzog: Even after Netanyahu's speech, Israel is still isolated. Harretz. Retrieved from http://www.haaretz.com/news/diplomacy-defense/.premium-1.645231
5. Morello, Carol., & DeYoung, Karen. (2014, November 24). Iran nuclear talks extended for 7 months amid impasse ahead of deadline. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/at-deadline-iran-nuclear-talks-shift-to-efforts-at-keeping-negotiations-alive/2014/11/24/96e05284-73d0-11e4-a5b2-e1217af6b33d_story.html
6. Netanyahu: Deal with Iran a ‘historic mistake,’ Israel not bound by it. (2013, November 24). JTA. http://www.jta.org/2013/11/24/news-opinion/israel-middle-east/deal-with-iran-a-historic-mistake-netanyahu-says
7. The White House. (2013, September 24). Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly 24 September 2013
8. The White House. (2015, March 2). Remarks As Prepared for Delivery at AIPAC Annual Meeting by National Security Advisor Susan E. Rice. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2015/03/02/remarks-prepared-delivery-aipac-annual-meeting-national-security-advisor
9. The White House. (2015, March 3). Remarks by the President Before Meeting with Secretary of Defense Carter. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2015/03/03/remarks-president-meeting-secretary-defense-carter
10. Zarif to U.S. senators: You are ignorant of international law. (2015, March 9). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/component/content/article/94-headline/122464-zarif-to-us-senators-you-are-ignorant-of-international-law
---------------------------------

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

สมรภูมิทิกริต ตรรกะของรัฐบาลโอบามา

8 มีนาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6696 วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2109486)

1 มีนาคม ไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider al-Abadi) นายกรัฐมนตรีอิรักเรียกร้องให้กองกำลังซุนนีอิรักที่สนับสนุนกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ถอนตัวออกจาก IS ประกาศว่ากองกำลังรัฐบาลพร้อมเข้าปราบผู้ก่อการร้ายในเมืองทิกริต (Tikrit) บ้านเกิดของอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน
            ทิกริตตกอยู่ในความควบคุมของ IS ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายนปีที่แล้ว เมืองนี้เดิมมีประชากรราว 260,000 คน เกือบทั้งหมดเป็นซุนนี ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา กองทัพรัฐบาลสามารถยึดพื้นที่คืนบางจุด และเคยพยายามยึดทิกริตคืนแต่ล้มเหลวเรื่อยมา สมรภูมิทิกริตจึงสำคัญ วัดขีดความสามารถของฝ่ายรัฐบาล นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าจะจะเกิดสงครามนองเลือดในเมือง เนื่องจากชาวเมืองเป็นพวกซุนนี
            วันถัดมากองทัพรัฐบาลอิรักร่วมกับกองกำลังชีอะห์อิรักบุกเมืองทิกริต เปิดฉากการรบครั้งใหญ่ที่สุดของฝ่ายรัฐบาล แหล่งข่าวระบุว่าฝ่ายรัฐบาลระดมทหารราว 15,000 นาย ร่วมกับกองกำลังชีอะห์อีก 15,000 นายเข้าร่วมรบ พร้อมปืนใหญ่และเครื่องบินรบของกองทัพ

ตรรกะของรัฐบาลโอบามา :
            รัฐบาลโอบามาแสดงความกังวลว่าสมรภูมิทิกริตจะดึงอิหร่านเข้ามาเกี่ยวข้อง ปลุกเร้าความขัดแย้งระหว่างซุนนี-ชีอะห์ Ash Carter รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐชี้ว่าคองเกรสกังวลว่าสมรภูมิทิกริตจะยิ่งเพิ่มความขัดแย้งทางนิกายศาสนา “การยึดถือนิกาย (Sectarianism) คือต้นเหตุที่นำ (อิรัก) มาสู่ (สถานการณ์) อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงมองด้วยความกังวล”
Martin Dempsey ประธานคณะเสนาธิการทหารผสมสหรัฐ (chairman of the Joint Chiefs of Staff) ชี้ว่าการมีส่วนร่วมของอิหร่านเป็นเรื่องดีถ้าไม่กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างนิกาย ครั้งนี้ “อิหร่านให้การสนับสนุนมากที่สุด ให้ทั้งปืนใหญ่และอื่นๆ” “ปัญหาอย่างเดียวคืออาจก่อเกิดปัญหาทางนิกายศาสนา” (sectarianism)
            ข้อกังวลของรัฐบาลโอบามาคือ สมรภูมิทิกริตจะเพิ่มความขัดแย้งทางศาสนา เนื่องจากอิหร่านมีส่วนเกี่ยวข้อง ภายใต้ตรรกะดังกล่าวมีประเด็นวิพากษ์ ดังนี้

            ประการแรก รัฐบาลโอบามาไม่เอ่ยถึงสงครามครูเสด
            ถ้ายึดข้อมูลที่ปรากฎดูเหมือนว่ารัฐบาลโอบามาจะกังวลเรื่องความขัดแย้งระหว่างชีอะห์กับซุนนี แต่ไม่เอ่ยถึงการที่ IS ประกาศสงครามกับสหรัฐและพันธมิตรตั้งแต่ต้นเมื่อสถาปนารัฐอิสลาม ถือว่าเป็นการทำสงครามครูเสด (Crusade) ต่อต้านพวกนับถือคริสต์โดยเฉพาะพวกชาวตะวันตก
นาย Muhammad al-Adnani โฆษกของ IS ประกาศให้สมาชิก IS สังหารพลเรือนตะวันตกด้วยทุกวิถีทาง เป็นการต่อต้าน “พวกนักรบครูเสด” “ถ้าคุณสามารถสังหารพวกนอกรีตชาวอเมริกันหรือยุโรป ให้สังหารด้วยวิธีการใดๆ ก็ได้ “จงสังหารพวกนอกรีตไม่ว่าเขาเป็นพลเรือนหรือทหาร เนื่องจากพวกเขาอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน พวกเขาต่างเป็นคนนอกรีต”
            แถลงการณ์อีกตอนหนึ่งเอ่ยถึงการต่อสู้อย่างไม่สิ้นสุดว่า “ถ้าพวกเราไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ลูกหลานของเราจะบรรลุเป้าหมาย” ความอีกตอนกล่าวว่า “โอ อเมริกา โอ พันธมิตรของอเมริกา และพวกครูเสด จงรู้ว่าเรื่องนี้อันตรายมากกว่าที่คุณจินตนาการและใหญ่กว่าที่คุณคาดคิด”
            แม้ประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะยืนยันหลายครั้งว่า “สหรัฐอเมริกาไม่ได้และไม่เคยทำสงครามกับอิสลาม” การปราบปราม IS ไม่ใช่สงครามครูเสด แต่พวก IS ย่อมไม่ฟังคำเหล่านี้
            ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาการมุ่งเป้าชาติตะวันตกได้ปรากฏให้เห็นแล้วในหลายประเทศ

            ภายใต้กรอบความคิดนี้ ดูเหมือนว่า รัฐบาลโอบามาไม่กลัวว่าการทำสงครามต่อต้าน IS จะเป็นการนำชาวอเมริกันทั้งประเทศและชาวตะวันตกอื่นๆ ให้เป็นเป้าผู้ก่อการร้าย กลับเป็นห่วงความขัดแย้งทางศาสนาในอิรักมากกว่า
            ล่าสุดเมื่อต้นมีนาคม 2015 กระทรวงกลาโหมสหรัฐจัดให้การปราบปราม IS เป็น 1 ใน 2 ภารกิจที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง เจ้าหน้าที่สหรัฐกว่า 2,600 คนในกำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลอิรัก ช่วยฝึกกองกำลังอิรัก ฯลฯ สหรัฐกับพันธมิตรยังคงดำเนินตามยุทธการ “Operation Inherent Resolve” นับจากเริ่มปฏิบัติการเมื่อเดือนสิงหาคม 2014 กองกำลังสหรัฐสามารถสังหาร IS ได้กว่า 8,500 นาย
            ถ้า IS อยากแก้แค้น ชาวอเมริกันน่าจะเป็นเป้าหมายเลข 1

            ประการที่ 2 รัฐบาลโอบามาเคยขอให้อิหร่านส่งทหารเข้าร่วมรบ
            เรื่องน่าประหลาดกว่าสงครามครูเสด คือเมื่อ IS เริ่มบุกยึดพื้นที่อิรักอย่างรวดเร็ว มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลโอบามาเรียกร้องให้อิหร่านส่งทหารเข้าร่วมรบทางภาคพื้นดิน ส่วนสหรัฐกับพันธมิตรจะทำหน้าที่สนับสนุนทางอากาศ ในขณะนั้นรัฐบาลโอบามาไม่กังวลว่าหากอิหร่านเข้าร่วมรบจะเป็นการชักนำให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างนิกายศาสนา
            ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธทันควัน นาย Ali Shamkhani เลขาธิการคณะมนตรีความมั่งสูงสุดแห่งชาติ (Supreme National Security Council) ปฏิเสธว่าอิหร่านกับสหรัฐอาจร่วมมือกันโจมตี ISIL ยืนยันว่ารัฐบาลอิหร่านจะพิจารณายื่นมือช่วยอิรักก็ต่อเมื่อได้รับการร้องขออย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอิรัก
นายพล Hassan Firouzabadi หัวหน้าเสนาธิการทหารกล่าวทำนองเดียวกันว่า อิหร่านจะไม่มีวันร่วมมือกับสหรัฐสู้กับพวก ISIL ทั้งยังอ้างว่ารัฐบาลสหรัฐเกี่ยวข้องกับ ISIL
            จึงสรุปข้อนี้ได้ว่า อิหร่านถูกกล่าวว่าอยู่เบื้องหลังสนับสนุนกองกำลังชีอะห์อิรัก เป็นเหตุให้รัฐบาลโอบามากังวลว่าจะเพิ่มความขัดแย้งทางศาสนา ทั้งๆ ที่ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้รัฐบาลโอบามาเรียกร้องให้อิหร่านส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน
            เป็นอีกตรรกะที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน

            ประการที่ 3 ชาวอิรักทุกคนมีหน้าที่ปกป้องประเทศ
            ข้อเท็จจริงคือ พวก IS มุ่งเป้าชีอะห์อยู่แล้วเนื่องจากเป้าหมายของ IS คือสร้างรัฐอิสลามภายใต้แนวทางของตน พยายามเปลี่ยนพวกซุนนีอิรักให้ถือแนวทางนี้ ส่วนชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ผู้นับถือศาสนาความเชื่ออื่นๆ ในพื้นที่จะถูกกวาดล้าง ผู้ไม่หนี ไม่ถูกสังหาร จะถูกใช้ประโยชน์ในฐานะทาส
หน่วยงานของสหประชาชาติ 2 แห่ง คือ UN Assistance Mission for Iraq (UNAMI) กับ Office of the UN High Commissioner for Human Rights (OHCHR) ได้ร่วมกับสำรวจ ติดตามสถานการณ์อิรักในช่วง 11 กันยายนจนถึง 10 ธันวาคม 2014 พบว่าชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติและศาสนาที่ตกเป็นเป้ามักถูกสังหาร ลักพาตัว ข่มขืน ละเมิดทางเพศ บังคับให้เป็นทาส บังคับใช้แรงงานเด็ก ทำลายศาสนสถานทั้งของซุนนี ชีอะห์ พวกคริสต์ เป้าหมายหลักคือเพื่อทำลาย ขับไล่คนเหล่านี้ออกจากพื้นที่อย่างถาวร

            การที่ทหารตำรวจอิรัก ประชาชนชีอะห์จับอาวุธขึ้นต่อสู้ เรื่องเช่นนี้รัฐบาลโอบามาจะถือว่าพวกเขากำลังปกป้องมาตุภูมิหรือไม่ ดูเหมือนว่ารัฐบาลโอบามาพยายามจะเบี่ยงประเด็นให้ความสำคัญกับเรื่องความขัดแย้งระหว่างนิกายศาสนา
Mueen al-Kadhimy แกนนำคนหนึ่งที่สนับสนุนกองกำลังติดอาวุธชีอะห์กล่าวว่า “พวกอเมริกันคิดว่าพวกเรากองกำลังติดอาวุธไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะที่พวกเรากำลังปกป้องประเทศ ช่วยเหลือรัฐบาลของเรา ... พวกเราคือประชาชนอิรัก
            ถ้ายึดกรอบความคิดรัฐบาลโอบามา ชาวชีอะห์อิรักที่พยายามทำหน้าที่พลเมืองเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

ก่อนเปิดฉากการรบนายกฯ อาบาดีเรียกร้องให้กองกำลังซุนนีอิรักที่สนับสนุน IS ถอนตัวออกจาก IS ประกาศว่าจะให้อภัยแก่พวกซุนนีที่เคยสนับสนุน IS หากพวกเขา “วางอาวุธและเข้าร่วมกับประชาชน กองกำลังของรัฐเพื่อช่วยกันปลดปล่อยเมือง”
            หากชาวอิรักคนหนึ่งช่วย IS แม้เป็นชาวอิรักแท้ๆ ย่อมมีโทษเป็นผู้ก่อการร้ายหรือสมคบคิด ไม่ว่าผู้นั้นจะนับถือศาสนานิกายใด เรื่องทำนองนี้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย

ควรทำสงครามหรือควรปล่อยให้ยืดเยื้อออกไป :
            การทำสงครามย่อมมีผู้บาดเจ็บล้มตาย หากหลีกเลี่ยงสงครามได้ย่อมเป็นเรื่องดี คำถามที่สำคัญกว่าคือ ในกรณีอิรักควรเลี่ยงสงครามเพื่อป้องกันคนบาดเจ็บล้มตายหรือไม่
            ในกรณีนี้ หากหลีกเลี่ยงสงครามเท่ากับยอมแพ้ผู้ก่อการร้าย ยอมให้เกิดรัฐอิสลามอย่างถาวร พวกเขาจะเติบใหญ่ เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นต่อไป ได้แก่ การข่มขืนสตรี สตรีกลายเป็นสินค้าที่วางขายในตลาด เด็กๆ ในพื้นที่ถูกอบรมสั่งสอนกลายเป็นพวกตักฟีรีย์ ความพยายามสถาปนารัฐอิสลามตามแนวทางของ IS จะขยายตัวในพื้นที่อื่นๆ อีกหลายแห่งทั่วโลก
            ประธานาธิบดีโอบามาเคยกล่าวว่า ISIL เป็นภัยคุกคามต่อประชาชนอิรักกับซีเรีย และต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง “หากปล่อยทิ้งไว้ ภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายเหล่านี้จะเติบใหญ่ขึ้นเหนือกว่าระดับภูมิภาค และจะคุกคามแม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา”
หากปล่อยทิ้งไว้จะมีผู้บาดเจ็บล้มตายอีกมาก และอีกมากกว่านั้นที่ถูกกดขี่ข่มเหง ปัญหาไม่จบไม่สิ้น

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา กองกำลังอากาศที่นำโดยสหรัฐทำได้เพียงบั่นทอนพลังอำนาจ สกัดกั้นไม่ให้กองกำลัง IS รุกคืบ แต่ไม่อาจกวาดล้าง IS อย่างราบคาบ ที่ผ่านมารัฐบาลโอบามาพยามยามชี้ว่าความขัดแย้งในอิรักต้องมุ่งแก้ให้ประเทศมีเอกภาพ ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แล้วจึงร่วมกันต่อต้าน IS
            คำอธิบายลักษณะนี้มีส่วนถูกต้องอยู่บ้าง แต่ต้องผ่านกระบวนการปราบปราม IS ก่อน ในทางกลับกันหากยิ่งปล่อยให้ IS อยู่ในอิรักเนิ่นนานเพียงใด จะยิ่งทำให้พวกเขาเติบโต ยากแก่การปราบปราม ยากแก่การสร้างความปรองดอง

            เรื่องความขัดแย้งระหว่างซุนนี-ชีอะห์อิรักนั้นเป็นจริงและมีมานานแล้ว ถ้ามองเฉพาะหลังรับมอบประชาธิปไตยจากสหรัฐ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมานับจากรัฐบาลมาลิกีจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน พวกซุนนีบางกลุ่มเห็นว่ารัฐบาลที่นายกฯ เป็นชีอะห์มักกดขี่ข่มเหงพวกตน อดีตรัฐบาลมาลิกีรวบอำนาจ กำจัดคู่แข่งทางการเมือง พวกซุนนีถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย
            การทำสงครามปราบปราม IS อาจเพิ่มความร้าวฉานระหว่างคน 2 กลุ่ม แต่ดังที่วิเคราะห์ข้างต้นว่าต้องแยกแยะระหว่างการต่อต้าน IS กับความขัดแย้งระหว่างคน 2 กลุ่มนี้ ประเด็นจึงอยู่ที่ กองกำลังฝ่ายรัฐบาลจะต้องสามารถแยกแยะรู้ว่าตนกำลังทำหน้าที่ปราบ IS ไม่ใช่พวกซุนนี และทำอย่างไรรัฐบาลจึงจะสามารถสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในหมู่ประชาชนของตน
            ทั้งหมดนี้ต้องเริ่มด้วยหลักการ ทัศนคติที่ถูกต้อง ทุกฝ่ายยอมรับเช่นกัน
-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
นูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง หลังกองทัพสหรัฐฯ ถ่ายโอนอำนาจการปกครองคืนแก่ชาวอิรัก ความไม่พอใจของพวกซุนนี การก่อการของ IS และรัฐบาลโอบามาตัดสินใจยุติสนับสนุนนายกฯ มาลิกี เป็นเหตุผลแรกที่ต้องเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศอิรัก การที่รัฐบาลมาลิกีร่วมมือกับอิหร่านและซีเรียมากขึ้น เกิดภาพของขั้ว “ผู้นำชีอะห์” เป็นเหตุผลที่ 2

รัฐบาลอิหร่านปัจจุบันต้องการปรับความสัมพันธ์รอบทิศกับประเทศเพื่อนบ้าน การเปลี่ยนตัวนายกฯ มาลิกี จึงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องราวของอิหร่านโดยตรง ทั้งในส่วนที่อิหร่านเกี่ยวข้องกับการเมืองอิรัก ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคตะวันออกกลาง และความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อาจมีผลต่อการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่านที่กำลังเข้มข้นในขณะนี้

ประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าวิธีต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS ที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้คือใช้กำลังทางอากาศ สนับสนุนพันธมิตรและหุ้นส่วน เพิ่มการสนับสนุนกองกำลังประเทศอื่นๆ ที่เข้ารบทางภาคพื้นดิน เป็นการแสดงให้โลกเห็นถึงภาวะผู้นำของอเมริกา แต่จนบัดนี้ รัฐบาลโอบามายังไม่ใช้คำว่า “ทำสงครามกับ IS” ในขณะที่ IS แถลงอย่างชัดเจนให้สมาชิกสังหารชาวตะวันตกทุกประเทศที่เข้าร่วมโจมตี IS ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นทหารหรือพลเรือน ดังนั้น โอกาสที่ IS จะก่อความรุนแรงในประเทศอื่นๆ ย่อมมีตลอดเวลา

อีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Barnard, Anne. (2015, March 4). Iraqi Campaign to Drive ISIS From Tikrit Reveals Tensions With U.S. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/03/04/world/middleeast/iraq-drive-against-isis-reveals-tensions-with-us.html?_r=0
2. Claudette Roulo. (2015, March 3). Officials Outline Policy, Posture in Middle East. U.S. Department of Defense. Retrieved from http://www.defense.gov/news/newsarticle.aspx?id=128284
3. Iran will mull over helping Iraq fight ISIL if official request made: SNSC chief. (2014, June 15). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/politics/116315-iran-will-mull-over-helping-iraq-fight-isil-if-official-request-made-snsc-chief
4. Iran will never cooperate with U.S. in war against ISIL: top commander. (2014, June 18). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/politics/116384-iran-will-never-cooperate-with-us-in-against-isil-top-commander
5. Iraq launches offensive to take back Tikrit from ISIL. (2015, March 2). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2015/03/iraq-launches-offensive-tikrit-isil-150301181442703.html
6. Iraqi army, Shi’ite militias launch attacks north of Baghdad. (2015, March 2). The Globe and Mail/Reuters. Retrieved from http://www.theglobeandmail.com/news/world/iraqi-army-shiite-militias-launch-attacks-north-of-baghdad/article23240894/
7. Iraqi PM gives Sunni tribal fighters ultimatum before Tikrit attack. (2015, March 1). CBCNews/AP. Retrieved from http://www.cbc.ca/news/world/iraqi-pm-gives-sunni-tribal-fighters-ultimatum-before-tikrit-attack-1.2977777
8. Rasheed, Ahmed., & Evans, Dominic. (2015, March 4). Iraqi forces try to seal off Islamic State around Tikrit. Reuters. Retrieved from http://uk.reuters.com/article/2015/03/04/uk-mideast-crisis-iraq-idUKKBN0LZ0Z020150304
9. The White House.  (2014, June 12). Press Briefing by Press Secretary Jay Carney, 6/12/2014. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/06/12/press-briefing-press-secretary-jay-carney-6122014
10. The White House. (2014, September 10). Statement by the President on ISIL. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/10/statement-president-isil-1
11. The White House. (2014, September 24). Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly
12. UN Assistance Mission for Iraq (UNAMI)., & Office of the UN High Commissioner for Human Rights. (2015, February 23). Report on the Protection of Civilians in the Armed Conflict in Iraq: 11 Sep to 10 Dec 2014. Retrieved from http://www.uniraq.org/index.php?option=com_k2&view=item&id=3316:iraq-un-report-documents-human-rights-violations-of-increasingly-sectarian-nature&Itemid=605&lang=en
13. US general Martin Dempsey says Iranian hand in Iraq could turn out well. (2015, March 4). The Indian Express/AP. Retrieved from http://indianexpress.com/article/world/middle-east-africa/us-general-says-iranian-hand-in-iraq-could-turn-out-well/
14. Wroe, David. (2014, September 22). Islamic State followers urged to attack Australians by any means possible. The Sydney Morning Herald. Retrieved from http://www.smh.com.au/federal-politics/political-news/islamic-state-followers-urged-to-attack-australians-by-any-means-possible-20140922-10kg74.html
---------------------------------

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” (preemption) : จากบุชถึงโอบามา

1 มีนาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6689 วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2104459)

           “รายงานยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” (National Security Strategy Report) ฉบับ 2015 ที่นำเสนอต่อสาธารณชนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ยังคงชี้ว่าการก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามสำคัญ เมื่อย้อนมองอดีตเป็นที่ทราบทั่วไปว่าการก่อการร้ายกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงหลังเหตุวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช (George W. Bush) เอ่ยถึงหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” (preemption) เป็นครั้งแรก ชี้ว่ายุทธศาสตร์ป้องปรามและปิดล้อมที่ใช้ในยุคสงครามเย็นไม่เหมาะสมอีกต่อไป “ถ้าเรารอให้ภัยคุกคามก่อตัวจนเต็มที่ เรารอนานเกินไป เราต้องสู้กับศัตรู ทำลายแผน และเผชิญหน้าภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดก่อนที่ภัยจะปะทุออกมา”
กันยายน 2002 รัฐบาลบุชประกาศยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ บรรจุหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” นับจาก 11 กันยายน 2001 บัดนี้เข้าสู่ปีที่ 14 ที่สหรัฐยังคงทำสงครามต่อต้านก่อการร้าย บทความนี้จะนำเสนอหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” พร้อมข้อวิพากษ์ ดังนี้

ย้อนดูประวัติศาสตร์ และนิยาม :
            หลัก “ชิงลงมือก่อน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในปี 431 ก่อนคริสตศักราช สปาร์ตา (Sparta) กับเอเธนส์ (Athens) ทำสงครามกัน ธูซิดดิดีส (Thucydides) อธิบายว่าเดิม 2 รัฐอยู่ด้วยกันอย่างสงบ แต่เมื่อสปาร์ตาเห็นว่าเอเธนส์มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ และเกรงว่าสักวันหนึ่งอาจรุกรานสปาร์ตา จึงตัดสินใจชิงโจมตีเอเธนส์ก่อน
            ปี 1967 อิสราเอลโจมตีฐานทัพอากาศอียิปต์ เนื่องจากเห็นว่าอียิปต์กำลังวางแผนโจมตีตน จึงลงมือก่อนเพื่อป้องกันตนเอง
            2 ตัวอย่างข้างต้นชี้ว่าการชิงลงมือก่อนเป็นหลักการที่ใช้มาแต่อดีตและเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่านิยาม “ชิงมือก่อน” จะเป็นอย่างไร

            จากการประมวลข้อมูลสรุปได้ว่า หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” (preemption) ของสหรัฐ หมายถึง สหรัฐมีความตั้งใจโจมตีข้าศึกที่แสดงท่าทีคุกคามก่อนที่พวกเขาลงมือจริง จะไม่รอให้ถูกโจมตีก่อนจึงโต้กลับ ด้วยความเชื่อที่ว่าตนมีสิทธิและความชอบธรรมที่จะชิงโจมตีประเทศใดๆ ที่เห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อตนเอง ถ้าเป็นภัยคุกคามที่จวนจะถึงตัวแล้ว (imminent threat) การชิงลงมือก่อนเป็นการป้องกันตนเองรูปแบบหนึ่ง
            และตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่า “ยิ่งปล่อยไว้ ภัยคุกคามจะยิ่งใหญ่โต ยิ่งยากแก่การป้องกัน” โดยเฉพาะหากผู้ก่อการร้ายคิดจะโจมตีด้วยอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction : WMD)
            การชิงลงมือก่อนยังหมายถึงสหรัฐพร้อมจะรุกรบและกระทำการฝ่ายเดียว (act unilaterally) ไม่รอการรับรองจากสหประชาชาติ เช่น การทำสงครามโค่นล้มรัฐบาลซัดดัม ฮุสเซนในอิรัก

            ประเด็นที่ไม่ควรละเลยคือ ภายใต้ยุทธศาสตร์ต่อต้านก่อการร้ายที่เชื่อมโยงกับหลัก “ชิงลงมือก่อน” รัฐบาลสหรัฐเพิ่มความสำคัญกับการส่งเสริมประชาธิปไตย การค้าเสรี และให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศยากจน
            เป้าหมายคือเปลี่ยนรัฐบาลที่สนับสนุนก่อการร้ายมาเป็นรัฐบาลระบอบประชาธิปไตย ดังเช่นกรณีล้มรัฐบาลซัดดัม ฮุสเซน รัฐบาลตาลีบัน (Taliban) ในอัฟกานิสถานแล้วตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ด้วยความเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยจะเป็นภูมิคุ้มกันระบอบสุดโต่ง (extremist regimes) กับการก่อการร้าย
            การค้าเสรีเป็นอีกเรื่องที่ใช้ต่อสู้ก่อการร้าย ด้วยความเชื่อว่าคนจะไม่เป็นผู้ก่อการร้ายหากมีกินมีใช้ ประเทศเจริญมั่งคั่ง พวกผู้ก่อการร้ายมักเกิดในประเทศยากจน

ความสับสนของหลักนิยม :
หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” ที่ประกาศในสมัยประธานาธิบดีบุชจำกัดขอบเขตในกรอบนิยามว่าเป็นส่งกองทัพเข้ารุกรานอย่างเปิดเผย ในความเป็นจริงรัฐบาลอเมริกันในอดีตหลายชุดดำเนินนโยบายต่อต้านรัฐบาล กลุ่มองค์กรใดๆ ที่เป็นภัยคุกคาม ใช้ปฏิบัติการลับ (covert action) กำจัด บ่อนทำลาย โค่นล้มรัฐบาล องค์กรเหล่านั้น เรื่องทำนองนี้มีหลักฐานมากมาย และรัฐบาลสหรัฐยอมรับในบางกรณี
            เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น “การชิงลงมือก่อน” น่าจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
ประเภทแรก คือ การส่งกองทัพเข้ารุกรานอย่างเปิดเผย เช่น กรณีอิรัก
            ประเภทที่ 2 คือ ปฏิบัติการลับทั้งเศรษฐกิจการเมืองและการทหาร ถ้าปฏิบัติการเหล่านั้นมาจากวัตถุประสงค์เพื่อ “ชิงลงมือก่อน”
            ทั้งหมดนี้คือ “การชิงลงมือก่อน” ก่อนที่ผู้ก่อการร้าย พวกสุดโต่ง ปรปักษ์ทั้งหลายจะโจมตีสหรัฐ ก่อนที่พวกเขาจะเติบใหญ่แข็งแรงกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรง เหมือนกรณีสปาร์ตากับเอเธนส์
            และไม่ควรอ้างอิงนิยามของสหรัฐที่ก่อให้เกิดความสับสน ไม่ครอบคลุม

การใช้ในยุคบุช ปัญหาจากอิรัก :
            หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” รัฐบาลบุชนำไปใช้ครั้งแรกเมื่อทำสงครามกับอิรัก โดยอ้างว่ารัฐบาลซัดดัม ฮุสเซนสั่งสมอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) จำนวนมาก ชี้ว่ารัฐบาลซัดดัมมีประวัติใช้ WMD กับประชาชนของตนเอง จึงเห็นว่าเป็นภัยคุกคามที่จวนตัว
            ก่อนที่รัฐบาลบุชจะส่งกองทัพบุกอิรัก ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับหลักนิยมไปโจมตีชาวบ้านก่อน บางคนเกรงว่าจะยิ่งเป็นเหตุให้ประเทศตกเป็นเป้าก่อการร้าย พันธมิตรหลายประเทศไม่เห็นด้วยเช่นกัน แต่ไม่อาจต้านทานการตัดสินใจของประธานาธิบดีบุช
            กระแสต่อต้านพุ่งขึ้นถึงขีดสุดเมื่อรัฐบาลบุชไม่สามารถแสดงหลักฐานว่ามี WMD ในอิรัก ขัดแย้งกับหลักนิยมที่ว่าชิงโจมตีก่อนเนื่องจาก “ภัยคุกคามนั้นมีอยู่จริง”

            ในที่สุดรัฐบาลบุชยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายข่าวกรอง ซึ่งเท่ากับยอมรับว่าหลักนิยมนี้มีจุดอ่อนในตัวเอง ทั้งยังเกิดคำถามตามมาว่านอกจากอิรักแล้ว อิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจวนตัวด้วยหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลบุชประกาศว่าทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” (Axis of Evil) เป็นรัฐอันธพาล (rogue states)
            ทุกวันนี้พิสูจน์แล้วว่าอิหร่านมีโครงการพัฒนานิวเคลียร์ แต่เป็นโครงการที่ใช้ในระดับพลเรือน ยังห่างไกลจากขั้นการใช้ทางทหาร ส่วนกรณีเกาหลีเหนือ รัฐบาลเปียงยางได้ทดลองจุดระเบิดนิวเคลียร์ในห้องทดลอง 2 ครั้งเมื่อปี 2006 กับ 2009 รัฐบาลโอบามาไม่ถือว่าทั้ง 2 กรณีเป็นภัยคุกคามที่จวนตัว จัดการกรณีเกาหลีเหนือด้วยการคว่ำบาตร เจรจาเพื่อขอให้ยกเลิกโครงการ พร้อมกับติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น
            รัฐบาลโอบามาจึงต่างจากรัฐบาลบุช ไม่เห็นว่าอิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามร้ายแรง การตัดสินชี้ขาดเป็นอัตวิสัย (subjective) ขึ้นกับการพินิจพิเคราะห์ของแต่ละรัฐบาล
นี่เป็นการวิเคราะห์ในแง่มุมหนึ่ง มีความถูกต้องในระดับหนึ่ง

การปรับเปลี่ยนหลัก “ชิงลงมือก่อน” :
            หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” ตามแนวทางของรัฐบาลบุชถูกนำไปใช้ครั้งแรกเพื่อทำสงครามกับอิรัก และเป็นต้นเหตุให้รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับหลักนิยมนี้ ทั้งนี้เกิดจากเหตุผลหลัก 4 ประการ ได้แก่
            ประการแรก ชาวอเมริกันไม่สนับสนุน
สงครามอิรักเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ประธานาธิบดีบุชกับพรรครีพับลิกันสูญเสียคะแนนนิยม บารัก โอบามาจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรก
            ประการที่ 2 การทำสงครามครั้งนี้สหรัฐต้อง “จ่ายราคา” อย่างหนัก
            คุณ Linda Bilmes นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Harvard ประเมินว่ารัฐบาลสหรัฐใช้งบประมาณราว 4-6 ล้านล้านดอลลาร์ในการทำสงครามต่อต้านก่อการร้ายในอัฟกานิสถานกับอิรัก งบประมาณที่ใช้ใน 2 สมรภูมิดังกล่าว ทำให้รัฐบาลก่อหนี้เพิ่มขึ้นราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของหนี้สินที่เพิ่มขึ้นในช่วงปี 2001-2012 และเห็นว่าประสบการณ์ค่าใช้จ่ายที่มหาศาลจาก 2 สมรภูมินี้ จะเป็นแรงกดดันหากรัฐบาลคิดจะทำสงครามอีก
            ไม่รวมทหารอเมริกันอีกหลายพันนายที่สูญเสียชีวิตจากสงคราม ผู้บาดเจ็บพิการจำนวนมาก
            ประการที่ 3 ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ
            วิกฤตเศรษฐกิจ 2008 สร้างความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจที่ใช้จ่ายเกินตัวทำให้หนี้สินพอกพูนเพิ่มมากขึ้นทุกปี อย่างไรก็ตาม 2-3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลโอบามาประสบความสำเร็จในการพาประเทศออกจากวิกฤต เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ การจ้างงานดีขึ้น แต่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัว เห็นว่าต้องปรับลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งงบประมาณกลาโหมด้วย
ประการที่ 4 ทำลายภาพลักษณ์ในสายตาต่างชาติ
เนื่องจากพันธมิตรหลายประเทศไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้น อีกทั้งพิสูจน์แล้วว่าข้ออ้างของบุชเป็นเท็จ ผู้เชี่ยวชาญบางคนถึงกับชี้ว่าบทบาทของสหรัฐในสายตานานาชาติตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือนับตั้งแต่สหรัฐเป็นอภิมหาอำนาจ

            จากปัญหาทั้ง 4 ประการ ประธานาธิบดีโอบามาแก้ไขด้วยการถอนทหารออกจากอิรักกับอัฟกานิสถาน ยับยั้งชั่งใจที่จะส่งทหารเข้าร่วมรบในภาคพื้นดิน เช่น กรณีซีเรีย สงครามต่อต้านกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ปรับลดกำลังพลเพื่อประหยัดงบกลาโหม กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยหลายมาตรการ เช่น มาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน (Quantitative Easing: QE) ที่ได้ผลดี
            ในด้านความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ รัฐบาลพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันพันธมิตร ใช้หลักการเป็น “หุ้นส่วนที่ร่วมแบกรับภาระในอันที่จะรักษาสันติภาพและความมั่งคั่งของโลก”
            คำถามที่สำคัญคือ รัฐบาลโอบามาได้ละทิ้งหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” หรือไม่ หรือเป็นเพียงปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพราะยุทธศาสตร์หลักยังคงอยู่ ทั้งการเผยแพร่ประชาธิปไตย ส่งเสริมการค้าเสรี ปฏิบัติการโจมตีก่อการร้ายในประเทศต่างๆ โดยไม่ผ่านการรับรองจากสหประชาชาติ

สรุป :
รัฐบาลบุชพยายามให้ชี้ว่าผู้ก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว แต่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วคือ ภัยคุกคามที่ร้ายแรงกว่าคือการต่อต้านจากชาวอเมริกัน ความหมางเมินจากมิตรประเทศ และงบประมาณที่ต้องสูญเสียเนื่องจากการทำสงครามเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม ถ้าเชื่อว่ารัฐบาลโอบามาไม่ต่างจากรัฐบาลบุช เพียงแค่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ทั้งคู่ยังยึดมั่นหลักชิงลงมือก่อน เท่ากับว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับล่าสุด (2015) คือ การปรับปรุงจากฉบับกันยายน 2002 นั่นเอง
------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าวิธีต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS ที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้คือใช้กำลังทางอากาศ สนับสนุนพันธมิตรและหุ้นส่วน เพิ่มการสนับสนุนกองกำลังประเทศอื่นๆ ที่เข้ารบทางภาคพื้นดิน เป็นการแสดงให้โลกเห็นถึงภาวะผู้นำของอเมริกา แต่จนบัดนี้ รัฐบาลโอบามายังไม่ใช้คำว่า “ทำสงครามกับ IS” ในขณะที่ IS แถลงอย่างชัดเจนให้สมาชิกสังหารชาวตะวันตกทุกประเทศที่เข้าร่วมโจมตี IS ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นทหารหรือพลเรือน ดังนั้น โอกาสที่ IS จะก่อความรุนแรงในประเทศอื่นๆ ย่อมมีตลอดเวลา

ประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศแล้วว่า ภายในสิ้นปี 2014 สหรัฐจะยุติภารกิจรบ พร้อมกับถอนกำลังส่วนใหญ่ ให้เหลือเพียง 9,800 นาย และจะถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานภายในปี 2016 ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลคาบูลในอนาคตจะมีความมั่นคงหรือไม่ สหรัฐประสบความสำเร็จในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายหรือ ในเมื่อฐานที่มั่นตอลีบันยังอยู่ พวกอัลกออิดะห์ขยายตัว กระจายตัวไปหลายประเทศ

บรรณานุกรม:
1. Bilmes, Linda J. (2013). The Financial Legacy of Iraq and Afghanistan: How Wartime Spending Decisions Will Constrain Future National Security Budgets. Retrieved from https://research.hks.harvard.edu/publications/workingpapers/citation.aspx?PubId=8956&type=WPN
2. Bouris, Erica. (2006). National Security Strategy of the United States. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.502-505). California: Sage Publications.
3. Dunne, Charles W. (2011). Iraq: Policies, Politics, and the Art of the Possible. In Akbarzadeh, Shahram (editor). America's Challenges in the Greater Middle East: The Obama Administration's Policies (pp.11-30). New York: Palgrave Macmillan.
4. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
5. Haley, John. (2006). National Security Strategy Report. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.505-506). California: Sage Publications.
6. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.
7. Jacques, Martin. (2009). When China Rules the World: The End of the Western World and the Birth of a New Global Order. USA: Penguin Press.
8. North Korea: U.S. Relations, Nuclear Diplomacy, and Internal Situation. (2013, January 4). Congressional Research Service. Retrieved from http://www.fas.org/sgp/crs/nuke/R41259.pdf
9. The White House. (2015, February 6). National Security Strategy 2015. Retrieved from http://nssarchive.us/wp-content/uploads/2015/02/2015.pdf
----------------------