วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ชาวอเมริกันจะได้ประโยชน์หรือไม่เมื่อประเทศลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง

บทความ 28 มิ.ย. 2012
ชาญชัย


            นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าภายในทศวรรษนี้สหรัฐฯจะลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางลงครึ่งหนึ่ง และอาจไม่นำเข้าเลยก่อนสิ้นปี 2035 สืบเนื่องจากสามารถหาน้ำมันจากแหล่งภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นและคนอเมริกันบริโภคน้ำมันลดลง แต่เรื่องดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าชาวอเมริกันจะได้ซื้อน้ำมันในราคาถูกเสมอไป

            ณ วันนี้ ด้วยผลจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันสามารถดึงน้ำมันดิบจากแหล่งน้ำมันบางประเภทที่อดีตทำไม่ได้ เช่น จาก shale-rock จากทรายน้ำมัน แหล่งน้ำมันประเภทนี้มีอยู่ในสหรัฐฯและหลายแห่งทั่วโลก สามารถแก้ไขปัญหาต้นทุนสูง แก้ปัญหาบางอย่างในกระบวนการผลิต เช่นเกิดกำมะถันในปริมาณสูงเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม

            ส่วนเหตุที่สหรัฐฯจะบริโภคน้ำมันน้อยลง เพราะสามารถผลิตรถยนต์ที่กินน้ำมันน้อย

จากสองปัจจัยดังกล่าวจึงคาดว่าก่อนปี 2035 สหรัฐฯแทบจะไม่ต้องพึ่งการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลางอีกต่อไป เป็นไปตามเป้าหมายที่สหรัฐฯหวังไว้นานแล้ว คือต้องการได้แหล่งน้ำมันที่มีความแน่นอน แหล่งที่มีความผันผวนน้อยกว่าตะวันออกกลาง

            อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯยังจะให้ความสนใจกับภูมิภาคตะวันออกกลางต่อไป เพราะตระหนักว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีผลต่อราคาน้ำมันในสหรัฐฯ

            ข้อเท็จจริงคือ ราคาน้ำมันโลกขึ้นกับอุปสงค์อุปทานและการเก็งกำไรของนักลงทุน ราคาน้ำมันปีนี้ในช่วงที่ปรับขึ้นสูงไม่ใช่เพราะน้ำมันขาดแคลนหรือหาซื้อไม่ได้ แต่เพราะคาดว่าจะเกิดเรื่องที่ทำให้ไม่สามารถขนส่งน้ำมันออกจากตะวันออกกลาง ทำให้มีผู้ซื้อล่วงหน้าจำนวนมากเพื่อเก็งกำไร

            ดังนั้น น้ำมันไม่ได้ขาดแคลน แต่ที่แพงเพราะนักลงทุนแห่กันแย่งซื้อ เกิดแรงซื้อมากกว่าปกติ ทำให้ผู้ขายสามารถตั้งราคาขายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
                ในอีกมุมหนึ่งคือ เมื่อสหรัฐฯสามารถผลิตน้ำมันได้มากขึ้นเท่ากับว่าอุปทานน้ำมันโลกโดยรวมเพิ่มมากขึ้นด้วย  เป็นปัจจัยสนับสนุนทำให้ราคาน้ำมันโลกอ่อนตัวได้
            ดังนั้น การที่สหรัฐฯสามารถผลิตน้ำมันดิบใช้เองมากขึ้นในอนาคต ไม่ได้หมายความว่าคนอเมริกันจะได้ใช้น้ำมันราคาถูกเสมอไป เหตุเพราะภายใต้กลไกการค้าเสรี ราคาน้ำมันดิบเป็นราคาที่เชื่อมโยงกันทั้งโลก แม้ว่าภายในประเทศสหรัฐฯจะสงบสุข แต่ถ้าเกิดความวุ่นวายตรงที่ใดที่หนึ่งซึ่งส่งผลต่ออุปทานน้ำมัน ราคาน้ำมันโลกจะขึ้นสูงตามกลไกตลาดทันที เมื่อถึงตอนนั้นต้องดูว่าระหว่างแรงซื้อเก็งกำไรกับอุปทานน้ำมันโลกฝ่ายไหนจะแรงกว่ากัน
            ในแง่ของผู้บริโภคชาวอเมริกัน ไม่ว่าสหรัฐฯจะผลิตน้ำมันได้มากน้อยเพียงใด ก็จะต้องซื้อน้ำมันในราคาตลาดที่ราคาผันผวนตามปัจจัยต่างๆอยู่ดี ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ในกรณีน้ำมันแพงคือบรรษัทอุตสาหกรรมน้ำมันโดยเฉพาะกลุ่มสหรัฐฯที่อนาคตจะผลิตน้ำมันออกขายจากแหล่งภายในประเทศได้มากขึ้น
------------------

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สัญญาณอันตรายจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสเปน

บทความ 19 มิ.ย. 2012
ชาญชัย

สเปนกลับมาเป็นปัญหาอีกรอบ เมื่อวันนี้ (19 มิ.ย.) รัฐบาลสเปนต้องขายพันธบัตรอายุ 12 เดือนในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5.07 กับพันธบัตรอายุ 18 เดือนด้วยด้วยเบี้ยร้อยละ 5.11 อัตราดอกเบี้ยของทั้งคู่เพิ่มขึ้นราว 200 basis points เมื่อเทียบกับการขายพันธบัตรชนิดเดียวกันเมื่อเดือนก่อน หรือเท่ากับว่าในเวลาเพียงเดือนเดียว ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2% จากเดือนก่อนที่จ่าย 3% เดือนนี้กลายเป็น 5%
แม้จะมีส่วนที่เป็นข่าวดีอยู่ด้วยคือ รัฐบาลสเปนสามารถขายได้ตามเป้าหมายที่ราว 3 พันล้านยูโร
            ส่วนพันธบัตรรัฐบาลที่ขายเมื่อวานชนิดอายุ 10 ปี ต้องขายในอัตราดอกเบี้ยกว่าร้อยละ 7 ได้ส่งสัญญาณลบแก่ระบบการเงินโลกก่อนแล้ว
            ผลการขายพันธบัตรระยะยาวเมื่อวานกับระยะสั้นวันนี้ สะท้อนว่าตลาดการเงินกังวลต่อตลาดเงินสเปนเป็นอย่างยิ่ง
            สะท้อนอีกว่า สิ่งที่ชาติสมาชิกยูโรโซนสัญญาว่าจะให้รัฐบาลสเปนกู้เงิน 100 พันล้านยูโรเพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่ธนาคารพาณิชย์เมื่อสัปดาห์ก่อนไม่ส่งผลให้ตลาดคลายความวิตกได้จริง อีกทั้งบางคนยังอธิบายว่าวิธีการดังกล่าวเป็นการเพิ่มหนี้สินแก่รัฐบาลสเปนให้มากขึ้นไปอีก
รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสเปน นาย Cristobal Montoro จึงออกมาเรียกร้องเมื่อวันจันทร์ให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ช่วยซื้อพันธบัตรสเปนเพื่อลดแรงกดดันอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ซึ่ง ECB เคยทำเมื่อปีก่อน
            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่า ถ้าจะแก้ปัญหาอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสเปนอย่างจริงจัง ชาติสมาชิกยูโรโซนจะต้องกล้าตัดสินใจที่จะปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้นกว่านี้ แต่เป็นที่เข้าใจกันว่าความเห็นยังแยกเป็น 2 กลุ่มเช่นเคย กลุ่มที่นำโดยประเทศเยอรมันไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว
            ปัญหาอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสเปนกลายเป็นอีกแรงกดดันให้ ECB ต้องตัดสินใจใช้มาตรการที่เฉียบขาดพอที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ตลาดเงินยุโรป
            สองวันนี้สเปนขายพันธบัตรได้จำนวนเงินตรงตามต้องการ ถือว่าเดินต่อไปข้างหน้าได้อีกระยะหนึ่ง แต่ปัญหาจะกลับมาแน่ ถ้าชาติสมาชิกยูโรโซนยังต้องการเวลาที่จะคิดเห็นตรงกันและตัดสินใจก้าวไปด้วยกัน
            การประชุมสุดยอดผู้นำอียูปลายเดือนนี้น่าจะให้คำตอบได้ หรือไม่ก็ต้องใช้มาตรการซื้อเวลาต่อไป
-------------------------

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 6

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์
ชาญชัย
กรณีศึกษาของตัวแสดงในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กรณีศึกษา: British Petroleum กับ CIA ร่วมกันโค่นล้มรัฐบาล Mossadegh
            · ต้นทศวรรษ 1950 บรรษัทน้ำมันข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในอิหร่านคือ Anglo-Iranian Oil Company [AIOC] ของประเทศอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นชื่อว่า British Petroleum Company หรือ “BP”

            · จุดเริ่มต้น คือ Mossadegh เป็นนักชาตินิยม และมีตำแหน่งเป็น chairman of the government's Oil Committee เห็นว่า AIOC เป็นสัญลักษณ์จักรวรรดินิยมของตะวันตก ขัดขวางอธิปไตยและความมั่งคั่งของชาติ เพราะร้อยละ 90 ของกำไรตกเป็นของบริษัทซึ่งขนออกนอกประเทศอิหร่านหมด เช่น ในปี 1950 รัฐบาลอิหร่านได้ส่วนแบ่งกำไรเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น (จากค่าสัปทาน) ซึ่งยังน้อยกว่าส่วนที่บริษัทต้องเสียภาษีให้รัฐบาลอังกฤษเสียเอง Mossadegh กับพวกจึงต่อสู้เรียกขอให้แบ่งประโยชน์ที่ได้จากน้ำมันระหว่างอิหร่านกับบริษัทเสียใหม่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเป็นอันมาก และในเดือนถัดมาคือเมษายน 1951 เขาชนะการเลือกได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอิหร่านด้วยความยินดีของประชาชน งานชิ้นแรกของนายกฯคนใหม่คือการออกพรบ. (Oil Nationalisation Bill) รัฐเข้าถือครองบ่อน้ำมันแทน AIOC

            · Mossadegh เป็นนักชาตินิยม ไม่ต้องการการแทรกแซงไม่ว่าจากประเทศตะวันตกหรือคอมมิวนิสต์ แต่เนื่องจากทำให้บรรษัทน้ำมัน AIOC เสียผลประโยชน์ที่ได้จากน้ำมันของอิหร่าน AIOC จึงติดต่อกับ British Secret Intelligence Service (หรือที่เรียกกว่า MI6) เพื่อโค่นล้มรัฐบาล Mossadegh เหตุการณ์ดำเนินต่อไปโดยทางด้านหน่วยข่าวกรองอังกฤษขอการสนับสนุนจาก CIA ประธานาธิบดี Eisenhower จึงยกข้ออ้างเรื่องเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ให้ CIA ปฏิบัติการโค่นล้ม Mossadegh

          o แนวทางหนึ่งที่อังกฤษคิดคือทำการรัฐประหาร ซึ่งในขณะนั้นผู้ที่สนับสนุนเรื่องนี้เป็นอย่างมากคือ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ Winston Churchill
          o ในเดือนกรกฎาคม 1953 สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower เห็นด้วยกับแผนของรัฐบาลอังกฤษ ทั้งสองประเทศจึงร่วมกันก่อการเพื่อโค่นล้มรัฐบาล Mossadegh
            o วิธีการที่ CIA ทำ คือใช้กลุ่มการเมืองภายในอิหร่านเคลื่อนไหวต่อต้านการทำงานของรัฐบาล Mossadegh ซื้อสื่อเพื่อเขียนข่าวโจมตี รวมทั้งสื่ออย่าง BBC ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนด้วย ทำให้ Mossadegh สูญเสียความนิยมอย่างรวดเร็ว และกล่าวหาว่ารัฐบาล Mossadegh ตกอยู่ใต้อำนาจของคอมมิวนิสต์แล้ว 

            o ในวันที่ 19 กันยายน 1953 กองกำลังของกษัตรยิ์ Shah แห่งอิหร่าน (Mohammad Reza Pahlavi) ทำการรัฐประหารโค่นอำนาจของ Mossadegh ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐฯ กษัตริย์ Shah ได้ขึ้นสู่อำนาจ อิหร่านหวนกลับสู่การปกครองตามระบอบกษัตริย์อีกครั้ง

            o Mossadegh ถูกจับและถูกกักบริเวณเป็นเวลา 3 ปี ด้วยข้อหาพยายามโค่นล้มระบอบกษัตริย์

            · การต่อสู้ครั้งนี้จึงเป็นระหว่างสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งของคือ รัฐอิหร่าน (ในบริบทหมายถึงรัฐบาล Mossadegh กับประชาชน) กับอีกฝ่ายคือ บรรษัทน้ำมัน BP กับประเทศมหาอำนาจตะวันตก 2 ประเทศ
            · เหตุการณ์ดังกล่าว บรรษัทน้ำมัน (ตัวแสดง-MNCs) เป็นฝ่ายชนะเพราะสามารถจูงใจประเทศอังกฤษและสหรัฐฯ (ตัวแสดง-รัฐ) สนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน (ตัวแสดง-รัฐ)

------------------------------

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 5

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์
ชาญชัย

ตัวอย่างประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สงครามเย็น โลกาวิวัตน์ และภาวะโลกร้อน

“สงครามเย็น”
            · สงครามเย็น (Cold War) หมายถึง สภาพที่มีความตึงเครียด การแข่งขันระหว่างค่ายประชาธิปไตยที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ กับค่ายคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ
            o เกิดขึ้นช่วงปี 1945 - 1991
           o เป็นสภาวะที่อภิมหาอำนาจทั้งสองมีความขัดแย้ง แต่ไม่ได้ถึงกับทำสงครามต่อกันโดยตรง
            o แต่ต่อสู้ด้วยวิถีทางอื่นๆ เช่น การโฆษณาชวนเชื่อ การแข่งขันพัฒนากองทัพ การให้ความช่วยเหลอทางเศรษฐกิจแก่ประเทศที่เป็นพวก
          o แต่มี “สงครามร้อน” ซึ่งดำเนินไปในลักษณะของสงครามตัวแทน (Proxy warfare) โดยอภิมหาอำนาจทั้งสองจะสนับสนุนกำลังทหารและอาวุธ ในกรณีที่เกิดการรบระหว่างฝ่ายนิยมประชาธิปไตยกับฝ่ายนิยมคอมมิวนิสต์ในประเทศที่สาม เช่น สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม

           · หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด สหภาพโซเวียตกับสหรัฐฯ คือสองประเทศที่มีอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริง แต่ด้วยความขัดแย้งทางอุดมการณ์การปกครอง ทำให้ต่างฝ่ายต่างระแวงต่อกันว่าจะกระทบต่อการปกครองของอีกฝ่ายหนึ่ง ความระแวงนี้ก่อให้ทั้งสองฝ่ายแสดงความปฏิปักษ์ต่อกัน พยายามแสวงหาประเทศอื่นๆมาเป็นพวก และเกิดความขัดแย้งทั้งใหญ่และตามมาอีกมาก

            o ฝ่ายสหรัฐฯ ด้วยความกลัวอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในยุโรปตะวันออก และทางเอเชีย ประธานาธิบดีทรูแมน จึงประกาศ วาทะทรูแทน (Truman Doctrine) มีเนื้อหาใจความว่าจะให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆ ให้พ้นจากการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์
          o มีการตั้งองค์การระหว่างประเทศอีกหลายอย่างที่แสดงถึงการจับขั้ว เช่น NATO Warsaw Pact

          · สงครามตัวแทนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่โดยเด่นที่สุดคือกรณีของเวียดนาม ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อขบวนการเวียดมินห์ภายใต้การนำของ โฮจิมินห์
          o โดยมี โว เหงียน เกียบ เป็นผู้บัญชาการรบสามารถเอาชนะกองทัพของฝรั่งเศสที่เมืองเดียนเบียนฟู และขับไล่อิทธิพลของฝรั่งเศสออกจากเวียดนามได้ ต่อมาได้มีการประชุมสันติภาพที่เจนิวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในการตกลงครั้งนั้นได้มีข้อสรุปให้แบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วน โดยเหนือเส้นขนานที่ 17 ให้เป็นเวียดนามเหนือภายใต้ชื่อ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเวียดนาม ปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ส่วนใต้เส้นขนานที่ 17 ให้เป็นเวียดนามใต้ใช้ชื่อว่าสาธารณรัฐเวียดนาม ปกครองแบบประชาธิปไตย โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อรวมประเทศภายในหนึ่งปี แต่ไปประสบผลสำเร็จ ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือที่มีสหภาพโซเวียตหนุนหลังได้ยกทัพเพื่อบุกเวียดนามใต้และจะสถาปนาเวียดนามให้เป็นคอมมิวนิสต์ทั้งประเทศ สหรัฐอเมริกาจึงได้เข้าสนับสนุนเวียดนามใต้ โดยจัดตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia Treaty Organization : SEATO ) ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ ปากีสถานและไทย เพื่อต้านคอมมิวนิสต์และส่งทหารเข้าช่วยเหลือเวียดนามใต้ 

            o สงครามเวียดนามกินระยะเวลายาวนานหลายปีและต้องยุติลงเนื่องจากสหรัฐอเมริกาถูกแรงกดดันจากประชาชนภายในประเทศและนานาชาติให้ถอนทหารออกจากสงครามเวียดนาม และปล่อยให้เวียดนามใต้เผชิญการรุกรานของเวียดนามเหนือตามลำพัง ซึ่งในที่สุดก็พ่ายแพ้ให้กับเวียดนามเหนือ เวียดนามจึงสามารถรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองแบบสังคมนิยมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 เป็นต้นมา

· กรณีความขัดแย้งในสงครามเย็น: สงครามเกาหลี
            o หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีซึ่งก่อนหน้านี้ถูกยึดครองโดยญี่ปุ่น สหภาพโซเวียตเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นที่อยู่ในตอนเหนือของเกาหลี ส่วนใหญ่เข้ามาควบคุมทางตอนใต้ เป็นผลทำให้สหภาพโซเวียตได้สิทธิในดูแลเกาหลีเหนือ (เหนือเส้นขนานที่ 38) ส่วนสหรัฐฯกับพันธมิตรได้สิทธิในการดูแลเกาหลีใต้
            o ความขัดแย้งระหว่างสองรัฐบาลมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในช่วงค.ศ.1950-1953 เกาหลีเหนือส่งทหารรุกรานเกาหลีใต้ ทำให้มหาอำนาจอื่นๆเข้าแทรกแซง รวมทั้งสหประชาชาติ
            สงครามเกาหลีเป็นครั้งแรกที่ มีทหารสหประชาชาติไปร่วมรบเพื่อปกป้องประเทศสมาชิก

“โลกาภิวัตน์”
            · นิยาม โลกาภิวัตน์ (globalization) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง "การแพร่กระจายไปทั่วโลก; การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ สัมพันธ์ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นต้น"
            · โลกาภิวัตน์ (globalization) หมายถึง สภาพที่ส่วนต่างๆ (ไม่ได้หมายถึงทุกส่วน) ของโลกติดต่อถึงกันได้โดยง่าย ทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง ทำให้ได้รับผลกระทบต่อกันและกันทั้งทางบวกและทางลบ ทั้งนี้สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากความก้าวหน้าทางการติดต่อสื่อสาร

            · ตัวอย่างทาง สังคม วัฒนธรรม
           o เด็กนักเรียนประเทศแอฟริกาผู้ยากไร้สามารถเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนยุโรป ญี่ปุ่น ผ่านทางอินเตอร์เน็ตของโรงเรียนที่ได้รับบริจาคจากองค์กรช่วยเหลือจากต่างประเทศ
          · ตัวอย่างทาง เศรษฐกิจ 
            o คนอินเดียที่กำลังอาศัยอยู่ในอินเดียเป็นพนักงานบัญชีให้กับบริษัทอเมริกันที่ตั้งอยู่ในอเมริกา บริษัทอเมริกันสามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้แม้แรงงานนั้นอยู่นอกเขตแดนอเมริกา
            o หุ้นไทยสามารถถูกซื้อโดยโบรกเกอร์หรือนักลงทุนต่างชาติในรูปแบบต่างๆ เงินบาทไทยถูกซื้อขายแบบเก็งกำไรจากนักเก็งกำไรทั่วโลก
            o วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจากสหรัฐฯ ในปี 2008 กระทบไปหลายประเทศทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
            · ตัวอย่างทาง การเมือง
          o ภาพความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองภายในของประเทศหนึ่งที่แพร่ภาพผ่านเวบไซด์อินเตอร์เน็ตโดยที่เจ้าของประเทศไม่สามารถปิดหรือห้ามได้ทั้งหมด

            · การแพร่กระจายทั่วโลก การติดต่อได้ง่าย โลกมีสภาพเหมือนเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้นนั้น ก่อเกิดทั้งผลดีและผลเสีย
            · โลกาภิวัตน์ปัจจุบันซึ่งมีสหรัฐฯเป็นอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียว สนับสนุนลัทธิเสรีนิยม (Liberalism) ตรงข้ามกับลัทธิปกป้อง (protectionism)
            o รูปธรรมของลัทธิเสรีนิยม เช่น การค้าเสรี (free trade)
            o รูปธรรมของลัทธิปกป้อง เช่น การตั้งกำแพงภาษีศุลากร

            · โดยรวมแล้ว โลกาภิวัตน์เหมือนอัตราเร่ง ทำให้โลกติดต่อกันได้เร็วขึ้น มากขึ้น
            o ผลที่ตามมา เช่น ค้าขายได้เร็วขึ้น มากขึ้น
            · โลกาภิวัตน์ทำให้จีนกับอินเดียเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ประชากรหลายร้อยล้านพ้นจากความยากจน (เพราะมีงานทำ)

“สหรัฐฯ กับโลกาภิวัตน์”
            · หลังจากที่สหรัฐฯ อยู่ในภาวะโลกาภิวัฒน์มาหลายปี เริ่มปรากฎให้เห็นทั้งผลบวกและลบ
            · ในด้านผลบวก
            o สินค้าไฮเทคกับพวกซอฟแวร์ของสหรัฐฯส่งออกได้มากขึ้น
            o ชาวอเมริกันบริโภคสินค้านำเข้าในราคาที่ถูกกว่าผลิตในประเทศ เช่น ของเล่นกับเครื่องนุ่งห่มจากจีน เครื่องใช้ไฟฟ้าจากหลายประเทศในเอเชีย
            · ในด้านผลลบ
            o ชาวอเมริกันส่วนใหญ่มีรายได้ลดน้อยลง เพราะสินค้าที่ต่างประเทศผลิตได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ทำให้บริษัทและโรงงานสหรัฐฯ ต้องลดค่าแรงแรงงานอเมริกันเพื่อให้แข่งกับสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศ
          o ภาคการเกษตรของสหรัฐฯ ย่ำแย่กว่าเดิม เพราะสู้ต้นทุนที่ต่ำกว่าของบางประเทศไม่ได้
          · ด้วยจากผลลบดังกล่าว ทำให้กลุ่มกรรมกรเห็นว่าสหรัฐฯ ควรดำเนินนโยบายลัทธิปกป้อง (protectionism) เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวอเมริกันตกงาน

“ไทยกับโลกาภิวัตน์”
            · โดยภาพรวมแล้ว ประเทศไทยแทบไม่ได้ต่อต้านหรือปฏิเสธโลกาภิวัตน์
            · การต่อต้านอาจมีในกลุ่มนักวิชาการบางส่วน กับพวกเอ็นจีโอบางกลุ่มเท่านั้น
          o ทั้งนี้เนื่องจากสังคมไทยมีลักษณะเปิดรับสิ่งต่างๆที่เข้ามา โดยแทบไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองหรือปกป้องทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน 
          o และแท้จริงแล้ว สังคมไทยมีลักษณะค่อนไปตามกระแสโลก โดยเฉพาะกระแสจากชาติตะวันตก
            · ชนชั้นนำกับพวกนายทุนใหญ่ของไทยสนับสนุนการค้าเสรี ดังนั้น จึงสนับสนุนโลกาภิวัตน์
            o สังเกตว่ารัฐบาลไทยสนับสนุนให้ต่างชาติมาลงทุน สนับสนุนการค้าเสรี ด้วยเหตุผลที่ว่าจะทำให้คนไทยมีงานทำ ประเทศพัฒนา

· ประโยชน์และโทษที่ไทยได้รับ
            o ประโยชน์ เช่น มีสินค้าหลากหลายให้เลือกบริโภคได้ ต่างชาติมาลงทุนในบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์ อุตสาหกรรมรถยนต์ คนไทยส่วนหนึ่งมีงานทำในภาคการลงทุนจากต่างชาติ
            o โทษ เช่น วัฒนธรรมท้องถิ่นจางหายกลายเป็นวัฒนธรรมตะวันตกเข้าแทนที่ (การมีโทรศัพท์มือถือ) เกิดวัตถุนิยม แฟชั่นนิยม ขาดดุลการค้า ขาดอิสระในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจกับต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวกับการค้าการลงทุนของต่างประเทศ

“ภาวะโลกร้อน (Global warming)”
            · เกิดจากสารประกอบของก๊าซต่างๆ ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งส่วนใหญ่คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (อื่นๆ เช่น มีเทน) ดูดซึมแสงอินฟาเรดและกันรังสีความร้อนจากโลกไว้ เกิดสภาพที่เรียกว่า Greenhouse effect (สภาพเรือนกระจก)
            o Greenhouse effect เป็นศัพท์ที่ใช้ในทางเกษตร เป็นห้องปรับอุณภูมิเเรือนเเพาะชำเพื่อให้พืชเจริญเติบโตโดยไม่ถูกขัดขวางด้วยแสงแดดกับอุณหภูมิ
            o ปกติแสงอินฟาเรดบางส่วนจะสะท้อนกลับมายังโลก แต่หากเกิดภาวะที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก จะยิ่งกันไม่ให้แสงอินฟาเรดหลุดออกไป

            · สาเหตุสำคัญที่สุดของการเกิดภาวะโลกร้อนคือจากเกิดก๊าซเรือนกระจก ที่มาจากการเผาผลาญพลังงานน้ำมัน ถ่านหิน และแก๊ส

            · ผลจากภาวะโลกร้อนได้แก่
            o ระดับน้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นจากสาเหตุหลักๆ คือ การขยายตัวของน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น รองลงมาเป็นการละลายของธารน้ำแข็ง
            o บางส่วนเกิดอุทกภัยรุนแรง บางส่วนเกิดภัยแล้ง คาดว่าประชากร 1 ใน 6 ของโลกจะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มอย่างรุนแรง
            o ภาคการเกษตรเสียหาย พื้นที่เกษตรกรรมลดลง ทำให้บางประเทศผลิตอาหารไม่พอเลี้ยงประชากร อาหารจะแพงขึ้น ผู้มีรายได้น้อยจะได้ผลกระทบมากที่สุด เป็นภาระแก่รัฐบาล
            o ปัญหาจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม พายุ
            o โรคระบาดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะมาเลเรีย
            o พื้นที่ชายทะเลจมใต้น้ำ เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น เกิดปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น และต้องการย้ายถิ่นฐาน
            o ปัญหาตามมา เช่น การต้องสร้างแนวเขื่อนป้องกันระดับน้ำที่สูงขึ้น ก่อสร้างสถานีสูบน้ำ การจัดเตรียมแผนงานเพื่ออพยพและตั้งถิ่นฐานใหม่ แผนงาน ป้องกันและควบคุมโรค เป็นต้น ซึ่งจะทำให้รัฐต้องเสีย ค่าใช้จ่ายและ ลงทุน เพิ่มขึ้นมากมาย
            · คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือ “ไอพีซีซี” (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ที่ตั้งขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ไอพีซีซีชี้ว่า ก๊าซเรือนกระจก จะส่งผลกระทบต่อระบบลมฟ้าอากาศของโลก ทำให้รูปแบบการเกิดฝนเปลี่ยนแปลง และยังทำให้พายุมีกำลังความรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งยังก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะจะเกิด ปัญหา ภัยแล้ง น้ำท่วม และแหล่งน้ำเหือดแห้ง

            · การแก้ปัญหาก็คือ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 
              o ประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดคือสหรัฐฯ คือราวร้อยละ 23 ของจำนวนที่ทุกประเทศปล่อยทั้งหมด รองมาคือจีนราวร้อยละ 17 อันดับสามคืออินเดียราวร้อย 5-6

แนวทางแก้ไขภาวะโลกร้อน
            · ภาวะโลกร้อนเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยลำพังเพียงบางประเทศ แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกประเทศ
            · ในระดับนานาชาติมีความพยายามแก้ไขปัญหาโลกร้อน ความพยายามที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ การทำพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ กำหนดให้มีการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ได้ 5.2 เปอร์เซ็นต์ต่ำกว่าระดับการปล่อยก๊าซดังกล่าวของปี พ.ศ. 2533 ภายใน พ.ศ. 2555 (2012)
            · มีบางคนฝากความหวังไว้กับการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้เทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ดังกล่าวต้องมีราคาถูกสามารถใช้ได้อย่างกว้างขวาง

สหรัฐฯ กับภาวะโลกร้อน
            ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด ทำให้การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร"
            · ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯในปัจจุบันจึงเปลี่ยนไปเป็นการเรียกร้องให้จีนกับอินเดีย ต้องลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในอัตราเดียวหรือใกล้เคียงกับสหรัฐฯ
            · อีกมาตรการหนึ่งที่สหรัฐฯ กับบางประเทศเสนอคือ การใช้ Pollution Credit คือ โดยทางรัฐบาลของแต่ละประเทศจะกำหนดค่าของมลภาวะที่บริษัท หน่วยงานหนึ่งๆ จะสามารถปลดปล่อยออกมาสู่ธรรมชาติได้ ซึ่งหากบางองค์กรมีความจำเป็นต้องปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมามากกว่าเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนดไว้ จะต้องจ่ายเงินซื้อสิทธิจากองค์กรอื่น ดังนั้น จึงเหมือนการที่ประเทศหนึ่งหรือบริษัทหนึ่งซื้อสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโควต้าของอีกประเทศหนึ่ง
            o ยกตัวอย่าง สมมุติว่าสหรัฐฯสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 100 หน่วย แต่สหรัฐฯปล่อยทั้งหมด 120 หน่วย ดังนั้น สหรัฐฯต้องติดต่อขอซื้อสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากประเทศอื่นๆอีก 20 หน่วยที่ใช้สิทธิไม่ถึงที่ตัวเองมี
            o แต่ข้อเสนอนี้ มีนักวิชาการเห็นว่าเป็นการเอาเปรียบประเทศที่กำลังพัฒนาเพราะเป็นการพยายามหาทางออกเพื่อให้ประเทศตน สามารถดำเนิน กิจการอุตสาหกรรมโดยไม่ได้รับความเสียหาย ถึงแม้จะช่วยเหลือทางด้านการ เงินแก่ประเทศ กำลังพัฒนาก็ตาม แต่ก็คุ้มค่ากว่าที่จะมาพัฒนาโครงการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกกับกิจกรรมอุตสาหกรรมของรัฐตน และที่สำคัญคือการเข้าร่วมโครงการลดปริมาณ ก๊าซ เรือนกระจก ในความช่วยเหลือการเงินของประเทศที่พัฒนาย่อมต้องใช้เวลาในการดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆทำให้เกิดข้อจำกัดในการผลิตในกิจการอุตสาหกรรมของประเทศกำลังพัฒนา

            · ในปัจจุบัน สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนมากที่สุด ทั้งในแง่ปริมาณและในแง่สัดส่วน คือสหรัฐฯมีประชากรเพียง 4% ของโลก แต่ปล่อยก๊าซเรือกระจก ที่เป็นสาเหตุทำให้อุณหภูมิโลกร้อนสูงถึงราว 25% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากทั่วโลก

            · นายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสมัยปธน.บิล คลินตัน เป็นนักการเมืองที่สนใจประเด็นภาวะโลกร้อนเป็นอย่างมาก ได้สร้างภาพยนตร์สารคดี "An Inconvenient Truth" นำเสนอเรื่องราวปัญหาวิกฤติการณ์โลกร้อน

ไทยกับภาวะโลกร้อน
            · ประเทศไทยมีความพยายามในการลดภาวะโลกร้อน ตัวอย่างที่เห็นชัดส่วนหนึ่งมาจากภาคราชการ
            · ตัวอย่างการรณรงค์ของทางราชการไทย เช่น ก.ท.ม.ร่วมรณรงค์ลดปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการปิดไฟวันละ 15 นาที ตามสโลแกนว่า “หยุดเพิ่ม ความร้อน ใส่กรุงเทพฯ”
            · นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมลงนามปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการลด ปัญหาภาวะโลกร้อน
            คำถาม รัฐบาลไทยควรดำเนินการอย่างไรกับภาวะโลกร้อน


· หลักนโยบายของไทย
            o ไม่ปฏิเสธแนวทางของนานาชาติ โดยเฉพาะข้อมติของสหประชาชาติ (ถ้ามี)
            o แต่ต้องรักษาผลประโยชน์ของไทย

· แนวทางการดำเนินนโยบายของไทย
            o ไทยควรฉวยประโยชน์จากการรณรงค์ภาวะโลกร้อน
            o ใช้เป็นข้อต่อรองกับสหรัฐฯ และประเทศที่สนับสนุนพิธีสารเกียวโต

· ภายในประเทศมีนโยบายแก้ไขอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง
            o มาตรการประหยัดการใช้พลังงาน เช่น การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน
            o สนับสนุนอุตสาหกรรมให้เปลี่ยนหรือปรับปรุงเครื่องจักรที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
            o การปลูกป่าทดแทน ปลูกป่าเพิ่มเติม เพื่อเป็นตัวฟอกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นออกซิเจนแทน
------------------------------

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์
ชาญชัย
ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทางปฏิบัติในกระทรวงต่างประเทศของทุกประเทศ

            · นักทฤษฎีสัจนิยมสมัยใหม่ เช่น Hans Morgenthau, Reinhold Niebuhr, George Kenan, Henry Kissinger, and John Foster Dulles ย้ำการใช้ตรรกะเรื่อง ‘realpolitik’ แปลตามตัวอักษรว่า ‘politics of realism’ หรือ power politics (การเมืองเรื่องของอำนาจ)
            · แนวคิดหรือทฤษฎีที่อยู่ในข่ายสำนัก realist (realism, realpolitik) คือ balance of power, national (nationalist), conservative, and state-centered (state-centric, state-based) รวมทั้งอาจเติมคำว่า neo ด้วยก็ได้

· สมมุติฐานเบื้องต้น
            1. รัฐคือตัวแสดงหนึ่งหน่วยที่สมบูรณ์ในตัวเอง อันมีเหตุเนื่องจากรัฐคือหน่วยทางการมืองที่มีอธิปไตย ถือว่าทุกการแสดงออกของรัฐคือผลลัพทธ์ที่ภายในรัฐได้ตัดสินใจตกลงร่วมกันแล้ว
            2. ตัวแสดงรัฐเป็นตัวแสดงที่เป็นเหตุเป็นผล (rational actor)
            3. ความอยู่รอด (survival) คือ เป้าหมายสำคัญข้อแรก ดังนั้น ในระบบโลกที่เป็นอนาธิปไตยรัฐทั้งหลายจะให้ความสำคัญกับประเด็นความมั่นคงมากที่สุด

“แก่นหลักคิดของสำนักสัจนิยม”
            · หลักพื้นฐานคือมองมนุษย์ตามแบบ Hobbs ที่ว่ามนุษย์นั้นเห็นแก่ตัว เย่อหยิ่ง มักใหญ่ใฝ่สูง เครียดแค้น
            · สภาพของโลกคือความเป็นอนาธิปไตย ใช้กฎแห่งป่า (law of the jungle) หรือ ผู้เข้มแข็งที่สุดเท่านั้นที่อยู่รอด ปลาใหญ่กินปลาเล็กเสมอ
            o ในป่าประกอบด้วยสัตว์ต่างชนิดน้อยใหญ่ เป้าหมายพื้นฐานของทุกตัวคือเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง สัตว์ตัวใหญ่และแข็งแรงกว่าสังหารสัตว์ที่อ่อนแอกว่าเป็นอาหาร เหล่านี้คือความเป็นไปในป่า ผู้ถูกล่าไม่สามารถเอาผิดผู้ล่าได้ เพราะไม่อาจต่อกรกับอำนาจของผู้ล่า
          o Might is right.
          o ความถูกต้องตามหลักศาสนาหรือหลักอุดมคติใดๆ ไม่เป็นเรื่องสำคัญเท่าความมั่นคงของชาติ
          · ดังนั้น ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือการเมืองระหว่างประเทศ ประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ หรือความอยู่รอด (survival) คือเรื่องสำคัญที่สุด
            o ประเทศที่ยึดแนวคิดนี้ จะสร้างสมกำลังทหารเพื่อป้องกันประเทศ รวมทั้งการใช้อำนาจด้านเศรษฐกิจ สังคม ฯลฯเพื่อความอยู่รอดของตน
            o การอยู่รอดยังมีความหมายถึง การรุกรานประเทศอื่นด้วย ด้วยความเชื่อที่ว่าวิธีการที่จะรักษาความอยู่รอดไว้ได้ดีที่สุดคือการขยายอำนาจประเทศของตนให้มากที่สุด ซึ่งผลที่ได้ก็คือประเทศอื่นๆอ่อนแอลงเมื่อเทียบกับตนเอง

          คำถามน่าคิด มีใครหรือประเทศอื่นใดที่จะห่วงใยหรือรักษาผลประโยชน์ของไทยมากเท่ากับที่รัฐไทยจะทำเองหรือไม่

            · แก่นความสนใจของสัจนิยมอยู่ที่ ประเด็นความมั่นคง หรือเรียกว่า high politics ซึ่งจะตรงข้ามกับพวกอุดมคตินิยมที่มุ่งสนใจประเด็นเศรษฐกิจและเรื่องภายในประเทศมากกว่า ความมั่นคงระหว่างประเทศ หรือเรียกว่า low politics

          · นักสัจนิยมจะคิดหรือวางแผนอย่างเป็นเหตุเป็นผล ผู้นำประเทศที่ใช้หลักนี้คือผู้ที่สามารถจัดสรรทรัพยากรของประเทศว่าใช้แบ่งสรรใช้อย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์แก่ประเทศตามบริบทของตนได้ดีที่สุด เช่น จะประเมินภัยคุกคามแต่ละอย่างว่าเป็นอย่างไรและควรจัดการอย่างไรด้วยทรัพยากรที่คุ้มค่าที่สุด

            คำถามน่าคิด ลองพิจารณาดูว่านโยบายต่างประเทศของประเทศต่างๆ ถือความถูกต้องตามหลักศาสนาเป็นเรื่องสำคัญหรือไม่ อย่างไร

· วิพากษ์: แก่นแท้ของสัจจนิยม
            o โดยที่สัจจนิยมมองมนุษย์ที่ความเป็นตัวมนุษย์ที่ต้องการมีชีวิตรอดและมีชีวิตที่อยู่ดีกินดีเป็นพื้นฐาน และการที่โลกอยู่ในสภาพอนาธิปไตย ดังนั้น ทุกประเทศต้องหาทางที่ทำอย่างไรตัวเองจะอยู่รอดได้ดีที่สุด ซึ่งก็ด้วยวิธีการที่ทำให้ตัวเองแข็งแรงหรือมีอำนาจเหนือทุกชาติในโลกนั่นเอง

“Hans Morgenthau”
            Hans Morgenthau (1904-1980) เกิดที่ประเทศเยอรมันก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 กล่าวว่า
            1. เป้าหมายของการดำเนินนโยบายประเทศคือเพื่อให้ได้อำนาจ ดังนั้น สามารถนิยามผลประโยชน์แห่งชาติว่าคือการได้มาซึ่งอำนาจนั่นเอง
            2. ไม่มีพันธมิตรแท้ มีเพียงผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น
            3. กำเนิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่จำเป็นต้องยึดความถูกต้องตามหลักศาสนาหรือหลักอุดมคติใดๆ เนื่องจากประเทศอื่นดำเนินนโยบายเพื่อความอยู่รอดของตนเอง ไม่สนใจเรื่องศีลธรรมความถูกต้อง ดังนั้น ประเทศตนก็ต้องดำเนินตามหลักการนี้ด้วย

            ยกตัวอย่าง เมื่อฮิตเลอร์ได้ครองอำนาจในเยอรมันและสะสมกำลังทางทหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฮิตเลอร์พูดกับว่านายกอังกฤษว่าที่ตนสะสมอาวุธจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อรุกรานประเทศอื่น ขอให้อังกฤษสบายใจได้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ฮิตเลอร์ก็ส่งกำลังทหารบุกเข้ายึดโปแลนด์อย่างสายฟ้าแลบ เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

            ยกตัวอย่าง แม้ว่าปัจจุบันจะสิ้นสุดสงครามเย็น สิ้นสุดสงครามกับคอมมิวนิสต์ ไม่น่ามีเหตุให้ประเทศทำสงครามระหว่างกัน แต่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกันต่างยังรักษาหรือเสริมสร้างกองทัพของตนเอง มีการซ้อมรบเป็นประจำ เป็นตัวอย่างอันดีถึงการใช้หลักคิดของสัจนิยม

Balance-of-Power
          สมดุลแห่งอำนาจ (balance-of-power) เป็นแนวคิดหรือระบบปฏิบัติภายใต้ทฤษฎีสัจนิยม ในประวัติศาสตร์ยุโรปแนวคิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปี 1648 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือเป็นเวลาเท่ากับ 266 ปี เหตุที่สมดุลแห่งอำนาจใช้ผลเพราะประเทศในยุโรปสมัยนั้นไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่เป็นมหาอำนาจ

· แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ
            แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ คือ การพยายามรักษาให้กลุ่มหรือฝ่ายที่เป็นอริกันนั้นมีอำนาจเท่าเทียมกัน หากมีฝ่ายใดที่กำลังมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ประเทศที่แต่เดิมเป็นกลางก็จะต้องหันไปสนับสนุนฝ่ายที่กำลังตกเป็นเบี้ยล่าง ประเทศดังกล่าวบางทีเรียกกว่า ผู้รักษาสมดุล (keeper of the balance) ผลที่ได้คือต่างฝ่ายต่างไม่อาจทำสงครามต่อกันเพราะรู้ว่าไม่อาจมีชัยในสงคราม
            ประเทศที่ทำหน้าที่รักษาสมดุลในยุโรปสมัยนั้นคือ สหราชอาณาจักร และสามารถทำได้ดีเพราะลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ประเทศล้อมรอบด้วยทะเลไม่มีอาณาเขตติดต่อทางบก มีอำนาจรบทางทะเลที่ไม่มีใครเทียบได้ และระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งมาก ทั้งหมดเป็นปัจจัยเป็นเกราะป้องกันช่วยให้อังกฤษยากที่จะถูกกลุ่มประเทศในยุโรปรุกราน ในขณะเดียวกันกับที่อังกฤษไม่มีกำลังทหารบกมากเพียงพอที่จะทำสงครามชนะประเทศอื่นตามลำพัง เหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้อังกฤษปลอดจากถูกรุกรานและไม่อาจรุกรานผู้อื่นแต่สามารถสนับสนุนประเทศอื่นได้ถ้าต้องการ

            สภาพของประเทศอื่นๆในยุโรปก็เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ยุโรปรักษาสมดุลแห่งอำนาจไว้ได้นาน นั่นก็คือ สภาพที่ไม่มีประเทศใดที่สามารถเสริมสร้างหรือรักษาแสนยานุภาพทางทหารจำนวนมากได้เพราะติดขัดเรื่องงบประมาณจำกัด กับเทคโนโลยีทางทหารที่ยังไม่สามารถเอาชนะการรบได้อย่างรวดเร็ว

            ประเทศไทยในปัจจุบันซึ่งล้อมรอบอยู่ด้วยอำนาจหรือิทธิพลของ 3 มหาอำนาจ คือ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ก็ใช้หลักดุลแห่งอำนาจถ่วงดุลมหาอำนาจทั้งสาม

“อุดมคตินิยม”
            · “บุคคลสำคัญที่มีส่วนผลักดันความคิดของอุดมคตินิยม คือ ประธานาธิบดี Woodrow Wilson ประธานาธิบดีสหรัฐฯจากพรรคเดโมแครต ถือว่าเป็นบิดาของอุดมคตินิยม”
            · อุดมคตินิยม “มองว่าธรรมชาติขอมนุษย์นั้นเป็นคนดี สามารถมีความคิดที่จะช่วยเหลือคนอื่น มนุษย์สามารถร่วมมือกันได้ สามารถช่วยเหลือกันในเชิงสร้างสรรค” ต่างจากสัจนิยมที่มองว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นมองที่ประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก “มนุษย์มีสัญชาติญาณของการทำลายล้าง ชอบการกดขี่กันและกัน เป็นการมองโลกในแง่ร้าย” 

            · พวกสัจจนิยมจะบอกว่า ระบบโลกนั้นอนาธิปไตย ใช้กฎแห่งป่า ใครแข็งแรงกว่าอยู่รอด แต่พวกอุดมคตินิยมกลับเห็นว่า เพื่อให้โลกไม่ตกอยู่ในสงครามร่ำไป “ทำไมไม่สร้างสถาบัน ไม่สร้างกฎระเบียบขึ้นมาในสังคมโลก” เพื่อให้รัฐทั้งหลายอยู่กันโดยสันติ

            · Spiegel กับพวก เสนอว่า รัฐทั้งหลายในโลกไม่ต้องมัวแต่ทำสงครามกัน หรือมุ่งสนใจเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับอำนาจหรือความมั่นคง เพราะรัฐทั้งหลายให้คุณค่ากับเศรษฐกิจที่คนอยู่ดีกินดี วัตถุประสงค์เกี่ยวกับการเมือง สังคมและวัฒนธรรมที่รัฐทั้งหลายมักจะหันมาร่วมมือกัน ระบบระหว่างประเทศจึงไม่ตกอยู่ในสภาพ ใครอยากจะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา (dog-eat-dog)

             รัฐทั้งหลายมีความร่วมมือกันแม้ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอนาธิปไตย ประเด็นการเมืองระหว่างประเทศไม่อยู่ในลักษณะ zero-sum game ทุกเรื่อง อีกทั้ง การค้าเสรีและระบอบประชาธิปไตยทำให้เล็งเห็นประโยชน์ของการร่วมมือกัน อุปสรรคของการร่วมมือยังมีให้เห็นอยู่แต่สามารถก้าวผ่านได้ด้วยการตกลงร่วมกัน

            สหภาพยุโรปเป็นอีกตัวอย่างที่เด่นชัดว่า การที่ประเทศยุโรปอยู่ร่วมเป็นสหภาพทำให้เกิดความมั่นคงร่วมกัน และได้ผลดีทางเศรษฐกิจร่วมกันด้วย กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ (แต่จุดอ่อนของแนวคิดนี้คือ ขาดการมองประเด็นสังคมวัฒนธรรม การเข้ากันได้ทางเชื้อชาติ การดึงทรัพยากรของรัฐเพื่อช่วยพัฒนาสมาชิกอื่นๆที่ด้อยพัฒนากว่า)

            ในภาวะที่รัฐบาลแต่ละประเทศจำต้องให้ประชาชนของตนกินอิ่ม มีงานทำ รัฐเหล่านี้จะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ ซึ่งในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือการร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่นๆ ถ้าจะทำสงครามต้องคิดก่อนว่าทำสงครามโลกประชาชนกินอิ่ม มีงานทำหรือไม่

            คำถามน่าคิด วันนี้ถ้ารัฐบาลไทยมีความคิดจะทำสงครามกับประเทศพม่า คนไทยจะสนับสนุนหรือไม่ อย่างไร

            คำถามน่าคิด สถานการณ์ในโลกปัจจุบัน ควรมองด้วยสำนักความคิดใด

------------------------------

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 3

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 
ชาญชัย
ตัวแสดง
            “ตัวแสดง-รัฐยังคงเป็นตัวแสดงหลักในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่”
            · คำถามที่ว่า ตัวแสดง (Actor) รัฐในปัจจุบันยังเป็นตัวแสดงหลักในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างหรือไม่นั้น เกิดจาก
            1. ปรากฎการณ์ที่อำนาจรัฐไม่อาจครอบงำประชาชนได้เต็มที่อย่างในอดีต
            o สังเกตจากการที่ปัญหาหลายอย่างในปัจจุบัน รัฐไม่สามารถแก้ไขจัดการได้ดีเหมือนแต่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาคนว่างงาน ปัญหาชนกลุ่มน้อย ทำให้เกิดการประท้วง การแสดงถึงความไม่พอใจในหลายรูปแบบ พร้อมกับบทบาทของตัวแสดงมิใช่รัฐ (non-state actor) ที่เพิ่มมากขึ้น
            o ประชาชนของรัฐหนึ่งติดต่อกับอีกรัฐหนึ่งได้โดยง่าย เป็นโลกไร้พรมแดน เช่น การติดต่อสื่อสารผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศรูปแบบต่างๆ เช่น อินเตอร์เน็ท
            2. อำนาจอธิปไตยถูกสั่นคลอนหรือลดทอน
            3. ตัวแสดงมิใช่รัฐ (non-state actor) นับวันจะทวีความสำคัญมากขึ้นทุกที

· รัฐยังมีอำนาจเหนือตัวละครมิใช่รัฐในหลายกรณี
            1. รัฐยังต้องการควบคุมและรักษาอำนาจเหนือดินแดนของตน
            2. รัฐมีอำนาจสูงในการจัดสรรทรัพยากรในประเทศ
            เนื่องจากตัวละครมิใช่รัฐพวกนี้มักอยู่ภายใต้อธิปไตยของรัฐ ดังนั้นรัฐจึงมีช่องทางกำหนดกฎเกณฑ์ให้กับตัวละครมิใช่รัฐเหล่านี้ได้ เช่น ออกกฎควบคุมต่างๆ หรือแม้กระทั่งประกาศว่าเป็นพวกผิดกฎหมาย เช่น องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ องค์กรที่ถูกนับว่าเป็นพวกผู้ก่อการร้าย
            3. รัฐเป็นองค์กรทางการเมืองหลักที่สำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ของคนทั้งประเทศ

· อย่างไรก็ดี ไม่ว่ารัฐจะยังเป็นตัวแสดงหลักหรือไม่ก็ตาม บทบาทของตัวแสดงหลักและตัวแสดงอื่นๆ ต่างมีพลวัตรคือมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บนเวทีความสัมพันธ์ในโลกตัวแสดงทั้งหมดทุกประเภทต่างมีปฏิบัติสัมพันธ์ต่อกัน และมีการเปลี่ยนแปลงของอำนาจของแต่ละตัวแสดง และบทบาทของตัวแสดงหนึ่งมีผลต่ออีกตัวแสดงหนึ่งไม่มากก็น้อย

“ตัวแสดงที่มิใช่รัฐ (Non State Actor)”
            · ตัวแสดงที่มิใช่รัฐ (non-state actor) ที่มีบทบาทเด่นในปัจจุบัน
            o “องค์การระหว่างประเทศ” เช่น สหประชาชาติ
            o บรรษัทข้ามชาติ (Multinational Corporations: MNCs)
            อำนาจของ MNCs บางครั้ง บางแห่ง มีมากกว่าที่คิด เช่น บรรษัทยาของสหรัฐฯ มีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ด้วยการบีบให้ประเทศกำลังพัฒนาลงนามป้องกันสิทธิบัตรยา หรือบรรษัทข้ามชาติสหรัฐฯ บีบให้ประเทศต่างหันมาสนับสนุนเปิดประเทศเพื่อการค้าเสรี
            ดังนั้น เท่ากับว่า MNCs เหล่านี้ชักใยประเทศสหรัฐฯ ให้มีนโยบายหรือดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อประเทศอื่นๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ของ “MNCs”
            เท่ากับว่า ในบางแง่มุม MNCs เหล่านี้มีอำนาจมากกว่าประเทศสหรัฐฯ เสียอีก

กรณีตัวอย่าง บรรษัทน้ำมัน
            เจ้าพ่อในวงการน้ำมันมีท่าทีใคร่จะย้อน เวลากลับไปก่อนที่จะมีกระแสคลื่นยึดกิจการน้ำมันมาเป็นของชาติ ในปี ค.ศ.๑๙๗๐ เมื่อบรรดายักษ์ใหญ่ในวงการน้ำมันโลกอันได้รับขนานนามว่า"เจ็ดศรีพี่น้อง (Seven Sisters) ถูกขับออกจาก ตะวันออกกลางและ ละตินอเมริกา "เจ็ดศรีพี่น้อง" นี้ได้แก่ เอ็กซ์ซอน (Exxon), กัล์ฟ (Gulf), เท็กซาโก้ (Texaco), โมบิล (Mobil), โซคอล (Socal) หรือเชฟรอน (Chevron), บี.พี. (B.P.), และเชลล์ (Shell), ๕ บริษัทแรกเป็นบริษัทใหญ่ของสหรัฐ ฯ ถัดมาก็เป็นบริษัทของจักรภพอังกฤษ สุดท้ายก็ได้แก่แองโกล-ดัทช์ (Anglo - Dutch) "เจ็ดศรีพี่น้อง" นี้แหละครอบงำกิจการน้ำมัน ของโลกที่พวกเราทั้งหลายอยู่ภายใต้การครอบงำ ของน้ำมันด้วยกันทั้งนั้น
            การที่ประเทศสหรัฐฯ ที่มีนโยบายเข้มงวดในการรักษาการมีอิทธิพลเหนือดินแดนตะวันออกกลางที่อุดมด้วยน้ำมัน ถ้ามองในแง่ตัวแสดงรัฐคือสหรัฐฯต้องการผลประโยชน์ด้านพลังงานจากตะวันออกลาง และถ้ามองในแง่ตัวแสดงบรรษัทข้ามชาติ การที่รัฐอเมริกันใช้นโยบายและใช้ทรัพยากรมหาศาลเพื่อรักษาอิทธิพลเหนือตะวันออกลางก็คือเพื่อให้บรรษัทน้ำมันข้ามชาติสามารถประกอบกิจการต่อไปโดยราบรื่น

            o NGOs ปัจจุบันส่วนใหญ่ทำงานส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส หลายแห่งเกี่ยวข้องกับศาสนาแต่ส่วนใหญ่ไม่
            ในปี 2007 มีเอ็นจีโอในสหรัฐฯ กว่า 2 ล้านองค์กร อินเดียราว 1 ล้านองค์กร ในรัสเซีย 4 แสน
            เอ็นจีโอบางแห่งไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชนจริง แต่เป็นเอ็นจีโอของรัฐบาลหรือบริษัทเอกชน เอ็นจีโอที่ส่งเสริมประชาธิปไตยบางแห่งของสหรัฐฯ ถูกบางประเทศมองว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาลอเมริกันเพื่อล้มล้างหรือบ่อนทำลายรัฐบาลของประเทศเหล่านั้น

            เอ็นจีโอส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีผลต่อนโยบายของรัฐบาล แต่บางเอ็นจีโอมีผลต่อนโยบายของรัฐบาลค่อนข้างมาก เช่น องค์การเฝ้าระวังปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน (Human Rights Watch), องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) and Oxfam กลุ่มกรีนพีซ (Greenpeace) ทำหน้าที่รณรงค์ เรียกร้อง ประท้วงและกดดันรัฐบาลประเทศต่างๆในเรื่องของสันติภาพและสิ่งแวดล้อม กลุ่มแพทย์ไร้พรมแดน (Doctors Without Borders)

            NGOs ที่เป็นกลุ่มแนวคิดหรือองค์กรศาสนา
            เช่น Al Qaeda, Hezbollah ซึ่งบางครั้งถูกชาติตะวันตกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้ายระหว่างประเทศ (Terrorist) โดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์เครื่องบินชนอาคารแฝดเวิร์ลเทรด เซ็นเตอร์ ประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 หรือเรียกว่าเหตุการณ์ 911

o ตัวแสดงที่มิใช่รัฐอื่นๆ
            เช่น ปัจเจกบุคคล อดีตรองประธานาธิบดี อัล กอร์ แห่งสหรัฐฯ แสดงบทบาท คือ การรณรงค์เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมโลก โดยเฉพาะภาวะโลกร้อน
            ข้อสังเกต คือ อัล กอร์ รณรงค์กับคนส่วนใหญ่ทั่วโลก ไม่เฉพาะกับคนอเมริกัน มีกิจกรรมต่อเนื่อง เป็นที่โดดเด่นในสื่อกับวิชาวิชาการ สาขาการระหว่างประเทศ อัล กอร์ ไม่ได้ไปในนามของอดีตรองประธานาธิบดี แต่ไปในนามบุคคลธรรมดาที่สนใจรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม เหมือนนักเคลื่อนไหว (activist) คนหนึ่ง นายอัล กอร์ ได้สร้างภาพยนตร์สารคดี "An Inconvenient Truth”นำเสนอความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติเอาไว้อย่างน่าสนใจ
          ผลการสำรวจของ “Pew” พบว่า คนส่วนใหญ่จาก 47 ประเทศทั่วโลก เป็นว่า ปัญหามลภาวะ (pollution) และปัญหาสิ่งแวดล้อม (environmental problems) เป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดของโลก ไม่ใช่เรื่องการก่อการร้าย หรืออาวุธนิวเคลียร์
            อินเตอร์เน็ตที่เชื่อมโยงผู้ใช้ทั่วโลก ส่งผลทำให้แต่ละปัจเจกบุคคลมีอิทธิพล ปัจเจกบุคคลสามารถส่งผ่านความคิดความเห็นของเขาแก่ทุกคนที่เข้าไปสัมพันธ์ด้วยผ่านอินเตอร์เน็ต

“ตัวแสดงมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน”
            · เหตุการณ์ระหว่างประเทศเกิดขึ้น เนื่องจากมีตัวแสดงหนึ่งกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป และบ่อยครั้งจะมีตัวแสดงอีกตัวหนึ่งตอบโต้ เกิดปฎิสัมพันธ์ระหว่างกัน

            ยกตัวอย่าง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงที่กำลังเป็นข่าวในปัจจุบัน
------------------------------

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 2

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120
ชาญชัย
“ผลประโยชน์แห่งชาติ”
            ไม่ว่ารัฐตั้งอยู่บนระบอบการปกครองรูปแบบใด บรรดารัฐทั้งหลายต่างถือว่าผลประโยชน์แห่งชาติคือปัจจัยหลักของการดำเนินนโยบายและการมีปฏิสัมพันธ์กับตัวแสดงอื่นๆ และเป็นที่ถกเถียงกันจนถึงทุกวันนี้ว่า แนวคิดนี้ถูกต้องหรือไม่อย่างไร 

“นิยามผลประโยชน์แห่งชาติ”
            Donald E. Nuechterlein ผลประโยชน์แห่งชาติ คือ “สิ่งที่จัดว่าเป็นความต้องการและความมุ่งหวังของประเทศในการดำเนินความสัมพันธ์กับรัฐอธิปไตยอื่นๆที่ประกอบกันเป็นสภาวะแวดล้อมของชาติดังกล่าว” (อ้าง Donald E. Nuechterlein, America Overcommitted: United States National Interests in the 1980’s)
            Hans Morgenthau (1904-1980) กล่าวว่า เป้าหมายของการดำเนินนโยบายประเทศคือเพื่อให้ได้อำนาจ ดังนั้น สามารถนิยามผลประโยชน์แห่งชาติว่าคือการได้มาซึ่งอำนาจนั่นเอง
            คือ อะไรก็ตามที่ประเทศนั้นเห็นว่าสมควรแก่เพิ่มพูน รักษาและปกป้องไว้ ซึ่งอาจเป็นความมั่นคง การอยู่ดีกินดี ค่านิยมหรืออุดมการณ์ที่ยึดถือ เกียรติภูมิ
            เค.เจ.โฮลสติ กล่าวว่า ผลประโยชน์แห่งชาติ อาจหมายถึง
            1. สิ่งที่น่าจะเป็นหรือควรจะเป็น
            2. สิ่งที่แสวงหาอยู่ตลอดมา
            3. สิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายบอกว่าเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ

· ระดับของผลประโยชน์
            เค.เจ.โฮลสติ แบ่งผลประโยชน์แห่งชาติเป็น 3 ระดับ
            1. ระดับแก่น คือ เรื่องการรักษาตัวรอด การป้องกันเขตแดนที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ ฯลฯ
            2. ระดับกลาง คือ การตอบสนองความ ข้อเรียกร้องของมหาชน ของเอกชน ผ่านการดำเนินการระหว่างประเทศ การเพิ่มเกียรติภูมิของรัฐและการขยายตัวในรูปแบบต่างๆ เช่น จักรวรรดินิยม เป็นต้น
            3. ระดับกว้าง คือ การเรียกร้องที่มีเป้าหมายทางแนวคิด ทัศนคติบางอย่าง เช่น ต้องการให้ประเทศอื่นๆพ้นจาก “ความด้อยพัฒนา”

            ตัวอย่าง ประเทศสหรัฐฯ ในปัจจุบัน เรียกร้องเรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตย เนื่องจากสหรัฐฯ เชื่อว่าหากนานาชาติปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแล้ว สหรัฐฯ จะมีความมั่นคง ไม่เกิดความขัดแย้งกับลัทธิคอมมิวนิสต์ในสมัยสงครามเย็น ทำให้เศรษฐกิจประเทศมั่งคั่ง

· ผลประโยชน์แห่งชาติเป็นตัวกำหนดนโยบายต่างประเทศ
            o นโยบายเกิดจากการตีความผลประโยชน์แห่งชาติและสร้างเป็นหลักคิดหรือแนวทางเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ
            · ไม่มีรัฐบาลใดออกนโยบายที่ขัดแย้งหรือไม่ตอบสนองต่อผลประโยชน์แห่งชาติ

            o แต่ในระดับปฏิบัติ การดำเนินนโยบายต่างประเทศหลายอย่างไม่อยู่ในสายตาหรือการรับรู้ของประชาชนทั่วไป แต่อยู่ในกลุ่มเล็กๆ ที่เกี่ยวข้อง การดำเนินนโยบายบางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติก็เป็นได้

            · ความสัมพันธ์ระหว่างผลประโยชน์แห่งชาติของแต่ละประเทศ ก่อเกิดเป็นความสัมพันธ์หลายรูปแบบ
            1. ร่วมมือกัน
            2. แข่งขันกัน เช่น การแข่งขันทางการค้า ต่างฝ่ายต่างต้องการขายสินค้าให้อีกประเทศหนึ่ง
            3. ขัดแย้งกัน ความขัดแย้งระหว่างประเทศบ่อยครั้งเกิดจากความขัดกันของผลประโยชน์แห่งชาตินี่เอง
            4. ไม่เกี่ยวข้องกัน คือ ต่างฝ่ายต่างไม่ได้ไม่เสียอะไร ต่างไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นนั้นๆ จึงไม่มีการติดต่อสัมพันธ์กันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือมีสัมพันธ์น้อย เป็นเพียงพิธีการ

            · รูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าว สามารถเกิดขึ้นพร้อมๆกัน

            o ประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง มีได้ทั้งความร่วมมือ ขัดแย้ง และไม่เกี่ยวข้องกัน ขึ้นว่าประเด็นว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่ อย่างไร
              · รูปแบบความสัมพันธ์ไม่คงที่ แปรเปลี่ยนได้เสมอ
            o ดังประโยคที่ว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร”
------------------------------

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 1

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 
ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่งประเทศ
ชาญชัย
“ความสำคัญของวิชา”
·       วิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้รับความสนใจอย่างมากภายหลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ ความปรารถนาที่จะสร้างสันติภาพให้แก่มวลมนุษยชาติ โดยหวังว่าความรู้ในศาสตร์นี้จะสามารถตอบคำถาม อธิบาย และนำไปใช้เป็นแนวทางในการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างประเทศ

· โลกเราแคบลงทุกวัน
โลกยุคนี้นับวันแต่แคบลงและใกล้ชิดกันมากขึ้น ข้าวไทยส่งออกทั่วโลกเป็นอันดับต้นๆของโลก คนไทยมีโอกาสดูภาพยนต์จากฮอลีวูดที่อยู่คนละซีกโลกกับประเทศไทย

· ประเทศไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยว การติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย
การปิดประเทศไม่ติดต่อกับประเทศอื่นๆ ไม่น่าจะเป็นนโยบายที่ดี แต่เราต้องติดต่อค้าขาย รัฐบาลไทยชุดแล้วชุดเล่าพยายามหาช่องทางค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น บางประเทศที่ยังไม่ได้ค้าสินค้านั้นๆก็ต้องดั้นด้นหาทางติดต่อซื้อขาย

· การติดต่อกับต่างประเทศมีผลต่อวิถีชีวิตของเรา
ถ้าเราไม่ติดต่อกับต่างประเทศ วันนี้เราอาจจะยังไม่มีรถไฟฟ้าทั้งแบบบนดินใต้ดิน ไม่มีอินเตอร์เน็ท ฯลฯ

แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการติดต่อกับต่างประเทศเราจะได้แต่สิ่งดีทั้งหมดหรือเสมอไป
· แม้เราไม่อยากติดต่อด้วย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลถึงเรา
เช่น ชนพื้นเมืองชาวอินเดียนแดงในทวีปอเมริกา แม้ต้องการดำเนินวิถีชวิตอยู่อย่างสงบ แต่ก็ไม่อาจทำให้ชาวยุโรปที่เข้ามายึดครองดินแดนจนหมดทวีปอเมริกาในที่สุด
ในสมัยยุคล่าอาณานิคม ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั้งหมดต่างตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ยกเว้นสยามประเทศภายใต้รัชกาลที่ 5
ในยุคปัจจุบัน แม้แทบไม่มีการยึดดินแดนของอีกประเทศหนึ่งแล้ว แต่ภัยคุกคามใหม่ๆเกิดขึ้น และกระทบทั่วโลก เช่น กรณีไข้หวัดนก (เชื้อไวรัสสายพันธุ์ H5N1) ภาวะโลกร้อน (Global warming)
· แต่ความจริงคือคนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสนใจกับเรื่องที่ราวที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศ หรือไม่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาก็ตาม
ปลายปี 1997 สำนักโพลล์แห่งได้สำรวจพบว่าชาวอเมริการ้อยละ 20 ที่บอกว่าตนเองติดตามข่าวระหว่างประเทศ

“ขอบเขตวิชา”
            เค.เจ.โฮลสติ มองว่าวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศศึกษาเรื่อง การปะทะสังสรรค์ทุกแบบระหว่างผู้ที่เป็นสมาชิกของต่างสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม ครอบคลุมเรื่องการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ และการเมืองระหว่างประเทศจะต้องศึกษาสถาบันการค้าระหว่างประเทศ กาชาดสากล การท่องเที่ยว การคมนาคมระหว่างประเทศ พัฒนาการค่านิยมและจริยธรรมระหว่างประเทศ
            สตีฟ ชาน มีความเห็นคล้ายของโฮลสติ ทั้งนี้ดูจากคำนิยามของเขาที่ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นการปะทะสังสรรค์ของตัวละครต่างๆ โดยที่การกระทำและสภาพการณ์ของตัวละครเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อตัวละครอื่นๆ ซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจควบคุมปกครองของตน
วิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International relations) คือวิชาที่ศึกษาว่าใครได้อะไรเมื่อไหร่ อย่างไรที่อยู่นอกเขตแดนของประเทศตน
·      เป้าหมายทางวิชาการ ของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ที่สุดแล้ว เป้าหมายของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่ที่
1.        การเข้าใจประเด็นหรือสถานการณ์ปัจจุบัน และ
2.        ในประเด็นที่อยู่ในความสนใจในปัจจุบัน จะคาดการณ์ความเป็นไปในอนาคต
3.        การเสนอแนะทางออกหรือให้ทิศทาง แนวการแก้ไข
ดังนั้น แนวเนื้อหาจึงพูดถึงประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมโลกหรือในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปัจจุบัน
สภาพความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เป็นอยู่ในอดีต ปัจจุบัน รวมทั้งอนาคตเกิดจากฝีมือมนุษย์เป็นสำคัญ ความสำคัญของการศึกษาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือเพื่อแสวงหา การบรรลุถึงเป้าหมายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดี ที่มีคุณค่า มีประโยชน์ ทั้งในระดับองค์กรจนถึงระดับปัจเจกบุคคล ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลเป็นอย่างไรสะท้อนประชาชนเจ้าของประเทศ หากจะให้รัฐมีสัมพันธ์ต่อกันที่ดีกว่านี้ ต้องแก้ไขที่ตัวประชาชนก่อน
(บทความนี้จะมีรายละเอียดเนื้อหาที่มากกว่าและลึกกว่า)

--------------------

รายชื่อบทเรียน ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
         
            เนื่องจากมีผู้สนใจ เนื้อหาบทเรียน “ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” อย่างต่อเนื่อง จึงของรวบรวมเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายต่อการสืบค้น ดังนี้
เนื้อหาแบ่งออกเป็น 6 หน้าหรือ 6 ตอน ดังนี้
หน้า
หัวข้อ
1
ความสำคัญของวิชา
“ขอบเขตของวิชา”
อ่านได้ที่ http://www.chanchaivision.com/2012/06/1.html
2
ผลประโยชน์แห่งชาติ
นิยามผลประโยชน์แห่งชาติ
อ่านได้ที่ http://www.chanchaivision.com/2012/06/2.html
3
ตัวแสดง-รัฐยังคงเป็นตัวแสดงหลักในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่
ตัวแสดงที่มิใช่รัฐ (NON STATE ACTOR)
ตัวแสดงมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน
อ่านได้ที่ http://www.chanchaivision.com/2012/06/3.html
4
ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
สัจนิยม
แก่นหลักคิดของสำนักสัจนิยม
 “HANS MORGENTHAU”
BALANCE-OF-POWER
อุดมคตินิยม
อ่านได้ที่ http://www.chanchaivision.com/2012/06/4.html
5
ตัวอย่างประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
สงครามเย็น
โลกาภิวัตน์
สหรัฐฯกับโลกาภิวัตน์
ไทยกับโลกาภิวัตน์
ภาวะโลกร้อน (Global warming)”
แนวทางแก้ไขภาวะโลกร้อน
สหรัฐฯกับภาวะโลกร้อน
ไทยกับภาวะโลกร้อน
คำถาม รัฐบาลไทยควรดำเนินการอย่างไรกับภาวะโลกร้อน
อ่านได้ที่ http://www.chanchaivision.com/2012/06/5.html
6
กรณีศึกษา: British Petroleum กับ CIA ร่วมกันโค่นล้มรัฐบาล Mossadegh
อ่านได้ที่ http://www.chanchaivision.com/2012/06/6.html

 อนึ่ง เนื้อหาทั้งหมดเป็นเพียงเนื้อหาเพื่อทำความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ในแต่หัวข้อยังมีรายละเอียดอีกมาก สามารถศึกษาได้จากตำราความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั่วไป
------------------------------

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

มหากายพ์กรีซในยูโรโซน: ตอน ‘รัฐบาลใหม่ โจทย์เดิม’

บทความ ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน 2012
ชาญชัย
            ผู้คนจำนวนไม่น้อยทั่วโลกต่างโล่งใจกับข่าวเลือกตั้งกรีซ เพราะพรรค New Democracy ที่ยึดมั่นแนวทางของกลุ่มยูโรโซนได้คะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งและเชื่อว่าจะสามารถจัดตั้ง รัฐบาลใหม่
นาย Antonis Samaras หัวหน้าพรรค New Democracy ประกาศทันทีหลังเสร็จสิ้นเลือกตั้งว่า “เราจะเคารพ [ข้อตกลงกับนานาชาติ] ที่ได้ลงนามไปแล้วรวมถึงพันธะภาระผูกพันทั้งหลายของกรีซ”
ด้วยคะแนนเสียงราวร้อยละ 30 ซึ่งสูงกว่านักวิเคราะห์บางคนคาดการณ์ พรรคจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ประกอบด้วยหลายพรรค
            มองในกรอบของประเทศกรีซ ต้องบอกว่าการเลือกตั้งไม่ได้แก้ปัญหาทั้งหมด เป็นเพียงการเลือก หลักคิดทิศทางการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของกรีซ ตัวปัญหาจริงกำลังรอให้รัฐบาลใหม่เข้าไปแก้
ปัญหายังเป็น โจทย์เดิมเมื่อกรีซเข้าระบบสกุลเงินยูโร ใช้จ่ายมากเก็บภาษีได้น้อย ค่าใช้จ่ายสาธารณะเพิ่มขึ้นมาก ค่าจ้างแรงงานภาครัฐเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในระยะสิบปีที่ผ่านมา ผลคือ ภาครัฐอยู่ในภาวะใช้จ่ายเกินตัว ก่อหนี้สินจำนวนมากจนไม่มีใครอยากให้กู้อีก กลายเป็นภาวะกดดันเศรษฐกิจประเทศ ฯลฯ
เป็นสภาพของ รัฐบาลใหม่ โจทย์เดิมภายใต้พรรคเก่า
            ในมิติทางการเมือง การดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ไม่ง่ายแน่นอน เพราะขณะนี้ประชาชนฝ่ายต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดมีจำนวนเพิ่มขึ้นและเกาะกลุ่มมากขึ้น ในทางการเมืองมีพรรค Syriza รองรับอยู่ การต่อสู้ทางการเมืองทั้งในและนอกสภาจะเข้มข้น
หากพรรค Syriza สามารถทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ในแง่มุมหนึ่งจะเป็นการตรวจสอบรัฐบาลทำให้รัฐบาลต้องทำงานด้วยความระมัดระวังรอบคอบ ในอีกแง่มุมหนึ่งจะเป็นเลื่อยไฟฟ้าพร้อมเลื่อยขาเก้าอี้รัฐบาลให้หักได้ในพริบตา
ชัยชนะของพรรค New Democracy ในวันนี้อาจกลายเป็นความพ่ายแพ้ในวันพรุ่งนี้ถ้าไม่สามารถแก้ไข โจทย์เดิมเหล่านั้น ส่งผลให้พรรค Syriza หรือพรรคที่อยู่ขั้วตรงข้ามกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบทางการเมืองและอาจชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า เมื่อนั้นพรรค Syriza กับขั้วตรงข้ามมีความชอบธรรมยิ่งที่จะดำเนินนโยบายตามที่ให้สัญญาณกับประชาชนกรีซที่สนับสนุนแนวทางของตน
เมื่อถึงวันนั้น ทั่วโลกจะหันกลับมาจับตามองการเมืองกรีซอีกรอบ
ผมคิดว่า ณ เวลานี้เป็นโอกาสดีที่กลุ่มชาติในยูโรโซนจะออกแรงให้การสนับสนุนด้วยกลไกต่างๆ รวมถึงยอมผ่อนคลายมาตรการรัดเข็มขัด ให้เงินกู้เพิ่มจากข้อกำหนดเดิม เพื่อส่งสัญญาณบวกและเสริมความเข้มแข็งแก่รัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรค New Democracy
ผลดีย่อมเกิดขึ้นไม่เฉพาะกรีซแต่กับระบบการเงินทั่วโลก รวมถึงเสถียรภาพของกลุ่มยูโรโซนด้วย อย่างน้อยก็ในช่วงระยะนี้ ส่วนอนาคตค่อยว่ากันอีกที
-----------------

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เมื่อเงิน 100 พันล้านยูโร ช่วยพยุงยูโรโซน

บทความ ฉบับวันที่ 10 มิถุนายน 2012
ชาญชัย
          วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน เป็นวันดีของรัฐบาลสเปน เมื่อ 17 ชาติสมาชิกยูโรโซนอนุมัติเงินช่วยเหลือ 100 พันล้านยูโรเพื่ออัดฉีดเข้าไปในธนาคารพาณิชย์หลายแห่งของสเปน
          นายกฯสเปน นาย Mariano Rajoy ถึงกับกล่าวว่า "ผมพอใจมาก ผมคิดว่าพวกเรา [ยูโรโซน] ได้ตัดสินใจก้าวสำคัญแล้ว"

'เพื่อสเปน'

            ย้อนหลังที่มาของเรื่องเกิดจากการที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ของสเปนเกิดภาวะฟองสบู่ แบัละกลายเป็นหนี้ NPL ของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งของสเปน ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าธนาคารเหล่านี้รวมถึงธนาคารยักษ์ใหญ่อันดับ 1 กับอันดับ 3 ของสเปน
            คงนึกภาพออกว่รัฐบาลสเปนไม่อาจปล่อยให้ธนาคารเหล่านี้ล้ม เพราะจะกระเทือนระบบการเงินการธนาคารทั้งประเทศ เกิดวิกฤตระบบการเงินของประเทศ เศรษฐกิจสเปนที่แย่อยู่แล้วจะยิ่งแย่กว่าเดิมอีก อัตราว่างงานที่สูงระดับร้อยละ 25 น่าจะถีบตัวเพิ่มขึ้นไปอีก
            ในแง่ของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คงยากจะรักษาตำแหน่ง ยากจะรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลต่อไปอีก
            และไม่อยากคาดเดาว่าจะเกิดผลกระทบทางสังคมอย่างไร สังคมการปั่นป่วนวุ่นวายหรือไม่
            ภายใต้กรอบคิดข้างต้น เงิน 100 พันล้านยูโรจึงเป็นเงินเพียงเล็กน้อยเมื่อแลกกับการพยุงระบบเศรษฐกิจสเปน พยุงเสถียรภาพทางการเมือง เสถียรภาพทางสังคม

'เพื่อยูโรโซน'

            มีประเด็นถกเถียงในยุโรปว่า เงินก้อนดังกล่าวถือว่าเป็นเงินกอบกู้เศรษฐกิจ (bailout) หรือเป็นเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) 
            ด้านนายกฯสเปน ออกมาแถลงว่า เงิน 100 พันล้านยูโรที่ได้รับจากชาติสมาชิกยูโรโซน ไม่ใช่เงินช่วยเหลือเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจสเปน แต่เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ปราศจากเงื่อนไขอื่นนอกภาคการเงิน
            ผมคิดว่าไม่ว่าผลการถกเถียงประเด็นดังกล่าวจะลงเอยเช่นไร ใครจะเป็นฝ่ายกดดันใคร หรือใครจะเป็นฝ่ายง้อใคร เงินก้อนดังกล่าวจะช่วยยับยั้งภาวะ 'วิตกจริต' ของภาคการเงินยูโรโซน
            อย่างน้อยก็พอช่วยได้ระยะหนึ่ง ช่วยต่อลมหายใจให้ยูโรโซนได้อีกสักหน่อย
            คืนนี้ เหล่าผู้นำยูโรโซนคงจะนอนหลับและฝันดี
           100 พันล้านยูโร ถือเป็นค่ายาที่ต้องชำระวันนี้ เพื่อพยุงสุขภาพระบบการเงินของยูโรโซน

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...