ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 29 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน

โรฮิงญา โจทย์ของรัฐบาลเมียนมาร์ที่กำลังปฏิรูปประเทศ
28 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
            สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดการปะทะกันระหว่างมุสลิมชาวโรฮิงญา ชาวยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธและเจ้าหน้าที่รัฐอีกรอบ นายอซ็อก นีกัม หัวหน้าเจ้าหน้าที่สหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนประจำประเทศเมียนมาร์ กล่าวว่า “ล่าสุดมี 22,587คนที่ถูกไล่ที่ บ้านเรือน 4,665 หลังคาถูกทำลาย” ในจำนวนดังกล่าว 21,700 คนเป็นชาวมุสลิม (Al Jazeera)
            สำนักข่าวรอยเตอร์ให้ภาพของความขัดแย้งโดยอ้างแหล่งข่าวจากชาวโรฮิงญาหลายคนว่าพวกตนเป็นฝ่ายถูกกระทำทั้งจากชาวยะไข่กับทหาร บ้านเรือนถูกเผา ถูกประทุษร้ายด้วยมีด ทหารยิงปืนเข้าใส่ หญิงชาวโรฮิงญาวัย 63 ปีคนหนึ่งเล่าว่า “พวกยะไข่ทำร้ายเราด้วยมีด จุดไฟเผาบ้านของเรา พวกเราไม่มีทรัพย์สินอะไร ฉันหนีออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าเพียงชุดเดียวที่กำลังใส่อยู่” (Reuters

เหตุการณ์ครั้งนี้รัฐบาลเมียนมาร์ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ไม่อาจทนนิ่งเฉยได้อีก เพราะความสนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์ไม่จำกัดอยู่ที่บางประเทศ แต่ยามนี้สหประชาชาติ เอ็นจีโอนานาชาติอย่างองค์กรสิทธิมนุษยชน (HRW) องค์กรนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ได้เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว และสื่อมวลชนนานาชาติเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง
            ผลที่ตามมาแม้จะไม่สั่นคลอนต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล ไม่กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมเท่าไรนัก แต่กระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการปฏิรูปให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ชาติประชาธิปไตยทั้งหลายที่อยากมีความสัมพันธ์ทางการเมืองทางเศรษฐกิจเมียนมาร์อาจรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย
ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี ได้กล่าวว่า “ในขณะที่นานาชาติจับจ้องการการเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ความวุ่นวายอาจทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสื่อมเสีย” พร้อมกับแสดงบทบาทของรัฐบาลว่า “ทหาร ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกับคนในพื้นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อคืนความสงบคืนความปลอดภัย [แก่พื้นที่] และจะใช้กฎหมายดำเนินการต่อทุกคนหรือองค์กรที่พยายามยั่วยุให้เกิดความไม่สงบดังกล่าว” (Al Jazeera)

ทำนองเดียวกับที่องค์กรสิทธิมนุษยชนกับองค์กรนิรโทษกรรมสากลมีแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลเมียนมาร์เข้ามาดูแลความสงบให้เข้มงวดกว่านี้
การให้สถานการณ์กลับสู่ความสงบเป็นสิ่งดี แต่ไม่เพียงพอ เพราะอาจปะทุขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้ รัฐบาลเมียนมาร์ที่กำลังแสดงตัวให้ชาวโลกเห็นว่ากำลังมุ่งสู่ความเป็นประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพจะแก้โจทย์เรื่องนี้อย่างไร เป็นเรื่องที่น่าติดตาม
ความตอนหนึ่งของแถลงการณ์ขององค์กรนิรโทษกรรมสากลระบุว่า “เหตุการณ์ล่าสุดระหว่างมุสลิมโรฮิงญากับชาวพุทธแสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนที่ฝ่ายรัฐจะต้องเข้ามาปกป้องทุกคน ทำลายวงจรความรุนแรงและการแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย” (Irrawaddy)
หากประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เลือกที่จะแก้ปัญหาในรูปแบบที่ชาติตะวันตกรับได้ ให้ชาวโรฮิงญาได้อยู่อย่างสงบปลอดภัย ผลดีที่ได้อาจมากกว่าปธน.เต็งเส่งคิดไว้เสียอีก เชื่อว่าแนวทางนี้คือแนวทางที่ชาติตะวันตกจะคอยเอาใจช่วย ในทางกลับกันหากประเด็นปัญหาก่อให้เกิดผู้บาดเจ็บล้มตาย เกิดผู้อพยพมากขึ้นรัฐบาลเมียนมาร์จะถูกกดดันมากขึ้นเช่นกัน
เรื่องนี้จะถูกจับตาดูต่อไป
-------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

กำเนิด “รัฐสมัยใหม่” ตัวแสดงเอกของโลก

ในโลกปัจจุบัน ในบรรดาตัวแสดงทุกประเภท “รัฐ” เป็นตัวละครหลัก/ ตัวแสดงเอก (primary actor) ของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่แปลกที่รัฐจะปรากฏอยู่ในหน้าข่าวต่างประเทศทุกวันและมากที่สุด
บทความนี้จะนำเสนอประวัติกำเนิด “รัฐสมัยใหม่” และข้อวิพากษ์ ประวัติที่มา :
            เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมสลาย ดินแดนในทวีปยุโรปแยกออกเป็นแว่นแคว้นต่างๆ ที่เป็นอิสระต่อกัน เช่น อิตาลีแบ่งออกเป็นรัฐลอมบาร์ดี โรมานญา ทัสคานี เนเปิล ซีซีลี รัฐสันตะปาปา ฯลฯ เยอรมนีแยกออกเป็นรัฐแซกซอน ฟรังโกเนีย บาวาเรีย ชวาเบน ไมเซน ฯลฯ ฝรั่งเศสแยกออกเป็นรัฐบูร์กอญ กาสกอญ ตูลูส โพรวองส์ ฯลฯ เช่นเดียวกับสเปนและยุโรปตะวันออก เป็นสภาพที่อำนาจการเมืองกระจัดกระจายไม่รวมศูนย์ดังสมัยจักรวรรดิโรมัน             จากนั้นการปกครองค่อยๆ พัฒนาเป็นระบบฟิลดัล (Feudal system) กับศาสนจักรโรมันคาทอลิก
            ศาสนจักรโรมันคาทอลิกเป็นองค์กรเดียวที่มีโครงสร้างทางอำนาจเข้มแข็ง บาทหลวงกระจายอยู่ทุกหนแห่ง ทุกแว่นแคว้น เป็นที่พึ่งของประชาชนท่ามกลางสภาวะสงคราม ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ             ในปี ค.ศ.800 เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ หลังจากพระเจ้าช…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…