ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สหรัฐฯ เชิญเมียนมาร์มาร่วมงานคอบร้าโกลด์ โอกาสกระชับความสัมพันธ์

19 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
            วันนี้ (19 ต.ค.) มีข่าวว่าสหรัฐฯ เชิญเมียนมาร์ร่วมสังเกตการณ์การฝึกคอบร้าโกลด์ เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อฝ่ายกองทัพเมียนมาร์ที่สหรัฐฯ เห็นว่ามีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน (Reuters)
            นักวิเคราะห์บางคนให้ความเห็นว่าการที่สหรัฐฯ เกี่ยวสัมพันธ์กับฝ่ายทหารอีกครั้ง เพื่อแยกเมียนมาร์ออกห่างจากจีน
            ผมวิเคราะห์ว่าเป้าหมายเบื้องต้นน่าจะเป็นเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ตามปกติ ทำความรู้จักระหว่างตัวบุคคล เป็นการทูตของฝ่ายทหารด้วยกัน และช่วยปูทางสู่การสัมพันธ์ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น ผ่านช่องทางอื่นๆ ต่อไป

            การสร้างความสนิทสนมระหว่างบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีย่อมช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี แล้วสิ่งดีๆ อื่นๆ จะตามมา
            การเชิญแม่ทัพนายกองเมียนมาร์มาประเทศไทยเพื่อสังเกตการณ์การฝึกทางทหารจึงมีความสำคัญ
            พูดในกรอบนโยบาย การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเป็นไปตามแนวนโยบายของประธานาธิบดีเทียน เส่ง กับประธานาธิบดีบารัก โอบามาอยู่แล้ว
ฝ่ายกองทัพเมียนมาร์ย่อมได้ประโยชน์จากการนี้
            เพียงแต่ปรับระดับความสัมพันธ์ ปรับระยะห่างระหว่างประเทศตนกับจีนและสหรัฐฯ ให้เหมาะสม เชื่อว่าย่อมเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย
            ไม่ต่างอะไรจากการที่ญี่ปุ่นเห็นว่าจีนเป็นหนึ่งในภัยคุกคามทางทหารที่สำคัญที่สุด จึงเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯ เพื่อป้องปรามจีน แต่นั่นไม่เป็นเหตุให้ญี่ปุ่นไม่ทำการค้าการลงทุนจำนวนมหาศาลกับจีน
            หรือจะยกตัวอย่างสหรัฐฯ ที่แม้ในเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงจะถือจีนเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุด แต่สหรัฐฯ ทำการค้าการลงทุนกับจีน สองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมทางเศรษฐกิจระดับมีผลต่อเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว
            ส่วนประเด็นละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นเชื่อว่าจะค่อยๆ ดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจเติบโต สังคมเชื่อมต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น
            ดังนั้น หากเมียนมาร์เปิดประเทศทางเศรษฐกิจมากขึ้นย่อมมีผลดีหลายอย่าง
            การส่งเทียบเชิญให้แม่ทัพนายกองเมียนมาร์มาร่วมสังเกตการณ์การฝึกคอบร้าโกลด์ จึงนับเป็นอีกหนึ่งเทียบเชิญสำคัญ มีความหมายของการยอมรับอยากผูกมิตร

ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าจะมองว่างานนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นก็ย่อมสามารถมองได้ เพราะจีนก็เป็นหนึ่งในผู้สงเกตการณ์อยู่แล้ว ถ้าจะมีเมียนมาร์มาร่วมด้วยก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร
หรือถ้าปีนี้ไม่มาร่วมงาน ก็ไม่แตกต่างหรือมีนัยในแง่ลบแต่ประการใด ยังสามารถสร้างสัมพันธ์ผ่านวิธีอื่นๆ วาระอื่นๆ อีกมากมายไม่จำเป็นต้องพึ่งงานคอบร้าโกลด์นี้
รวมความว่าส่งเทียบเชิญไปก็ดี ถ้ามายิ่งดี ถ้าไม่มาร่วมปีนี้ก็ไม่เสียหายอะไร
มองในภาพกว้างๆ ทุกชาติอาเซียน สหรัฐฯ กับชาติตะวันตกอื่นๆ ย่อมได้ประโยชน์จากการที่ฝ่ายกองทัพเมียนมาร์มีความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพประเทศอื่นๆ
ที่ควรย้ำเน้นคือ ความสัมพันธ์ที่ก่อเกิดไม่เพียงเพราะจะได้ผลประโยชน์ทางด้านความมั่นคงร่วมกัน แต่จะส่งผลดีต่อเรื่องการค้าการลงทุนระหว่างประเทศด้วย ถ้ายึดว่าทั้งสหรัฐฯ กับเมียนมาร์ต่างต้องการเห็นเศรษฐกิจเมียนมาร์เติบโตแบบเสรีนิยมมากขึ้น
ประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์จากงานนี้โดยตรง เพราะสถานที่จัดคือในประเทศของเราเอง ไทยจึงเป็นเจ้าบ้านที่ต้องคอยต้อนรับขับสู้อยู่แล้ว และสามารถทำได้ดีเสมอมา
------------------



ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

กำเนิด “รัฐสมัยใหม่” ตัวแสดงเอกของโลก

ในโลกปัจจุบัน ในบรรดาตัวแสดงทุกประเภท “รัฐ” เป็นตัวละครหลัก/ ตัวแสดงเอก (primary actor) ของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่แปลกที่รัฐจะปรากฏอยู่ในหน้าข่าวต่างประเทศทุกวันและมากที่สุด
บทความนี้จะนำเสนอประวัติกำเนิด “รัฐสมัยใหม่” และข้อวิพากษ์ ประวัติที่มา :
            เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมสลาย ดินแดนในทวีปยุโรปแยกออกเป็นแว่นแคว้นต่างๆ ที่เป็นอิสระต่อกัน เช่น อิตาลีแบ่งออกเป็นรัฐลอมบาร์ดี โรมานญา ทัสคานี เนเปิล ซีซีลี รัฐสันตะปาปา ฯลฯ เยอรมนีแยกออกเป็นรัฐแซกซอน ฟรังโกเนีย บาวาเรีย ชวาเบน ไมเซน ฯลฯ ฝรั่งเศสแยกออกเป็นรัฐบูร์กอญ กาสกอญ ตูลูส โพรวองส์ ฯลฯ เช่นเดียวกับสเปนและยุโรปตะวันออก เป็นสภาพที่อำนาจการเมืองกระจัดกระจายไม่รวมศูนย์ดังสมัยจักรวรรดิโรมัน             จากนั้นการปกครองค่อยๆ พัฒนาเป็นระบบฟิลดัล (Feudal system) กับศาสนจักรโรมันคาทอลิก
            ศาสนจักรโรมันคาทอลิกเป็นองค์กรเดียวที่มีโครงสร้างทางอำนาจเข้มแข็ง บาทหลวงกระจายอยู่ทุกหนแห่ง ทุกแว่นแคว้น เป็นที่พึ่งของประชาชนท่ามกลางสภาวะสงคราม ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ             ในปี ค.ศ.800 เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ หลังจากพระเจ้าช…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…