ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ฮิลลารี คลินตัน หญิงแกร่งหญิงเก่ง

26 ตุลาคม 2012
ชาญชัย
(ปรับปรุง 1 กุมภาพันธ์ 2013)
            ทั่วโลกเริ่มรู้จักชื่อฮิลลารี ร็อดแฮม คลินตันในฐานะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกาในปี 1993 เมื่อนายวิลเลียม เจฟเฟอร์สัน คลินตัน หรือที่มักรู้จักกันในนามบิล คลินตันได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
            ในฐานะสุภาพสตรีหมายเลข 1 เธอมีหน้าที่ต้องแสดงบทบาทสนับสนุนประธานาธิบดีหลายอย่าง แต่เรื่องที่เป็นข่าวดังทั่วโลกเมื่อเกิดเหตุอื้อฉาวทางเพศระหว่างตัวประธานาธิบดีคลินตันกับนักศึกษาหญิงที่มาฝึกงานในทำเนียบขาวคนหนึ่ง สื่อมวลชนนำเสนอข่าวความระหองระแหงระหว่างคู่สามีภรรยาอย่างต่อเนื่อง

            แต่นั่นไม่เป็นเหตุให้เธอท้อแท้ ฮิลลารี คลินตัน ลงสมัครเลือกตั้งตำแหน่งวุฒิสมาชิกเป็นครั้งแรกและชนะการเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกมลรัฐนิวยอร์กในคราวเลือกตั้งปลายปี 2000 และชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2006 ได้เป็นวุฒิสมาชิกต่ออีกสมัย
            เส้นทางการเมืองของเธอไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ ในปี 2007 เธออาจหาญประกาศลงชิงตำแหน่งผู้แทนพรรคเดโมแครตเพื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2008 เป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของพรรคที่ลงชิงตำแหน่งดังกล่าว และคู่แข่งสำคัญของเธอไม่ใช่อื่นใคร นั่นคือวุฒิสมาชิกบารัก โอบามาหรือประธานาธิบดีคนปัจจุบันนั่นเอง
            ด้วยความสามารถส่วนตัวอันโดดเด่นกับคะแนนนิยมภายในพรรคเดโมแครตที่เป็นรองเฉพาะนายโอบามา เธอจึงได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเมื่อนายโอบามาชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี และเริ่มฉายความสามารถให้ทั่วโลกได้ประจักษ์
            รัฐมนตรีคลินตันนิยามหลักการทำงานของเธอว่าเป็น “การทูตสาธารณะ” เธอต้องการนำเสนอจุดยืนหลักคิดของอเมริกาผ่านสื่อทุกประเทศ เพราะเธอคือตัวแทนของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ส่งสาสน์จากประเทศตนไปสู่คนทั่วโลก
เช่นกลางเดือนกรกฎาคม เธอได้เดินทางรอบโลกด้วยการเยือน 9 ประเทศ เริ่มจากฝรั่งเศส ต่อด้วยอัฟกานิสถาน ญี่ปุ่น มองโกเลีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา อียิปต์ จบที่อิสราเอล แล้วจึงบินกลับประเทศ คิดเป็นระยะทางบิน 43,450 กิโลเมตร (มากกว่าระยะทางรอบโลก 3,220 กิโลเมตร) และเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เยือนต่างประเทศมากที่สุดกว่าร้อยประเทศ
            ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเธอต้องเผชิญหน้ากับผู้นำประเทศต่างๆ อยู่เสมอ ทั้งพวกเห็นด้วยกับนโยบายสหรัฐฯ กับพวกที่คัดค้านต่อต้าน มีวาระที่ต้องเผชิญหน้ากับการโต้แย้ง การไม่เห็นด้วย จากผู้นำเหล่านั้น
            เฉพาะในรอบเดือนที่ผ่านมา เธอต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งของประเทศอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก ต้องเผชิญกับปัญหาการเผาโจมตีจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายต่อสถานกงสุลสหรัฐฯ ประจำเมืองเบงกาซี ต้องเตรียมการป้องกันสถานทูต สถานที่สำคัญๆ ทั่วโลกจากเหตุมุสลิมลุกฮือประท้วงเพราะภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนา จนถึงนายกรัฐมนตรีอิสราเอลออกโรงโจมตีความอ่อนแอของประธานาธิบดีโอบามาต่อนโยบายโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน
            ประเด็นร้อนแรงที่เธอต้องเผชิญครั้งสุดท้ายน่าจะเป็นเรื่องการเผาโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ประจำเมืองเบงกาซี ประเทศลิเบีย เอกอัครราชทูตพร้อมกับเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันอีก 3 คนเสียชีวิตในบริเวณสถานกงสุล ไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลโอบามาสามารถพลิกเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยการแสดงจุดยืนว่าประชาธิปไตยยังหมายถึงการที่พลเมืองมีเสรีภาพในการพูดสิ่งที่เขากับกลุ่มของเขาคิดเห็นโดยปราศจากความกลัว บนพื้นฐานของหลักนิติธรรมและกระบวนการที่ปกป้องสิทธิของทุกคน แผ่นดินอเมริกาเป็นบ้านของคนทุกความเชื่อทุกศาสนา และรัฐบาลสหรัฐฯ กับลิเบียกำลังเร่งหาตัวผู้กระทำผิดซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนลิเบีย รัฐบาลและชาวลิเบียไม่เห็นด้วยกับการก่อการร้าย
            ไม่ว่าความจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร ความผิดพลาดความสับสนของข้อมูลเหตุการณ์อยู่ตรงไหน ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ นางฮิลลารี คลินตันยืดอกแสดงความรับผิดชอบว่าตนเป็นผู้รับผิดชอบดูแลกระทรวงการต่างประเทศที่มีเจ้าหน้าที่กว่า 6 หมื่นคนในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก 275 แห่ง ส่วนใครจะตีความว่าเป็นการเบี่ยงเป้าไม่ให้โจมตีประธานาธิบดีโอบามาในช่วงหาเสียงโค้งสุดท้ายก็แล้วแต่ว่าใครจะมีมุมมองเช่นไร
            มาถึงบัดนี้ นางฮิลลารี ร็อดแฮม คลินตัน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2 สมัย อดีตวุฒิสมาชิกมลรัฐนิวยอร์ก 2 สมัยและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศประกาศจะไม่ได้รับตำแหน่งสมัยที่ 2 อีกไม่ว่าประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะได้รับเลือกอีกสมัยหรือไม่
            รัฐมนตรีคลินตันในวัย 64 ปีตัดสินใจแล้วว่าตนได้มาถึง ณ เวลาที่จะหยุดได้พักจากการงานทั้งปวง แม้ใจนั้นยังตั้งใจแน่วแน่ที่จะรับใช้ชาติตลอดไป
            คนจำนวนมากจะเฝ้ารออ่านหนังสืออัตชีวประวัติของหญิงแกร่งหญิงเก่งคนนี้
            ………..



รัฐมนตรีต่างประเทศฮิลลารี คลินตัน กล่าวสุนทรพจน์สุดท้าย ความตอนสุดท้ายว่า “และมาถึงวันนี้ หลังจากทำหน้าที่มาสี่ปี เดินทางมาแล้วเกือบ 1 ล้านไมล์ เยี่ยมเยือน 112 ประเทศ ทำให้ข้าพเจ้ายิ่งมีความเชื่อมั่นต่อประเทศของเรา เชื่อมั่นว่าอนาคตของเราจะดีขึ้น ข้าพเจ้ารู้ว่ามันเป็นอย่างไรเมื่อเครื่องบินสีฟ้าขาวประทับด้วยคำว่า “สหรัฐอเมริกา” แตะพื้นบนเมืองหลวงบางแห่งที่ห่างไกล ข้าพเจ้าได้รับเกียรติอย่างสูงส่งพร้อมกับความรับผิดชอบในฐานะตัวแทนของประเทศที่สำคัญยิ่งของโลก ข้าพเจ้ามั่นใจว่าผู้รับงานต่อจากข้าพเจ้า ทีมงานของเขา และทุกคนที่ทำงานในตำแหน่งต่างๆ -ที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นสิทธิพิเศษ-จะทำหน้าที่นำในศตวรรษนี้ดังเช่นที่เราได้ทำเมื่อศตวรรษก่อน ด้วยความชาญฉลาด ไม่รู้จักเหนื่อยล้า เต็มด้วยความกล้าหาญ เพื่อจะทำให้โลกนี้มีสันติภาพมากขึ้น ปลอดภัยขึ้น มั่งคั่งขึ้น และมีอิสรภาพมากขึ้น และนั่น ข้าพเจ้าขอขอบคุณยิ่ง”
--------------------------


บรรณานุกรม:

1. Remarks on American Leadership at the Council on Foreign Relations, January 31, 2013, http://www.state.gov/secretary/rm/2013/01/203608.htm

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

กำเนิด “รัฐสมัยใหม่” ตัวแสดงเอกของโลก

ในโลกปัจจุบัน ในบรรดาตัวแสดงทุกประเภท “รัฐ” เป็นตัวละครหลัก/ ตัวแสดงเอก (primary actor) ของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่แปลกที่รัฐจะปรากฏอยู่ในหน้าข่าวต่างประเทศทุกวันและมากที่สุด
บทความนี้จะนำเสนอประวัติกำเนิด “รัฐสมัยใหม่” และข้อวิพากษ์ ประวัติที่มา :
            เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมสลาย ดินแดนในทวีปยุโรปแยกออกเป็นแว่นแคว้นต่างๆ ที่เป็นอิสระต่อกัน เช่น อิตาลีแบ่งออกเป็นรัฐลอมบาร์ดี โรมานญา ทัสคานี เนเปิล ซีซีลี รัฐสันตะปาปา ฯลฯ เยอรมนีแยกออกเป็นรัฐแซกซอน ฟรังโกเนีย บาวาเรีย ชวาเบน ไมเซน ฯลฯ ฝรั่งเศสแยกออกเป็นรัฐบูร์กอญ กาสกอญ ตูลูส โพรวองส์ ฯลฯ เช่นเดียวกับสเปนและยุโรปตะวันออก เป็นสภาพที่อำนาจการเมืองกระจัดกระจายไม่รวมศูนย์ดังสมัยจักรวรรดิโรมัน             จากนั้นการปกครองค่อยๆ พัฒนาเป็นระบบฟิลดัล (Feudal system) กับศาสนจักรโรมันคาทอลิก
            ศาสนจักรโรมันคาทอลิกเป็นองค์กรเดียวที่มีโครงสร้างทางอำนาจเข้มแข็ง บาทหลวงกระจายอยู่ทุกหนแห่ง ทุกแว่นแคว้น เป็นที่พึ่งของประชาชนท่ามกลางสภาวะสงคราม ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ             ในปี ค.ศ.800 เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ หลังจากพระเจ้าช…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…