ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตอนที่ 3

กรณีคะแนน electoral votes ไม่สามารถตัดสินว่าใครได้เป็นประธานาธิบดี
31 ตุลาคม 2012
(ปรับปรุง 9 พฤศจิกายน 2012)
ชาญชัย
ดังได้กล่าวแล้วว่า Electors (คณะผู้เลือกตั้ง)จำนวน 538 คน หรือคะแนน electoral votes จำนวน 538 คะแนนนี้จะเป็นผู้เลือกและกำหนดว่าใครจะได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อถึงวันที่ 6 มกราคม 2013 รัฐสภารวมสองสภาจะเปิดการประชุมร่วมเพื่อนับจำนวน electoral votes โดยรองประธานาธิบดีซึ่งมีฐานะเป็นประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่งจะเป็นผู้รับผิดชอบการนับและประกาศผลการเลือกตั้งทั้งตำแหน่งประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดี
ถ้าไม่มีผู้สมัครตำแหน่งปธน.คนใดได้คะแนนเสียงข้างมาก คือจะต้องได้ 270 คะแนนหรือมากกว่า (จากคะแนนรวม 538 คะแนน) รัฐธรรมนูญมาตรา 12 บัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ตัดสินใจว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี โดยให้เลือกจากผู้สมัคร 3 คนแรกที่มีคะแนน electoral votes สูงสุด และทำการลงคะแนนอีกครั้งโดยแต่ละรัฐจะมีสิทธิเพียง 1 เสียง ผู้ชนะจะต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง
            ในกรณีนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นผู้ตัดสินใจเลือกปธน. ผลที่ออกมาอาจตรงหรือไม่ตรงกับผล electoral votes หรือ popular votes ก็เป็นได้ และเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เช่นในปี 1824 สภาผู้แทนราษฎรเลือกนาย John Quincy Adams เป็นปธน. แม้ว่านาย Andrew Jackson ได้คะแนน electoral votes กับ popular votes สูงกว่า
            ในทำนองคล้ายกัน ถ้าไม่มีผู้สมัครตำแหน่งรองปธน.คนใดได้คะแนนเสียงข้างมาก วุฒิสมาชิกจะเป็นผู้เลือกรองปธน. โดยเลือกจากผู้สมัคร 2 คนแรกที่มีคะแนน electoral votes สูงสุด การลงคะแนนแต่ละรัฐมีสิทธิตามจำนวนวุฒิสมาชิกที่แต่ละคนมี 1 เสียง

            คำถาม การเลือกตั้งปีนี้ (2012) มีโอกาสที่ผู้สมัครจะไม่ได้คะแนน electoral votes เกินกึ่งหนึ่งหรือไม่
            คำตอบ คือไม่มี เพราะไม่ปรากฎข่าวว่าผู้สมัครจากพรรคที่ 3 หรือพรรคขนาดเล็กมีความนิยมพอจะชนะการเลือกตั้งในรัฐใดรัฐหนึ่ง ดังนั้น คะแนน electoral votes จะอยู่ในสองพรรคใหญ่เท่านั้น และจะมีพรรคหนึ่งที่มีคะแนนเกินกึ่งหนึ่งแน่นอน
กรณีที่ผู้สมัครจะไม่ได้คะแนน electoral votes เกินกึ่งหนึ่ง จะเกิดในกรณีมีพรรคที่ 3 หรือพรรคขนาดเล็กชนะการเลือกตั้งบางรัฐ และพรรคใหญ่ทั้งสองพรรคต่างไม่สามารถได้คะแนนกึ่งหนึ่ง
            การเลือกตั้งเมื่อปี 1968 ผู้สมัคร George Wallace ในนามพรรค American Independent ได้คะแนน electoral votes 46 คะแนน เป็นการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายที่พรรคที่ 3 สามารถได้คะแนนดังกล่าว นับจากนั้นไม่เคยมีพรรคที่ 3 ที่ได้คะแนน electoral votes อีกเลย

            ระบบพรรคการเมืองสหรัฐฯ ได้พัฒนาสู่ระบบสองพรรคมานานแล้ว ยิ่งในระยะหลังบริบททางการเมืองกับยุทธศาสตร์การหาเสียงของสองพรรคใหญ่ไม่เกื้อหนุนให้ผู้สมัครพรรคเล็กมีโอกาสได้คะแนน electoral votes เหตุผลสำคัญคือคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่สนใจเลือกพรรคการเมืองขนาดเล็ก เพราะเห็นว่าอย่างไรเสียผู้สมัครพรรคเล็กจะไม่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งตำแหน่งปธน. ทำให้คะแนน electoral votes กระจุกตัวอยู่กับสองพรรคใหญ่เท่านั้น
            ดังนั้น แน่นอนว่าผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยต่อไปคือผู้สมัครจากสองพรรคใหญ่นั่นเอง
---------------------------------

บรรณานุกรม:
1. Summary of Key Dates for the 2012 Presidential Election. http://www.archives.gov/federal-register/electoral-college/key-dates.html
2. Frequently Asked Questions, What happens if no presidential candidate gets 270 Electoral votes? http://www.archives.gov/federal-register/electoral-college/faq.html#no270

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

กำเนิด “รัฐสมัยใหม่” ตัวแสดงเอกของโลก

ในโลกปัจจุบัน ในบรรดาตัวแสดงทุกประเภท “รัฐ” เป็นตัวละครหลัก/ ตัวแสดงเอก (primary actor) ของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่แปลกที่รัฐจะปรากฏอยู่ในหน้าข่าวต่างประเทศทุกวันและมากที่สุด
บทความนี้จะนำเสนอประวัติกำเนิด “รัฐสมัยใหม่” และข้อวิพากษ์ ประวัติที่มา :
            เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมสลาย ดินแดนในทวีปยุโรปแยกออกเป็นแว่นแคว้นต่างๆ ที่เป็นอิสระต่อกัน เช่น อิตาลีแบ่งออกเป็นรัฐลอมบาร์ดี โรมานญา ทัสคานี เนเปิล ซีซีลี รัฐสันตะปาปา ฯลฯ เยอรมนีแยกออกเป็นรัฐแซกซอน ฟรังโกเนีย บาวาเรีย ชวาเบน ไมเซน ฯลฯ ฝรั่งเศสแยกออกเป็นรัฐบูร์กอญ กาสกอญ ตูลูส โพรวองส์ ฯลฯ เช่นเดียวกับสเปนและยุโรปตะวันออก เป็นสภาพที่อำนาจการเมืองกระจัดกระจายไม่รวมศูนย์ดังสมัยจักรวรรดิโรมัน             จากนั้นการปกครองค่อยๆ พัฒนาเป็นระบบฟิลดัล (Feudal system) กับศาสนจักรโรมันคาทอลิก
            ศาสนจักรโรมันคาทอลิกเป็นองค์กรเดียวที่มีโครงสร้างทางอำนาจเข้มแข็ง บาทหลวงกระจายอยู่ทุกหนแห่ง ทุกแว่นแคว้น เป็นที่พึ่งของประชาชนท่ามกลางสภาวะสงคราม ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ             ในปี ค.ศ.800 เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ หลังจากพระเจ้าช…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…