เต็ง เส่งจับมือโอบามา ปฏิรูปเมียนมาร์สู่ประชาธิปไตย

26 พฤษภาคม 2013
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6047 วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2556
และเผยแพร่ผ่าน “US Watch” โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ,
http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1624)

            วันที่ 20 พฤษภาคม 2013 เป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างประเทศเมียนมาร์กับสหรัฐอเมริกา เมื่อประธานาธิบดีเต็ง เส่งเยือนทำเนียบขาวพบประธานาธิบดีบารัก โอบามา อย่างเป็นทางการ หลังผู้นำเมียนมาร์ทิ้งห่างการเยือนทำเนียบขาวถึง 47 ปี มีการลงนามความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พร้อมกับคำมั่นสัญญาจากประธานาธิบดีโอบามาที่จะสนับสนุนการปฏิรูปประเทศ ประธานาธิบดีเต็ง เส่งกล่าวเปรียบเทียบว่าประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบันเป็นประเทศประชาธิปไตยเฉกเช่นสหรัฐอเมริกา

คำถามจากนักสิทธิมนุษยชน
            ประเทศเมียนมาร์หรืออดีตสหภาพพม่าได้รับการตีตราจากชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่รัฐบาลกดขี่ข่มเหงประชาชน มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด เป็นที่มาของการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทางการเมืองต่อประเทศนี้ แต่ในเวลาเพียงสองสามปีสถานการณ์กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อรัฐบาลเต็ง เส่งประกาศปฏิรูปประเทศ แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมหลายประการ รัฐบาลโอบามาจึงปรับความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
            การปรับความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้เหล่านักสิทธิมนุษยชนตั้งคำถามว่ารัฐบาลอเมริกาให้ความสำคัญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์น้อยเกินไปหรือไม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อชาวโรฮิงญาเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนว่าจนถึงทุกวันนี้เจ้าหน้าที่รัฐยังมีส่วนสนับสนุนหรือมีส่วนละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อโรฮิงญาในทางใดทางหนึ่ง เช่นเดียวกับชนกลุ่มน้อยอีกหลายกลุ่มโดยเฉพาะพวกคะฉิ่น ชิน (Chin) และกะเหรี่ยงที่ถูกฆ่า ข่มขืน ทุบตี กักขัง คนเหล่านี้เป็นประชากรราวร้อยละ 35 ของประเทศ นายแฟรงค์ จานูซซี ประธานองค์กรนิรโทษกรรมสากล สำนักงานกรุงวอชิงตัน ให้ความเห็นว่าเวลานี้อาจเป็นเวลา (ให้รัฐบาล) เฉลิมฉลองชั่วขณะ แต่การแก้ปัญหายังไม่บรรลุผลอย่างแท้จริง ยังมีนักโทษการเมืองถูกกุมขัง ปัญหาโรฮิงญา ปัญหาชนกลุ่มน้อยต่างๆ ที่แม้จะทำข้อตกลงหยุดยิง “แต่ยังไม่เป็นข้อตกลงถาวร”
            นอกจากนี้ ยังมีผู้ตั้งคำถามว่าเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดในอดีตจะจัดการอย่างไร ดูเหมือนว่ารัฐบาลโอบามาจะลืมเรื่องเหล่านี้เสียสนิท คนเหล่านี้จะได้รับความยุติธรรมหรือไม่อย่างไร รวมถึงบรรดาคนที่เพิ่งถูกละเมิดเมื่อไม่นานนี้ รัฐบาลเมียนมาร์ได้ให้ความยุติธรรมอย่างเพียงพอหรือไม่ รัฐบาลอเมริกันคิดถึงเรื่องเหล่านี้มากน้อยเพียงไร

คำตอบเรื่องสิทธิมนุษยชน
            ทั่วโลกรับรู้ว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์ยังมีอยู่ แต่รัฐบาลอเมริกันไม่เห็นว่าเป็นอุปสรรคของการปรับความสัมพันธ์ ประธานาธิบดีบารัก โอบามาให้เหตุผลว่า “ประเทศก้าวเข้าสู่การปฏิรูปทางการเมืองกับทางเศรษฐกิจ” เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มจากการที่เมื่อสองปีก่อนรัฐบาลเมียนมาร์ทยอยปล่อยนักโทษการเมือง รวมทั้งนางอองซาน ซูจี และเธอได้เข้าสู่กระบวนการทางการเมือง การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมามีตัวแทนจากหลายกลุ่มเข้าร่วม อีกทั้งประธานาธิบดีเต็ง เส่งพยายามแก้ปัญหาชาติพันธุ์อย่างชาญฉลาดและเห็นด้วยที่จะเคารพสิทธิของประชาชน
            รัฐบาลอเมริกันทราบดีว่าการปฏิรูปยังคงเปราะบางไม่แน่นอน จึงติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศฮิลลารี คลินตัน (สมัยยังดำรงตำแหน่ง) กล่าวว่ารัฐบาลโอบามารู้ดีว่าความจริงแล้วการปฏิรูปตอนนี้จำกัดอยู่ในเมืองหลวงกับเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น ทหารรัฐบาลยังต่อสู้กับพวกคะฉิ่น พบการละเมิดมนุษยชนต่อชาวโรฮิงญาอย่างเป็นขบวนการ
            การให้โอกาส การเห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม คือคำตอบจากรัฐบาลโอบาม
            ความจริงแล้วควรยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องง่าย ยกตัวอย่างกรณีชาวโรฮิงญาที่ยังไม่เห็นคำตอบชัดเจน แม้กระทั่งนางอองซาน ซูจีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน เมื่อถูกซักถามประเด็นโรฮิงญากลับไม่แสดงท่าทีชัดเจน ได้แต่กล่าวว่า “ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะไม่มีประเทศใดยอมรับพวกเขาเช่นเดียวกับประเทศพม่า พวกเขาไม่รู้สึกว่าเป็นคนของประเทศใด” และเห็นว่า “ต้องสร้างบรรยากาศแห่งความปลอดภัยแก่คนที่มีความเห็นแตกต่าง ให้พวกเขาสามารถนั่งลงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และถกในประเด็นที่เห็นร่วม” สำหรับนางซูจีแล้วคำตอบเพื่อการแก้ปัญหาโรฮิงญายังต้องค้นหาต่อไป
            การที่โรฮิงญาจะเป็นพลเมืองเมียรมาร์หรือไม่นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การไม่พยายามแตะเรื่องนี้อาจทำให้บางคนตีความว่าอองซาน ซูจีตีกรอบให้ความสำคัญแก่คนบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนสากลอย่างครบถ้วน นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าทั้งนี้เป็นเพราะกังวลเรื่องผลกระทบทางการเมืองเนื่องจาก ประชาชน ผู้สนับสนุนเธอจำนวนมากต่อต้านโรฮิงญา
            เมื่อพูดถึง ประชาชนต้องกล่าวเสริมว่าคือเจ้าหน้าที่รัฐ ทหารตำรวจเมียนมาร์ไม่ใช่ใครอื่น พวกเขาคือประชาชนธรรมดาคนหนึ่งที่สวมชุดข้าราชการ มีสิทธิอำนาจตามกฎหมายกำหนด ถ้าหาก ประชาชนคนเมียนมาร์ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นว่าโรฮิงญาคือส่วนหนึ่งของประเทศ เป็นพลเมืองที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองตามกฎหมาย ก็ยากที่จะให้เจ้าหน้าที่รัฐกระทำตามบทบาทอย่างถูกต้อง เพราะการจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติคนไม่ใช่เรื่องง่าย ประธานาธิบดีเต็ง เส่งให้คำอธิบายได้ดี กล่าวว่าประเทศ “เราดำเนินตามระบอบประชาธิปไตย” แต่เนื่องจากเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีอายุเพียง 2 ปี จึงยังต้องเรียนรู้ต้องมีประสบการณ์อีกมาก “ประชาชนของเราจำต้องคุ้นเคยกับบรรทัดฐาน คุณค่าและวิถีปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตย” หากคิดอย่างเป็นธรรมแล้วแต่ละประเทศต้องใช้เวลายาวนานในการพัฒนาประชาธิปไตย (หรือพูดได้ว่าเป็นงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด) อเมริกาที่ก่อตั้งประเทศมาแล้วกว่า 200 ปียังมีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องจากสีผิวหรือเพศ ทำให้รัฐบาลจีนมีข้อตอบโต้ทุกครั้งเมื่อรัฐบาลอเมริกันกล่าวโทษการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน
            ประเด็นโรฮิงญา ชนกลุ่มน้อยต่างๆ จึงเป็นขวากหนามทั้งแก่รัฐบาลเต็ง เส่งกับนางอองซาน ซูจี และรัฐบาลโอบามา แต่หากไม่มีเหตุการณ์ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ ให้นักสิทธิมนุษยชนได้วิพากษ์วิจารณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะดำเนินไปด้วยดี การค้าการลงทุนจากนานาชาติจะดำเนินต่อไป
            ในแง่มุมของรัฐบาลโอบามาคือตระหนักว่าการปฏิรูป การแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนจำต้องใช้เวลา ขอเพียงเห็นการปฏิรูปก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมและทำตามข้อเรียกร้องบางประการที่รัฐบาลอเมริกันร้องขอ เช่น เรื่องการปล่อยตัวนักโทษการเมือง ให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ก็ถือว่ารัฐบาลเมียนมาร์สอบผ่านในเบื้องต้นแล้ว ส่วนในระยะยาวประธานาธิบดีโอบามาคาดหวังจะเห็นการแก้ไขรัฐธรรมให้เนื้อหาสาระสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาสู่ความเป็นประชาธิปไตย เป็นประเทศของชนทุกชาติพันธุ์ การเลือกตั้งในปี 2015 น่าจะนำสู่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

ประโยชน์ที่เมียนมาร์ได้รับ
            ช่วงที่เมียนมาร์ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร มีเพียงจีนกับอีกไม่กี่ประเทศที่เข้าไปลงทุน การปฏิรูปการเมืองเปิดทางให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนมากขึ้นโดยเฉพาะจากแหล่งทุนตะวันตก เรื่องนี้ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศอย่างยิ่ง เปรียบเหมือนรัฐบาลเมียนมาร์เปิดประมูลสินค้า แต่เดิมมีเพียงไม่กี่ประเทศเข้ามาประมูล แต่นับจากนี้อีกหลายประเทศจะเข้ามาร่วมประมูลด้วย ผลประโยชน์สูงสุดย่อมตกแก่เจ้าของสินค้าอันหมายถึงรัฐบาลเมียนมาร์นั่นเอง
            ตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโต ปีที่แล้วนักลงทุนต่างชาติเพิ่มการลงทุนในเมียนมาร์ถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์จากจำนวนทั้งสิ้น 94 บริษัท (เทียบกับปีก่อนหน้านั้นมีบริษัทต่างชาติเพียง 11 บริษัทลงทุน 300 ล้านดอลลาร์) การลงทุนส่วนใหญ่มาจากจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และสิงคโปร์ ประเทศเหล่านี้คือประเทศที่ลงทุนในเมียนมาร์อยู่ก่อนแล้วและเพิ่มการลงทุน ดังนั้น เมื่อประเมินว่าอีกไม่นานเม็ดเงินบริษัทชาติตะวันตกจะหลั่งไหลเข้ามา เม็ดเงินการลงทุนจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
            นอกจากประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับ ยังมีผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ รัฐบาลเต็ง เส่งได้รับการยอมรับจากชาติตะวันตก ทำให้ประเทศอื่นๆ พลอยให้การยอมรับโดยปริยาย และย่อมเชื่อได้ว่าประชาชนทั่วไปจะได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปประเทศ
            เมื่อหากมองย้อนหลัง 3-4 ปี จะเห็นว่านับจากรัฐบาลทหารเมียนมาร์ประกาศปฏิรูปประเทศ ประธานาธิบดีเต็ง เส่งก้าวขึ้นสู่อำนาจ บรรลุข้อตกลงกับอองซาน ซูจี ทำให้นางได้รับการปล่อยตัวและเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง จากนั้นรัฐมนตรีฮิลลารี คลินตันเยือนประเทศเมียนมาร์เมื่อปี 2011 ตามมาด้วยประธานาธิบดีบารัก โอบามาในปี 2012 การเยือนของผู้นำสหรัฐทำให้รัฐมนตรี ผู้นำอีกหลายประเทศต่อแถวเยือนเมียนมาร์ เริ่มปรับความสัมพันธ์ทางการเมือง เจรจาเรื่องการค้าการลงทุน ดังนั้นเมื่อประธานาธิบดีเต็ง เส่งเยือนสหรัฐพบประธานาธิบดีบารัก โอบามา จึงคาดการณ์ต่อได้ว่าอีกไม่นานประธานาธิบดีเต็ง เส่งจะเยือนประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรป
            สื่อต่างประเทศไม่ค่อยให้ความสำคัญการเยือนของประธานาธิบดีเต็ง เส่งเมื่อเทียบกับการเดินทางไปประเทศต่างๆ ของนางอองซาน ซูจี แต่หากวิเคราะห์จังหวะก้าวต่างๆ นับว่าเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ของชนชั้นปกครองโดยแท้ ตอกย้ำการเปลี่ยนภาพลักษณ์เก่ามาสู่ภาพลักษณ์ใหม่ ที่ประธานาธิบดีเต็ง เส่งถึงกับเปรียบเทียบว่าประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา
            ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนยังจะคาใจหลายคนต่อไป  อีกประเด็นที่ควรตั้งคำถามคือการปฏิรูปการเมืองเศรษฐกิจนั้นประชาชนจะได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใด เหล่านี้เป็นเรื่องที่ควรติดตาม และหากเมียนมาร์ปฏิรูประเทศสำเร็จ ต้องถือเป็นความดีความชอบของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง นางอองซาน ซูจีและประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ทั้งสามได้ร่วมกันผลักดัน
---------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
1. โรฮิงญาโจทย์ของรัฐบาลเมียนมาร์ที่กำลังปฏิรูปประเทศ
ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี ได้กล่าวว่า “ในขณะที่นานาชาติจับจ้องการการเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ความวุ่นวายอาจทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสื่อมเสีย

2. โรฮีนจา คนไร้รัฐ (Ookbee)
            การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้สามารถเริ่มต้นด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศพม่า ตั้งแต่ยุคโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ในอดีตได้ถักทอร้อยเรื่องราวของโรฮีนจาที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ หลายเหตุการณ์แม้กระทั่งยุคล่าอาณานิคม สงครามโลกครั้งที่ 2 จนพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศ กลับมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง
            ข้อเขียนชิ้นนี้นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่ชนพื้นเมืองอาระกันยังไม่ถูกเรียกว่าโรฮีนจา เข้าสู่ความขัดแย้งหลายระลอก จนพม่าประกาศเอกราช เกิดการปฏิวัติ รัฐบาลทหารกำหนดว่าใครเป็นพลเมือง พร้อมกับเหตุผลข้อโต้แย้ง ประเด็นถกเถียงและคาดการณ์อนาคต

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Remarks by President Obama and President Thein Sein of Myanmar After Bilateral Meeting, The White House, 20 May 2013, http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/05/20/remarks-president-obama-and-president-thein-sein-myanmar-after-bilateral
2. As Thein Sein Visits White House, Calls for Caution on US Military Ties, The Irrawaddy, 22 May 2013, http://www.irrawaddy.org/archives/35004
3. Freedom House: White House Welcome of President Thein Sein is Premature, Freedom House, Press Release, 16 May 2013, http://www.freedomhouse.org/article/freedom-house-white-house-welcome-president-thein-sein-premature
4. Myanmar's White House bow: well done, but not mission accomplished, Christian Science Monitor, 20 May 2013, http://news.yahoo.com/myanmars-white-house-bow-well-done-not-mission-213607562.html
5. Freedom in the World 2013, Freedom House, http://www.freedomhouse.org/report/freedom-world/2013/burma, Accessed 21 May 2013
6. U.S. Policy Toward Burma, Statement Before the House Committee on Foreign Affairs Subcommittee on Asia and the Pacific, April 25, 2012, http://www.state.gov/p/eap/rls/rm/2012/188446.htm
7. Human Rights in Burma, 28 February 2013, http://www.state.gov/j/drl/rls/rm/2013/205475.htm
8. Suu Kyi says Myanmar's Muslims must be made to feel secure, Reuters, 17 April 2013,
http://uk.news.yahoo.com/suu-kyi-says-myanmars-muslims-must-made-feel-110324173.html
9. Foreign Investment Jumps Fivefold in Burma, The Irrawaddy, 13 May 2013,
http://www.irrawaddy.org/archives/34427
-------------------------------

ร้านค้า ยูนิลีเวอร์ อย่างเป็นทางการใน #lazada

ร้านค้า ยูนิลีเวอร์ อย่างเป็นทางการใน #lazada
สนใจคลิกที่รูป

Lazada แจกคูปองส่วนลดพิเศษ สนใจคลิก

กลุ่มไลน์ ติดตามข่าวสารทั่วโลก

กลุ่มไลน์ ติดตามข่าวสารทั่วโลก
https://line.me/ti/g2/6rXIwiNZgKq21mhYLjKfBA?utm_source=invitation&utm_medium=link_copy&utm_campaign=default

ลิงก์เดียวซื้อประกันได้ทุกชนิด สนใจคลิกครับ

ลิงก์เดียวซื้อประกันได้ทุกชนิด สนใจคลิกครับ
ซื้อประกันออนไลน์สะดวก รวดเร็ว ติดต่อ 24 ชม.

เลือกซื้อประกันชีวิตแบบที่ต้องการ

เลือกซื้อประกันชีวิตแบบที่ต้องการ
ซื้อออนไลน์ด้วยตัวเอง ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน สอบถาม 24 ชม. สนใจคลิกดูก่อน

ซื้อประกัน พ.ร.บ. รถยนต์ แล้วต่อภาษีได้เลย ง่ายๆ เพียงไม่กี่คลิก ซื้อได้ทั่วประเทศ

ซื้อประกัน พ.ร.บ. รถยนต์ แล้วต่อภาษีได้เลย ง่ายๆ เพียงไม่กี่คลิก ซื้อได้ทั่วประเทศ
ซื้อหรือสอบถามคลิกที่รูป หรือโทร 091-0597905