ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ข้อเสียจากนโยบายเชื้อสายนิยมในมาเลเซียและข้อโต้แย้ง

27 พฤษภาคม 2013
ชาญชัย
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2556, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1263)

            ประเทศมาเลเซียประกอบด้วยพลเมืองหลายเชื้อสาย ปัจจุบันร้อยละ 50 เป็นพวกเชื้อสายมาเลย์ ร้อยละ 24 คือจีน ส่วนชนพื้นเมืองมีราวร้อยละ 11 พวกเชื้อสายอินเดียราวร้อยละ 7 และเชื้อสายอื่นๆ อีกราวร้อยละ 8 แม้พลเมืองจะประกอบด้วยหลายเชื้อสายแต่รัฐธรรมนูญมาเลเซีย มาตรา 153 บัญญัติให้ “ฐานะพิเศษ” แก่คนเชื้อสายมาเลย์และคนพื้นเมืองรัฐซาบาห์กับซาราวัก หรือที่เรียกว่าพวกภูมิบุตร คนกลุ่มนี้รัฐจะต้องเกื้อกูลช่วยเหลือ แม้ว่ามาตราเดียวกันนี้บัญญัติว่ารัฐบาลจะต้องปกป้องสิทธิของชนเชื้อสายอื่นๆ อย่างเท่าเทียม แต่มีผู้โต้แย้งว่าเสียงของพวกภูมิบุตรดังกว่าเชื้อสายอื่นๆ
            ในด้านการเมืองการบริหารประเทศ ตลอดห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมาอัมโน (United Malays National Organisation หรือ UMNO) คือพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมาโดยตลอด พรรคดังกล่าวมีคนเชื้อสายมาเลย์เป็นฐานเสียงหลัก ในปี 1971 ประกาศนโยบาย New Economic Policy (NEP) โดยระบุเป้าหมายหลักของนโยบายดังกล่าวคือเพื่อลดความยากจนโดยไม่คำนึงถึงเชื้อสายและต้องการปรับโครงสร้างสังคมไม่ให้กิจกรรมเศรษฐกิจผูกกับความเป็นเชื้อสาย จนมาถึงปี 2010 นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ประกาศนโยบาย New Economic Model (NEM) ทั้งนโยบาย NEP กับ NEM ที่มาใหม่ต่างถูกชาวมาเลเซียโดยเฉพาะพวกเชื้อสายจีนกับอินเดียและพรรคฝ่ายค้านโจมตีว่าเป็นนโยบายที่ไม่เท่าเทียม ต้องการเอาใจพวกเชื้อสายมาเลย์และมีข้อเสียมากมาย

            ฝ่ายที่โจมตีนโยบายของรัฐบาลชี้ว่านโยบาย NEP/NEM เป็นต้นเหตุของการคอร์รัปชัน เนื่องนโยบายเหล่านั้นเป็นที่มาของการบริหารภาครัฐอย่างไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ เกิดคดีคอร์รัปชันในภาครัฐจำนวนมาก ชาวมาเลเซียบางคนวิจารณ์ว่านักการเมือง รัฐมนตรีฝ่ายรัฐบาลมีพฤติกรรมทุจริตใช้อำนาจในทางมิชอบ เช่น กิจการเอกชนที่มีเคยมีกำไรสูงจะถูกบีบให้ขายให้แก่บริษัทที่นักการเมืองเป็นเจ้าของหรือด้วยการออกกฎระเบียบเพื่อจะได้กิจการ เช่นเดียวกับบรรดากิจการของรัฐที่มีกำไรนักการเมืองจะใช้อำนาจเข้าควบคุมโดยใช้บริษัทของพวกตนเข้ามาซื้อกิจการ เช่น กิจการทางด่วน ไฟฟ้า น้ำประปา ส่วนกิจการที่ไม่มีกำไร เช่น รถไฟ ก็จะปล่อยให้รัฐเป็นเจ้าของต่อไป
            การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลที่แพงเกินจริงเป็นการคอร์รัปชันอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำกันมาก กรณีตัวอย่างบริษัท Kuala Dimensi ทำการซื้อที่ดินจากกลุ่มชาวประมงในราคา 100 ล้านริงกิตแล้วนำมาขายให้แก่หน่วยงานรัฐ Port Klang Authority ในราคา 1 พันล้านริงกิต เชื่อกันว่าบริษัทดังกล่าวคือคนของนักการเมืองพรรครัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อซื้อที่ดินจากชาวบ้านในราคาถูกแล้วนำมาขายแก่หน่วยงานรัฐที่พวกเขาควบคุม นอกจากนี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่าคดีคอร์รัปชันสำคัญๆ หลายคดีไม่คืบหน้าเพราะคดีเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีอาวุโส
            ข้อเสียที่ร้ายแรงกว่าคอร์รัปชันคือทำให้สังคมอยู่ในภาวะแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย นักวิชาการบางคนเห็นว่าการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายเริ่มต้นจากการที่พวกภูมิบุตรเชื่อมาแต่ดั้งเดิมว่าพวกเชื้อสายจีนเข้ามาครอบงำเศรษฐกิจประเทศที่เป็นของตน ในขณะที่พวกเชื้อสายจีน อินเดียที่มีฐานะเป็นพลเมืองเต็มขั้นเห็นว่ารัฐบาลไม่เสมอภาค พยายามลิดรอนสิทธิของตน พวกเชื้อสายจีนเห็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาไม่มีสิทธิไม่มีเสียง ได้แต่ทำตามที่รัฐบาลกำหนด เป็นความรู้สึกเก็บกด เห็นว่าพวกเขาเป็นผู้รับคำสั่ง ส่วนพวกเชื้อสายมาเลย์เป็นผู้ออกคำสั่ง นโยบายเรื่องความเท่าเทียมที่รัฐบาลประกาศนั้นในทางปฏิบัติไม่ตรงกับสิ่งที่เขียนไว้บนกระดาษ รัฐบาลภายใต้พรรคอัมโนมักดำเนินนโยบายที่พวกภูมิบุตรได้ประโยชน์เป็นพิเศษเสมอ
            รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ (คนจากพรรคอัมโน) เคยยอมรับผลเสียอันเนื่องจากนโยบายเกื้อหนุนภูมิบุตร ยอมรับว่าที่ผ่านมารัฐบาลแทรกแซงเศรษฐกิจและครอบงำด้วยกิจการที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ (Government Linked Companies) บริษัทเหล่านี้มักมีผลประกอบการต่ำกว่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อกิจการอื่นๆ ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ กระทบต่อธุรกิจภาคเอกชน รัฐบาลจึงหวังปฏิรูปเศรษฐกิจให้เอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนมากขึ้น ลดการแทรกแซง ให้ตลาดแข่งขันโดยเสรี แต่นักวิเคราะห์บางคนยังเห็นว่ารัฐบาลนาจิบยังบริหารภายใต้แนวทางแบบเดิมมากกว่าจะยึดแนวปฏิรูปเศรษฐกิจ

            ในขณะที่พวกเชื้อสายจีนกับอินเดียและพรรคฝ่ายค้านโจมตีนโยบายเชื้อสายนิยมของรัฐบาล ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยและออกมาโต้แย้งคือพรรคร่วมรัฐบาลบีเอ็น (Barisan Nasional หรือ BN) โดยมีพรรคอัมโนเป็นแกนนำกับสมาชิกพรรคได้โต้แย้ง เริ่มจากการกล่าวว่าเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเชื้อสายเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านกล่าวอ้างเพื่อการหาเสียงโจมตีรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลปฏิเสธแนวคิดความไม่เท่าเทียมทางเชื้อสาย ยืนยันว่ารัฐบาลปฏิบัติต่อทุกฝ่ายอย่างยุติธรรม อดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัยและอดีตหัวหน้าพรรคอัมโน ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด กล่าวว่าพรรคฝ่ายค้านยึดถือคติดังกล่าวและพยายามเผยแพร่ว่าไม่มีความเท่าเทียมในประเทศมาเลเซีย พวกเขาต้องการให้พวกเชื้อสายมาเลย์ละทิ้งสิทธิที่พวกเขาพึงมียุทธศาสตร์การหาเสียงของพวกเขาคือทำให้คนเชื้อสายอื่นๆ เห็นว่าพวกตนได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม
            พรรคร่วมรัฐบาลบีเอ็นยกเหตุผลอีกว่า พรรคของตนไม่ใช่มีแต่พวกภูมิบุตรหรือพวกเชื้อสายมาเลย์เท่านั้น คนเชื้อสายจีน เชื้อสายอินเดียสนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลเช่นกัน และชี้ว่าด้วยเหตุที่พรรคร่วมรัฐบาลประกอบด้วยสมาชิกทุกเชื้อสายจึงเป็นเหตุให้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา (ยกเว้นการเลือกตั้งปี 2008 กับ 2013) พรรคร่วมรัฐบาลได้ที่นั่งในสภาเกินสองในสาม หากไม่แล้วพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่มีโอกาสได้ที่นั่งในสภามากขนาดนั้น
            พรรคร่วมรัฐบาลยังชี้อีกว่าสิ่งสำคัญที่คนเชื้อสายอื่นต้องการคือเศรษฐกิจที่ดี หาใช่เรื่องความไม่เท่าเทียมตามที่พรรคฝ่ายค้านกล่าวอ้าง โดยยกกรณีตัวอย่างการเลือกตั้งเมื่อปี 1999 พรรคร่วมรัฐบาลได้ชนะชัยท่วมท้นเนื่องจากรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาวิกฤตการเงินในยุคนั้น (วิกฤตต้มยำกุ้ง) ดังนั้น สิ่งที่พวกเชื้อสายจีนต้องการคือเศรษฐกิจที่ดี ไม่ใช่แก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมตามที่ฝ่ายค้านกล่าวอ้าง นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่าพวกเชื้อสายจีนต้องการนโยบายเศรษฐกิจที่เอื้อให้ประเทศเจริญเติบโตรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ แต่หากการเร่งเติบโตจนเกินควรจะกลายเป็นความไม่ยั่งยืน พรรคร่วมรัฐบาลขอยึดแนวทางระบบเศรษฐกิจที่กระจายความมั่งคั่งอย่างยุติธรรม (fairly) แทนนโยบายเศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรง
            เป้าหมายของพรรคร่วมรัฐบาลคือส่งเสริมความเท่าเทียมของทุกเชื้อสาย พยายามลดความเลื่อมล้ำต่างๆ จึงมีนโยบายสนับสนุนให้คนยากจนได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ ไม่ให้เกิดปัญหาความแตกต่างทางฐานะเศรษฐกิจที่มากเกินไป ความเหลื่อมล้ำที่มากเกินเป็นเหตุให้สังคมไร้เสถียรภาพ เกิดความวุ่นวายทางการเมือง
            สถิติระหว่างปี 2000-2012 มาเลเซียมีค่าเฉลี่ยจีดีพีอยู่ที่ร้อยละ 1.30 สูงสุดที่ 5.90 เมื่อเดือนกันยายน 2009 ต่ำสุดติดลบ 7.60 เมื่อเดือนมีนาคม 2009 (ผลจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) โดยรวมแล้วเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วในเอเชีย อัตราว่างงานเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ร้อยละ 3 ลดลงจากร้อยละ 3.30 เมื่อเดือนมกราคม 2013 ดังนั้น ตลอดหลายปีที่พรรคร่วมรัฐบาลบริหารประเทศนั้นเศรษฐกิจประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี

            ไม่ว่าจะด้วยเหตุพรรคฝ่ายค้านเข้าใจผิดหรือพรรคร่วมรัฐบาลไม่ยอมเข้าใจ ความจริงอย่างหนึ่งที่แน่นอนคือความแตกแยกของพลเมืองเชื้อสายต่างๆ นั้นมีอยู่จริง แต่จะมากหรือน้อยรุนแรงเพียงใดขึ้นกับมุมมองของแต่ละคน นับจากประเทศได้รับเอกราชเป็นต้นมาจบถึงบัดนี้ ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเชื้อสายยังเป็นประเด็นหลักที่สังคมถกเถียงเรื่อยมา ประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่พ้นสภาวะแห่งการต่อสู้แข่งขันทางเชื้อสาย เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน บรรดาพรรคการเมืองมีสภาพเป็นตัวแทนการต่อสู้ทางเชื้อสายไม่มากก็น้อย
            การที่พรรคการเมืองทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ไม่ใช่เรื่องผิด หรือที่จะนำเสนอนโยบายตอบสนองกลุ่มผลประโยชน์ของตนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ประเด็นอยู่ที่ว่าพรรคการเมืองพยายามทำหน้าที่เป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศทั้งมวลหรือไม่ พรรคการเมืองที่มัวแต่ต่อสู้เพื่อกลุ่มผลประโยชน์อาจจะสร้างประโยชน์แก่ฐานเสียงของตน แต่สังคมโดยรวมจะเป็นฝ่ายเสียหายและที่สุดแล้วความเสียหายจะตกแก่ทุกพรรคทุกคน
            ทางออกที่เหมาะสมคือพรรคการเมืองนอกจากมีบทบาทเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์แล้ว ยังต้องเน้นบทบาทเผยแพร่ให้ความรู้ทางการเมืองแก่สมาชิกของตน คำนึงถึงประโยชน์ของสังคมโดยรวม เพื่อสร้างประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคนทุกกลุ่มผลประโยชน์ และเมื่อนั้นประชาชนทุกเชื้อสายในมาเลเซียจะอยู่ด้วยความเข้าใจมากกว่าที่เป็นอยู่
-------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
ความฮึกเหิมของแนวร่วมฝ่ายค้านมาเลเซียและข้อโต้แย้ง
ภายใต้การนำของนายอัลวาร์ อิบราฮิมทำให้แนวร่วมฝ่ายค้านให้ได้ที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2008 เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ประชาชนที่สนับสนุนแนวร่วมฯ เชื่อว่าพวกเขามีโอกาสโค่นล้มการบริหารประเทศที่พรรคอัมโนเป็นแกนนำตลอด 56 ปี แต่ความหวังนั้นมีอุปสรรค ปัญหาหลายประการ

บรรณานุกรม:
1. ประเทศมาเลเซีย, ศูนย์ศึกษาความร่วมมือระหว่างประเทศ, http://www.apecthai.org/apec/th/profile1.php?continentid=2&country=m9, accessed 28 April 2013
2. Lee Hock Guan, Malaysia in 2007: Abdullah Administration under Siege, Southeast Asian Affairs, Vol. 2008, pp.187-206.
3. Indian Votes Still Matters And Up For Grabs In GE 13, The Kuala Lumpur Post, 23 April 2013, http://www.kualalumpurpost.net/indian-votes-still-matters-and-up-for-grabs-in-ge-13/
4. ‘Kongsi concept key to our peace and harmony’, News Straits Times, 14 April 2013.
5. Wan Saiful Wan Jan, New Economic Model: Is the Malaysian government serious about economic liberalisation? Friedrich-Naumann-Stiftung für die Freiheit, http://ideas.org.my/wp-content/uploads/2011/09/Malaysias-New-Economic-Model-Sept-2011-FNF.pdf
6. Najib Warns Anwar Malaysia Election Win Spells Disaster, Bloomberg, 17 April 2013, http://www.bloomberg.com/news/2013-04-17/najib-warns-anwar-malaysia-election-win-spells-disaster.html
7. MALAYSIA GDP GROWTH RATE, Trading Economics, http://www.tradingeconomics.com/malaysia/gdp-growth, accessed 1 May 2013
8. Arnold Puyok, Malaysia’s 13th general election, East Asia Forum, http://www.eastasiaforum.org/2013/05/02/malaysias-13th-general-election/)
------------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ในบริบทอาเซียน

21 กุมภาพันธ์ 2016 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7045 วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559)
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ : ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากสำนักสัจนิยม (Realist School) นักวิชาการบางคนเห็นว่าตามประวัติศาสตร์ยุโรปแนวคิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปีค.ศ.1648 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปสงบสุขถึง 266 ปี เหตุที่ใช้ได้ผลเพราะประเทศในยุโรปสมัยนั้นไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่เป็นมหาอำนาจ ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจจึงเป็นหลักการหรือกลไกจัดระเบียบยุโรปในสมัยนั้น เป็นแนวทางการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศที่สำคัญ และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน             A. E. Campbell กับ Richard Dean Burns อธิบายว่าเริ่มต้นของดุลแห่งอำนาจเป็นเพียงหลักการง่ายๆ ว่าหากประเทศในกลุ่มมี ‘ความสมดุลจริง’ (just equilibrium) ก็จะทำให้แต่ละประเทศมีความเข้มแข็งเพียงพอที่แสดงความต้องการที่แท้จริงของตน             แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ คือ การพยายามรักษาให้กลุ่มหรือฝ่ายที่เป็นอริกันนั้นมีอำนาจเท่าเทียมกัน หากมีฝ่ายใดที่กำลังมีอำนาจเหนืออีกฝ่า…