ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การเมืองในประเทศ ขวากหนามโอบามา ขวากหนามอเมริกา

  23 มกราคม 2013
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 5924 วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ.2556 )

วันที่ 21 มกราคม 2013 กลายเป็นวันประวัติศาสตร์ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกวันหนึ่ง เมื่อบารัก ฮุสเซน โอบามา ที่ ประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของอเมริกากล่าวสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองท่ามกลางความยินดีของชาวอเมริกัน
            สุนทรพจน์ครั้งนี้เมื่อเทียบกับครั้งเมื่อสี่ปีก่อนมีทั้งส่วนที่คล้ายกันและแตกต่างกัน โดยรวมแล้วให้ความสำคัญกับหลักประชาธิปไตย ยึดถือการอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นเป้าหมายการบริหารประเทศ สถานการณ์การการต่อสู้กับการก่อการร้ายกำลังดีขึ้น การเมืองระหว่างประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น สหรัฐฯ ยังคงเป็นชาติมหาอำนาจ เศรษฐกิจประเทศกำลังฟื้นตัว อัตราคนว่างงานน้อยลง ต้องยอมรับว่าหลายเรื่องดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับสี่ปีก่อน ส่วนหนึ่งคือผลงานของประธานาธิบดีบารัก โอบามา และเป็นเหตุให้ได้รับการเลือกอีกสมัย

สำหรับสี่ปีต่อจากนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เฉพาะเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ ไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจโลก แต่รวมถึงปัญหาการเมืองภายในสหรัฐฯ ความแตกแยกระหว่างพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกัน ไม่สามารถตกลงในหลักการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่ายงบประมาณ การบริหารการเงินของภาครัฐ และสะท้อนออกมาเป็นประเด็นขัดแย้งต่างๆ เช่น เรื่อง Fiscal Cliff
            ความสำคัญของ Fiscal Cliff จึงไม่ใช่เพียงเรื่องควรขึ้นภาษีคนรวยลดภาษีคนจน รัฐบาลมีเงินจ่ายเงินเดือนข้าราชการ โครงการสวัสดิการต่างๆ หรืองบประมาณผูกพันอื่นๆ หรือไม่ แต่คือภาพสะท้อนความแตกแยกทางการเมืองที่ยังไม่มีทางออกร่วมกัน เพราะสองพรรคต่างยืนยันยืนหยัดในจุดยืนของตน จุดยืนที่ใช้ในการหาเสียงและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนของแต่ละฝ่าย
            ถ้าคาดการณ์ในทางลบ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมอันเป็นที่พอใจของสองฝ่าย อาจเป็นเหตุให้สองพรรคแบ่งแยกในประเด็นอื่นๆ ตามมาอีก ประธานาธิบดีโอบามาที่กำลังจะดำรงตำแหน่งอีก 4 ปี อาจมีค่าเท่ากับอีก 4 ปีที่จะสร้างความร้าวฉานทางการเมือง
            พิจารณาตามหลักการพื้นฐาน ระบบการเมืองสหรัฐฯ แม้ให้ประธานาธิบดีมีอำนาจบริหารเต็มที่ สามารถตัดสินใจตอบสนองภัยคุกคามได้รวดเร็วทันสถานการณ์ โดยมีระบบถ่วงดุลเพื่อป้องกันการใช้อำนาจในทางมิชอบหรือไม่ก่อผลดีที่สุด ในกรณีที่กำลังกล่าวถึงคือการถ่วงดุลจากระบบรัฐสภา ในแง่มุมหนึ่งความขัดแย้งระหว่างสองพรรคสะท้อนกลไกการถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ ประธานาธิบดีไม่อาจครอบงำรัฐสภา ไม่อาจดำเนินนโยบายใดๆ ตามที่ตนเห็นควรเท่านั้น แต่ก็เกิดภาพของความแตกต่างทางการเมืองในขณะนี้
            ในอีกมุมหนึ่ง กลไกการถ่วงดุลจากระบบรัฐสภายังสะท้อนมุมมองของประชาชนชาวอเมริกันที่คิดเห็นแตกต่างกันด้วย ต่างฝ่ายต่างสนับสนุนพรรคการเมืองของตน (ไม่ได้หมายความว่าสนับสนุนเต็มที่หรือสนับสนุนทุกเรื่อง)
            เมื่อศึกษาในรายละเอียดพบว่าสองพรรคมีอำนาจทางการเมืองก้ำกึ่งกัน ปัจจุบันมีวุฒิสมาชิกสายเดโมแครต 53 คน สายรีพับลิกัน 45 คนและวุฒิสมาชิกไม่สังกัดพรรคอีก 2 คน
            ส่วนสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีส.ส.จากพรรคเดโมแครต 200 คน ส.ส.จากพรรครีพับลิกัน 233 คน (ว่าง 2 ตำแหน่ง) แม้รีพับลิกันมีส.ส.มากกว่าแต่ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน
            ณ วันนี้ สภาบนหรือวุฒิสภาจึงอยู่ในอำนาจของพรรคเดโมแครต ส่วนพรรครีพับลิกันมีเสียงข้างมากในสภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎร
            ข้อสังเกตคือ สองพรรคต่างมีคะแนนเสียงก้ำกึ่งในสองสภา เป็นสภาพของความสูสีคู่คี่มาก
            และหากวิเคราะห์ให้ลึกขึ้น จะเห็นความถดถอยของพรรครีพับลิกันที่ได้ส.ส.ลดลง (แม้ยังครองเสียงข้างมากอยู่) ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามาสามารถดำรงตำแหน่งเพิ่มอีกสมัย
            ศึกเลือกตั้งส.ส.กับส.ว.ในปี 2014 จะมีความสำคัญต่อพรรครีพับลิกันมาก หากพรรคได้ส.ส.ลดลงอีก หรือถึงขึ้นสูญเสียเสียงข้างมากในสภาล่าง จะทำให้พรรคเดโมแครตครองทั้งสองสภาพร้อมกับตำแหน่งประธานาธิบดีคนปัจจุบัน
            สถานการณ์ของพรรครีพับลิกันในยามนี้ที่ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก น่าจะเป็นคำอธิบายว่าทำไมพรรครีพับลิกันจำต้องสู้ในบริบทการเมืองภายในประเทศอย่างหนัก และไม่ปรารถนาให้สี่ปีต่อจากนี้คือเวลาที่ประธานาธิบดีโอบามาสร้างผลงานเพิ่ม การต่อสู้ทางการเมืองนั้นเป็นเกมส์เมื่อคนหนึ่งชนะอีกคนหนึ่งคือผู้แพ้
            ขวากหนามที่สำคัญของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในขณะนี้คือขวากหนามทางการเมืองภายนั่นเอง
            ในอีกมุมมองที่กว้างขึ้น ความไม่ลงรอยระหว่างสองพรรคสร้างความเบื่อหน่ายต่อชาวอเมริกันมานานแล้วและอาจเพิ่มขึ้นอีก
            ผลสำรวจของแกลลัพ โพล (Gallup Poll) ล่าสุดเมื่อต้นปีชี้ว่าชาวอเมริกันให้คะแนนการทำงานของรัฐสภาสอบผ่านเพียงร้อยละ 14 และให้สอบตกถึงร้อยละ 81 คะแนนสอบผ่านครั้งนี้ต่ำกว่าผลสำรวจเมื่อเดือนพฤศจิกายนกับธันวาคมปีก่อนที่ร้อยละ 18 คะแนนที่ลดลงเป็นผลมาจากรัฐสภาแก้ปัญหา Fiscal Cliff ด้วยการเลื่อนการตัดสินใจแก้รากปัญหาออกไปอีก 2 เดือน

            สถิติย้อนหลังพบว่าชาวอเมริกันให้คะแนนรัฐสภาต่ำสุดที่ร้อยละ 10 เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และเคยได้สูงสุดที่ร้อยละ 84 เมื่อเดือนตุลาคม 2001 หลังเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11
            กล่าวได้ว่าการเมืองภายในสหรัฐฯ ในยามนี้คือช่วงเวลาที่ประชาชนไม่พอใจ เพราะนักการเมืองต่างพรรคต่างพูด ต่างจากเหตุการณ์ 9/11 ที่ทุกคนพร้อมใจกันพูดเสียงเดียวกัน ประชาชนพากันให้การสนับสนุนเพื่อต้านภัยร้ายที่คุกคามประเทศ
            ความแตกแยกทางการเมืองในวันนี้ จึงเป็นขวากหนามประเทศ

            แท้ที่จริงแล้ว ความแตกต่างทางความคิดอาจไม่เป็นเหตุความแตกแยก สังคมอเมริกาเป็นสังคมที่ให้ประชาชนคิดโดยอิสระเลือกโดยเสรี มีประเด็นทางสังคมหลายเรื่องที่ถกเถียงแบ่งเป็นฝักฝ่ายมานาน เช่น ควรอนุญาตทำแท้งเสรีหรือไม่ สิทธิเสรีภาพของพวกรักร่วมเพศ รวมถึงเรื่องประเด็นร้อนๆ อย่างกฎหมายการถือครองปืน เรื่องเหล่านี้สังคมยังหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือสังคมเห็นว่าต่างคนต่างยึดถือความเห็นของตนต่อไปคือข้อสรุปในวันนี้
            แต่ประเด็นหนี้สินประเทศอเมริกาที่กำลังพอกพูนขึ้นทุกวันไม่อาจรอต่อไปได้อีก การละเลยปัญหาคือการปล่อยให้ระเบิดเวลาขยายตัวเป็นระเบิดลูกใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ต้องมีข้อสรุปแก้ไขอย่างไรอย่างหนึ่ง ชาวอเมริกันกำลังเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองตัดสินใจ ไม่ถ่วงเวลาอีกต่อไป
            ทางออกที่ดีที่สุดคือ สังคมต้องร่วมเสนอทางออกเรื่องดังกล่าวว่าจะประนีประนอมอย่างไร กำหนดรายละเอียดว่าจะปรับลดหรือจะขึ้นภาษีอย่างไร ควรใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละเรื่องเท่าใด และต้องตกลงว่าการบรรลุข้อตกลงถือเป็นผลงานร่วมกันของสองพรรค ไม่ใช่ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา หรือพรรคใดพรรคหนึ่ง และเป็นความสำเร็จของคนทั้งชาติ
            ระบบการแบ่งแยกอำนาจ การถ่วงดุลซึ่งกันและกันเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาชาติ แต่ระบบหรือกลไกเหล่านี้มีเพื่อประโยชน์ต่อประเทศต่อประชาชน มิควรให้ระบบการเมืองภายในประเทศเป็นขวากหนามการบริหารประเทศ ขวากหนามความก้าวหน้าของชาติ
---------------------------

บทความบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
1. Fiscal Cliff: หนังเก่าฉายซ้ำ,17 มกราคม 2013
2. Fiscal Cliff: ปัญหาที่รุนแรงและซับซ้อนกว่าที่คิด, 7 ธันวาคม 2012
3. โอบามาไม่ได้ถือไม้กายสิทธิ์, พฤศจิกายน 2012, 
4. ปัญหาหนี้สินอเมริกา ประเด็นหาเสียงโค้งสุดท้าย, 27 ตุลาคม 2012, 
5. Fiscal Cliff การตัดสินใจครั้งสำคัญของสหรัฐฯ,10 ตุลาคม 2012

--------------------------

บรรณานุกรม:
1. David B. Magleby and Paul C. Light, Government by the People, edition 2009 (USA: Pearson Education, 2009).
2. Full text of President Barack Obama’s inauguration speech, 21 January 2013, http://news.nationalpost.com/2013/01/21/full-text-of-president-barack-obamas-inauguration-speech/
3. Why Did the Republicans Win the House? 11/10/2012 5:51 pm, http://www.huffingtonpost.com/geoffrey-r-stone/why-did-the-republicans-w_b_2110673.html
4. Congress Begins 2013 With 14% Approval, January 11, 2013, http://www.gallup.com/poll/159812/congress-begins-2013-approval.aspx
---------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ชาญชัย ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทาง…