ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ถอดรหัสสุนทรพจน์สองเลขาธิการอาเซียน

เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียนที่เพิ่งดำรงตำแหน่งครบวาระ 5 ปีได้กล่าวสุนทรพจน์สุดท้าย พร้อมกับที่นายเล ลุงมินห์ เลขาธิการอาเซียนคนใหม่จากประเทศเวียดนามกล่าวสุนทรพจน์แรกเมื่อเริ่มเข้าทำงาน
            สุนทรพจน์ทั้งสองได้กล่าวถึงหรือสะท้อนให้เห็นภาพอาเซียนบางอย่างที่สำคัญ ทำให้เห็นความคืบหน้า โอกาส อุปสรรคและปัญหาสำคัญๆ ของอาเซียน
            บทความนี้ได้สังเคราะห์วิเคราะห์สุนทรพจน์ทั้งสอง และนำเสนอเรื่องราวทั้งหมดตาม 3 เสาหลักประชาคมอาเซียนพร้อมกับภาพรวม ดังนี้
            ประการแรก ความท้าทายต่อเสาประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน
            ในเรื่องทั่วๆ ไป เลขาธิการ เล ย้ำว่าจะพยายามขับเคลื่อนให้ชาติสมาชิกทุกประเทศลงนามข้อตกลงหรือปฏิบัติตามความร่วมมือต่างๆ ของอาเซียน เช่น สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia) เพิ่มความร่วมมือต้านภัยคุกคามรูปแบบใหม่ (non-traditional) เช่น การก่อการร้าย อาชญกรรมข้ามชาติ ภัยธรรมชาติ
            ความท้าทายที่สำคัญที่สุดยังเป็นเรื่องการสร้างความร่วมมือและไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสมาชิก การสร้างแนวทางปฏิบัติร่วม ป้องกันความขัดแย้งและแก้ไขข้อพิพาท
            การอ้างกรรมสิทธิในทะเลจีนใต้เป็นข้อขัดแย้งที่สำคัญที่สุด หน้าที่ของอาเซียนคือเร่งหารือกับจีนเพื่อรับรองแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct in the South China Sea หรือ COC) ตามแนวทางของอาเซียนที่ยังไม่สามารถตกลงกับจีน
            ประเด็นการเรียกร้องสิทธิในทะเลจีนใต้ที่ประชาชนมักค่อยรับรู้คือ อาเซียนไม่ได้มีปัญหาเฉพาะกับจีน ประเด็นนี้เป็นปัญหาระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนด้วย และความขัดแย้งซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อมหาอำนาจทั้งจีนกับสหรัฐอเมริกาต่างเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเวทีที่สองยักษ์ใหญ่แสดงอำนาจของตน
            อดีตเลขาธิการนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เตือนว่าในทศวรรษหน้าโลกจะเต็มด้วยพลวัตของอำนาจ ความท้าทายจะเพิ่มมากขึ้น เกิดการทดสอบความเป็นเอกภาพ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาติสมาชิกอาเซียน
            เป็นคำถามว่าทำอย่างไรอาเซียนจึงสามารถอยู่กับมหาอำนาจที่กำลังแข่งขันกันอยู่ในขณะนี้ ทำอย่างไรชาติสมาชิกอาเซียนจะมีความไว้เนื้อเชื่อใจยิ่งขึ้น มีความยืดหยุ่น หันหน้าเข้าหากันเพื่อสันติภาพ เสถียรภาพร่วมกัน ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
            อาเซียนที่ก่อตั้งมาเพื่อแก้ปัญหาความมั่นโดยแท้ยังต้องดำเนินการแก้ไขกันต่อไป

            ประการที่สอง ความท้าทายต่อเสาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
            มีข่าวดีว่าในปี 2012 ที่ผ่านมาปริมาณการค้าในภายในอาเซียนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25.4
            แต่เลขาธิการ เล ชี้ว่าอาเซียนยังมีงานต้องทำอีกมากเพื่อให้สินค้าต่างๆ เคลื่อนไหวในภูมิภาคได้โดยเสรี ปฏิบัติตามการเปิดเสรีการค้าอย่างสมบูรณ์ ยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษีทั้งหมด ระบบศุลกากรที่มีมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียว อาเซียนเหลือเวลาอีก 3 ปีในการบรรลุผลข้อนี้ ยังมีความท้าทายที่รออยู่มาก
            ปัญหาสำคัญของอาเซียนคือ ชาติสมาชิกมีระดับการพัฒนาหรือความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแตกต่างกันมาก ทำอย่างไรจึงจะลดช่องว่างดังกล่าว ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าชาติสมาชิกไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างสมบูรณ์ ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มความร่วมมือและเป็นความร่วมมือที่ชาติสมาชิกทุกประเทศได้รับประโยชน์มากที่สุด
            อดีตเลขาธิการอาเซียนกล่าวถึงปัญหานี้เช่นกัน โดยเสนอให้เร่งดำเนินตามแผน การริเริ่มการรวมกลุ่มอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration หรือ IAI) สนับสนุนแผนการพัฒนาประเทศของชาติสมาชิก เช่น Lao Pilot Project (LPP) ของประเทศลาว
            ความร่วมมือทางเศรษฐกิจจะต้องเอื้อให้ชาติสมาชิกทั้งหลายได้ประโยชน์มากที่สุด ไม่ใช่บางประเทศได้มากแต่บางประเทศได้น้อยกว่าที่ควร อาเซียนต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยการลดช่องว่างระดับการพัฒนาประเทศ

            ประการที่สาม ความท้าทายต่อเสาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน
            ช่วงที่ผ่านมาอาเซียนประสบความสำเร็จในเรื่องการลงนามปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ก่อตั้งคณะกรรมาธิการอาเซียนด้านส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิของสตรีและเด็ก (ASEAN Commission for Women and Children) ศูนย์ประสานงานเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในการบริหารจัดการภัยพิบัติ (ASEAN Coordinating Center for Humanitarian Assistance on Disaster Management หรือ AHA Center) 
            และในหัวข้อนี้ เลขาธิการอาเซียนคนใหม่ย้ำให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อคุณภาพการศึกษาของเยาวชน ส่วนอดีตเลขาธิการกล่าวว่าต้องให้ความสำคัญต่อเรื่องของประชาชนมากขึ้น เช่น สิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีและความมั่นคงของมนุษย์
            ทั้งคู่ชี้ว่าหัวใจของของอาเซียนคือประชาชน
            ย่างเข้าใกล้ทศวรรษที่ 5 ตั้งแต่ก่อตั้งอาเซียน ความไว้เนื้อเชื่อใจในหมู่ชาติสมาชิกยังเป็นงานหลักของอาเซียนด้านความมั่นคง แม้ว่าภัยคุกคามจากสงครามเย็นได้ยุติไปแล้วกว่ายี่สิบปีแล้วก็ตาม อาเซียนยังวนเวียนกับการสร้างแนวทางป้องกันความขัดแย้งและแก้ไขข้อพิพาทภายใน และความท้าทายกำลังทวีกำลังรุนแรงขึ้น
            ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องดีและไม่อาจหลบหนี แต่การพัฒนาอย่างไรจึงจะเอื้อประโยชน์แก่ชาติสมาชิกทุกประเทศสูงสุด โดยต้องยอมรับความจริงว่าแต่ประเทศมีโอกาสหรือศักยภาพทางเศรษฐกิจไม่เท่าเทียมกัน ทำอย่างไรจึงจะประสานโอกาสและศักยภาพในหมู่ชาติสมาชิกอาเซียนด้วยกันในในยามที่ประเทศอื่นๆ นอกอาเซียนกำลังร่วมมือและแข่งขันอย่างจริงจัง
            และที่สุดแล้ว การรวมตัวเป็นอาเซียนหรือประชาคมอาเซียนต้องเห็นประชาชนเป็นเป้าหมาย เป็นตัวชี้วัดสำเร็จที่แท้จริง
            ทั้งหมดนี้นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียนกล่าวแนะนำในสุนทรพจน์สุดท้ายว่าต้องเพิ่มความพยายามในการสร้างประชาคมอาเซียน เร่งการสร้างความร่วมมือกับทั่วโลก
            อาเซียนจะก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลังย่อมขึ้นกับชาติสมาชิกอาเซียนเป็นสำคัญ
11 มกราคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 5912 วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ.2556)
----------------------------------
บรรณานุกรม:

1. Inaugural Speech by HE Le Luong Minh Secretary-General of ASEAN at the Transfer of Office Ceremony, http://www.asean.org/news/asean-statement-communiques/item/inaugural-speech-by-he-le-luong-minh-secretary-general-of-asean-at-the-transfer-of-office-ceremony

2. Speech By Outgoing Secretary-General (2008 – 2012) H.E. Surin Pitsuwan Ceremony for the Transfer of Office of the Secretary – General of ASEAN, ASEAN Secretariat, 09 January 2013, http://www.asean.org/news/asean-statement-communiques/item/speech-by-outgoing-secretary-general-2008-2012-he-surin-pitsuwan-ceremony-for-the-transfer-of-office-of-the-secretary-general-of-asean-asean-secretariat-09-january-2013

---------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018: ถอดบทเรียนที่ได้ ชัยชนะของทรัมป์

กระแสต่อต้านทรัมป์มีจริงแต่ไม่แรงอย่างที่หลายฝ่ายนำเสนอ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศตามแนวทางของตนต่อไป ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ไม่กี่วันก่อนเลือกตั้ง ผลโพลรายงานว่าพรรคเดโมแครทจะได้ ส.ส. เพิ่ม 23 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ในขณะที่รีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงประธานาธิบดีทรัมป์กับพรรครีพับลิกันของท่านเน้นหาเสียงให้กับวุฒิสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นแผนหรือเป็นการคาดการณ์ตามผลโพล ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งทรัมป์เอ่ยเรื่องที่ต้องการได้ ส.ว.เพิ่มขึ้น ส.ส.ลดลง “คลื่นน้ำเงิน” (Blue Wave): ถ้าใช้ข้อมูลที่พูดแง่ลบต่อทรัมป์ 3 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งทรัมป์ประกาศว่าหากรีพับลิกันแพ้ไม่ใช่ความผิดของตน ผลโพลหลายสำนักชี้ว่าคนจำนวนมากออกไปใช้สิทธิ์เพราะต้องการแสดงตนต่อต้านประธานาธิบดี ยกตัวอย่างผลโพลของ CNN ชี้ว่าร้อยละ 42 ของผู้ที่จะไปใช้สิทธิจะลงคะแนนเพื่อส่งสารแสดงตนบอกว่าผลงานรัฐบาลไม่เข้าตา ร้อยละ 28 ตั้งใจไปเลือกตั้งเพื่อสนับสนุนประธานาธิบดี และอีกร้อยละ 28 เช่นกันพูดว่าไม่ได้เลือกเพราะทรัมป์ นักวิชาการบางคนเห็นว่าเป็นไปตามทิศทางเล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…