ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 เศรษฐกิจอเมริกาจะดีขึ้นหรือไม่ หากมิตต์ รอมนีย์คือประธานาธิบดีคนต่อไป

1 พฤศจิกายน 2012
ชาญชัย
ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนต่อไปต่างต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าและปัญหาระยะยาวคล้ายคลึงกัน
            ในระยะสั้น หากตลาดเงินตลาดทุนไม่ตอบสนองในทางที่ดี ส่งจะผลลบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ทันที
            ถ้าประธานาธิบดีบารัก โอบามาชนะการเลือกตั้งได้รับการเลือกอีกสมัย ตลาดเงินตลาดทุนคงไม่ตื่นเต้นมากนัก เพราะรู้จักกันมา 4 ปีแล้ว ไม่ว่าตลาดจะตอบสนองในทางบวกหรือลบก็คงจะบวกลบไม่มากนัก
            แต่หากนายมิตต์ รอมนีย์ได้เป็นประธานาธิบดี คนอเมริกันจะรู้สึกตื่นเต้นมากกว่า โพลล์สำรวจของ Associated Press/GfK ล่าสุดชี้ว่าชาวอเมริกันร้อยละ 47 เชื่อว่านายรอมนีย์จะจัดการปัญหาเศรษฐกิจกับปัญหาขาดดุลงบประมาณได้ดีกว่าประธานาธิบดีโอบามาที่ได้คะแนนร้อยละ 45
            นายรอมนีย์ก็เชื่อเช่นนั้น ครั้งหนึ่งถึงกับกล่าวว่าถ้าเขาชนะการเลือกตั้งในวันที่ 6 พฤศจิกายน “ความรู้สึกแง่บวกต่ออนาคตประเทศจะเกิดขึ้นทันที เงินทุนจะไหลกลับเข้ามา เศรษฐกิจจะถูกกระตุ้น ทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย”
            ในทางเศรษฐศาสตร์คำพูดดังกล่าวไม่เกินจริงเลย เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจอเมริกากำลังมุ่งสู่ทิศทางอันสดใส

            แต่ช่วงเวลาแห่งความหวานชื่นทางเศรษฐกิจสำหรับรัฐบาลข้าวใหม่ปลามันจะไม่ยาวนาน เพราะตัวเลขเศรษฐกิจไม่รอท่า ตัวเลขจีดีพีสิ้นปี 2012 จะออกในไม่ช้า เช่นเดียวกับตัวเลขการจ้างงาน ตัวเลขการส่งออก และตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ไม่นับตัวเลขเศรษฐกิจโลกที่จะเดินแถวกันออกมา
            ถ้าตัวเลขเหล่านี้ออกมาดีหรือพอรับได้ ประธานาธิบดีคนใหม่พลอยใจชื้นด้วย แต่ถ้าออกมาตรงข้ามย่อมเดาได้ว่าประธานาธิบดีคนใหม่ต้องสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อตรึงความเชื่อมั่นไว้ก่อน โดยเฉพาะประเด็นสำคัญๆ อย่างอัตราคนว่างงานที่นายรอมนีย์สัญญาว่าคือหนึ่งในงานเร่งด่วนที่จะทำทันทีหลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง
            ประเด็นนี้สำคัญ เพราะหากประธานาธิบดีคือนายบารัก โอบามาย่อมคาดได้ว่าเขาจะเลือกดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่เคยทำ แต่ถ้าประธานาธิบดีคนใหม่คือนายรอมนีย์ทางแก้อาจแตกต่างไปจากเดิมและจนบัดนี้ยังไม่ได้เผยแนวทางอย่างชัดเจน
            ถ้าคิดแบบเข้าข้างนายรอมนีย์ สถานการณ์ที่ดีที่สุดคือทันทีที่เขาชนะการเลือกตั้ง ตลาดเงินตลาดทุนตอบสนองในทางบวกอย่างรุนแรงเหมือนกับที่ชาวอเมริกันจำนวนมากเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อความเชื่อมั่นของตลาดโลก ทำให้ผู้บริโภคเพิ่มการใช้จ่าย บริษัทโรงงานเอกชนเพิ่มการจ้างงาน เศรษฐกิจอเมริกาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
            ความเชื่อมั่นแบบนี้จะช่วยทุเลาข่าวร้ายในกรณีที่ตัวเลขเศรษฐกิจต้นปีหน้าออกมาไม่งาม
            ดังนั้นในระยะสั้น เศรษฐกิจอเมริกาจะดีหรือไม่ขึ้นกับความเชื่อมั่นที่มีต่อนายรอมนีย์เป็นสำคัญ และคนอเมริกันจำนวนมากเชื่อเช่นนั้น

            อีกนโยบายที่นายรอมนีย์สัญญาว่าจะประกาศใช้ทันทีในวันแรกหลังพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง คือ นโยบายคว่ำบาตรจีนที่ไม่ค้าขายกับสหรัฐฯ อย่างเป็นธรรม ด้วยการให้กระทรวงการคลังระบุชัดเจนว่ารัฐบาลจีนบิดเบือนค่าเงินหยวน และให้กระทรวงพาณิชย์ใช้มาตรการเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีนถ้ารัฐบาลจีนไม่ลอยตัวค่าเงินของตน
            ย้อนหลังสถิติการค้าสองประเทศเป็นเวลาสิบปี พบว่าสหรัฐฯ ส่งสินค้าออกไปจีนเพิ่มขึ้นทุกปี ทำนองเดียวกับที่นำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นเกือบทุกปีเช่นกัน (ยกเว้นปี 2009 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ) แต่เมื่อบวกลบกันแล้วพบว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายขาดดุลทุกปีและขาดดุลเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี (โดยวัดจากปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ยกเว้นปี 2009 เช่นกัน) ตัวเลขล่าสุดพบว่าสหรัฐฯ ส่งออกเกือบหนึ่งแสนสี่พันล้านดอลลาร์ นำเข้าเกือบ 4 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 1 ต่อ 4
ตัวเลขดังกล่าวชี้ว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศนั้นสำคัญไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยที่ประธานาธิบดีมาจากพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกัน สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้นทุกปี เพียงแต่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายขาดดุลการค้ามาโดยตลอด
            ณ วันนี้ ไม่อาจคาดเดาได้ว่ากระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ จะเพิ่มภาษีต่อสินค้าจีนมากน้อยเพียงใด และจีนจะยอมอ่อนข้อหรือตอบโต้กลับรุนแรงเพียงใด เรื่องนี้จะเป็นเพียงวาทะหาเสียงทางการเมืองหรือจะบานปลายกลายเป็นสงครามการค้าระหว่างสองประเทศที่สะเทือนการค้าการลงทุนทั่วโลก 
            ในประเด็นนี้ ความเชื่อมั่นที่เลือกนายรอมนีย์จะกลายเป็นผลดีหรือผลร้ายเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป
            ที่แน่นอนที่สุดคือ นายมิตต์ รอมนีย์ต้องผ่านด่านวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ให้ได้ก่อน
----------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

มุกตาดา อัล-ซาดาร์ ผู้สร้างความเปลี่ยนครั้งใหญ่แก่อิรัก ?

ตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐทั้งสิ้น อัล-ซาดาร์กำลังจะเป็นนายกฯ คนแรกที่พยายามปลดแอกอิรักจากการครอบงำของต่างชาติ
เมื่อกองทัพสหรัฐกับพันธมิตรโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ปกครองอิรัก จนถึงปี 2006 ส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก จัดเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหลายครั้ง แต่ผู้เป็นนายกฯ เป็นคนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ ดังนั้น แม้จะบอกว่าเป็นการเลือกตั้งเสรี ความจริงแล้วเป็นเพียงวิธีการ ทุกอย่างอยู่ภายใต้การจัดวางล่วงหน้า
เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนที่ผ่าน มุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) ได้ที่นั่งในสภาสูงสุด มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกฯ และอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่อิรักต่างจากนายกฯ คนก่อนๆ
แนวทางของอัลซาดาร์ : มุกตาดา อัล-ซาดาร์ เป็นนักบวช เป็นผู้นำจิตวิญญาณของมุสลิมชีอะห์กลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในอิรัก นอกจากแสดงบทบาทในฐานะผู้นำทางศาสนา ยังทำหน้าที่อีกหลายอย่างเช่น เป็นผู้ปกครองของกลุ่ม ผู้วางนโยบายกำหนดทิศทาง และเป็นผู้นำกองกำลัง Mahdi Army อันเลื่องชื่อ ปะทะกับกองทัพสหรัฐนับครั้งไม่ถ้วน อัล-ซาดาร์ต่อต…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…