ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 5 – 11 พฤศจิกายน 2012

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 ผู้สมัครทั้งสองมีโอกาสชนะทั้งคู่
5 พฤศจิกายน 2012
ชาญชัย
            การหาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กินเวลาปีครึ่งกับเงินอีกราว 3 พันล้านดอลลาร์มาถึงวันสุดท้าย หนึ่งในคำถามที่ทุกคนสนใจคือใครน่าจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ อเมริกาเป็นสังคมที่สนใจสถิติ ตัวเลขดัชนีต่างๆ ดังนั้น คำถามดังกล่าวจึงสามารถตอบด้วยการดูผลสำรวจประชามติหรือเรียกสั้นๆ ว่าโพลล์
            หากย้อนดูผลโพลล์ตั้งแต่ที่ทำกันมา ณ วันนี้ผลโพลล์มีลักษณะคล้ายภาพรวม คือ ประธานาธิบดีบารัก โอบามาจากพรรคเดโมแครตมีคะแนนนำนายมิตต์ รอมนีย์จากพรรครีพับลิกันอยู่เล็กน้อย ไม่มีใครแพ้หรือชนะแบบขาดลอย
            ที่ผ่านมามีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผลโพลล์ให้นายรอมนีย์เป็นฝ่ายนำ คือเมื่อที่ประชุมใหญ่พรรครีพับลิกันเลือกนายรอมนีย์เป็นตัวแทนพรรค เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผลโพลล์อยู่ฝ่ายนายรอมนีย์
            อีกช่วงที่น่าจดจำคือการอภิปรายรอบแรกระหว่างผู้สมัครทั้งสองเมื่อต้นเดือนตุลาคม ทำให้นายรอมนีย์ได้คะแนนตีตื้นขึ้นมาแบบทำให้ฝ่ายเดโมแครตรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
            ณ วันนี้ ผลโพลล์ที่มีผู้กระทำมากมายทั้งสถาบันสำรวจประชามติ สื่อมวลชน มหาวิทยาลัยต่างๆ ล้วนแสดงผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกันคือ ปธน.โอบามามีคะแนนนำอยู่เล็กน้อย
            สื่อหลายสำนักแสดงความเห็นว่าประธานาธิบดีโอบามาน่าจะได้ดำรงตำแหน่งต่ออีกสมัย

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ผลสำรวจล่าสุดจาก Pew Research Center ชี้ว่าปธน.โอบามาได้คะแนน popular votes ทั่วประเทศนำนายรอมนีย์ 50 ต่อ 47 (ปธน.โอบามาเป็นฝ่ายนำเล็กน้อยอีกแล้ว) แต่คะแนนดังกล่าวบ่งบอกแต่เพียงว่าทั้งคู่ได้ความนิยมจากชาวอเมริกันพอๆ กัน และนายรอมนีย์อาจชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนน popular votes ที่ต่ำกว่า เพราะท้ายที่สุดผู้ชนะการเลือกตั้งจะตัดสินจากคะแนน electoral votes เท่านั้น
The Washington Post ได้ทำการสำรวจผลโพลล์จำนวนมาก พบว่ามี 9 มลรัฐที่มีคะแนนสูสีก้ำกึ่งกัน ได้แก่ โคโลราโด ฟลอริดา ไอโอวา เนวาดา นิวแฮมป์เชียร์ นอร์ทแคโรไลนา โอไฮโอ เวอร์จิเนีย และวิสคอนซิน
มลรัฐเหล่านี้ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคใดพรรคหนึ่งแบบเด็ดขาด ผู้สมัครทั้งสองมีโอกาสชนะทั้งคู่และบางแห่งอาจชนะด้วยคะแนนที่ก้ำกึ่งกันมา หากเป็นนักวิ่งแข่งคือวิ่งแบบหายใจรดต้นคอกันทีเดียว
ดังนั้น 9 มลรัฐดังกล่าวคือกุญแจสู่ชัยชนะการเลือกตั้ง ต้องจับตาผลการเลือกตั้งในมลรัฐเหล่านี้แบบไม่กระพริบตา

นอกจากมลรัฐที่ไม่ฝักฝ่ายพรรคใดพรรคหนึ่งที่ต้องคอยจับตามอง อีกกรณีหนึ่งที่จะพลิกผลการเลือกตั้งคือ กรณีที่ผู้สมัครสามารถได้ชัยชนะเหนือมลรัฐที่เป็นฐานเสียงฐานที่มั่นของอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น นายรอมนีย์สามารถชนะบางมลรัฐที่เป็นฐานเสียงเดิมของพรรคเดโมแครต
            เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ ผู้ช่วยของนายรอมนีย์แสดงความมั่นใจว่าพวกเขาจะชนะในมลรัฐเพนซิลเวเนียซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรคเดโมแครต หากเป็นจริงอย่างที่กล่าวผลรวมคะแนน electoral votes ของนายรอมนีย์จะเพิ่มขึ้นแบบเกินคาด
            ในทำนองเดียวกัน ปธน.โอบามามีโอกาสได้คะแนนเช่นนี้เหมือนกัน
            ดังนั้น การพ่ายแพ้ในมลรัฐที่มั่นใจว่าคือฐานที่มั่นของตน คืออีกปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาว่าผลการเลือกตั้งอาจไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ก็เป็นได้
            การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012 น่าจะเป็นอีกครั้งที่ผลการเลือกตั้งสูสีและมีโอกาสพลิกผันจากที่คาดไว้
-------------------


ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018 : ประชาธิปไตยวิกฤตในยุคของทรัมป์

โอบามากับฮิลลารีโจมตีทรัมป์ว่าเป็นอำนาจนิยม บ่อนทำลายประชาธิปไตย ชาวอเมริกันจำนวนมากเดือดร้อน ต้องเลือกพรรคเดโมแครทเพื่อถ่วงดุลรัฐบาล คำถามคือจริงหรือที่เลือกเดโมแครทเป็นคำตอบ

ในระยะนี้ที่สหรัฐกำลังหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอม บรรดาแกนนำคนสำคัญๆ ออกมาปราศรัยหาเสียง เช่น ประธานาธิบดีทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา และฮิลลารี คลินตัน เป็นอีกครั้งที่เวทีปราศรัยเป็นโอกาสแก่บุคคลเหล่านี้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ หนึ่งในนั้นคือสภาพประชาธิปไตยของประเทศ ฮิลลารี คลินตัน : ประชาธิปไตยอเมริกาเข้าขั้นวิกฤต             กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ฮิลลารี คลินตัน สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของอดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน อดีตวุฒิสมาชิก รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสมัยรัฐบาลโอบามา และตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งที่ผ่านมา กล่าวว่าประธานาธิบดีทรัมป์ทำหลายอย่างผิดพลาด ไม่ฟังเสียงประชาชน รวมความแล้ว “ณ ขณะนี้ประชาธิปไตยของเราอยู่ในภาวะวิกฤต” สถาบันประชาธิปไตย ธรรมเนียมประชาธิปไตยไม่อยู่ในมือของประชาชนอีกแล้ว คนทั้งประเทศจำต้องลุกขึ้นสู้และแพ้ไม่ได้
            ฮิลลารีให้เหตุผล 5 ประการที่ควรต่…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…