ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

‘ล้มซัดดัม’ วาทะอันแหลมคมของโทนี แบลร์

1 พฤศจิกายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 6934 วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2558)

นายโทนี แบลร์ (Tony Blair) อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษให้สัมภาษณ์ว่า “ข้าพเจ้าสามารถเอ่ยคำขอโทษต่อความผิดพลาดเรื่องข้อมูลข่าวกรองที่ได้รับ” เพราะอิรักไม่มีโครงการพัฒนาอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction: WMD) ดังที่เราคิด แม้ว่ารัฐบาลซัดดัมจะใช้อาวุธเคมีกับประชาชนตนเองและคนอื่น
            ขอโทษต่อ “ความผิดพลาดบางอย่างอันเนื่องจากการวางแผน ... ความเข้าใจต่อผลที่จะตามมาหลังล้มระบอบ” ยอมรับว่าการโค่นล้มรัฐบาลซัดดัมในปี 2003 ทำให้อิรักปั่นป่วนโกลาหล เกิดความขัดแย้งระหว่างนิกายศาสนาหลายปี และทำให้เกิดอัลกออิดะห์ในอิรัก ต้นกำเนิด ISIS ชาวอิรักหลายหมื่น ทหารอเมริกันกว่า 4,000 นายและทหารอังกฤษ 179 นายเสียชีวิตจากการบุกอิรักครั้งนั้น
            อย่างไรก็ตาม อดีตนายกฯ แบลร์เห็นว่าการตัดสินใจโค่นรัฐบาลซัดดัมนั้นถูกต้องแล้ว “ข้าพเจ้าไม่ขอโทษเรื่องการโค่นล้มซัดดัม แม้จนวันนี้คือปี 2015 ข้าพเจ้าคิดว่าดีที่เขาไม่อยู่อีกแล้ว” เพราะกดขี่ประชาชนตนเองอย่างหนัก เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน คูเวต และใช้อาวุธเคมีกับชาวเคิร์ดทางตอนเหนือของประเทศ
            ส่วนเรื่องการเติบใหญ่ของ ISIS ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการบุกอิรัก แต่ยังมีปัจจัยเกื้อหนุนอื่นๆ เช่น อาหรับสปริง อีกทั้ง ISIS มีต้นกำเนิดจากซีเรียไม่ใช่อิรัก
โดยรวมแล้ว เมื่อพูดถึงการแทรกแซงของต่างชาติ อดีตนายกฯ แบลร์เห็นว่าจนบัดนี้ชาติตะวันตกยังไม่มีข้อสรุปว่าควรทำอย่างไร ที่อิรักได้คงกำลังทหารหลังแทรกแซง ที่ลิเบียแทรกแซงโดยไม่ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน ส่วนที่ซีเรียเรียกร้องให้รัฐบาลก้าวลงจากอำนาจ “โดยที่ยังไม่แทรกแซงไม่แต่น้อย”

บุกอิรักโหมไฟก่อการร้าย :
อดีตนายกฯ แบลร์ยอมรับว่าการโค่นล้มระบอบซัดดัมเอื้อให้ก่อการร้ายเติบโต ยอมรับว่ามี “ส่วนผิด” ในเรื่องนี้
ถ้าฟังดูเผินๆ ดูเหมือนว่าอดีตนายกฯ แบลร์เป็นสุภาพชน เป็นนายกฯ ที่รับผิดชอบ แต่ความจริงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้ก่อการร้ายเติบใหญ่ เป็นเรื่องของอุดมการณ์ ความขัดแย้งดั้งเดิมที่มีมาอย่างยาวนาน เช่น มุสลิมบางคนบางกลุ่มต่อต้านชาติตะวันตกอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะบุกอิรักหรือไม่ ผู้ก่อการร้าย กองกำลังติดสุดโต่งมีอยู่เสมอ อัลกออิดะห์เกิดก่อนการบุกโค่นล้มรัฐบาลซัดดัม IS/ISIL/ISIS เป็นเพียงปรากฎการณ์หนึ่งเท่านั้น หากไม่มี IS ยังมีอีกหลายกลุ่มหลายชื่อที่จ่อคิวอยู่
ที่สุดแล้วหากจะกล่าวโทษอดีตนายกฯ แบลร์ด้วยเรื่อง IS จะเป็นเพียงความผิดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

โค่นล้มรัฐบาลต่างชาติเป็นเรื่องชอบธรรม :
            มากกว่าการ “ขอโทษ” หรือ “ไม่ขอโทษ” อดีตนายกฯ แบลร์พยายามชี้ว่าการโค่นล้มรัฐบาลอย่างซัดดัมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ถ้ายึดดังกล่าวดังกล่าว นับจากนี้ข่าวกรองจะถูกหรือผิดไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะอย่างไรเสียก็ต้องล้มระบอบซัดดัมอยู่ดี ข่าวกรองในมุมมองของอดีตนายกฯ แบลร์มีค่าเป็นเพียง “เหตุผล” หรือ “ข้ออ้าง” เพื่อนำเสนอต่อสาธารณชนเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนยอมรับ ลดแรงเสียดทานในระยะนั้น

            ถ้าอธิบายในอีกมุมหนึ่ง การอ้างว่าสามารถโค่นล้มรัฐบาลซัดดัมแม้ข่าวกรองผิดจะส่งผลรุนแรงหลักคิดความมั่นคง
            ย้อนหลังก่อนที่รัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชจะส่งกองทัพบุกอิรัก ได้วางหลักนโยบาย แนวคิดการชิงลงมือก่อน (preemption) ว่าสหรัฐมีสิทธิที่จะป้องกันตนเอง ในกรณีที่เผชิญภัยคุกคามที่จวนจะถึงตัวแล้ว (imminent threat) ไม่จำต้องรอให้ถูกโจมตีก่อนจึงโต้กลับ โดยเฉพาะหากผู้ก่อการร้ายคิดจะโจมตีด้วยอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับหลักนิยมโจมตีชาวบ้านก่อน บางคนเกรงว่าจะยิ่งเป็นเหตุให้ประเทศตกเป็นเป้าก่อการร้าย พันธมิตรหลายประเทศไม่เห็นด้วยเช่นกัน แต่ไม่อาจต้านการตัดสินใจของประธานาธิบดีบุช การต่อต้านรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อรัฐบาลบุชไม่สามารถแสดงหลักฐานว่ามี WMD ในอิรัก ขัดแย้งกับหลักนิยมต้องชิงโจมตีก่อนเนื่องจาก “ภัยคุกคามนั้นมีอยู่จริง”
การดำรงอยู่ของรัฐบาลซัดดัมไม่เข้าข่ายเป็นภัยคุกคามที่จวนจะถึงตัว

            ในที่สุดรัฐบาลบุชโทษว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายข่าวกรอง เท่ากับยอมรับว่าหลักนิยมนี้มีจุดอ่อนในตัวเอง ทั้งยังเกิดคำถามตามมาว่านอกจากอิรักแล้ว อิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจวนตัวด้วยหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลบุชประกาศว่าทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” (Axis of Evil)
            เกิดคำถามมากมายต่อนโยบายความมั่นของสหรัฐและรัฐบาลแบลร์ที่เดินตามรัฐบาลบุชอย่างใกล้ชิด

ความเชื่อแบบผิดๆ ของบุช :
รัฐบาลบุชประกาศอย่างชัดเจนว่าเป้าหมายคือปลดปล่อยอิรักจากจอมเผด็จการ สถาปนาประเทศอิรักให้เป็นประชาธิปไตยเป็นแบบอย่างแก่ภูมิภาคตะวันออกกลาง เชื่อว่าหากทำให้มีการเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่จะช่วยแก้ปัญหาความวุ่นวายทุกอย่างในอิรัก ได้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) เมื่อปี 2007
            แต่รัฐบาลมาลิกีไม่ช่วยแก้ปัญหาอิรักตามที่คาดหวัง ขาดเจตจำนงที่จะปฏิบัติต่อพลเมืองทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม นักการเมืองหลายคนฉวยโอกาสคอร์รัปชันเพราะการเมืองอ่อนแอ ระบบตรวจสอบไร้ประสิทธิภาพ เล่นพรรคเล่นพวก ส่งเสริมผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง
การเลือกตั้งเท่ากับเป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งของอำนาจนิยม แก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ส่งเสริมผู้นำอำนาจท้องถิ่นนอกกฎหมาย กองกำลังติดอาวุธต่างๆ รวมทั้งผู้ก่อการร้าย

สาเหตุสำคัญอีกข้อคือ ต่างฝ่ายต่างไม่มีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาผ่านระบบรัฐสภา ชาวเคิร์ดต้องการปกครองตนเอง พวกชีอะห์ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยหลายกลุ่มต่างแก่งแย่งชิงอำนาจ ส่วนพวกซุนนีเห็นว่าพวกรัฐบาลที่นำโดยนายกฯ ชีอะห์พยายามยึดอำนาจบริหารประเทศไว้กับตนเอง

รัฐบาลสหรัฐกับพันธมิตรอ้างว่าซัดดัม ฮุสเซนเป็นจอมเผด็จการ ทำร้ายประชาชน จึงต้องโค่นล้ม แต่รัฐบาลใหม่ที่เกิดจากการวางรากฐานของสหรัฐกลายเป็นเผด็จการอีกระบอบ เป็นเผด็จการรัฐสภา แบ่งแยกด้วยนิกายศาสนา
เป็นต้นเหตุให้เกิดการแบ่งแยกทางสังคมอย่างร้าวลึก แบ่งแยกถึงระดับชุมชน ระดับปัจเจกบุคคล
เป็นต้นเหตุให้พลเมืองอิรักบางส่วนหันไปสนับสนุน IS

            ความเชื่อที่ว่าเมื่อโค่นล้มระบอบซัดดัมแล้วให้อิรักปกครองด้วยประชาธิปไตยจึงล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง อิรักกลายเป็นรัฐล้มเหลว (Failed State) เพราะคนในชาติแตกแยกเป็นหลายก๊กหลายเหล่า ไม่มีความตั้งใจที่จะอยู่ร่วมกันภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เกิดปัญหาต่อเนื่องอีกหลายอย่าง
อิรักในขณะนี้เอื้อประโยชน์ต่อบางกลุ่ม เช่น ชาวเคิร์ด แต่ถ้ามองในระดับ “ประเทศ” ใครกล้าพูดอย่างเต็มคำว่าประเทศอิรักในปัจจุบันดีกว่าอิรักในสมัยซัดดัม ที่สำคัญคือประเทศปราศจากเอกภาพ อยู่ในภาวะขัดแย้งรุนแรง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ความสงบสุขจะคืนสู่ประเทศ

รัฐบาลตะวันตกพยายามหาแนวทางที่เหมาะสม :
            อดีตนายกฯ แบลร์อ้างกรณีอิรัก ลิเบีย ซีเรียที่แตกต่างกัน พยายามชี้ว่าเป็นความพยายามทดลองหลายวิธีที่แตกต่างกัน จนบัดนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าควรแทรกแซงด้วยวิธีใด ควรส่งทหารเข้ารบภาคพื้นดินหรือไม่ ควรคงกองกำลังทหารไว้หรือไม่
            แม้ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออิรักกลายเป็นรัฐล้มเหลว ผู้คนล้มตายหลายหมื่นหลายแสน หลายล้านคนอพยพ ราวกับว่าอดีตนายกฯ แบลร์จะไม่รับรู้ปัญหาคลื่นผู้อพยพหลายแสนคนทั้งจากแอฟริกา ตะวันออกกลางที่กำลังหลั่งไหลเข้ายุโรป เป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ และอาจเป็นปัญหาใหญ่กว่านี้อีกในอนาคต ทั้งหมดนี้มาจากนโยบายแทรกแซงลิเบีย ซีเรียและอิรัก
รวมความแล้ว ท่านสรุปว่าหลักการแทรกแซงโค่นล้มรัฐบาลต่างชาติเป็นเรื่องถูกต้อง สมควรกระทำต่อไป

ถ้านับเฉพาะอาหรับสปริงส์ ไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลหลายประเทศถูกคว่ำ บางประเทศการเปลี่ยนผ่านดำเนินไปด้วยดี เช่น ตูนิเซีย บางประเทศต้องทำรัฐประหารซ้ำอย่างกรณีอียิปต์ ได้รัฐบาลทหารอีกรอบ เพียงแต่เป็นผู้นำคนใหม่ เปลี่ยนจากมูบารัคเป็นอัลซิซี ลิเบียยังเป็นรัฐล้มเหลว ไม่สามารถแม้กระทั่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่วนซีเรียยังคงรบต่อไปและหนักหน่วงกว่าเดิมเมื่อรัสเซียไปตั้งฐานทัพในซีเรียและโจมตีฝ่ายต่อต้าน ผู้ก่อการร้ายกลุ่มต่างๆ
ประเทศใดจะเป็นรายต่อไป

รัฐบาล ผู้นำประเทศมีสิทธิ์หลวกลวงประชาชนหรือไม่ :
            ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกสหรัฐว่าการทำสงครามกับอิรักเป็นความผิดพลาด ประธานาธิบดีบุชประเมินสถานการณ์ผิดพลาด สมรภูมิอิรักทำให้สหรัฐถลำลึก สูญเสียงบประมาณมหาศาล บทบาทของสหรัฐในสายตานานาชาติตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือนับตั้งแต่สหรัฐเป็นอภิมหาอำนาจ
ในเชิงนโยบายความมั่นคงเป็นเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องที่ไม่อาจละเลยคือการโค่นล้มระบอบซัดดัมโดยใช้ข้อมูลข่าวกรองที่ผิดพลาดเป็นกุศโลบายของผู้ปกครองหรือไม่ พูดให้ชัดกว่านี้คือรัฐบาล ผู้นำประเทศมีสิทธิ์หลอกลวงประชาชนหรือไม่

            ทั้งรัฐบาลอังกฤษ สหรัฐ ต่างพยายามแสดงตนว่าเป็นผู้นำโลกประชาธิปไตย ประเทศเป็นของประชาชน ฟังเสียงประชาชน ทำเพื่อประชาชน หลักคิดที่ซ่อนอยู่ในคำอธิบายของอดีตนายกฯ แบลร์ชวนให้ตั้งคำถามว่าเป็นการ “หลอกลวง” ประชาชนใช่หรือไม่
            Paul Wolfowitz รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้นยอมรับในเวลาต่อมาว่าจำต้องอ้างเหตุผลเรื่องอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับได้
            แม้ว่าคนอังกฤษเป็นผู้มีการศึกษา มีวัฒนธรรมอันดีหลายอย่าง แต่ในบางกรณีรัฐบาลสามารถ “ลวง” พลเมืองตนเอง เพื่อเป้าหมายบางอย่างที่คนอังกฤษยากจะเข้าใจและยอมรับ
            ตกลงว่าเป็นลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน หรือไม่ นี่คือเบื้องหลัง วาทะอันแหลมคมของโทนี แบลร์
---------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” ที่ประกาศในสมัยประธานาธิบดีบุชนิยามว่าเป็นส่งกองทัพเข้ารุกรานอย่างเปิดเผย เป็นนิยามที่ไม่ครอบคลุม บิดเบือน จึงต้องกำหนดนิยามใหม่ อีกประเด็นที่ไม่ควรละเลยคือความเชื่อมโยงกับการส่งเสริมประชาธิปไตย การค้าเสรี คำถามที่สำคัญคือ รัฐบาลโอบามาได้ละทิ้งหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” หรือไม่ หรือเป็นเพียงปรับตัวให้เข้ากับบริบท

บรรณานุกรม:
1. Castle Stephen. (2015, October 29). Delayed Report on Britain’s Role in Iraq War Is Expected in Summer. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/10/30/world/europe/delayed-report-on-britains-role-in-iraq-war-is-expected-in-summer.html?_r=0
2. Cleveland, William L. & Bunton, Martin. (2013). A History of the Modern Middle East (Fifth Edition). USA: Westview Press.
3. Dobbs, Michael. (2003, September 12). Wolfowitz Shifts Rationales on Iraq War. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/archive/politics/2003/09/12/wolfowitz-shifts-rationales-on-iraq-war/2dc7af35-c9ea-4912-bee6-02484412cd37/
4. Dunne, Charles W. (2011). Iraq: Policies, Politics, and the Art of the Possible. In Akbarzadeh, Shahram (editor). America's Challenges in the Greater Middle East: The Obama Administration's Policies (pp.11-30). New York: Palgrave Macmillan.
5. Freytas-Tamura, Kimiko de. (2015, October 25). Tony Blair Says Iraq War Helped Give Rise to ISIS. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/10/26/world/europe/tony-blair-says-iraq-war-helped-give-rise-to-isis.html
6. Ghanim, David. (2011). Iraq’s dysfunctional democracy. California: ABC-CLIO, LLC.
7. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.
8. Mullen, Jethro. (2015, October 25). Tony Blair says he's sorry for Iraq War 'mistakes,' but not for ousting Saddam. CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2015/10/25/europe/tony-blair-iraq-war/
-------------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

อุดมการณ์ทางการเมือง (1) นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย
อุดมการณ์ทางการเมือง
“นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง”
1.ความหมายของอุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) มีผู้นิยามหลากหลาย 1.1.หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ที่มีแบบแผนเกี่ยวกับหลักการและคุณค่าทางการเมือง เป็นความคิดความเชื่อที่มีแนวทางแน่นอน มีเหตุผล มีจุดหมายปลายทาง และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์พยายามจะดำเนินการให้สัมฤทธิผล 1.2.หมายถึง ความคิดความเชื่อที่ทำให้เกิดกลไกควบคุม เพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งความคิดความเชื่อนั้น 1.2.1.เช่นอุดมการณ์มาร์กซิสม์ ก่อให้เกิดพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อสร้างและควบคุมให้การปกครองบรรลุเป้าหมายของอุดมการณ์ 1.2.2.อุดมการณ์ประชาธิปไตย คือ การเพิ่มพูน ปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคล ทำให้เกิดไกกลต่างๆ เช่น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ การลงมติ เพื่อรักษาความเป็นประชาธิปไตย 1.3.อุดมการณ์มิใช่เป็นเพียงปรัชญาการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองจะเรียกร้องให้มีการกระทำจากผู้ศรัทธาในอุดมการณ์ เกิดความรู้สึกว่าถูกต้องที่จะกระทำตามนั้น อุดมการณ์ทางการเมืองมักจะเชื่อมโยงกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ 1.4.สมเกียรติ วันท…