ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียในวิกฤตยูเครนเป็นสงครามเย็นหรือไม่ (ตอนจบ)

พฤษภาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
            ในบทความ 2 ตอนแรก ได้อธิบายเปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียในวิกฤตยูเครน ไครเมีย มีทั้งลักษณะที่คล้ายสงครามเย็นกับส่วนที่ไม่เหมือน และมีข้อสรุปว่าไม่ใช่สงครามเย็น
            สิ่งหนึ่งที่ประชาชนควรเข้าใจคือ เรื่องราวที่ปรากฏผ่านสื่อสาธารณะทั้งหมดอาจไม่ได้โยงกับสงครามเย็นโดยตรงเสมอไป แต่พูดในทำนองเปรียบเทียบความใกล้เคียง หรือให้เห็นภาพคล้ายกัน ซึ่งเป็นการชี้นำความคิดอย่างหนึ่ง ชวนให้นึกถึงสงครามเย็น
            นอกจากนี้ พึงระลึกเสมอว่า ผู้ใช้คำว่า “สงครามเย็น” อาจเป็นการใช้ผิดโดยไม่เจตนาเนื่องจากเป็นความเข้าใจผิดส่วนตัว การพยายามทำให้ผู้อ่านเห็นภาพอย่างรวดเร็ว หรือเกิดจากการใช้ศัพท์เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความรุนแรง ความสำคัญของเหตุการณ์

ผลจากการใช้คำว่าสงครามเย็น :
            ไม่ว่าการใช้คำว่า “สงครามเย็น” มาจากการใช้ผิดโดยเจตนาหรือไม่ ก่อให้เกิดผลโดยสังเขป ดังนี้
            ประการแรก เกิดการสร้างภาพฝ่ายถูก-ฝ่ายผิด
            การใช้คำว่า “สงครามเย็น” ทำให้ผู้รับข่าวสารโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เคยผ่านช่วงสงครามเย็น เกิดการตัดสินใจโดยปริยายว่ารัสเซียเป็นฝ่ายผิด สหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลกเสรี กำลังทำหน้าที่ปกป้องเสรีภาพ ความเสมอภาพของประชาชนอีกครั้ง เนื่องจากตลอดช่วงสงครามเย็นที่กินเวลายาวนานเกือบ 5 ทศวรรษ รัฐบาลของประเทศโลกเสรีจะกล่อมเกลาให้ประชาชนเห็นว่าฝ่ายสังคมนิยมเป็นสิ่งชั่วร้าย เป็นพวกเผด็จการ ศัตรูของศาสนา จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

            ในเหตุการณ์วิกฤตยูเครน ไครเมีย สื่อหลายสำนักเสนอข่าวในทำนองว่ารัฐบาลโอบามาอ่อนแอ นักการเมืองหลายประเทศเตือนว่าหากสหรัฐฯ ไม่ตอบโต้อย่างแข็งกร้าวจะเป็นเหตุให้รัสเซียปีกกล้าขาแข็ง เป็นภัยคุกคามต่อประเทศอื่นๆ ในยุโรป และเป็นตัวอย่างไม่ดีแก่ประเทศอื่นๆ ที่อาจเลียนแบบ บางคนถึงกับโยงมาฝั่งเอเชีย ว่าจีนอาจบุกยึดหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุที่กำลังพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ทั้งหมดนี้ให้ภาพว่ารัสเซียเป็นฝ่ายผิดเป็นฝ่ายรุกราน ส่งกระทบต่อความมั่นคงโลก
            ทางด้านรัสเซีย รัฐบาลของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ก็พยายามวาดภาพให้เห็นว่า “พวกตะวันตก” คือตัวปัญหา และเป็นผู้สร้างปัญหามาหลายศตวรรษแล้ว พวกตะวันตกคือพวกจักรวรรดินิยม เข้ารุกราน ยึดครอง ขูดรีดผลประโยชน์จากประเทศที่อ่อนแอกว่า รัฐบาลปูตินเป็นผู้สร้างชาติ สร้างความเจริญ แต่ชาติตะวันตกนำมาซึ่งความหายนะ
            จะเห็นว่าทั้ง 2 ฝ่ายต่างพยายามชี้ว่าตนเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายผิด

            ประการที่สอง เกิดการเลือกข้างโดยปริยาย
            นายอาร์เซนีย์ ยัตเซนยุค (Arseny Yatsenyuk) รักษาการนายกรัฐมนตรียูเครน ร้องขอให้ชาติตะวันตกและประชาคมโลกช่วยปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน ส่วนอดีตนายกฯ นางยูลิยา ทีโมเชงโก (Yulia Tymoshenko) กล่าวว่า “ดิฉันคิดว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ยูเครนจะสูญเสียไครเมีย แต่โลกจะสูญเสียความมั่นคงหากไม่ทำอะไรสักอย่างต่อสถานการณ์ในขณะนี้ ... วันนี้เครมลิน (รัฐบาลรัสเซีย) ได้ประกาศทำสงครามแล้ว ไม่ได้ประกาศต่อไครเมีย หรือต่อยูเครน แต่ประกาศทำสงครามกับโลก” ในอีกวาระหนึ่ง อดีตนายกฯ ทีโมเชงโก กล่าวเรียกร้องให้ชาติตะวันตกร่วมกันต่อต้านประธานาธิบดีปูติน ชี้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “ไม่เพียงเป็นอันตรายต่อประเทศยูเครนเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ของยุโรปตะวันออกจะตกอยู่ในอันตรายด้วย” ย้ำว่า “จะเรียกร้องต่อบรรดาผู้นำโลกประชาธิปไตยใช้มาตรการขั้นรุนแรงที่สุดเพื่อหยุดยั้งผู้รุกราน”
            คำกล่าวของนายกฯ รักษาการกับอดีตนายกฯ ยูเครนทั้ง 2 ท่าน ต่างมุ่งชี้ว่าชาติตะวันตกซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยกับโลก จะต้องร่วมกันต่อต้านรัสเซีย เท่ากับได้แบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน คือ ทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ที่เป็นมิตรกับชาติตะวันตกจะต้องร่วมกันต่อต้านรัสเซีย

            พฤติกรรมของรัสเซียเป็นภัยคุกคามต่อ “โลก” หรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ได้หลากหลายแง่มุม แต่การนำเสนอของนักการเมือง ผ่านสื่อดังตัวอย่างข้างต้น ค่อนข้างชัดเจนว่ามีเป้าหมายให้ “คนทั้งโลก” ต่อต้านรัสเซีย ช่วยคนทั้งโลกตัดสินใจว่าควรทำอย่างไร

            ในสมัยสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่คิดจะทำสงครามเต็มรูปแบบกับสหภาพโซเวียต แต่ตลอดเวลาได้ใช้การโฆษณาชวนเชื่อเป็นเครื่องมือ ร่วมกับอำนาจเศรษฐกิจ ปฏิบัติการลับ (Covert Action) เพื่อสร้างปัญหา บ่อนทำลายสหภาพโซเวียตกับบริวารอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการพัฒนาเศรษฐกิจกับการทหาร บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพโซเวียตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยรวมแล้วคือต้องการลดอำนาจอิทธิพลของขั้วสังคมนิยมโซเวียต
            ด้านฝ่ายสหภาพโซเวียตก็อาศัยการโฆษณาชวนเชื่อเช่นกัน พยายามนำเสนอว่าฝ่ายตนต้องการลดการแข่งขันสะสมอาวุธ พยายามหลีกเลี่ยงสงครามนิวเคลียร์ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีชนชั้น พลเมืองผิวสีในสหรัฐฯ ไม่ได้รับความเท่าเทียมดังอุดมการณ์ประชาธิปไตย

            แม้ว่าในยุคนี้จะผ่านพ้นสงครามเย็นมานานแล้ว นายสตีเฟ่น เลนด์แมน (Stephen Lendman) ชี้ว่าสิ่งหนึ่งที่สื่อชาติตะวันตกทำอย่างต่อเนื่องนับจากสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน คือ การโฆษณาชวนเชื่อ บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หลอกหลวงประชาคมโลกอย่างเป็นระบบ ไม่ต่างจากทางการรัสเซียที่ยังใช้การโฆษณาชวนเชื่อเป็นเครื่องมือดังที่กระทำเรื่อยมา

ทั้งสหรัฐฯ กับรัสเซียต่างพยายามช่วงชิงผลประโยชน์ใส่ตน :
            ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียในวิกฤตยูเครน ไครเมีย สหรัฐฯ กับชาติตะวันตกกล่าวหาว่ารัฐบาลรัสเซียกระทำการอันไม่ชอบธรรม ส่งกองกำลังติดอาวุธนับหมื่นเข้าไครเมีย ช่วยจัดตั้งรัฐบาลไครเมียชุดใหม่ที่สนับสนุนตน จนกระทั่งผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซียในที่สุด
            นาย Alex Lantier แสดงทัศนะว่ารัฐบาลสหรัฐฯ พยายามโฆษณาชวนเชื่อด้วยการแสดงตนว่าเป็นผู้ปกป้องสันติภาพโลก ปกป้องอธิปไตยยูเครน แต่ไม่ได้พูดถึงการโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดียานูโควิช โดยกองกำลังขวาจัด จนได้รัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันที่อิงฝ่ายชาติตะวันตกอย่างแนบแน่น
            ประธานาธิบดีโอบามาโจมตีประธานาธิบดีปูตินว่าใช้กำลังข่มเหงประเทศที่เล็กกว่า ผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่ในความจริงแล้วสหรัฐฯ เป็นประเทศที่ดำเนินลักษณะเช่นนี้เหมือนกัน เข้าแทรกแซงกิจการของประเทศอื่น สนับสนุนโค่นล้มรัฐบาลหลายประเทศที่เป็นปรปักษ์ทั้งแบบทางตรงทางอ้อม มีหลักฐานเรื่องเหล่านี้มากมาย การล้มรัฐบาลประธานาธิบดียานูโควิชคือกรณีล่าสุด

            ประธานาธิบดีปูตินเชื่อว่าการล้มรัฐบาลยานูโควิชครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ซ้ำเดิมที่ชาติตะวันตกอยู่เบื้องหลัง เหมือนครั้งสมัย Orange Revolution เมื่อปี 2004 ที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งประท้วงผลการเลือกตั้ง จนที่สุดแล้วต้องเลือกตั้งใหม่และได้ประธานาธิบดีที่อิงชาติตะวันตก
            การเข้าใจวิกฤตยูเครน ควรมองย้อนหลังอย่างน้อย 10 ปี คือเมื่อ 10 ปีก่อน องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ได้เชิญชวนยูเครนเข้าร่วมกลุ่ม แต่รัสเซียต่อต้านมาโดยตลอด ด้วยเกรงว่าตนจะถูกโดดเดี่ยว ทางด้านนาโตแจงว่าการเข้าเป็นสมาชิกไม่ใช่เรื่องพันธมิตรทางทหารเท่านั้น เพราะมีความร่วมมือหลากหลายด้าน ยกเรื่องกองกำลังรักษาสันติภาพ ที่ยุโรปมีปฏิบัติการในเซอร์เบียเมื่อปี 1999 และการต่อต้านการก่อการร้าย
            เมื่อฝ่ายตะวันตกไม่สามารถใช้นาโตเพื่อดึงยูเครนเข้าพวก เพราะโจ่งแจ้งเกินไป เป็นเรื่องความมั่นคงทางทหารโดยตรง และใช่ว่านักการเมืองยูเครนทุกคนจะเห็นดีเห็นงาม จึงปรับเปลี่ยนโดยนำเรื่องเศรษฐกิจเป็นตัวนำ เสนอให้มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสหภาพยุโรป (อียู) กับยูเครน สอดคล้องกับความต้องการของพัฒนาเศรษฐกิจอันอ่อนแอของยูเครน

            หากยูเครนร่วมมือทางเศรษฐกิจกับอียู อียูย่อมจะมีอิทธิพลต่อยูเครนมากขึ้น ยูเครนจะกลายเป็นประเทศลำดับที่ 12 ของบรรดาประเทศที่เคยเป็นพันธมิตรหรือส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียตมาก่อน แล้วมาเข้าร่วมกับอียู ในมุมมองของรัสเซียเห็นว่านับวันมิตรประเทศของตนจะลดน้อยถอยลง ในขณะที่อียูใหญ่โตขึ้น

            อีกประเด็นที่สำคัญคือ รัสเซียมีฐานทัพเรือขนาดใหญ่ ที่เซวาสโตโพล (Sevastopol) ในเขตไครเมีย เป็นฐานทัพเก่าแก่ที่สำคัญของรัสเซียตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 เป็นท่าเรือน้ำอุ่นเพียงแห่งเดียวที่อยู่ในฝั่งยุโรป ฐานทัพเรือดังกล่าวรัฐบาลรัสเซียเช่าจากรัฐบาลยูเครน หากรัสเซียต้องสูญเสียไครเมีย อาจต้องสูญเสียฐานทัพเรือดังกล่าวด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นพลังอำนาจของกองทัพเรือจะถูกบั่นทอนอย่างรุนแรง ความมั่นคงทางทหารของรัสเซียจะถูกกระทบอย่างประเมินค่าไม่ได้ จึงไม่อาจยอมให้ยูเครนเข้ากลุ่มนาโตหรืออียูโดยเด็ดขาด ถือว่าเป็น “เส้นต้องห้าม”
            ข้อสรุปของเรื่องนี้คือ ทั้งสหรัฐฯ กับรัสเซียต่างหวังจะมีอิทธิพลต่อยูเครน ทั้ง 2 ประเทศต่างพยายามช่วงชิงผลประโยชน์ใส่ตน โดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ ตามบริบทที่แต่ละฝ่ายเห็นชอบ นายสตีเฟ่น เลนด์แมน ให้ข้อสรุปว่า การต่อสู้ช่วงชิงระหว่าง 2 มหาอำนาจยังไม่สิ้นสุดเบ็ดเสร็จ ทุกวันนี้สหรัฐฯ ยังเป็นฝ่ายรุก ส่วนรัฐบาลปูตินกำลังปกป้องอธิปไตยของตน

บรรดาชาติมหาอำนาจล้วนขยายอำนาจอิทธิพลเหนือประเทศอื่นๆ :
            ประวัติศาสตร์หลายร้อยปีที่ผ่านมาชี้ว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ย่อมมีการช่วงชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ชาติมหาอำนาจมีผลประโยชน์ที่ต้องการ ที่ต้องรักษามาก บ่อยครั้งที่ชาติมหาอำนาจเผชิญหน้าระหว่างกัน ผ่านสถานการณ์ บริบทต่างๆ

            ยุทธศาสตร์การเอาชนะในยุคนี้ไม่เน้นการรบช่วงชิงดินแดน (ยกเว้น กรณีไครเมียที่กำลังกล่าวถึง เพราะเกี่ยวข้องกับที่ตั้งฐานทัพเรือ แต่ที่สุดแล้วคือเรื่องของการมีอิทธิพลเหนือยูเครน) แต่เป็นการจัดระเบียบโลกที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองให้มากที่สุด ด้วยการทำสงคราม โค่นล้มรัฐบาลประเทศๆ ที่ตั้งตัวเป็นศัตรู รวมทั้งการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อบรรลุเป้าหมาย
            ที่สำคัญคือประเทศจะต้องแผ่อิทธิพลอำนาจ ทำให้ประเทศทั้งหลายมาอยู่ร่วมเป็นพวกเดียวกัน ร่วมกันกำจัดการศัตรูทีละประเทศ บีบให้ศัตรูอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุม หรือกล่าวให้ชัดคือต้องเปลี่ยนรัฐบาลของประเทศทั้งหลายให้ดำเนินนโยบายที่เป็นมิตรกับตน อยู่ใต้อำนาจให้มากที่สุด

            การแผ่อิทธิพลบ่อยครั้งจำต้องอาศัยบริบท หรือสร้างสถานการณ์ขึ้นมา หากหยิบยกสหรัฐฯ เป็นกรณีตัวอย่าง สามารถอธิบายว่า นับจากสิ้นสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน อิทธิพลของอเมริกาขึ้นๆ ลงๆ ในช่วงต้นสหัสวรรษ เมื่อเกิดเหตุการณ์ 9/11 อิทธิพลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ผ่านนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายสากล เข้าทำสงครามกับอิรักและอัฟกานิสถาน พยายามดึงทุกประเทศเข้ามาเป็นมิตร ถือว่าหากไม่ช่วยต่อต้านผู้ก่อการร้ายก็เท่ากับเป็นศัตรู
            ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ฐานะเศรษฐกิจการคลังอ่อนแอ รัฐบาลจำต้องลดภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงการปรับลดงบประมาณกลาโหม ปัญหาตกค้างจากการทำสงครามในอิรักกับอัฟกานิสถาน รัฐบาลโอบามาผู้รับมรดกตกทอดจากรัฐบาลชุดก่อนจึงมุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จำกัดงบประมาณกลาโหม ไม่พยายามใช้พลังอำนาจทางทหาร จนหลายรัฐบาลหลายประเทศวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา

            แท้ที่จริงแล้ว รัฐบาลโอบามายังต้องการแผ่อิทธิพลเหนือประเทศอื่นๆ แต่ในยามนี้มีเครื่องมือจำกัดเมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดก่อน อีกทั้งไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องใช้มาตรการรุนแรงจัดการรัสเซีย เนื่องจากรัฐบาลรักษาการยูเครนในขณะนี้มีนโยบายอิงตะวันตกอยู่แล้ว และเชื่อว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤษภาคมจะได้รัฐบาลที่อิงชาติตะวันตกด้วย ถือว่าบรรลุเป้าหมายในระดับหนึ่ง ส่วนรัฐบาลปูตินได้ไครเมียกลับมาอยู่กับตน

            ถ้ามองในกรอบกว้าง สหรัฐฯ กับรัสเซียไม่ได้เผชิญหน้าเฉพาะกรณียูเครนที่เพิ่งกลายเป็นประเด็นร้อน ก่อนหน้านี้ 2 ประเทศ มีการเผชิญหน้า มีความขัดแย้งในเวทีอื่นๆ อยู่แล้ว เช่น สงครามกลางเมืองในซีเรีย กรณีโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน น่าแปลกใจที่ไม่มีใครพูดว่าความขัดแย้งเหล่านี้เป็นสงครามเย็น และหากจะวิเคราะห์ให้ถึงที่สุด แท้ที่จริงแล้ว “สงครามเย็น” ก็คือ การช่วงชิงอำนาจ ช่วงชิงผลประโยชน์ของ 2 อภิมหาอำนาจในสมัยนั้นนั่นเอง ไม่ต่างจากสถานการณ์ในปัจจุบัน เพียงแต่ต่างกันในแง่จะนำเสนอเรื่องราวอย่างไร จะให้ประชาชนรับรู้อย่างไร เรื่องเหล่านี้เป็นโฆษณาชวนเชื่อ เป็นส่วนหนึ่งของสงคราม เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ดังที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน

            ความเข้าใจเรื่องสงครามเย็นอาจเป็นประเด็นไกลตัวสำหรับหลายคน แต่ในยามเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นและพาดพิงเรื่องราวในอดีต สังคมควรมีการอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้คนทั่วไปรับรู้ เข้าใจความจริงโดยไม่บิดเบือน เพราะความรู้ สติปัญญาเป็นพลังอำนาจอย่างหนึ่งของชาติ เป็นการสร้างสังคมอุดมปัญญา เป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่เจริญยั่งยืน
---------------------------



3.ยูเครนวิกฤตรัสเซียสู้ไม่ถอย (Ookbee)
            ยูเครนเป็นประเทศที่น้อยคนจะรู้จัก เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียต เริ่มเป็นรัฐอธิปไตยหลังสิ้นสุดสงครามเย็น ตั้งแต่ปลายปี 2013 เกิดความขัดแย้งทางการเมืองที่บานปลายจนรัสเซียส่งกองกำลังเข้ายึดไครเมีย และเกิดสงครามกลางเมืองขนาดย่อมในฝั่งตะวันออกของประเทศ แต่ความสำคัญของสถานการณ์ยูเครนในขณะนี้คือการเผชิญหน้า ความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจ 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือรัสเซีย อีกฝ่ายคือสหรัฐฯ กับพันธมิตรอียู การเผชิญหน้าครั้งนี้อาจรุนแรงยืดเยื้อกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากรัฐบาลรัสเซียสู้ไม่ถอย

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป


บรรณานุกรม ตอนจบ :
1. Cohen, Stephen F. (2009). Soviet fates and lost alternatives : from Stalinism to the new Cold War. New York: Columbia University Press.
2. Fakiolas, Efstathios T. (2012). International Politics in Times of Change. Tzifakis, Nikolaos. (Ed.). Berlin: Springer-Verlag Berlin Heidelberg.
3. Leffler, Melvyn P. (2007). For the Soul of Mankind: The United States, the Soviet Union, and the Cold War. New York: Hill and Wang.
4. Lendman, Stephen. (2014, March 21). Anti-Russian Media Wars. Now the Confrontation Moves East to “New Russia”. Retrieved from http://www.globalresearch.ca/anti-russian-media-wars/5374705
5. Longworth, Philip. (2005). Russia: The Once and Future Empire From Pre-History to Putin. New York: St. Martin’s Press.
6. Moldavanova, Alisa. (2013). Public Perception of the Sea Breeze Exercises and Ukraine’s Prospects in the Black Sea Region. Retrieved from http://fmso.leavenworth.army.mil/Collaboration/international/Ukraine/Sea-Breeze-exercise.pdf
7. Russia tightens grip on Crimea as West scrambles to respond. (2014, March 3). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/03/russia-tightens-grip-on-crimea-as-west-scrambles-to-respond/
8. The knight Putin and the mad dragon of the West. (2014, March 24). Pravda.ru. Retrieved from http://english.pravda.ru/russia/politics/24-03-2014/127149-knight_putin-0/
9. Tymoshenko urges hard Western line against Russia. (2014, March 16). AFP. Retrieved from http://news.yahoo.com/tymoshenko-urges-hard-western-line-against-russia-111425447.html
10. Ukraine Separatists Hold Ground as U.S. Eyes Sanctions. (2014, April 21). Bloomberg. Retrieved from http://www.bloomberg.com/news/2014-04-20/ukraine-separatists-hold-ground-as-u-s-eyes-sanctions.html
11. Yulia Tymoshenko: 'Kremlin has declared war'. (2014, March 11). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/programmes/talktojazeera/2014/03/yulia-tymoshenko-kremlin-declared-war-20143715542330860.html
-------------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…