ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อีกมุมมองของปมสังหารยัสเซอร์ อาราฟัต

17 พฤศจิกายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6222 วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2556, http://www.ryt9.com/s/tpd/1779025)

            ข่าวนักวิทยาศาสตร์จากห้องทดลองในสวิสเซอร์แลนด์ได้พิสูจน์และมีข้อสรุปที่เชื่อได้ว่านายยัสเซอร์ อาราฟัต (Yasser Arafat) อดีตผู้นำองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ (Palestinian National Authority หรือ PA) เสียชีวิตเพราะถูกลอบวางยาพิษด้วยสารพอโลเนียม-210 ทำให้ประเด็นปมสังหารนายอาราฟัตได้รับการวิพากษ์อย่างกว้างขวางอีกครั้ง
            ในบรรดาการวิเคราะห์ทั้งหมด อิสราเอลเป็นประเทศที่ต้องสงสัยมากที่สุดด้วยเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้
            ประการแรก อิสราเอลมีความตั้งใจมานานแล้ว
            นายอาราฟัตเป็นเป้าหมายการสังหารมานานแล้วไม่ต่างจากแกนนำกลุ่มอื่นๆ ในปาเลสไตน์เนื่องจากทางการอิสราเอลมีนโยบายชัดเจนว่าต้องการกำจัดแกนนำที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายต่ออิสราเอล นายอาราฟัตจึงเป็นเป้าหมายใหญ่และสำคัญยิ่งเพราะเป็นถึงประธานองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ตั้งแต่ปี 1968 จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 2004 ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มฟาตาห์ (Fatah) ในปี 1956
            ในมุมมองของอิสราเอล ทางการอิสราเอลเห็นว่าเป็นนายอาราฟัตเป็นภัยคุกคามความมั่นคงอิสราเอลโดยตรง ในปี 1985 นายเอเรียล ชารอน (Ariel Sharon) ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “การก่อการร้ายถูกกระตุ้น ประสานงานและนำทิศทางด้วยคนๆ เดียวคือยัสเซอร์ อาราฟัต ประธานองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์”
            ตัวอาราฟัตเองเคยเล่าว่าเขารอดจากความพยายามสังหารเขามาแล้วกว่า 40 ครั้ง เช่น ในปี 1985 เขารอดหวุดหวิดเมื่อเครื่องบินรบอิสราเอลโจมตีศูนย์บัญชาการของเขาที่ตูนิเซีย การโจมตีครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 73 คน ในเดือนธันวาคม 2001 ขีปนาวุธอิสราเอลโจมตีศูนย์บัญชาการที่เมือง Ramallah เขารอดหวุดหวิดอีกครั้งเนื่องจากสามารถหนีเข้าไปหลบในที่ปลอดภัยได้ก่อน

            ประการที่สอง หลักฐานจากคณะรัฐมนตรี 2003
            มีข้อมูลว่าในปี 2003 คณะรัฐมนตรีอิสราเอลภายใต้นายเอเรียล ชารอน นายกรัฐมนตรีอนุมัติการสังหารโดยไม่ผ่านการไต่สวน รัฐบาลมีนโยบาย “สังหารเป้าหมายเฉพาะ” ที่คาดว่าเป็นหัวหน้าผู้ก่อการร้าย นาย MK Haim Ramon ผู้แทนราษฎรจากพรรคแรงงานอิสราเอลกล่าวว่า “ชารอนต้องการให้อาราฟัตสาบสูญไป เพื่อให้ปาเลสไตน์ได้ผู้นำสายกลางเข้ามาแทนที่”
            ในเดือนสิงหาคม 2003 นาย Shaul Mofaz รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอิสราเอลประกาศว่า “เราจะสังหารอาราฟัตด้วยวิธีการและเวลาที่เราเลือก”
            มติกับนโยบายของรัฐบาลชารอนดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากแผนตอบโต้ Second Intifada หรือ Al-Aqsa Intifada (เริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2000 สิ้นสุดในปี 2004) มุ่งกำจัดแกนนำและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายอันส่งผลทำให้พลเรือนอิสราเอลเสียชีวิตจำนวนหลายร้อยคน
            Second Intifada หรือ Al-Aqsa Intifada เริ่มต้นเมื่อนายชารอนขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคลีคูต (Likud) เดินทางไปวิหาร Temple Mount หรือมัสยิด al-Aqsa Mosque อันศักดิ์สิทธิ์ของมุสลิมในกรุงเยรูซาเล็ม ก่อให้ชาวปาเลสไตน์พร้อมใจกันลุกฮือประท้วงทั่วประเทศ สองฝ่ายต่างใช้ความรุนแรงต่อกัน เกิดการปะทะกันหลายปี ฝ่ายปาเลสไตน์ใช้ระเบิดพลีชีพและอาวุธต่างๆ ทำให้ชาวอิสราเอลเสียชีวิตกว่า 900 คน ดังนั้น ต้นเหตุของการเสียชีวิตของชาวอิสราเอลและเหตุรุนแรงรอบนี้เกิดจากนายชารอนโดยแท้ และเชื่อกันว่าเมื่อท่านได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ จึงใช้ตำแหน่งอำนาจของตนสั่งสังหารนายอาราฟัตอีกครั้งอย่างจริงจังด้วยสารพิษพอโลเนียม-210

            ประการที่สาม ความต้องการดินแดน
            การสถาปนาประเทศขึ้นมาใหม่บนดินแดนอิสราเอลปัจจุบันเป็นความใฝ่ฝันสูงสุด เป็นความต้องการของชาวอิสราเอลมานับร้อยปี หลังจากที่ต้องระหกระเหิน ต้องทนทุกข์ในฐานะพลเมืองชั้น 2 ของหลายประเทศทั่วโลก
            แม้อิสราเอลจะก่อตั้งประเทศได้ แต่ความต้องการดินแดนเพิ่มเติมยังไม่จบสิ้น นักการเมืองหลายคนยึดมั่นแนวทางดังกล่าว การเข้ายึดครองพื้นที่ในฉนวนกาซา เขตเวสต์แบงก์ตะวันตกและเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นหลักฐานที่สำคัญ
            ที่ผ่านมารัฐบาลอิสราเอลอ้างเหตุผลต่างๆ นานาเพื่อจะรักษาการยึดครองพื้นที่เหล่านี้ ทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่ๆ ตกลงไว้แล้วว่าจะเป็นของรัฐปาเลสไตน์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมารัฐบาลอิสราเอลอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ป้องกันการโจมตีโดยการก่อการร้ายจากกองกำลังต่างๆ ของปาเลสไตน์ อ้างว่าการสร้างที่อยู่ในอาศัยในเขตยึดครองไม่กระทบกระบวนการเจรจาสันติภาพกับปาเลสไตน์
            เกิดคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าทางการอิสราเอลหวังใช้การสังหารนายอาราฟัตเพื่อยั่วยุให้กิดความขัดแย้ง เพื่ออิสราเอลจะมีข้ออ้างในการยึดครองพื้นที่ดังกล่าวต่อไป สามารถขยายโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในเขตยึดครองอย่างต่อเนื่อง แนวคิดนี้สอดคล้องกับคำพูดของนายชารอนที่แต่ไหนแต่ไรเขาประกาศในที่สาธารณะว่าตนมีนโยบายขยายอาณาเขตอิสราเอล (Greater Israel) ซึ่งหมายถึงการยึดครองเขตเวสต์แบงก์ ปฏิบัติต่อชาวปาเลสไตน์อย่างเข้มงวด
            ทุกวันนี้อิสราเอลกับปาเลสไตน์ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพในขั้นสุดท้าย แต่ในสภาพดังกล่าวอิสราเอลเป็นฝ่ายได้ประโยชน์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ได้ใช้ประโยชน์จากเขตยึดครองพื้นที่ๆ เป็นของปาเลสไตน์ โดยพฤตินัยแล้วบางส่วนของเขตพื้นที่เหล่านี้จึงมีค่าเท่ากับเป็นดินแดนของอิสราเอล นอกจากนี้ยังสามารถกดขี่ชาวปาเลสไตน์ กดดันให้สภาพเศรษฐกิจสังคมย่ำแย่

            ประการที่สี่ การทำลายองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์
            แม้นายอาราฟัตจะมีอายุถึง 75 ปีแล้วแต่ยังมีสุขภาพแข็งแรงพอสมควร มีฐานะเป็นผู้นำองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ (PA) เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์ จุดศูนย์รวมของกลุ่มต่างๆ จึงมีความเชื่อว่าหากปราศจากนายอาราฟัตกลุ่มต่างๆ จะแตกแยก อาจเกิดการต่อสู้กันเองอย่างรุนแรง ดังที่ผ่านมาก็มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มฮามาสกับกลุ่มฟาตาห์ (Fatah) ในฉนวนกาซา หรือแม้กระทั่งกลุ่มฟาตาห์ที่นายอาราฟัตก่อตั้งกับมือก็มีปัญหาการแตกแยกภายในเป็นหลายกลุ่ม ในทางปฏิบัติแล้วนายอาราฟัตไม่สามารถควบคุมทุกรายละเอียด การแตกแยกและข่าวการคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นอย่างดาษดื่นภายในองค์กรเป็นหลักฐานสำคัญ
            ความรุนแรงที่ขยายตัวจาก Second Intifada การก่อการร้ายด้วยระเบิดพลีชีพ ทำให้รัฐบาลชารอนอ้างว่านายอาราฟัตไม่มีความตั้งใจหรือไม่สามารถยับยั้งคนของตน เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เห็นว่าควรเปลี่ยนผู้นำ PA รัฐบาลชารอนจึงเริ่มดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวนายอาราฟัตและป้ายสีว่าท่านเป็นศัตรูของโลกเสรี
            ความต้องการทำลายองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์จึงมาจากเหตุผลที่ว่าองค์การประกอบด้วยกลุ่มย่อยๆ หลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีอุดมการณ์หลากหลายตั้งแต่เป็นพวกมุสลิมสุดโต่งจนถึงพวกฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ที่ผ่านมาการรวมตัวของกลุ่มเหล่านี้เป็นผลงานจากน้ำพักน้ำแรงจากความสามารถ บารมีเฉพาะตัวของนายอาราฟัตโดยแท้ หากกำจัดนายอาราฟัตจะทำให้กลุ่มเหล่านี้ไม่สามารถรวมตัวกันได้อีก PA จะอ่อนแอลงหรืออาจสลายตัว เมื่อถึงเวลานั้นอิสราเอลสามารถค่อยๆ เจรจาตกลงหรือกำจัดกลุ่มย่อยทีละกลุ่มได้โดยง่าย

            ประการที่ห้า การชะลอกระบวนการเจรจา
            ประเด็นที่ไม่ควรละเลยคือก่อนเกิด Second Intifada ในปลายปี 2000 แผนสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่เรียกว่า Camp David II ของประธานาธิบดีบิลล์ คลินตันเกือบจะได้ข้อยุติแล้ว (หากอิสราเอลบรรลุข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายกับปาเลสไตน์ นั่นหมายความว่าสองฝ่ายจะมีเขตแดนชัดเจน อิสราเอลต้องถอนตัวจากพื้นที่ยึดครองทั้งหมด ปาเลสไตน์จะกลายเป็นรัฐอธิปไตย) แต่ด้วยการเยือนวิหาร Temple Mount หรือมัสยิด al-Aqsa Mosque ของนายชารอนเป็นชนวนก่อให้เกิดความรุนแรงรอบใหม่ การเจรจาจึงหยุดชะงักทันที
            ต่อมาในช่วงปี 2003 สันติภาพระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอลมีความเป็นไปได้มากขึ้นอีกครั้ง กลุ่มต่างๆ ในปาเลสไตน์มีเอกภาพและต้องการสันติภาพกับอิสราเอล รัฐบาลสหรัฐเริ่มดำเนินกระบวนการเจรจาอีกรอบ ในช่วงต้นปี 2004 เป็นช่วงเวลาที่หลายฝ่ายเห็นว่ารัฐปาเลสไตน์กำลังใกล้จะเป็นความจริง เหลือแต่บริบทที่เหมาะสมกับการตัดสินใจของผู้นำเท่านั้น แต่การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของนายอาราฟัตทำให้กระบวนการเจรจาสันติภาพ การสถาปนารัฐปาเลสไตน์หยุดชะงักทันทีอีกครั้ง ต้องรอเริ่มต้นใหม่ด้วยผู้นำ PA คนใหม่ นั่นคือนายมะห์มุด อับบาส (Mahmoud Abbas)
            มีข้อมูลว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่นายอาราฟัตแต่งตั้งนายอับบาสเป็นนายกรัฐมนตรีปาเลสไตน์มาจากแรงกดดันของรัฐบาลจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช และไม่นานหลังการถ่ายโอนอำนาจสมบูรณ์เขาก็จะถูกวางยาพิษ
            ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังของการเจรจาที่หยุดชะงักคืออะไร ผลที่ปรากฏคืออิสราเอลสามารถยึดครองพื้นที่บางส่วนและดำเนินโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่ยึดครองต่อไป

            กว่า 9 ปีแล้วนับจากวันที่นายยัสเซอร์ อาราฟัตเสียชีวิต ผู้เกี่ยวข้องหลายคนชี้ว่าอิสราเอลต้องรับผิดชอบแต่ที่ผ่านมาทางการอิสราเอลปฏิเสธเรื่อยมาว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายอาราฟัต อีกทั้งข้อมูลการตรวจสอบมีเพียงข้อสรุปว่าท่านน่าจะเสียชีวิตด้วยพอโลเนียม-210 ไม่อาจสรุปว่าใครเป็นผู้ลงมือ การวิเคราะห์มูลเหตุจูงใจข้างต้นเป็นการคาดคะเนตามข้อมูลที่ปรากฎ ตามหลักวิชาการในแนวทางหนึ่งเท่านั้น ยังมีการวิเคราะห์อีกหลายแนวทาง ยังมีข้อมูลและเงื่อนงำอื่นๆ อีกมาก เช่น ทำไมรัฐบาลฝรั่งเศสไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร รัฐบาลสหรัฐมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ เกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิดนายอาราฟัตหรือไม่ ปมสังหารนายยัสเซอร์ อาราฟัตจึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ได้อีกนานเท่านาน
-------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ตั้งแต่ยุคโบราณมนุษย์รู้จักยาพิษ นำมาใช้เป็นอาวุธเรื่อยมา และเมื่อความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้นมนุษย์เริ่มคิดค้นสารพิษใหม่ที่ร้ายแรงกว่าสารพิษที่พบตามธรรมชาติ พอโลเนียม-210 คือตัวอย่างสารพิษที่มนุษย์แสวงหามานานแล้ว นั่นคือสารพิษหรือยาพิษที่ไร้สีไร้กลิ่นไร้รส ไม่มีทางเยียวยาที่ได้ผลดี ตรวจจับไม่ได้ (ยากแก่การตรวจจับ) ผู้เสียชีวิตมักเป็นบุคคลพิเศษ บุคคลสำคัญทางการเมือง พอโลเนียม-210 จึงเป็นยาพิษสมัยใหม่ที่คิดค้นมาเพื่อจัดการบุคคลเหล่านี้


ยัสเซอร์ อาราฟัต เป็นบุคคลสำคัญของโลก ได้ชื่อว่าเป็นผู้ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์ ชีวิตของท่านตั้งแต่วัยหนุ่มเต็มด้วยการต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ มีผู้พยายามสังหารท่านหลายครั้ง แต่สามารถหลบรอดคมห่ากระสุนอย่างหวุดหวิด จนกระทั่งคืนวันที่ 12 ตุลาคม 2004 ท่านล้มป่วยกะทันหันอย่างรุนแรงในบ้านพักของท่านเอง ผู้เชี่ยวชาญบางคนเห็นว่าท่านเสียชีวิตด้วยพอโลเนียม-210

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป


บรรณานุกรม:
1. Lendman, Stephen. Did Israel Kill Arafat? Global Research. 8 November 2013. http://www.globalresearch.ca/did-israel-kill-arafat/5357306
2. Chossudovsky, Michel. The Assassination of Yasser Arafat was Ordered by The Israeli Cabinet: “We will Choose the Right Way and the Right Time to Kill Arafat.” Global Research. 7 November 2013. http://www.globalresearch.ca/the-assassination-of-yasser-arafat-was-ordered-by-the-israeli-cabinet-we-will-choose-the-right-way-and-the-right-time-to-kill-arafat/5357121
3. Stokes, Jamie. (Editor). 2009. Encyclopedia of The Peoples of Africa and the Middle East. New York: Infobase Publishing.
4. Mattar, Philip. 2004. The Encyclopedia of the Modern Middle East and North Africa. 2nd Edition. USA: Thomson Gale.
-------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…