ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

รัฐ (2)

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120
ชาญชัย

พัฒนาการ และรูปแบบรัฐ

            คำว่า รัฐ ในที่นี้ไม่ได้มีนิยามตามนิยามคำว่ารัฐดังที่ได้กล่าวข้างต้น แต่เป็นคำศัพท์เพื่ออ้างถึงหน่วยปกครองที่ต้องการพูดถึงเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆ หรือหมายถึงอาณาจักรจีนโบราณที่กว้างใหญ่ไพศาล ในตำรารัฐศาสตร์มีวิธีการแบ่งออกแตกต่างกันหลายวิธี และมีหลากหลายรูปแบบ  ในที่นี้จะกล่าวรัฐบางรูปแบบโดยเรียงลำดับพัฒนาการตามเวลาที่เราได้ศึกษาจากประวัติศาสตร์ ซึ่งบางรูปแบบอาจจะยังคงอยู่หรือไม่มีแล้วในปัจจุบัน

·       รัฐชนเผ่าหรือรัฐเผ่าชน (Tribal State)
นักมานุษยวิทยาและนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า รัฐชนเผ่าน่าจะเป็นรัฐในรูปแบบยุคต้น เกิดจากการรวมตัวของครอบครัวหลายครอบครัว จึงมักมีความผูกพันใกล้ชิดทางสายโลหิต เรียกได้ว่าเป็นตระกูลด้วยกัน และบางเผ่าอาจเป็นการรวมตัวของหลายตระกูลที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกัน หรือมารวมตัวกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จนพัฒนาการปกครองเป็นเผ่าเดียวกันในที่สุด เกิดหัวหน้าเผ่า มีภาษา หรือขนมธรรมเนียม วิถีการดำเนินชีวิตของตนเอง

·       รัฐอาณาจักรโบราณ และ จักรรวรรดิโรมัน (Roman Empire)
ประเทศที่เคยเป็นลักษณะนี้ เช่น อียิปต์โบราณ อาณาจักรโรมัน อัสซีเรีย จีน อินเดีย รวมทั้งสยามโดยเฉพาะในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อาณาจักรเหล่านี้มักมีพื้นที่กว้างใหญ่ ประกอบด้วยหลายหัวเมืองที่มีเมืองเล็กๆ เป็นเมืองบริวาร มีประชากรมากประกอบด้วยชนเผ่าย่อยๆหลายชนเผ่า อาจมีหลายภาษาภายใต้อาณาจักรเดียวกันนี้ การปกครองมักขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจสูงสุดเพียงคนเดียว อาจเรียกว่ากษัตริย์ หรือราชา การบริหารประเทศมักต้องอาศัยกำลังทหารควบคู่ด้วยเสมอ มักมีประวัติศาสตร์ที่สามารถศึกษาได้อย่างละเอียด แต่ละอาณาจักรครอบคลุมประวัติศาสตร์นับร้อยๆปี

ยกตัวอย่าง เช่น จักรวรรดิโรมัน ได้ขยายอำนาจรวบรวมดินแดนที่ปัจจุบันเป็นยุโรปในปัจจุบันไว้เกือบทั้งหมด และบริหารปกครองด้วยใช้กฎหมายฉบับเดียวกันที่ตราขึ้นโดยโรมัน ในระบบเศรษฐกิจใช้เงินตราสกุลเดียวกันทั่วทั้งจักรวรรดิ การบริหารราชการใช้ภาษาเดียวกันคือภาษาลาติน ทั้งยังส่งเสริมให้นับถือศาสนาเดียวกันด้วยคือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก อย่างไรก็ตามจักรวรรดิโรมันยังยินยอมให้รัฐที่พ่ายแพ้แก่โรมันสามารถปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมของตน

·       รัฐนครรัฐกรีก (Greek-city State)
นครรัฐกรีกประกอบด้วยหลายร้อยนครรัฐ (polis) เข้ารวมด้วยกัน
ลักษณะเด่นคือ แต่ละรัฐมีขนาดไม่ใหญ่ ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองการปกครองอย่างชัดเจน ในกรณีของรัฐอื่นๆที่อยู่นอกยุโรปอาจไม่จำต้องหมายถึงการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการปกครองอย่างนครรัฐกรีก แต่หมายถึง ประชาชนกับผู้ปกครองอยู่อย่างใกล้ชิดกัน เช่น สมัยกรุงสุโขทัยที่มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ประชาชนสามารถมาร้องทุกข์กับพ่อเมืองได้โดยตรง

·       รัฐเจ้าขุนมูลนายหรือรัฐศักดิดาหรือรัฐฟิวดัล (Feudal State)
รัฐเจ้าขุนมูลนายที่กำลังพูดถึงมุ่งกล่าวถึงแบบรัฐที่เกิดกับยุโรปในยุคกลาง ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5-15 ซึ่งเป็นการกล่าวถึงรัฐในแถบยุโรปหลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันในราว ค.ศ. 500 ก่อนที่จะเกิดรัฐยุคสมัยใหม่ บางคนเรียกรัฐยุคนี้ว่ารัฐยุคกลาง
รัฐเจ้าขุนมูลนายนี้เป็นผลจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน เมื่อขาดศูนย์อำนาจกลางที่สามารถปกครองอาณาจักรทั้งหมดที่กว้างใหญ่ไพศาล ทำให้บรรดาขุนศึกและขุนนางต่างๆ บริหารหรือปกครองพื้นที่ภายใต้อิทธิพลของตนเอง ในยุคนี้พื้นที่เพาะปลูกกับความปลอดภัยจากการรุกรานของผู้มีอำนาจมีความสำคัญมาก ดังนั้น บรรดาขุนศึกขุนนางจึงพยายามรวบรวมกำลังทหารของตนเองเพื่อปกครองและให้ความคุ้มครองแก่ไพร่ของตน แลกกับการที่ไพร่ต้องทำงานเพาะปลูกในพื้นที่ของขุนศึกขุนนางและการที่ไพร่ต้องยอมอยู่ภายใต้การปกครอง

เมื่อเวลาผ่านไปเกิดการรวมตัวกันหรือเกิดการรวบอำนาจระหว่างขุนศึกขุนนางเหล่านี้ เกิดเป็นกลุ่มๆ เป็นแว่นแค้นขนาดใหญ่ขึ้นมา บรรดาขุนศึกขุนนางมีลำดับชั้น ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้กลายเป็นชนชั้นปกครองตามลำดับขั้น มีการให้สิ่งตอบแทนเป็นทรัพย์สินรูปแบบต่างๆ เพื่อแลกกับการได้รับการดูแลและอยู่ในชนชั้นปกครองตามแว่นแค้นของตน
และที่สุดพัฒนาจนมีกษัตริย์ (King) เป็นผู้ปกครองสูงสุดของระบบรัฐเจ้าขุนมูลนาย มีศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก เพราะฝ่ายศาสนาก็มีผู้นำศาสนจักรคือ สันตะปาปาที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ ดังนั้น ในทางปฏิบัติกษัตริย์ในรัฐแบบนี้มักไม่ค่อยมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีความตึงเครียดและการช่วงชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นปกครองระดับสูงอยู่เสมอ รวมทั้งฝ่ายศาสนจักรก็มีส่วนอย่างมากด้วยเช่นกัน เพราะประชาชนที่เคร่งในศาสนาเหมือนคนที่อยู่ในสองอาณาจักร คือ อาณาจักรฝ่ายโลก กับอาณาจักรฝ่ายสวรรค์ กษัตริย์มีอำนาจในฝ่ายโลกเท่านั้นและต้องดำเนินชีวิตภายใต้กรอบศีลธรรมอันดีงามที่ศาสนจักรดูแลอยู่

·       รัฐสมัยใหม่ (Modern State)
รัฐสมัยใหม่คือรัฐที่เราพูดถึงทุกวันนี้ เป็นรัฐที่พัฒนาจาก Feudal System ในยุโรปตะวันตก การก่อกำเนิดเริ่มจากสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย (Peace of Westphalia) ในปี 1648 ภายหลังสงครามสามสิบปี

สนธิสัญญาสงบศึกเวสต์ฟาเลียฉบับนี้ นับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ของยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเมืองการปกครอง
1.      ทำให้ความสำคัญของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์หมดลงไปเพราะได้ถูกลดฐานะลงให้เท่าๆ กับดินแดนที่มีกษัตริย์ปกครอง ตัวสันตะปาปาเองซึ่งมีอำนาจมากมายในสมัยรัฐฟิวดัลเพราะเป็นศูนย์รวมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีฐานะเป็นเพียงเจ้าผู้ครองรัฐๆหนึ่งเท่านั้น
2.      เป็นการชี้ให้เห็นว่าสัมพันธภาพระหว่างประเทศในอนาคตจะต้องขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของแต่ละชาติมากกว่ายึดความสัมพันธ์ทางศาสนา
3.      ก่อให้เกิดกลุ่มสังคมรูปแบบใหม่ที่เรียกว่ารัฐชาติ (Nation State) การประกาศเขตแดนที่มีอธิปไตยของตัวเองกลายเป็นรัฐอธิปไตย รัฐสมัยใหม่เหล่านี้ไม่ยอมรับอำนาจทางการเมืองของสันตะปาปาและศาสนจักรโรมันคาทอลิกดังเดิมอีกต่อไป

ผู้นำรัฐเหล่านี้ซึ่งอาจเป็นกษัตริย์หรือจักรพรรดิเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เช่น Louis XIV แห่งฝรั่งเศส (1643-1715) Frederick II แห่งปรัสเซีย (1740-1786) Peter the Great แห่งรัสเซีย (1682-1725) แต่แนวคิดรัฐสมัยใหม่ยุคนี้กษัตริย์หรือจักรพรรดิเป็นเจ้าของทุกอย่างของรัฐ ดังที่ Louis XVI แห่งฝรั่งเศส ประกาศในปี 1793 ว่า “I am the state.”
            ในสมัยรัชกาลที่ 6 ของไทย เมื่อกล่าวถึงคำว่า รัฐ หรือ รัฐชาติ มีความหมายในลักษณะที่ว่า พระองค์เป็นเจ้าของรัฐ

องค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่

คำถามเพื่อการอภิปราย รัฐ (สมัยใหม่) ต้องมีอะไรเป็นองค์ประกอบ หรืออย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นรัฐ

องค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีการถกเถียงกันมากในแวดวงวิชาการ มีการอธิบายที่แตกต่างกันออกไป
แต่โดยทั่วไป องค์ประกอบของรัฐประกอบด้วย
1.      ดินแดนหรืออาณาเขต (Territory)
1.         ดินแดนดังกล่าวรัฐจะต้องมีอธิปไตยเหนือดินแดนและต่างชาติรับรองด้วย ประกอบด้วยพื้นที่ที่เป็นแผ่นดิน ที่อยู่ใต้แผ่นดิน พท.เหนือน่านฟ้า รวมทั้งพื้นที่ที่เป็นพื้นน้ำ
2.         การมีดินแดนเป็นเรื่องที่จำเป็นต่อการเป็นรัฐ เพราะยังไม่มีรัฐบาลใดที่เป็นรัฐบาลเสมือนจริงที่ได้รับการรับรองจากประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศใดๆ
o  ชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มในประเทศพม่าไม่อาจประกาศตัวเป็นรัฐได้ เพราะนานาชาติให้การยอมรับดินแดนพม่าในปัจจุบันมานานแล้ว
o  ชาวเคิร์ดซึ่งกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศโดยเฉพาะอิรัก อิหร่าน ตุรกี แม้ในประวัติศาสตร์ ในทางมานุษยวิทยา ให้การยอมรับว่ามีชนชาวเคิร์ดที่เคยเป็นอาณาจักรในสมัยโบราณ แต่ปัจจุบัน พท.ที่คนเหล่านี้อาศัยอยู่ได้แยกออกเป็นหลายประเทศ ทำให้ชาวเคิร์ดกลายเป็นพลเมืองของประเทศเหล่านี้แทนที่จะเป็นรัฐของตนเอง หรือชาวมอญตามแนวชายแดนไทยพม่า
3.         ในกรณีนี้ ไม่รวมถึงรัฐบาลพลัดถิ่น (Government in Exile) ซึ่งมักเป็นสภาพชั่วคราวไม่ถาวร โดยการจัดตั้งรัฐบาลหรือย้ายที่ทำการรัฐบาลไปตั้งอยู่ในดินแดนรัฐอื่นที่ไม่ใช่ของตนเอง เนื่องจากสูญเสียอำนาจควบคุมดินแดนให้กับกลุ่มก่อการที่ได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมา
4.         แม้ว่าตัวรัฐอาจรับรองดินแดนที่ตัวเองยึดถือว่าเป็นของตนนั่นเป็นแง่มุมหนึ่ง แต่หากต่างชาติไม่รับรอง ก็เป็นอีกแง่มุมหนึ่ง
ยกตัวอย่าง เช่น เมื่ออิรักภายใต้การนำของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน สามารถบุกยึดประเทศคูเวต ได้ประกาศว่าคูเวตเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน แต่สหประชาชาติไม่ให้การรับรอง
ยกตัวอย่าง เกาะไต้หวัน ซึ่งมีรัฐบาลไต้หวันปกครองอยู่ ในขณะที่รัฐบาลจีนถือว่าเกาะไต้หวันเป็นจังหวัดหนึ่งของตน เป็นดินแดนของตนที่กลุ่มก่อการ (รัฐบาลไต้หวัน) เข้าถือครองโดยมิชอบ และสหประชาชาติให้การยอมรับว่าจีนมีหนึ่งเดียว ทำให้ในเวทีระหว่างประเทศรัฐบาลไต้หวันไม่ค่อยได้รับการยอมรับว่าเป็น รัฐ การดำเนินติดต่อทางการทูตของรัฐบาลไต้หวันกับต่างประเทศจึงยากลำบาก ปัจจุบัน มีประเทศเล็๋กๆ ไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลไต้หวันอย่างเป็นทางการ
5.         ความสำคัญของดินแดนนอกจากอยู่ที่เรื่องอธิปไตยแล้ว ยังมีความสำคัญในเชิงทรัพยากรที่ได้จากดินแดนเหล่านั้นด้วย ประเทศย่อมหวังมีดินแดนอุดมสมบูรณ์เหมาะสมแก่การอยู่อาศัย เหมาะแก่การเพาะปลูกมีอาหารพอแก่การเลี้ยงดูประชากร มีทรัพยกรต่างๆ ที่จำเป็นแก่การพัฒนาประเทศ อีกทั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทระหว่างประเทศได้ เช่น ทรัพยกรใต้มหาสมุทร

2.      มีประชากรอาศัยอยู่ (Population)
o   ประชากร (population) หมายถึงคนทั้งหมด ซึ่งยังแบ่งออกเป็นประเภทอีก เช่น พลเมือง (citizen) คนต่างด้าว (alien)
o   ไม่มีการระบุชัดว่าจำนวนเกี่ยวข้องกับการสถาปนารัฐสมัยใหม่
o   รัฐที่มีประชากรน้อยที่สุดคือ Vatican มี 860 คน ส่วนจีนมีถึง 1.3 พันล้านคน
o   มีลักษณะพิเศษในบางรัฐ เช่น พลเมืองของรัฐหนึ่งในสหภาพยุโรปมีสิทธิมีเสียงในการเลือกตั้งท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งที่ตนเองกำลังอาศัยอยู่ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ นับแต่ปี 1996 ชาวเม็กซิโกที่ย้ายถิ่นฐานถาวร (emigrate) ไปอยู่ในสหรัฐฯยังสามารถใช้สิทธิลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีเม็กซิโก

3.      มีองค์กรภายในรัฐ (Internal organization) หรือมีรัฐบาล (government) บริหารประเทศ
o  ความเป็นรัฐอยู่คู่กับการมีระบบบริหาร มีอำนาจและโครงสร้างการบริหารภายในรัฐ
คำถาม หากรัฐบาลของรัฐหนึ่งๆ มีอำนาจในการบริหารจัดการภายในประเทศ (อย่างน้อยในระดับหนึ่ง) แต่ไม่ได้รับการรับรองจากต่างชาติ ยังถือว่ารัฐดังกล่าวมีองค์ประกอบแห่งรัฐครบหรือไม่

คำถามเพื่อการวิพากษ์ ในกรณีรัฐบาลพลัดถิ่นถือว่าเป็นรัฐที่ครบองค์ประกอบหรือไม่

4.      มีอธิปไตย (sovereignty) ไม่มีประเทศใดที่มีอำนาจเหนืออาณาเขตของประเทศนั้น
o  รัฐ San Marino ตั้งอยู่ล้อมรอบด้วยดินแดนของประเทศอิตาลี ดินแดน 24 ตร.ไมล์ ประชากรราว 2.5 หมื่นคน เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ (UN) มีสิทธิออกเสียงในสมัชชาสหประชาชาติเท่ากับชาติอื่นๆ

5.      ต่างชาติรับรู้ในความเป็นรัฐ (diplomatic recognition)
หากย้อนดูประวัติศาสตร์จะพบว่า รัฐหรืออาณาจักรในสมัยโบราณ การที่ต่างชาติจะรับรู้ความเป็นรัฐหรือไม่นั้นไม่ช่วยหรือไม่ทำให้ความเป็นรัฐหรืออาณาจักรของตนดำรงอยู่หรือไม่ เพราะแต่ละรัฐหรืออาณาจักรก็สร้างและดำรงอยู่ด้วยตัวของตัวเอง แต่ในความเป็นรัฐสมัยใหม่ มีคำถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต่างชาติต้องรับรู้ในความเป็นรัฐของตน

ยกตัวอย่าง เมื่ออิสราเอลประกาศความเป็นรัฐในปี 1948 สหรัฐฯกับสหภาพโซเวียตยอมรับทันที แต่ชาติอาหรับใกล้เคียงเห็นว่ารัฐอิสราเอลที่ประกาศนั้นเป็นดินแดนที่ชาวยิวรุกราน จึงถือสิทธิความชอบธรรมที่จะส่งทหารเพื่อบุกยึดอิสราเอล
ปัจจุบัน รัฐต่างๆ ส่วนใหญ่รวมทั้งสหประชาชาติ ไม่ยอมรับไต้หวันว่าเป็นรัฐ ด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่หลายรัฐติดต่อกับไต้หวันโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ มีเพียงราว 20 รัฐเท่านั้นที่ยอมรับไต้หวันในฐานะรัฐอธิปไตย แม้ว่าไต้หวันจะประกาศว่าตัวเองเป็นประเทศอธิปไตยก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็นประเด็นถกเถียง มีนักวิชาการบางท่านแย้งงว่า แม้ว่าต่างชาติไม่ให้การยอมรับ แต่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ที่มี 4 ข้อแรกนั้น สามารถทำให้รัฐนั้นมีความเป็นรัฐในตัวมันเอง แม้ทุกประเทศทั่วโลกไม่ติดต่อไม่คบค้าด้วย รัฐนั้นก็สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง (แม้อาจไม่ดีเท่าการที่ได้ติดต่อสัมพันธ์กับนอกประเทศ) ส่วนที่รัฐหรือประเทศอื่นจะรุกรานนั้นถือว่าเป็นการทำสงครามแย่งชิงดินแดนทั่วไป และการไม่ยอมรับจากต่างชาติหรือองค์การระหว่างประเทศถือว่าเป็นกลไกการเมืองระหว่างประเทศ เช่น ในสมัยสงครามเย็น ฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตยโดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันตกตั้งองค์การนาโต้ ส่วนกลุ่มประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ตั้งองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอร์ ต่างฝ่ายต่างจับกลุ่มของตนและทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

6.      พลเมืองในชาติยอมรับ (domestic support)
คือการที่พลเมืองในชาติยอมรับผู้ปกครอง ระบอบการปกครอง เพราะที่สุดแล้วรัฐนั้นอาจไม่ดำรงอยู่ต่อไป เช่น อดีตสหภาพโซเวียต อดีตยูโกสลาเวีย
เมื่ออดีตสหภาพโซเวียตยกเลิกระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ทำให้หลายรัฐขอแยกตัวออก เหตุผลหนึ่งคือเนื่องจากพลเมืองเหล่านี้ไม่ยอมรับอีกต่อไปว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย
ประเด็นนี้น่าสนใจว่า ความเป็นรัฐสามารถสูญสิ้นหรือถูกคุกคามด้วยปัจจัยภายในรัฐ โดยเฉพาะจากประชาชนของตนเอง ในกรณีนี้ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนรัฐบาลด้วยการใช้ความรุนแรง ทำการปฏิวัติรัฐประหาร แต่หมายถึงการแยกประเทศออกจากประเทศแม่

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…