ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เข้าใจอาเซียน ตอน: การใช้ประโยชน์จากลักษณะวิถีอาเซียน

6 กุมภาพันธ์ 2013
ชาญชัย

            “ลักษณะวิถีอาเซียน” เป็นหลักคิดพื้นฐานสำคัญต่อผู้ศึกษาผู้ปรารถนาเข้าใจเรื่องราวของอาเซียน เพื่อประโยชน์ของผู้ศึกษา ผู้ตั้งใจใช้ลักษณะวิถีอาเซียนในการวิเคราะห์ทำความเข้าใจเรื่องราวของอาเซียน มีข้อแนะนำบางประการที่เป็นประโยชน์ ดังนี้
            1. ใช้เป็นความเข้าใจพื้นฐานที่สำคัญของอาเซียน
            การจะเข้าใจเหตุการณ์เรื่องราวของอาเซียนจำต้องเข้าใจพื้นฐานอาเซียน ความรู้พื้นฐานอาเซียนมีหลายอย่างหลายด้าน ขึ้นกับประเด็นหรือหัวข้อศึกษา ลักษณะวิถีอาเซียนคือส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งที่จะช่วยเข้าใจวิธีคิด วิธีปฏิบัติ แนวทางการตัดสินใจของอาเซียน
            การเข้าใจลักษณะวิถีอาเซียนจะช่วยตีความ ประหยัดเวลาในการทำความเข้าใจเรื่องราวสำคัญๆ ของอาเซียนได้เป็นอันมาก
            2. ตระหนักเรื่องการให้น้ำหนัก
            เรื่องราวอาเซียนที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งหรือแต่ละประเด็นไม่ได้หมายความว่าจะต้องสอดคล้องกับลักษณะวิถีอาเซียนทุกข้อทุกลักษณะพร้อมๆ กัน หรือมีน้ำหนักแต่ละลักษณะเท่ากัน  บางเรื่องบางครั้งอาจสอดรับกับบางลักษณะมากเป็นพิเศษ บางลักษณะอาจมีน้ำหนักน้อย ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว
เหตุผลสำคัญที่เป็นเช่นนี้เพราะการตัดสินใจของชาติสมาชิกอาเซียนไม่ขึ้นกับหลักเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว เป็นหนึ่งในลักษณะวิถีอาเซียนนั่นเอง
การศึกษาติดตามประเด็นอย่างต่อเนื่องจากช่วยทำให้ทราบว่าควรใช้ลักษณะวิถีอาเซียนข้อใด
            3. ต้องใช้ควบคู่กับการติดตามเหตุการณ์
            เป็นหลักพื้นฐานว่าการที่จะเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างถูกต้องสมบูรณ์จำต้องติดตามเหตุการณ์เรื่องราวนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ให้รู้ต้นกำเนิดของเรื่อง เรื่องราวที่ดำเนินไป พัฒนาการต่างๆ ซึ่งอาจเป็นสถานการณ์ที่ขัดแย้งมากขึ้นหรือลดลง หรืออยู่ในสภาพต่างฝ่ายต่างนิ่งเฉย ผู้ศึกษาควรศึกษาเรื่องราวอย่างมีลำดับเหตุการณ์ ทำให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน ครบถ้วน รู้ว่าข้อมูลหรือประเด็นส่วนใดมีความสำคัญมากน้อยเพียงไร
            เรื่องราวของอาเซียนหลายเรื่องเกิดขึ้นมานานหลายปีหรือแม้กระทั่งหลายสิบปี จึงมีข้อมูลจำนวนมากเป็นประโยชน์แก่การศึกษา บางเรื่องมีลักษณะเกิดซ้ำๆ
            การติดตามเหตุการณ์ที่มีลักษณะเกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นการตรวจสอบในตัวเองว่าข้อมูล ข้อสรุปที่ได้ถูกต้องแม่นยำเพียงไร มีรายละเอียดครบถ้วนหรือไม่ และยังช่วยคาดการณ์อนาคต
            4. ใช้อย่างสม่ำเสมอ
            ดังคำกล่าวว่า “การฝึกฝนทำให้เกิดความชำนาญ” การใช้ลักษณะวิถีอาเซียนอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ใช้อย่างคล่องแคล่ว ใช้อย่างเข้าใจ ได้ประโยชน์จากหลักการเหล่านี้
            การใช้ในระยะแรกอาจไม่เคยชิน ไม่มั่นใจว่าจะเลือกใช้ลักษณะข้อใด ถูกต้องหรือไม่ แต่เมื่อใช้อย่างสม่ำเสมอจะคุ้นชินและรู้ว่าควรจะเลือกใช้ข้อไหน อย่างไร ยิ่งใช้บ่อยจะยิ่งทำให้เกิดความมั่นใจในการใช้
            5. ศึกษาประสบการณ์ของผู้อื่น
            มีงานวิจัย ข้อเขียนทางวิชาการจำนวนมากที่พูดถึงวิถีอาเซียน (ASEAN way) การศึกษางานวิชาการเหล่านี้จะช่วยให้เข้าใจลักษณะวิถีอาเซียนมากขึ้น หรือแม้กระทั่งงานวิจัยงานวิชาการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอาเซียนจะช่วยให้เห็นตัวอย่างการวิเคราะห์ การตีความที่อาศัยลักษณะวิถีอาเซียนอย่างหลากหลาย
            การศึกษาการอ่านงานของผู้อื่นที่หลากหลายจะช่วยให้เห็นมุมมองที่แตกต่างและเข้าใจมากขึ้นยิ่งขึ้น ดังนั้น ผู้ศึกษาควรให้เวลาและศึกษาด้วยใช้ความคิดวิเคราะห์ ไตร่ตรอง

            สรุป ในการศึกษาเรื่องราวอาเซียนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จำต้องเข้าใจพื้นฐานอาเซียน เข้าใจลักษณะวิถีอาเซียน เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วนำเอาหลักการ ข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ร่วมกัน
            การติดตามเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์เหตุการณ์นั้นซ้ำๆ หลายครั้งในเวลาที่แตกต่างออกไปจะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน แม่นยำมากขึ้นตามลำดับ เปรียบเสมือนการทำความเข้าใจกับบุคคลผู้หนึ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน การได้ข้อแนะนำว่าบุคคลผู้นี้มีนิสัยลักษณะนิสัยอย่างไร ผนวกกับการติดตามทำความรู้จักอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านระยะหนึ่งก็จะเข้าใจบุคคลผู้นี้มากขึ้น
            ที่สุดแล้ว ประสบการณ์การวิเคราะห์ การใช้ประโยชน์จากลักษณะวิถีอาเซียนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถใช้เครื่องมือนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว
------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ในบริบทอาเซียน

21 กุมภาพันธ์ 2016 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7045 วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559)
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ : ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากสำนักสัจนิยม (Realist School) นักวิชาการบางคนเห็นว่าตามประวัติศาสตร์ยุโรปแนวคิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปีค.ศ.1648 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปสงบสุขถึง 266 ปี เหตุที่ใช้ได้ผลเพราะประเทศในยุโรปสมัยนั้นไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่เป็นมหาอำนาจ ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจจึงเป็นหลักการหรือกลไกจัดระเบียบยุโรปในสมัยนั้น เป็นแนวทางการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศที่สำคัญ และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน             A. E. Campbell กับ Richard Dean Burns อธิบายว่าเริ่มต้นของดุลแห่งอำนาจเป็นเพียงหลักการง่ายๆ ว่าหากประเทศในกลุ่มมี ‘ความสมดุลจริง’ (just equilibrium) ก็จะทำให้แต่ละประเทศมีความเข้มแข็งเพียงพอที่แสดงความต้องการที่แท้จริงของตน             แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ คือ การพยายามรักษาให้กลุ่มหรือฝ่ายที่เป็นอริกันนั้นมีอำนาจเท่าเทียมกัน หากมีฝ่ายใดที่กำลังมีอำนาจเหนืออีกฝ่า…