ยินดีต้อนรับ

สถานการณ์โลก วิเคราะห์สถานการณ์ร้อน วิจารณ์เหตุการณ์ระหว่างประเทศล่าสุดตามหลักวิชาการ
เข้าใจโลกวันนี้ เพื่อโลกวันพรุ่งนี้

วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สหรัฐฯ สามารถใช้ TPP เพื่อปิดล้อมจีนได้หรือไม่

28 ธันวาคม 2012
ชาญชัย
ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 5899 วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2555
บางส่วนของบทวิเคราะห์เผยแพร่ใน “ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทยhttp://www.thaiworld.org/enn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1242

            มีการวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่าเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาหวังจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement) หรือ TPP คือเพื่อสกัดกั้น ปิดล้อม อิทธิพลของจีนต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและต่อโลก
นักวิเคราะห์จากจีนบางคนก็เห็นว่านโยบาย TPP บ่อนทำลายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิก ทำลายความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่มีอยู่เดิม และสหรัฐฯ พยายามครอบงำบทบาทในเอเชียแปซิฟิก
            ที่ผ่านมาสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในวางระเบียบการค้าโลก หากอนาคตจีนมีอิทธิพลแซงหน้า จีนอาจกลายเป็นผู้วางระเบียบการค้าโลกใหม่ ถึงเวลานั้นสหรัฐฯ จะเสียหายหนักจึงต้องรีบสกัดเสียแต่วันนี้
            เป็นความจริงที่ว่าอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนเพิ่มขึ้นในยามที่อิทธิพลของฝ่ายสหรัฐฯ ถดถอย วิกฤตเศรษฐกิจโลก 2008 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเมื่อสหรัฐฯ เผชิญวิกฤตและส่งผลกระทบทั่วโลก จีนแสดงบทบาทเป็นพระเอกขี่ม้าขาวทุ่มงบประมาณกว่า 6 พันล้านดอลลาร์กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยให้ระบบการเงินและการค้าโลกฟื้นตัว ประธานกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คุณคริสติน ลาการ์ด ถึงกับกล่าวชื่นชมว่า “จีนเป็นเครื่องมือทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกเสียหายน้อยลงจากวิกฤต" พร้อมกับกล่าวสนับสนุนให้รักษาบทบาทดังกล่าวซึ่งจะเป็นผลดีทั้งต่อเศรษฐกิจโลกกับจีน
            วิกฤตเศรษฐกิจยูโรโซนในปัจจุบันเป็นอีกกรณีที่ชัดเจน ในปี 2012 นายกรัฐมนตรีเยอรมัน นางอังเกล แมร์เคิล หัวเรือใหญ่ของกลุ่มยูโรโซนถึงกับลงทุนเดินทางไปจีนถึง 2 รอบเพื่อขอให้จีนช่วยแก้ปัญหายูโรโซน
            ทั้งสองเหตุการณ์เป็นประจักษ์พยานในตัวเองว่าจีนมีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกปัจจุบันมากเพียงใด ไม่แปลกที่รัฐบาลอเมริกาจะกังวลใจและหาทางสกัดอิทธิพลของจีน
            ผู้ที่เห็นด้วยกับแนวคิดการปิดล้อมยึดหลักว่าการที่ TPP ช่วยเพิ่มการค้าระหว่างกันในหมู่สมาชิกที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเท่ากับเป็นลดการทำการค้ากับประเทศนอกกลุ่ม และเมื่อจีนถูกกันไม่ให้เข้ากลุ่มส่งผลให้อิทธิพลของจีนต่อภูมิภาคนี้ลดลง

เหตุผลที่ปิดล้อมไม่ได้

            อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในอีกมุมหนึ่ง มีเหตุผลเชื่อได้ว่า TPP ไม่อาจปิดล้อมจีนได้ดังที่หวัง ดังนี้
            ประการแรก TPP ไม่เป็นเหตุให้ประเทศอื่นๆ ไม่ทำการค้ากับจีน
            ในบริบทโลกยุคปัจจุบันทุกประเทศมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มุ่งขยายการค้าการลงทุนระหว่างกัน ที่ผ่านมาจีนได้ขยายการค้ากับนานาประเทศอย่างกว้างขวางผ่านระบบการค้าทั้งทวิภาคี พหุภาคี
หากพิจารณาเฉพาะในกรอบจีนกับอาเซียนจะพบว่าจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียนและเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของอาเซียน ในขณะที่อาเซียนเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของจีน โดย 20 ปีที่ผ่านมา นับจากที่อาเซียนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนในปี 2534 มูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับจีนขยายตัวเพิ่มขึ้น 45 เท่า จาก 8 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2534 เป็น 362.3 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2554 สำหรับในปี 2555 นี้ (มกราคม-กันยายน) การค้าอาเซียน-จีน มีมูลค่า 288.39 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
และหากพิจารณาเฉพาะในกรอบความตกลงการค้าเสรี ยังมีกรอบอื่นๆ อีกมากที่จีนเป็นสมาชิก ทำนองเดียวกับที่ประเทศอื่นๆ สามารถทำการค้าเสรีกับจีนผ่านกรอบอื่นๆ ทั้งแบบทวิภาคี พหุภาคี เช่น เขตการค้าเสรีไทย-จีน
 อีกทั้งในอนาคตสามารถสร้างกรอบความร่วมมือใหม่ๆ เพิ่มเติม จีนอาจเป็นแกนนำสร้างขึ้นเอง หรือร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เช่น จีน เกาหลีใต้และญี่ปุ่น สามประเทศนี้กำลังเจรจาความตกลงการค้าเสรี กระทั่งว่าจีนอาจสร้าง TPP ในแบบฉบับของตนเองและกันสหรัฐฯ ออกไป (จินตนาการว่าเกิด TPP ของจีนโดยมีลักษณะเหมือน TPP ทุกอย่างแต่เอาประเทศจีนแทนที่สหรัฐฯ)
ดังนั้น เมื่อ TPP ไม่เป็นเหตุให้ประเทศอื่นๆ ไม่ทำการค้ากับจีน และโลกปัจจุบันมีช่องทางการค้าการลงทุนมากมาย จึงไม่สมเหตุผลหากลำพังกรอบความร่วมมือ TPP อย่างเดียวจะเป็นเหตุให้เศรษฐกิจจีนถูกปิดล้อม
            ประการที่สอง สหรัฐฯ ยังทำการค้ากับจีนเป็นปกติ
            หากสหรัฐฯ หวังจะปิดล้อมทางเศรษฐกิจจีนอย่างจริงจัง วิธีการแรกที่สมควรทำคือไม่ทำการค้ากับจีน แต่จนถึงทุกวันนี้สหรัฐฯ ยังคงความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนกับจีนและเพิ่มมากขึ้น
จากสถิติการค้าระหว่างสองประเทศย้อนหลังสิบปีพบว่าสหรัฐฯ ส่งสินค้าออกไปจีนเพิ่มขึ้นทุกปี ทำนองเดียวกับที่นำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นเกือบทุกปีเช่นกัน ตัวเลขล่าสุดเมื่อปี 2011 พบว่าสหรัฐฯ ส่งออกเกือบหนึ่งแสนสี่พันล้านดอลลาร์ นำเข้าจากจีนเกือบสี่แสนล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยที่ประธานาธิบดีมาจากพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกัน สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้นทุกปี

ตารางแสดงความสัมพันธ์การค้าจีน-สหรัฐฯ 2001-2011
China's Trade with the United States, 2001-11 ($ billion)
Notes: *Calculated by USCBC. US exports reported on a free-alongside-ship basis; imports on a general customs-value basis.
Source: US Department of Commerce; US International Trade Commission (ITC)

2001
2002
2003
2004
2005
2006
2007
2008
2009
2010
2011
US exports
19.2
22.1
28.4
34.7
41.8
55.2
65.2
71.5
69.6
91.9
103.9
  % change*
18.3
14.7
28.9
22.2
20.5
32.0
18.1
9.5
-2.6
32.1
13.1
US imports
102.3
125.2
152.4
196.7
243.5
287.8
321.5
337.8
296.4
364.9
399.3
  % change*
2.2
22.4
21.7
29.1
23.8
18.2
11.7
5.1
-12.3
23.1
9.4
US balance
-83.0
-103.1
-124.0
-162.0
-201.6
-232.5
-256.3
-266.3
-226.8
-273.1
-295.5
(ที่มา: US-China Trade Statistics and China's World Trade Statistics. US-China Business Council, https://www.uschina.org/statistics/tradetable.html)

            ดังนั้น เมื่อสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางการค้ามากขึ้น หมายถึงเศรษฐกิจจีนจะเติบใหญ่มากขึ้นด้วย เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมจึงไม่อาจสกัดกั้นจีนได้อย่างแท้จริง
            ประการที่สาม ไม่ใช่ทุกประเทศที่ต้องการทำการค้าเสรีผ่าน TPP
            จนถึงปัจจุบันมีหลายประเทศที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก มีหลายประเทศที่แสดงความสนใจ แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่ต้องการหรือพร้อมเข้าร่วม
            ประเทศที่ได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมจะเข้าร่วมโดยเร็วที่สุด หรือเตรียมตัวเพื่อเข้าร่วมโดยเร็ว ส่วนประเทศที่ยังไม่สนใจหรือไม่พร้อมก็จะยังไม่เข้าร่วม
            เหตุผลที่ไม่เข้าร่วมมีมากมาย ทั้งเหตุผลจากนักธุรกิจนักลงทุนภายในประเทศ ได้รับการต่อต้านจากประชาชน หรือมีผู้ชี้ว่าการเข้าร่วม TPP จะเสียประโยชน์มากกว่าได้ประโยชน์ ฯลฯ
            ดังนั้น การที่ประเทศเข้าร่วม TPP จึงไม่เกี่ยวข้องกับการปิดล้อมจีน แต่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ โอกาสสร้างกำไรของธุรกิจ ซึ่งเป็นธรรมดาของการค้าการลงทุนอยู่แล้ว ไม่ต่างจากเหตุผลที่ทำไมประเทศทั้งหลายจึงเลือกทำการค้าการลงทุนกับจีน
สรุปแล้วเหตุที่เห็นว่าความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกไม่อาจปิดล้อมเศรษฐกิจจีนหรือไม่อาจปิดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะลำพัง TPP ไม่สามารถปิดล้อมกีดกันไม่ให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทุกประเทศทำการค้ากับจีน มีกลไกลหรือระบบการค้าเสรีอื่นๆ ที่ดำเนินอยู่แล้วและสามารถเกิดเพิ่มเติมในอนาคต อีกทั้งสหรัฐฯ ยังคงมีสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้น

ว่าด้วยหลักการที่ถูกต้องกับเหตุผลที่ขัดแย้งและสับสน

            หากศึกษาวิเคราะห์ข้อกล่าวอ้างว่าสหรัฐอเมริกาสามารถใช้ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement) หรือ TPP เพื่อสกัดกั้น ปิดล้อม อิทธิพลของจีนต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและต่อโลก และเหตุผลคัดค้านดังกล่าวข้างต้น พบว่าเกิดจากความเข้าใจในหลักการกับการใช้เหตุผลที่ขัดแย้งและสับสน ดังนี้
            ประการแรก ระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบันเชื่อมโยงกัน ต่างได้รับผลดีผลกระทบร่วมกัน
ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าทุกวันนี้เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันอย่างมากและกำลังเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ถ้าการปิดล้อมทำให้เศรษฐกิจจีนเสียหายจะส่งกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วุฒิสมาชิกจอห์น เคอร์รี ว่าที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ คนใหม่แสดงความเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจสหรัฐฯ กับจีนว่า “ถ้าจีนประสบความสำเร็จในการปรับสมดุลเศรษฐกิจของตนเอง เมื่อนั้นเศรษฐกิจโลกจะได้รับประโยชน์รวมทั้งสหรัฐฯ ด้วย” ในทางกลับกัน “ถ้าจีนล้มเหลวหรือถ้าเราตัดตัวเราเองออกจากจีนเพื่อจะปิดล้อมจีนตามที่บางคนแนะนำเมื่อนั้นทุกคนจะได้รับผลเสีย"
คำกล่าวของวุฒิสมาชิกเคอร์รีว่าที่รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ สะท้อนหลักการเชื่อมโยงของระบบเศรษฐกิจโลกได้เป็นอย่างดี ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่าสหรัฐฯ มุ่งหวังผลจากการใช้ TPP เพื่อปิดล้อมจีนมากเพียงไร และกลับไปสู่ข้อสงสัยว่าสหรัฐฯ สามารถใช้ TPP เพื่อปิดล้อมจีนดังอ้างได้หรือไม่
            ประการที่สอง นโยบายสหรัฐฯ ที่ขัดแย้งในตัวเอง
            หากยึดว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีนโยบายหวังใช้ TPP เพื่อปิดล้อมทางเศรษฐกิจจีน แต่ในอีกทางหนึ่งสหรัฐฯ กลับขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนเสียเอง
            เช่นเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผลการเจรจา China-U.S. Joint Commission on Commerce and Trade (JCCT) ตัวแทนจากสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงร่วมในการเพิ่มความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน ทั้งสองประเทศเห็นตรงกันว่าจะให้เศรษฐกิจเติบโต เพิ่มการจ้างงานแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ รักษาการณ์รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เรเบคก้า แบลงค์ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ด้านการค้าของทั้งสองประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากทั้งสองประเทศมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก และขอให้ความร่วมมือมีความสมดุลและเติบโตยิ่งขึ้นทางด้านการค้าและการลงทุน
สถิติการค้าระหว่างสองประเทศที่เติบโตมากขึ้นแทบทุกปีดังที่นำเสนอข้างต้นเป็นพยานหลักฐานที่ดีที่สุด
อาจกล่าวได้ว่าลักษณะของสหรัฐฯ เปรียบเหมือนคนที่พูดอย่างทำอย่าง พยายามกีดกันไม่ให้ประเทศอื่นทำการค้ากับจีนแต่ตัวเองกลับเพิ่มความสัมพันธ์การค้ากับจีนเสียเอง มีนโยบายส่งเสริมการกีดกันการค้าพร้อมกับมีนโยบายร่วมมือเพิ่มการค้าการลงทุนกับจีน เป็นความขัดแย้งความสับสนเชิงนโยบายของสหรัฐฯ
            ประการที่สาม แต่ละประเทศย่อมต้องรักษาผลประโยชน์ตนเอง
            หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอาจกังวลอิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้น แต่ไม่มีประเทศใดแม้แต่ประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ จะร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างสุดขั้ว ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเกาหลีใต้มีความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ทั้งด้านเศรษฐกิจกับความมั่นคงทางทหาร แต่จีนคือตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของเกาหลีใต้
            ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดสหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษแล้ว และกำลังมีข้อพิพาทหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุกับจีน แต่ถึงกระนั้นญี่ปุ่นไม่ได้ตัดความสัมพันธ์การค้าการลงทุนกับจีนแต่อย่างไร
            เช่นเดียวกับชาติสมาชิกอาเซียนที่กำลังเป็นคู่เจรจา TPP อันประกอบด้วย บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์และเวียดนามต่างไม่มีท่าทีต้องการลดการค้าการลงทุนกับจีนเช่นกัน
            ในเชิงหลักการ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอาจอยู่ในลักษณะมีความขัดแย้งคู่กับความร่วมมือ สำคัญที่ทุกประเทศจะคิดรักษาเพิ่มพูนผลประโยชน์แห่งชาติของตนเป็นสำคัญ
แม้สหรัฐฯ เป็นชาติอภิมหาอำนาจก็ไม่อาจชี้นำประเทศอื่นๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่อาจห้ามประเทศอื่นทำการค้ากับจีน และจะเกิดคำถามว่าหากประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ทำการค้ากับจีนตามความต้องการของอเมริกา สหรัฐฯ จะรับผิดชอบความตกต่ำทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นอย่างไร จะดูแลคนว่างงานของประเทศเหล่านั้นอย่างไร ฯลฯ
            ประการที่สี่ การสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นเหตุการณ์ปกติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
            ดังที่กล่าวแล้วว่าก่อนจะมี TPP นานาประเทศทั่วโลกมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนและหวังให้มีความสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น เช่น ไทยมีความตกลงการค้าเสรีกับจีน อาเซียนมีความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - จีน (Agreement on Comprehensive Economic Co-operation between ASEAN and China) หรือ ACFTA และถ้าจะกล่าวในกรอบกว้างขึ้นการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นเสมอๆ ในวันขึ้นปีใหม่ 2013 นี้ความตกลงการค้าเสรีมาเลเซีย-ออสเตรเลีย (Malaysia-Australia Free Trade Agreement) หรือ MAFTA จะเริ่มมีผลบังคับใช้
            หากศึกษาประวัติที่มาของ TPP จะพบว่า TPP มีจุดเริ่มต้นในปี 2002 จากการที่สามประเทศ คือ เม็กซิโก สิงคโปร์และนิวซีแลนด์ ร่วมหารือหวังจะจัดตั้งเขตการค้าเสรีกรอบใหม่ (สังเกตว่าไม่มีสหรัฐฯ รวมอยู่ด้วย) เกิดเป็นกลุ่ม Pacific Three Closer Economic Partnership (P3-CEP) จากนั้นในปี 2005 บรูไนขอเข้ามีส่วนร่วมด้วยและเปลี่ยนเป็นชื่อกลุ่ม Pacific-4 (P4) ส่วนสหรัฐฯ เพิ่งจะเข้ามามีร่วมเจรจาในเดือนมีนาคม 2008 โดยขอสงวนสิทธิ์ว่าอาจจะเข้าร่วมหรือไม่ก็ได้ ต่อมาในเดือนกันยายน 2008 จึงประกาศว่าขอร่วมเจรจาเต็มรูปแบบและเริ่มใช้ชื่อ Trans-Pacific Partnership (TPP) และในเดือนพฤศจิกายน 2009 ประธานาธิบดีบารัก โอบามายืนว่าจะสหรัฐฯ จะมีส่วนร่วมใน TPP และมีอีกหลายประเทศเข้าร่วมเจรจากรอบการค้าเสรีกรอบใหม่นี้
            ประวัติที่มาของ TPP จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ว่าประเทศทั้งหลายพยายามหาทางสร้างกรอบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีสหรัฐฯ หรือไม่ก็ตาม
ประการที่ห้า การค้าภายในกลุ่ม TPP ที่เติบใหญ่น่าจะเสริมส่งให้ประเทศสมาชิกทำการค้ากับจีนมากขึ้น
            ตามหลักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เมื่อขนาดเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งเติบโตขึ้นประเทศนั้นจะมีโอกาสขยายความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ มากขึ้น ดังนั้นหาก TPP ทำให้เศรษฐกิจสมาชิกเติบโตขึ้น น่าจะเป็นโอกาสทำให้ประเทศนั้นขยายการทำการค้ากับประเทศอื่นๆ รวมทั้งจีนเพิ่มมากขึ้นด้วย ดังนั้น กรอบความร่วมมือ TPP สุดท้ายน่าจะกลับเป็นประโยชน์ต่อจีนในที่สุด

วิเคราะห์องค์รวม

            ที่สุดแล้วหากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการปิดล้อม สกัดกั้นอิทธิพลทางเศรษฐกิจจีนต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ลำพังการใช้ TPP เพียงกลไกเดียวไม่น่าจะได้ผล เพราะระบบการค้าโลกปัจจุบันมีกลไกการค้าหลายอย่างและทุกประเทศต่างหวังทำการค้าซึ่งกันและกันมากกว่าจะกีดกั้น
            และหากยังยึดมั่นว่าสหรัฐฯ ใช้ TPP เป็นเครื่องมือปิดล้อมจีนและส่งผลกระทบต่อจีนมาก เท่ากับทำสงครามการค้าสงครามเศรษฐกิจกับจีน จีนอาจตอบโต้สหรัฐฯ โดยตรงผ่านการค้าระหว่างสองประเทศ ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมสร้างความเสียหายแก่ทั้งสองฝ่ายและกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เมื่อถึงขั้นนั้นประชาคมโลกคงอยากเห็นสองประเทศกลับคืนสู่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อีกทั้งประชาชนทั้งสองฝ่ายจะได้รับผลกระทบและเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลของตนเสียเอง
            รัฐบาลสหรัฐฯ ย่อมเข้าใจเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี ดังนั้น TPP จึงไม่น่าจะใช้จนเกิดผลรุนแรงขนาดนั้น ไม่อาจปิดล้อมจีนได้เต็มกำลัง
            สำหรับการเมืองอเมริกาประเด็นความสัมพันธ์สหรัฐฯ กับจีนเป็นเรื่องสำคัญมานานแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงทางทหารหรือทางเศรษฐกิจ บ่อยครั้งที่นักการเมืองอเมริกันบางคนต้องหยิบยกประเด็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสองประเทศขึ้นมาพูด เพราะสหรัฐฯ เป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับจีนมาตลอดและมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งเมื่อพูดถึงความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของอเมริกา
แต่ความเข้มแข็งหรืออ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ขึ้นกับเศรษฐกิจจีนเพียงอย่างเดียวและเป็นการมองในกรอบแคบ แท้ที่จริงแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจยูโรโซน อีกทั้งสหรัฐฯ สามารถสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของตนได้ด้วยวิธีการอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มการจ้างงาน ยกระดับคุณภาพสินค้าบริการ
            ณ วันนี้ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกยังอยู่ในขั้นการเจรจา มีหลายประเด็นที่ไม่อาจสรุปชัดเจนแม้กระทั่งเรื่องจีนจะได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วยหรือไม่ แต่ก่อนถึงวันนั้นวาทกรรมการปิดล้อมสกัดกั้นจีนถูกนำมากล่าวถึง เป็นเหตุให้วิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานา แต่มีความจริงที่แน่นอนว่าทั้งรัฐบาลสหรัฐอเมริกากับจีนต่างอยู่ในช่วงเวลาแห่งการประคับประคองเศรษฐกิจของตนอย่างเต็มกำลัง และสำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ แล้วเศรษฐกิจจีนจะเป็นภัยคุกคามหรือไม่นั้นไม่สำคัญกว่าที่โพลล์วันนี้ชี้ว่าคนอเมริกันยังอยู่ดีมีสุขมีกินมีใช้
--------------------------
บรรณานุกรม:
1. Treat US' strategy of rebalance in Asia-Pacific rationally. People's Daily Online, December 20, 2012, http://english.peopledaily.com.cn/90883/8065858.html
2. Obama’s coming leap of faith on Europe. http://www.ft.com/intl/cms/s/0/7dcc2088-49ee-11e2-a7b1-00144feab49a.html#axzz2FykUMDJd
3. อาเซียน-จีน พร้อมใจเพิ่มกลไกแก้ปัญหาการค้า. Dtn Thailand เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2012 เวลา 18:07 น. http://www.thaifta.com/thaifta/Home/tabid/36/ctl/Details/mid/436/ItemID/7772/Default.aspx
4. US-China Trade Statistics and China's World Trade Statistics. US-China Business Council, https://www.uschina.org/statistics/tradetable.html
5. Kerry positive for China-US relations. China Daily, http://www.chinadaily.com.cn/china/2012-12/24/content_16044959.htm
6. China-U.S. JCCT concludes with positive results.
http://news.xinhuanet.com/english/china/2012-12/20/c_132052853.htm
7. Chunding Li and John Whalley. CHINA AND THE TPP: A NUMERICAL SIMULATION ASSESSMENT OF THE EFFECTS INVOLVED. NATIONAL BUREAU OF ECONOMIC RESEARCH, http://www.nber.org/papers/w18090.pdf?new_window=1
8. สถานการณ์การค้าจีน-ญี่ปุ่น ไม่แย่อย่างที่คิดและอาจไม่ดีอย่างที่หวัง. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1351 ประจำวันที่ 10-11-2012 ถึง 13-11-2012, ที่ http://chanchaiblogger.blogspot.com/2012/11/blog-post_23.html
----------------------------

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เข้าใจอาเซียน ตอน: ทำไมอาเซียนจึงมีสมาชิกสิบประเทศ

24 ธันวาคม 2012
ชาญชัย
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์ข้อมูลข่าวสารอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2556 http://www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=493&filename=index_2)

            ดังที่ทราบแล้วว่าสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations) ที่ก่อตั้งในปี 1967 มีรัฐสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ ด้วยเหตุผลหลักคือต่อต้านภัยคุกคามจากสงครามเย็นเพื่อรักษาระบอบการปกครองเดิม และมีส่วนสนับสนุนลัทธิทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม
            จากนั้นมีประเทศอื่นๆ อีก 5 ประเทศเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกตามลำดับ ดังนี้
            เนการาบรูไนดารุสซาลาม หรือประเทศบรูไนได้เข้าร่วมสมาชิกเป็นลำดับที่ 6 ในปี 1984 หลังได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรไม่ถึง 1 สัปดาห์
            บรูไนเป็นประเทศเล็กๆ ปัจจุบันมีประชากรเพียง 4 แสนคน แต่อุดมด้วยทรัพยากรน้ำมัน ในอดีตเป็นแหล่งเพาะปลูกเครื่องเทศแห่งหนึ่ง การเข้ามาเป็นสมาชิกอาเซียนเท่ากับมวลหมู่ชาติสมาชิกอาเซียนซึ่งมีฐานะเป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงประกาศยอมรับความเป็นชาติอธิปไตยของบรูไน ได้รับการปกป้องจากอาเซียนภายใต้บริบทโลกยุคใหม่ ต่างจากอดีตที่ต้องยินยอมเข้าอยู่ใต้การอารักขาของสหราชอาณาจักรภายใต้ยุคล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ต้องเผชิญแรงกดดันทั้งจากสเปนและฮอลันดา
            กรณีของบรูไนเป็นลักษณะเฉพาะแตกต่างจากประเทศอื่นๆ อีก 4 ประเทศที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนดังจะกล่าวต่อไป

            เหตุการณ์ที่ถือเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของอาเซียนอีกครั้งหนึ่งคือ การเข้าร่วมของประเทศเวียดนามในปี 1995 ถือเป็นประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ประเทศแรกที่เข้าร่วมอาเซียน (ปัจจุบันเวียดนามยังถูกจัดว่าเป็นรัฐคอมมิวนิสต์)
            ณ เวลานั้นถือเป็นเรื่องแปลกใหม่เพราะอาเซียนยอมรับประเทศเวียดนามที่มีระบอบการปกครอง มีระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างจากประเทศชาติสมาชิกอาเซียนโดยสิ้นเชิง ก่อให้เกิดคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุผลการรับเวียดนามเข้ามาอยู่ในอาเซียน หรือทำไมเวียดนามจึงอยากเข้ามาร่วมกับอาเซียน มีผู้อธิบายด้วยเหตุผลที่หลากหลาย
            หากจะอธิบายด้วยเหตุผลเชิงการเมืองระหว่างประเทศ สามารถอธิบายได้ว่าในช่วงนั้นสงครามเวียดนามสิ้นสุดนานแล้ว และที่สำคัญกว่าคือสงครามเย็นยุติลงแล้วเช่นกัน การรับเวียดนามเข้ามาเป็นสมาชิกคือการแสดงออกอย่างหนึ่งว่าความขัดแย้งเดิมๆ ได้หมดไป ไม่มีการแบ่งแยกตามขั้วการเมืองระหว่างประเทศแบบเดิมอีก เป็นกุศโลบายให้ทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพวกเดียวกัน สามารถใช้อาเซียนเป็นเวทีเพื่อเสริมสร้างมิตรภาพ  ความไว้เนื้อเชื่อใจ และและความร่วมมือระหว่างกัน

            ส่วนเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ ในระยะแรกไม่ได้หวังเรื่องการทำการค้าการลงทุนเท่าไหร่นัก แต่การเข้ารวมกลุ่มอาเซียนจะช่วยให้เวียดนามมีโอกาสได้เรียนรู้ประสบการณ์การพัฒนาประเทศแบบทุนนิยมเสรีของชาติสมาชิก เร่งให้เวียดนามพัฒนาเศรษฐกิจของตนเข้าสู่ระบบตลาดมากขึ้น
            ในขณะที่เวียดนามก็อยากมีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นเสรีประชาธิปไตย ไม่ยึดอยู่กับแนวคิดในสมัยสงครามเย็นอีกต่อไป และอยากมีสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศทุนนิยมมากขึ้น อาจดูตัวอย่างจากประเทศจีนที่เปิดประเทศบางส่วนต้อนรับการลงทุนจากนานาชาติ ทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต ประเทศพัฒนาอย่างรวดเร็ว
การที่อาเซียนยอมรับเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกจึงถือเป็นก้าวสำคัญครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของอาเซียน
            เมื่ออาเซียนรับเวียดนามเป็นสมาชิกจึงไม่มีเหตุผลที่ประเทศลาว เมียนมาร์และกัมพูชาจะไม่สามารถเข้ามาร่วมกลุ่มด้วย ในเวลาต่อมาทั้งสามประเทศจึงเข้าร่วมเป็นสมาชิกในเวลาไล่เลี่ยกัน อาเซียนทุกวันนี้จึงมีสมาชิก 10 ประเทศ

            เรื่องการเข้ามาเป็นสมาชิกอาเซียนของประเทศต่างๆ มีรายละเอียดอยู่มาก มีผู้ทำการศึกษาวิจัยไว้ สามารถศึกษารายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ได้
            รวมความแล้วหากยึดว่าจุดเริ่มต้นของอาเซียนเกิดจากการที่ชาติสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศอันได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ ประกาศรวมตัวกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากสงครามเย็น เมื่อความตึงเครียดจากสงครามเย็นคลายตัว บริบทโลกเปลี่ยนไปทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ รัฐบาลหรือผู้นำประเทศของทั้ง 5 ประเทศที่โน้มเอียงไปทางทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยกับรัฐบาลของประเทศที่โน้มเอียงไปทางสังคมนิยมคอมมิวนิสต์จึงหันหน้าเข้าหากัน และรวมตัวกันภายใต้อาเซียน ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามเย็นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
            ปัจจุบันเป็นยุคที่ภัยคุกคามจากลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์กลายเป็นเรื่องอดีต และน้อยคนจะเอ่ยถึง ทำให้หลายคนลืมหรือไม่รู้ว่าอาเซียนในปัจจุบันประกอบด้วยชาติสมาชิกที่มีการปกครองหลากหลาย มีระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ถือเป็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของอาเซียนเลยทีเดียว แต่ภายใต้ลักษณะพิเศษนี้ไม่ได้หมายถึงการมีแต่ประโยชน์หรือข้อดี เพราะมีอุปสรรคที่เกิดตามมาด้วย
            อาเซียนมีประวัติดำรงมาแล้ว 40 กว่าปีและมีวิสัยทัศน์จะก้าวไปสู่ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นจำต้องตระหนักว่ามวลหมู่ชาติสมาชิก 10 ประเทศมีความแตกต่างกันไม่ใช่น้อย การจะเชื่อมต่อระหว่างกันไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมจำต้องออกแบบระบบหรือกลไกที่สามารถปฏิบัติได้จริง เพื่อให้การรวมตัวของ 10 ประเทศดังกล่าวเกิดประโยชน์ต่อทุกประเทศต่อประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
อาเซียนก่อตั้งมาเกือบ 50 ปีแล้ว อาเซียนมีความร่วมมือหลากหลายด้าน แต่อะไรเป็นจุดเริ่มต้นหรือวัตถุประสงค์สำคัญเมื่อเริ่มแรกก่อตั้ง
บทความนี้อธิบายว่าทำไมอาเซียนจึงไม่ขยายจำนวนมากกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งๆ ที่มีประเทศขอเข้าร่วมกลุ่ม
มีผู้ตั้งคำถามว่าติมอร์-เลสเต จะเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11 หรือไม่ คำตอบเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศติมอร์จะสามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขการรับสมาชิกตามกฎบัตรอาเซียนหรือไม่ คำตอบที่ตรงประเด็นกว่านั้นคือขึ้นอยู่กับความพยายามของติมอร์-เลสเตในการสร้างประเทศให้เจริญรุ่งเรือง สมกับเป็นรัฐสมัยใหม่ที่พร้อมจะก้าวไปกับชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ

บรรณานุกรม:
1. ประเทศบรูไน, http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%84%E0%B8%99
2. กวี จงกิจถาวร: มองอาเซียนผ่านมุม ข่าว’ (1) พลวัตในรอบ 45 ปี http://prachatai.com/journal/2012/06/41134
3. The CIA World Factbook 2011 หรือที่ The World Factbook. https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/
4. Vietnam-ASEAN Co-operation after the Cold War and the continued search for a theoretical framework. http://sg.vlex.com/vid/vietnam-asean-theoretical-framework-54479563
5. At Cold War's End — Central Intelligence Agency. https://www.cia.gov/library/center-for-the-study-of-intelligence/csi-publications/books-and-monographs/at-cold-wars-end-us-intelligence-on-the-soviet-union-and-eastern-europe-1989-1991/art-1.html
----------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เข้าใจอาเซียน ตอน: กำเนิดอาเซียน

23 ธันวาคม 2012
ชาญชัย
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์ข้อมูลข่าวสารอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2556 http://www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=402&filename=index_2)

            การจะเข้าใจอาเซียนหรือประชาคมอาเซียนอย่างถูกต้องจำต้องเข้าใจที่มาที่ไปของสิ่งเหล่านี้ก่อน เพราะจะช่วยให้เกิดความเข้าใจว่าทำไมจึงเกิดความร่วมมือดังกล่าว อะไรเป็นเป้าหมายแรงจูงใจของสิ่งเหล่านี้ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น รวมทั้งแนวทาง ทิศทางพัฒนาการในอนาคต
            มีผู้พยายามอธิบายกำเนิดอาเซียนในหลายแง่มุมครอบคลุมทุกด้าน ทั้งเหตุผลจากการถอนตัวของอดีตชาติเจ้าอาณานิคม การแก้ไขข้อพาทระหว่างกัน แม้กระทั่งความพยายามของบางประเทศที่ประสงค์เข้ามามีบทบาทนำในกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในที่นี้เห็นว่าสงครามเย็นคือปัจจัยสำคัญที่สุด
            ความคิดเบื้องแรกที่หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คิดจะรวมตัวกันเกิดจากภัยคุกคามอันเนื่องจากสงครามเย็น (Cold War) อันเป็นการขับเคี่ยวระหว่างค่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยกับค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ทำให้เกิดการปะทะกันในหลายพื้นที่ ในช่วงทศวรรษ 1960 สงครามเวียดนามบานปลายใหญ่โต กองทัพอเมริกันรบกับพวกเวียดนามเหนือโดยตรง เฉพาะที่ประเทศเวียดนามรัฐบาลอเมริกาส่งทหารไปร่วมรบถึง 4-5 แสนนาย ในขณะที่ขบวนการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์กำลังแพร่ขยายอย่างรวดเร็วทั้งในเวียดนาม ลาว กัมพูชา สถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังอยู่ในภาวะสงครามหรือตึงเครียดระดับสงครามที่เดิมพันด้วยการรักษาระบอบอำนาจเดิมหรือการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

            เมื่อสงครามในอินโดจีนทวีความรุนแรง ขบวนการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เคลื่อนไหวในเวียดนาม ลาว กัมพูชามากขึ้น และเริ่มเข้ามาแพร่หลายในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาครวมทั้งประเทศไทย ทำให้รัฐบาลหรือผู้นำประเทศของกลุ่มประเทศที่โน้มเอียงไปทางสนับสนุนการปกครองแบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยตระหนักถึงภัยคุกคามร้ายแรงที่มาถึงหน้าประตูบ้านหรือโจรได้เข้ามาคุกคามบางส่วนของบ้านตัวเองแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้ย่อมสร้างความเสียหายร้ายแรงถึงขั้นผู้ปกครองต้องเสียอำนาจ ประเทศเปลี่ยนการปกครอง ระบบศาสนาถูกกำจัด (สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้นต่อต้านศาสนาอย่างรุนแรง)
            ความน่าหวาดวิตกยังเกิดจากการวิเคราะห์ตามแนวทฤษฎีโดมิโน (Domino theory) ของสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกาที่ชี้ว่าหากประเทศอินโดจีน คือ เวียดนาม ลาว กัมพูชาตกเป็นคอมมิวนิสต์แล้วประเทศที่เหลือในภูมิภาคจะพลอยกลายเป็นคอมมิวนิสต์ด้วย ไม่ว่าทฤษฎีดังกล่าวจะสมเหตุผลเพียงใดรัฐบาลสหรัฐฯ กับรัฐบาลกลุ่มประเทศที่เหลือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างกังวลใจอย่างยิ่ง เห็นความจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อต้านภัยคุกคามร้ายแรงดังกล่าว

หลังจากการปรึกษาหารือหลายรอบ ที่สุดจัดตั้งเป็นสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations) หรือที่นิยมเรียกแบบสั้นๆ ว่า อาเซียน ภายใต้ ปฏิญญากรุงเทพฯ” (Bangkok Declaration) หรือที่เรียกว่าปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Declaration) เมื่อวันที่สิงหาคม 1967 ณ เวลานั้นมีรัฐสมาชิกเริ่มต้นเพียง 5 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ ทั้งห้าประเทศไม่สนับสนุนลัทธิสังคมนิยม ในมุมกลับกันคือการโน้มเอียงเข้าข้างฝ่ายทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำ โดยเฉพาะบางประเทศ เช่น ประเทศไทย

            ดังนั้น แม้ว่าวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งอาเซียนตามปฏิญญากรุงเทพฯ จะมีหลายข้อ กล่าวถึงแทบทุกด้านอย่างครอบคลุม เช่น ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ พัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค ฯลฯ แต่เหตุผลหลักในช่วงก่อตั้งนั้นคือรัฐบาลหรือผู้นำประเทศต้องการต่อต้านภัยคุกคามจากสังคมนิยมคอมมิวนิสต์นั่นเอง

            อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์ของอาเซียนเพื่อต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์เริ่มผ่อนคลายลงหลังจากที่สหรัฐอเมริกากับจีนเริ่มปรับความสัมพันธ์ระหว่างกัน ความตึงเครียดของสงครามเย็นลดน้อยลง ประเทศทั้งหลายในโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน บริบทโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากพร้อมกับภัยคุกคามแบบใหม่ที่เกิดขึ้น การดำรงอยู่ของอาเซียนหรือประชาคมอาเซียนในปัจจุบันจึงไม่ตั้งอยู่บนวัตถุประสงค์ดั้งเดิมอีกต่อไป กล่าวได้ว่ามวลหมู่ชาติสมาชิกอาเซียนได้ก้าวออกจากอดีตไปสู่อนาคตข้างหน้าแล้ว
----------------------

บรรณานุกรม:
1. การศึกษาการสร้างประชาคมอาเซียน 2558. http://www.bic.moe.go.th/th/images/stories/book/other/ASEAN/ed-building-ASEANcommunity.pdf
2. The Domino Theory. http://www.cbsd.org/schools/unami/departments/library/Documents/Domino%20Theory.pdf
3. The Cambridge History of the Cold War. Volume 2, Crises and Détente. P.288-289, 293-295.
4. ASEAN Conception and Evolution by THANAT KHOMAN. http://www.asean.org/asean/about-asean/history/item/asean-conception-and-evolution-by-thanat-khoman
5. ASEAN: brief history and its problems. http://www.zum.de/whkmla/sp/0607/seongmin/seongmin.html
6. Vietnam War (1/6) - The Beginning (1964-1965) http://www.youtube.com/watch?v=riNEBpt4r3Y
-----------------

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เศรษฐกิจจีน 2013: รู้เอาตัวรอดเป็นยอดดี

21 ธันวาคม 2012
ชาญชัย
            เป็นธรรมดาที่เมื่อใกล้สิ้นปีจะมีการคาดการณ์เศรษฐกิจปีหน้า หนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญคือจีน เพราะส่งผลโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจโลกทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
            การมองเศรษฐกิจจีนจำต้องมองด้วยการแยกเป็น 2 มุมมอง คือมุมมองต่างชาติกับมุมมองรัฐบาลจีน
            ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติย่อมอยากเห็นเศรษฐกิจจีนเติบโต อยากได้จีดีพีมากกว่าร้อยละ 8 เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนโตกว่าร้อยละ 8 ส่งผลดีต่อตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก ในทางกลับกันเมื่อเศรษฐกิจจีนสำแดงว่าจะเติบโตน้อยลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดลดลงทันที เช่น น้ำมัน ถ่านหิน โลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรม
            ส่วนรัฐบาลในกลุ่มประเทศที่กำลังประสบวิกฤตเศรษฐกิจเช่นกลุ่มยูโรโซนมองจีนราวกับเป็นพระเอกขี่ม้าขาวที่จะเข้ามาช่วยกอบกู้เศรษฐกิจของตน ต้นปีที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีเยอรมัน นางอังเกล แมร์เคิล ถึงกับเยือนจีนเพื่อขอช่วยแก้ปัญหายูโรโซน เสนอให้จีนช่วยซื้อพันธบัตรยูโร ฯลฯ
            สำหรับใครบางคนแล้วเรื่องจีนเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมีความเป็นไปได้ ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตฟองสบู่สหรัฐฯ เมื่อปี 2008-9 จีนใช้งบประมาณ 4 ล้านล้านหยวน (635 พันล้านดอลลาร์) กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยให้ระบบการเงินและการค้าโลกฟื้นตัว ประธานกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คุณคริสติน ลาการ์ด ถึงกับกล่าวชื่นชมว่า “จีนเป็นเครื่องมือทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกเสียหายน้อยลงจากวิกฤต" พร้อมกับกล่าวสนับสนุนให้รักษาบทบาทดังกล่าวซึ่งจะเป็นผลดีทั้งต่อเศรษฐกิจโลกกับจีน
            เป็นความจริงที่หากเศรษฐกิจภูมิภาคอื่นหรือเศรษฐกิจโลกอ่อนแอย่อมกระเทือนต่อจีน
            แต่สำหรับรัฐบาลจีนแล้วเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเพียงพอมีเสถียรภาพคือเครื่องมือสำคัญของการรักษาเสถียรภาพทางสังคมทางการเมืองของจีน

ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่ารัฐบาลจีนเห็นว่าการที่รัฐบาลไม่สามารถทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีคือภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศที่ร้ายแรง โดยความเป็นอยู่ที่ดีต้องเปรียบเทียบกับประเทศทุนนิยมด้วย เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าสังคมนิยมยังเป็นสิ่งดีสำหรับพวกเขา ปัจจุบันคนจีนมีโลกทัศนะที่กว้างขึ้นและถูกต้องชัดเจนมากขึ้น ในแต่ละปีคนจีนจำนวนไม่น้อยที่ได้ท่องเที่ยวต่างประเทศ เทคโนโลยีการสื่อสารปัจจุบันช่วยให้ได้รับข้อมูลจากประชาคมโลก แม้รัฐพยายามควบคุมก็ไม่อาจห้ามการพูดแบบปากต่อปากหรือการสื่อสารส่วนตัว
            การจ้างงานเป็นประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่รัฐบาลต้องดูแลใกล้ชิด ตลาดแรงงานจีนกำลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจขาลง ตำแหน่งงานใหม่มีน้อย คนว่างงานมีจำนวนเพิ่มขึ้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และความมั่นคงทางสังคม หยัง ซื่อหมิง กล่าวว่า “ผลจากเศรษฐกิจชะลอตัวกำลังส่งผลต่อตลาดแรงงาน” ตำแหน่งงานในเมืองเริ่มลดน้อยลงตั้งแต่เดือนเมษายน มีคนลงทะเบียนเป็นผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น “จีนจะต้องเผชิญปัญหาแรงงานล้นอีกนาน”
นักศึกษาจบใหม่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ล่าสุดมีนักศึกษาเกือบ 7 ล้านคนที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน ในขณะที่แรงงานอพยพกับคนว่างงานในชนบทยังไม่สามารถหางานทำได้ทั้งหมด
            ดังนั้นไม่ว่าเศรษฐกิจโลกภายนอกเป็นอย่างไร รัฐบาลจีนจำต้องเพิ่มการจ้างงาน มุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในของตนไว้

            ข้อมูลล่าสุดธนาคารโลกมองเศรษฐกิจของจีนในแง่บวกเห็นว่า “เศรษฐกิจที่ชะลอตัวได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว” และคาดว่าเศรษฐกิจจีนปีหน้าจะเติบโตร้อยละ 8.4 จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เร่งการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ การคาดการณ์ครั้งนี้สูงกว่าการคาดการณ์เมื่อเดือนตุลาคมที่ 8.1
ในขณะที่มีกระแสข่าวจากเจ้าหน้าที่จีนให้ข้อมูลว่ารัฐบาลกำหนดเป้าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้จีดีพีปี 2013 โตร้อยละ 7.5 อัตราเงินเฟ้อร้อยละ 3.5 และจะพยายามกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ข้อมูลที่ไม่ยืนยันนี้ชี้ว่ารัฐบาลจีนกำหนดเป้าปี 2013 เท่ากับปี 2012 อยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 8 บ่งบอกว่ารัฐบาลจีนยังกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจว่าจะไม่โตเหมือนเมื่อหลายปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับท่าทีของเจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับต่างๆ ที่แสดงออกมาเป็นระยะๆ
ข้อสรุปคือ ในปี 2013 ถ้าเศรษฐกิจจีนดีขึ้นก็ไม่ร้อนแรง หรือถ้าจะถดถอยก็ไม่เป็นแบบ hard landing และสำหรับรัฐบาลจีนแล้วไม่ว่าเศรษฐกิจโลกปีหน้าจะฟูหรือแฟบ ต่างชาติจะพอใจหรือไม่ต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีน รัฐบาลจีนพูดคำเดียวว่าขอตัวเองรอดก่อนเป็นดีที่สุด
---------------------------

บรรณานุกรม:
1. World Bank Raises East Asia Outlook, Sees China Growing 8.4% in 2013. http://www.cnbc.com/id/100326283
2. China's Economic Forecast, 2012-2013: A Business Perspective. http://www.forbes.com/sites/billconerly/2011/12/19/chinas-economic-forecast-2012-2013-a-business-perspective/
3. WB raises forecast for China. http://www.china.org.cn/business/2012-12/20/content_27467053.htm
4. China’s Strategy towards the Financial Crisis and Economic Reform. http://www2.lse.ac.uk/IDEAS/publications/reports/pdf/SR012/yueh.pdf
------------------

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ชินโซ อาเบะ ว่าที่นายกฯ สายเหยี่ยวไม่ดุอย่างที่เห็น

17 ธันวาคม 2012
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 5890 วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2555)

            ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าพรรค Liberal Democratic Party (LDP) คือผู้ชนะการเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นอย่างถล่มทลาย เพียงพรรคเดียวสามารถกวาดที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาล่างเกินกึ่งหนึ่งคือคาดว่าจะได้ 294 ที่นั่งจากทั้งหมด 480 ที่นั่งใกล้เคียงกับผลโพลล์ก่อนเลือกตั้ง
            ผลที่ตามมาคืออดีตนายกรัฐมนตรีนายชินโซ อาเบะจะได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ อีกสมัย
            ตลอดเวลาที่ผ่านมาสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศรายงานข่าวต่อเนื่องว่านายอาเบะคือว่าที่นายกฯ สายเหยี่ยว พร้อมกับนำเสนอความเป็นสายเหยี่ยว เช่นไปวัดยาซูคูนิเพื่อเคารพชาวญี่ปุ่นผู้เสียชีวิตจากสงคราม นายอาเบะกล่าวว่า “ผมไปในฐานะหัวหน้าพรรค Liberal Democratic Party เพื่อแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณของวีรบุรุษที่เสียสละชีวิตเพื่อประเทศ” ตลอดชีวิตการเป็นผู้นำทางการเมือง นายอาเบะประกาศว่าไม่เสียใจที่ไปเคารพทหารญี่ปุ่นที่วัดยาซูคูนิ และย้ำว่าไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าทหารญี่ปุ่นบีบบังคับคนจีน คนเกาหลี หรือให้ผู้หญิงเป็นโสเภณีสำหรับทหารญี่ปุ่นในช่วงญี่ปุ่นทำสงครามกับเอเชีย

            แม้ว่าจะแสดงตัวเป็นสายเหยี่ยวและประกาศนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ นโยบายด้านความมั่นคงที่แข็งกร้าวแต่หลายข้อไม่น่าจะทำได้จริง
            นโยบายข้อแรกที่ไม่น่าจะทำได้คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเสริมสร้างกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น อนุญาตให้ทหารญี่ปุ่นเข้าร่วมการรบ “เพื่อการป้องกันร่วม” (collective self-defense) กับพันธมิตรในสมรภูมิที่แม้ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศญี่ปุ่นโดยตรง
            เหตุผลที่นโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวยากจะสำเร็จเพราะเป็นนโยบายที่พรรคได้นำเสนอต่อเนื่องอย่างยาวนานหลายสิบปีแล้วแต่ยังไม่เคยแก้จริง ที่ผ่านมาแนวนโยบายนี้ได้รับการสนับสนุนจากพวกขวาจัดกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น สำหรับการเมืองภายในญี่ปุ่นการประกาศนโยบายนี้จึงเป็นการนำเสนอนโยบายเดิมๆ มากกว่า
            เหตุผลในบริบทที่กว้างขึ้นคือหลายชาติในเอเชียจะต่อต้านเพราะเกรงว่าญี่ปุ่นจะฉวยโอกาสสร้างเสริมกำลังรบขนาดใหญ่ วาทะกรรมอ้างญี่ปุ่นจะก่อมหาสงครามในอนาคตจะผุดขึ้นซ้ำอีกครั้ง อีกทั้งสหรัฐอเมริกาคงไม่อยากเห็นญี่ปุ่นมีอำนาจทางทหารที่มากจนกลายเป็นภัยคุกคามต่อตนเอง
            นโยบายต่อกรกับจีนในกรณีข้อพาทหมู่เกาะเซนกากุ เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่น่าอาเบะใช้วาจาแสดงความเป็นสายเหยี่ยวโดยกล่าวด้วยถ้อยคำลึกซึ้งว่า “ผมเชื่อว่าเราต้องมองไปที่แผนที่โลกเมื่อเราคิดถึงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีน” คำกล่าวดังกล่าวพูดเป็นนัยว่าต้องไม่มองว่าเป็นข้อพิพาทระหว่างสองประเทศเท่านั้นแต่จะดึงสหรัฐฯ เข้ามาต่อต้านอิทธิพลของจีน นักวิเคราะห์ชาวตะวันตกบางคนเห็นว่าท่วงทำนองวาจาของอาเบะจะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์จีนญี่ปุ่นตึงเครียดกว่าเดิม นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นโยชิฮิโกะ โนดะถึงกับเอ่ยว่า “วาจะที่แข็งกร้าวและรวดเร็วเป็นอันตราย”
            ข้อพิพาทการอ้างสิทธิหมู่เกาะดังกล่าวย้อนหลังได้อย่างน้อยตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง บางช่วงสงบบางช่วงเกิดเหตุพิพาทและเป็นเช่นนี้เรื่อยมา แต่ตลอดเวลาจนถึงปัจจุบันทั้งสองประเทศต่างระมัดระวังไม่ต้องการให้เหตุบานปลายกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ส่วนสหรัฐฯ แม้จะเป็นพันธมิตรญี่ปุ่นแต่ก็ไม่ประสงค์ให้เกิดความรุนแรง รัฐมนตรีกลาโหมลีออน พาเนตตา กล่าวแสดงจุดยืนสหรัฐฯ ว่า “เราขอให้ทุกฝ่าย (จีนกับญี่ปุ่น) ยับยั้งชั่งใจและอยู่ในความสงบ ... การเพิ่มความขัดแย้งในสถานการณ์ตรงนี้ไม่เป็นประโยชน์กับประเทศใด มีแต่จะบั่นทอนสันติภาพ ความมั่นคงแก่ภูมิภาคที่สำคัญนี้”
            ดังนั้น ไม่ว่าจะทะเลาะรุนแรงเพียงใดก็จะถูกจำกัดขอบเขตเหมือนตลอดเวลาที่ผ่านมา
            ในภาพรวม หากวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งในกรอบกว้างๆ เหตุที่ LDP ชนะไม่ใช่เพราะคนญี่ปุ่นหันกลับมาชอบพรรคนี้ แต่เพราะรัฐบาลภายใต้ Democratic Party of Japan (DPJ) ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศทำให้ประชาชนผิดหวัง ดังนั้นลำพังที่ LDP พรรคเดียวกวาดคะแนนส.ส.ได้กว่าครึ่งจึงไม่ได้หมายความว่าว่าที่นายกฯ อาเบะจึงสามารถดำเนินนโยบายทุกประการตามอำเภอใจ
            นโยบายด้านความมั่นคงที่น่าจะบรรลุผลได้จริง คือการยกระดับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นและเพิ่มงบประมาณกลาโหม นโยบายดังกล่าวจะได้ประโยชน์หลายประการ เช่น เพิ่มขีดความสามารถด้านการทหารของประเทศ กระชับความสัมพันธ์สหรัฐฯ โดยแบ่งเบาภาระงบประมาณที่รัฐบาลอเมริกาต้องจ่ายเพื่อป้องปรามจีนกับเกาหลีเหนือ นายอาเบะอธิบายว่าภาวะที่กำลังรบของสหรัฐฯ ถดถอยลง “ทำให้จีนก้าวร้าวยิ่งขึ้นต่อกรณีทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก”
            มีข้อสังเกตว่านโยบายความมั่นคงของนายชินโซ อาเบะสอดคล้องกับนโยบายความมั่นคงของประธานาธิบดีบารัก โอบามาอย่างน่าอัศจรรย์ใจทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ
ดังนั้นคำว่า นายกรัฐมนตรีสายเหยี่ยว ภายใต้บริบทโลกปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าเตรียมจะทำสงครามกับต่างประเทศหรือจะข่มขู่ก้าวร้าวโดยไม่คำนึงถึงมิติอื่นๆ เช่นผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ความคิดความเห็นของประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลาย การแสดงออกทั้งหลายทั้งปวงจะถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขต
แต่การหาเสียงนั้นจำต้องวางภาพลักษณ์ของผู้นำประเทศที่เข้มแข็ง พร้อมจะปกป้องผลประโยชน์ของแผ่นดิน เพียงแต่จะปรับสมดุลอย่างไรระหว่างการสื่อกับคนในชาติกับการแสดงออกต่อต่างชาติ อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าพรรคการเมืองญี่ปุ่นโดยเฉพาะพรรค LDP มีสัมพันธ์ยาวนานกับสหรัฐฯ หลายทศวรรษแล้ว
----------------------

บรรณานุกรม:
1. Japanese Defense and Security Policy and the “National Defense Program Guidelines” (NDPG): Radical Changes or Business as Usual? http://www.ispionline.it/it/documents/WP%2045_2012.pdf
2. Postclassical realism and Japanese security policy. http://www.sfu.ca/~kawasaki/Kawasaki.pdf
3. LDP cruises to victory in Japan election. http://www.ft.com/intl/cms/s/0/41186cb6-4735-11e2-8f03-00144feab49a.html#axzz2FDpwD0Xw
4. LDP heads for majority in return to power. http://www.japantimes.co.jp/text/nn20121216x1.html
--------------

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 17 – 23 ธันวาคม 2012

อิตาลีจะเป็นตัวปัญหาประเทศต่อไปหรือไม่
14 ธันวาคม 2012
ชาญชัย
            ตลอดปีสองปีที่ผ่านมาอิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มยูโรโซนที่หลายคนกังวลว่าจะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจยูโรโซนรายต่อไป ดังนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีมาริโอ มอนติประกาศลาออกจากตำแหน่งพร้อมกับมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในปีหน้ายิ่งทำให้ความกังวลนั้นเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น
นายกรัฐมนตรีมาริโอ มอนติเข้ามารับตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วจากความเห็นชอบของพรรคการเมืองรวมทั้งตัวอดีตนายกฯ ซิลวีโอ แบร์ลุสโกนี ผู้นำพรรค Popolo della Libertà หรือ PdL ที่อยู่ในภาวะวิกฤตศรัทธา อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรพุ่งสูงท่ามกลางหนี้สินประเทศที่สูงกว่าร้อยละ 120 ของจีดีพี
ที่ผ่านมาหลักนโยบายเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีมาริโอ มอนติ คือลดการขาดดุลด้วยการขึ้นภาษี ลดสวัสดิการ ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น เศรษฐกิจกลับมาอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ หลายคนสนับสนุนแนวทางนี้ในขณะที่ชาวอิตาลีจำนวนไม่น้อยไม่ชอบแนวทางดังกล่าว
นายกฯ มอนติกล่าวปกป้องนโยบายรัดเข็มขัดว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้ตลาดกลับมามีความมั่นใจต่อเศรษฐกิจประเทศอีกครั้ง พร้อมกับเตือนว่าไม่นโยบายใดที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว
พร้อมกันนี้หลายฝ่ายเริ่มออกมาหาเสียง อดีตนายกฯ ซิลวีโอ แบร์ลุสโกนี เริ่มต้นด้วยการโจมตีนโยบายลดการขาดดุลว่ายิ่งทำให้เศรษฐกิจมีปัญหามากขึ้น และดำเนินนโยบายตามการชี้นำของเยอรมัน

            นายปิแอร์ หลุยจิ แบร์ซานิ จากพรรค Democratic Party (PD) ประกาศว่าจะสนับสนุนการปฏิรูปตามแนวทางของนายกฯ มอนติต่อไป
            ค่อนข้างชัดเจนว่าพรรคที่ลงแข่งขันจะแข่งด้วยแนวนโยบายเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ประกอบด้วยฝ่ายที่มุ่งลดการขาดดุล ใช้มาตรการรัดเข็มขัด กับอีกฝ่ายที่สนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มการใช้จ่าย เป็นสองแนวทางที่ยังไม่มีคำตอบชัดว่าแบบใดดีที่สุด
            ฝ่ายที่สนับสนุนนโยบายรัดเข็มขัดของนายกฯ มอนติ อาจเป็นกังวลว่าเศรษฐกิจอิตาลีอาจแย่กว่านี้หากรัฐบาลใหม่ไม่ดำเนินตามนโยบายเดิม และอาจโจมตีว่าการกู้ยืมเพิ่มเติมจะยิ่งบั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินการคลัง
            ในมุมมองที่แตกต่าง การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นแนวทางหนึ่งที่หลายฝ่ายเห็นด้วย หลายประเทศกำลังใช้แนวทางดังกล่าว ประชาชนในประเทศให้การสนับสนุน
            ถ้ายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อธิปไตยของประเทศอิตาลี ย่อมต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของประชาชนชาวอิตาลีที่จะเป็นผู้ตัดสินว่าประเทศของเขาควรดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างไร
            จะดีจะชั่วอย่างไรพวกเขาคือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

            ในบริบทที่กว้างขึ้น แม้อิตาลีมีอธิปไตยทางการเมือง แต่บรรดาชาติสมาชิกอียูอื่นๆ จะไม่ยอมให้อิตาลีกระทำตามอำเภอใจ เชื่อว่าจะต้องชี้นำ กดดันไม่ให้รัฐบาลอิตาลีใช้นโยบายเศรษฐกิจที่ออกนอกลู่นอกทาง เพราะเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้เชื่อมโยงกัน รับผลกระทบร่วมกัน ธนาคารพาณิชย์เยอรมันกับฝรั่งเศสเป็นเจ้าหนี้รายสำคัญของอิตาลี
            ในระหว่างหาเสียงพรรคทั้งหลายย่อมโจมตีนโยบายของอีกฝ่าย อาจพาดพิงถึงนโยบายของธนาคารกลางยุโรป ทำให้เกิดภาพความไร้เสถียรภาพทางการเมืองทางเศรษฐกิจ จึงมีความเป็นไปได้ว่าในช่วงนั้นตลาดทุนตลาดเงินจะพลอยไม่มั่นใจด้วย แม้ว่าทีมงานนายกฯ มอนติจะยังรักษาการณ์อยู่ก็ตามเพราะตลาดย่อมมองไปข้างหน้าก่อนเสมอ
            ณ เวลานั้น ตลาดจะอ่อนไหวต่อดัชนีเศรษฐกิจมากกว่าปกติโดยเฉพาะถ้าเป็นข่าวร้าย ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้สินของประเทศ อัตราการว่างงาน ความสามารถการแข่งขัน ฯลฯ รวมถึงบรรยากาศเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนในช่วงนั้นล้วนจะส่งผลกระทบกลับไปกลับมา
            ดัชนีหรือสถิติที่น่าติดตามคือตัวที่ชี้ว่าประเทศกำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง เป็นการฟื้นตัวในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) เพราะคือเครื่องชี้ว่าสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศกำลังดีขึ้นอย่างแท้จริง
            ผลการเลือกตั้งครั้งหน้าจะช่วยคาดเดาว่าอิตาลีจะเป็นตัวปัญหาของกลุ่มอียูโซนรายต่อไปหรือไม่ ยิ่งคิดยิ่งเห็นความสำคัญ
------------------------
บรรณานุกรม:
1. Italy and the EU Debt Crisis. http://jonathanhopkin.blogspot.com/2012/08/italy-and-eu-debt-crisis.html
2. Italy and Greece: Financial crisis as sovereign debt crisis. http://web.uvic.ca/jmc/events/sep2010-aug2011/2010-09-financial-crisis/pdf/Oct2,2010-Panel_C-Lucia_Quaglia,George-Pagoulatos-UVic-Financial_Crisis.pdf
3. The euro zone crisis Its dimensions and implications. http://finmin.nic.in/workingpaper/euro_zone_crisis.pdf
---------------------

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บทบาทของสหรัฐอเมริกาต่อการปฏิรูปทางการเมืองอียิปต์

10 ธันวาคม 2012
ชาญชัย
ผ่านมาเกือบสองปีที่ประชาชนอียิปต์จำนวนมากสามารถกดดันให้อดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัคสละอำนาจตามกระแสการลุกฮือของอาหรับหรือที่บางคนเรียกว่า อาหรับสปริง จากนั้นมีการเลือกตั้งอย่างเสรีได้นายโมฮัมเหม็ด มอร์ซีเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ แต่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาสถานการณ์ในอียิปต์กลับมาสู่การชุมนุมประท้วงอีกครั้ง ล่าสุดกลุ่ม National Salvation Front แกนนำฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอียิปต์ประกาศต่อต้านการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับเตือนว่าการลงมติดังกล่าวจะยิ่งทำให้ประเทศ “แบ่งแยกและเกิดการต่อต้านรัฐบาลมากขึ้น ... พวกเราไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเพราะเห็นว่าไม่เป็นตัวแทนของคนอียิปต์” เนื่องจากมองว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่คือคนของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม มีแนวทางละเมิดสิทธิสตรีและปฏิเสธเสรีภาพส่วนบุคคล
โฆษกของกลุ่ม National Salvation Front นายคาเดด ดาวู๊ด กล่าวว่า เราเคารพที่ประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี “ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนร้อยละ 51.7 แต่อีกร้อยละ 48 ไม่ได้เลือกเขา” นั่นหมายความว่าเขาต้องประนีประนอมเพื่อให้เกิดฉันทามติ
            สถานการณ์ในปัจจุบันจึงเหมือนกับว่าอียิปต์กำลังอยู่ในช่วงอาหรับสปริงอีกรอบ

            ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคืออาหรับสปริงไม่ได้เกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมชาติด้วยบริบทภายในประเทศเท่านั้น แต่หลายประเทศมีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา
ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าเหตุที่ฝ่ายประชาชนสามารถโค่นล้มอดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค เกิดจากการที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาคอยจัดแจงอยู่เบื้องหลัง ขณะเมื่อทางการมีนโยบายปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรงแต่ไม่อาจสลายการชุมนุมได้อย่างสมบูรณ์ เพราะฝ่ายทหารประกาศต่อสาธารณะแต่แรกว่าพวกเขาจะไม่ยิงประชาชน เหตุที่ทหารไม่ยิงเพราะรัฐบาลโอบามาได้ติดต่อกับนายทหารของอียิปต์ทุกระดับอย่างใกล้ชิด และขอให้ทหารไม่ใช้ปืนโดยเด็ดขาด เหล่าทหารอียิปต์จึงวางตัวเป็นกลางต่อความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ ในขณะที่นักวิเคราะห์บางคนให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าบรรดาผู้นำกองทัพไม่ชอบลูกชายนายมูบารัคเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงยึดแนวทางที่รัฐบาลโอบามาเสนอ
            ดังนั้นภายใต้ข้อมูลข้างต้น สหรัฐฯ จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้ฝ่ายประท้วงสามารถโค่นอำนาจประธานาธิบดีฮอสนี่ มูบารัค และเท่ากับเป็นผู้สนับสนุนให้นายโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ได้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศอียิปต์คนใหม่นั่นเอง

            ในรอบนี้ที่ประชาชนบางกลุ่มหันมาประท้วงประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี สหรัฐฯ แสดงจุดยืนยืนยันสนับสนุนแนวทางประชาธิปไตยแบบตะวันตก ให้ความสำคัญกับการเคารพหลักนิติรัฐ กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช้ความรุนแรงและอาศัยการมีส่วนร่วม เพื่อปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองทุกคน รวมทั้งสตรี ชนกลุ่มน้อยและคนในทุกความเชื่อ สร้างสถาบันประชาธิปไตยที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจอย่างแท้จริง
            ถ้อยแถลงของรัฐบาลโอบามาหลายชิ้นที่นำเสนอต่อสาธารณะแสดงท่าทีอย่างระมัดระวังต่อทั้งฝ่ายประธานาธิบดีมอร์ซีกับฝ่ายต่อต้าน แต่ในการโทรคุยระหว่างประธานาธิบดีโอบามากับประธานาธิบดีมอร์ซี ได้ย้ำว่าสหรัฐฯ สนับสนุนประชาชนอียิปต์และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิของประชาชนอียิปต์ทุกคน
            ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีโอบามาสนับสนุนฝ่ายต่อต้านมากกว่าประธานาธิบดีมอร์ซี ขัดแย้งจากเดิมที่สนับสนุนนายมอร์ซีเป็นผู้นำอียิปต์คนใหม่
            เหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่ารัฐบาลโอบามาประเมินว่าในขณะนี้ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถกุมอำนาจประเทศโดยเด็ดขาด จึงพยายามวางตัวว่าสนับสนุนทุกฝ่าย พร้อมกับคงจุดยืนให้อียิปต์มีความเป็นประชาธิปไตยแบบตะวันตกให้มากที่สุด
            อาหรับสปริงของอียิปต์รอบที่แล้วรัฐบาลโอบามาสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน มารอบนี้ยังไม่สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเด็ดขาด แต่สหรัฐอเมริกายังคงพยายามชี้นำและจัดแจงอาหรับสปริงในอียิปต์ให้เป็นไปตามทิศทางที่ตนต้องการแม้ไม่สมบูรณ์เต็มร้อยก็ตาม
-------------------------
บรรณานุกรม:
1. An American Coup in Egypt? http://english.al-akhbar.com/node/14286
2. Muslim Brotherhood Victory in Egypt Presidential Election Reveals Flaws of US Foreign Policy. http://www.policymic.com/articles/10297/muslim-brotherhood-victory-in-egypt-presidential-election-reveals-flaws-of-us-foreign-policy
3. PRESIDENT OBAMA'S PHONE CALL WITH EGYPTIAN PRESIDENT MORSI. http://www.uspolicy.be/headline/president-obamas-phone-call-egyptian-president-morsi)
4. STATE'S BURNS ON U.S. MIDDLE EAST POLICY. December 8, 2012, http://www.uspolicy.be/headline/states-burns-us-middle-east-policy
.......................

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 10 – 16 ธันวาคม 2012

Fiscal Cliff: ปัญหาที่รุนแรงและซับซ้อนกว่าที่คิด
7 ธันวาคม 2012
ชาญชัย
            เรื่องราวของ Fiscal Cliff นับวันเป็นที่สนใจและมีการพูดถึงมากเพราะใกล้กำหนดวันที่ Fiscal Cliff จะเริ่มแผลงฤทธิ์เมื่อเข้าสู่ปี 2013 นักการเมืองทั้งพรรคเดโมแครตกับรีพับลิกันและแม้กระทั่งประธานาธิบดีบารัก โอบามาต่างเร่งเจรจาเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้
            นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่ารัฐสภาอเมริกาจะไม่เผชิญหน้าปัญหายากๆ นี้และจะซุกปัญหาไว้ใต้พรมต่อไป การเจรจาแก้ปัญหาที่ดำเนินกันอยู่ขณะนี้จึงมุ่งแนวทางแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอด เป็นการถกเถียงกันว่าจะปรุงยาบรรเทาปวดชุดใหม่อย่างไร
            บทความ Our Collapsing Economy and Currency ของดร.พอล เครก โรเบิรตส์ เป็นอีกบทความหนึ่งที่ชี้ว่า Fiscal Cliff เป็นเพียงอาการแสดงออกอย่างหนึ่งของปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังนั้นเมื่อพูดถึงประเด็นนี้จึงหมายถึงการพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจ บทความได้สรุปปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญพร้อมแนวทางแก้ไข แต่เมื่อศึกษาพบว่าแนวทางแก้ไขนั้นมีข้อวิพากษ์ที่น่าขบคิด
            ต้นเหตุปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญมีสามเรื่อง เรื่องแรกคือการที่คนชั้นกลางในประเทศสูญเสียตำแหน่งงานแก่ต่างประเทศ ทั้งตำแหน่งงานในโรงงานอุตสาหกรรมหรืองานวิชาชีพ เช่น วิศวกร งานวิจัย งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ งานเหล่านี้เดิมเคยเป็นของคนอเมริกันที่จบปริญญา แต่ปัจจุบันหันไปจ้างบริษัทต่างประเทศหรือจ้างแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในสหรัฐฯ ที่ยอมรับเงินเดือนเพียงสองในสาม
            ปัญหาข้อสองคือภาคการเงินการธนาคารไม่ได้รับการดูแลควบคุมอย่างเพียงพอ ทำให้สถาบันการเงินลงในทุนธุรกิจแบบเก็งกำไร เกิดการฉ้อฉลภายในบริษัท ซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2009 ธนาคารพาณิชย์อยู่ในสภาพรัฐไม่อาจปล่อยให้ล้ม ต้องนำเงินภาษีประชาชนจำนวนมากเข้ามาอุ้มชู แม้ช่วยพยุงสถาบันการเงินไว้ได้แต่เท่ากับสนับสนุนธุรกิจที่ไร้ประสิทธิภาพตามระบบทุนนิยม
            ปัญหาข้อสุดท้ายเป็นผลจากรัฐบาลในอดีตที่ทำสงครามนอกประเทศทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณมหาศาล เกิดภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมาจากผลพวงของสงคราม เช่น ค่าดูแลรักษาพยาบาลทหารผ่านศึก

            แนวทางแก้ไขปัญหาข้อแรกคือ ต้องดึงตำแหน่งงานที่สูญหายไปให้กลับมาเป็นของคนอเมริกัน ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มรายได้แก่ฝ่ายผู้บริโภค ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตและรัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น โดยใช้วิธีเพิ่มภาษีบริษัทอเมริกันที่สร้างคุณประโยชน์แก่ต่างประเทศ และปรับลดภาษีแก่บริษัทอเมริกันที่เอื้อประโยชน์แก่ประเทศโดยตรง เช่น จ้างงานคนอเมริกัน เพื่อให้เกิดการจ้างคนอเมริกันเพิ่มและให้โรงงานอุตสาหกรรมอเมริกันที่ไปตั้งกิจการในต่างประเทศกลับมายังประเทศอันจะช่วยลดการขาดดุลการค้าอีกทางหนึ่งด้วย
            ข้อวิพากษ์คือ เหตุที่บริษัทอเมริกันไปลงทุนต่างประเทศหรือใช้แรงงานต่างชาติ เป็นไปตามหลักทุนนิยมที่มุ่งลดต้นทุนให้ต่ำสุด เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันสูงสุด เพื่อแสวงหากำไรสูงสุด ทุนนั้นไหลไปสู่จุดที่มีกำไรสูงสุดเสมอ การเสนอเพิ่มหรือปรับลดภาษีเป็นเพียงทฤษฎีที่บริษัทต้องคำนวณว่าวิธีไหนได้กำไรมากกว่ากัน ดังนั้นจึงต้องคำนวณอย่างจริงจังเพื่อดูว่าจะได้ผลเพียงใด
            การดึงการผลิตกลับมาสู่ประเทศ เพิ่มการจ้างแรงงานภายในประเทศยังเกี่ยวข้องกับต้นทุนของสินค้าบริการนั้นด้วย ถ้าหากแพงขึ้นย่อมหมายถึงผู้บริโภคอเมริกันที่ซื้อสินค้าดังกล่าวต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และไม่สามารถแข่งขันกับสินค้ายี่ห้ออื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่า เป็นคำถามว่าคนอเมริกันที่มีปัญหารายได้อยู่แล้วจะยอมจ่ายแพงขึ้นหรือไม่ และสินค้าบริการที่มีต้นทุนสูงกว่านั้นจะอยู่รอดในตลาดได้ดีเพียงใด
            แนวทางแก้ไขปัญหาข้อสองนั้น นับตั้งแต่วิกฤตสถาบันการเงินในปี 2008-2009 รัฐบาลกลางพยายามออกมาตรการควบคุมภาคการเงินการธนาคารมากขึ้น แต่ภายในสถาบันการเงินนั้นซับซ้อน มีช่องว่างที่อาศัยการตัดสินใจของบุคคลหรือสามารถสร้างระบบเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ในทางปฏิบัติการควบคุมกำกับจะได้ผลมากน้อยเพียงใดจึงยังเป็นที่สงสัย
            ส่วนเรื่องการปล่อยให้ธนาคารล้มหรือไม่นั้น เหตุการณ์ในช่วงปี 2008-2009 รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมปล่อยให้สถาบันการเงินบางแห่งล้มเช่นกัน อย่างกรณีของเลห์แมน บราเธอร์ส แต่ไม่อาจปล่อยให้ล้มทั้งหมดเพราะคิดว่าการปล่อยให้ล้มอาจกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ยิ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจปั่นป่วน เป็นประเด็นถกเถียงกันมานานแล้ว
            ปัญหาเรื่องการทำสงครามนอกประเทศเป็นเพียงประเด็นเดียวที่ค่อนข้างชัดว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโอบามากำลังปรับลดการส่งทหารออกไปทำศึกนอกประเทศ ดังเช่นที่ถอนทหารออกจากอิรักแล้ว และจะถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานในปีหน้า

            การพูดถึงการแก้ไขปัญหา Fiscal Cliff หากมองเพียงระยะสั้นอาจตกหลุมพรางของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ละเลยการแก้รากปัญหา เหมือนกับการจัดเตรียมยาบรรเทาปวดอีกชุดเพื่อยืดเวลาออกไปอีกหน่อย ส่วนการแก้ที่รากปัญหานั้นโดยตัวมันเองก็ยากอยู่แล้ว และตราบใดที่สังคมอเมริกันไม่สามารถสรุปแนวทางแก้ไขที่เห็นพ้องต้องกันยิ่งทำให้เห็นว่าปัญหาอาจลุกลามบานปลายกว่าที่เป็นอยู่และคงต้องอยู่กับเราไปอีกนาน
            การมองเรื่อง Fiscal Cliff จึงควรพิจารณาถึงรากปัญหาและแนวทางแก้ไขที่ปฏิบัติได้จริง
----------------------
บรรณานุกรม:
1. Fiscal Cliff การตัดสินใจครั้งสำคัญของสหรัฐฯ http://chanchaiblogger.blogspot.com/2012/10/fiscal-cliff.html
2. Paul Craig Roberts. Our Collapsing Economy and Currency. http://www.paulcraigroberts.org/2012/12/01/our-collapsing-economy-and-currency/
3. Daniel Mitchell: Fiscal cliff not the real problem. http://www.ocregister.com/opinion/tax-379482-government-won.html
4. The Real Fiscal Cliffhttp://www.nationalreview.com/articles/334726/real-fiscal-cliff-conrad-black#
5. Fiscal Cliff: House Republican Proposal Abandons Core Principles, Gains Little. http://blog.heritage.org/2012/12/03/fiscal-cliff-house-republican-proposal-abandons-core-principles-gains-little/
---------------------

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

1 ปีแห่งการก้าวย่างของผู้นำเกาหลีเหนือใหม่บนรอยเท้าเดิม

5 ธันวาคม 2012
ชาญชัย
            หลังการเสียชีวิตของอดีตผู้นำเกาหลีเหนือนายคิม จ็อง-อิลที่นำประเทศราว 3 ทศวรรษ และบุตรชายคือนายคิม จ็อง-อึน ได้ครองตำแหน่งผู้นำประเทศต่อจากบิดา เกิดคำถามว่าเกาหลีเหนือภายใต้การนำของผู้นำคนใหม่จะเป็นอย่างไรเพราะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนเกาหลีเหนือทั้งปวง และเกี่ยวข้องกับอีกหลายประเทศโดยเฉพาะเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และจีน
            ประเทศที่ไม่ค่อยเปิดเผยให้ประชาคมโลกรับรู้ความเป็นไปเมื่อมีความเคลื่อนไหวแม้เล็กน้อยจะถูกจับตาและนำมาวิเคราะห์ต่างๆ นานา เช่น เมื่อสื่อนำเสนอโฉมหน้าของสุภาพสตรีหมายเลข 1 คุณริ โซลจู เคียงคู่กับผู้นำเกาหลีเหนือ ทั้งๆ ที่สังคมภายนอกมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยแต่ประวัติทุกอย่างของเธอถูกนำเสนอและวิเคราะห์ แม้กระทั่งเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่เพียงไม่กี่ชุดที่ได้ออกสื่อและติดยี่ห้อดังแบบตะวันตก นักวิเคราะห์บางคนถึงกับสรุปว่าผู้นำเกาหลีเหนือคนใหม่ “ต้องการแยกตัวเองออกจากภาพลักษณ์ของบิดา”

            ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติประจำปีนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศนายปั๊ก เคียวยัน ในฐานะตัวแทนประเทศกล่าวถึงแนวนโยบายเศรษฐกิจที่จะติดต่อเชื่อมโยงกับต่างประเทศมากขึ้นเป็นข้อมูลสำคัญอีกชิ้นสนับสนุนแนวคิดเชื่อว่าเกาหลีเหนือกำลังจะเปลี่ยนแปลง
แต่การประกาศปล่อยจรวดพิสัยไกลเพื่อส่งดาวเทียมเข้าวงโคจรในเดือนธันวาคม อันเป็นพยายามครั้งที่สองในรอบปีนี้ หลังจากประสบความล้มเหลวในการปล่อยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตอกย้ำการดำเนินนโยบายความมั่นคงตามแนวทางดั้งเดิม นั่นคือยึดมั่นว่าสหรัฐฯ เป็นปรปักษ์กับเกาหลีเหนือ เป็นต้นเหตุทำให้เกิดการเผชิญหน้าในคาบสมุทรเกาหลี ส่งผลให้คาบสมุทรดังกล่าวกลายเป็นจุดล่อแหลมเสี่ยงต่อการเกิดสงครามนิวเคลียร์ ดังนั้นจึงจำต้องพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลติดหัวรบนิวเคลียร์เพื่อปกป้องอธิปไตยจากลัทธิทุนนิยม
            แม้ทางการเกาหลีเหนือประกาศว่าเป็นการปล่อยจรวดเพื่อกิจกรรมในทางสันติ แต่สหรัฐฯ กับเกาหลีใต้เชื่อว่าเป็นการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลมากกว่า เพราะที่ผ่านมาเกาหลีเหนือได้ดำเนินการทำนองนี้ในปี 1998 2006 และ 2009 และกล่าวว่าได้ส่งดาวเทียมเข้าสู่อวกาศในปี 1998 กับ 2009 แต่ไม่ปรากฏให้เห็นสักดวง

            ทั้งหมดแปลความว่าแม้ประกาศนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับโลกภายนอกมากขึ้น ให้ภรรรยาออกสื่อด้วยชุดแต่งกายตามสมัยนิยมตะวันตก แต่ยังยึดโยงกับนโยบายความมั่นคงแบบดั้งเดิมถอยหลังไปถึงทศวรรษ 1950
            เมื่อนโยบายความมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ความเป็นไปในประเทศจึงยึดมั่นอยู่กับแนวทางเดิมของประเทศ ความสัมพันธ์กับประชาคมโลกจึงไม่ต่างจากเดิม โอกาสที่จะติดต่อทางเศรษฐกิจกับนานาชาติอย่างเปิดเผยเป็นทางการไม่อาจทำได้เพราะประเทศกำลังถูกคว่ำบาตร ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินอย่างเป็นทางการกับธนาคารต่างชาติ นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าหากมีก็เพียงกระทำผ่านบัญชีในธนาคารจีนเท่านั้น อีกทั้งประเทศส่วนใหญ่คงไม่สนใจอยากมีสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเกาหลีเหนือในยามนี้ นโยบายเศรษฐกิจที่ประกาศว่าจะติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้นจึงมีอุปสรรคจากนโยบายความมั่นคงของตนเอง
            ปฏิกริยาของสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้จะเป็นดัชนีชี้วัดว่าเกาหลีเหนือจะมีสัมพันธ์กับประชาคมโลกอย่างไร
            เรื่องของเกาหลีเหนือจะเข้าใจง่ายขึ้นหากเทียบกับประเทศเมียนมาร์แม้บริบทจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่การที่ประเทศเมียนมาร์เปลี่ยนแปลงนโยบายแม่บท ดำเนินนโยบายปฏิรูปการเมืองให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ไม่ปฏิเสธที่จะสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ไม่ปฏิเสธทุนนิยมการค้าเสรีในบางระดับ ดำเนินนโยบายใหม่ที่สอดคล้องกับประชาคมโลกทำให้เห็นภาพชัดว่าประเทศเมียนมาร์กำลังมุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงชัดเจนทั้งด้านการเมืองภายในประเทศ การต่างประเทศ เศรษฐกิจ สังคม
            จีนเป็นอีกตัวอย่างที่ประเทศยังยึดมั่นปกครองตามแนวทางสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ แต่ประเทศเปิดออกบางส่วนต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลอเมริกาแม้เห็นจีนเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงแต่ไม่ขัดขวางให้นักลงทุนไปทำธุรกิจในจีน สองประเทศมีความสัมพันธ์การค้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันภายใต้บริบทโลกาภิวัตน์
            หากรัฐบาลเกาหลีเหนือต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จำต้องตัดสินใจด้วยความกล้าหาญเปลี่ยนแปลงนโยบายความมั่นของตน
            ส่วนเท่าที่ปรากฎให้เห็นนั้นสรุปได้ว่า 1 ปีแห่งการก้าวย่างของเกาหลีเหนือภายใต้ผู้นำคนใหม่ยังยึดมั่นในแนวทางดั้งเดิม
-----------------------------
บรรณานุกรม:
1. การปรากฏตัวของสุภาพสตรีหมายเลข 1 เกาหลีเหนือ http://chanchaiblogger.blogspot.com/2012/07/1.html
2. เกาหลีเหนือที่เปลี่ยนแปลงและคงเดิม http://chanchaiblogger.blogspot.com/2012/10/blog-post.html
3. N.K. erecting last stage of rocket http://nwww.koreaherald.com/view.php?ud=20121204001037
4. North Korea: U.S. Relations, Nuclear Diplomacy, and Internal Situation
http://www.fas.org/sgp/crs/nuke/R41259.pdf
5. NORTH KOREA'S NUKES RUS - American Foreign Policy Council www.afpc.org/files/may2012.pdf
------------------