วิเคราะห์มุมมองอิหร่านต่อสงครามปี 2026 (1)

รัฐบาลสหรัฐอ้างความชอบธรรมที่ต้องชิงลงมือก่อน แต่เรื่องนี้ค้านสายตาประชาคมโลก เป็นอีกครั้งที่สหรัฐได้สิ่งที่ต้องการแต่ถูกมองในแง่ลบ ส่วนหนึ่งที่ชี้ว่าสหรัฐพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์

            สัปดาห์ที่ 3 ของเมษายน 2026 Bagher Qalibaf โฆษกรัฐสภาอิหร่านชี้ว่าทรัมป์ทำเพื่ออิสราเอลมากกว่าเพื่อสหรัฐ อิหร่านชนะทางยุทธศาสตร์ และอื่นๆ มีข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมการวิเคราะห์ดังนี้

ทรัมป์ทำเพื่ออิสราเอลมากกว่าเพื่อสหรัฐ:

            นานแล้วที่บางคนเชื่อว่าอิสราเอลมีอิทธิพลต่อสหรัฐ (แทนที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐจะมีอิทธิเหนืออิสราเอล) บางแนวคิดถึงกับพูดว่าชนชั้นนำอิสราเอลควบคุมรัฐบาลสหรัฐ ยกหลักฐานว่าคนยิวดำรงตำแหน่งสำคัญของรัฐบาลเสมอ ระดับที่เข้มข้นน้อยลงคืออิสราเอลมีอิทธิพลต่อนักการเมืองอเมริกันมากแต่ไม่ถึงขั้นควบคุม ล็อบบี้ยิสต์อิสราเอลทำงานเข้าถึงนักการเมือง จึงไม่แปลกที่หลายคนมั่นใจว่านโยบายสหรัฐสนับสนุนอิสราเอล ซึ่งข้อหลังมีหลักฐานสนับสนุนมากมาย

            ด้วยความเชื่อกับความจริงทั้งหลายจึงตีความว่าสหรัฐรบอิหร่านรอบนี้ เพราะรับอิทธิพลจากอิสราเอลไม่มากก็น้อย บางคนถึงกับฟันธงว่าอิสราเอลลากสหรัฐเข้าทำสงคราม

            Joe Kent อดีตหัวหน้า US National Counterterrorism Center ในสมัยทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐเข้าทำสงครามทั้งๆ ที่อิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ (ไม่เป็นภัยคุกคามจวนตัวตามคำอ้างของทรัมป์) หน่วยการข่าวสหรัฐทุกหน่วยสรุปตรงกันในเรื่องนี้ ทั้งยังเตือนว่าอิหร่านจะเล่นงานฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง และจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่อิสราเอลให้ข้อมูลอีกด้านและทรัมป์เชื่อตามนั้น

            ผลคือสหรัฐถูกอิสราเอลลากเข้าทำสงครามที่ไม่มีวันจบ ไม่ก่อประโยชน์ต่ออเมริกาจากคำโกหกของอิสราเอล

            อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าการรบครั้งนี้สหรัฐตัดสินใจเอง “อิสราเอลไม่เคยพูดกับผมให้เข้าทำสงครามกับอิหร่าน” ย้ำว่านโยบายคือห้ามอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ต้องทำลายโครงการพัฒนานิวเคลียร์ให้หมด

            วิเคราะห์: หากใครสามารถแสดงหลักฐานว่าประธานาธิบดีทำตามขอคำของประเทศอื่น สร้างความเสียหายแก่คนอเมริกันมากมาย ประธานาธิบดีอาจมีความผิดตามกฎหมาย  คาดว่าในอนาคตพรรคเดโมแครทอาจเล่นงานทรัมป์เรื่องนี้

อิหร่านชนะทางยุทธศาสตร์:

            สงครามนี้ต่างฝ่ายต่างประกาศว่าตัวเองชนะ ทรัมป์ชี้ว่ากองทัพอิหร่านถูกทำลายย่อยยับ ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ฝ่ายใดคุมการเมืองอิหร่าน หลังการโจมตีสังหารผู้นำอิหร่านหลายท่าน ด้านอิหร่านชี้ว่าตนชนะทางยุทธศาสตร์ ด้วยเหตุผลดังนี้

          1. เหตุผลทำสงครามฟังไม่ขึ้น

            หลังเริ่มสงคราม 4-5 วัน ทรัมป์ให้เหตุผลว่าอิหร่านน่าจะลงมือโจมตี (พวกเรา) ก่อน ซึ่งปล่อยให้เกิดเช่นนั้นไม่ได้ เรื่องนี้มาจากการที่ฝ่ายสหรัฐคิดว่าหากอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ฝ่ายอิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีสหรัฐ ดังนั้นต้องชิงโจมตีก่อนเพื่อลดความเสียหาย

            ในอีกวาระหนึ่งทรัมป์กล่าวว่า “อิหร่านกำลังจะทำลายอิสราเอลและทุกอย่างโดยรอบ เราจึงทำงานร่วมกัน ทำลายประเทศที่คิดทำลายอิสราเอล” วันนี้จึงยังมีประเทศอิสราเอล

            แต่บางคนคิดแย้ง เช่น Hakeem Jeffries แกนนำสส. เดโมแครท กล่าวว่าการโจมตีเสี่ยงอันตรายอย่างไม่สมควร และปราศจากภัยคุกคาม “ที่สมควรชิงโจมตีก่อน”

            วิเคราะห์: เหตุผลข้อนี้คล้ายเดิมที่อิสราเอลกับสหรัฐใช้มาตลอด คิดว่าหากอิหร่านมีนิวเคลียร์และจะใช้ยิงสหรัฐด้วยนิวเคลียร์ จึงต้องชิงลงมือก่อน แต่บางคนไม่เห็นด้วย ไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามจวนตัว อิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ส่วนอาวุธอื่นก็ไม่ร้ายแรงพอที่จะทำลายอิสราเอล กลายเป็นว่าสหรัฐพาตัวเองสู่สงครามใหญ่ ก่อศึกครั้งใหญ่โดยไม่จำเป็น

            หากการตัดสินใจครั้งนี้นำสู่การรบยืดเยื้อเป็นปีหรือหลายปี เท่ากับทรัมป์ 2.0 นำประเทศสู่ความเสี่ยงและสูญเสียครั้งใหญ่โดยไม่จำเป็น

          2. เป็นภัยคุกคามจวนตัวหรือไม่

            ทางการสหรัฐมักอ้างเรื่อง "Imminent Threat" หรือ "ภัยคุกคามจวนตัว" เป็นความชอบธรรมที่จะรบเพื่อป้องกันตัวเอง (Self-Defense) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) มาตรา 51

            ในทางวิชาการจะยึดแนวทางของ Caroline (The Caroline Test) ซึ่งระบุว่าการจะอ้าง "ภัยคุกคามที่กระชั้นชิด" เพื่อใช้กำลังทหารก่อน ต้องเข้าเงื่อนไข 3 ประการ

            คือ Necessity (ความจำเป็น) ภัยนั้นต้องบีบคั้นและท่วมท้น Immediacy (ความกระชั้นชิด) ไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่ และไม่มีเวลารอเพื่อไตร่ตรอง และ Proportionality (ความสมน้ำสมเนื้อ) การตอบโต้ต้องไม่เกินกว่าเหตุเพื่อระงับภัยนั้น

            ภัยคุกคามจวนตัวจึงไม่ใช่แค่ความเป็นปรปักษ์ และไม่ใช่ภัยแฝงตัว (ambient menace) เพื่อใช้เป็นข้ออ้างทำสงครามป้องกันตัวเอง

            การเคลื่อนไหวของฮามาส ฮิซบอลเลาะห์และนโยบายอิหร่าน ขัดผลประโยชน์สหรัฐ แต่ไม่ถึงขั้นให้สหรัฐต้องเข้าทำลาย หลายสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าอิหร่านไม่มีความตั้งใจเข้าปะทะหรือทำสงครามกับสหรัฐแต่อย่างไร

            ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าภัยอิหร่านคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นให้เกินตัว โดยกลุ่มผู้วางหลักนโยบายต่างประเทศ สถาบันวิชาการบางแห่ง รวมทั้งสื่อบางสำนัก พยายามทำให้เห็นภาพร้ายแรงเกินจริง ทั้งเรื่องอิทธิพลอิหร่านต่อตะวันออกกลาง โครงการพัฒนานิวเคลียร์ การสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธ

            ทั้งหมดนี้คือยุทธศาสตร์สร้างศัตรู สหรัฐกับอิสราเอลต้องสร้างศัตรู ใช้เป็นข้ออ้างจัดการศัตรูเพื่อแผ่อำนาจ กอบโกยผลประโยชน์ รัฐบาลทรัมป์มักอธิบายว่าเพื่อความมั่นคงของสหรัฐและของโลก

            ตัวอย่างในอดีตที่เด่นชัดมากสุดคืออิรัก ในตอนนั้นรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช ใช้ภัยคุกคามจวนตัว อ้างว่ารัฐบาลประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนสั่งสมอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) จำนวนมาก รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ โยงกับเรื่องที่รัฐบาลซัดดัมมีประวัติใช้อาวุธเคมีกับประชาชนของตนเอง จึงเห็นว่าเป็นภัยคุกคามที่จวนตัว

            ในเวลาต่อมารัฐบาลบุชยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายข่าวกรอง หลังตรวจไม่พบอิรักมี WMD ทั้งยังเกิดคำถามตามมาว่านอกจากอิรักแล้ว อิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจวนตัวด้วยหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลบุชประกาศว่าทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” (Axis of Evil)

            ประเด็นคือรัฐบาลสหรัฐไม่สนใจและไม่มีใครห้ามได้ จึงใช้เรื่องภัยคุกคามจวนตัวทำสงครามแบบชิงลงมือก่อน ดังที่ทำกับอิหร่านในขณะนี้ เรื่องนี้ส่งผลต่อภาพพจน์สหรัฐในเวทีโลก ส่งผลต่อพันธมิตรอเมริกา และอุดมการณ์ประชาธิปไตย

          3. คนอเมริกัน 63% ชี้ว่าไม่มีเหตุผลมากพอที่จะรบกับอิหร่าน

            24 เมษายน 2026 ผลโพลของ Marquette Law School พบว่าคนอเมริกัน 63% คิดว่าไม่มีเหตุผลมากพอที่จะรบกับอิหร่าน ถ้าแยกเป็นพรรค 94% ของพวกเดโมแครทไม่เห็นด้วย 75% ของพวกไม่สังกัดพรรคไม่เห็นด้วย ที่สวนทางคือ 71% ของพวกรีพับลิกันเห็นด้วยกับสงคราม

            ผู้ตอบแบบสอบถาม 54% ไม่ชอบอิสราเอล 68% ต่อต้านทรัมป์หากคิดเปลี่ยนประเทศอื่นด้วยกำลังทหาร 60% ยอมรับว่าสหรัฐคือตัวการทำให้โลกปั่นป่วน ในขณะที่ 39% คิดว่าสหรัฐกำลังสร้างเสถียรภาพแก่โลก

            เหตุผลทำสงครามและการตีความว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ขึ้นกับข้อมูล การตีความตามแนวคิดต่างๆ ซึ่งไม่จำต้องคิดตรงกัน รัฐบาลคิดอย่างประชาชนคิดอีกอย่าง แต่ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร รัฐบาลทรัมป์ชี้ว่าจำต้องรบและชนะสงครามนี้แล้ว แต่เรื่องนี้ค้านสายตาประชาคมโลก เป็นอีกครั้งที่สหรัฐได้สิ่งที่ต้องการแต่ถูกมองในแง่ลบ นี่คือส่วนหนึ่งที่ชี้ว่าสหรัฐพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์

17 พฤษภาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10773 วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569)

-----------------

 

บรรณานุกรม :

1. Iran and the imminent threat mythology. (2026, March 20). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2026/03/iran-and-the-imminent-threat-mythology/

2. Iran war spreads across region as US, Israel suffer losses. (2026, March 2). Hurriyet Daily News. Retrieved from https://www.com/iran-war-spreads-across-region-as-us-israel-suffer-losses-219468

3. Ismael, Tareq Y., Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History. USA: Pluto Press.

4. Most Americans say there was not sufficient reason to start war in Iran: Polls. (2026, April 24). ABC News. Retrieved from https://abcnews.com/Politics/americans-sufficient-reason-start-war-iran-polls/story?id=132317564

5. Qalibaf answers ten key questions on Iran–US talks in Islamabad. (2026, April 19). Tehran Times. Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/525593/Qalibaf-answers-ten-key-questions-on-Iran-US-talks-in-Islamabad

6. Trump insists he struck Iran on his own terms. (2026, March 4). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/world/trump-us-war-iran-israel-marco-rubio-5968821

7. Trump says end of Iran war will be "mutual" with Netanyahu. (2026, March 9). Times of Oman. Retrieved from https://timesofoman.com/article/169259-trump-says-end-of-iran-war-will-be-mutual-with-netanyahu

8. Washington ignored intel warnings on Iran – Trump’s ex-counterterror chief. (2026, May 9). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/639657-us-israel-iran-war/

-----------------

จากภาษีตอบโต้ของทรัมป์กลายเป็น Trade Act of 1974 (2)

ทรัมป์กำลังหาแนวทางอื่นๆ ที่คล้าย IEEPA เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีเต็มที่จะขึ้นภาษีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ถ้าอยากรู้ทำว่าทำไมจึงชอบวิธีนี้ ต้องคิดให้ไกลว่าเรื่องภาษี

            กำแพงภาษีทรัมป์ 2.0 ถ้ามองผิวเผินคือตัวเลขภาษีสินค้านำเข้า แต่ความจริงแล้วเป็นมากกว่าการขึ้นภาษี เรื่องภาษีเป็นเพียงตัวจุดประเด็นนำประเทศต่างๆ เข้าเจรจาต่อรอง รัฐบาลสหรัฐต้องการเรื่องอื่นๆ มากกว่าภาษี บทความนี้นำเสนอข้อเรียกร้องของทรัมป์เรื่องนำเข้าสินค้า 3 หมวดที่สหรัฐอยากให้ซื้อ ได้แก่ พลังงาน อาวุธ และสินค้าเกษตรบางรายการ โดยมองว่าเป็นการปรับสมดุลการค้า แก้ปัญหาสหรัฐขาดดุล แต่เรื่องนี้เป็นมากกว่าการซื้อขายสินค้าธรรมดา

ยุทธศาสตร์ควบคุมโลกด้วยพลังงานฟอสซิล

            ทรัมป์ 2.0 เน้นการขุดเจาะน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอย่างเต็มที่ (Drill, Baby, Drill) เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การพึ่งพาน้ำมันด้วยตัวเองหรือต้องการส่งออก แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้สหรัฐเป็นผู้ควบคุมราคาพลังงานโลก และใช้พลังงานเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง (Energy Leverage) กับประเทศที่ต้องพึ่งพานำเข้าพลังงาน

            ยกตัวอย่าง สหรัฐพยายามควบคุมพลังงานทั้งระบบของยุโรป

            เมษายน 2025 มีข้อมูลว่าทรัมป์ต้องการให้ยุโรปซื้อ LNG สหรัฐถึงปีละ 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลกกับการระงับการขึ้นภาษีสินค้ายุโรป ปี 2024 ยุโรปนำเข้าพลังงานทุกประเภทรวม 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

            วิเคราะห์: เป้าหมายของทรัมป์ 2.0 ไม่ใช่แค่ลดการขาดดุลการค้าเท่านั้น การซื้อใช้พลังงานสหรัฐถึง 350,000 ล้านดอลลาร์ เท่ากับว่าระบบพลังงานของยุโรปผูกติดกับสหรัฐ เรื่องนี้ผิดหลักความมั่นคงทางพลังงานอย่างร้ายแรง ตามหลักความมั่นคงพลังงานจะต้องพยายามกระจายซื้อจากหลายแหล่งหลายประเทศ แต่รัฐบาลทรัมป์ยืนกรานแนวทางของตน

            เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าแต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐมีเป้าหมายต้องการควบคุมระบบพลังงานโลก เพราะพลังงานเปรียบเสมือนเส้นเลือดทางเศรษฐกิจสังคม หากขาดเลือดทั้งร่างกายจะปั่นป่วน ถึงขั้นเสียชีวิตได้

            เพียงแค่ควบคุมราคาให้ได้ในระดับหนึ่งก็สามารถควบคุมการเติบโตทางเศรษฐกิจ    

            หากยุโรปยอมตามข้อเสนอสหรัฐ เท่ากับยอมอยู่ใต้อิทธิพลสหรัฐอีกนาน

            การที่ทรัมป์ 2.0 ยกประเด็นนี้ เพราะสงครามยูเครนกำลังเข้าสู่ภาวะสงบศึกชั่วคราว ฝ่ายรัสเซียตั้งเงื่อนไขว่าต้องยกเลิกการคว่ำบาตรหรือคลายการคว่ำบาตร การส่งออกพลังงานรัสเซียคือหนึ่งในหัวข้อสำคัญ

            บัดนี้รัฐบาลสหรัฐจึงนำกำแพงภาษีเพื่อกดดันให้ยุโรปซื้อใช้พลังงานของตนต่อไป แม้ LNG จากสหรัฐแพงกว่าของรัสเซียราว 2 เท่า ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจยุโรปถ้วนหน้าเพราะพลังงานเป็นต้นทุนของสินค้าบริการทุกชนิด และกระทบต่อประชาชนโดยตรงที่คนเมืองหนาวต้องใช้พลังงานทำความร้อนในฤดูหนาว

            เป้าหมายการล้มรัฐบาลนิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) สามารถตีความว่าเพื่อน้ำมัน แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐหวังครองน้ำมันเวเนซุเอลาที่มีแหล่งน้ำมันสำรองมากที่สุดของโลก รัฐบาลสหรัฐทุกชุดพยายามเล่นงานรัฐบาลเวเนซุเอลา เช่นเดียวกับสงครามอิหร่าน 2026 ที่อิหร่านเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่ยังไม่ใช่พวกสหรัฐ จึงหวังว่าอิหร่านจะได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับตน

            สังเกตว่ากรณีเวเนซุเอลากับอิหร่านมีจุดตรงกันเรื่องน้ำมันและต้องการให้ได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับสหรัฐ ไม่ต่างจากพวกรัฐอาหรับ

อาวุธสหรัฐที่ต่างชาติซื้อใช้:

            แต่ไหนแต่ไรประเทศผู้ผลิตอาวุธจะขายอาวุธของตนให้กับพันธมิตรหุ้นส่วนเท่านั้น ไม่ขายให้กับฝ่ายตรงข้ามเด็ดขาด การซื้อขายอาวุธเครื่องกระสุนมีความสำคัญไม่เพียงด้านการทหาร ยังสัมพันธ์กับการจัดระเบียบโลก การสร้างขั้วและกระชับอำนาจในขั้วของตน อาวุธที่ซื้อใช้จากมหาอำนาจใดหากขาดกระสุน อะไหล่บำรุงจะกลายเป็นแค่เศษเหล็ก เป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศที่ใช้อาวุธจากมหาอำนาจนั้น

            ยิ่งอียูใช้อาวุธสหรัฐมากเพียงไรเท่ากับยิ่งอยู่ใต้อำนาจควบคุมของสหรัฐมากขึ้นเท่านั้น

            มาตรการข่มขู่ด้วยภาษีได้ผลดีในหลายประเทศ

            ยกตัวอย่าง เมษายน 2025 รัฐบาลเวียดนามประกาศว่าจะนำเข้าสินค้าอเมริกามากขึ้นรวมทั้งอาวุธสงคราม LNG แลกกับการผ่อนผันภาษีทรัมป์ ปรับสมดุลการค้า ทั้งนี้เป็นผลจากการพูดคุยเบื้องต้นกับรัฐบาลทรัมป์ หลังสหรัฐชี้ประเด็นการส่งออกสินค้าจีนที่ผ่านเวียดนาม การทุ่มตลาดสินค้าบางตัว การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

            ข้อตกลงกรกฎาคม 2025 รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐมากขึ้น รับปากว่าจะนำเข้าข้าวสหรัฐมากขึ้น 75% ซื้อสินค้าเกษตรรวม 8,000 ล้านดอลลาร์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ปุ๋ย เอทานอลที่ได้จากพืชผลเกษตร น้ำมันอากาศยาน เครื่องบินโดยสาร Boeing 100 ลำ

            สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐต้องการไม่ใช่แค่แก้ปัญหาขาดดุล แต่ต้องการมากกว่านั้นขึ้นกับการเจรจาต่อรอง ที่น่าตกใจคือประชาชนไม่ทราบไม่เข้าถึงข้อตกลงเหล่านั้นทั้งหมด

ภาษีใหม่ Trade Act of 1974:

            รัฐบาลทรัมป์ 2.0 หันมาใช้กฎหมาย Trade Act of 1974 เป็นหัวใจนโยบายการค้าต่างประเทศของปี 2026 หลังจากที่ศาลสูงสุดตีความทรัมป์ละเมิดกฎหมาย IEEPA มีมาตราสำคัญ คือ

            1) มาตรา 122 (Section 122) เป็นมาตราที่รัฐบาลทรัมป์นำมาใช้ทันทีหลังแพ้คดี มาตรานี้ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีนำเข้าไม่เกิน 15% หรือกำหนดโควตา เพื่อแก้ปัญหา "การขาดดุลชำระเงิน" แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามใช้เกิน 150 วัน (เว้นแต่จะได้รับการขยายเวลาจากสภาคองเกรส)

            ปัจจุบันทรัมป์ใช้มาตรานี้เก็บภาษี 10% ทั่วโลก เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายในช่วงที่รอการสอบสวนมาตราอื่นๆ ให้เสร็จสิ้น

            2) มาตรา 301 (Section 301) เป็นมาตรการที่มุ่งตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยให้อำนาจ USTR (ผู้แทนการค้าสหรัฐ) สอบสวนและตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ "ละเมิดข้อตกลงการค้า" หรือมีนโยบายที่ "ไม่สมเหตุสมผลและเป็นภาระต่อการค้าของสหรัฐ"

            มีนาคม 2026 USTR ได้เริ่มการสอบสวนไทยและอีกหลายประเทศ ในข้อหา "กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง" (Structural Excess Capacity) หากผิดจริงทรัมป์สามารถประกาศขึ้นภาษีตอบโต้เฉพาะรายสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านศาลอีก

            3) มาตรา 201 (Section 201) มาตรานี้มุ่งช่วยเหลืออุตสาหกรรมสหรัฐ ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้า "โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าคู่ค้าทำผิด" เป็นการให้เวลาอุตสาหกรรมในบ้านได้ปรับตัว (เช่น กรณีภาษีแผงโซลาร์เซลล์ หรือเครื่องซักผ้าในอดีต)

            มีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวแต่เข้มข้น เพื่อสกัดกั้นสินค้าจากทุกแหล่งทั่วโลกพร้อมกัน

            4) GSP (Generalized System of Preferences) เป็นการให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่ประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งไทยเคยได้ประโยชน์มหาศาล) ประธานาธิบดีสามารถ "ระงับหรือยกเลิก" สิทธินี้ได้หากประเทศนั้นไม่เปิดตลาดให้สหรัฐอย่างเพียงพอ หรือมีปัญหาเรื่องสิทธิแรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยโดนกดดันมาอย่างต่อเนื่อง

            การกลับมาใช้กฎหมายฉบับปี 1974 จึงเป็นการเปลี่ยนโหมดจาก "สงครามฉุกเฉิน" มาเป็น "สงครามการค้าเชิงโครงสร้าง" ที่มีระเบียบแบบแผนและมีผลผูกพันในระยะยาวมากกว่าเดิม

ทรัมป์ไม่สามารถขึ้นภาษีง่ายๆ:

            แม้ตอนนี้รัฐบาลทรัมป์อาศัยกฎหมาย1974 Trade Act อย่างถูกกฎมาย ผลคือการขึ้นภาษีต้องมีเหตุผลประกอบ ไม่ง่ายเหมือนสงครามการค้าปี 2025 ที่ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีตามใจชอบ ดังที่ทรัมป์เคยกล่าวว่า “ภาษีเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลง ขึ้นหรือลง ขึ้นกับความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน”

            อีกทั้งมาตราต่างๆ มีบัญญัติชัดเจนว่าขึ้นได้เท่าไหร่ มีกำหนดเวลาใช้ ทรัมป์จะขู่ขึ้นทีละ 100% ไม่ได้อีกต่อไป

            ประเด็นที่น่าติดตามคือ ทรัมป์ยังสามารถสร้างประโยชน์แอบแฝงที่มาพร้อมกับ1974 Trade Act ได้มากน้อยแค่ไหน ดังที่มีผู้วิเคราะห์ว่าทรัมป์ใช้ภาษีเพื่อนำประเทศต่างๆเข้ามาเจรจาต่อรอง ในเรื่องอื่นๆ ที่อาจไม่ใช่การค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจ เช่น ให้ซื้ออาวุธสหรัฐมากขึ้น ให้ถอยห่างจากจีน รัสเซีย ฯลฯ ที่รวมการค้าระหว่างประเทศเข้ากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศจึงไม่ใช่การค้าเสรี ที่ยึดถือกลไกตลาดเสรี แต่สัมพันธ์โดยตรงกับการเมืองระหว่างประเทศ สงครามเย็นใหม่ การจัดระเบียบโลกใหม่

            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าสิ่งที่ทรัมป์ 2.0 กำลังทำคือกระชับความเป็นอภิมหาอำนาจด้วยการเจรจาต่อรอง ตามแนวทางสัจนิยม (realism) ตั้งข้อสังเกตว่าอัตราภาษีตอบโต้หรืออัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ที่ตั้งกับหลายสิบประเทศเป็นการคำนวณอย่างหยาบๆ ไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่น่าจะอยู่ที่ภาษีเท่านั้น การนำประเทศต่างๆ เข้ามาเจรจาเป็นเรื่องที่กล่าวถึงมากตั้งแต่ก่อนขึ้นภาษี ถึงกับพูดว่ารัฐบาลทรัมป์จะงดขึ้นภาษีหากคุยกันรู้เรื่อง ถ้าเป็นเช่นนี้ หมายความว่าสหรัฐได้ประโยชน์บางอย่างที่เท่าเทียมหรือมากกว่าภาษีที่ขึ้นใช่หรือไม่

            เรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจน เช่น หลายประเทศเพิ่มสั่งซื้อสินค้า 3 หมวดที่สหรัฐอยากให้ซื้อ ได้แก่ พลังงาน อาวุธ และสินค้าเกษตรบางรายการ

            เมื่อเรื่องถึงศาล รัฐบาลทรัมป์ก็หาวิธีการใหม่ ใช้กฎหมาย Trade Act of 1974 แทน แต่เนื่องจากมีข้อจำกัด ปลายเมษาย 2026 มีข่าวว่ารัฐบาลกำลังหาแนวทางอื่นๆ เพิ่มเติม นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าทรัมป์ต้องการแบบ IEEPA เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีเต็มที่จะขึ้นภาษีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ถ้าอยากรู้ทำว่าทำไมจึงชอบวิธีนี้ ต้องวิเคราะห์ให้ไกลว่าเรื่องภาษี

            ผลโพลของ AP-NORC ที่นำเสนอเมื่อ 22 เมษายน 2026 ชี้ว่าคะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ร่วงหนัก กระทั่งกองเชียร์รีพันลิกันยังแผ่ว เนื่องจากไม่สามารถทำตามที่หาเสียง เงินเฟ้อยังสูง และตอนนี้คือผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

            ไม่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะพูดอย่างไร อธิบายอย่างไร ผลโพลหลายสำนักชี้ตรงกันว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ปลื้มนโยบายเศรษฐกิจ ไม่เห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน 2026 ทรัมป์สามารถเลือกยืนหยัดนโยบายของตนต่อไป แต่ท้ายที่สุดจะส่งผลต่อเลือกตั้งกลางเทอมในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่จะแปลผลว่าคนอเมริกันต้องการอะไรจากนักการเมือง ผู้ปกครอง  

10 พฤษภาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10766 วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569)

-----------------

บรรณานุกรม :

1. American LNG and Trump rolled into Europe: The EU started talking about Russian gas. (2025, April 14). Eurasia Daily. Retrieved from https://eadaily.com/en/news/2025/04/14/american-lng-and-trump-rolled-into-europe-the-eu-started-talking-about-russian-gas

2. Trump announces new tariffs of up to 40% on a growing number of countries. (2025, July 8). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2025/07/07/economy/trump-letters-tariffs

3. Trump pursues new import taxes to replace the tariffs the Supreme Court rejected. (2026, April 29). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/trump-tariffs-supreme-court-trade-import-taxes-bf712c8ab01f99c3a92e91eb74a9d03f

4. Trump’s approval on economy falls in AP-NORC poll, showing new warning signs for president. (2026, April 22). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/trump-approval-iran-economy-cost-of-living-poll-fff492898cc8ff34e11df90ec4837a79

5. Vit Nam seeks US's delayed imposition of new tariffs for negotiations: Deputy PM. (2025, April 4). Vietnam News. Retrieved from https://vietnamnews.vn/politics-laws/1695282/viet-nam-seeks-us-s-delayed-imposition-of-new-tariffs-for-negotiations-deputy-pm.html

6. Vietnam to buy US defence, security products to tackle trade gap. (2025, April 8). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/world/asia-pacific/vietnam-says-buy-american-defence-security-products-trump-tariffs-loom-2025-04-08/

-----------------