ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ทรัมป์ทำสงครามกับสื่อ

5 กุมภาพันธ์ 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7394 วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560)

            ทันทีที่รับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าพวกนักข่าวเป็น “มนุษย์ที่อสัตย์มากที่สุดในโลก” ท่ามกลางการถกเถียงจำนวนผู้เข้าร่วมพิธีรับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้ว่าสื่อมวลชนนำเสนอข่าวบิดเบือนว่ามีผู้เข้าร่วมน้อยกว่าสมัยประธานาธิบดีโอบามาเมื่อปี 2009 ตนเห็นคนเป็นล้าน อาจถึงล้านห้าแสนคน Sean Spicer โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่าเป็นครั้งที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุด ภาพถ่ายผู้เข้าร่วมงานเปรียบเทียบกับปี 2009 นั้นไม่เชื่อไม่ได้ ไม่ตรงความจริง มาตรการรักษาความปลอดภัยใหม่กันหลายแสนคนไม่ให้เห็นปรัมพิธี
            สัปดาห์ต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันอีกครั้งว่าสื่อเหมือน "พรรคฝ่ายค้าน" ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกสื่อมีปัญหา แต่สื่อส่วนใหญ่ไม่ซื่อสัตย์ จอมปลอมและหลอกลวง ทำตัวเหมือนพรรคฝ่ายค้าน ไม่ยุติธรรมต่อตน ตีตราว่าเป็นฝ่ายผิดตั้งแต่ต้น เอ่ยชื่อหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ว่าที่ยอดขายตกก็เพราะคนอ่านชอบตนมากกว่า

ทำไมพยายามทำลายสื่อกระแสหลัก :
การที่รัฐบาลทรัมป์กล่าวโทษโจมตีสื่อมวลชน เหตุผลง่ายๆ คือ สื่อมีอิทธิพลชี้นำความคิด เป็นเครื่องมือกล่อมเกลาทางการเมือง (political socialization)
สภาพที่เกิดขึ้นคือ อะไรที่สื่อนำเสนอตรงข้ามหรือขัดแย้งกับทรัมป์ ประธานาธิบดีจะพูดว่าสื่อนั้นเชื่อถือไม่ได้ ตั้งใจบั่นทอนทำลายตน
            ลองนำเสนอเรื่องที่สนับสนุนรัฐบาล ดูว่าประธานาธิบดีจะชื่นชมแค่ไหน
            ผลเสียร้ายแรงจากการทำสงครามกับสื่อ คือการทำลายวัฒนธรรมการเมือง ตำราอเมริกันมักสอนว่าเหตุผลหนึ่งที่ประชาธิปไตยอเมริกาเข้มแข็งก็เพราะมีวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย รัฐบาลทรัมป์กำลังทำลายวัฒนธรรมเหล่านี้

            สื่อกระแสหลักหลายสำนักออกโรงตอบโต้ บทวิพากษ์หลายบทอธิบายรายละเอียดคำพูดของแต่ละฝ่าย เปรียบเทียบภาพถ่ายเหตุการณ์ มุมมองความเห็นต่างจากรัฐบาล ผู้อ่านเข้าถึงรายละเอียดในหลายมุมมองผ่านสื่อ ยกตัวอย่าง สื่อ The New York Times รายงานผู้ชมทางโทรทัศน์ในสมัยโอบามาปี 2009 มี 38 ล้านคน สมัยเรแกนปี 1981 มี 42 ล้านคน ส่วนของทรัมป์มีเพียง 30.6 ล้านคน
            รัฐบาลทรัมป์ที่ตั้งได้ไม่ถึงเดือนเปิดฉากทำสงครามกับสื่อ มองอีกแง่อาจเป็นการตีฆ้องร้องป่าวให้ชาวอเมริกันสนใจทั้งรัฐบาลกับสื่อกระแสหลัก

            ทรัมป์ใช้ทวิชเตอร์เป็นสื่อประจำตัว ปัจจุบันมีผู้ติดตามทวิชเตอร์ทรัมป์กว่า 21 ล้านคน
            ผลสำรวจของ NBC News/Wall Street Journal เมื่อกลางเดือนมกราคม ผู้ตอบแบบสอบถามเพียงร้อยละ 26 เห็นด้วยกับการที่ประธานาธิบดีสื่อสารทางทวิชเตอร์ เพราะเป็นช่องทางตรง แต่ร้อยละ 69 ไม่เห็นด้วย เพราะอาจขาดการไตร่ตรอง ในจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด เพียงร้อยละ 9 ที่สนับสนุนเต็มที่ ร้อยละ 55 ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
            แม้ผลสำรวจชี้ว่าคนทั่วไปอยากให้ประธานาธิบดีเลิกใช้ทวิชเตอร์ ทรัมป์ทวิชข้อความว่า “ผมไม่ชอบการทวิช ผมมีเรื่องอื่นๆ ที่ควรทำ” แต่ที่ต้องใช้ทวิชเตอร์ต่อก็เพราะว่า “สื่อไม่รายงานความจริง ... เป็นวิธีเดียวที่ผมสามารถตอบโต้ เมื่อคนอื่นเข้าใจผมผิด” เป็นช่องทางที่สามารถสื่อสารสิ่งที่ต้องการจริงๆ จะเลิกใช้ทวิชเตอร์ก็ต่อเมื่อสื่อรายงานอย่างเที่ยงตรง
            น่าเห็นใจที่สื่อหลายสำนักมักเสนอข่าวด้านลบของทรัมป์ ทวิชเตอร์ส่วนตัวเป็นช่องทางเดียวที่สามารถพูดในสิ่งที่ตรงใจมากที่สุด

            ในอีกแง่หนึ่ง แท้ที่จริงแล้วรัฐบาลมีสื่อของรัฐ มีช่องทางสื่อสารมากมาย อีกทั้งสื่อทั่วไปพร้อมจะรายงานข่าวของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเลือกที่ใช้ทวิชเตอร์ต่อไป
            ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ทรัมป์กำลังทำลายสื่อกระแสหลัก ไม่ให้สังคมสนใจ ไม่ให้คุณค่ากับสื่อกระแสหลัก ขอให้ทุกคน “ติดตามข้อความ” จากทวิชเตอร์ของทรัมป์โดยตรง
            หากทุกคนติดตามจากทวิชเตอร์อย่างเดียว จะไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร คำวิจารณ์จากผู้เห็นต่าง นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างการรับข่าวสารรัฐบาลจากสื่อทั่วไปกับการติดตามทวิชเตอร์ของประธานาธิบดี

            สถานการณ์ในขณะนี้คือสื่อกระแสหลักรายงานข่าวโดยหยิบข้อความทวิชเตอร์ของทรัมป์ พร้อมกับแหล่งข่าวจากฝ่ายอื่นๆ ความคิดเห็นทั้งสนับสนุนกับต่อต้าน
            ข้อเสียอีกประการคือบดบังบทบาทของรัฐมนตรี ทีมโฆษก ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือบางครั้งขัดแย้งกัน ทำให้สังคมไม่แน่ใจว่าควรเชื่อทวิชจากประธานาธิบดีหรือถ้อยแถลงของรัฐมนตรี ทรัมป์อาจตอบว่านี่คือกลยุทธ์ทำให้ฝ่ายตรงข้ามคาดเดาไม่ได้ (unpredictable) แต่หลายประเด็นเป็นเรื่องภายในประเทศโดยตรง สังคมไม่แน่ใจทิศทางนโยบาย และไม่แน่ใจว่าจะเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ เพราะทุกอย่างอยู่ในภาวะ “คาดเดาไม่ได้”

ห้ามคนคิดต่าง :
            ข้อสรุปเชิงหลักการคือ ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่อยากเห็นการคิดต่าง โดยเฉพาะสื่อกระแสหลักที่มีอิทธิพลต่อสังคม ถ้ามองจากแง่ทรัมป์การที่สื่อคิดต่างคือขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ความจริงแล้วสื่อแต่ละสำนักมีอุดมการณ์ของตน พูดง่ายๆ คือมีทั้งสื่อที่อิงฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ในช่วงเลือกตั้งมีทั้งสื่อที่สนับสนุนผู้สมัครรีพับลิกันกับที่สนับสนุนเดโมแครท เป็นเช่นนี้มานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งเกิดในยุคทรัมป์
            เช่นเดียวกับที่ชาวอเมริกันคุ้นเคยกับสภาพเช่นนี้ สังคมมีความคิดหลากหลาย ให้ความคิดต่างเป็นโอกาสอภิปราย เรียนรู้การเมือง นี่คือประชาธิปไตย
แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่คิดว่าการเห็นต่างเป็นความงดงามของพหุสังคม แทนที่จะสรุปง่ายๆ ว่าสื่อหลอกลวง ไม่ยุติธรรมต่อตน น่าจะเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้อภิปรายรายละเอียดว่าสิ่งที่ถูกต้องกว่า ดีกว่า งดงามกว่าคืออะไร ไม่ควรสรุปสั้นๆ แต่เพียงว่าสื่อเชื่อถือไม่ได้ แล้วก็จบ

ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ :
หลังการโต้ตอบ 2 วันว่าอะไรจริงอะไรเท็จ Sean Spicer โฆษกทำเนียวขาวกล่าวว่า “เราตั้งใจที่จะไม่โกหกคุณ” “ผมเชื่อว่าเราต้องซื่อสัตย์ต่อชาวอเมริกัน บางครั้งอาจคิดเห็นไม่ตรงกันว่าอะไรคือข้อเท็จจริง” บางครั้งบางเรื่องเราก็ไม่อาจเข้าใจครบถ้วน แต่ทั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจที่จะโกหกคุณ
หลังการถกเถียงอย่างดุเดือด ท้ายที่สุดรัฐบาลทรัมป์ไม่พูดอีกว่าข้อเท็จจริงคืออะไร (จำนวนคนเข้าร่วมพิธีรับตำแหน่งประธานาธิบดี) ยืนยันไม่คิดจะพูดเท็จ ที่พูดต่างกันเป็นเพราะเข้าใจต่างกัน โดยไม่ยอมสรุปว่าใครพูดถูกผิด สภาพเช่นนี้ทำให้สังคมไร้คำตอบชัดว่าข้อเท็จจริงคืออะไร กลายเป็นมีข้อสรุป 2 ชุดที่แตกต่างกัน ขึ้นกับว่าใครจะเชื่ออะไร ใครจะเชื่อของใคร ดังที่บางคนบอกว่าเป็นข้อเท็จจริงอีกชุดหนึ่ง (alternative fact)

ประเด็นจำนวนผู้เข้าร่วมและรับชมพิธีรับตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเพียงประเด็นแรก (ถ้าเริ่มนับจากเป็นประธานาธิบดี) น่าคิดว่านับจากนี้จะมีอีกกี่เรื่องกี่ประเด็น ที่สังคมอเมริกันกับสังคมโลกจะตั้งคำถามว่าอะไรจริงอะไรเท็จ ข้อสรุปคืออะไรกันแน่
เป็นงานหนักสำหรับผู้ใฝ่หาความจริง

ต้องไม่ลืมว่านี่คือสหรัฐอเมริกา ประเทศที่รัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับเสรีภาพ รวมทั้งเสรีภาพของสื่อ รัฐบาลที่เป็นของประชาชน ทำหน้าที่เพื่อประชาชน
ดังที่ตำราอเมริกันสอนว่า คำว่าเสรีภาพ (liberty) หมายถึงเสรีภาพอันเนื่องจากปลอดการควบคุมของรัฐบาล รวมถึงเสรีภาพทางเศรษฐกิจ รัฐบาลมีอำนาจจำกัด
หลักปกครองให้ความสำคัญกับเสรีภาพส่วนบุคคลมากที่สุด เสรีภาพส่วนบุคคลเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่ชาวอเมริกันจะต้องปกป้องด้วยชีวิต ทำสงครามเพื่อสิ่งนี้ บนพื้นฐานความเชื่อว่าปัจเจกบุคคลสามารถคิดและตัดสินใจอย่างถูกต้อง ดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย สามารถเลือกเป้าหมายของตนเอง และด้วยสิ่งนี้สังคมจะก้าวหน้า
            รัฐต้องไม่แทรกแซงสื่อ ไม่ปิดกั้นสื่อ เว้นแต่มีเหตุผลอันสมควรว่าควรหยุดการพูดนั้น เช่น คำพูดเท็จและส่อว่าคำพูดนั้นตั้งใจทำลายอีกฝ่าย คำพูดแง่ลบและส่อว่าจะทำร้ายอีกฝ่ายตามคำพูดนั้น ภาพอนาจาร โฆษณาที่ไม่เป็นความจริงหรือชี้นำให้เข้าใจผิด (หลักการแต่ละข้อมีรายละเอียดซับซ้อน)
            เสรีภาพการพูดเป็นดัชนีชี้วัดระดับความเป็นประชาธิปไตย

รัฐบาลน่าจะเป็นฝ่ายที่ใช้สื่อมากที่สุด :
            โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลคือสถาบันที่ใช้สื่อมากที่สุด พยายามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายตนให้มากที่สุด
            ถ้าพูดในแง่บวก รัฐบาลพยายามให้ข้อมูล ให้ความเข้าใจ เพื่อประชาชนจะคิดเห็นตรงกับรัฐบาล สังคมมีเอกภาพ ประชาชนให้ความร่วมมือ ถ้าพูดแง่ลบ รัฐบาลพยายามโน้มน้าว ชี้นำความคิดประชาชน ให้เชื่อและเห็นด้วยกับรัฐบาล ทั้งๆ ที่หลายครั้งบิดเบือนข้อเท็จจริง บิดเบือนหลักการ ปิดกั้นการแสดงออกของฝ่ายตรงข้าม
            ในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช (George W. Bush) รัฐบาลใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อให้สื่อทุกแขนงนำเสนอเรื่องราวสนับสนุนต่อต้านก่อการร้าย สื่อหลายสำนักที่ต่อต้านบุชในช่วงเลือกตั้งหันกลับมาเชิดชูประธานาธิบดีเต็มกำลัง สังคมโลกมารู้ทีหลังว่ารัฐบาลบุชใช้ข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือเป็นข้ออ้างทำสงครามต่อต้านก่อการร้าย

ถ้าย้อนหลังตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง สื่อกระแสหลักมักแสดงข่าวด้านลบของทรัมป์ บัดนี้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว ดูเหมือนว่ารัฐบาลทรัมป์ต้องการเวลาเพื่อปรับตัวเข้าสื่อ สงครามกับสื่อกระแสหลักจะสิ้นสุดหรือไม่ มีอะไรที่ซับซ้อนกว่านี้หรือไม่
ถ้าวิเคราะห์ถึงที่สุด ทั้งคู่เป็นมิตรกับศัตรูพร้อมๆ กัน สิ่งที่เห็นในขณะนี้อาจไม่ใช่ความจริงแท้ทั้งหมด เป็นเรื่องที่ต้องติดตามระยะยาว
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง
จากนี้อีก 4 ปี ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ในวัย 70 จะต้องเผชิญเรื่องยากๆ อีกมากมาย เรื่องที่เขาไม่รู้ ไม่เคยคิดถึงมาก่อน สังคมอเมริกันที่ให้เสรีกับการวิพากษ์วิจารณ์ สังคมโลกที่จะร่วมวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน ประวัติศาสตร์กำลังบันทึกว่าทรัมป์เป็นประธานาธิบดีที่ได้รับความชื่นชมหรือคนที่โลกประณาม คงเป็นงานสำคัญชิ้นสุดท้ายสำหรับนักสู้ที่ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์

บรรณานุกรม :
1. Bardes, Barbara A., Shelley, Mack C., & Schmidt, Steffen W. (2012). American Government and Politics Today: Essentials (2011 - 2012 Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
2. Davis, Julie Hirschfeld., Rosenberg, Matthew. (2017, January 21). With False Claims, Trump Attacks Media on Turnout and Intelligence Rift. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/01/21/us/politics/trump-white-house-briefing-inauguration-crowd-size.html
3. Fandos, Nicholas. (2017, January 22). White House Pushes ‘Alternative Facts.’ Here Are the Real Ones. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/01/22/us/politics/president-trump-inauguration-crowd-white-house.html?_r=0
4. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
5. Greenberg, Edward S., Page, Benjamin I. (2009).The Struggle for Democracy (9th Ed.). USA: Pearson Education.
6. Harwood, John. (2017, January 18). 69% of Americans call Trump's Twitter habit a 'bad thing,' says NBC-WSJ poll. CBNC. Retrieved from http://www.cnbc.com/2017/01/17/69-of-americans-call-trumps-twitter-habit-a-bad-thing-says-nbc-wsj-poll.html
7. Jaffe, Alexandra. (2017, January 23). White House Press Secretary Sean Spicer: ‘Our Intention Is Never to Lie to You’. NBC News. Retrieved from http://www.nbcnews.com/politics/white-house/white-house-press-secretary-sean-spicer-our-intention-never-lie-n710966?cid=sm_fb_nbcnews
8. Magleby, David B., Light, Paul C. (2009). Government by the People (23rd Ed.). USA: Pearson Education.
9. Sommerfeldt, Chris. (2017, January 28). President Trump defends Steve Bannon, slams the media as the ‘opposition party’.  New York Daily News. Retrieved from http://www.nydailynews.com/news/politics/trump-defends-bannon-slams-media-opposition-party-article-1.2957936
10. Trump says tweeting his only way to counteract dishonest media. (2017, January 18). TASS. Retrieved from http://tass.com/world/925685
11. ‘War with media’: Trump press team defend ‘alternative facts’. (2017, January 23). France24/Reuters. Retrieved from http://www.france24.com/en/20170123-war-with-media-trump-administration-rolls-out-alternative-facts
-----------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

อุดมการณ์ทางการเมือง (1) นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย
อุดมการณ์ทางการเมือง
“นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง”
1.ความหมายของอุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) มีผู้นิยามหลากหลาย 1.1.หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ที่มีแบบแผนเกี่ยวกับหลักการและคุณค่าทางการเมือง เป็นความคิดความเชื่อที่มีแนวทางแน่นอน มีเหตุผล มีจุดหมายปลายทาง และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์พยายามจะดำเนินการให้สัมฤทธิผล 1.2.หมายถึง ความคิดความเชื่อที่ทำให้เกิดกลไกควบคุม เพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งความคิดความเชื่อนั้น 1.2.1.เช่นอุดมการณ์มาร์กซิสม์ ก่อให้เกิดพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อสร้างและควบคุมให้การปกครองบรรลุเป้าหมายของอุดมการณ์ 1.2.2.อุดมการณ์ประชาธิปไตย คือ การเพิ่มพูน ปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคล ทำให้เกิดไกกลต่างๆ เช่น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ การลงมติ เพื่อรักษาความเป็นประชาธิปไตย 1.3.อุดมการณ์มิใช่เป็นเพียงปรัชญาการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองจะเรียกร้องให้มีการกระทำจากผู้ศรัทธาในอุดมการณ์ เกิดความรู้สึกว่าถูกต้องที่จะกระทำตามนั้น อุดมการณ์ทางการเมืองมักจะเชื่อมโยงกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ 1.4.สมเกียรติ วันท…