ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ทรัมป์ยืนยันยึดมั่นสัมพันธ์สหรัฐ-ยุโรป

คำขู่ของทรัมป์ : ตั้งแต่ช่วงหาเสียง โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) พูดแง่ลบต่อนาโตอย่างรุนแรง เห็นว่าล้าสมัยและให้ความสำคัญต่อการต่อต้านก่อการร้ายน้อยเกินไป ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐต้องจ่ายเงินสนับสนุนมากเกิน ไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้ ในขณะที่ชาติสมาชิกอื่นๆ แบกรับภาระน้อยเกินไป ไม่ยุติธรรมต่อสหรัฐ ดังนั้นหากชาติสมาชิกนาโตไม่ช่วยแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จะขอพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต และถ้าการทำเช่นนี้เป็นเหตุให้นาโตแตกก็ให้แตกไปเลย
            ประธานาธิบดีทรัมป์วิพากษ์พันธมิตรยุโรปอีกหลายเรื่อง ด้านนักวิเคราะห์กับสื่อฝั่งยุโรปวิพากษ์กลับว่ารัฐบาลทรัมป์มีความเป็นประชาธิปไตยมากเพียงใด กำลังกลายเป็นพวกอำนาจนิยมใช่หรือไม่ ความสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติกกระเทือนอย่างเห็นได้ชัด
            กลางเดือนกุมภาพันธ์ Jim Mattis รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐออกแถลงการณ์ยื่นคำขาดว่า หากชาติสมาชิกนาโตไม่เพิ่มงบกลาโหมให้ถึงเป้าหมาย สหรัฐอาจปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์กับประเทศนั้น “ถ้าประเทศคุณไม่อยากให้อเมริกาลดพันธะการเป็นพันธมิตร แต่ละประเทศจะต้องแสดงออกว่าสนับสนุนความมั่นคงร่วม”
            ปัจจุบันมีเพียง 5 ชาติจากสมาชิกทั้งหมด 28 ประเทศที่ใช้จ่ายตามเป้าหมาย และเห็นว่าการที่รัสเซียยึดไครเมียเมื่อปี 2014 เป็นหลักฐานชี้ว่ารัสเซียกำลังคุกคามตะวันตก

ยุโรปที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น :
Jean-Claude Juncker ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) กล่าวหลังแถลงการณ์ของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐว่า ยุโรปไม่ควรเพิ่มงบกลาโหมตามแรงผลักดันจากสหรัฐ การเมืองสมัยใหม่มีเรื่องอื่นๆ มากกว่าการป้องกันประเทศ เช่น การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับการพัฒนาประเทศ อเมริกาพูดทำนองนี้มาหลายปีแล้ว ผมไม่เห็นด้วยเลย ไม่ควรมองความมั่นคงในกรอบแคบๆ ว่าคือเรื่องการทหาร ประเทศจะมั่นคงหรือไม่ ไม่ขึ้นกับการมีกองทัพเท่านั้น ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ อีกมาก และเห็นว่าประธานาธิบดีทรัมป์อาจต้องใช้เวลาอีก 2 ปีกว่าจะเรียนรู้รากฐานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ไม่นานก่อนหน้านี้ เทเรซา เมย์ (Theresa May) นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวว่า อังกฤษกับอเมริกาจะไม่ก่อสงครามที่ล้มเหลวอีก “เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของเราในโลกนี้” แต่ทั้ง 2 ประเทศจะไม่นิ่งเฉยหากเผชิญภัยคุกคามแท้ๆ ถึงเวลาแล้วที่ 2 ประเทศจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ และ “นำพร้อมกัน อีกครั้ง” เพื่อผลประโยชน์ของทั้งคู่ ปกป้องค่านิยมของตน
            นายกฯ เมย์กล่าวถึงสงครามที่ล้มเหลว เพื่อเอ่ยถึงการทำสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัมแห่งอิรัก ที่มีข้อสรุปชัดเจนแล้วว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิด
รายงานการไต่สวนกรณีอิรัก (The Iraq Inquiry) เมื่อปี 2016 ได้ข้อสรุปว่าแท้จริงแล้วยังไม่จำต้องเปิดฉากทำสงครามต่ออิรัก แม้ซัดดัม ฮุสเซนเป็นจอมเผด็จการผู้โหดเหี้ยมก็ตาม การตัดสินใจส่วนตัวของนายกฯ โทนี แบลร์ (Tony Blair) เป็นเหตุให้อังกฤษเข้าสู่สงคราม เอกสารที่รัฐบาลแบลร์เสนอต่อสภาล่างเมื่อกันยายน 2002 ไม่มีน้ำหนักพอที่จะสรุปว่าโครงการอาวุธเคมีกับชีวภาพของอิรักกำลังเติบใหญ่
หลักฐานที่พยายามชี้ว่าอิรักมีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction: WMD) นั้นไม่ถูกต้อง เพราะก่อนนั้นมีข้อมูลว่ารัฐบาลอิรักได้ทำลายหมดแล้ว การทำสงครามกับอิรักจึงเป็นแผนที่มาจาก “ข่าวกรองและการประเมินผลที่บกพร่อง”
หลังพยายามค้นหา WMD อยู่หลายปีจากหลายทีม ในที่สุดรัฐบาลบุชยอมรับว่าแท้จริงแล้วอิรักไม่มี WMD นายพล Colin Powell ยอมรับว่าสหรัฐไม่มีหลักฐานใดๆ พิสูจน์ว่ารัฐบาลซัดดัมมีความเชื่อมโยงกับพวกอัลกออิดะห์ ที่ผ่านมาเป็นเพียงข้อสงสัยเท่านั้น
สงครามเป็นเหตุให้ชาวอิรักอย่างน้อย 150,000 คนเสียชีวิต (ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน) มากกว่า 1 ล้านคนต้องอพยพย้ายถิ่น เป็นต้นเหตุหลายปัญหาที่สืบเนื่องจนถึงทุกวันนี้
สนใจคลิกที่รูป

อิสลามศาสนาแห่งสันติ :
            ในเรื่องต่อต้านก่อการร้ายที่รัฐบาลทรัมป์กำลังให้ความสำคัญ นายกฯ เมย์กล่าวว่าต้องแยกระหว่าง “อุดมการณ์สุดโต่งและการจงเกลียดจงชัง” ของพวกมุสลิมสุดโต่ง กับ “อิสลามศาสนาแห่งสันติ และผู้ยึดถือศาสนานี้หลายร้อยล้านคน” เฉพาะอังกฤษมีมุสลิมหลายล้าน และตกเป็นเหยื่อของอุดมการณ์อันโหดร้าย
ในทำนองเดียวกัน นางอังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่าอิสลาม “ไม่ใช่ต้นเหตุก่อการร้าย” อีกทั้งการต่อสู้กับพวกสุดโต่งจำต้องอาศัยความร่วมมือจากชาติมุสลิม รวมทั้งประเทศอื่นๆ อย่างรัสเซียด้วย

            ประเทศในยุโรปแม้แตกต่าง มีเป้าหมายผลประโยชน์คล้ายบ้างต่างบ้าง และถึงขั้นขัดแย้งในบางเรื่อง แต่เมื่อเผชิญการท้าทายยิ่งใหญ่ พวกเขาสามารถรวมตัวกันได้ ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐหรือมหาอำนาจอื่นจะหยิบยื่นผลประโยชน์หรือข่มขู่อย่างไร ความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับความมั่นคงในหมู่ประเทศยุโรปยังคงอยู่ต่อไป และน่าจะเป็นประโยชน์ยั่งยืนมากกว่า
            ในสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงนโยบายต่อต้านก่อการร้ายว่า เรากระชับพันธมิตรเก่าและสร้างมิตรใหม่ จะร่วมกับโลกอารยะต่อต้านก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง (radical Islamic terrorism) จะทำลายพวกนี้ให้สูญสิ้นจากแผ่นดินโลก
            นโยบายของรัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้ม “เหมารวม” มองแง่ลบต่อมุสลิมทุกคน แต่ฝั่งยุโรปไม่คิดเช่นนั้น การจะ กระชับพันธมิตรเก่าและสร้างมิตรใหม่เพื่อร่วมต่อต้านก่อการร้ายดูเหมือนไม่ง่ายอย่างที่คิด และอาจส่งผลลบต่อสหรัฐยิ่งขึ้นหากรัฐบาลทรัมป์ตัดสินโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ บริบทโลกปัจจุบันเปลี่ยนจากอดีตแล้ว

สหรัฐถดถอย ยืนยันสัมพันธ์ :
            18 กุมภาพันธ์ (3 วันหลังคำขู่ของรัฐมนตรีกลาโหม) รองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ (Mike Pence) เดินทางมายุโรป กล่าวยืนยันการเป็นพันธมิตรกับยุโรป ระบุว่าหลักนโยบายต่างประเทศสหรัฐยังคงเดิม “ขอจงมั่นใจว่าสหรัฐอเมริกายังเป็นเช่นเดิมในวันนี้และจะเป็นพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมที่สุดของท่านเสมอ” และให้มั่นใจว่าประธานาธิบดีทรัมป์กับชาวอเมริกันจะยึดมั่นเอกภาพ 2 ฝั่งแอตแลนติก
            ไม่ถึงเดือนหลังทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ท่าทีของทรัมป์ต่อนาโตเริ่มเข้าร่องเข้ารอยใกล้เคียงรัฐบาลสหรัฐชุดก่อนๆ รัฐบาลทรัมป์ไม่ทิ้งนาโตตามคำขู่
น่าทบทวนว่าการใช้วิธีข่มขู่รุนแรงแบบทรัมป์ให้ผลดีหรือเสียมากกว่า และควรมองย้อนหลังตั้งแต่การมุ่งหาเสียงด้วยถ้อยคำรุนแรงตามแนวทางแบบทรัมป์ ว่าส่งผลลบต่อภาพลักษณ์ประเทศ ผลประโยชน์แห่งชาติอย่างไร
            ท้ายที่สุด นอกจากภาพลักษณ์เชิงลบ กระทบความสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติก สหรัฐคงไม่ได้แม้แต่เรื่องที่ต้องการให้ชาติสมาชิกฝั่งยุโรปเพิ่มงบประมาณเป็นร้อยละ 2 ของจีดีพี
            นี่คืออีกประเด็นต้นๆ ที่รัฐบาลทรัมป์สร้างความเสียหายต่อประเทศ ต่อชาวอเมริกันใช่หรือไม่

รัสเซียคือประเทศสำคัญ :
            ท่ามกลางเสียงคัดค้าน เป็นไปได้หรือไม่ว่าการพยายามคืนดีกับรัสเซียเป็นแผนการคิดไว้แล้ว โดยเฉพาะในยามที่ยุโรปถอยห่างจากสหรัฐ แท้จริงแล้วการคืนดีกับรัสเซียเป็นประโยชน์ต่อยุโรป ทำให้ขั้วอารยธรรมตะวันตกสมบูรณ์
            น่าติดตามว่ารัฐบาลปูตินจะยอมจับมือกับรัฐบาลทรัมป์หรือไม่ แนบแน่นเพียงใด จะถึงกับร่วมกันปิดล้อมจีน รุกคืบในตะวันออกกลางหรือไม่
            สำหรับผู้ติดตามนโยบายต่างประเทศสหรัฐมายาวนาน คำถามแรกที่เกิดขึ้นคือ เชื่อใจสหรัฐได้แค่ไหน ถ้าคิดแบบผลประโยชน์ต่างตอบแทน ต้องถามต่อว่ารัสเซียได้ประโยชน์สมน้ำสมเนื้อหรือไม่ ระเบียบโลกในระยะยาวจะเป็นอย่างไร เมื่อถึงเวลานั้นรัสเซียจะสามารถอยู่อย่างมีเกียรติสมศักดิ์ศรีหรือไม่ หรือจะกลายเป็นอีกประเทศที่ตกเป็นเบี้ยล่าง
            สังคมโลกจะได้คำตอบเหล่านี้ประธานาธิบดีปูตินในไม่อีกกี่เดือนข้างหน้า
            และถ้าพิจารณาจากท่าทีของยุโรปต่อสหรัฐ น่าจะเป็นข้อมูลว่ารัฐบาลปูตินควรตัดสินใจอย่างไร
            จะเห็นว่า ความเข้มแข็งของ Pax Americana ภายใต้รัฐบาลทรัมป์อ่อนแอลงชัดเจน ยุโรปไม่ใช่ส่วนหนึ่งที่แนบแน่นกับอเมริกาภายใต้ขอารยธรรมตะวันตกอย่างที่ เซมวล พี. ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) พูดถึง อย่างน้อยไม่ใช่ในระยะนี้

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ผ่านมา รองประธานาธิบดีเพนซ์กล่าวในโอกาสเยือนกองบัญชาการนาโตที่กรุงบรัสเซลส์ หวังว่าชาติสมาชิกนาโตทั้งหลายจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึงเป้าภายในสิ้นปี 2017 มิฉะนั้นสหรัฐจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งยังไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ความอดทนของชาวอเมริกันมีจำกัดแน่นอน
            ไม่ว่ารองประธานาธิบดีเพนซ์จะพูดขึงขังอย่างไร ท่านไม่ได้เอ่ยเรื่องสหรัฐจะถอนตัวจากนาโต และเมื่อถึงวันกำหนดเส้นตายอาจเป็นอีกครั้งที่ตอกย้ำความอ่อนแอของรัฐบาลทรัมป์
            นาโตไม่ได้ล้าสมัย แต่ไม่ตามใจสหรัฐเหมือนดังสมัยสงครามเย็นอีกแล้ว นาโตไม่ใช่เครื่องมือให้สหรัฐปิดล้อมค่ายคอมมิวนิสต์ เป็นพื้นที่เสี่ยงสงครามนิวเคลียร์ เป็นแนวหน้าของสมรภูมิ เพื่อตอบสนองสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐเรียกว่าเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของชาวอเมริกัน
26 กุมภาพันธ์ 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7415 วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560)
-----------------------
ประชาสัมพันธ์ :
จองโรงแรมที่พักกับ Booking.com
728*90
บทความที่เกี่ยวข้อง 
'นาโตล้าสมัย' หรือ 'ไม่ตามใจสหรัฐ'?
คำว่านาโตล้าสมัยเป็นคำพูดที่บิดเบือน เพราะนาโตปรับปรุงเรื่อยมา แต่ที่พูดว่าล้าสมัยเป็นเพราะไม่ตรงตามความต้องการของรัฐบาลสหรัฐ เป็นโจทย์ที่ฝั่งยุโรปต้องหาคำตอบว่าควรพึ่งพาสหรัฐหรือควรเป็นอิสระมากขึ้น แต่เนื่องจากสมาชิกปัจจุบันแตกต่างหลากหลาย ไม่อาจให้คำตอบง่ายๆ และไม่ตรงความต้องการสหรัฐเต็มร้อย ที่สุดแล้วนาโตน่าจะคงอยู่ต่อไป เพราะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากกว่า

บรรณานุกรม:
1. 5 revelations from Chilcot’s damning report into the Iraq war. (2016, July 6). RT. Retrieved from https://www.rt.com/uk/349672-chilcot-findings-iraq-blair/
2. Bazian, Hatem. (2017, January 30). Trump's war on Islam and clash of civilization wrecking crew! Daily Sabah. Retrieved from http://www.dailysabah.com/columns/hatem-bazian/2017/01/30/trumps-war-on-islam-and-clash-of-civilization-wrecking-crew
3. Birnbaum, Michael., Parker, Ashley. (2017, February 18). Pence and Merkel embrace NATO but differ on transatlantic partnership. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/pence-and-merkel-embrace-nato-but-differ-on-transatlantic-partnership/2017/02/18/909c6a92-f55c-11e6-9fb1-2d8f3fc9c0ed_story.html
4. Committee of Privy Counsellors. (2016, July 6). The Report of the Iraq Inquiry: the Executive Summary. Retrieved from http://www.iraqinquiry.org.uk/media/246416/the-report-of-the-iraq-inquiry_executive-summary.pdf
5. Culley, Jeremy. (2017, February 19). Angela Merkel says Europe must take MORE refugees and Islam 'isn't source of terror'. Daily Star. Retrieved from http://www.dailystar.co.uk/news/latest-news/589410/Angela-Merkel-more-refugees-Syria-Iraq-German-chancellor-terrorism-ISIS
6. Engdahl, William. (2004). A Century of War: Anglo-American Oil Politics and the New World Order, (Revised Ed.). London: Pluto Press.
7. EU must not let US push it to increase military spending – Juncker. (2017, February 17). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/377691-juncker-us-europe-military-demands/
8. FULL TEXT: President Donald Trump's Inauguration Speech. (2017, January 20). ABC News. Retrieved from http://abcnews.go.com/Politics/full-text-president-donald-trumps-inauguration-speech/story?id=44915821
9. Harding, Luke. (2016, July 6). Chilcot delivers crushing verdict on Blair and the Iraq war. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/uk-news/2016/jul/06/chilcot-report-crushing-verdict-tony-blair-iraq-war
10. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
11. Lamothe, Dan., Birnbaum,  Michael. (2017, February 15). Defense Secretary Mattis issues new ultimatum to NATO allies on defense spending. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/news/checkpoint/wp/2017/02/15/mattis-trumps-defense-secretary-issues-ultimatum-to-nato-allies-on-defense-spending/
12. Theresa May: UK and US cannot return to 'failed' interventions. (2017, January 27). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/uk-politics-38747979
13. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html
14. Trump predicts "very massive recession" in U.S. (2016, April 3). CNBC/Reuters. Retrieved from http://www.cnbc.com/2016/04/03/trump-predicts-very-massive-recession-in-us.html
15. US patience 'won't endure forever': Pence tells NATO to spend more, or else. (2017, January 21). RT. Retrieved from https://www.rt.com/usa/377972-pence-nato-russia-ukraine/
---------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

American exceptionalism กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (1)

เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแสดงสุนทรพจน์ที่เกี่ยวข้องนโยบายต่างประเทศมักจะมีการเอ่ยถึงAmerican exceptionalism หรือหลักการที่อยู่ภายในลัทธิหรือแนวคิดดังกล่าว แม้เป็นคำที่มีการพูดถึงแต่ในทางวิชาการเป็นที่ถกเถียงในความหมาย การตีความ การนำไปใช้ เนื่องจากลัทธิหรือแนวคิดนี้ขาดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ อีกทั้งพบว่าบ่อยครั้งผู้ใช้แต่ละคนจะใช้ในความหมายที่แตกต่างกันด้วยเหตุผลเฉพาะเจาะจง ในที่นี้จะอธิบายความหมาย การนำไปใช้ ผลที่เกิดขึ้นทั้งด้านบวกด้านลบ และข้อวิพากษ์ (หมายเหตุ : เนื่องจากความยาวของบทความ จึงแบ่งออกเป็น 3 ตอน)
นิยาม American exceptionalism คือ ลัทธิความเชื่อว่าคนอเมริกันนั้นมีความพิเศษเหนือชนชาติอื่น มีรากฐานมาจากสองแนวคิดคือ อเมริกาเป็นประเทศที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ กับอเมริกาเป็นประเทศที่พิเศษกว่าประเทศอื่นๆ             คำว่า ‘แตกต่าง’ หมายถึงการแตกต่างจากชาติชนชาติอื่นๆ แม้บรรพบุรุษชาวอเมริกันคือชนชาติที่สืบเชื้อสายจากยุโรป แต่คนเหล่านี้ได้พัฒนาค่านิยมวัฒนธรรมของตนเองแตกต่างจากชาวยุโรป ชาวอเมริกันมีจุดเริ่มต้นที่ต้องการเป็นเสรีชน ชนชาติที่ไร้ชนชั้น สังคมปราศจากการแบ่งแยกหรือการต่อส…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (1) นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง

หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ที่มีแบบแผนเกี่ยวกับหลักการและคุณค่าทางการเมือง เป็นความคิดความเชื่อที่มีแนวทางแน่นอน มีเหตุผล มีจุดหมายปลายทาง และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์พยายามจะดำเนินการให้สัมฤทธิผล
“นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง”
1.ความหมายของอุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) มีผู้นิยามหลากหลาย 1.1.หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ที่มีแบบแผนเกี่ยวกับหลักการและคุณค่าทางการเมือง เป็นความคิดความเชื่อที่มีแนวทางแน่นอน มีเหตุผล มีจุดหมายปลายทาง และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์พยายามจะดำเนินการให้สัมฤทธิผล 1.2.หมายถึง ความคิดความเชื่อที่ทำให้เกิดกลไกควบคุม เพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งความคิดความเชื่อนั้น 1.2.1.เช่นอุดมการณ์มาร์กซิสม์ ก่อให้เกิดพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อสร้างและควบคุมให้การปกครองบรรลุเป้าหมายของอุดมการณ์ 1.2.2.อุดมการณ์ประชาธิปไตย คือ การเพิ่มพูน ปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคล ทำให้เกิดไกกลต่างๆ เช่น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ การลงมติ เพื่อรักษาความเป็นประชาธิปไตย 1.3.อุดมการณ์มิใช่เป็นเพียงปรัชญาการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองจะเรียกร้องให้มีการกระทำจากผู้ศรัทธาในอุดมการณ์ เกิดความรู้สึกว่าถูกต้องที่จะกระทำตามน…