วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

จุดอ่อนของฮันติงตันใน The Clash of Civilizations (2)

14 สิงหาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7220 วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2559)

            แม้เนื้อหาใน The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order มีจุดที่ถูกวิพากษ์มากมาย นักวิชาการจำนวนไม่น้อยยังเห็นว่าสถานการณ์โลกปัจจุบัน โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างมุสลิมกับตะวันตกเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับงานเขียนของฮันติงตัน
            ข่าวก่อการร้าย ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางค่อนไปทางสอดคล้องแนวคิดการปะทะทางอารยธรรมของฮันติงตันไม่มากก็น้อย
ข้อโต้แย้งคือ “อารยธรรมตะวันตกเป็นตัวแทนของความเชื่อศาสนาคริสต์หรือ” ย้อนหลังตั้งแต่แรกก่อตั้งประเทศ ผู้ก่อตั้งต้องการให้ประเทศเป็นอย่างไร จากนั้นได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร
ถ้ายกตัวอย่างสหรัฐ ชาวอเมริกันในศตวรรษที่ 18 บอกว่าตัวเองนับถือคริสต์ แต่นิยมระบอบประชาธิปไตย ลัทธิเสรีนิยม เหล่านี้ขัดแย้งกับหลักศาสนาอย่างสิ้นเชิง
ที่ถูกต้องคือ รากฐานของสหรัฐตั้งแต่แรกเริ่มประกอบด้วยหลากหลายแนวคิด ตั้งแต่อารยธรรมกรีกโบราณ ประชาธิปไตยแบบเอเธนส์ และอื่นๆ ตามที่ปรากฏในตำรา ศาสนาคริสต์มีส่วนด้วย แต่ได้ประยุกต์ดัดแปลงจนหลายอย่างผิดเพี้ยนจากหลักศาสนาแล้ว
เพียงเท่านี้ก็สรุปได้แล้วว่าไม่ใช่การปะทะระหว่างคริสต์กับอิสลาม

อารยธรรมตะวันตกไม่ใช่ตัวแทนศาสนาคริสต์ :
            The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order พยายามเชื่อมโยงว่าวัฒนธรรมตะวันตก ระบอบประชาธิปไตย ทุนนิยมเสรี ศาสนาคริสต์เป็นระบอบเดียวกัน การเชื่อมโยงเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับเรื่องศาสนาอย่างร้ายแรงหลายประการ
            ประการแรก การรวมนิกายคาทอลิกกับโปรเตสแตนท์เข้าด้วยกัน
ตำราทั่วไปสอนว่า 2 นิกายอยู่ในศาสนาเดียวกัน แต่แตกต่างกัน ปัจจุบันศาสนิกของ 2 นิกายอยู่ร่วมกันโดยสันติ ต่างเผยแพร่และดำเนินชีวิตตามหลักคำสอนที่ตนยึดถือ คาทอลิกไม่ใช่โปรเตสแตนท์ โปรเตสแตนท์ไม่คาทอลิก คำสอนและการตัดสินใจของพระสันตะปาปาแห่งศาสนจักรโรมันคาทอลิกไม่มีผลบังคับใช้ต่อพวกโปรเตสแตนท์ ทั้งยังมีกลุ่มหรือนิกายแยกย่อยอีกมาก
            นอกจากนี้ คาทอลิกไม่ใช่นิกายโบราณที่เอื่อยเฉื่อยถูกแทนที่ด้วยโปรแตสแตนท์ที่มีชีวิตชีวาตามที่ฮันติงตันกล่าวอ้าง ต่างมีการปฏิรูปฟื้นฟูตัวเองเป็นระยะๆ

ประการที่ 2 รัฐบาลตะวันตกจะยอมให้ศาสนามีอิทธิพลเหนือรัฐหรือ
ถ้าพลเมืองกับรัฐบาลให้ความสำคัญต่อศาสนามากที่สุด จะเกิดคำถามว่ารัฐบาลตะวันตกจะยอมให้ศาสนามีอิทธิพลเหนือรัฐหรือไม่ สันตะปาปาจะเป็นประมุขประเทศหรือไม่ แล้วใครจะเป็นผู้นำพวกโปรเตสแตนท์
ถ้าความเชื่อศาสนามีอิทธิพลต่อพลเมืองเหนือสิ่งอื่น น่าเชื่อว่าผู้นำศาสนาจะมีอำนาจปกครองประเทศ ถ้าเช่นนั้นหากโลกคิดจะทำสงครามทำลายล้างด้วยเหตุผลทางศาสนาก็ต้องถามบรรดาผู้นำศาสนาก่อน
            ดูเหมือนว่าฮันติงตันพยายามสร้างระบบรัฐใหม่ที่ให้อำนาจศาสนาเป็นตัวนำ แต่อำนาจนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ปกครองฝ่ายโลก
ความน่ากลัวของแนวคิดฮันติงตันคือผู้นำประเทศฝ่ายโลกเป็นผู้นำศาสนาอีกตำแหน่ง (หมายถึงฆราวาสผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ไม่ใช่พระหรือนักบวช) หรือไม่มีตำแหน่งทางศาสนาแต่มีบทบาทเป็นผู้นำศาสนา (เช่น เป็นประธานาธิบดีแต่สามารถบังคับบัญชาทุกคน รวมถึงจุดยืนท่าทีของสถาบันศาสนา) แล้วชักนำให้เกิดสงครามระหว่างศาสนา
            การที่ฮันติงตันหวังรวมกลุ่มชาติตะวันตก 2 ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก โดยอิงว่าเป็นคริสต์เหมือนกัน หรือแม้กระทั่งการรวมภายในยุโรปว่าเป็นพวกเดียวกันจึงไม่ถูกต้อง ไม่สามารถเกิดขึ้นจริง
            สังคมตะวันตกเป็นพหุสังคม ไม่อาจเชื่อมสัมพันธ์ด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว

          ประการที่ 3 บิดเบือนหลักศาสนาคริสต์
ฮันติงตันเห็นว่าด้วยความที่ชาวตะวันตก (เน้นที่สหรัฐ) มักเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีเป้าหมาย จึงมักส่งผ่านหลักการที่ตนเห็นว่าดีแก่อารยธรรมอื่นๆ เห็นว่าหลักการของตะวันตกคือหลักสากลนิยม (universalism) เช่น ประชาธิปไตย ตลาดเสรี รัฐบาลมีอำนาจจำกัด สิทธิมนุษยชน ปัจเจกนิยม หลักนิติธรรม ซึ่งอารยธรรมอื่นๆ มักตีความว่าคือการเข้ามาครอบงำของตะวันตก คือลัทธิจักรวรรดินิยม (imperialism)
            ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร เรื่องสำคัญคือรัฐบาลตะวันตกจะปกป้องผลประโยชน์ของตนโดยยึดการมองผลประโยชน์ที่ได้จากระดับโลก จึงต้องพยายามดำเนินการต่างๆ เช่น ให้ทุกประเทศเข้าไปอยู่ในระบบการค้าโลกภายใต้ระบบระเบียบที่ตะวันตกสร้างไว้

            การที่ฮันติงตันพยายามชี้นำว่าอารยธรรมตะวันตกหรือพูดให้ตรงคือศาสนาคริสต์เป็น “หลักสากลนิยม” ตามที่เอ่ยถึงเป็นการเข้าใจหลักศาสนาหรือบิดเบือนศาสนาอย่างร้ายแรง
            แท้ที่จริงแล้วหลักศาสนาคริสต์เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การปกครองที่ดีที่สุดคือธรรมาธิปไตย ระบบการค้าอิงหลักคุณธรรมไม่ใช่ตอบสนองความโลภของพ่อค้าผู้ผลิต ความมั่งคั่งมีเพื่อช่วยเหลือคนด้อยโอกาส ทำประโยชน์แก่สังคม รัฐบาลธรรมาธิปไตยใช้อำนาจอย่างเต็มที่ ยึดหลักธรรมไม่ใช่เสียงข้างมาก เห็นด้วยกับสิทธิมนุษยชนบางข้อแต่ขัดแย้งบางข้อ เช่น รักร่วมเพศ การทำแท้งเสรี ปัจเจกมีเสรีภาพแต่เป็นเสรีภาพภายใต้หลักศาสนาไม่ใช่ทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ
            ศาสนาคริสต์ตามที่ฮันติงตันบรรยายไม่ใช่ความเป็นคริสต์ที่ถูกต้อง เป็นการบิดเบือนศาสนา

ความเข้าใจผิดเรื่องศาสนาอิสลาม :
            ตลอดหนังสือของฮันติงตันพยายามชี้ว่าในอนาคตอิสลามกับคริสต์จะเป็นศัตรูที่ต้องฆ่าล้างทำลาย
          ประการแรก ความคิดแบบเหมารวม
            ฮันติงตันพยายามทำให้เข้าใจว่ามุสลิมทุกคนเหมือนกันหมด ทุกนิกายคิดเห็นตรงกันหมด และลงเอยด้วยการสรุปว่าที่สุดแล้วมุสลิมทุกคนทุกนิกายจะเป็นอิสลามหัวรุนแรง
            ไม่แยกระหว่างซุนนี ชีอะห์ นิกายปลีกย่อย แต่พูดรวมๆ ว่าคืออิสลาม คืออารยธรรมอิสลามที่เป็นศัตรูกับอารยธรรมตะวันตก

          ประการที่ 2 คำสอนเห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง
            ฮันติงตันอ้างว่าคำสอนปัจจุบันส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง คำสอนที่ให้อยู่อย่างสันตินับวันจะหายไป เป็นเหตุหนึ่งที่ส่งเสริมการใช้ความรุนแรง
แท้จริงแล้วหลักคำสอนของคัมภีร์อัลกุรอานเป็นแนวทางสายกลาง ตลอดชีวิตของศาสดามุฮัมมัดเมื่อพบประเด็นสุดโต่ง 2 ด้านจะเลือกทางสายกลางเสมอ
มุสลิมปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพวกสายกลาง แม้หลายคนจะไม่ชอบตะวันตก แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะตอบโต้ด้วยการใช้ความรุนแรงถึงขั้นฆ่าฟันทำลายล้าง
นายกฯ นาจิบ ราซัค (Najib Razak) แห่งมาเลเซียประกาศยึดแนวทางมุสลิมสายกลางหรือหลักวะสะฏียะฮ์ (wasatiyyah) จากอัลกุรอาน “เราได้ให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติสายกลาง” หลักการนี้ให้ความสำคัญกับความสมดุลและความพอดี ยึดทางสายกลาง ไม่สุดโต่ง ตั้งอยู่บนความยุติธรรม ความสมดุลระหว่างความศรัทธาในศาสนากับความต้องการวัตถุ
หลักวะสะฏียะฮ์สามารถใช้ในทุกด้านไม่เพียงศาสนาเท่านั้น ใช้ได้ทั่วไปในระดับสังคมกับปัจเจก เป็นประชาธิปไตยสายกลาง ไม่ล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลที่ถือหลักศรัทธาแตกต่าง เปิดโอกาสให้ทุกคนปฏิบัติภารกิจศาสนาที่ตนเลื่อมใสและศรัทธา ยอมรับความหลากหลายเพราะเป็นรากฐานแห่งภราดรภาพที่ประเสริฐยิ่ง

พวกสุดโต่งหัวรุนแรงจึงจำกัดอยู่ในบางกลุ่มเท่านั้น ที่รู้จักดีเช่น กลุ่มตาลีบัน (Taliban) อัลกออิดะห์ (Al Qaeda) ล่าสุดคือ กลุ่ม “รัฐอิสลาม” (Islamic State: IS)
กลุ่มเหล่านี้ไม่ใช่พวกสายกลางและขัดแย้งกับพวกสายกลาง

            ภายใต้การก่อเหตุวุ่นวายจากพวก IS องค์กรมุสลิม Muslim Public Affairs Council (MPAC) ออกแถลงการณ์ว่า “การแพร่ขยายของแนวคิดพวกสุดโต่ง กองกำลังติดอาวุธและลัทธิก่อการร้ายบ่อนทำลายโลก ทำลายอารยธรรมมนุษย์ ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นอิสลาม แต่เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของอิสลาม และมุสลิมเป็นเหยื่อรายแรกของพวกมัน
องค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation: OIC) แสดงความชื่นชมต่อแถลงการณ์ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่จะร่วมกันต่อต้านอุดมการณ์ของ IS อัลกออิดะห์ และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ยืนยันว่าแนวทางของกลุ่มก่อการร้ายอย่าง IS ไม่มีส่วนใดที่เข้ากับอิสลาม หรือหลักการใดๆ ที่เข้ากับความยุติธรรม ความเท่าเทียม ความเมตตา เสรีภาพแห่งความเชื่อและการอยู่ร่วมกัน และขอประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มเหล่านี้ ยืนยันหลักการอิสลามที่ให้รักสันติ อดกลั้น ก่อการร้ายทุกรูปแบบเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
            บทสรุปของผู้นำ องค์กรศาสนาอิสลามกระแสหลักต่างสรุปว่าพวกสุดโต่งประพฤติผิดศาสนา อิสลามไม่ได้สอนให้ทำเช่นนั้น มุสลิมแท้คือพวกที่ยึดทางสายกลาง มุสลิมส่วนใหญ่ไม่ใช่พวกหัวรุนแรงตามที่ฮันติงตันกล่าวอ้าง

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            เนื่องจากแนวทางของฮันติงตันเป็นประเด็นศาสนาโดยตรง การจะวิพากษ์จึงต้องเข้าใจหลักการของแต่ละความเชื่อศาสนาก่อน นักวิชาการตะวันตกมักจะอธิบายส่วนหนึ่งของรากฐานอายธรรมตะวันตกมาจากความเชื่อแบบคริสต์ ความเข้าใจเช่นนี้ไม่ผิดเสียทีเดียว ควรพูดลงรายละเอียดว่า ระบอบการปกครอง ระบอบเศรษฐกิจและแนวคิดสังคมของตะวันตกในปัจจุบันเป็นผลจากแนวคิดอันหลากหลาย ผิดเพี้ยนจากความเชื่อศาสนาคริสต์อย่างมาก ไม่สามารถเรียกว่าเป็นตัวแทนของความเชื่อคริสต์ ส่วนเรื่องอิสลามนั้นฮันติงตันพยายามชี้ว่าที่สุดแล้วมุสลิมทุกคนทุกนิกายจะเป็นอิสลามหัวรุนแรง เป็นเรื่องผิดเพี้ยนจากความจริงเช่นกัน
            เมื่อความเชื่อศาสนาคริสต์ไม่เป็นตัวแทนของอารยธรรมตะวันตก (อารยธรรมตะวันตกไม่ใช่ศาสนาคริสต์) และมุสลิมทั่วโลกส่วนใหญ่เป็นผู้รักสันติ ไม่ใช่พวกสุดโต่งหัวรุนแรง (ถ้าพูดให้หนักกว่านี้คือ พวกสุดโต่งไม่ได้ปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลาม พฤติกรรมเช่นนั้นไม่เกี่ยวข้องกับอิสลาม) การที่ฮันติงตันชี้ว่าจะเกิดการปะทะระหว่างศาสนาอิสลามกับคริสต์จึงเป็นเรื่องแปลกและไม่ถูกต้อง
------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
The Clash of Civilizations ของฮันติงตันระบุว่าโลกในอนาคตจะไม่แบ่งแยกด้วยอุดมการณ์การเมืองเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่จะแบ่งแยกด้วยความเชื่อศาสนา มนุษย์จะฆ่าฟันทำลายล้างกันด้วยเหตุนี้ แต่ข้อเท็จจริงคือทุกวันนี้อำนาจรัฐระวังการครอบงำจากศาสนา แนวคิดของฮันติงตันอาจถูกตีความว่าต้องการให้ศาสนามีอิทธิพลเหนืออำนาจรัฐฝ่ายโลก หรือไม่ก็หวังใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือแบ่งแยกโลก แบ่งความเป็นมิตรกับศัตรูแบบเหมารวม เป็นอีกครั้งที่อำนาจรัฐแสวงหาประโยชน์จากศาสนา

บรรณานุกรม:
1. Demant, Peter R. (2006). Islam vs. Islamism: The Dilemma of the Muslim World. USA: Praeger Publishers.
2. El Fadl, Khaled Abou. (2005).The Great Theft: Wrestling Islam from the Extremists. Australia: HarperCollins Publishers.
3. Frazer, Gregg L. (2012). The Religious Beliefs of America's Founders: Reason, Revelation, and Revolution. USA: University Press of Kansas.
4. Griffiths, Martin., O'Callaghan, Terry., & Roach, Steven C. (2008). International Relations: The Key Concepts (2nd Ed.). New York: Routledge.
5. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
6. Institut Terjemahan & Buku Malaysia. (2012). การเคลื่อนไหวของการต่อต้านความรุนแรงระดับโลก. GLOBAL MOVEMENT OF MODERATES FOUNDATION. Retrieved from http://www.gmomf.org/wp-content/uploads/media/1228.pdf
7. Organization of Islamic Cooperation. (2014, September 25). OIC welcomes President Obama’s call to confront extremist ideology. Retrieved from http://www.oic-oci.org/oicv2/topic/?t_id=9363&t_ref=3737&lan=en
8. Organization of Islamic Cooperation. (2016, June 13). The OIC Calls for Caution before Passing Judgment over the Incident in Florida or Associating it with Political Agendas. Retrieved from http://www.oic-oci.org/oicv3/topic/?t_id=11295&t_ref=4439&lan=en
9. Washington's Blog. (2014, August 24). Muslim Leaders Worldwide Condemn ISIS.Global Research.  Retrieved from http://www.globalresearch.ca/muslim-leaders-worldwide-condemn-isis/5397364
-----------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...