ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

จุดอ่อนของฮันติงตันใน The Clash of Civilizations (1)

    7 สิงหาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7213 วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2559)

ในแวดวงวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ น้อยคนที่ไม่รู้จักหนังสือ “การปะทะกันระหว่างอารยธรรมและการจัดระเบียบโลกใหม่” (The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order) ของเซมวล พี. ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) 
            ในช่วงนั้นมีคำถามสำคัญว่าระเบียบโลกหลังสิ้นสุดสงครามเย็นจะเป็นอย่างไร สหรัฐควรอย่างตัวอย่างไร ฮันติงตันชี้ว่าโลกในอนาคตจะขัดแย้งรุนแรงด้วยเหตุผลความแตกต่างทางอารยธรรม เสนอว่ารัฐบาลสหรัฐควรมีบทความสำคัญต่อระเบียบโลกใหม่
ฮันติงตันเริ่มปะติดปะต่อร่างแนวคิดและนำเสนอครั้งแรกในการสอน Bradley Lecture ที่ American Enterprise Institute เมื่อตุลาคม 1992 ต่อมาตีพิมพ์เป็นบทความใน Foreign Affairs ฉบับ Summer 1993 ปรากฏว่ากลายเป็นประเด็นวิพากษ์อย่างกว้างขวางมากที่สุดของวารสาร Foreign Affairs นับตั้งแต่วารสารเริ่มตีพิมพ์เมื่อทศวรรษ 1940
หลังการเผยแพร่ดังกล่าว ฮันติงตันต้องรับมือกับการวิพากษ์ทั้งสนับสนุนและไม่เห็นด้วย จึงใช้เวลาอีกราว 3 ปีเพื่อแต่งเป็นหนังสือ ประกอบด้วยข้อมูลที่ค้นคว้าเพิ่มเติม ข้อมูลจากการสัมมนาจนแล้วเสร็จเป็นหนังสือเมื่อปี 1996 หนังสือดังกล่าวได้รับตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง แปลหลายภาษา
            บทความนี้จะวิพากษ์จุดอ่อนของ The Clash of Civilizations หลังฮันติงตันได้นำเสนอเมื่อราว 20 ปีที่แล้ว

สรุปแนวคิดของ The Clash of Civilizations :
The Clash of Civilizations ระบุว่าโลกในอนาคตจะไม่แบ่งแยกด้วยอุดมการณ์การเมืองเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่จะแบ่งแยกด้วยวัฒนธรรม (culture) ซึ่งหมายถึงความเชื่อศาสนา (ไม่ใช่วัฒนธรรมในความหมายแบบกว้าง) การสิ้นสุดยุคสงครามเย็นไม่ได้ยุติความขัดแย้งโลก แต่เปลี่ยนมาเป็นความความขัดแย้งทางศาสนา และจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มนุษย์จะฆ่าฟันทำลายล้างกันด้วยเหตุนี้
            อธิบายว่าอัตลักษณ์วัฒนธรรมเป็นเครื่องบ่งบอกตัวตน เป็นปัจจัยผลักดันให้ประเทศรวมกลุ่มหรือต่อต้านกลุ่มอื่น มนุษย์จะสัมพันธ์บนพื้นฐานของความเชื่อศาสนา การจับขั้ว การรวมกลุ่มความร่วมมือเศรษฐกิจจะตั้งอยู่บนศาสนาเดียวกันหรือศาสนาที่เป็นมิตรต่อกัน เพราะความร่วมมือต้องตั้งอยู่บนความเชื่อใจ ความศรัทธาต่อศาสนาเดียวกันคือเครื่องมือสร้างความเชื่อใจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างต่างอารยธรรมจะยังคงอยู่ แต่หากเป็นอารยธรรมเดียวกันจะมีความร่วมมือมากที่สุด ผู้คนจะร่วมมือทำธุรกิจด้วยเหตุผลทางศาสนา

            ในบรรดาอารยธรรม 7-8 แห่งที่แบ่งไว้นั้น ชี้ว่าอนาคตจะเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างอารยธรรมตะวันตกกับอิสลาม ทั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาจาก “การนำเอาหลักการอิสลามมาปฏิบัติใช้อย่างถูกต้อง” (Islamic fundamentalism) หรือ “พวกยึดมั่นในหลักการอิสลาม” เท่านั้น แต่คือการมีปัญหากับอิสลาม (หมายถึงอิสลามในความหมายครอบคลุม) เหตุเพราะต่างเห็นว่าตนเป็นอารยธรรมที่สูงส่งกว่า
เนื้อหาหนังสือพยายามนำเสนอว่าต่างฝ่ายต่างรังเกียจมาดร้ายอีกฝ่าย สถานการณ์เช่นนี้กำลังรุนแรงขึ้นและจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อธิบายความขัดแย้งระหว่างประเทศในปัจจุบันเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศมุสลิมกับประเทศที่นับถือคริสต์ (แทนที่จะใช้หลักผลประโยชน์แห่งชาติตามตำราทั่วไป) ความขัดแย้งครอบคลุมทุกประเด็น ตั้งแต่เรื่องดินแดน การแพร่ขยายอาวุธร้ายแรง สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย น้ำมัน การอพยพย้ายถิ่น ก่อการร้ายอิสลาม และการแทรกแซงจากตะวันตก

ฮันติงตันยึดอารยธรรมตะวันตกโดยมีสหรัฐเป็นแกนหลักของโลก เห็นว่าเป็นผู้รักษาระเบียบโลก ทำให้โลกมีเสถียรภาพ สหรัฐต้องแสดงบทบาทรับผิดชอบต่อการรักษาและพัฒนาอารยธรรมนี้ เนื่องจากมีพลังอำนาจสูงสุดในหมู่ประเทศร่วมอารยธรรม และเนื่องจากพลังอำนาจสหรัฐลดน้อยถอยลง ประเทศต่างๆ ในหมู่อารยธรรมตะวันตกโดยเฉพาะยุโรปตะวันตกจะต้องให้ความร่วมมือทุกมิติ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะชาติตะวันตกนับถือศาสนาคริสต์ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แนวทางของตะวันตกเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และเป็นสากล (universalism)
            หลักคิดของฮันติงตันสรุปรวบยอดได้ว่า โลกกำลังแบ่งด้วยศาสนา ในอนาคตศาสนาจะเป็นตัวแทนประเทศ เป็นตัวแทนกลุ่มประเทศหรือที่ใช้คำว่าอารยธรรม ความสัมพันธ์และความขัดแย้งทั้งสิ้นตั้งอยู่บนเหตุผลเรื่องศาสนาเป็นหลัก เข้าถ้ากันได้ก็จะร่วมมือกัน ถ้าเข้ากันไม่ได้ก็จะขัดแย้งกัน ถึงขั้นทำสงครามระหว่างอายธรรม

โลกตะวันตกปัจจุบันไม่ได้เชื่อมโยงกันด้วยศาสนา :
ฮันติงตันกล่าวถูกต้องว่าแต่เดิมนั้นผู้นับถือคริสต์มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
การพิจารณาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของผู้นับถือคริสต์ อาจเริ่มต้นตั้งแต่การก่อตัวของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire) เริ่มเมื่อค.ศ.313 จักรพรรดิคอนสแตนตินรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักร จากนั้นค.ศ.395 จักรพรรดิโรมประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรมัน แต่ผู้นำศาสนาไม่มีบทบาทเทียบเท่าจักรพรรดิ ในสมัยนั้นผู้คนเมืองต่างๆ ในยุโรปจึงนับถือคริสต์ มีความเป็นเอกภาพผ่านศาสนา
เหตุการณ์สำคัญอีกครั้งเกิดเมื่อค.ศ.751 กษัตริย์เปแปงสถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์ ทำพิธีขึ้นครองราชย์โดยสันตะปาปาเป็นผู้มอบตำแหน่ง ผู้สวมมุงกฎ เป็นกษัตริย์องค์แรกของอาณาจักรแฟรงค์ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยสันตะปาปา
ในยุคนั้นนักบวชมีอิทธิพลต่อประชาชนและผู้ปกครองทุกระดับ ผู้คนเชื่อคำสอนของนักบวชอย่างเคร่งครัด

ความเป็นเอกภาพของผู้นับถือคริสต์ยังสะท้อนผ่านยุคล่าอาณานิคม
ค.ศ.1493 เมื่อโคลัมบัสกลับถึงสเปนหลังพบเส้นทางสู่โลกใหม่ กษัตริย์ João II แห่งโปรตุเกสแสดงความไม่พอใจ ส่งเรือไปตามทิศตะวันตกบ้าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเส้นทางเดินเรือใหม่ทั้งหมดเป็นสิทธิ์ของตนเท่านั้น (ตามบัญชาของศาสนจักร) กษัตริย์ Ferdinand กับพระนาง Isabella แห่งสเปนจึงนำเรื่องร้องเรียนศาสนจักร
สันตะปาปาอะเล็กซานเดอร์ที่ 6 (Alexander VI) ให้คำตัดสิน มีบัญชามอบเส้นทางเดินเรือ สิทธิ์ทางการค้า แผ่นดิน เกาะต่างๆ แก่กษัตริย์ Ferdinand กับพระนาง Isabella และลูกหลานของท่านสืบไป หากพระองค์ทรงพบตามเส้นทางทิศตะวันตกกับทิศใต้ เพื่อ “ขยายความเชื่อของคาทอลิก” ผู้ใดละเมิดจะถูกบัพพาชนียกรรม (excommunication) ขับออกจากความเป็นศาสนิกชน
            เนื่องจากทั้งกษัตริย์โปรตุเกสกับสเปนต่างศรัทธาในสันตะปาปาจึงยอมรับคำตัดสิน ต่อมาได้ทำสนธิสัญญาทอร์เดสซิลลาส (Treaty of Tordesillas) ผลลัพธ์คือทวีปอเมริกาเป็นของสเปนเกือบทั้งหมด ยกเว้นบราซิล ส่วนโปรตุเกสจะมุ่งไปทางอินเดียกับเอเชีย
จุดเริ่มต้นที่ตะวันตกยึดครองอาณานิคมทวีปอเมริกาจึงมาจากบัญชาของสันตะปาปา กษัตริย์มีความชอบธรรมเต็มเปี่ยมที่จะส่งทหารเข้าครอบครองดินแดนของชนพื้นเมืองที่กราบไหว้รูปเคารพ เนื่องด้วยสันตะปาปาได้มอบดินแดนเหล่านั้นแก่กษัตริย์แล้ว
ภายใน 3 ปีสเปนสามารถยึดครองอาณาจักรแอซเท็ก (Aztec) อันยิ่งใหญ่ จากนั้นรุกรานอาณาจักรมายัน (Mayan) และอินคา (Inca) กวาดทองคำ เงิน ของมีค่ากลับประเทศ ช่วยให้สเปนในยุคนั้นเป็นมหาอำนาจ

เรื่องราวเหล่านี้ เป็นประเด็นศาสนาโดยตรง พวกคาทอลิกเชื่อมั่นในตัวสันตะปาปา โดยเฉพาะกษัตริย์ยอมรับที่ทรงบัญชา แต่ในเวลาต่อมาศาสนจักรคาทอลิกยกเลิกบัญชาดังกล่าว ปัจจุบันไม่มีแนวคิดทำนองนี้อีกแล้ว
(ถ้าใช้มุมมองทางการเมือง สเปนต้องไปทางตะวันตกเพราะโปรตุเกสยึดครองเส้นทางตะวันออก เลียบชายฝั่งแอฟริกาตะวันตกอ้อมแหลม Good Hope ไปสู่อินเดียแล้ว)

            แต่นับจากหลังยุคกลาง เริ่มในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) และความเสื่อมของศาสนจักร จนเกิดการปฏิรูปศาสนา (Reformation) เกิดนิกายโปรเตสแตนท์ ทำให้จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์เริ่มเสื่อม บรรดาเจ้าเมือง กษัตริย์หลายพื้นที่ไม่ยอมรับอำนาจสันตะปาปาจึงแยกตัวออกจากศาสนจักรและขัดแย้งถึงขั้นทำสงคราม
            สงครามระหว่างกษัตริย์กับศาสนจักรโรมันคาทอลิกดำเนินอยู่นานนับร้อยปี ในที่สุดเกิดสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย (Peace of Westphalia) เมื่อค.ศ.1648 ยุติอำนาจฝ่ายโลกของศาสนจักร เกิดรัฐสมัยใหม่ (Modern State) ที่อำนาจอธิปไตยของรัฐไม่ได้อยู่ใต้ศาสนจักรอีกต่อไปและสืบเนื่องจนถึงทุกวันนี้
            ความเข้าใจสำคัญคือนับจากสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย อำนาจกษัตริย์หรือผู้ปกครองประเทศในโลกตะวันตกไม่ขึ้นกับผู้นำศาสนาอีกต่อไป เมื่อพัฒนาเป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่จะแยกศาสนาออกจากอำนาจรัฐ พูดให้ชัดคือไม่ยอมให้ศาสนามีอำนาจเหนือรัฐ นี่คือระบอบการปกครองของโลกตะวันตกในยุคปัจจุบัน (และใช้กันทั่วไปในประเทศที่เป็นระบอบประชาธิปไตย)
            ถ้าพูดเฉพาะประเทศสหรัฐ นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนก็ประกาศหลักการชัดว่าไม่ให้ศาสนามีอิทธิพลครอบรัฐ บางคนให้เหตุผลว่าเนื่องจากผู้ย้ายถิ่นดั้งเดิมเป็นผู้หนีสภาพรัฐที่อุปถัมภ์ศาสนา หรือมีศาสนาประจำชาติ อันเป็นบ่อเกิดความขัดแย้งในยุโรปสมัยกลาง จึงกำหนดแยกรัฐออกจากศาสนา
            ดังนั้น ด้วยระบอบการปกครองปัจจุบัน โลกตะวันตกจึงไม่ได้อยู่ใต้อำนาจศาสนา รัฐธรรมนูญไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น การสรุปว่าโลกตะวันตกจะเชื่อมโยงลึกซึ้งด้วยศาสนาจึงไม่ถูกต้อง
            การที่ฮันติงตันพยายามแบ่งโลกให้เป็นขั้วตามศาสนา อาจถูกตีความว่าต้องการให้ศาสนามีอิทธิพลเหนืออำนาจรัฐฝ่ายโลก หรือไม่ก็หวังใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือแบ่งแยกโลก แบ่งความเป็นมิตรกับศัตรูแบบเหมารวม เป็นอีกครั้งที่อำนาจรัฐแสวงหาประโยชน์จากศาสนา
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
บทความนี้วิเคราะห์การหาเสียงของทรัมป์ในประเด็น “อิสลามหัวรุนแรง” ที่เชื่อมโยงกับแนวนโยบายของพรรครีพับลิกัน เชื่อมโยงกับแนวคิดการปะทะกันระหว่างอารยธรรมของฮันติงตันที่นับวันจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น (หรือถูกชักนำให้เข้าใจ) ในความขัดแย้งระหว่างศาสนาคริสต์กับอิสลาม ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะยอมรับหรือไม่ว่าคือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์แม่บท

บรรณานุกรม:
1. Berkin, Carol., Miller, Christopher L., Cherny, Robert W., & Gormly, James L. (2012). Making America: A History of the United States. (6th Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
2. Bown, Stephen R. (2011). 1494: How a Family Feud in Medieval Spain Divided the World in Half. Canada: Douglas & McIntyre.
3. Heidler, David S., Heidler, Jeanne T. (2004). Daily Life in the Early American Republic, 1790-1820: Creating a New Nation. USA: Greenwood Press.
4. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
5. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
6. Pelikan, Jaroslav. (2005). CHRISTIANITY: CHRISTIANITY IN WESTERN EUROPE. In Encyclopedia of Religion (2nd Ed., pp.1678-1694). USA: Thomson Gale.
7. Sherwood, Yvonne. (2014). Comparing the ‘Telegraph Bible’ of the Late British Empire to the Chaotic Bible of the Sixteenth Century Spanish Empire: Beyond the Canaan Mandate into Anxious Parables of the Land. In In the Name of God: The Bible in the Colonial Discourse of Empire (pp5-62).The Netherlands: Koninklijke Brill NV.
8. Srinivas, Tulasi. (2012).Clash of Civilizations Thesis. In Encyclopedia of global religion. (pp.233-234). USA: SAGE Publications.
-----------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ชาญชัย ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทาง…