ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

วิพากษ์รายงานภัยคุกคามต่อสหรัฐ 2016

กุมภาพันธ์ 2016 สำนักข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐนำเสนอรายงานด้านความมั่นคงที่ชื่อว่า Worldwide Threat Assessment of the US Intelligence Community ในรายงานระบุว่าเป็นมุมมองส่วนตัวของเจมส์ แคลปเปอร์ (James Clapper) ในฐานะผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา เป้าหมายคือเพื่อปกป้องชีวิตและผลประโยชน์ของอเมริกันในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก
            มีประเด็นที่น่าสนใจพร้อมข้อวิพากษ์ ดังนี้
            ประการแรก ไซเบอร์
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นทั้งความท้าทายที่จะจัดการกับปัญหาใหม่ๆ และเป็นโอกาสของฝ่ายการข่าวที่จะเก็บข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลที่ปรากฏในอินเตอร์เน็ทจะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การตรวจสอบติดตามจนถึงการจ้างงาน
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) เป็นอีกแขนงที่จะมีบทบาทมากในอนาคต รัฐบาลกำลังเร่งศึกษาเต็มที่ หลายประเทศให้ความสำคัญเช่นกัน ในอนาคต AI จะมีบทบาททำหน้าที่แทนมนุษย์มากขึ้น ทั้งด้านพลเรือนและการทหาร
การต่อสู้ด้านข้อมูลข่าวสารจะเพิ่มขึ้นผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ ทุกรูปแบบ รัสเซียมักให้ข้อมูลบิดเบือนผ่านเว็บไซต์ต่างๆ หลักนิยมการรบของจีนบรรยายเรื่องการทำสงครามข้อมูลข่าวสาร เป้าหมายคือทำให้ฝ่ายตรงข้ามตัดสินใจผิดพลาด
รัสเซียใช้ระบบไซเบอร์ทำสงครามการข่าวในความขัดแย้งยูเครนกับซีเรีย จีนมักจารกรรมทางไซเบอร์ (Cyber Espionage) ต่อหน่วยงานและบริษัทเอกชนสหรัฐ ส่วนประเทศอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ได้แก่ อิหร่าน เกาหลีเหนือ ผู้ก่อการร้าย
ระบบโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เช่น โรงพยาบาล โรงไฟฟ้า ระบบการเงิน ศูนย์สื่อสาร ระบบขนส่งมวลชน แม้กระทั่งระบบประปา จำต้องเพิ่มการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพียงการโยงใยข้อมูลผู้ป่วยผิดพลาดก็ส่งผลเสียหายใหญ่หลวงแล้ว

ประการที่ 2 การก่อการร้าย
รายงานเริ่มต้นด้วยการเอ่ยถึงกลุ่มก่อการร้ายจากพวกซุนนีหัวรุนแรงสุดโต่ง (Sunni violent extremism) รวมถึง ISIL ที่กำลังมีบทบาทสูงในขณะนี้ อัลกออิดะห์ที่ยังจำต้องเฝ้าระวังแม้อ่อนแรงไปมาก
ในปี 2014 FBI จับกุมบุคคลที่สนับสนุนแนวทาง ISIL ในสหรัฐราวสิบกว่าคน และจับเพิ่มเป็น 5 เท่าในปี 2015
มีนาคม 2015 แคลปเปอร์รายงานว่าชาวอเมริกันราว 40 คนที่เคยไปร่วมรบในซีเรียกลับประเทศแล้ว นับจากเกิดวิกฤตซีเรียชาวอเมริกันราว 180 คนพยายามหรือได้เดินทางไปซีเรีย
            ความขัดแย้งในซีเรียกับอิรักกลายเป็นสนามฝึกซ้อมของ IS/ISIL/ISIS ผู้ก่อการร้ายเหล่านี้เมื่อกลับประเทศจะกลายเป็นเครือข่ายของ IS อาจก่อเหตุเป็นกลุ่ม ประสานงานกับแกนกลาง หรือลงมือด้วยตนเองตามลำพัง ที่อันตรายกว่านั้นคือเผยแพร่วิธีก่อการร้ายแก่กลุ่มอื่นๆ แก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเพื่อล้มล้างรัฐบาลประเทศนั้นๆ
สนใจคลิกที่รูป

เรื่องน่าคิดคือทั้งๆ ที่ผู้นำศาสนา องค์กรศาสนาอิสลามจำนวนมากต่างประกาศชัดว่า IS ไม่เกี่ยวข้องกับอิสลาม ไม่ใช่อิสลาม ไม่ว่าจะเป็นซุนนีหรือชีอะห์ แต่ในมุมมองของแคลปเปอร์ยังเห็นว่าผู้ก่อการร้ายจำนวนมากเป็นมุสลิมซุนนี IS กับอัลกออิดะห์จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เชื่อมโยง “ผู้ก่อการร้าย” กับ “มุสลิมซุนนี” แม้จะเรียกขานว่าเป็นพวกหัวรุนแรงสุดโต่ง สอดรับกับแนวคิดเรื่องการปะทะระหว่างอารยธรรมตะวันตกกับอิสลาม
เกิดคำถามว่า การเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นเพราะสำนักงานข่าวกรองไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างอิสลามกับ IS หรือเป็นเพราะเหตุผลใดกันแน่
คำถามสำคัญที่ตามมาอีกข้อคือ คนอเมริกัน (หรือใครก็ตาม) ที่อ่านรายงานฉบับนี้จะถูกชี้นำให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามกับ IS แบบคุณแคลปเปอร์หรือไม่

ประการที่ 3 อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงและการแพร่กระจาย
ประเด็นที่รายงานแสดงความกังวลมากที่สุดคือตัวแสดงไม่ใช่รัฐ (Non-state) เช่น ผู้ก่อการร้ายครอบครองอาวุธเหล่านี้ ยกตัวอย่างการใช้อาวุธเคมีในสงครามกลางเมืองซีเรีย
โครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสหรัฐและความมั่นคงของเอเชียตะวันออก การทดลองนิวเคลียร์เมื่อ 6 มกราคม 2016 ตามที่เกาหลีเหนือกล่าวอ้างว่าเป็นการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ชนิดระเบิดไฮโดรเจน (H-bomb) นั้น ในชั้นนี้เห็นว่าเป็นการจุดระเบิดนิวเคลียร์ขนาดเล็กมาก
รัฐบาลเกาหลีเหนืออ้างว่าได้พัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ จัดแสดงขีปนาวุธพิสัยไกล KN08 ในที่สาธารณะหลายรอบ แต่ยังไม่เคยทดลองยิงจริง

ในกรณีอิหร่าน อิหร่านกับ 6 ชาติคู่เจรจาบรรลุข้อตกลงแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์อิหร่านฉบับสมบูรณ์ (Joint Comprehensive Plan of Action) เมื่อกรกฎาคม 2015 เท่ากับ ได้ข้อสรุปแล้วว่าอิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์แม้แต่น้อย โครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านโปร่งใส ใช้เพื่อสันติจริงๆ บัดนี้อยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
ถึงกระนั้นรายงานฉบับนี้ยังเชื่อว่าอิหร่านจะพัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ในที่สุด เนื่องจากความต้องการด้านความมั่นคง เกียรติภูมิแห่งชาติ และหวังจะมีอิทธิพลครอบงำภูมิภาค แต่ก็ระบุว่าไม่อาจคาดเดาว่าเมื่อไหร่อิหร่านจะเริ่มลงมือ ทั้งยังเชื่อว่าหากอิหร่านผิดข้อตกลง แอบดำเนินการในทางลับจะถูกตรวจจับได้อย่างรวดเร็ว ด้านโครงการขีปนาวุธชี้ว่ามีความสามารถในการติดตั้ง WMD และจะสามารถพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปได้ในที่สุด
            ข้อกล่าวอ้างว่าอิหร่านต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์ สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายยังวงเวียนและปรากฏในรายงานฉบับนี้ เป็นเหตุผลว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามสหรัฐ เพราะจะตีความว่าอิหร่านจะใช้นิวเคลียร์โจมตีประเทศอื่น หรือไม่ก็ให้อาวุธนิวเคลียร์แก่ผู้ก่อการร้าย ประเด็นอิหร่านต้องการมีนิวเคลียร์จึงตัดออกไปไม่ได้
แต่เหตุผลขัดแย้งกันเอง เพราะในรายงานฉบับเดียวกันนำเสนอชัดเจนว่าอิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ โครงการนิวเคลียร์อยู่ภายใต้การควบคุมของ IAEA หากอิหร่านละเมิดข้อตกลงจะถูกจับได้อย่างรวดเร็ว

            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าเป้าหมายของรัฐบาลโรฮานีคือทำให้โครงการโปร่งใสเพื่อให้การคว่ำบาตรจากนานาชาติสิ้นสุด และประสบผลสำเร็จเรียบร้อย ดังที่ประธานาธิบดีโรฮานีกล่าวว่าอิหร่าน “ได้เข้าสู่บทใหม่แล้ว” ข่าวรายวันของอิหร่านในช่วงนี้จึงเป็นข่าวที่ตัวแทนรัฐบาล บริษัทเอกชนจากหลายประเทศทั่วโลก แม้กระทั่งประเทศในกลุ่มอียูเข้ามาติดต่อเจรจาการค้าการลงทุน มูลค่าการค้าระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ
การเจรจาแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ยังเป็นหลักฐานสำคัญยืนยันว่าอิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ การวิจัยพัฒนาก็เพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น ความจริงที่ปรากฏในรอบหลายสิบปีจนถึงปัจจุบันจึงสวนทางกับท่าทีของรัฐบาลสหรัฐ รัฐอาหรับและอิสราเอลที่พูดเรื่อยมาว่าอิหร่านแอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างลับๆ จะมีอาวุธนิวเคลียร์ในไม่ช้า
แต่รายงานของแคลปเปอร์ยังยืนยันว่าอิหร่านต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ดี แม้ว่าตอนนี้ไม่มี ยากจะลักลอบผลิต แต่ก็เชื่อว่าจะมีในอนาคตไม่วันใดก็วันหนึ่ง

            รวมความแล้ว รายงานฉบับนี้ยอมรับว่าอิหร่านไม่มีและไม่เคยมีอาวุธนิวเคลียร์ หลายสิบปีที่ผ่านมาเป็นข้อพิสูจน์ในตัวเอง ปัจจุบันโครงการอยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมอย่างใกล้ชิด แต่ยังคงถือว่าอิหร่านเป็นศัตรูตัวสำคัญ ด้วยกรอบความคิดว่าอิหร่านยังต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์ จึงเป็นตรรกะอันพิลึกพิลั่น แต่ช่วยให้รัฐบาลสหรัฐสามารถประกาศว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม เป็นศัตรูต่อไปได้อีกหลายร้อยหลายพันปี ไม่มีวันที่อิหร่านจะพ้นข้อกล่าวหาเป็นภัยคุกคามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่รัฐบาลสหรัฐยังไม่เป็นมิตรกับระบอบอิหร่าน

โลกที่สหรัฐเป็น “ฝ่ายถูกกระทำ” กับยุทธศาสตร์สร้างศัตรู :
โดยรวมแล้วรายงาน Worldwide Threat Assessment of the US Intelligence Community ของเจมส์ แคลปเปอร์ ให้ภาพว่าสหรัฐถูกคุกคามด้วยอะไรบ้าง อะไรเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ระบุตัวปรปักษ์ โลกของสหรัฐเป็นโลกที่ต้องต่อสู้ อันรวมถึงการทำสงคราม ต้องตระเตรียมเพื่อทำสงคราม
ทำให้เกิดภาพว่าสหรัฐเป็น “ฝ่ายถูกกระทำ” ถูกคุกคาม รังแก รัฐบาลจึงต้องดำเนินการป้องกัน โต้ตอบ โดยปราศจากมุมมองของฝ่ายตรงข้าม หรือประเทศที่ 3 จึงทำให้เห็นภาพไม่ควบถ้วน เป็นการมองโลกผ่านมุมของตัวเองเท่านั้น

            ความเข้าใจสำคัญอีกข้อคือรัฐบาลสหรัฐอาศัยการสร้างศัตรูเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลของตน
            ในสมัยสงครามเย็นคือค่ายสหภาพโซเวียต ในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุชคือ อิรัก  อิหร่านและเกาหลีเหนือ ที่จัดให้ทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” (Axis of Evil)
            หลายประเด็นในรายงานระบุชัดว่ารัสเซียกับจีนเป็นภัยคุกคามหลัก เพราะมีขีดความสามารถสูงสุดทั้งในปัจจุบันและ/หรืออนาคต มีการเผชิญหน้าบ่อยที่สุด จึงสรุปได้ว่าศัตรูตัวสำคัญปัจจุบันคือจีนกับรัสเซีย รองมาคืออิหร่านกับเกาหลีเหนือ

ในบางกรณีเช่นอิหร่านจะเห็นความพิลึกพิลั่นในการพยายามชี้ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ลักษณะเช่นนี้เกิดซ้ำๆ เช่น สมัยประธานาธิบดีบุชที่เห็นว่าอิรักเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ต้องรีบชิงโจมตี ล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน ต่อมาภายหลังได้ข้อสรุปว่าอิรักไม่ได้เป็นภัยคุกคามดังที่รัฐบาลบุชกล่าวอ้าง รัฐบาลบุชยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายข่าวกรอง เกิดคำถามตามมาว่านอกจากอิรักแล้ว อิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจวนตัวด้วยหรือไม่ เนื่องจากทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” เหมือนกัน
            รายงานของแคลปเปอร์จึงทำหน้าที่ตอกย้ำว่าประเทศใดหรือใครเป็นศัตรู เป็นภัยคุกคามร้ายแรงของสหรัฐไม่ว่าโดยข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่

ที่สุดแล้วคำถามสำคัญคือ รายงานเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษต่อชาวอเมริกัน ให้ประโยชน์หรือให้โทษมากกว่า แท้จริงแล้วรัฐบาลสหรัฐกำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษแก่พลเมืองของตนกันแน่
มีนโยบายที่ดีกว่านี้หรือไม่
3 เมษายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7087 วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ.2559)
--------------------
ประชาสัมพันธ์ :
ขอเชิญท่านเจ้าของผลิตภัณฑ์ SME OTOP นำเสนอสินค้าเพื่อขายใน INDEEM
INDEEM (อินดีม) เครือข่ายผู้บริโภค สินค้าคุณภาพ ใช้ดีแล้วบอกต่อ เพิ่มโอกาสเพิ่มรายได้ เครือข่ายที่ให้ความสำคัญกับสมาชิกทุกคน

โทร 083-0725036 ไลน์ @7chanchai

บทความที่เกี่ยวข้อง 
กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมามีข่าวดีของอิหร่าน เมื่อ IAEA ประกาศว่าอิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขเบื้องต้นของ JCPOA แล้ว ยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านใช้เพื่อสันติเท่านั้น ด้วยเหตุนี้สหรัฐ อียู และคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติจึงยกเลิกการคว่ำบาตร ข่าวดีที่สำคัญกว่ากองทัพสหรัฐไม่เป็นภัยคุกคามต่ออิหร่านดังสมัยสงครามอ่าวเปอร์เซีย อย่างไรก็ตามรากความขัดแย้งกับรัฐอาหรับยังคงอยู่และดำเนินต่อไป เพียงแต่ไม่สามารถใช้ประเด็นโครงการนิวเคลียร์เป็นเครื่องมืออีกต่อไป

บรรณานุกรม:
1. Clapper, James. (2016, February 9). Worldwide Threat Assessment of the U.S. Intelligence Community. U.S. National Intelligence. Retrieved from http://www.intelligence.senate.gov/sites/default/files/wwt2016.pdf
2. Iran policy against ‘arrogant’ U.S. won’t change. (2015, July 18). Al Arabiya News. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2015/07/18/Khamenei-policy-against-arrogant-U-S-won-t-change-.html
3. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.
4. JCPOA goes into force; Rouhani says new chapter opens with the world. (2015, January 17). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/index_View.asp?code=252269
5. Rayman, Noah. (2015, March 2). U.S. Intel Chief: Roughly 40 Americans Have Returned From Syria. Time. Retrieved from http://time.com/3729295/u-s-intel-chief-roughly-40-americans-have-returned-from-syria/
-----------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

America First, America Lonely

โดนัลด์ ทรัมป์ชูแนวคิด America First พร้อมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ประเทศ แต่หลายนโยบายที่ยึดแนวทางนี้ส่งผลให้สหรัฐโดดเดี่ยวตัวเอง โลกกำลังก้าวสู่ความเป็นพหุภาคีมากขึ้น

หลักนโยบายแม่บทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ “หลักนิยมทรัมป์” (Trump’s Doctrine) ตั้งอยู่บนแนวคิด “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) หมายถึงการบริหารประเทศที่ถือผลประโยชน์ของชาติกับพลเมืองเป็นที่ตั้ง แม้จะขัดแย้งประเทศอื่นๆ ละเมิดศีลธรรมคุณธรรม ตั้งอยู่บนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) แบบสุดขั้ว ระบบโลกเหมือนป่าดงดิบที่สัตว์ป่าทั้งหลายต่างดิ้นรนหาทางอยู่รอดโดยไม่คำนึงกฎใดๆ ยึดอธิปไตยชาติเป็นสำคัญ รัฐบาลทุกประเทศมีสิทธิ์และมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตน เป็นลัทธิอเมริกานิยม (Americanism) ไม่ใช่โลกนิยม (globalism) บทความนี้เขียนขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์บริหารประเทศกว่าปีครึ่งแล้ว ความเป็น “อเมริกาต้องมาก่อน” ปรากฏชัดเจนมากขึ้น ในที่นี้จะนำเสนอบางตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจหลักการดังกล่าวและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ไม่สนกติกาองค์การค้าโลกอีกต่อไป : ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวโจมตีองค์การค้าโลกเมื่อ…

ถึงเวลาแล้วที่เยอรมันจะก้าวขึ้นมาเป็นปากเสียงสำคัญของโลก

หากเยอรมันหรืออียูตั้งใจอยู่ร่วมกับประเทศอื่นๆ อย่างสงบ แก้ปัญหาด้วยสันติวิธีจริงๆ มุ่งการค้าพหุภาคีตามกติกา ให้โลกเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เช่นนี้สมควรเป็นประเทศหรือกลุ่มภาคีที่น่าสนับสนุน

ปลายเดือนพฤษภาคม 2017 อังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเอ่ยถึงนโยบายต่างประเทศว่า “ห้วงเวลาที่เราต้องพึ่งพาประเทศอื่นอย่างสิ้นเชิงได้สิ้นสุดแล้ว” ประโยคดังกล่าวไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศใดแต่ทุกคนรู้ดีว่าหมายถึงสหรัฐอเมริกา ขณะพูดอยู่ในช่วงหาเสียงจึงอาจตีความว่าพูดหาเสียง แต่ไหนแต่ไรคนเยอรมัน (รวมทั้งหลายประเทศในยุโรป) ไม่ค่อยชอบรัฐบาลอเมริกันอยู่แล้ว ยิ่งเป็นประธานาธิบดีทรัมป์ยิ่งหนักข้อ แมร์เคิลหวังแสดงความเป็นผู้นำว่าสามารถเผชิญหน้ากับคนอย่างทรัมป์ สามารถดูแลผลประโยชน์ของคนชาวเยอรมันและยุโรป การพึ่งพาที่ว่าคือการพึ่งพาความมั่นคงทางทหารที่ดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ความเป็นพันธมิตรทางทหารแลกด้วยการที่สหรัฐมีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจสังคม อดีตประธานาธิบดีชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) แห่งฝรั่งเศสเห็นว่านาโตคือเครื่องมือสร้างความเป็นเจ้าของสหรัฐ การกล่…

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ฝันที่ยังไม่เป็นจริง (ตอนแรก)

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยให้ความสำคัญกับการมาถึงของประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ในปี 2015 อย่างกว้างขวาง หลายภาคส่วนทั้งเอกชน ราชการต่างเร่งเตรียมตัว เพื่อรองรับการมาถึงของประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน บทความนี้ (แบ่งออกเป็น 2 ตอน) จะนำเสนอว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2015 อาจไม่เกิดประชาคมอาเซียน หรือเกิดประชาคมอาเซียนแต่จะไม่เป็นไปตามแผนเดิมที่ประกาศไว้ จุดเริ่มของประชาคมอาเซียน :             ประชาคมอาเซียนถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม 2003 ด้วยปฏิญญา“ข้อตกลงบาหลี2” (Bali Concord II) กำหนดวิสัยทัศน์อาเซียน 2020 สร้างประชาคมอาเซียนภายในปี 2020 โดยประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน(ASEAN Security Community หรือ ASC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน(ASEAN Socio-Cultural Community หรือ ASCC)  ต่อมาในเดือนกันยายน 2006 ที่ประชุมของการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Ministers Meeting หรือ AEM) เห็นด้วยที่จะร่วมจัดทำแผนงาน (blueprint) พัฒนาเศรษฐกิจอาเซียน แผนดัง…