วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

วิพากษ์รายงานภัยคุกคามต่อสหรัฐ 2016

3 เมษายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7087 วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ.2559)

            กุมภาพันธ์ 2016 สำนักข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐนำเสนอรายงานด้านความมั่นคงที่ชื่อว่า Worldwide Threat Assessment of the US Intelligence Community ในรายงานระบุว่าเป็นมุมมองส่วนตัวของเจมส์ แคลปเปอร์ (James Clapper) ในฐานะผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา เป้าหมายคือเพื่อปกป้องชีวิตและผลประโยชน์ของอเมริกันในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก
            มีประเด็นที่น่าสนใจพร้อมข้อวิพากษ์ ดังนี้
            ประการแรก ไซเบอร์
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นทั้งความท้าทายที่จะจัดการกับปัญหาใหม่ๆ และเป็นโอกาสของฝ่ายการข่าวที่จะเก็บข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลที่ปรากฏในอินเตอร์เน็ทจะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การตรวจสอบติดตามจนถึงการจ้างงาน
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) เป็นอีกแขนงที่จะมีบทบาทมากในอนาคต รัฐบาลกำลังเร่งศึกษาเต็มที่ หลายประเทศให้ความสำคัญเช่นกัน ในอนาคต AI จะมีบทบาททำหน้าที่แทนมนุษย์มากขึ้น ทั้งด้านพลเรือนและการทหาร
การต่อสู้ด้านข้อมูลข่าวสารจะเพิ่มขึ้นผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ ทุกรูปแบบ รัสเซียมักให้ข้อมูลบิดเบือนผ่านเว็บไซต์ต่างๆ หลักนิยมการรบของจีนบรรยายเรื่องการทำสงครามข้อมูลข่าวสาร เป้าหมายคือทำให้ฝ่ายตรงข้ามตัดสินใจผิดพลาด
รัสเซียใช้ระบบไซเบอร์ทำสงครามการข่าวในความขัดแย้งยูเครนกับซีเรีย จีนมักจารกรรมทางไซเบอร์ (Cyber Espionage) ต่อหน่วยงานและบริษัทเอกชนสหรัฐ ส่วนประเทศอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ได้แก่ อิหร่าน เกาหลีเหนือ ผู้ก่อการร้าย
ระบบโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เช่น โรงพยาบาล โรงไฟฟ้า ระบบการเงิน ศูนย์สื่อสาร ระบบขนส่งมวลชน แม้กระทั่งระบบประปา จำต้องเพิ่มการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพียงการโยงใยข้อมูลผู้ป่วยผิดพลาดก็ส่งผลเสียหายใหญ่หลวงแล้ว

ประการที่ 2 การก่อการร้าย
รายงานเริ่มต้นด้วยการเอ่ยถึงกลุ่มก่อการร้ายจากพวกซุนนีหัวรุนแรงสุดโต่ง (Sunni violent extremism) รวมถึง ISIL ที่กำลังมีบทบาทสูงในขณะนี้ อัลกออิดะห์ที่ยังจำต้องเฝ้าระวังแม้อ่อนแรงไปมาก
ในปี 2014 FBI จับกุมบุคคลที่สนับสนุนแนวทาง ISIL ในสหรัฐราวสิบกว่าคน และจับเพิ่มเป็น 5 เท่าในปี 2015
มีนาคม 2015 แคลปเปอร์รายงานว่าชาวอเมริกันราว 40 คนที่เคยไปร่วมรบในซีเรียกลับประเทศแล้ว นับจากเกิดวิกฤตซีเรียชาวอเมริกันราว 180 คนพยายามหรือได้เดินทางไปซีเรีย
            ความขัดแย้งในซีเรียกับอิรักกลายเป็นสนามฝึกซ้อมของ IS/ISIL/ISIS ผู้ก่อการร้ายเหล่านี้เมื่อกลับประเทศจะกลายเป็นเครือข่ายของ IS อาจก่อเหตุเป็นกลุ่ม ประสานงานกับแกนกลาง หรือลงมือด้วยตนเองตามลำพัง ที่อันตรายกว่านั้นคือเผยแพร่วิธีก่อการร้ายแก่กลุ่มอื่นๆ แก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเพื่อล้มล้างรัฐบาลประเทศนั้นๆ

เรื่องน่าคิดคือทั้งๆ ที่ผู้นำศาสนา องค์กรศาสนาอิสลามจำนวนมากต่างประกาศชัดว่า IS ไม่เกี่ยวข้องกับอิสลาม ไม่ใช่อิสลาม ไม่ว่าจะเป็นซุนนีหรือชีอะห์ แต่ในมุมมองของแคลปเปอร์ยังเห็นว่าผู้ก่อการร้ายจำนวนมากเป็นมุสลิมซุนนี IS กับอัลกออิดะห์จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เชื่อมโยง “ผู้ก่อการร้าย” กับ “มุสลิมซุนนี” แม้จะเรียกขานว่าเป็นพวกหัวรุนแรงสุดโต่ง สอดรับกับแนวคิดเรื่องการปะทะระหว่างอารยธรรมตะวันตกกับอิสลาม
เกิดคำถามว่า การเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นเพราะสำนักงานข่าวกรองไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างอิสลามกับ IS หรือเป็นเพราะเหตุผลใดกันแน่
คำถามสำคัญที่ตามมาอีกข้อคือ คนอเมริกัน (หรือใครก็ตาม) ที่อ่านรายงานฉบับนี้จะถูกชี้นำให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามกับ IS แบบคุณแคลปเปอร์หรือไม่

ประการที่ 3 อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงและการแพร่กระจาย
ประเด็นที่รายงานแสดงความกังวลมากที่สุดคือตัวแสดงไม่ใช่รัฐ (Non-state) เช่น ผู้ก่อการร้ายครอบครองอาวุธเหล่านี้ ยกตัวอย่างการใช้อาวุธเคมีในสงครามกลางเมืองซีเรีย
โครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสหรัฐและความมั่นคงของเอเชียตะวันออก การทดลองนิวเคลียร์เมื่อ 6 มกราคม 2016 ตามที่เกาหลีเหนือกล่าวอ้างว่าเป็นการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ชนิดระเบิดไฮโดรเจน (H-bomb) นั้น ในชั้นนี้เห็นว่าเป็นการจุดระเบิดนิวเคลียร์ขนาดเล็กมาก
รัฐบาลเกาหลีเหนืออ้างว่าได้พัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ จัดแสดงขีปนาวุธพิสัยไกล KN08 ในที่สาธารณะหลายรอบ แต่ยังไม่เคยทดลองยิงจริง

ในกรณีอิหร่าน อิหร่านกับ 6 ชาติคู่เจรจาบรรลุข้อตกลงแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์อิหร่านฉบับสมบูรณ์ (Joint Comprehensive Plan of Action) เมื่อกรกฎาคม 2015 เท่ากับ ได้ข้อสรุปแล้วว่าอิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์แม้แต่น้อย โครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านโปร่งใส ใช้เพื่อสันติจริงๆ บัดนี้อยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
ถึงกระนั้นรายงานฉบับนี้ยังเชื่อว่าอิหร่านจะพัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ในที่สุด เนื่องจากความต้องการด้านความมั่นคง เกียรติภูมิแห่งชาติ และหวังจะมีอิทธิพลครอบงำภูมิภาค แต่ก็ระบุว่าไม่อาจคาดเดาว่าเมื่อไหร่อิหร่านจะเริ่มลงมือ ทั้งยังเชื่อว่าหากอิหร่านผิดข้อตกลง แอบดำเนินการในทางลับจะถูกตรวจจับได้อย่างรวดเร็ว ด้านโครงการขีปนาวุธชี้ว่ามีความสามารถในการติดตั้ง WMD และจะสามารถพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปได้ในที่สุด
            ข้อกล่าวอ้างว่าอิหร่านต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์ สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายยังวงเวียนและปรากฏในรายงานฉบับนี้ เป็นเหตุผลว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามสหรัฐ เพราะจะตีความว่าอิหร่านจะใช้นิวเคลียร์โจมตีประเทศอื่น หรือไม่ก็ให้อาวุธนิวเคลียร์แก่ผู้ก่อการร้าย ประเด็นอิหร่านต้องการมีนิวเคลียร์จึงตัดออกไปไม่ได้
แต่เหตุผลขัดแย้งกันเอง เพราะในรายงานฉบับเดียวกันนำเสนอชัดเจนว่าอิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ โครงการนิวเคลียร์อยู่ภายใต้การควบคุมของ IAEA หากอิหร่านละเมิดข้อตกลงจะถูกจับได้อย่างรวดเร็ว

            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าเป้าหมายของรัฐบาลโรฮานีคือทำให้โครงการโปร่งใสเพื่อให้การคว่ำบาตรจากนานาชาติสิ้นสุด และประสบผลสำเร็จเรียบร้อย ดังที่ประธานาธิบดีโรฮานีกล่าวว่าอิหร่าน “ได้เข้าสู่บทใหม่แล้ว” ข่าวรายวันของอิหร่านในช่วงนี้จึงเป็นข่าวที่ตัวแทนรัฐบาล บริษัทเอกชนจากหลายประเทศทั่วโลก แม้กระทั่งประเทศในกลุ่มอียูเข้ามาติดต่อเจรจาการค้าการลงทุน มูลค่าการค้าระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ
การเจรจาแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ยังเป็นหลักฐานสำคัญยืนยันว่าอิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ การวิจัยพัฒนาก็เพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น ความจริงที่ปรากฏในรอบหลายสิบปีจนถึงปัจจุบันจึงสวนทางกับท่าทีของรัฐบาลสหรัฐ รัฐอาหรับและอิสราเอลที่พูดเรื่อยมาว่าอิหร่านแอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างลับๆ จะมีอาวุธนิวเคลียร์ในไม่ช้า
แต่รายงานของแคลปเปอร์ยังยืนยันว่าอิหร่านต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ดี แม้ว่าตอนนี้ไม่มี ยากจะลักลอบผลิต แต่ก็เชื่อว่าจะมีในอนาคตไม่วันใดก็วันหนึ่ง

            รวมความแล้ว รายงานฉบับนี้ยอมรับว่าอิหร่านไม่มีและไม่เคยมีอาวุธนิวเคลียร์ หลายสิบปีที่ผ่านมาเป็นข้อพิสูจน์ในตัวเอง ปัจจุบันโครงการอยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมอย่างใกล้ชิด แต่ยังคงถือว่าอิหร่านเป็นศัตรูตัวสำคัญ ด้วยกรอบความคิดว่าอิหร่านยังต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์ จึงเป็นตรรกะอันพิลึกพิลั่น แต่ช่วยให้รัฐบาลสหรัฐสามารถประกาศว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม เป็นศัตรูต่อไปได้อีกหลายร้อยหลายพันปี ไม่มีวันที่อิหร่านจะพ้นข้อกล่าวหาเป็นภัยคุกคามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่รัฐบาลสหรัฐยังไม่เป็นมิตรกับระบอบอิหร่าน

โลกที่สหรัฐเป็น “ฝ่ายถูกกระทำ” กับยุทธศาสตร์สร้างศัตรู :
โดยรวมแล้วรายงาน Worldwide Threat Assessment of the US Intelligence Community ของเจมส์ แคลปเปอร์ ให้ภาพว่าสหรัฐถูกคุกคามด้วยอะไรบ้าง อะไรเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ระบุตัวปรปักษ์ โลกของสหรัฐเป็นโลกที่ต้องต่อสู้ อันรวมถึงการทำสงคราม ต้องตระเตรียมเพื่อทำสงคราม
ทำให้เกิดภาพว่าสหรัฐเป็น “ฝ่ายถูกกระทำ” ถูกคุกคาม รังแก รัฐบาลจึงต้องดำเนินการป้องกัน โต้ตอบ โดยปราศจากมุมมองของฝ่ายตรงข้าม หรือประเทศที่ 3 จึงทำให้เห็นภาพไม่ควบถ้วน เป็นการมองโลกผ่านมุมของตัวเองเท่านั้น

            ความเข้าใจสำคัญอีกข้อคือรัฐบาลสหรัฐอาศัยการสร้างศัตรูเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลของตน
            ในสมัยสงครามเย็นคือค่ายสหภาพโซเวียต ในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุชคือ อิรัก  อิหร่านและเกาหลีเหนือ ที่จัดให้ทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” (Axis of Evil)
            หลายประเด็นในรายงานระบุชัดว่ารัสเซียกับจีนเป็นภัยคุกคามหลัก เพราะมีขีดความสามารถสูงสุดทั้งในปัจจุบันและ/หรืออนาคต มีการเผชิญหน้าบ่อยที่สุด จึงสรุปได้ว่าศัตรูตัวสำคัญปัจจุบันคือจีนกับรัสเซีย รองมาคืออิหร่านกับเกาหลีเหนือ

ในบางกรณีเช่นอิหร่านจะเห็นความพิลึกพิลั่นในการพยายามชี้ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ลักษณะเช่นนี้เกิดซ้ำๆ เช่น สมัยประธานาธิบดีบุชที่เห็นว่าอิรักเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ต้องรีบชิงโจมตี ล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน ต่อมาภายหลังได้ข้อสรุปว่าอิรักไม่ได้เป็นภัยคุกคามดังที่รัฐบาลบุชกล่าวอ้าง รัฐบาลบุชยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายข่าวกรอง เกิดคำถามตามมาว่านอกจากอิรักแล้ว อิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจวนตัวด้วยหรือไม่ เนื่องจากทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” เหมือนกัน
            รายงานของแคลปเปอร์จึงทำหน้าที่ตอกย้ำว่าประเทศใดหรือใครเป็นศัตรู เป็นภัยคุกคามร้ายแรงของสหรัฐไม่ว่าโดยข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่

ที่สุดแล้วคำถามสำคัญคือ รายงานเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษต่อชาวอเมริกัน ให้ประโยชน์หรือให้โทษมากกว่า แท้จริงแล้วรัฐบาลสหรัฐกำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษแก่พลเมืองของตนกันแน่
มีนโยบายที่ดีกว่านี้หรือไม่
--------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมามีข่าวดีของอิหร่าน เมื่อ IAEA ประกาศว่าอิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขเบื้องต้นของ JCPOA แล้ว ยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านใช้เพื่อสันติเท่านั้น ด้วยเหตุนี้สหรัฐ อียู และคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติจึงยกเลิกการคว่ำบาตร ข่าวดีที่สำคัญกว่ากองทัพสหรัฐไม่เป็นภัยคุกคามต่ออิหร่านดังสมัยสงครามอ่าวเปอร์เซีย อย่างไรก็ตามรากความขัดแย้งกับรัฐอาหรับยังคงอยู่และดำเนินต่อไป เพียงแต่ไม่สามารถใช้ประเด็นโครงการนิวเคลียร์เป็นเครื่องมืออีกต่อไป

บรรณานุกรม:
1. Clapper, James. (2016, February 9). Worldwide Threat Assessment of the U.S. Intelligence Community. U.S. National Intelligence. Retrieved from http://www.intelligence.senate.gov/sites/default/files/wwt2016.pdf
2. Iran policy against ‘arrogant’ U.S. won’t change. (2015, July 18). Al Arabiya News. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2015/07/18/Khamenei-policy-against-arrogant-U-S-won-t-change-.html
3. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.
4. JCPOA goes into force; Rouhani says new chapter opens with the world. (2015, January 17). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/index_View.asp?code=252269
5. Rayman, Noah. (2015, March 2). U.S. Intel Chief: Roughly 40 Americans Have Returned From Syria. Time. Retrieved from http://time.com/3729295/u-s-intel-chief-roughly-40-americans-have-returned-from-syria/
-----------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น