วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557

กำเนิด “รัฐสมัยใหม่” ตัวแสดงเอกของโลก

28 ธันวาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6627 วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2060571)

            ในโลกปัจจุบัน ในบรรดาตัวแสดงทุกประเภท “รัฐ” เป็นตัวละครหลัก/ ตัวแสดงเอก (primary actor) ของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่แปลกที่รัฐจะปรากฏอยู่ในหน้าข่าวต่างประเทศทุกวันและมากที่สุด
            บทความนี้จะนำเสนอประวัติกำเนิด “รัฐสมัยใหม่” และข้อวิพากษ์

ประวัติที่มา :
            เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมสลาย ดินแดนในทวีปยุโรปแยกออกเป็นแว่นแคว้นต่างๆ ที่เป็นอิสระต่อกัน เช่น อิตาลีแบ่งออกเป็นรัฐลอมบาร์ดี โรมานญา ทัสคานี เนเปิล ซีซีลี รัฐสันตะปาปา ฯลฯ เยอรมนีแยกออกเป็นรัฐแซกซอน ฟรังโกเนีย บาวาเรีย ชวาเบน ไมเซน ฯลฯ ฝรั่งเศสแยกออกเป็นรัฐบูร์กอญ กาสกอญ ตูลูส โพรวองส์ ฯลฯ เช่นเดียวกับสเปนและยุโรปตะวันออก เป็นสภาพที่อำนาจการเมืองกระจัดกระจายไม่รวมศูนย์ดังสมัยจักรวรรดิโรมัน
            จากนั้นการปกครองค่อยๆ พัฒนาเป็นระบบฟิลดัล (Feudal system) กับศาสนจักรโรมันคาทอลิก

            ศาสนจักรโรมันคาทอลิกเป็นองค์กรเดียวที่มีโครงสร้างทางอำนาจเข้มแข็ง บาทหลวงกระจายอยู่ทุกหนแห่ง ทุกแว่นแคว้น เป็นที่พึ่งของประชาชนท่ามกลางสภาวะสงคราม ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ
            ในปี ค.ศ.800 เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ หลังจากพระเจ้าชาร์เลอมาญแห่งชนชาติฟรังก์ชนะสงครามสามารถรวมดินแดนฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลีภาคเหนือและยุโรปตะวันตกทั้งหมด กลายเป็นอาณาจักรใหญ่ พระเจ้าชาร์เลอมาญได้ให้สันตะปาปาเลโอที่ 3 สวมมงกุฎจักรพรรดิ เป็นการยอมรับสิทธิอำนาจของประมุขศาสนาเหนือประมุขอาณาจักรฝ่ายโลก
            ค.ศ.962 สันตะปาปาโยอันเนสที่ 12 สวมมุงกุฎให้พระเจ้าออตโตที่ 1 และประกาศให้อาณาจักรของพระเจ้าออตโตที่ 1 เป็น “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” อำนาจของศาสนจักรจึงครอบคลุมสูงสุดทั้งทางธรรมกับทางโลก ประมุขคนใดที่ไม่เชื่อฟังหรือไม่ยอมรับอำนาจของสันตะปาปา อาจถูกประกาศบัพพาชนียกรรม (excommunication) ไล่ออกจากการเป็นศาสนิกชน ทำให้ประมุขขาดความน่าเชื่อถือ ขุนนางอาจก่อการยึดอำนาจ
            ในระดับรากหญ้า บาทหลวงกระจายอยู่ในทุกเมือง มีอิทธิพลต่อประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย มีบทบาทด้านการศึกษา กิจกรรมทางสังคม โบสถ์และธรณีสงฆ์เป็นอิสระจากอำนาจเจ้าเมือง ได้รับการยกเว้นภาษี มีข้าพระหรือผู้ใช้แรงงานในบังคับบัญชาของโบสถ์ เมื่อเวลาผ่านไปโบสถ์ร่ำรวย มีอิทธิพลมากขึ้นทุกที
            ดังนั้น ในยุคกลาง (ค.ศ.500-1500) ศาสนจักรโรมันคาทอลิกมีอิทธิพลอำนาจทั้งฝ่ายโลกและทางธรรม บาทหลวงทั้งหมดขึ้นตรงต่อสันตะปาปา กษัตริย์บางองค์เมื่อขึ้นครองราชย์ต้องได้รับการสวมมงกุฎจากสันตะปาปา ในบางแง่อาจตีความว่าเกิดสภาพอำนาจซ้อนอำนาจ

            แต่อำนาจของศาสนจักรโรมันคาทอลิกเริ่มเสื่อมด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่ มีการซื้อขายใบไถ่บาป เป็นความเชื่อที่ว่าการซื้อใบไถ่บาปจะช่วยให้ผู้ตายได้ขึ้นสวรรค์ บาทหลวงเท่านั้นที่สามารถเป็นคนกลางเชื่อมระหว่างผู้เชื่อกับพระเจ้า ศาสนิกชนบางส่วนต้องการฟื้นฟูศาสนา เมื่อได้ศึกษาพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ (Bible) ก็ยิ่งรู้ว่าหลักข้อเชื่อ แนวประพฤติปฏิบัติหลายอย่างไม่ถูกต้อง ตีความพระคัมภีร์ผิดเพี้ยน การประดิษฐ์เครื่องพิมพ์สมัยใหม่และแปลเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย เป็นอีกเหตุที่ทำให้หลายคนได้อ่านพระคัมภีร์โดยตรง (เดิมนั้นผู้เชื่อจะฟังคำสอนผ่านบาทหลวงเป็นหลัก) พระคริสต์ธรรมคัมภีร์แพร่กระจายอย่างกว้างขวาง (ทุกวันนี้พระคัมภีร์ยังเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์มากที่สุดในโลก) บาทหลวงไม่เป็นผู้ผูกขาดตีความอีกต่อไป

            ความเจริญก้าวหน้าของศิลปะวิทยาการแขนงต่างๆ เป็นอีกเหตุผลสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักคิดหลายคนค้นพบความรู้และแนวคิดที่ขัดแย้งกับคำสอนของศาสนจักร
            เช่น นักดาราศาสตร์ค้นพบว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างโลกให้เป็นศูนย์กลางจักรวาล โลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะ
            นักปรัชญาการเมือง นิกโคโล มาเคียเวลลี (Niccolo Machiavelli, 1469-1527) โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, 1588-1679) สนับสนุนให้เจ้าผู้ปกครองมีอำนาจเหนือทุกฝ่าย รวมทั้งศาสนจักร
            ความเจริญก้าวหน้าของศิลปะวิทยาการที่ขัดแย้งกับหลักศาสนา เป็นอีกเหตุที่สั่นคลอนสิทธิอำนาจของศาสนจักร

            ความขัดแย้งอันเนื่องจากความเชื่องทางศาสนา ความต้องการปฏิรูป ได้ขยายตัวและเชื่อมโยงกับอาณาจักรฝ่ายโลก เกิดสงครามระหว่างแว่นแคว้นที่ยังยึดมั่นศาสนาจักรกับฝ่ายต่อต้านหลายครั้ง สงครามครั้งสุดท้ายคือ สงคราม 30 ปี (Thirty Years War, 1618-1648) จบลงด้วยการลงนามสนธิสัญญาเวสฟาเลีย (Treaty of Westphalia) ในปี 1648 พร้อมกับเกิด “รัฐสมัยใหม่” (modern state) ผู้ครองรัฐต่างๆ สามารถกำหนดนิกายศาสนาด้วยตนเอง ไม่จำต้องขึ้นกับศาสนจักรอีกต่อไป เป็นการยุติอำนาจฝ่ายโลกของคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่มีมาตั้งแต่ยุโรปสมัยกลาง

            ผู้ปกครองหรือศูนย์กลางอำนาจของรัฐ จึงมี/ใช้อำนาจสูงสุดภายในขอบเขตรัฐหรือดินแดนของอิทธิพลของตน คำว่าอธิปไตย (Sovereignty) ในสมัยนั้นจึงมีความมุ่งหมายสำคัญที่ว่าผู้ปกครองฝ่ายโลกหรือกษัตริย์ได้แยกตัวตนออกจากอำนาจของสันตะปาปา รัฐที่ยึดมั่นหลักการนี้จะไม่มีระบบ 2 ผู้นำ คือ ผู้นำศาสนากับผู้ปกครองฝ่ายโลกที่ทับซ้อนกัน ผู้ปกครองฝ่ายโลกมีอำนาจสูงสุดในขอบเขตอิทธิพลทางการเมืองของตน (หรือขอบเขตประเทศหรือดินแดนของตนนั่นเอง) เว้นแต่บางเมืองบางรัฐที่ยังคงอยู่ใต้อิทธิพลของศาสนจักรต่ออีกระยะหนึ่ง
            ข้อตกลงสันติภาพเวสฟาเลียยังเป็นที่มาของหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของอีกฝ่าย เขตแดนกลายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าอดีต เพราะผู้ปกครองแต่ละคนมีอำนาจสูงสุดเหนือดินแดน รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างในดินแดนนั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นประชากร ทรัพยากรต่างๆ

            นักวิชาการบางคนอธิบายว่า เบื้องหลังของสงคราม 30 ปี คือการแข่งขันชิงอำนาจระหว่างฝ่ายศาสนจักรกับกษัตริย์ ผู้นำคาทอลิกพยายามเอาชนะรัฐโปรเตสแตนต์ เพื่อให้รัฐเหล่านี้กลับมาอยู่ใต้อำนาจศาสนจักรอีกครั้ง เพราะยึดมั่นว่าความเชื่อของคาทอลิกเท่านั้นที่ถูกต้อง อีกเหตุผลคือกษัตริย์บางองค์ต้องการขยายอำนาจของตน ต้องการครอบครองยุโรปทั้งหมดดังเช่นศาสนจักร กษัตริย์บางองค์อ้างเหตุผลศาสนาแต่เป้าหมายเบื้องหลังคือต้องการเพิ่มอำนาจของตน

            จากนั้น การแผ่ขยายอำนาจของยุโรปในยุคล่าอาณานิคม และการก่อตัวของลัทธิชาตินิยมในทวีปเอเชีย แอฟริกาและอเมริกา ทำให้แนวคิดรัฐสมัยใหม่กระจายไปยังทวีปต่างๆ ทั่วโลก รัฐในปัจจุบันจึงกลายเป็น “รัฐสมัยใหม่” ทั้งหมด
            อนึ่ง ในยุคปัจจุบันรัฐบางแห่ง ผู้นำศาสนา/ผู้นำจิตวิญญาณมีอำนาจสูงสุดหรือมีอำนาจพิเศษบางอย่างเหนือรัฐ ได้แก่ นครรัฐวาติกัน ประเทศอิหร่าน (กรณีอิหร่านเป็นศาสนาอิสลาม มีประวัติที่มาของตนเอง)
            กว่า 366 ปีนับจากสนธิสัญญาสันติภาพเวสฟาเลีย ทุกวันนี้น้อยคนที่จะเข้าใจหรือเอ่ยหลักการผู้นำฝ่ายโลกกับผู้นำศาสนาที่ร่วมปกครองดูแลอาณาเขตเดียวกัน (ยกเว้นบางประเทศ เช่น อิหร่าน) เมื่อพูดถึงอธิปไตยจะมุ่งหมายถึงรัฐผู้มีสิทธิอำนาจสูงสุดเหนือเขตแดน เป็นการยึดโยงกับยุโรปในสมัยกลางที่ให้ความสำคัญกับ “พื้นที่” มากกว่า “คนในพื้นที่” ผู้ถืออำนาจรัฐหรือผู้ปกครองคือผู้มีอำนาจสูงสุดเหนือพื้นที่ของตน
            ปัจจุบัน การพูดถึงความเป็นชาติของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในแวดวงวิชาการหรือนอกวิชาการ จะไม่เอ่ยถึงที่มาของรัฐสมัยใหม่ บ่อยครั้งเป็นเรื่องของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอ้างการสร้างชาติแบบตะวันตกเพื่อปฏิวัติ ล้มล้างระบอบการปกครองเดิมหรืออำนาจต่างชาติ แล้วได้ระบอบประชาธิปไตย สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เผด็จการ ดังนั้นเมื่อเทียบกับหลักคิดเรื่องที่มาของของรัฐสมัยใหม่แล้ว จึงเป็นเรื่องราวของการแย่งชิงอำนาจของชนชั้นปกครองฝ่ายโลก

 “รัฐคือสิ่งประดิษฐ์และปรับเปลี่ยน” :
            การเข้าใจประวัติศาสตร์ที่มาของรัฐสมัยใหม่ให้ข้อคิดสำคัญว่าเดิมนั้นมนุษย์อยู่โดยปราศจากรัฐ รัฐสมัยใหม่หรือรัฐในปัจจุบันเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งประดิษฐ์คิดค้น พัฒนาจากการเมืองการปกครองที่ผู้ปกครองฝ่ายโลกพยายามแยกตัวออกจากศาสนจักร แล้วตกทอดถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้มนุษย์ทุกคนจึงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐ อันหมายถึงอยู่ภายใต้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลผู้ถืออำนาจหรือบริหารอำนาจ (ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนยังต้องมีตัวแทนเข้าไปร่วมปกครอง ประชาชนไม่ได้บริหารประเทศโดยตรง)

            แต่อธิปไตยของรัฐถูกสั่นคลอน ทั้งแบบยินยอมและไม่ยินยอม
            เช่น บางประเทศหยิบยกเหตุผลที่อ้างว่า “เหนือกว่า” อธิปไตยรัฐ เช่น หลักสิทธิมนุษยชนสากลเพื่อแทรกแซงประเทศอื่น หลายประเทศยอมสละอธิปไตยบางส่วนเพื่อเข้าองค์การค้าโลก ประเทศจีนต้องใช้ความพยายามกว่า 10 ปีเพื่อเป็นสมาชิก โลกาภิวัตน์ที่เชื่อมโยงทุกส่วนของโลกเข้าหากันมากขึ้น เกิดทั้งผลดีผลเสีย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหลือเพียงสิ่งเดียวอย่างเดียว อธิปไตย ความเป็นชาติถูกลดทอน แต่ไม่ถึงกับสูญสิ้น
            อีกทั้งยังมีตัวแสดงที่มิใช่รัฐ (Nonstate Actor) เกิดขึ้นอย่างมากมาย พยายามมีบทบาทเทียบรัฐ เข้าควบคุมหรือทำให้รัฐดำเนินนโยบายตอบสนองความต้องการของกลุ่ม ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าลักษณะของรัฐหรือความเป็นรัฐมีพลวัต (dynamic) เปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง

            หากมองในภาพกว้างจะเห็นว่ารัฐเป็นสิ่งประดิษฐ์ เป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่สมมติขึ้น การจะคงอยู่หรือไม่จึงขึ้นกับการยอมรับหรือปฏิเสธ อีกทั้งน่าจะสามารถพัฒนาให้รัฐ (หรือเรียกชื่อใดก็ตาม) ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เป็นประเด็นที่น่าใคร่ครวญ
            John A. Jacobson ตั้งโจทย์ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชน สังคมและรัฐควรจะเป็นอย่างไร
            อาจถึงเวลาแล้วที่จะให้กำเนิดแนวคิด “รัฐสมัยใหม่” อีกครั้ง
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
อธิบายความสำคัญของการเมือง การเมืองการปกครองเป็นเรื่องใกล้ตัว

บทความว่าด้วยรัฐแบ่งเป็น 3 ตอน ตอนแรกกล่าวถึงนิยามคำว่ารัฐ แนวคิด ทฤษฎีกำเนิดแห่งรัฐ (Origin of State)

พัฒนาการและรูปแบบรัฐ องค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่ 

อำนาจอธิปไตย แนวคิดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย ลักษณะของอำนาจอธิปไตย การสั่นคลอนอำนาจอธิปไตย รัฐในอนาคต บทบาทหน้าที่แห่งรัฐ

บรรณานุกรม :
1.รุ่งพงษ์ ชัยนาม, รศ.ดร. (2554) สงครามกับการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลก ใน เอกสารการสอนชุดวิชาสังคมโลก นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
2. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
3. Haass, Richard N. (2005).  The Politics of Power: New Forces and New Challenges. Harvard International Review. Retrieved from http://hir.harvard.edu/articles/1340/1/>
4. Jacobson, John A.(1998). An Introduction to Political Science. CA: West/Wadsworth publication.
5. Kissinger, Henry. (2002). Does America Need a Foreign Policy?: toward a diplomacy for the 21st century. New York: Touchstone.
6. Scheve, Kenneth F., & Slaughter, Matthew J. (2007). A New Deal for Globalization.  Foreign Affairs, July/August 2007. Retrieved from http://www.foreignaffairs.org/20070701faessay86403/kenneth-f-scheve-matthew-j-slaughter/a-new-deal-for-globalization.html
7. Spencer, Philip., & Wollman, Howard. (2002). Nationalism: A Critical Introduction. London: SAGE Publications.
8. Viotti, Paul., & Kauppi, Mark. (2009). International Relations and World Politics (4th Ed.). USA.: Pearson Education.
-------------------------------

2 ความคิดเห็น:

  1. ขอบคุณมากครับทำให้เข้าใจความเป็นมาของกำเนิด รัฐสมัยใหม่ได้ชัดเจนขึ้น

    ตอบลบ
  2. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...