ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โจ ไบเดนกับใครสนับสนุน IS สงครามซุนนี-ชีอะห์และการโค่นล้มอัสซาด (ตอนที่ 3)

ข้อวิพากษ์ทั้งหลายมาจากคำถามแรกของนักศึกษา ถามว่ารัฐบาลโอบามาตอบสนองสถานการณ์ซีเรียช้าเกินไปหรือไม่ รองประธานาธิบดีโจ ไบเดนตอบว่ามีเหตุผล 2 อย่าง ข้อแรกคือ รัฐบาลพยายามมองหาฝ่ายต่อต้าน “สายกลาง” (moderate middle) และมาถึงเหตุผลข้อ 2 ที่เกิดข้อวิพากษ์
            เหตุผลข้อ 2 สามารถแยกแยะเป็น 3 ข้อย่อย ข้อแรก ชาติอาหรับมุ่งมั่นที่จะโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด ข้อ 2 เป็นสงครามตัวแทนของซุนนี-ชีอะห์ และข้อ 3 ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ เช่น กาตาร์ ให้เงิน อาวุธแก่ทุกกลุ่มที่ต่อสู้อัสซาด รวมทั้ง Al-Nusra อัลกออิดะห์ และกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS)
            สงครามกลางเมืองซีเรียเริ่มบานปลายเมื่อสันนิบาตอาหรับระงับสมาชิกภาพของซีเรีย ต่อมาในเดือนมกราคม 2012 สันนิบาตอาหรับเรียกร้องให้ประธานาธิบดีอัสซาดก้าวลงจากอำนาจ และขอให้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติสนับสนุน แต่รัสเซียกับจีนไม่เห็นด้วย
            การระงับสมาชิกภาพซีเรียคือความพ่ายแพ้ทางการเมืองระหว่างประเทศครั้งร้ายแรงของรัฐบาลอัสซาด ทำให้ถูกโดดเดี่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคและจากอีกหลายประเทศทั่วโลก เกิดเรื่องอื่นๆ ตามมามากมาย เป้าหมายสุดท้ายคือล้มรัฐบาลอัสซาด
            ไม่กี่เดือนต่อมา ฝ่ายต่อต้านเริ่มได้รับอาวุธจากต่างชาติ ส่งเสริมให้รวมกลุ่ม ปรากฏองค์กรชื่อ Free Syrian Army เป็นตัวแทนฝ่ายต่อต้านสายกลาง

            Reese Erlich ผู้ศึกษาสถานการณ์ซีเรียอย่างใกล้ชิด เห็นว่าพวก Free Syrian Army ส่วนใหญ่แม้จะละหมาดวันละ 5 ครั้งและถือศีลอดในช่วงรอมฎอน (Ramadan) แต่ไม่ได้ต่อต้านรัฐบาลด้วยแรงจูงใจทางศาสนาอย่างแท้จริง เป็นเพียงการแสดงออกให้เห็นว่าถือศาสนาเท่านั้น เพื่อที่จะร้องขอการสนับสนุนทางการเงินและอาวุธจากซาอุดิอาระเบียและการประเทศในภูมิภาคอ่าว
            มติโค่นล้มระบอบอัสซาดของสันนิบาตอาหรับเป็นการตัดสินใจทางการเมืองระหว่างประเทศที่สำคัญและมีพลัง เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ขั้นรุนแรง ทำให้ความขัดแย้งภายในประเทศซีเรียกลายเป็นความสงครามกลางเมืองที่มีตัวแสดงอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ชาติมหาอำนาจ ประเทศในภูมิภาค จนถึงผู้ก่อการร้ายหลายกลุ่ม รวมทั้งกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS)
สนใจคลิกที่รูป

โอบามาต้องการโค่นล้มระบอบอัสซาดเช่นเดียวพันธมิตรอาหรับ:
            ในงานแสดงปาฐกถา รองประธานาธิบดีไบเดนกล่าวอย่างชัดเจนว่า “ปัญหาใหญ่ที่สุดคือพันธมิตรของเราเอง” ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ เช่นกาตาร์ “มุ่งมั่งโค่นล้มอัสซาดและทำสงครามตัวแทนของซุนนี-ชีอะห์
            ประเด็นสำคัญที่รองประธานาธิบดีไม่เอ่ยถึงคือ รัฐบาลโอบามามีนโยบายไม่แตกต่างจากพันธมิตรอาหรับ นั่นคือ โค่นล้มระบอบอัสซาด รัฐบาลโอบามาประกาศจุดยืนดังกล่าวไม่กี่เดือนหลังการประท้วงในซีเรียกลายเป็นเหตุนองเลือด เหตุผลหลักที่ประธานาธิบดีโอบามายกขึ้นมาอ้างคือรัฐบาลอำนาจนิยมอัสซาดปราบปรามและเข่นฆ่าประชาชนที่ชุมนุมอย่างสงบ สหรัฐไม่ยอมรับหลักการที่อ้างอธิปไตยแล้วสามารถสังหารหมู่พลเรือน

            สถานการณ์ในปีแรกนั้น รัฐบาลโอบามาอาจประเมินว่ารัฐบาลอัสซาดคงจะล้มในไม่ช้า ไม่ต่างจากกรณีอาหรับสปริงในประเทศอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในอีก 2-3 ประเทศ คิดว่าการสนับสนุนทางการทูต การคว่ำบาตรรัฐบาลอัสซาดน่าจะเพียงพอ และในช่วงปีแรกนั้น ฝ่ายรัฐบาลซีเรียพ่ายแพ้ในหลายพื้นที่ รัฐบาลขาดเสถียรภาพ
            แต่จนบัดนี้ผ่านมาแล้ว 3 ปีครึ่ง สงครามกลางเมืองซีเรียที่ตอนแรกมีผู้เสียชีวิตไม่กี่ร้อยคน กลายเป็นหลักพัน ต่อมากลายเป็นหลักหมื่น ล่าสุดมีคนเสียชีวิตถึง 200,000 คน เพราะทุกรัฐบาลที่เกี่ยวข้องต่างยึดมั่นในจุดยืนของตน รวมทั้งรัฐบาลโอบามาด้วย

            ข้อเท็จจริงคือ ในขณะที่รองประธานาธิบดีไบเดนวิพากษ์ว่าความยืดเยื้อของสงครามกลางเมืองซีเรียเกิดจากความต้องการของพันธมิตรในภูมิภาค แต่รัฐบาลโอบามากลับสนับสนุนฝ่ายต่อต้านอย่างต่อเนื่อง
            ประธานาธิบดีโอบามาเคยพูดว่าไม่สามารถแก้ปัญหาซีเรียด้วยการใช้กำลัง กล่าวว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา “ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ใช้ปฏิบัติการทางทหาร เพราะเราไม่สามารถแก้ปัญหาสงครามกลางเมืองของผู้หนึ่งผู้ใดด้วยการใช้กำลัง โดยเฉพาะหลังจาก (ประสบการณ์) หนึ่งทศวรรษแห่งการทำสงครามในอิรักกับอัฟกานิสถาน”
            แต่บัดนี้ รัฐบาลโอบามาประกาศอนุมัติให้อาวุธแก่ฝ่ายต่อต้าน เป็นมติเอกฉันท์จากสภาครองเกรส

            ประเด็นที่ควรย้ำคือ การติดอาวุธฝ่ายต่อต้านเป็นต้นเหตุสำคัญทำให้สงครามยืดเยื้อ มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยไม่เห็นวี่แววว่าจะยุติเมื่อไหร่ การเข้าแทรกแซงโดยอ้างว่าเพราะเหตุรัฐบาลอัสซาดปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง กลายเป็นต้นเหตุทำให้ผู้คนล้มตายมากกว่าตอนแรกนับสิบนับร้อยเท่า
            และขณะนี้รัฐบาลโอบามาได้ส่งอาวุธที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม มีอานุภาพทำลายล้างมากกว่าเดิมเข้าสู่สมรภูมิซีเรียแล้ว

            Talleyrand ตั้งคำถามว่าการไม่แทรกแซงคือการแทรกแซงรูปแบบหนึ่ง แต่การแทรกแซงที่ยิ่งทำให้ผู้คนล้มตายมากขึ้น นั่นคือการปกป้องสิทธิมนุษยชนด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนหนักกว่าเดิมหรือไม่ และชี้ว่าการแทรกแซงควรมีเป้าหมายเพื่อยุติความรุนแรง แก้ปัญหาด้วยการเจรจา

แรงกดดันจากพันธมิตรอาหรับ :
            ในมุมมองของรองประธานาธิบดีไบเดน ปัญหาความวุ่นวายในซีเรียทั้งหมดมีต้นกำเนิดจากพันธมิตรอาหรับ ดังประโยคแรกที่กล่าวว่า “ปัญหาใหญ่ที่สุดคือพันธมิตรของเราเอง” ก่อนจะร่ายยาวอีกหลายประโยค
            ถ้าไม่วิพากษ์ว่าท่านพยายามเบี่ยงเบนประเด็นสงครามกลางเมืองซีเรียว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งของประเทศในภูมิภาค รัฐบาลโอบามาเพียงทำหน้าที่ปราบปรามผู้ก่อการร้าย ไม่วิพากษ์ว่าเป็นการโยนความผิดแก่รัฐบาลชาติอาหรับที่สหรัฐเรียกว่า “พันธมิตร” แก่นแท้ของเรื่องนี้คือ รัฐบาลในภูมิภาคกดดันรัฐบาลโอบามา ทำให้รัฐบาลโอบามาที่ตอนแรกเพียงสนับสนุนทางการทูต ส่งมอบความช่วยเหลือที่ไม่ใช่อาวุธ (non-lethal aid) จากนั้นเปลี่ยนเป็นการพยายามหาข้ออ้างใช้กำลังทหารโจมตีรัฐบาลอัสซาด อ้างว่าฝ่ายอัสซาดใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือนจำนวนมาก แต่ไม่อาจแสดงหลักฐานต่อสาธารณชนเมื่อรัสเซียร้องขอ ในที่สุดประธานาธิบดีโอบามาไม่ยอมสั่งโจมตีแม้มีอำนาจ กลับโยนเรื่องให้สภาคองเครสตัดสินใจ และเรื่องเงียบไปในที่สุด
            ต่อมา กองกำลัง IS มีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อบุกอิรักตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา สถาปนารัฐอิสลาม เป็นเหตุให้สหรัฐกับชาติพันธมิตรหลายประเทศร่วมกันจัดตั้งกองกำลังโจมตี IS ดังที่เป็นข่าวในขณะนี้ (รายละเอียดเคยวิเคราะห์แล้ว)
            ดังนั้น คำพูดของรองประธานาธิบดีไบเดนที่ชี้ว่าปัญหาความวุ่นวายในซีเรียทั้งหมดมีต้นกำเนิดจากพันธมิตรอาหรับจึงน่าจะถูกต้องไม่มากก็น้อย และเกิดคำถามว่านโยบายของสหรัฐต่อซีเรียมาจากผู้ใด และเพื่อผลประโยชน์ของใครกันแน่

ข้อเสนอและคาดการณ์สถานการณ์ซีเรียในอนาคต :
            ตลอด 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา ทุกฝ่ายยอมรับว่าที่สุดแล้วการยุติสงครามกลางเมืองซีเรียต้องใช้วิถีทางการเมือง หากรัฐบาลโอบามาหวังให้ซีเรียมีสันติภาพโดยเร็ว ผู้คนไม่ล้มตายมากกว่านี้ ควรยกเลิกนโยบายโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด ให้ทุกฝ่ายระงับการส่งอาวุธแก่ทั้งรัฐบาลซีเรียและฝ่ายต่อต้าน กองทัพสหรัฐกับพันธมิตร รวมทั้งกองทัพรัฐบาลซีเรียเข้าปราบปรามกวาดล้างกองกำลังติดอาวุธต่างชาติ กลุ่มก่อการร้ายต่างๆ จากนั้นให้กองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติ (UN Peacekeeping) เข้าควบคุมสถานการณ์อีกชั้นหนึ่ง พร้อมกับจัดเลือกตั้งใหม่ ให้สหประชาชาติเป็นผู้ดำเนินการ ให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม รัฐบาลใหม่ดำเนินนโยบายสร้างความปรองดอง
            ทั้งหมดนี้อยู่บนเงื่อนไขว่า รัฐบาลโอบามาจะต้องให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคล อิสรภาพ เสรีภาพของชาวซีเรีย

            สถานการณ์ซีเรียล่าสุด รัฐบาลอัสซาดยังคงอยู่ IS ขยายปฏิบัติการไปสู่เมืองโคบานีถิ่นอาศัยของพวกเคิร์ดซีเรียที่พยายามจะปกครองตนเอง การปะทะระหว่าง IS กับพวกเคิร์ดไม่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอัสซาด ทั้งยังเป็นประโยชน์ในแง่ที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล 2 กลุ่มสู้กันเอง
            รัฐบาลโอบามายืนยันว่าการปราบปราม IS ต้องใช้เวลา เมื่อผนวกกับการให้ความช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านอย่างต่อเนื่อง ให้อาวุธที่มีอานุภาพมากขึ้น เครื่องกระสุนดินดำที่เต็มคลังอยู่เสมอ คาดว่าซีเรียยังอยู่ในสถานการณ์สู้รบต่อไป เป็นไปได้ว่าอาจต้องรอถึงปี 2017 นั่นคือต้องรอให้สหรัฐได้ประธานาธิบดีคนใหม่ ให้ผู้นำประเทศคนต่อไปเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร มีเหตุอ้างว่าเป็นความต้องการของชาวอเมริกัน
            แต่การปล่อยให้เวลายืดยาวออกไปย่อมหมายถึงมีผู้บาดเจ็บล้มตายมากขึ้น ก่อนจะถึงปี 2017 ตัวเลขอาจกลายเป็น 300,000 คนหรือมากกว่าก็เป็นได้

            ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การวิเคราะห์เหตุการณ์ในซีเรีย อิรัก มีได้หลายแนวทาง บางแนวทางอธิบายว่าการที่ประเทศหนึ่งบ่อนทำลายอีกประเทศเป็นเรื่องปกติ มีหลักฐานให้เห็นมากมาย คำพูดที่ฟังดูมีมนุษยธรรมนั้นเป็นเพียงคำหวาน เป็นโฆษณาชวนเชื่อ เป็นส่วนหนึ่งของสงครามนอกแบบ (unconventional warfare) ระดับโลก แต่ไม่ว่าจะวิเคราะห์วิพากษ์อย่างไร ประเทศทั้งหลายควรตั้งคำถามว่าอยากให้ตนเป็นซีเรียหรืออิรักรายต่อไปหรือไม่ นี่คือโจทย์ที่ทุกคนในสังคมควรมีคำตอบร่วมกัน และควรจะได้คำตอบร่วมก่อนเกิดเหตุวุ่นวายในประเทศ เพราะเมื่อถึงเวลานั้นอาจสายเกินไป
2 พฤศจิกายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6571 วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ.2557)
----------------------------
ประชาสัมพันธ์ :
เชิญมาร่วมธุรกิจเครือข่ายกับคุณก้อง อรรฆรัตน์ นิติพล ผู้ผลิตรายการอายุน้อยร้อยล้าน
INDEEM (อินดีม) เครือข่ายผู้บริโภค สินค้าคุณภาพ ใช้ดีแล้วบอกต่อ เพิ่มโอกาสเพิ่มรายได้ เครือข่ายที่ให้ความสำคัญกับสมาชิกทุกคน

โทร 083-0725036 ไลน์ @7chanchai

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ในโลกมุสลิมมีผู้เชื่อว่าซุนนีกับชีอะห์มีความขัดแย้ง และในขณะนี้มีผู้พยายามอ้างว่าสงครามในซีเรียกับอิรักคือสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์ โดยเชื่อมโยงว่า IS คือเครื่องมือของซุนนี แต่เมื่อองค์กร ผู้นำจิตวิญญาณอิสลามประกาศชัดว่า IS ไม่ใช่อิสลาม การอ้าง IS เป็นเหตุผลสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์จึงตกไป น่าแปลกใจที่รองประธานาธิบดีไบเดนกลับพยายามดึง IS เข้าไปอยู่ในอิสลาม ยังยืนยันว่า IS อยู่ในกลุ่มซุนนี กำลังทำสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์

รองประธานาธิบดีไบเดนอ้างว่ารัฐบาลตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ให้เงินและอาวุธกับผู้ก่อการร้าย รวมทั้งกลุ่ม IS แม้ว่าทำเนียบขาวจะชี้แจงว่าท่านไม่ได้ตั้งใจหมายความเช่นนั้นจริง แต่เป็นอีกข้อมูลอีกชิ้นที่ชี้ว่าชาติอาหรับให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย และเกิดคำถามว่าคำพูดของท่านสร้างความกระจ่างหรือสร้างความสับสนกันแน่

บรรณานุกรม ตอนที่ 3:
1. Erlich, Reese. (2014). Inside Syria: The Backstory of Their Civil War and What the World Can Expect. New York: Prometheus Books.
2. Falk, Richard. (2014). Global Security and International Law. In Kaldor, Mary., & Rangelov, Iavor. (Eds.), The Handbook of Global Security Policy (pp.320-337). USA: John Wiley & Sons Ltd
3. Masters, Jonathan. (2013, September 11). Syria's Crisis and the Global Response. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://www.cfr.org/syria/syrias-crisis-global-response/p28402
4. Pazzanese, Christina. (2014, October 3). All Politics is Personal; VP Biden Delivers Address at Kennedy School Forum. Retrieved from http://www.hks.harvard.edu/news-events/news/articles/joe-biden-forum-event) – สามารถดูเทปบันทึกได้ในเว็บไซต์นี้
5. Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. (2013, September 24). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly
6. Remarks by the President in Address to the Nation on Syria. (2013, September 10). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/10/remarks-president-address-nation-syria
7. Remarks by the Vice President at the John F. Kennedy Forum. (2014, October 3). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/10/03/remarks-vice-president-john-f-kennedy-forum
--------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

America First, America Lonely

โดนัลด์ ทรัมป์ชูแนวคิด America First พร้อมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ประเทศ แต่หลายนโยบายที่ยึดแนวทางนี้ส่งผลให้สหรัฐโดดเดี่ยวตัวเอง โลกกำลังก้าวสู่ความเป็นพหุภาคีมากขึ้น

หลักนโยบายแม่บทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ “หลักนิยมทรัมป์” (Trump’s Doctrine) ตั้งอยู่บนแนวคิด “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) หมายถึงการบริหารประเทศที่ถือผลประโยชน์ของชาติกับพลเมืองเป็นที่ตั้ง แม้จะขัดแย้งประเทศอื่นๆ ละเมิดศีลธรรมคุณธรรม ตั้งอยู่บนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) แบบสุดขั้ว ระบบโลกเหมือนป่าดงดิบที่สัตว์ป่าทั้งหลายต่างดิ้นรนหาทางอยู่รอดโดยไม่คำนึงกฎใดๆ ยึดอธิปไตยชาติเป็นสำคัญ รัฐบาลทุกประเทศมีสิทธิ์และมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตน เป็นลัทธิอเมริกานิยม (Americanism) ไม่ใช่โลกนิยม (globalism) บทความนี้เขียนขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์บริหารประเทศกว่าปีครึ่งแล้ว ความเป็น “อเมริกาต้องมาก่อน” ปรากฏชัดเจนมากขึ้น ในที่นี้จะนำเสนอบางตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจหลักการดังกล่าวและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ไม่สนกติกาองค์การค้าโลกอีกต่อไป : ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวโจมตีองค์การค้าโลกเมื่อ…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

ติมอร์-เลสเต จะเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11 หรือไม่

นับจากประเทศกัมพูชาเข้าร่วมสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1999 จนถึงบัดนี้ยังไม่มีประเทศใดเข้าร่วมอาเซียนอีก อาเซียนปัจจุบันจึงคงมีสมาชิกทั้งสิ้น 10 ประเทศ ไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลประเทศติมอร์-เลสเตพยายามขอเข้าร่วมสมาคมอาเซียน เกิดคำถามว่าอาเซียนจะมีสมาชิกใหม่หรือไม่ อะไรเป็นเหตุผลการรับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิก             เมื่อเอ่ยชื่อประเทศติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) น้อยคนนักที่จะรู้จักหรือเคยไปเยือนประเทศนี้เนื่องจากเป็นรัฐเกิดใหม่ บางคนอาจรู้จักในนามติมอร์ตะวันออกจากข่าวการต่อสู้เพื่อเอกราชอย่างยาวนานกับอินโดนีเซีย ก่อนได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 2002             ติมอร์-เลสเต มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ตั้งอยู่บนเกาะติมอร์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซีย เมื่อได้รับเอกราชแล้วอาณาเขตรัฐประกอบด้วยชนหลายกลุ่ม ทั้งพวกที่เคยต่อสู้เพื่อเอกราช พวกที่เดิมอาศัยอยู่ที่เขตเมืองหรือหมู่บ้านภายใต้การปกครองของอินโดนีเซีย และพวกที่ลี้ภัยออกนอกอาณาเขตเนื่องจากความไม่สงบที่ผ่านมา สภาพที่ประชาชนมี…