ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

QE3 เป็นสัญญาณบวกหรือลบกันแน่

บทความ 18 ก.ค. 2012
ชาญชัย
                ในขณะที่ตลาดเงินตลาดทุนกำลังใจจดใจจ่อกับคำให้การของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ นายเบน เบอร์นันกี้ เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม เป็นอีกครั้งในหลายครั้งที่มีผู้คาดหวังอยากให้ธนาคารกลางสหรัฐฯออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ซึ่งอาจเป็นมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3 (QE3)
            หากออก QE3 (หรือเป็นชื่ออื่นที่มีนัยว่าคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่) อย่างน้อยในระยะสั้นระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯย่อมกระเตื้องขึ้นอย่างแน่นอน และส่งผลกระตุ้นระบบเศรษฐกิจทั่วโลกด้วย
            แต่หากมองในทางลบ สามารถตีความได้ว่าแม้ธนาคารกลางต้องการให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจหลายครั้งหลายหนที่ผ่านมาทำได้แค่กระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้น ชั่วคราว เท่านั้น เปรียบเสมือนให้ ยาบรรเทาปวด ที่เมื่อหมดฤทธิ์ยาแล้วอาการเจ็บป่วยอันเนื่องจาก โรคร้าย ก็ปรากฏให้เห็นอีกครั้งทันที
            พูดชัดๆคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาไม่สามารถ รักษา โรคร้ายตามต้องการ ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง
            ดังนั้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ อาจถูกตีความได้ว่า มีค่าเป็นเพียง ยาบรรเทาปวด อีกชุดหนึ่ง แต่ไม่ใช่ ยารักษาโรค
            การฟื้นตัวจาก QE3 จึงเป็นเพียง ชั่วคราว เท่านั้น ประเดี๋ยวยาก็จะหมดฤทธิ์
            การมองในแง่ลบเช่นนี้ หากมองถอยหลังไปไกลๆ ตีความได้ว่า ตั้งแต่วิกฤติปี 2008 นโยบายเศรษฐกิจ มาตรการกระตุ้นต่างๆ ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวอย่างแท้จริง หรือไม่ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ระบบเศรษฐกิจยังส่งอาการป้อแป้ให้เห็นเป็นระยะๆ เช่น การจ้างงานที่น้อยกว่าคาด ดัชนีเศรษฐกิจหลายตัวที่ขึ้นๆลงๆ แสดงถึงความไม่ชัดเจนว่าฟื้นจริง
            เมื่อเป็นเช่นนั้น คาดการณ์ผลประกอบของธุรกิจสหรัฐฯส่วนใหญ่ในวันข้างหน้าจึงอยู่ในทิศทางของการชะลอตัว
            และหากมองในกรอบที่กว้างกว่าสหรัฐฯ เท่ากับว่าในตอนนี้ระบบเศรษฐกิจทั้งฝั่งสหรัฐฯกับฝั่งอียูกำลังย่ำแย่ และตกอยู่ในภาวะลำบากยิ่งกว่าปี 2008 เพราะสมัยนั้นอียูยังแข็งแกร่งกว่าตอนนี้มาก
            เป็นไปได้ไหมว่า QE3 คือสัญญาณชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังอยู่ในภาวะขับเคี่ยวระหว่างการฟื้นตัวกับการถดถอยรอบใหม่ หรือกำลังตอกย้ำว่าสหรัฐฯยังไม่ได้ผ่านพ้นวิกฤติ 2008
--------------


ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018: ถอดบทเรียนที่ได้ ชัยชนะของทรัมป์

กระแสต่อต้านทรัมป์มีจริงแต่ไม่แรงอย่างที่หลายฝ่ายนำเสนอ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศตามแนวทางของตนต่อไป ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ไม่กี่วันก่อนเลือกตั้ง ผลโพลรายงานว่าพรรคเดโมแครทจะได้ ส.ส. เพิ่ม 23 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ในขณะที่รีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงประธานาธิบดีทรัมป์กับพรรครีพับลิกันของท่านเน้นหาเสียงให้กับวุฒิสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นแผนหรือเป็นการคาดการณ์ตามผลโพล ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งทรัมป์เอ่ยเรื่องที่ต้องการได้ ส.ว.เพิ่มขึ้น ส.ส.ลดลง “คลื่นน้ำเงิน” (Blue Wave): ถ้าใช้ข้อมูลที่พูดแง่ลบต่อทรัมป์ 3 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งทรัมป์ประกาศว่าหากรีพับลิกันแพ้ไม่ใช่ความผิดของตน ผลโพลหลายสำนักชี้ว่าคนจำนวนมากออกไปใช้สิทธิ์เพราะต้องการแสดงตนต่อต้านประธานาธิบดี ยกตัวอย่างผลโพลของ CNN ชี้ว่าร้อยละ 42 ของผู้ที่จะไปใช้สิทธิจะลงคะแนนเพื่อส่งสารแสดงตนบอกว่าผลงานรัฐบาลไม่เข้าตา ร้อยละ 28 ตั้งใจไปเลือกตั้งเพื่อสนับสนุนประธานาธิบดี และอีกร้อยละ 28 เช่นกันพูดว่าไม่ได้เลือกเพราะทรัมป์ นักวิชาการบางคนเห็นว่าเป็นไปตามทิศทางเล…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…