ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สัญญาณอันตรายจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสเปน

สเปนกลับมาเป็นปัญหาอีกรอบ เมื่อวันนี้ (19 มิ.ย.) รัฐบาลสเปนต้องขายพันธบัตรอายุ 12 เดือนในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5.07 กับพันธบัตรอายุ 18 เดือนด้วยด้วยเบี้ยร้อยละ 5.11 อัตราดอกเบี้ยของทั้งคู่เพิ่มขึ้นราว 200 basis points เมื่อเทียบกับการขายพันธบัตรชนิดเดียวกันเมื่อเดือนก่อน หรือเท่ากับว่าในเวลาเพียงเดือนเดียว ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2% จากเดือนก่อนที่จ่าย 3% เดือนนี้กลายเป็น 5%
แม้จะมีส่วนที่เป็นข่าวดีอยู่ด้วยคือ รัฐบาลสเปนสามารถขายได้ตามเป้าหมายที่ราว 3 พันล้านยูโร
            ส่วนพันธบัตรรัฐบาลที่ขายเมื่อวานชนิดอายุ 10 ปี ต้องขายในอัตราดอกเบี้ยกว่าร้อยละ 7 ได้ส่งสัญญาณลบแก่ระบบการเงินโลกก่อนแล้ว
            ผลการขายพันธบัตรระยะยาวเมื่อวานกับระยะสั้นวันนี้ สะท้อนว่าตลาดการเงินกังวลต่อตลาดเงินสเปนเป็นอย่างยิ่ง
            สะท้อนอีกว่า สิ่งที่ชาติสมาชิกยูโรโซนสัญญาว่าจะให้รัฐบาลสเปนกู้เงิน 100 พันล้านยูโรเพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่ธนาคารพาณิชย์เมื่อสัปดาห์ก่อนไม่ส่งผลให้ตลาดคลายความวิตกได้จริง อีกทั้งบางคนยังอธิบายว่าวิธีการดังกล่าวเป็นการเพิ่มหนี้สินแก่รัฐบาลสเปนให้มากขึ้นไปอีก
รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสเปน นาย Cristobal Montoro จึงออกมาเรียกร้องเมื่อวันจันทร์ให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ช่วยซื้อพันธบัตรสเปนเพื่อลดแรงกดดันอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ซึ่ง ECB เคยทำเมื่อปีก่อน
            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่า ถ้าจะแก้ปัญหาอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสเปนอย่างจริงจัง ชาติสมาชิกยูโรโซนจะต้องกล้าตัดสินใจที่จะปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้นกว่านี้ แต่เป็นที่เข้าใจกันว่าความเห็นยังแยกเป็น 2 กลุ่มเช่นเคย กลุ่มที่นำโดยประเทศเยอรมันไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว
            ปัญหาอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสเปนกลายเป็นอีกแรงกดดันให้ ECB ต้องตัดสินใจใช้มาตรการที่เฉียบขาดพอที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ตลาดเงินยุโรป
            สองวันนี้สเปนขายพันธบัตรได้จำนวนเงินตรงตามต้องการ ถือว่าเดินต่อไปข้างหน้าได้อีกระยะหนึ่ง แต่ปัญหาจะกลับมาแน่ ถ้าชาติสมาชิกยูโรโซนยังต้องการเวลาที่จะคิดเห็นตรงกันและตัดสินใจก้าวไปด้วยกัน
            การประชุมสุดยอดผู้นำอียูปลายเดือนนี้น่าจะให้คำตอบได้ หรือไม่ก็ต้องใช้มาตรการซื้อเวลาต่อไป
19 มิถนายน 2012

ชาญชัย คุ้มปัญญา
-------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

America First, America Lonely

โดนัลด์ ทรัมป์ชูแนวคิด America First พร้อมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ประเทศ แต่หลายนโยบายที่ยึดแนวทางนี้ส่งผลให้สหรัฐโดดเดี่ยวตัวเอง โลกกำลังก้าวสู่ความเป็นพหุภาคีมากขึ้น

หลักนโยบายแม่บทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ “หลักนิยมทรัมป์” (Trump’s Doctrine) ตั้งอยู่บนแนวคิด “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) หมายถึงการบริหารประเทศที่ถือผลประโยชน์ของชาติกับพลเมืองเป็นที่ตั้ง แม้จะขัดแย้งประเทศอื่นๆ ละเมิดศีลธรรมคุณธรรม ตั้งอยู่บนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) แบบสุดขั้ว ระบบโลกเหมือนป่าดงดิบที่สัตว์ป่าทั้งหลายต่างดิ้นรนหาทางอยู่รอดโดยไม่คำนึงกฎใดๆ ยึดอธิปไตยชาติเป็นสำคัญ รัฐบาลทุกประเทศมีสิทธิ์และมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตน เป็นลัทธิอเมริกานิยม (Americanism) ไม่ใช่โลกนิยม (globalism) บทความนี้เขียนขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์บริหารประเทศกว่าปีครึ่งแล้ว ความเป็น “อเมริกาต้องมาก่อน” ปรากฏชัดเจนมากขึ้น ในที่นี้จะนำเสนอบางตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจหลักการดังกล่าวและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ไม่สนกติกาองค์การค้าโลกอีกต่อไป : ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวโจมตีองค์การค้าโลกเมื่อ…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

ติมอร์-เลสเต จะเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11 หรือไม่

นับจากประเทศกัมพูชาเข้าร่วมสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1999 จนถึงบัดนี้ยังไม่มีประเทศใดเข้าร่วมอาเซียนอีก อาเซียนปัจจุบันจึงคงมีสมาชิกทั้งสิ้น 10 ประเทศ ไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลประเทศติมอร์-เลสเตพยายามขอเข้าร่วมสมาคมอาเซียน เกิดคำถามว่าอาเซียนจะมีสมาชิกใหม่หรือไม่ อะไรเป็นเหตุผลการรับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิก             เมื่อเอ่ยชื่อประเทศติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) น้อยคนนักที่จะรู้จักหรือเคยไปเยือนประเทศนี้เนื่องจากเป็นรัฐเกิดใหม่ บางคนอาจรู้จักในนามติมอร์ตะวันออกจากข่าวการต่อสู้เพื่อเอกราชอย่างยาวนานกับอินโดนีเซีย ก่อนได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 2002             ติมอร์-เลสเต มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ตั้งอยู่บนเกาะติมอร์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซีย เมื่อได้รับเอกราชแล้วอาณาเขตรัฐประกอบด้วยชนหลายกลุ่ม ทั้งพวกที่เคยต่อสู้เพื่อเอกราช พวกที่เดิมอาศัยอยู่ที่เขตเมืองหรือหมู่บ้านภายใต้การปกครองของอินโดนีเซีย และพวกที่ลี้ภัยออกนอกอาณาเขตเนื่องจากความไม่สงบที่ผ่านมา สภาพที่ประชาชนมี…