ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

แมร์เคิลกับทรัมป์สานสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติก

17 มีนาคม นางอังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเยือนสหรัฐ พบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่า 2 คนต่างกันมากทั้งบุคลิก พื้นเพและนโยบาย ก่อนหน้านี้ 2 ฝ่ายปะทะคารมผ่านสื่อหลายประเด็น เช่น การรับผู้อพยพลี้ภัย องค์การนาโต การค้าระหว่างประเทศ แนวทางบริหารประเทศ
ในช่วงหาเสียงทรัมป์ชี้ว่าสหรัฐเสียเงินมากมายแก่ยุโรป “อย่าลืมว่า เป้าหมายหลักที่ยุโรปรวมตัวกันคืออะไร เพื่อเอาชนะสหรัฐอเมริกาในการทำเงินหรือก็คือเรื่องการค้า”  ปีที่ผ่านมาเยอรมันเป็นฝ่ายเกินดุลเช่นเคย ราว 57,0000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ เกิดคำถามว่าจะร่วมมือกันได้ในเรื่องใดบ้าง ลึกซึ้งเพียงไร
ในการแถลงข่าวร่วม 2 ผู้นำ ทั้งคู่ต่างแสดงท่าทีเป็นมิตร 2 ฝั่งแอตแลนติกยังคงร่วมมือกันต่อไป แต่ยืนยันจุดยืนหลายเรื่อง ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้ว่ายุโรปไม่เพียงต้องเพิ่มงบกลาโหม ยังเป็นหนี้สหรัฐที่ออกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในอดีต ย้ำว่าหลายประเทศเอาเปรียบสหรัฐในการค้าระหว่างประเทศ  รวมทั้งเยอรมัน ด้านนายกฯ แมร์เคิลกล่าวว่าจะเพิ่มงบประมาณกลาโหม แต่ประเทศอื่นๆ มีเหตุผลส่วนตัว และกล่าวอย่างหลักแหลมว่าการค้าระหว่างเยอรมัน-สหรัฐอยู่ภายใต้กรอบกติกาอียูด้วย

ความสำคัญของพันธมิตร 2 ฝั่งแอตแลนติก: อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
            สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สหรัฐมีบทบาทในยุโรป และมีอิทธิพลต่อเนื่องอีกนานเมื่อเข้ายุคสงครามเย็น อันเป็นภาวะที่เกิดการแข่งขันหลายด้านหลายมิติ ค่านิยมของประชาชนที่จะเลือกระหว่างแนวทางสังคมนิยม หรือเสรีภาพ กลไลตลาดตามแบบทุนนิยมสหรัฐ รัฐบาลหลายประเทศในยุโรปตะวันตกเลือกที่อยู่ฝ่ายสหรัฐ
            กองทัพอเมริกันประจำการในหลายประเทศ เช่น เยอรมนีตะวันตก อิตาลี อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ พัฒนากลายเป็นองค์การนาโต
            ในด้านเศรษฐกิจ คุณแมรี โนแลน (Mary Nolan) อธิบายว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังผลิตของสหรัฐเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 50 เมื่อสิ้นสงครามมีคำถามว่าจะจัดการกำลังผลิตส่วนเกินมหาศาลนี้อย่างไร หนึ่งในทางออกคือระบายสินค้าส่วนเกินไปสู่ยุโรปตะวันตก จึงเกิด Marshall Plan สอดรับกับการดึงยุโรปตะวันตกเป็นพันธมิตร ห้ามยุโรปตะวันตกติดต่อค้าขายกับฝ่ายสังคมนิยม ทั้งหมดนี้ภายใต้คำขวัญว่า “อเมริกาช่วยยุโรปบูรณะประเทศ” ผลักดันให้เศรษฐกิจสหรัฐเฟื่องฟูต่อเนื่องอีกหลายปีหลังสิ้นสงครามโลก
            นอกจากนี้ สหรัฐสร้างกลุ่มเศรษฐกิจที่รวมยุโรปตะวันตกเข้ามา ผลักดันให้เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ใกล้ชิดกับสหรัฐ เกิดข้อตกลง Bretton Woods อันเป็นแนวคิดเรื่องการค้าเสรี ระบบเงินตรา และเป็นการกีดกันศักยภาพของเศรษฐกิจเยอรมันที่มีแนวโน้มเติบใหญ่
            ที่สำคัญอีกด้าน คือ ถ่ายทอดวัฒนธรรม ค่านิยม วิถีชีวิตแบบอเมริกัน หวังว่าชาวยุโรปตะวันตกจะรับแนววิถีแบบอเมริกันที่สหรัฐเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง
            ผลลัพธ์สุดท้ายคือเกิดขั้วตะวันตก ภายใต้ทุนนิยมเสรีที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ พร้อมกับที่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกได้รับประโยชน์จากการฟื้นฟูมากบ้างน้อยบ้าง ช่วยให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ รัฐบาลยุโรปตะวันตกสมัยนั้นยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่

ช่วงสงครามเย็น เยอรมันตะวันตกกับเยอรมันตะวันออกเป็นแนวหน้าของการเผชิญหน้า กองทัพจำนวนมหาศาล อาวุธนิวเคลียร์ของ 2 ฝ่ายประจำการอยู่ จินตนาการได้เลยว่าหากรบพุ่งกันจริงเยอรมันจะหายนะอีกรอบหรือไม่
หลายปีแล้วที่นาโตมีข้อตกลงว่าชาติสมาชิกจะต้องตั้งงบประมาณกลาโหมอย่างน้อยปีละ 2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ปัจจุบันเยอรมันตั้งงบกลาโหมเพียง 1.2 เป็นประเด็นเก่าที่เจรจามาแล้วหลายปีหลายรัฐบาล จนแล้วจนรอดเยอรมันกับสมาชิกส่วนใหญ่ใช้งบประมาณไม่ถึงร้อยละ 2
ในภาพกว้าง รัฐบาลยุโรปหลายประเทศประกาศท่าทีว่าพวกเขามีจุดยืนของตนเอง ไม่สามารถตามใจสหรัฐเหมือนดังอดีตอีกต่อไป สอดคล้องกับท่าทีของพลเมืองที่มองรัฐบาลสหรัฐในแง่ลบทั้งรัฐบาลทรัมป์และก่อนหน้า พลเมืองอังกฤษกว่า 2 ล้านคนลงชื่อไม่ต้อนรับประธานาธิบดีทรัมป์เข้าประเทศ
ดังที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เทเรซา เมย์ (Theresa May) กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ 2 ประเทศจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ และ “นำพร้อมกันอีกครั้ง” เพื่อผลประโยชน์ของทั้งคู่ ปกป้องค่านิยมของเรา
และท่ามกลางคำพูดแง่ลบจากทรัมป์ นายกฯ แมร์เคิลโต้กว่า “อนาคตของพวกเราคนยุโรปอยู่ในมือของพวกเราเอง”
ในสายตาของยุโรปตะวันตก สหรัฐในปัจจุบันไม่ใช่พระเอกดังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกต่อไป นโยบายของสหรัฐหลายข้อไม่สอดคล้องกับค่านิยมยุโรปตะวันตก การร่วมหัวจมท้ายทุกเรื่องเป็นผลเสียมากกว่า

ถ้ายึดแนวทางของ เซมวล พี. ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) สหรัฐต้องแสดงบทบาทรับผิดชอบต่อการรักษาและพัฒนาอารยธรรมตะวันตก และเนื่องจากพลังอำนาจสหรัฐลดน้อยถอยลง ประเทศต่างๆ ในหมู่อารยธรรมตะวันตกโดยเฉพาะยุโรปตะวันตกจะต้องให้ความร่วมมือทุกมิติ ทั้งนี้เป็นเพราะชาติตะวันตกนับถือศาสนาคริสต์ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน
หลักนโยบายของรัฐบาลทรัมป์มีส่วนสอดคล้องกับฮันติงตัน จึงเป็นคำถามว่า สหรัฐจะแสดงบทบาทนำอารยธรรมตะวันตกได้อย่างไร หากฝั่งยุโรปไม่เป็นมิตรมากพอ เป็นประเด็นที่น่าใครครวญ

ร่วมมือกันแม้แตกต่าง :
            ยุโรปตะวันตกปัจจุบันมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่คิดเดินตามใครอีก แต่ใช่ว่า 2 ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกจะร่วมมือกันไม่ได้
หลักคิดคือถ้าใช้คำว่า “แตกต่าง” ทุกประเทศแตกต่างกันหมด แต่ถ้าใช้คำว่า “ร่วมมือกันได้แม้ไม่เห็นด้วยทั้งหมด” ประเทศต่างๆ ในโลกสัมพันธ์กันด้วยลักษณะหลัง ความแตกต่างระหว่างเยอรมันกับสหรัฐจึงไม่เป็นเหตุให้ร่วมมือกันไม่ได้ การดำรงอยู่ของนาโตกว่า 6 ทศวรรษเป็นหลักฐานที่ดี ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวมีความแตกต่างแต่ร่วมมือกันได้
การพบปะระหว่างนายกฯ แมร์เคิลกับประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันสานสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติกต่อไป แม้ดูเหมือนจะแตกต่างกว่าเดิม

ในมุมของสหรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมรับว่าจีนกำลังไล่ตามหลัง รัสเซียในยุคปูตินฟื้นตัว สหรัฐในยามนี้จำต้องผูกพันใกล้ชิดกับพันธมิตรมากขึ้นเพื่อเสริมแรงของตนที่อ่อนลง
            ความจริงแล้ว การที่รัฐบาลสหรัฐต้องการพันธมิตร ไม่ใช่เพราะอยากได้ “มิตรภาพ” “ความร่วมมือด้วยแรงจูงใจทางบวกแบบยั่งยืน” แต่การมีพันธมิตร มีมิตรประเทศมากเป็นดัชนีชี้วัดอิทธิพลของสหรัฐในเวทีโลก การแสดงออกของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นหลักฐานที่ดี
            ในอนาคต หากอิทธิพลสหรัฐลดลง จำนวนพันธมิตรจะลดลง ความร่วมมือด้วยแรงจูงใจทางบวกกับประเทศต่างๆ จะลดน้อยลงอีก และจะหมายถึงผลประโยชน์แห่งชาติหดตัว ภัยคุกคามเพิ่มมากขึ้น ทิศทางระยะยาวดูเหมือนกำลังมุ่งไปทางนี้ นี่ต่างหากที่รัฐบาลสหรัฐกังวล จึงมักพูดว่าต้องการพันธมิตร เพิ่มความร่วมมือเป็นหุ้นส่วนกับประเทศต่างๆ
            การเอ่ยถึงพันธมิตร การสร้างพันธมิตรจึงเป็น “กลวิธี” นำเสนอ การอธิบายของรัฐบาลสหรัฐ
            และกลายเป็นเครื่องมือที่ประเทศอย่างเยอรมัน ยุโรปสามารถใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง ทั้งนี้เป็นเพราะยุโรปมีความเข้มแข็งในระดับหนึ่งเช่นกัน พลเมืองจำนวนไม่น้อยรู้จักวิเคราะห์แยกแยะ
            ถ้ายึดสหรัฐที่คอยจัดระเบียบโลก จะได้คำตอบว่ารัฐบาลทรัมป์อยู่ระหว่างออกแบบระเบียบโลกใหม่ และอาจมีอะไรแตกต่างจากรัฐบาลที่แล้ว เช่น ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย ทำสงครามการค้ากับจีน ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดินในภูมิภาคตะวันออกกลาง มุ่งกีดกันมุสลิมในวงกว้าง คำถามตามมาคือ สหรัฐจะทำโดยลำพัง มีหุ้นส่วนไม่กี่ประเทศ หรือมีพันธมิตรหุ้นส่วนจำนวนมาก เป็นประเด็นที่ควรติดตามต่อไป
            อีกประเด็นที่เห็นผลกระทบเร็วคือนโยบายต่อภาวะโลกร้อน ทรัมป์แสดงท่าทีจะถอนตัวจากข้อตกลง อ้างว่าโลกร้อนไม่เป็นปัญหา การแก้โลกร้อนกระทบเศรษฐกิจประเทศ หากรัฐบาลทรัมป์ถอนหรือลดต่อต้านภาวะโลกร้อนจะกลายเป็นประเด็นว่าอียูควรตอบสนองอย่างไร เพราะหมายถึงความสามารถการแข่งขัน ผลประโยชน์เศรษฐกิจของอียูเช่นกัน

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
ต้องชื่นชมและขอบคุณสหรัฐที่เข้าร่วมสงครามโลก ช่วยยุติสงคราม ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลนาซี แต่นับจากสิ้นสงครามสงครามโลกครั้งที่ 2 นานาชาติเริ่มมองรัฐบาลสหรัฐในแง่ลบ ไม่พอใจ ไม่สบายใจต่อนโยบายต่างประเทศหลายเรื่อง พร้อมกับที่สังคมอเมริกันแสดงความถดถอยในทุกด้าน คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่โดยเฉพาะชนชั้นกลางกับแรงงาน แม้กระทั่งเรื่องการศึกษา ครอบครัวแตกแยก ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ สีผิว รัฐบาลทรัมป์กำลังแก้ปัญหา แต่ถูกทางหรือไม่ สหรัฐยังเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาคมโลกหรือไม่ เป็นผู้นำอารยธรรมตะวันตกได้หรือ นี่คือมุมมองจากหลายประเทศในยุโรป
ประธานาธิบดีทรัมป์มักพูดว่าประเทศถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยไม่เอ่ยถึงที่เอาเปรียบผู้อื่น อีกประเด็นคือโทษรัฐบาลก่อนๆ ว่าทำให้ประเทศเสียหาย ความจริงคือทุกรัฐบาลเจรจา ที่ยุโรปปฏิบัติต่อสหรัฐในวันนี้คือผลจากการเจรจาทั้งสิ้น นั่นหมายความว่ารัฐบาลที่แล้วมายอมรับผล
ทรัมป์มักอ้างว่าตนมีความสามารถในการเจรจาต่อรอง จะแก้ความเสียเปรียบหลายเรื่องด้วยการเจรจาใหม่ ความสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติกจะเป็นดัชนีชี้ว่าสำคัญอีกชุด และจะได้คำตอบไม่ช้าก็เร็ว เมื่อถึงวันนั้นจะเป็นการตรวจสอบผลงานรัฐบาลทรัมป์ และจะเห็นสัมพันธ์ทวิภาคี พหุภาคี ระเบียบโลกใหม่ที่ปรับเปลี่ยนชัดเจนขึ้น
19 มีนาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7436 วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2560)
-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ทรัมป์ยืนยันยึดมั่นสัมพันธ์สหรัฐ-ยุโรป
ไม่ถึงเดือนหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ได้คำตอบชัดแล้วว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่ขอถอนตัวออกจากนาโตตามคำขู่ตั้งแต่ช่วงหาเสียง ประเทศสำคัญๆ ในยุโรปแสดงท่าทีต่อต้านก่อการร้ายที่แตกต่างจากสหรัฐ Pax Americana อ่อนแอลงชัดเจน รัสเซียกลายเป็นประเทศสำคัญที่สหรัฐจะต้องดึงมาเป็นหุ้นส่วนหากคิดจะปิดล้อมจีน รุกคืบตะวันออกกลางอย่างจริงจัง

บรรณานุกรม:
1. Birnbaum, Michael. (2017, January 16). European leaders shocked as Trump slams NATO and E.U., raising fears of transatlantic split. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/europe-leaders-shocked-as-trump-slams-nato-eu-raising-fears-of-transatlantic-split/2017/01/16/82047072-dbe6-11e6-b2cf-b67fe3285cbc_story.html
2. Casey, Steven. (2013, September 6). Obama’s Alliances. LSE IDEAS. Retrieved from http://www.lse.ac.uk/IDEAS/publications/reports/pdf/SR009/casey.pdf
3. Denitch, Bogdan. (1992). After the Flood: World Politics and Democracy in the Wake of Communism. USA: Wesleyan.
4. Hjelmgaard, Kim. (2017, March 13). Merkel and Trump, who disagree about everything, meet Tuesday. USA Today. Retrieved from http://www.usatoday.com/story/news/world/2017/03/13/angela-merkel-germany-and-donald-trump-washington-white-house-meeting/98942528/
5. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
6. Lander, Mark. (2016, July 25). Merkel Meets Trump, the Defender Versus the Disrupter. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/03/17/world/europe/angela-merkel-donald-trump.html?_r=0
7. Nolan, Mary. (2012). The Transatlantic Century: Europe and America, 1890-2010. UK: Cambridge University Press.
8. Rohwer-Kahlmann, Malte. (2017, March 17). The ending of a beautiful friendship? Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/the-ending-of-a-beautiful-friendship/a-37916456
9. Theresa May: UK and US cannot return to 'failed' interventions. (2017, January 27). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/uk-politics-38747979
10. Worstall, Tim. (2016, July 25). Donald Trump's Ludicrous Idea Of Pulling The US From The World Trade Organisation. Forbes. Retrieved from http://www.forbes.com/sites/timworstall/2016/07/25/donald-trumps-ludicrous-idea-of-pulling-the-us-from-the-world-trade-organisation/#3cf8bf053470
-----------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

มุกตาดา อัล-ซาดาร์ ผู้สร้างความเปลี่ยนครั้งใหญ่แก่อิรัก ?

ตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐทั้งสิ้น อัล-ซาดาร์กำลังจะเป็นนายกฯ คนแรกที่พยายามปลดแอกอิรักจากการครอบงำของต่างชาติ
เมื่อกองทัพสหรัฐกับพันธมิตรโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ปกครองอิรัก จนถึงปี 2006 ส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก จัดเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหลายครั้ง แต่ผู้เป็นนายกฯ เป็นคนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ ดังนั้น แม้จะบอกว่าเป็นการเลือกตั้งเสรี ความจริงแล้วเป็นเพียงวิธีการ ทุกอย่างอยู่ภายใต้การจัดวางล่วงหน้า
เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนที่ผ่าน มุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) ได้ที่นั่งในสภาสูงสุด มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกฯ และอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่อิรักต่างจากนายกฯ คนก่อนๆ
แนวทางของอัลซาดาร์ : มุกตาดา อัล-ซาดาร์ เป็นนักบวช เป็นผู้นำจิตวิญญาณของมุสลิมชีอะห์กลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในอิรัก นอกจากแสดงบทบาทในฐานะผู้นำทางศาสนา ยังทำหน้าที่อีกหลายอย่างเช่น เป็นผู้ปกครองของกลุ่ม ผู้วางนโยบายกำหนดทิศทาง และเป็นผู้นำกองกำลัง Mahdi Army อันเลื่องชื่อ ปะทะกับกองทัพสหรัฐนับครั้งไม่ถ้วน อัล-ซาดาร์ต่อต…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…