ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

แมร์เคิลกับทรัมป์สานสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติก

17 มีนาคม นางอังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเยือนสหรัฐ พบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่า 2 คนต่างกันมากทั้งบุคลิก พื้นเพและนโยบาย ก่อนหน้านี้ 2 ฝ่ายปะทะคารมผ่านสื่อหลายประเด็น เช่น การรับผู้อพยพลี้ภัย องค์การนาโต การค้าระหว่างประเทศ แนวทางบริหารประเทศ
ในช่วงหาเสียงทรัมป์ชี้ว่าสหรัฐเสียเงินมากมายแก่ยุโรป “อย่าลืมว่า เป้าหมายหลักที่ยุโรปรวมตัวกันคืออะไร เพื่อเอาชนะสหรัฐอเมริกาในการทำเงินหรือก็คือเรื่องการค้า”  ปีที่ผ่านมาเยอรมันเป็นฝ่ายเกินดุลเช่นเคย ราว 57,0000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ เกิดคำถามว่าจะร่วมมือกันได้ในเรื่องใดบ้าง ลึกซึ้งเพียงไร
ในการแถลงข่าวร่วม 2 ผู้นำ ทั้งคู่ต่างแสดงท่าทีเป็นมิตร 2 ฝั่งแอตแลนติกยังคงร่วมมือกันต่อไป แต่ยืนยันจุดยืนหลายเรื่อง ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้ว่ายุโรปไม่เพียงต้องเพิ่มงบกลาโหม ยังเป็นหนี้สหรัฐที่ออกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในอดีต ย้ำว่าหลายประเทศเอาเปรียบสหรัฐในการค้าระหว่างประเทศ  รวมทั้งเยอรมัน ด้านนายกฯ แมร์เคิลกล่าวว่าจะเพิ่มงบประมาณกลาโหม แต่ประเทศอื่นๆ มีเหตุผลส่วนตัว และกล่าวอย่างหลักแหลมว่าการค้าระหว่างเยอรมัน-สหรัฐอยู่ภายใต้กรอบกติกาอียูด้วย
ความสำคัญของพันธมิตร 2 ฝั่งแอตแลนติก: อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
            สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สหรัฐมีบทบาทในยุโรป และมีอิทธิพลต่อเนื่องอีกนานเมื่อเข้ายุคสงครามเย็น อันเป็นภาวะที่เกิดการแข่งขันหลายด้านหลายมิติ ค่านิยมของประชาชนที่จะเลือกระหว่างแนวทางสังคมนิยม หรือเสรีภาพ กลไลตลาดตามแบบทุนนิยมสหรัฐ รัฐบาลหลายประเทศในยุโรปตะวันตกเลือกที่อยู่ฝ่ายสหรัฐ
            กองทัพอเมริกันประจำการในหลายประเทศ เช่น เยอรมนีตะวันตก อิตาลี อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ พัฒนากลายเป็นองค์การนาโต
            ในด้านเศรษฐกิจ คุณแมรี โนแลน (Mary Nolan) อธิบายว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังผลิตของสหรัฐเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 50 เมื่อสิ้นสงครามมีคำถามว่าจะจัดการกำลังผลิตส่วนเกินมหาศาลนี้อย่างไร หนึ่งในทางออกคือระบายสินค้าส่วนเกินไปสู่ยุโรปตะวันตก จึงเกิด Marshall Plan สอดรับกับการดึงยุโรปตะวันตกเป็นพันธมิตร ห้ามยุโรปตะวันตกติดต่อค้าขายกับฝ่ายสังคมนิยม ทั้งหมดนี้ภายใต้คำขวัญว่า “อเมริกาช่วยยุโรปบูรณะประเทศ” ผลักดันให้เศรษฐกิจสหรัฐเฟื่องฟูต่อเนื่องอีกหลายปีหลังสิ้นสงครามโลก
            นอกจากนี้ สหรัฐสร้างกลุ่มเศรษฐกิจที่รวมยุโรปตะวันตกเข้ามา ผลักดันให้เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ใกล้ชิดกับสหรัฐ เกิดข้อตกลง Bretton Woods อันเป็นแนวคิดเรื่องการค้าเสรี ระบบเงินตรา และเป็นการกีดกันศักยภาพของเศรษฐกิจเยอรมันที่มีแนวโน้มเติบใหญ่
            ที่สำคัญอีกด้าน คือ ถ่ายทอดวัฒนธรรม ค่านิยม วิถีชีวิตแบบอเมริกัน หวังว่าชาวยุโรปตะวันตกจะรับแนววิถีแบบอเมริกันที่สหรัฐเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง
            ผลลัพธ์สุดท้ายคือเกิดขั้วตะวันตก ภายใต้ทุนนิยมเสรีที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ พร้อมกับที่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกได้รับประโยชน์จากการฟื้นฟูมากบ้างน้อยบ้าง ช่วยให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ รัฐบาลยุโรปตะวันตกสมัยนั้นยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่

ช่วงสงครามเย็น เยอรมันตะวันตกกับเยอรมันตะวันออกเป็นแนวหน้าของการเผชิญหน้า กองทัพจำนวนมหาศาล อาวุธนิวเคลียร์ของ 2 ฝ่ายประจำการอยู่ จินตนาการได้เลยว่าหากรบพุ่งกันจริงเยอรมันจะหายนะอีกรอบหรือไม่
หลายปีแล้วที่นาโตมีข้อตกลงว่าชาติสมาชิกจะต้องตั้งงบประมาณกลาโหมอย่างน้อยปีละ 2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ปัจจุบันเยอรมันตั้งงบกลาโหมเพียง 1.2 เป็นประเด็นเก่าที่เจรจามาแล้วหลายปีหลายรัฐบาล จนแล้วจนรอดเยอรมันกับสมาชิกส่วนใหญ่ใช้งบประมาณไม่ถึงร้อยละ 2
ในภาพกว้าง รัฐบาลยุโรปหลายประเทศประกาศท่าทีว่าพวกเขามีจุดยืนของตนเอง ไม่สามารถตามใจสหรัฐเหมือนดังอดีตอีกต่อไป สอดคล้องกับท่าทีของพลเมืองที่มองรัฐบาลสหรัฐในแง่ลบทั้งรัฐบาลทรัมป์และก่อนหน้า พลเมืองอังกฤษกว่า 2 ล้านคนลงชื่อไม่ต้อนรับประธานาธิบดีทรัมป์เข้าประเทศ
ดังที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เทเรซา เมย์ (Theresa May) กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ 2 ประเทศจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ และ “นำพร้อมกันอีกครั้ง” เพื่อผลประโยชน์ของทั้งคู่ ปกป้องค่านิยมของเรา
และท่ามกลางคำพูดแง่ลบจากทรัมป์ นายกฯ แมร์เคิลโต้กว่า “อนาคตของพวกเราคนยุโรปอยู่ในมือของพวกเราเอง”
ในสายตาของยุโรปตะวันตก สหรัฐในปัจจุบันไม่ใช่พระเอกดังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกต่อไป นโยบายของสหรัฐหลายข้อไม่สอดคล้องกับค่านิยมยุโรปตะวันตก การร่วมหัวจมท้ายทุกเรื่องเป็นผลเสียมากกว่า

ถ้ายึดแนวทางของ เซมวล พี. ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) สหรัฐต้องแสดงบทบาทรับผิดชอบต่อการรักษาและพัฒนาอารยธรรมตะวันตก และเนื่องจากพลังอำนาจสหรัฐลดน้อยถอยลง ประเทศต่างๆ ในหมู่อารยธรรมตะวันตกโดยเฉพาะยุโรปตะวันตกจะต้องให้ความร่วมมือทุกมิติ ทั้งนี้เป็นเพราะชาติตะวันตกนับถือศาสนาคริสต์ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน
หลักนโยบายของรัฐบาลทรัมป์มีส่วนสอดคล้องกับฮันติงตัน จึงเป็นคำถามว่า สหรัฐจะแสดงบทบาทนำอารยธรรมตะวันตกได้อย่างไร หากฝั่งยุโรปไม่เป็นมิตรมากพอ เป็นประเด็นที่น่าใครครวญ

ร่วมมือกันแม้แตกต่าง :
            ยุโรปตะวันตกปัจจุบันมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่คิดเดินตามใครอีก แต่ใช่ว่า 2 ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกจะร่วมมือกันไม่ได้
หลักคิดคือถ้าใช้คำว่า “แตกต่าง” ทุกประเทศแตกต่างกันหมด แต่ถ้าใช้คำว่า “ร่วมมือกันได้แม้ไม่เห็นด้วยทั้งหมด” ประเทศต่างๆ ในโลกสัมพันธ์กันด้วยลักษณะหลัง ความแตกต่างระหว่างเยอรมันกับสหรัฐจึงไม่เป็นเหตุให้ร่วมมือกันไม่ได้ การดำรงอยู่ของนาโตกว่า 6 ทศวรรษเป็นหลักฐานที่ดี ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวมีความแตกต่างแต่ร่วมมือกันได้
การพบปะระหว่างนายกฯ แมร์เคิลกับประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันสานสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติกต่อไป แม้ดูเหมือนจะแตกต่างกว่าเดิม

ในมุมของสหรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมรับว่าจีนกำลังไล่ตามหลัง รัสเซียในยุคปูตินฟื้นตัว สหรัฐในยามนี้จำต้องผูกพันใกล้ชิดกับพันธมิตรมากขึ้นเพื่อเสริมแรงของตนที่อ่อนลง
            ความจริงแล้ว การที่รัฐบาลสหรัฐต้องการพันธมิตร ไม่ใช่เพราะอยากได้ “มิตรภาพ” “ความร่วมมือด้วยแรงจูงใจทางบวกแบบยั่งยืน” แต่การมีพันธมิตร มีมิตรประเทศมากเป็นดัชนีชี้วัดอิทธิพลของสหรัฐในเวทีโลก การแสดงออกของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นหลักฐานที่ดี
            ในอนาคต หากอิทธิพลสหรัฐลดลง จำนวนพันธมิตรจะลดลง ความร่วมมือด้วยแรงจูงใจทางบวกกับประเทศต่างๆ จะลดน้อยลงอีก และจะหมายถึงผลประโยชน์แห่งชาติหดตัว ภัยคุกคามเพิ่มมากขึ้น ทิศทางระยะยาวดูเหมือนกำลังมุ่งไปทางนี้ นี่ต่างหากที่รัฐบาลสหรัฐกังวล จึงมักพูดว่าต้องการพันธมิตร เพิ่มความร่วมมือเป็นหุ้นส่วนกับประเทศต่างๆ
            การเอ่ยถึงพันธมิตร การสร้างพันธมิตรจึงเป็น “กลวิธี” นำเสนอ การอธิบายของรัฐบาลสหรัฐ
สนใจคลิกที่รูป

            และกลายเป็นเครื่องมือที่ประเทศอย่างเยอรมัน ยุโรปสามารถใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง ทั้งนี้เป็นเพราะยุโรปมีความเข้มแข็งในระดับหนึ่งเช่นกัน พลเมืองจำนวนไม่น้อยรู้จักวิเคราะห์แยกแยะ
            ถ้ายึดสหรัฐที่คอยจัดระเบียบโลก จะได้คำตอบว่ารัฐบาลทรัมป์อยู่ระหว่างออกแบบระเบียบโลกใหม่ และอาจมีอะไรแตกต่างจากรัฐบาลที่แล้ว เช่น ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย ทำสงครามการค้ากับจีน ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดินในภูมิภาคตะวันออกกลาง มุ่งกีดกันมุสลิมในวงกว้าง คำถามตามมาคือ สหรัฐจะทำโดยลำพัง มีหุ้นส่วนไม่กี่ประเทศ หรือมีพันธมิตรหุ้นส่วนจำนวนมาก เป็นประเด็นที่ควรติดตามต่อไป
            อีกประเด็นที่เห็นผลกระทบเร็วคือนโยบายต่อภาวะโลกร้อน ทรัมป์แสดงท่าทีจะถอนตัวจากข้อตกลง อ้างว่าโลกร้อนไม่เป็นปัญหา การแก้โลกร้อนกระทบเศรษฐกิจประเทศ หากรัฐบาลทรัมป์ถอนหรือลดต่อต้านภาวะโลกร้อนจะกลายเป็นประเด็นว่าอียูควรตอบสนองอย่างไร เพราะหมายถึงความสามารถการแข่งขัน ผลประโยชน์เศรษฐกิจของอียูเช่นกัน

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
ต้องชื่นชมและขอบคุณสหรัฐที่เข้าร่วมสงครามโลก ช่วยยุติสงคราม ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลนาซี แต่นับจากสิ้นสงครามสงครามโลกครั้งที่ 2 นานาชาติเริ่มมองรัฐบาลสหรัฐในแง่ลบ ไม่พอใจ ไม่สบายใจต่อนโยบายต่างประเทศหลายเรื่อง พร้อมกับที่สังคมอเมริกันแสดงความถดถอยในทุกด้าน คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่โดยเฉพาะชนชั้นกลางกับแรงงาน แม้กระทั่งเรื่องการศึกษา ครอบครัวแตกแยก ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ สีผิว รัฐบาลทรัมป์กำลังแก้ปัญหา แต่ถูกทางหรือไม่ สหรัฐยังเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาคมโลกหรือไม่ เป็นผู้นำอารยธรรมตะวันตกได้หรือ นี่คือมุมมองจากหลายประเทศในยุโรป
ประธานาธิบดีทรัมป์มักพูดว่าประเทศถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยไม่เอ่ยถึงที่เอาเปรียบผู้อื่น อีกประเด็นคือโทษรัฐบาลก่อนๆ ว่าทำให้ประเทศเสียหาย ความจริงคือทุกรัฐบาลเจรจา ที่ยุโรปปฏิบัติต่อสหรัฐในวันนี้คือผลจากการเจรจาทั้งสิ้น นั่นหมายความว่ารัฐบาลที่แล้วมายอมรับผล
ทรัมป์มักอ้างว่าตนมีความสามารถในการเจรจาต่อรอง จะแก้ความเสียเปรียบหลายเรื่องด้วยการเจรจาใหม่ ความสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติกจะเป็นดัชนีชี้ว่าสำคัญอีกชุด และจะได้คำตอบไม่ช้าก็เร็ว เมื่อถึงวันนั้นจะเป็นการตรวจสอบผลงานรัฐบาลทรัมป์ และจะเห็นสัมพันธ์ทวิภาคี พหุภาคี ระเบียบโลกใหม่ที่ปรับเปลี่ยนชัดเจนขึ้น
19 มีนาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7436 วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2560)
-----------------------
ประชาสัมพันธ์ :
จองโรงแรมที่พักกับ Booking.com
728*90
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ทรัมป์ยืนยันยึดมั่นสัมพันธ์สหรัฐ-ยุโรป
ไม่ถึงเดือนหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ได้คำตอบชัดแล้วว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่ขอถอนตัวออกจากนาโตตามคำขู่ตั้งแต่ช่วงหาเสียง ประเทศสำคัญๆ ในยุโรปแสดงท่าทีต่อต้านก่อการร้ายที่แตกต่างจากสหรัฐ Pax Americana อ่อนแอลงชัดเจน รัสเซียกลายเป็นประเทศสำคัญที่สหรัฐจะต้องดึงมาเป็นหุ้นส่วนหากคิดจะปิดล้อมจีน รุกคืบตะวันออกกลางอย่างจริงจัง

บรรณานุกรม:
1. Birnbaum, Michael. (2017, January 16). European leaders shocked as Trump slams NATO and E.U., raising fears of transatlantic split. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/europe-leaders-shocked-as-trump-slams-nato-eu-raising-fears-of-transatlantic-split/2017/01/16/82047072-dbe6-11e6-b2cf-b67fe3285cbc_story.html
2. Casey, Steven. (2013, September 6). Obama’s Alliances. LSE IDEAS. Retrieved from http://www.lse.ac.uk/IDEAS/publications/reports/pdf/SR009/casey.pdf
3. Denitch, Bogdan. (1992). After the Flood: World Politics and Democracy in the Wake of Communism. USA: Wesleyan.
4. Hjelmgaard, Kim. (2017, March 13). Merkel and Trump, who disagree about everything, meet Tuesday. USA Today. Retrieved from http://www.usatoday.com/story/news/world/2017/03/13/angela-merkel-germany-and-donald-trump-washington-white-house-meeting/98942528/
5. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
6. Lander, Mark. (2016, July 25). Merkel Meets Trump, the Defender Versus the Disrupter. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/03/17/world/europe/angela-merkel-donald-trump.html?_r=0
7. Nolan, Mary. (2012). The Transatlantic Century: Europe and America, 1890-2010. UK: Cambridge University Press.
8. Rohwer-Kahlmann, Malte. (2017, March 17). The ending of a beautiful friendship? Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/the-ending-of-a-beautiful-friendship/a-37916456
9. Theresa May: UK and US cannot return to 'failed' interventions. (2017, January 27). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/uk-politics-38747979
10. Worstall, Tim. (2016, July 25). Donald Trump's Ludicrous Idea Of Pulling The US From The World Trade Organisation. Forbes. Retrieved from http://www.forbes.com/sites/timworstall/2016/07/25/donald-trumps-ludicrous-idea-of-pulling-the-us-from-the-world-trade-organisation/#3cf8bf053470
-----------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018 : ความหวังของประธานาธิบดีทรัมป์

การเลือกตั้งกลางเทอมที่คนไม่ค่อยสนใจเป็นโอกาสที่จะชนะอีกฝ่ายง่ายๆ หากสามารถผลักดันให้ผู้มีสิทธิออกมาเลือกพรรครีพับลิกันแล้วประกาศว่านี่คือเสียงสวรรค์ให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีต่อไป

ระหว่าง4 ปีที่รอเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้ง ในปีที่ 2 ราวเดือนพฤศจิกายนจะมีการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรกับวุฒิสมาชิกจำนวนหนึ่งเรียกว่าเลือกตั้งการเทอม (midterm election) ข้อมูลในอดีตพบว่าพรรครัฐบาลมักเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ผู้ใช้สิทธิบางคนเลือกประธานาธิบดีจากพรรคหนึ่ง และเลือกอีกพรรคหนึ่งในเลือกตั้งกลางเทอมหวังให้รัฐสภาถ่วงดุลรัฐบาล ความไม่พอใจต่อรัฐบาลจะแสดงออกผ่านการเลือกตั้งนี้ ดังเช่นปี 2006 พรรคเดโมแครทชนะเลือกตั้งครั้งใหญ่ ครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา พวกไม่ฝักใฝ่พรรคใดพรรคหนึ่งเทคะแนนให้เดโมแครท เพราะไม่พอใจสงครามกับอิรักจากนโยบายของประธานาธิบดีบุช ผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งล่าสุดเมื่อ 2014 รีพับลิกันชนะทั้ง 2 สภา ชี้ว่าประชาชนไม่ชอบรัฐบาล แม้ประธานาธิบดีโอบามายังอยู่ในตำแหน่งต่อไป
กระแสต่อต้านทรัมป์ การที่คนอเมริกันรู้จักทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีแล้ว ฝ่ายต่อต้านเชื่อว่าการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะถึงนี้รีพับล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (1) นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง

หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ที่มีแบบแผนเกี่ยวกับหลักการและคุณค่าทางการเมือง เป็นความคิดความเชื่อที่มีแนวทางแน่นอน มีเหตุผล มีจุดหมายปลายทาง และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์พยายามจะดำเนินการให้สัมฤทธิผล
“นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง”
1.ความหมายของอุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) มีผู้นิยามหลากหลาย 1.1.หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ที่มีแบบแผนเกี่ยวกับหลักการและคุณค่าทางการเมือง เป็นความคิดความเชื่อที่มีแนวทางแน่นอน มีเหตุผล มีจุดหมายปลายทาง และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์พยายามจะดำเนินการให้สัมฤทธิผล 1.2.หมายถึง ความคิดความเชื่อที่ทำให้เกิดกลไกควบคุม เพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งความคิดความเชื่อนั้น 1.2.1.เช่นอุดมการณ์มาร์กซิสม์ ก่อให้เกิดพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อสร้างและควบคุมให้การปกครองบรรลุเป้าหมายของอุดมการณ์ 1.2.2.อุดมการณ์ประชาธิปไตย คือ การเพิ่มพูน ปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคล ทำให้เกิดไกกลต่างๆ เช่น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ การลงมติ เพื่อรักษาความเป็นประชาธิปไตย 1.3.อุดมการณ์มิใช่เป็นเพียงปรัชญาการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองจะเรียกร้องให้มีการกระทำจากผู้ศรัทธาในอุดมการณ์ เกิดความรู้สึกว่าถูกต้องที่จะกระทำตามน…

American exceptionalism กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (1)

เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแสดงสุนทรพจน์ที่เกี่ยวข้องนโยบายต่างประเทศมักจะมีการเอ่ยถึงAmerican exceptionalism หรือหลักการที่อยู่ภายในลัทธิหรือแนวคิดดังกล่าว แม้เป็นคำที่มีการพูดถึงแต่ในทางวิชาการเป็นที่ถกเถียงในความหมาย การตีความ การนำไปใช้ เนื่องจากลัทธิหรือแนวคิดนี้ขาดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ อีกทั้งพบว่าบ่อยครั้งผู้ใช้แต่ละคนจะใช้ในความหมายที่แตกต่างกันด้วยเหตุผลเฉพาะเจาะจง ในที่นี้จะอธิบายความหมาย การนำไปใช้ ผลที่เกิดขึ้นทั้งด้านบวกด้านลบ และข้อวิพากษ์ (หมายเหตุ : เนื่องจากความยาวของบทความ จึงแบ่งออกเป็น 3 ตอน)
นิยาม American exceptionalism คือ ลัทธิความเชื่อว่าคนอเมริกันนั้นมีความพิเศษเหนือชนชาติอื่น มีรากฐานมาจากสองแนวคิดคือ อเมริกาเป็นประเทศที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ กับอเมริกาเป็นประเทศที่พิเศษกว่าประเทศอื่นๆ             คำว่า ‘แตกต่าง’ หมายถึงการแตกต่างจากชาติชนชาติอื่นๆ แม้บรรพบุรุษชาวอเมริกันคือชนชาติที่สืบเชื้อสายจากยุโรป แต่คนเหล่านี้ได้พัฒนาค่านิยมวัฒนธรรมของตนเองแตกต่างจากชาวยุโรป ชาวอเมริกันมีจุดเริ่มต้นที่ต้องการเป็นเสรีชน ชนชาติที่ไร้ชนชั้น สังคมปราศจากการแบ่งแยกหรือการต่อส…