วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

สาธารณรัฐโรมัน (Roman Republic) ในอดีตกาล (1)

18 กันยายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7255 วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ.
2559)

หลายคนเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของจักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) อันยิ่งใหญ่เกรียงไกร นักวิชาการปัจจุบันยังค้นหาคำตอบว่าทำไมจักรวรรดิโรมันจึงล่มสลาย แต่ก่อนที่จะเป็นจักรวรรดิ ประวัติศาสตร์ของโรมันเคยผ่านการเป็นสาธารณรัฐมาก่อน มีเรื่องราวที่น่าใจดังนี้
            นักโบราณคดีบางคนเห็นว่ากลุ่มคนที่น่าจะเรียกว่าต้นตระกูลชาวโรมันเกิดขึ้นเมื่อสหัสวรรษแรกก่อนคริสตกาล (หรือหลังจากนั้น เช่น ศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล) คนเหล่านี้พูดภาษาละติน ตั้งอยู่บนพื้นที่ Latium ในคาบสมุทรอิตาลี (ติดทางใต้ของกรุงโรมปัจจุบัน) ประวัติศาสตร์ยุคต้นจึงเป็นเรื่องความอยู่รอดในพื้นที่ Latium ก่อนขยายตัวครอบคลุมทั้งคาบสมุทร
            เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาลชุมชนโรมเริ่มเป็นเมือง เป็นนครรัฐตามอย่างนครรัฐกรีก มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครอง แต่ตำแหน่งนี้ไม่มีการสืบทอดทางสายเลือด บางครั้งผู้ดำรงตำแหน่งเป็นชาวต่างชาติ กษัตริย์จึงต้องได้รับการสนับสนุนจากขุนนางที่เป็นคนท้องถิ่น สมาชิกสภาสูง (senate) ที่บางช่วงมีถึง 300 คน
ต่อมาขุนนางปลดกษัตริย์และใช้ระบอบปกครองแบบสาธารณรัฐ เรียกว่าสาธารณรัฐโรมัน (Roman Republic) เริ่มต้นเมื่อก.ค.ศ. 509

ระบอบปกครองสาธารณรัฐโรมัน :
ภายใต้ระบอบสาธารณรัฐโรมัน ผู้มีอำนาจสูงสุดดำรงตำแหน่ง “กงสุล” (consuls) มีจำนวน 2 คน ได้รับเลือกปีต่อปีจากสมาชิกสภาสูง
สมาชิกสภาสูง (senate) ประกอบด้วยผู้อาวุโสที่ได้รับคัดเลือกจากกลุ่มตระกูลต่างๆ จำนวน 300 คน เป็นตำแหน่งตลอดชีพ ยามปกติจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง (magistrate) ไม่มีหน้าที่บัญญัติกฎหมาย
การปกครองแบบสาธารณรัฐโรมันจึงหมายถึงการปกครองโดยเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ ที่ดินนั้นยุคนั้นคือแหล่งแห่งความมั่งคั่งและอำนาจ การบริหารประเทศเน้นผลประโยชน์ของคนรวย แต่ไม่ถึงกับทอดทิ้งคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม เป็นระบอบคณาธิปไตย

นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งสำคัญอีกหลายตำแหน่ง เช่น หากเกิดสงคราม “กงสุล จะลงจากตำแหน่ง พร้อมกับแต่งตั้ง “dictator” เป็นผู้ปกครองมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่มีวาระเพียง 6 เดือน จะเห็นได้ว่าระบอบการปกครองถูกออกแบบให้ยืดหยุ่นตามบริบท ตอบสนองสถานการณ์ต่างๆ

พลเมือง 2 ชนชั้น :
            ชนชั้นแรกคือพวก “patrician” เป็นชนชั้นอำนาจ
การเกิดขึ้นของชนชั้นอำนาจอาจอธิบายได้ว่า ครอบครัวเป็นหน่วยย่อยที่สุดของสังคมโรมัน บิดาคือผู้มีอำนาจสูงสุด สามารถขายบุตรเป็นทาส หรือสังหารได้ตามต้องการ การแต่งงานของบุตรสาวขึ้นกับการตัดสินใจของบิดา และมักแต่งงานตั้งแต่วัยเริ่มสาว
เมื่อกาลเวลาผ่านไป การเริ่มต้นที่ 1 ครอบครัวนำสู่หลายครอบครัวที่มีสัมพันธ์ทางสายเลือดใกล้ชิด เกิดความสัมพันธ์เชิงวงศ์ตระกูล เกิดผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโสประจำตระกูล
เกิดตระกูลที่ใหญ่กว่า ร่ำรวยกว่า เป็นที่พึ่งได้มากกว่า เป็นผู้มีอิทธพลบารมี

หลักฐานประวัติศาสตร์จึงระบุว่าพวก “patrician” คือตระกูลของสมาชิกสภาสูงยุคแรกๆ ในสมัยที่ยังปกครองด้วยกษัตริย์ ยังเป็นนครรัฐ พูดง่ายๆ คือตระกูลผู้มีอิทธิพลบารมีตั้งแต่การสร้างเมืองยุคแรก
รากฐานอำนาจของพวกเขามาจากการมีที่ดินจำนวนมาก ต้นเหตุแห่งความมั่งคั่ง เนื่องจากอิตาลีมีพื้นที่เพาะปลูกเลี้ยงสัตว์จำกัด ความอุดมสมบูรณ์ของที่ดินมอบปัจจัยสี่แก่การยังชีพ เป็นสินค้าสำคัญของยุคนั้น ทั้งค้าขายในเมืองและต่างเมือง ผู้มีที่ดินซึ่งหมายถึงพื้นที่เกษตร ป่าไม้และปศุสัตว์จึงมั่งคั่ง มีอิทธิพลบารมี เป็นที่พึ่งของคนขัดสน เกษตรกรรายย่อยเมื่อยามการเพาะปลูกไม่ได้ผลดี เกิดความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ เมื่อระบบการเมืองการปกครองพัฒนาซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ คนกลุ่มนี้จึงเป็นแกนหลักแห่งอำนาจปกครอง

มีกฎชัดเจนว่าเฉพาะพวก “patrician เท่านั้นที่สามารถดำรงตำแหน่งกงสุล ฝ่ายปกครอง และสมาชิกสภาสูง
            รวมความแล้ว พวก “patrician คือชนชั้นปกครองดั้งเดิมนั่นเอง เพียงแต่แย่งอำนาจจากกษัตริย์ วางระบอบการปกครองใหม่เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาคือกลุ่มที่กุมอำนาจ และคัดสรรคนของตนเองเป็นผู้นำปกครองประเทศ

            เสรีชนนอกกลุ่มpatrician” เรียกว่าพวก “plebeiansเป็นสามัญชน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย มีที่ดินทำกินแต่น้อย มักมีฐานะธรรมดาหรือยากจน บางคนประกอบอาชีพอิสระ ช่างฝีมือ พ่อค้า
            พวก “plebeians” มีสิทธิ์ออกเสียง แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงอำนาจปกครอง เฉพาะพวก “patrician” เท่านั้นที่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับตำแหน่งข้าราชการ

            นอกจากกฎห้ามเข้าถึงอำนาจปกครอง สังคมโรมันยังมีวัฒนธรรมให้แต่งงานภายในชนชั้นเดียวกัน การแต่งงานระหว่าง 2 ชนชั้นเป็นเรื่องต้องห้าม
            การแต่งงานภายในชนชั้นเดียวกัน นอกจากจะเป็นการควบคุมอำนาจให้อยู่ในกลุ่ม ยังส่งเสริมความสัมพันธ์ภายในกลุ่มชนชั้นอำนาจด้วยกัน นานวันเข้าพวกเขามีความสัมพันธ์ทางเครือญาติมากขึ้นทุกที เป็นอีกปัจจัยที่ส่งเสริมให้สภาสูงมีอำนาจ เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมอันทรงพลังที่ควบคุมให้อำนาจจำกัดอยู่ในคนไม่กี่ตระกูลเท่านั้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ร้อยปีก็ตาม

            อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป พวก “plebeians” บางคนสามารถพัฒนาตนเองกลายเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ เป็นคนมั่งคั่งมีอิทธิพลบารมี จึงเรียกร้องสิทธิ์ที่จะกลายเป็นพวก “patrician” เรื่องลงเอยว่าเกิดกลุ่มใหม่ที่เรียกว่าพวก nobiles” เป็นการรวมพวก plebeiansที่มั่งคั่งขึ้นมากับพวก “patrician
ดังนั้น พวก nobiles คือพัฒนาการเพื่อรับคนรวยรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในกลุ่มชนชั้นอำนาจนั่นเอง เพียงแต่จัดกลุ่มใหม่ ตั้งชื่อใหม่ เพื่อไม่ถูกจำกัดด้วยหลักเกณฑ์เดิม โดยคงหลักการว่าคนมั่งคั่ง ครอบครองที่ดินจำนวนมากเท่านั้นที่เข้าถึงอำนาจ

ทาส :
            นอกจาก 2 ชนชั้นข้างต้น สาธารณรัฐโรมันยังประกอบด้วยพวกทาสจำนวนมาก
            ในยุคสมัยนั้น ทุกอาณาจักรล้วนมีทาสด้วยกันทั้งสิ้น แต่พวกโรมันมีทาสมากเป็นพิเศษ เหตุเพราะระบบสังคมที่มุ่งใช้แรงงานทาสเป็นหลัก มีข้อมูลว่าเกษตรกรรายย่อย1 คนจะมีทาสรับใช้ 1-2 คนเพื่อช่วยงานในทุ่งนาและงานบ้าน
            ไม่เฉพาะงานเกษตรเท่านั้นที่ใช้แรงงานทาส งานอื่นๆ ก็ใช้เช่นกัน งานก่อสร้างใช้แรงงานทาสเป็นหลัก ไม่ว่าจะสร้างถนนหรืออาคาร
เรื่องนี้อธิบายได้ว่าเนื่องจากไม่จำต้องดูแลทาสดีเท่าแรงงานทั่วไป การใช้แรงงานทาสจึงเป็นวิธีลดต้นทุนการผลิต เป็นช่องทางให้เจ้าของที่ดินขนาดใหญ่สามารถเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์อย่างเต็มที่ ต้นทุนการผลิตของเจ้าของที่รายใหญ่จึงต่ำกว่าชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรรายย่อย เป็นต้นเหตุหนึ่งของการทำสงครามเพื่อบังคับคนต่างเมืองเป็นทาส
นอกจากนี้ บางคนเห็นว่าจำนวนทาสเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะของตัวเอง คนเหล่านี้จึงชอบที่จะมีทาสจำนวนมาก
            ในยุคแรกนั้นทาสเหล่านี้เป็นคนในคาบสมุทรอิตาลี (คนต่างเมือง) สามารถซื้อขายในตลาดไม่ต่างจากสินค้าทั่วไป และเมื่อสาธารณรัฐโรมันมีชัยเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จำนวนทาสเพิ่มขึ้นทวีคูณ คราวนี้เป็นทาสชาวต่างชาติ ส่วนหนึ่งได้จากสงครามโดยตรง

การขยายอาณาเขตและการแย่งชิงอำนาจ :
เมื่อสาธารณรัฐสามารถยึดคาบสมุทรอิตาลี จากนั้นเริ่มขยายอาณาเขตไปทั่วทั้งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ต้องเผชิญหน้าปรปักษ์สำคัญคืออาณาจักรคาร์เธจ (Carthage)
ก่อนสิ้นศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล อาณาจักรคาร์เธจมีพลังอำนาจทางทหารที่แข็งแกร่ง อาณาเขตประกอบด้วยชายฝั่งแอฟริกาเหนือ บางส่วนของสเปน  เกาะ Sardinia (ทางตะวันตกของอิตาลี) เกาะ Corsica (ติดกับ Sardinia) พื้นที่ตะวันตกของ Sicily อาณาจักรคาร์เธจมั่งคั่งเพราะเป็นผู้ควบคุมการเดินเรือแถบนี้
หลังผ่านสงครามครั้งใหญ่หลายครั้ง ในที่สุดสาธารณโรมันเข้ายึดอาณาจักรคาร์เธจ

            จากนั้นก่อนสิ้นศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตศักราช เกิดการชิงอำนาจระหว่างชนชั้นปกครอง 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเรียกว่าพวก “optimates” ดำเนินตามแนวทางของพวก “nobiles” ต้องการรักษาระบอบคณาธิปไตย ในขณะที่ชนชั้นปกครองอีกกลุ่มที่เรียกว่า “populares” พยายามแสวงหาแรงสนับสนุนจากคนชั้นล่าง เกิดการแข่งขันระหว่าง 2 กลุ่ม คล้ายกับ 2 พรรคการเมือง

            ในขณะที่ชนชั้นปกครองร่ำรวยขึ้นจากสงคราม ปรากฏว่าสามัญชนกลับยากจนลง เหตุเพราะพลเมืองมีหน้าที่ต้องเป็นทหารยามมีศึกสงคราม สงครามกับคาร์เธจทำให้ที่ดินหลายส่วนเสียหาย รัฐยืดเวลาการทหารเกณฑ์เป็น 6 ปี หลายคนที่กลับจากการรบพบว่าไร่นาตนเสียหายมากจึงเลือกที่จะขายที่ดิน ผลประโยชน์ตกแก่พวกเจ้าของที่ดินรายใหญ่ที่ซื้อที่ดินเหล่านั้น
และเนื่องจากกฎหมายบัญญัติว่าผู้เป็นทหารจะต้องเป็นพลเมืองโรมันที่มีทรัพย์สิน มีส่วนในผลประโยชน์ทรัพย์สินเท่านั้น ชายโรมันที่มีคุณสมบัติเป็นทหารได้จึงค่อยๆ ลดน้อยลง คนเหล่านี้อยู่ในสภาพไร้ที่ทำกิน ไม่สามารถเป็นทหาร บางคนพยายามรับจ้างงานเกษตรที่ทำได้ แต่อีกหลายคนเข้าไปอาศัยรวมกันในกรุงโรม และกลายเป็นกลุ่มที่สร้างปัญหาแก่สังคม

Tiberius Gracchus (163-133 B.C.) เป็นหนึ่งในกลุ่ม “nobiles” เห็นปัญหาดังกล่าวจึงร่วมกับสมาชิกสภาสูงจำนวนหนึ่งเสนอแก้ปัญหา แนวทางของ Gracchus คือปฏิรูปที่ดิน ด้วยการยึดที่ดินรัฐที่อยู่ในมือเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ นำมาแจกจ่ายแก่คนไร้ที่ทำดินกิน สมาชิกสภาสูงหลายคนที่เสียประโยชน์โดยตรงจึงจ้างนักฆ่าสังหาร Gracchus
Tiberius Gaius (153-121 B.C.) น้องชาย Tiberius Gracchus สานฝันการปฏิรูปที่ดินต่อจากพี่ชาย และถูกสังหารเช่นกัน
แม้การปฏิรูปที่ดินไม่ประสบความสำเร็จ แต่แนวทางของพี่น้อง Tiberius กลายเป็นแรงบันดาลใจ เป็นต้นเหตุให้ประชาชนผู้ยากไร้พร้อมจะลุกฮือ
-----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
จากชุมชนสู่นครรัฐและกลายเป็นสาธารณรัฐโรมัน ชนชั้นปกครองซึ่งคืออดีตขุนนางและเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่สามารถกุมอำนาจปกครองอย่างเหนียวแน่น ทั้งด้านบริหาร การยุติธรรม เศรษฐกิจ การทหาร การทำสงครามขยายอาณาเขตหมายถึงการได้ทรัพย์สิน ที่ดินและทาส ผลประโยชน์เหล่านี้ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของชนชั้นปกครองไม่กี่ตระกูล แต่ด้วยการขยายอาณาจักรอย่างไม่สิ้นสุดส่งผลให้กองทัพใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ และควบคุมยากขึ้น ท้ายที่สุดกลายเป็นผู้ล้มล้างระบบสาธารณรัฐโรมัน 

บรรณานุกรม:
1. Drummond, A., Walbank, F. W., Astin, A. E., Frederiksen, M. W., & Ogilvie, R. M. (Eds.). (1989).The Cambridge Ancient History Volume 7, Part 2: The Rise of Rome to 220 BC (2nd Ed.). UK: Cambridge University Press.
2. Perry, Marvin., Jacob,  Margaret., Jacob, James., Chase, Myrna., & Von Laue, Theodore. (2009). Western Civilization: Ideas, Politics, and Society (9th Ed.). Boston: Houghton Mifflin Harcourt Publishing.
3. Roberts, J. M. (2002). The New History of the World (4th Ed.). UK: Penguin Press/Allen Lane.
4. Spielvogel, Jackson J. (2009).Western Civilization (7th Ed.). USA: Thomson Wadsworth.
-----------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...